16 กันยายน 2561 กลายเป็นวันประวัติศาสตร์ของสนามม้านางเลิ้ง เมื่อต้องปิดตัวลงหลังจากเปิดทำการมา 102 ปี ไม่มีคำใดอธิบายความรู้สึกของคนที่อยู่ในวันนั้นได้ดีกว่าคำว่า “ใจหาย” — และนั่นคือสิ่งที่ สนามม้านางเลิ้ง ทิ้งไว้ให้ทุกคนที่เคยผ่านมา ไม่ว่าจะมาเพื่อดูม้าแข่ง เพราะการเมือง หรือเพียงแค่อยากเห็นสถาปัตยกรรมที่ไม่มีที่ไหนเหมือน
นางเลิ้ง : ชื่อที่มาจากภาชนะใส่น้ำของชาวมอญ

ก่อนจะมีสนามม้า ต้องเข้าใจก่อนว่าย่านนางเลิ้งคืออะไร แต่เดิมในอดีตผู้คนเรียกย่านนี้ว่า “บ้านสนามควาย” ก่อนจะเปลี่ยนมาเรียกว่า “อีเลิ้ง” ตามชื่อภาชนะใส่น้ำของชาวมอญ ที่นิยมขนใส่เรือ ล่องไปจอดขายบริเวณนั้น ย่านที่ฟังดูธรรมดานี้ต่อมากลายเป็นที่ตั้งของสนามม้าที่มีประวัติยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
จากสนามหลวงสู่สนามม้านางเลิ้ง : กีฬาม้าเดินทางมาอย่างไร

จุดกำเนิดสนามม้านางเลิ้ง ต้องย้อนกลับไปถึงวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2440 ทางฝ่ายราชการได้จัดพระราชพิธีรับเสด็จฯ และกลุ่มผู้ที่เคยเดินทางไปยุโรปส่วนหนึ่งได้จัดแข่งม้าถวาย โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้สนามทุ่งพระเมรุ หรือ สนามหลวง เป็นสนามแข่งม้าชั่วคราว ถือเป็นการนำกีฬาแข่งม้าเข้าสู่ประเทศไทยในยุคแรกๆ
สนามม้านางเลิ้งนับเป็นสนามม้าแห่งที่ 2 ของประเทศไทย ถัดจากราชกรีฑาสโมสร ที่แรกนั้นสร้างและบริหารจัดการโดยชาวยุโรปจึงเรียกว่า สนามฝรั่ง หลังจากได้รับความนิยมจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนดู และการสมัครเข้าเป็นสมาชิกค่อนข้างเข้มงวดกว่า กลุ่มชนชั้นนำไทยนำโดยพระยาประดิพัทธภูบาลและพระยาอรรถการประสิทธิ์ จึงริเริ่มก่อตั้งสนามม้าแห่งที่ 2 ย่านนางเลิ้งแห่งนี้ และเรียกกันว่าติดปากว่า สนามไทย
สนามม้านางเลิ้งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนช่วงปลาย พ.ศ. 2459 จึงได้เปิดสนามเป็นครั้งแรก และเก็บค่าสมาชิกเพียงคนละ 1 บาทต่อเดือนเท่านั้น นับเป็นขวัญใจคออาชาแห่งใหม่ที่ดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า
สถาปัตยกรรมที่ควรไปดูด้วยตาสักครั้ง
สิ่งที่ทำให้สนามม้านางเลิ้งโดดเด่นเหนือสนามกีฬาทั่วไปคือสถาปัตยกรรมที่ไม่มีที่ไหนเหมือน ลอนโค้งคอนกรีตขนาดมหึมาเรียงรายติดกันเป็นหลังคาผืนใหญ่ คือสิ่งแรกที่สะดุดตาเมื่อมองมาจากถนนพิษณุโลก
หนึ่งในอาคารทรงสวยในสนามม้านางเลิ้ง คืออาคารอเนกประสงค์ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิก เดิมเคยเป็นโรงม้าของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารตกแต่งด้วยคิ้วบัว ปูนปั้น และหน้าต่างบานเกล็ด รายละเอียดเหล่านั้นบอกว่าคนที่สร้างสนามแห่งนี้ไม่ได้คิดแค่จะทำที่แข่งม้า แต่ต้องการสร้างพื้นที่ที่มีศักดิ์ศรีและสง่างาม
สภาสนามม้าและการเมืองที่ซ่อนอยู่ในราวตากม้า
ที่น่าสนใจของสนามม้านางเลิ้งไม่ใช่แค่เรื่องม้าและการพนัน แต่คือบทบาทในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่แทบไม่มีคนรู้
ในปี พ.ศ. 2516 รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นสถานที่จัดการประชุมสมัชชาแห่งชาติตลอดวาระ โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงแต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติที่มีจำนวน 2,347 คน ทำให้สมัชชาแห่งชาติชุดนั้นถูกเรียกอีกอย่างว่า “สภาสนามม้า”
สนามม้านางเลิ้งได้ชื่อว่าเป็นถิ่นของคนมีสี ผู้มีอิทธิพล เพราะมีการเปิด “โต๊ดเถื่อน” ขึ้น แม้สนามม้านางเลิ้งจะเป็นพื้นที่เฉพาะที่ให้มีการเล่นการพนันที่ถูกกฎหมายได้ ความสัมพันธ์ระหว่างสนามม้าและการเมืองไทยนั้นซับซ้อนและยาวนาน ทหาร นักการเมือง และผู้มีอิทธิพลต่างผ่านมาในสนามแห่งนี้ ทำให้มันกลายเป็นพื้นที่ที่บันทึกประวัติศาสตร์ไทยยุคสมัยใหม่ไว้อย่างไม่ได้ตั้งใจ
วันสุดท้ายและคนที่ใจหาย
16 กันยายน 2561 เป็นวันที่สนามม้านางเลิ้งปิดตำนานไปแล้ว หลังครบ 102 ปี สิ้นสุดสัญญาเช่ากับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และต้องส่งมอบพื้นที่คืนวันที่ 4 ตุลาคม
ในวันสุดท้ายนั้น พลายเพชร อายุ 55 ปี อดีตจ๊อกกี้ชื่อดัง ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโค้ชปั้นจ๊อกกี้ดาวรุ่ง มีประสบการณ์แข่งม้ามาตั้งแต่ปี 2522 บอกว่านอกจากจะรู้สึกใจหายแล้ว รายได้หลักที่ใช้จุนเจือชีวิตก็หายไป สำหรับคนที่ใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับที่นี่ การปิดตัวของสนามม้าไม่ใช่แค่การสูญเสียสถานที่ แต่คือการสูญเสียชีวิต
จากสนามม้าสู่อุทยานเฉลิมพระเกียรติ
แม้จะมีการรื้อถอนราชตฤณมัยสมาคมหรือสนามม้านางเลิ้งออกไปเพื่อสร้างเป็นอุทยานเฉลิมพระเกียรติ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ยังพระราชทานโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย คงให้โรงเรียนราชวินิตมัธยมดำเนินกิจการให้ความรู้และการศึกษาต่อไป
พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงม้าวิ่งและเสียงเชียร์จากคออาชาทุกวันอาทิตย์ กำลังจะกลายเป็นสวนสาธารณะขนาด 216 ไร่ — และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะอย่างน้อยที่สุด พื้นที่ดีๆ ใจกลางเมืองยังได้กลับสู่มือของผู้คนในแบบใหม่
สนามม้านางเลิ้งอาจหายไปแล้ว แต่ลอนโค้งคอนกรีต กลิ่นหญ้า และความทรงจำของคนที่เคยนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ในวันอาทิตย์ — สิ่งเหล่านั้นไม่มีวันรื้อถอนได้
