17 พฤศจิกายน 2561
115 K

เมื่อสิบกว่าปีก่อน เวลาไปนั่งเล่นที่สวนสันติชัยปราการ ผมชอบทอดสายตาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปมองบ้านเก่าริมน้ำฝั่งตรงข้าม

เห็นแล้วก็สงสัยว่าเป็นบ้านใคร แล้วก็สงสัยขึ้นไปอีกว่าทำไมบ้านสวยๆ ถึงถูกปล่อยให้ทิ้งร้างอย่างนี้

วันหนึ่งผมก็พบคำตอบว่าบ้านหลังนี้เดิมทีชื่อ ‘บ้านบางยี่ขัน’

เมื่อพบข้อมูลดังนั้น ผมจึงรีบสอบถามญาติๆ ว่า ครอบครัวเรามีส่วนอะไรกับบ้านหลังนี้บ้างหรือเปล่า

น่าเสียใจที่ นายทรงกลด บางยี่ขัน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ บ้านบางยี่ขัน

ขออนุญาตเสียใจอีกบรรทัด

แต่ก็น่าดีใจที่หลายปีต่อมาบ้านหลังนี้ได้รับการบูรณะจนกลายมาเป็น พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) โรงแรมสุดสวยที่สถาปนิกพลิกฟื้นให้อาคารหลังนี้กลับมามีชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง

ไม่นานมานี้โรงแรมแห่งนี้เปลี่ยนมือมาสู่เครือมนทาระ ซึ่งโด่งดังจากการทำโรงแรมตรีสราที่ภูเก็ต

หลังจากปิดปรับปรุงไปหลายเดือน ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พระยา พาลาซโซ ก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

โรงแรมแห่งนี้ไม่ติดถนน ต้องเดินทางด้วยเรือเท่านั้น ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และของเก่าๆ แต่มีวิธีคิดในการบริหารงานแบบใหม่ที่น่าสนใจมาก

01 สร้างบ้าน

เจ้าของบ้านบางยี่ขันคนแรกคือ พระยาชลภูมิพานิช

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระยาชลภูมิพานิชมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ ได้รับพระราชทานยศเป็นอำมาตย์โท และมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาชลภูมิพานิช รวมถึงได้รับพระราชทานนามสกุล ‘อเนกวณิช’

บ้านบางยี่ขันสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมพาลาดิโอ (Palladio) ซึ่งได้รับความนิยมในประเทศไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าและการติดต่อกับชาวตะวันตกในยุคนั้น

แล้วพระยาชลภูมิพานิชคือใคร

ท่านเป็นขุนนางและคหบดีเชื้อสายจีนผู้มั่งคั่ง เริ่มต้นรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดเก็บรายได้จากเรือสินค้าที่เดินเรือผ่านทะเลอ่าวไทยเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่เรือจากจีน จาม (กัมพูชา) และญวน (เวียดนาม)

อธิบายเผื่อคนสงสัยต่ออีกนิดว่า กรมท่าขวาทำหน้าที่ติดต่อเรือสินค้าทางฝั่งอันดามัน ได้แก่ แขก ฝรั่ง อาหรับ เปอร์เซีย

การค้าขายส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเป็นการค้าช่วง คือรับสินค้าจากโลกตะวันออกโดยเฉพาะจากเมืองจีนไปขายยังทวีปอื่น ทำให้ขุนนางเชื้อสายจีนสมัยนั้น รวมถึงบุตรหลานคหบดีชาวจีนที่ได้ร่ำเรียนด้านการค้าจากเมืองจีน เช่น นายไต้ตั้ด (นามเดิมของพระยาชลภูมิพานิช) ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้มีบทบาทสำคัญทั้งทางด้านการค้า และการเมืองการปกครองของประเทศ

พระยาชลภูมิพานิชสมรสกับนางสาวส่วน (สกุลเดิม อุทกภาชน์) นางข้าหลวงคนโปรดในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ศึกษาศิลปะ วิชาการ และคุณสมบัติแห่งความเป็นกุลสตรี ในราชสำนักมาตั้งแต่เด็ก

พระยาชลภูมิพานิชรักนางส่วนตั้งแต่แรกเห็น เมื่อครั้งที่เธอออกจากกำแพงพระบรมมหาราชวังกลับไปเยี่ยมบิดามารดาที่บ้าน เมื่อความทราบถึงเบื้องสูง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ทั้งสองได้สมรสกัน

หลวงชลภูมิพานิช (ยศในขณะนั้น) และนางส่วนในวัย 20 ปี ได้ย้ายมาพักที่บ้านบางยี่ขันริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งคาดว่าออกแบบโดยสถาปนิกต่างชาติ และน่าจะเป็นสถาปนิกพระราชทาน

คุณหญิงส่วนเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของพระยาชลภูมิพานิช ทั้งที่สมัยนั้นผู้ชายนิยมมีภรรยามากกว่า 1 คน ทั้งคู่ให้กำเนิดบุตร-ธิดา 10 คน ซึ่งทุกคนได้รับพระราชทานนามจากพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

02 จากบ้านสู่โรงเรียน

พระยาชลภูมิพานิชถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. 2481

ต่อมาบ้านหลังนี้สืบทอดมายัง นายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 ของท่าน ครอบครัวของพระยาชลภูมิพานิชยังคงอาศัยในบ้านบางยี่ขันสืบมา จนสภาพสังคมเปลี่ยนไป คนเริ่มใช้รถยนต์แทนเรือ ครอบครัวอเนกวณิชจึงย้ายจากบ้านที่ไม่ติดถนนหลังนี้ไปอยู่ที่ย่านสุขุมวิท และปล่อยให้บ้านหลังนี้ทิ้งร้าง

พ.ศ. 2489 นายปานจิตต์โอนกรรมสิทธิ์บ้านบางยี่ขันให้ ‘กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อย’ (มูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทานในปัจจุบัน) เพื่อใช้เป็นอาคารเรียนของ ‘โรงเรียนราชการุญ’ แทนอาคารเดิมในย่านบางกอกน้อยซึ่งถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โรงเรียนราชการุญก่อตัั้งขึ้นเพ่ื่อให้การศึกษากับเด็กด้อยโอกาสทุกศาสนา เก็บค่าเล่าเรียนราคาถูก แต่ดำเนินการได้เพียง 22 ปี ก็ประสบปัญหาด้านเงินทุน จนต้องปิดตัวลงใน พ.ศ. 2521

หลังจากนั้นอีก 5 ปีอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยเช่าเพื่อใช้เป็น ‘โรงเรียนอินทรอาชีวศึกษา’ ซึ่งปิดตัวลงใน พ.ศ. 2539

นับจากนั้นอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง จนคนที่นั่งเล่นอยู่ฝั่งสวนสันติชัยปราการต่างพากันสงสัยว่า ใครเป็นเจ้าของอาคารเก่าริมแม่น้ำหลังนี้

03 ฟื้นบ้าน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ เป็นสถาปนิกผู้เสียดายความงดงามทางสถาปัตยกรรมของบ้านบางยี่ขัน จึงได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนเข้าไปบูรณะบ้านหลังนี้หลังจากถูกปล่อยทิ้งร้างร่วม 20 ปี

สภาพที่เขาพบคือ หลังคายุบลงมาบางส่วน พื้นพัง มีน้ำท่วมขัง มีปัญหาความชื้น และเชื้อราที่เกิดจากความชื้นเนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำ สถาปนิกท่านนี้อยากบูรณะโดยยังคงลักษณะเดิมของอาคารเอาไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้าง งานฝีมือ และสีที่ใช้ 

เขาค่อยๆ รื้อส่วนประกอบต่างๆ ของบ้านออก แล้วขัดเกลาเพื่อเก็บกลับมาใช้ในตำแหน่งเดิม โดยเฉพาะของเก่าที่ทำโดยช่างฝีมือโบราณ แม้ว่าอาคารหลังนี้จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก แต่คนที่ก่อสร้างน่าจะเป็นช่างจีน สังเกตได้จากช่องลมฉลุลายโปร่งของประตูและหน้าต่าง กระจกสี บานเฟี้ยมไม้สักฉลุโบราณขนาด 8 เมตร สถาปนิกท่านนี้เลาะประตู หน้าต่าง และกรอบไม้วงกบ ออกมาซ่อมใช้ใหม่ทั้งหมด ถ้ามีจุดไหนเสื่อมสภาพก็ให้ช่างทำขึ้นมาใหม่เลียนแบบให้กลมกลืน

เนื่องจากอาคารหลังนี้มีโครงสร้างแบบโบราณ กำแพงจึงไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากนัก จึงต้องมีการเสริมโครงใหม่เข้าไปช่วยพยุงผนังเดิมให้ตกแต่งภายในได้ แล้วก็ยังมีการเสริมความแข็งแรงของแพซุงโบราณใต้ดินด้วยระบบคอนกรีตและระบบกันน้ำ รวมถึงทำระบบป้องกันความชื้นด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำระบายน้ำออก เมื่อมีน้ำเข้ามาใต้อาคารมากเกินไป

การบูรณะยากขึ้นไปอีกเมื่อบ้านหลังนี้ไม่ติดถนน วัสดุก่อสร้างทั้งหมด รวมไปถึงต้นไม้เพื่อจัดสวน ต้องขนส่งมาทางเรือเท่านั้น เหมือนในอดีต

การบูรณะครั้งนี้ใช้เวลา 20 เดือนเต็ม กว่าจะเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2552 แล้วเปิดเป็นโรงแรมชื่อ พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) หมายถึง คฤหาสน์แห่งพระยาชลภูมิพานิช

04 ผังห้องพัก

การจัดพื้นที่ห้องพักของพระยา พาลาซโซ ใช้หลักสมมาตรตามลักษณะตัวอาคาร ห้องพักมีทั้งหมด 17 ห้อง ตกแต่งด้วยแนวคิดแบบไทยเดิม เพื่อให้แขกได้สัมผัสบรรยากาศของบ้านไทยยุคโบราณ แต่ก็เติมสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไปอย่างครบครัน

ห้องที่เป็นไฮไลต์ของอาคารนี้คือ ห้องร่มโพธิ์ ซึ่งเป็นห้องจัดพิธีการซึ่งอยู่บนโถงตรงกลางอาคารชั้นสอง มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำ บานประตูของห้องนี้เป็นไม้ชิ้นใหญ่ซึ่งเป็นบานเดิมตั้งแต่แรก ห้องนี้เหมาะกับการจัดงานหมั้น งานเลี้ยงรับรองแบบส่วนตัวขนาดกลาง รวมถึงจัดประชุมสัมมนาผู้บริหารด้วย

ส่วนของภูมิสถาปัตยกรรม ยังคงแนวคิดที่ต้องการให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนบ้าน พื้นที่เล็กๆ ระหว่างตึกจึงถูกใช้เป็นสวนสมุนไพร ปลูกต้นไม้ไทยโบราณ โดยเฉพาะไม้ดอกหอมและไม้ยืนต้นให้ร่มเงาอยู่รอบอาคาร

05 เจ้าของใหม่

คุณกิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้ กรุ๊ป (Montara Hospitality Group) เล่าให้ The Cloud ฟังว่า บริษัทของเขาเริ่มต้นจากการทำตรีสรา (Trisara) รีสอร์ตอันโด่งดังที่ภูเก็ต ซึ่งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีวิวที่พิเศษมาก เป็น Pool Villa สุดหรู ทุกยูนิตมีสระว่ายน้ำส่วนตัว เป็นวิลล่า 60 หลังบนพื้นที่ 130 ไร่

ถึงแม้ว่าตรีสราจะเป็นรีสอร์ตที่โด่งดังระดับโลก แต่การมีรีสอร์ตเพียงแห่งเดียวคงไม่ใช่แผนธุรกิจที่ดีในระยะยาวแน่ ทางมนทาระจึงอยากจะหยิบเอาคาแรกเตอร์ของตรีสราอย่างความเป็นส่วนตัว วิวพิเศษ และการบริการที่ดี มาสู่กรุงเทพฯ

ด้วยความที่ครอบครัวของคุณกิตติศักดิ์สนใจเรื่องการอนุรักษ์อาคารเก่ามานาน เมื่อจะทำโรงแรมแห่งที่สองในกรุงเทพฯ จึงเริ่มจากการมองหาอาคารเก่าทั่วกรุงเทพฯ

“ในกรุงเทพฯ มีโรงแรมเยอะมาก มันง่ายมากที่ลูกค้าจะเลือกจากรีวิวหรือราคาจากเว็บไซต์ต่างๆ เราจึงต้องหาโรงแรมที่พิเศษจริงๆ เหมือนอย่างตรีสราที่ภูเก็ต ซึ่งไม่มีใครก๊อปปี้วิวของเราได้ เราจึงหาอาคารที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ จนได้มาเจอพระยา พาลาซโซ ซึ่งถูกปรับปรุงเป็น Boutique Hotel เรียบร้อยแล้ว ถึงจะมีคนทำแมนชั่นริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีก แต่ก็ไม่ทางมีเรื่องราวเหมือนที่นี่แน่ๆ หลังจากที่คุณวิชัยเสียชีวิต เราจึงเข้ามาซื้อกิจการต่อ แล้วก็ปรับปรุง” คุณกิตติศักดิ์เล่าถึงเหตุผลในการเลือกลงทุนในพระยา พาลาซโซ

หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปปรับปรุงโรงหนังปรินซ์ให้กลายเป็นโรงแรม Prince Theatre Heritage Stay

06 บริหารโรงแรมแบบใหม่

“พระยา พาลาซโซ มีลักษณะเป็นวิลล่าอยู่แล้ว เราเลยคิดว่าน่าจะเอาวิธีบริหารบางอย่างที่ตรีสรามาใช้ได้” คุณกิตติศักดิ์เล่า

“ที่ตรีสราเรามีพนักงานที่เรียกว่า Resort Host ทำหน้าที่ดูแลแขกในทุกเรื่อง ให้แขกติดต่อพนักงานคนนี้คนเดียว แขกจะรู้สึกใกล้ชิดกับพนักงาน และไม่ต้องเจอพนักงานหน้าใหม่ทุกวัน เราเอาระบบนี้มาใช้ พนักงานที่พระยา พาลาซโซ ทุกคนมีตำแหน่งเป็นโฮสต์ เรามีเลานจ์ตรงข้ามท่าพระอาทิตย์เพื่อรับแขก เมื่อแขกมาเช็กอิน โฮสต์จะพาแขกเดินข้ามถนนไปขึ้นเรือ พามาที่ร้านอาหาร รับออร์เดอร์จากแขก และแนะนำทุกอย่าง เราต้องฝึกพนักงานให้ทำงานแบบ Multitask ซึ่งแรงจูงใจคือ ยิ่งเขาดูแลแขกได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เซอร์วิสชาร์จสูงขึ้น วิน-วินทุกฝ่าย”

07 โรงแรมที่ต้องนั่งเรือไปเท่านั้น

น่าสงสัยว่า โรงแรมที่ไม่ติดถนน จะมีลูกค้าเป็นคนกลุ่มไหน

“ในแง่ห้องพัก ถ้าเป็นคนไทยก็คือกลุ่มที่ต้องการความเป็นส่วนตัว คนกรุงเทพฯ อาจจะคิดว่าวันเสาร์-อาทิตย์แทนที่จะอยู่ในเมืองก็อยากมี Staycation สั้นๆ ในพื้นที่ที่สงบ แค่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาก็สัมผัสได้ถึงความสงบ สถาปัตยกรรมแบบยุโรปทำให้ดูแตกต่างจากชีวิตประจำวัน และการมายากก็ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัว” คุณกิตติศักดิ์อธิบาย

ถ้าเป็นแขกต่างชาติ ที่นี่มีลูกค้าจากอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้คุณกิตติศักดิ์พยายามขยายตลาดสู่จีนและเอเชีย ซึ่งไม่ใช่งานหนักมาก เพราะที่นี่มีห้องพักแค่ 17 ห้อง และโดยปกติก็มียอดจองราว 75 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว

“อีกกลุ่มเป็นแขกที่ต้องการจัดงานแต่งงานแบบพิเศษ แขกราว 100 – 150 ท่าน รวมถึงใช้เป็นที่จัดเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษแบบส่วนตัว อย่างเช่นหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะมาแขกนั่งเรือส่วนตัวมาเลี้ยงรับรองที่นี่ รวมไปถึงการเช่าท้ังหลังเพื่อจัดอีเวนต์ต่างๆ”

08 จุดขายใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน

หลังจากพระยา พาลาซโซ ปิดปรับปรุงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งด้วยจุดขายใหม่

“การเป็น Boutique Hotel ริมแม่น้ำถือเป็นจุดแข็งของเรา เพราะที่ดินริมแม่น้ำหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราต้องแข่งกับโรงแรมริมแม่น้ำ จุดที่ทำให้เราชนะก็คือ เราเป็น Mansion on the river ซึ่งสามารถปิดทั้งโรงแรมให้แขกกลุ่มหนึ่งได้ เขาสามารถเนรมิตสถานที่แห่งนี้ให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้ การเปิดให้เช่าแมนชั่นทั้งหลังเป็นการสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาซึ่งไม่มีใครเหมือน” คุณกิตติศักดิ์เล่าถึงจุดขายใหม่

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าแขกยังอยากเช่าห้องพักเป็นห้องๆ ก็ยังทำได้เช่นเดิม

คุณกิตติศักดิ์ฝากถึงผู้อ่านว่า ถ้าใครอยากจะชิมอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมของโรงแรมก็ขึ้นเรือรับส่งของโรงแรมมาได้เลย ซึ่งให้บริการฟรีอยู่ที่ท่าพระอาทิตย์ และท่าวัดราชาธิวาส (มีที่จอดรถ) ถ้าใครหาเรือไม่เจอก็โทรมาได้ที่เบอร์ 081 4028118 เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะส่งเรือไปรับ

ส่วนใครกำลังหาที่จัดงานแต่งงาน ที่นี่ก็ตอบโจทย์มาก

“เหมือนมันกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ตอนแรกเริ่มที่นี่เป็นเรือนหอ แล้วก็เป็นแมนชั่นของพระยาชลภูมิพานิช จากนั้นก็กลายมาเป็นโรงเรียน โรงเรียนอาชีวะ ตอนนี้กลับมาเป็นแมนชั่นอีกครั้ง เพราะพระยา พาลาซโซ แปลว่า บ้านของพระยา เป็นบ้านที่เปิดให้คนเข้ามาสัมผัสประสบการณ์พักในบ้านริมน้ำแบบพิเศษ”

www.prayapalazzo.com

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

หลังกินมื้อเที่ยงรสชาติจัดจ้านฝีมือคนตรัง เราก็เดินทางมาถึง ‘Sirichai Design Hotel’ อ.กันตัง ทันในช่วงบ่าย ด้วยฝีมือการขับรถลู่ลมของคนตรังอีกเช่นกัน

เราถือโอกาสระหว่างทางพูดคุยกับพี่คนขับ เพราะเห็นว่าศิริชัยเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่อยู่คู่จังหวัดมานาน แต่กลับได้รับคำถามกลับมา เมื่อพี่คนขับไม่เข้าใจว่าเราจะเข้าไปคุยกับโรงแรมเก่าที่ดูร้างไร้ไปทำไม 

คำตอบคือ ก๊วง-เมธี สกุลส่องบุญศิริ ทายาทรุ่นสาม ได้ปัดฝุ่นโรงแรมเก่ากว่า 60 ปีของปู่ให้กลายเป็นที่พักสไตล์คนรุ่นใหม่ โดยคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณความเป็นเมืองท่ากันตังในอดีต ตั้งแต่การตกแต่ง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่วางขายในคาเฟ่ ไปจนถึงเมนูอาหารจากร้านค้าในชุมชน

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

มีทายาทมากมายเลือกใช้ชีวิตต่อในเมืองหลวงเมื่อพบว่าตัวเองชื่นชอบอะไร 

แต่ก๊วงกลับบ้านเกิดมาพร้อมปริญญาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปมวัยเด็กที่เคยถูกล้อว่าเป็นลูกหลานโรงแรมร้างให้กลายเป็นความภาคภูมิใจของชีวิต 

“ผมเกิดมามันก็โทรมแล้ว”

กลิ่นหอมของกาแฟเป็นตัวเริ่มต้นบทสนทนาของเราในวันนี้้ ส่วนก๊วงรับหน้าที่เป็นบาริสต้า

เขาชงกาแฟไปเล่าไปว่า คาเฟ่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ แต่เป็นเพราะลูกค้าที่เข้าพักมักจะขอเครื่องดื่มรสชาติดีจากเจ้าของโรงแรมที่ชื่นชอบอเมริกาโน่

ทว่า กระป๋องชาไทยกลับเป็นเมนูที่เขาเลือกสรรให้คนกรุงชิม

“เพราะมันเป็นชาใต้” ก๊วงให้เหตุผล 

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง
Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

เราพลิกเจ้ากระป๋องชาในมือไปมาอย่างงุนงง เพราะจำได้ว่าไม่กี่นาทีก่อนยังเห็นก๊วงขมักเขม้นชงชาใส่แก้ว เขาบอกว่านี่เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ที่เขายึดมั่น คือการทำโรงแรมศิริชัยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด จึงเปลี่ยนแก้วพลาสติกให้กลายเป็นกระป๋องอะลูมิเนียมที่นำไปรีไซเคิลและกลับมาใช้ซ้ำได้

หลังได้ยินเรื่องราวที่คงเป็นแค่อินโทร เราพบว่าที่นี่น่าสนใจกว่าที่คิด และก๊วงคงไม่ได้ทำแค่ปัดฝุ่นแน่ ๆ

ความเก่าของศิริชัยแท้จริงแล้วเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1944 เป็นอาคารไม้จำนวน 12 ห้อง ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันนี้เอง ก่อนย้ายมาที่นี่เมื่อปี 1967 ในยุคที่ อ.กันตังเฟื่องฟูจากการเป็นเมืองท่าของคนใต้ แขกไปใครมาก็จะต้องแวะมานอนพักเพื่อรอขึ้นเรือไปค้าขาย รับส่งสินค้า ทั้งในและต่างประเทศ จนมีภาพจำคือขบวนรถไฟที่แน่นขนัดจนต้องนั่งบนหลังคา

“แต่ผมเกิดมามันก็โทรมแล้ว ไม่เคยเห็นยุครุ่งเรือง” เขาเบรกรถไฟดังเอี๊ยด พลางหัวเราะไปด้วย เพราะเวลาล่วงเลยไป อ.กันตังก็ได้รับความนิยมลดน้อยลง จากเมืองท่าเหลือเพียงเมืองทางผ่าน จากรถไฟเคยมาวันละ 4 รอบเหลือเพียงรอบเดียว ไม่มีเรือขนส่งมาเทียบท่า และไร้เงาของนักท่องเที่ยว

“ก่อนที่ผมจะกลับมาคือแทบจะไม่มีลูกค้ามาเข้าโรงแรมด้วยซ้ำ ไม่มีใครกล้าเข้า

“มันโทรมมาตั้งแต่เราเด็ก ตอนอยู่โรงเรียนเราโดนล้อว่าเป็นลูกหลานที่นี่ เหมือนเป็นปมในใจ ผมมีแผนไว้อยู่แล้วว่าจะปรับปรุง เรียนจบเริ่มคิดว่าอยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง หาไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เจอ จนมาขอที่บ้านว่า งั้นทำโรงแรมแล้วกัน เพราะไหน ๆ มันก็เป็นของเราอยู่แล้ว”

โรงแรมสุดหวงแหนที่โรยราไปตามความชราของปู่ ผ่านมือลูกชายที่ประกอบอาชีพรับราชการ จึงตกทอดมาสู่หลานในที่สุด เพียงแต่ไม่มีอะไรง่ายดังใจนึก

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

“มันยังไม่ตอบโจทย์”

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

“ตอนแรกปู่ก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่” กะไว้แล้ว

งั้นคุณโน้มน้าวปู่ยังไง – เราถาม

“โน้มน้าวไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าลองเลย” เขาตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะเผยความลับ

“ครั้งแรก เรารีโนเวตเล็ก ๆ ก่อน อย่างหน้าตาโรงแรมยังเหมือนเดิมครับ แค่ปรับความสะอาด ขัดพื้นให้น่าพักขึ้น ปู่ก็เริ่มเห็นว่ามีคนเข้ามาพักเพิ่ม แต่ถามว่าเยอะไหม ก็ยังไม่เยอะ 

“แล้วถึงจะทาสีใหม่ คนกันตังก็ยังเห็นว่ามันเก่าเหมือนเดิม” คนขับรถเรายืนยันความจริงข้อนี้ได้ดี 

“มีคนมาจอดหน้าโรงแรม ดูอยากจะพักแหละ แต่ว่าไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นยังไง ผมเห็นบ่อยมาก รถมาจอดแล้วก็ขับไป เลยรู้สึกว่าการรีโนเวตนี้น่าจะยังไม่ตอบโจทย์ ผมเลยออกแบบใหม่”

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง
Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

จากโรงแรมศิริชัยจึงแปลงโฉมเป็น Sirichai Design Hotel ด้วยความตั้งใจให้มีกลิ่นอายของเมืองท่า ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในท่าเรือและสถานีรถไฟ

ก๊วงปรับด้านหน้าโรงแรมให้โมเดิร์นขึ้นแต่ก็ไม่ถึงกับหรูหรา ส่วนชั้นล่างตกแต่งด้วยการนำเหล็กมากัดสนิม ผสมกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ ร่วมกับบรรดาของเก่าที่ยังคงเก็บไว้ ทั้งพื้นเดิมจากยุคปู่ โต๊ะที่เราเห็นตรงหน้าก็มาจากวงกบประตู-หน้าต่างเดิม ที่รื้อและนำมาดีไซน์ใหม่โดยฝีมือช่างจากกันตังทั้งหมด

แต่ทั้งหมดนี้จะมากพอให้คนตรังเห็นการเปลี่ยนแปลงรึเปล่า 

“ผมเคยคิดจะเปลี่ยนชื่อโรงแรม” เขาบังเอิญพูดสิ่งที่เราสงสัยในใจ

“รู้สึกว่าจะทำยังไงให้คนเปลี่ยนไป เพราะคงคิดว่าจะเก่าแบบเดิม มีชื่อเสียงแบบเดิม แต่คำว่า ศิริชัย จริง ๆ ไม่ได้แย่ แล้วมันก็ขลังด้วย เพราะพระตั้งให้” 

โอเค เราเข้าใจแล้วว่าทำไม

อย่างต่อมาที่เขาลงมือเปลี่ยนหลังการปรับปรุงครั้งที่ 2 จึงหนีไม่พ้นความคิดของคนในชุมชน 

Sirichai Design Hotel หลานชายเปลี่ยนโรงแรมปี 1967 ให้เป็นที่พักสุดชิกแห่งกันตัง จ.ตรัง

“เราต้องไปหาชุมชน”

“เพราะคนที่อยู่ในกันตังมันแคบ เขาเกิดมาก็เห็นโรงแรมนี้กันทุกคนแหละ แล้วเขาก็หลอนเรื่องผี” หลานชายเปิดอก

“โดยปกติของที่นี่ คือชาวบ้านเขาจะคุยกันว่าลูกหลานกลับมาหาไม่มีที่ให้นอน ตอนเย็นกินข้าวที่บ้าน นั่งคุยกันเสร็จ 3 – 4 ทุ่ม ก็กลับไปนอนโรงแรมในเมือง ไอ้เราก็สนใจว่าทำไมไม่นอนแถวนี้ โรงแรมเยอะแยะ เขาบอกว่ามันเก่าแล้ว เขาไม่อยากให้ใครมา”

ก๊วงจึงตัดสินใจเปลี่ยนความคิดตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว และนั่นทำให้คนตรังกลับบ้านเป็นลูกค้าหลักของเขาจนถึงตอนนี้

“เราไม่ได้ประชาสัมพันธ์อะไรเลย แต่ดึงคนในชุมชนเข้ามาดูว่าเปลี่ยนไปยังไงบ้าง คาเฟ่จะเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนแนวคิด เพราะถ้าเปิดแต่โรงแรมเฉย ๆ ไม่มีใครเดินเข้ามา แนวคิดมันก็จะไม่เปลี่ยน และเรามีโปรโมชันลด 10% ให้คนกันตังตลอดเวลา”

ภายในร้านเองก็มีการวางขายงานฝีมือของคนในชุมชน เราเห็นทั้งผ้าบาติก ผ้าทอ รวมถึงขนมที่ไม่ใช่ครัวซองต์ เบเกอรี่ แต่เป็นเหล่าขนมโบราณขึ้นชื่อของคนใต้ที่เขารวบรวมไว้ให้ ก๊วงบอกว่าหากอยากซื้อของกลับไปฝากใคร ก็ขอให้มาลองชิมที่ร้านเขาเสียก่อน 

“เมืองนี้มันเงียบลง ผมคนเดียวไม่มีทางทำให้อำเภอนี้กลับมาอีกครั้งหรอก เราต้องไปหาชุมชน หรือให้ชุมชนมาหาเราบ้าง ชวนเขาคุย ชวนเขาเสนอไอเดีย หรือมีผลิตภัณฑ์ก็เอามา เราตั้งขายให้ฟรีเลย แล้วก็เอาตังค์ไปให้เขา กลายเป็นว่าโรงแรมก็เหมือนร้านขายของ ลูกค้าเข้ามาก็ต้องเดินดูครับ” 

จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste
จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste

“เหมือนตายตาหลับ”

เราเดินขึ้นบันไดเก่าแก่ตามก๊วงไปชมห้องพักที่เขาบอกว่าโครงสร้างเดิมทำให้ปรับปรุงยากมาก แต่บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ก็ทำจนสำเร็จ 

“รูปทรงมันดูก็รู้ว่าเก่าครับ คานเยอะมาก สร้างใหม่ไม่ได้ อย่างวิศวกรรุ่นใหม่เขาจะนิยมทำให้พอประมาณ คือคำนวณไว้แล้วว่าอันนี้รับน้ำหนักเท่านี้ ต้องสร้างแค่นี้พอ แต่นี่คนรุ่นเก่าเขาสร้างเผื่อไว้เยอะเลย ไม่รู้กี่เสาก็ตั้งเต็มไปหมด” ก๊วงหัวเราะร่วน 

จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste

“ช่างเมื่อก่อนไม่มีแปลน เขาก็สร้างแบบแข็งแรงที่สุด ผมจะเดินท่อเชื่อมท่อน้ำใหม่ พอเจาะลงไปเจอคานด้านล่าง เราไม่รู้ท่ออยู่ตรงไหน สายไฟอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้” 

โรงแรมมีทั้งหมด 20 ห้อง จากห้องพัดลมเปลี่ยนเป็นแอร์ทั้งหมด เดินไฟและระบบน้ำใหม่ให้ปลอดภัยและทันสมัยขึ้น แม้จะแก้ไขโครงสร้างห้องไม่ได้ แต่ก็ปรับสัดส่วนใหม่ให้คล่องตัว แบ่งออกเป็นห้อง Deluxe มีระเบียงส่วนตัวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ห้อง Superior ตกแต่งในสไตล์มินิมอลกะทัดรัด ห้อง Standard เลือกได้ทั้งเตียงเดี่ยวหรือคู่ในราคาสบายกระเป๋า และห้อง Bunk Bed เตียง 2 ชั้น สำหรับวัยรุ่นสายลุยทุกท่าน 

และสิ่งสำคัญที่ทุกห้องมีร่วมกัน คือหนังสือของโรงแรม 

คุณเขียนเองเหรอ – เราสงสัย เพราะมันไม่ได้มีเพียงประวัติของศิริชัยเพียงเท่านั้น

จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste

“ใช่ครับ ผมรวบรวมร้านอาหาร ของอร่อยในกันตัง อยากกินแบบไหนก็็บอก จะอาหารตามสั่ง ข้าวต้ม หมูกระทะ ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า อยากกินร้านไหนก็ได้เลย เราทำแผนที่ไว้ให้แล้ว โรงแรมอยู่ตรงนี้ลูกค้าไปไหนได้บ้าง แล้วส่วนใหญ่ลูกค้าจะถามหามื้อเช้า ซึ่งเราไม่ได้มีอาหารแบบในโรงแรมบริการ แต่ให้คนในชุมชนเอาเมนูของร้านเขามาวางไว้ตรงคาเฟ่ข้างล่าง แล้วเขาก็มาส่งให้”

มากไปกว่านั้น เป้าหมายต่อไปที่ก๊วงอยากไปให้ถึง คือการทำให้ศิริชัยเป็นโรงแรมปลอดขยะ เห็นได้จากเครื่องดื่มที่เขาเสิร์ฟในกระป๋องนั่นแหละ ซึ่งก๊วงบอกว่าเขาใช้หลอด Bioplastic ย่อยสลายได้เอง ถุงกระดาษ ไม่มีพลาสติกแม้แต่น้อย ส่วนภายในห้องพักของเขา คงมีเพียงถังขยะกับที่ห่อแก้วที่ยังต้องพึ่งพามันอยู่ ทั้งหมดนี้้เป็นไอเดียที่ซึบซับมาจากคุณพ่อคุณแม่ ข้าราชการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมาก่อนเขาหลายปี

“โรงแรมเราแยกขยะหมดแล้วก็เอาไปขาย แล้วผมจบวิศวกรรมเครื่องกลพลังงานมา เลยคิดว่าหลังจากนี้จะทำโปรเจกต์จัดการพลังงาน ลดค่าไฟของโรงแรมลงด้วยครับ”

จากโรงแรมเกือบร้างเก่าสุดใน อ.กันตัง สู่ Sirichai Design Hotel โฉมใหม่ เชื่อมโยงที่พักกับย่านและฝันอยากเป็น Zero Waste

ก๊วงพาเราชมโรงแรม เล่าถึงรายละเอียดต่าง ๆ อย่างภาคภูมิใจ อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้ลงแรงปรับปรุงมันเพื่อแค่ให้ทันสมัยขึ้้น แต่ยังทำเพื่อขจัดปมวัยเยาว์ให้หายเป็นปลิดทิ้ง

“ตอนนี้หายแล้วนะครับ หายแล้วจริง ๆ” เขายืนยัน 

“เมื่อก่อนถ้าพูดถึงโรงแรมจะมีแต่ด้านลบ ตอนนี้มีแต่คนคุยกับเราเราในแง่บวกมากขึ้น โรงแรมเป็นยังไงบ้าง คนมาเยอะขึ้นนะ จากที่แทบไม่ทักกันเลย”

แล้วเจ้าของโรงแรมตัวจริงที่เห็นมันทั้งในวันที่รุ่งโรจน์สุดขีดและโรยราสุดขั้วอย่างปู่ล่ะ

“แกไม่ค่อยพูด แต่แกยิ้มแล้วบอกว่า เออ เหมือนตายตาหลับ”

3 Things
you should do

at Sirichai Design Hotel

01

ไหว้พระ 3 ศาลเจ้า กันตังมี 3 ศาลเจ้าหลักที่สายมูห้ามพลาด คือ ศาลเจ้าฮกเกี้ยนก๋งก้วน ศาลเจ้าเก่งจิวโฮ่ยก้วน และศาลปู่เจ้ากันตัง ครบทั้งเรื่องงาน ความรัก และโชคลาภ

02

กินมื้อเช้ารอบตลาดกันตัง รอบ ๆ โรงแรมมีทั้งติ่มซำ บะหมี่ อาหารอิสลาม ให้ได้เลือกทาน และใกล้กันยังมีสถานีรถไฟให้ไปถ่ายรูปชิก ๆ

03

เที่ยว 4 เกาะเมืองตรัง ห่างจากที่พักไปประมาณ 30 นาที จะเจอท่าเรือที่ออกไปดำน้ำ ดูปะการังน้ำตื้นได้ ทั้งที่เกาะกระดาน เกาะมุข และแวะชมความสวยงามของถ้ำมรกต สถานที่ติด 1 ใน 10 Unseen Thailand

Sirichai Design Hotel

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load