17 พฤศจิกายน 2561
112 K

เมื่อสิบกว่าปีก่อน เวลาไปนั่งเล่นที่สวนสันติชัยปราการ ผมชอบทอดสายตาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปมองบ้านเก่าริมน้ำฝั่งตรงข้าม

เห็นแล้วก็สงสัยว่าเป็นบ้านใคร แล้วก็สงสัยขึ้นไปอีกว่าทำไมบ้านสวยๆ ถึงถูกปล่อยให้ทิ้งร้างอย่างนี้

วันหนึ่งผมก็พบคำตอบว่าบ้านหลังนี้เดิมทีชื่อ ‘บ้านบางยี่ขัน’

เมื่อพบข้อมูลดังนั้น ผมจึงรีบสอบถามญาติๆ ว่า ครอบครัวเรามีส่วนอะไรกับบ้านหลังนี้บ้างหรือเปล่า

น่าเสียใจที่ นายทรงกลด บางยี่ขัน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ บ้านบางยี่ขัน

ขออนุญาตเสียใจอีกบรรทัด

แต่ก็น่าดีใจที่หลายปีต่อมาบ้านหลังนี้ได้รับการบูรณะจนกลายมาเป็น พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) โรงแรมสุดสวยที่สถาปนิกพลิกฟื้นให้อาคารหลังนี้กลับมามีชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง

ไม่นานมานี้โรงแรมแห่งนี้เปลี่ยนมือมาสู่เครือมนทาระ ซึ่งโด่งดังจากการทำโรงแรมตรีสราที่ภูเก็ต

หลังจากปิดปรับปรุงไปหลายเดือน ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พระยา พาลาซโซ ก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

โรงแรมแห่งนี้ไม่ติดถนน ต้องเดินทางด้วยเรือเท่านั้น ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และของเก่าๆ แต่มีวิธีคิดในการบริหารงานแบบใหม่ที่น่าสนใจมาก

01 สร้างบ้าน

เจ้าของบ้านบางยี่ขันคนแรกคือ พระยาชลภูมิพานิช

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระยาชลภูมิพานิชมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ ได้รับพระราชทานยศเป็นอำมาตย์โท และมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาชลภูมิพานิช รวมถึงได้รับพระราชทานนามสกุล ‘อเนกวณิช’

บ้านบางยี่ขันสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมพาลาดิโอ (Palladio) ซึ่งได้รับความนิยมในประเทศไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าและการติดต่อกับชาวตะวันตกในยุคนั้น

แล้วพระยาชลภูมิพานิชคือใคร

ท่านเป็นขุนนางและคหบดีเชื้อสายจีนผู้มั่งคั่ง เริ่มต้นรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดเก็บรายได้จากเรือสินค้าที่เดินเรือผ่านทะเลอ่าวไทยเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่เรือจากจีน จาม (กัมพูชา) และญวน (เวียดนาม)

อธิบายเผื่อคนสงสัยต่ออีกนิดว่า กรมท่าขวาทำหน้าที่ติดต่อเรือสินค้าทางฝั่งอันดามัน ได้แก่ แขก ฝรั่ง อาหรับ เปอร์เซีย

การค้าขายส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเป็นการค้าช่วง คือรับสินค้าจากโลกตะวันออกโดยเฉพาะจากเมืองจีนไปขายยังทวีปอื่น ทำให้ขุนนางเชื้อสายจีนสมัยนั้น รวมถึงบุตรหลานคหบดีชาวจีนที่ได้ร่ำเรียนด้านการค้าจากเมืองจีน เช่น นายไต้ตั้ด (นามเดิมของพระยาชลภูมิพานิช) ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้มีบทบาทสำคัญทั้งทางด้านการค้า และการเมืองการปกครองของประเทศ

พระยาชลภูมิพานิชสมรสกับนางสาวส่วน (สกุลเดิม อุทกภาชน์) นางข้าหลวงคนโปรดในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ศึกษาศิลปะ วิชาการ และคุณสมบัติแห่งความเป็นกุลสตรี ในราชสำนักมาตั้งแต่เด็ก

พระยาชลภูมิพานิชรักนางส่วนตั้งแต่แรกเห็น เมื่อครั้งที่เธอออกจากกำแพงพระบรมมหาราชวังกลับไปเยี่ยมบิดามารดาที่บ้าน เมื่อความทราบถึงเบื้องสูง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ทั้งสองได้สมรสกัน

หลวงชลภูมิพานิช (ยศในขณะนั้น) และนางส่วนในวัย 20 ปี ได้ย้ายมาพักที่บ้านบางยี่ขันริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งคาดว่าออกแบบโดยสถาปนิกต่างชาติ และน่าจะเป็นสถาปนิกพระราชทาน

คุณหญิงส่วนเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของพระยาชลภูมิพานิช ทั้งที่สมัยนั้นผู้ชายนิยมมีภรรยามากกว่า 1 คน ทั้งคู่ให้กำเนิดบุตร-ธิดา 10 คน ซึ่งทุกคนได้รับพระราชทานนามจากพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

02 จากบ้านสู่โรงเรียน

พระยาชลภูมิพานิชถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. 2481

ต่อมาบ้านหลังนี้สืบทอดมายัง นายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 ของท่าน ครอบครัวของพระยาชลภูมิพานิชยังคงอาศัยในบ้านบางยี่ขันสืบมา จนสภาพสังคมเปลี่ยนไป คนเริ่มใช้รถยนต์แทนเรือ ครอบครัวอเนกวณิชจึงย้ายจากบ้านที่ไม่ติดถนนหลังนี้ไปอยู่ที่ย่านสุขุมวิท และปล่อยให้บ้านหลังนี้ทิ้งร้าง

พ.ศ. 2489 นายปานจิตต์โอนกรรมสิทธิ์บ้านบางยี่ขันให้ ‘กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อย’ (มูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทานในปัจจุบัน) เพื่อใช้เป็นอาคารเรียนของ ‘โรงเรียนราชการุญ’ แทนอาคารเดิมในย่านบางกอกน้อยซึ่งถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โรงเรียนราชการุญก่อตัั้งขึ้นเพ่ื่อให้การศึกษากับเด็กด้อยโอกาสทุกศาสนา เก็บค่าเล่าเรียนราคาถูก แต่ดำเนินการได้เพียง 22 ปี ก็ประสบปัญหาด้านเงินทุน จนต้องปิดตัวลงใน พ.ศ. 2521

หลังจากนั้นอีก 5 ปีอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยเช่าเพื่อใช้เป็น ‘โรงเรียนอินทรอาชีวศึกษา’ ซึ่งปิดตัวลงใน พ.ศ. 2539

นับจากนั้นอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง จนคนที่นั่งเล่นอยู่ฝั่งสวนสันติชัยปราการต่างพากันสงสัยว่า ใครเป็นเจ้าของอาคารเก่าริมแม่น้ำหลังนี้

03 ฟื้นบ้าน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ เป็นสถาปนิกผู้เสียดายความงดงามทางสถาปัตยกรรมของบ้านบางยี่ขัน จึงได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนเข้าไปบูรณะบ้านหลังนี้หลังจากถูกปล่อยทิ้งร้างร่วม 20 ปี

สภาพที่เขาพบคือ หลังคายุบลงมาบางส่วน พื้นพัง มีน้ำท่วมขัง มีปัญหาความชื้น และเชื้อราที่เกิดจากความชื้นเนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำ สถาปนิกท่านนี้อยากบูรณะโดยยังคงลักษณะเดิมของอาคารเอาไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้าง งานฝีมือ และสีที่ใช้ 

เขาค่อยๆ รื้อส่วนประกอบต่างๆ ของบ้านออก แล้วขัดเกลาเพื่อเก็บกลับมาใช้ในตำแหน่งเดิม โดยเฉพาะของเก่าที่ทำโดยช่างฝีมือโบราณ แม้ว่าอาคารหลังนี้จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก แต่คนที่ก่อสร้างน่าจะเป็นช่างจีน สังเกตได้จากช่องลมฉลุลายโปร่งของประตูและหน้าต่าง กระจกสี บานเฟี้ยมไม้สักฉลุโบราณขนาด 8 เมตร สถาปนิกท่านนี้เลาะประตู หน้าต่าง และกรอบไม้วงกบ ออกมาซ่อมใช้ใหม่ทั้งหมด ถ้ามีจุดไหนเสื่อมสภาพก็ให้ช่างทำขึ้นมาใหม่เลียนแบบให้กลมกลืน

เนื่องจากอาคารหลังนี้มีโครงสร้างแบบโบราณ กำแพงจึงไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากนัก จึงต้องมีการเสริมโครงใหม่เข้าไปช่วยพยุงผนังเดิมให้ตกแต่งภายในได้ แล้วก็ยังมีการเสริมความแข็งแรงของแพซุงโบราณใต้ดินด้วยระบบคอนกรีตและระบบกันน้ำ รวมถึงทำระบบป้องกันความชื้นด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำระบายน้ำออก เมื่อมีน้ำเข้ามาใต้อาคารมากเกินไป

การบูรณะยากขึ้นไปอีกเมื่อบ้านหลังนี้ไม่ติดถนน วัสดุก่อสร้างทั้งหมด รวมไปถึงต้นไม้เพื่อจัดสวน ต้องขนส่งมาทางเรือเท่านั้น เหมือนในอดีต

การบูรณะครั้งนี้ใช้เวลา 20 เดือนเต็ม กว่าจะเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2552 แล้วเปิดเป็นโรงแรมชื่อ พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) หมายถึง คฤหาสน์แห่งพระยาชลภูมิพานิช

04 ผังห้องพัก

การจัดพื้นที่ห้องพักของพระยา พาลาซโซ ใช้หลักสมมาตรตามลักษณะตัวอาคาร ห้องพักมีทั้งหมด 17 ห้อง ตกแต่งด้วยแนวคิดแบบไทยเดิม เพื่อให้แขกได้สัมผัสบรรยากาศของบ้านไทยยุคโบราณ แต่ก็เติมสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไปอย่างครบครัน

ห้องที่เป็นไฮไลต์ของอาคารนี้คือ ห้องร่มโพธิ์ ซึ่งเป็นห้องจัดพิธีการซึ่งอยู่บนโถงตรงกลางอาคารชั้นสอง มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำ บานประตูของห้องนี้เป็นไม้ชิ้นใหญ่ซึ่งเป็นบานเดิมตั้งแต่แรก ห้องนี้เหมาะกับการจัดงานหมั้น งานเลี้ยงรับรองแบบส่วนตัวขนาดกลาง รวมถึงจัดประชุมสัมมนาผู้บริหารด้วย

ส่วนของภูมิสถาปัตยกรรม ยังคงแนวคิดที่ต้องการให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนบ้าน พื้นที่เล็กๆ ระหว่างตึกจึงถูกใช้เป็นสวนสมุนไพร ปลูกต้นไม้ไทยโบราณ โดยเฉพาะไม้ดอกหอมและไม้ยืนต้นให้ร่มเงาอยู่รอบอาคาร

05 เจ้าของใหม่

คุณกิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้ กรุ๊ป (Montara Hospitality Group) เล่าให้ The Cloud ฟังว่า บริษัทของเขาเริ่มต้นจากการทำตรีสรา (Trisara) รีสอร์ตอันโด่งดังที่ภูเก็ต ซึ่งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีวิวที่พิเศษมาก เป็น Pool Villa สุดหรู ทุกยูนิตมีสระว่ายน้ำส่วนตัว เป็นวิลล่า 60 หลังบนพื้นที่ 130 ไร่

ถึงแม้ว่าตรีสราจะเป็นรีสอร์ตที่โด่งดังระดับโลก แต่การมีรีสอร์ตเพียงแห่งเดียวคงไม่ใช่แผนธุรกิจที่ดีในระยะยาวแน่ ทางมนทาระจึงอยากจะหยิบเอาคาแรกเตอร์ของตรีสราอย่างความเป็นส่วนตัว วิวพิเศษ และการบริการที่ดี มาสู่กรุงเทพฯ

ด้วยความที่ครอบครัวของคุณกิตติศักดิ์สนใจเรื่องการอนุรักษ์อาคารเก่ามานาน เมื่อจะทำโรงแรมแห่งที่สองในกรุงเทพฯ จึงเริ่มจากการมองหาอาคารเก่าทั่วกรุงเทพฯ

“ในกรุงเทพฯ มีโรงแรมเยอะมาก มันง่ายมากที่ลูกค้าจะเลือกจากรีวิวหรือราคาจากเว็บไซต์ต่างๆ เราจึงต้องหาโรงแรมที่พิเศษจริงๆ เหมือนอย่างตรีสราที่ภูเก็ต ซึ่งไม่มีใครก๊อปปี้วิวของเราได้ เราจึงหาอาคารที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ จนได้มาเจอพระยา พาลาซโซ ซึ่งถูกปรับปรุงเป็น Boutique Hotel เรียบร้อยแล้ว ถึงจะมีคนทำแมนชั่นริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีก แต่ก็ไม่ทางมีเรื่องราวเหมือนที่นี่แน่ๆ หลังจากที่คุณวิชัยเสียชีวิต เราจึงเข้ามาซื้อกิจการต่อ แล้วก็ปรับปรุง” คุณกิตติศักดิ์เล่าถึงเหตุผลในการเลือกลงทุนในพระยา พาลาซโซ

หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปปรับปรุงโรงหนังปรินซ์ให้กลายเป็นโรงแรม Prince Theatre Heritage Stay

06 บริหารโรงแรมแบบใหม่

“พระยา พาลาซโซ มีลักษณะเป็นวิลล่าอยู่แล้ว เราเลยคิดว่าน่าจะเอาวิธีบริหารบางอย่างที่ตรีสรามาใช้ได้” คุณกิตติศักดิ์เล่า

“ที่ตรีสราเรามีพนักงานที่เรียกว่า Resort Host ทำหน้าที่ดูแลแขกในทุกเรื่อง ให้แขกติดต่อพนักงานคนนี้คนเดียว แขกจะรู้สึกใกล้ชิดกับพนักงาน และไม่ต้องเจอพนักงานหน้าใหม่ทุกวัน เราเอาระบบนี้มาใช้ พนักงานที่พระยา พาลาซโซ ทุกคนมีตำแหน่งเป็นโฮสต์ เรามีเลานจ์ตรงข้ามท่าพระอาทิตย์เพื่อรับแขก เมื่อแขกมาเช็กอิน โฮสต์จะพาแขกเดินข้ามถนนไปขึ้นเรือ พามาที่ร้านอาหาร รับออร์เดอร์จากแขก และแนะนำทุกอย่าง เราต้องฝึกพนักงานให้ทำงานแบบ Multitask ซึ่งแรงจูงใจคือ ยิ่งเขาดูแลแขกได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เซอร์วิสชาร์จสูงขึ้น วิน-วินทุกฝ่าย”

07 โรงแรมที่ต้องนั่งเรือไปเท่านั้น

น่าสงสัยว่า โรงแรมที่ไม่ติดถนน จะมีลูกค้าเป็นคนกลุ่มไหน

“ในแง่ห้องพัก ถ้าเป็นคนไทยก็คือกลุ่มที่ต้องการความเป็นส่วนตัว คนกรุงเทพฯ อาจจะคิดว่าวันเสาร์-อาทิตย์แทนที่จะอยู่ในเมืองก็อยากมี Staycation สั้นๆ ในพื้นที่ที่สงบ แค่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาก็สัมผัสได้ถึงความสงบ สถาปัตยกรรมแบบยุโรปทำให้ดูแตกต่างจากชีวิตประจำวัน และการมายากก็ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัว” คุณกิตติศักดิ์อธิบาย

ถ้าเป็นแขกต่างชาติ ที่นี่มีลูกค้าจากอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้คุณกิตติศักดิ์พยายามขยายตลาดสู่จีนและเอเชีย ซึ่งไม่ใช่งานหนักมาก เพราะที่นี่มีห้องพักแค่ 17 ห้อง และโดยปกติก็มียอดจองราว 75 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว

“อีกกลุ่มเป็นแขกที่ต้องการจัดงานแต่งงานแบบพิเศษ แขกราว 100 – 150 ท่าน รวมถึงใช้เป็นที่จัดเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษแบบส่วนตัว อย่างเช่นหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะมาแขกนั่งเรือส่วนตัวมาเลี้ยงรับรองที่นี่ รวมไปถึงการเช่าท้ังหลังเพื่อจัดอีเวนต์ต่างๆ”

08 จุดขายใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน

หลังจากพระยา พาลาซโซ ปิดปรับปรุงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งด้วยจุดขายใหม่

“การเป็น Boutique Hotel ริมแม่น้ำถือเป็นจุดแข็งของเรา เพราะที่ดินริมแม่น้ำหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราต้องแข่งกับโรงแรมริมแม่น้ำ จุดที่ทำให้เราชนะก็คือ เราเป็น Mansion on the river ซึ่งสามารถปิดทั้งโรงแรมให้แขกกลุ่มหนึ่งได้ เขาสามารถเนรมิตสถานที่แห่งนี้ให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้ การเปิดให้เช่าแมนชั่นทั้งหลังเป็นการสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาซึ่งไม่มีใครเหมือน” คุณกิตติศักดิ์เล่าถึงจุดขายใหม่

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าแขกยังอยากเช่าห้องพักเป็นห้องๆ ก็ยังทำได้เช่นเดิม

คุณกิตติศักดิ์ฝากถึงผู้อ่านว่า ถ้าใครอยากจะชิมอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมของโรงแรมก็ขึ้นเรือรับส่งของโรงแรมมาได้เลย ซึ่งให้บริการฟรีอยู่ที่ท่าพระอาทิตย์ และท่าวัดราชาธิวาส (มีที่จอดรถ) ถ้าใครหาเรือไม่เจอก็โทรมาได้ที่เบอร์ 081 4028118 เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะส่งเรือไปรับ

ส่วนใครกำลังหาที่จัดงานแต่งงาน ที่นี่ก็ตอบโจทย์มาก

“เหมือนมันกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ตอนแรกเริ่มที่นี่เป็นเรือนหอ แล้วก็เป็นแมนชั่นของพระยาชลภูมิพานิช จากนั้นก็กลายมาเป็นโรงเรียน โรงเรียนอาชีวะ ตอนนี้กลับมาเป็นแมนชั่นอีกครั้ง เพราะพระยา พาลาซโซ แปลว่า บ้านของพระยา เป็นบ้านที่เปิดให้คนเข้ามาสัมผัสประสบการณ์พักในบ้านริมน้ำแบบพิเศษ”

www.prayapalazzo.com

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

“เราอยากเป็นพื้นหลังให้กับคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ค่ะ”

นี่คือความตั้งใจของ ขวัญ-ครองขวัญ คองประเสริฐ กราฟิกดีไซเนอร์สาวดีกรีจากประเทศอังกฤษ ผู้เป็นเจ้าของ ‘โรงแรมบุรีรัตนา (Burirattana Hotel)’ ที่พักน้องใหม่สีขาวสะอาดตาใจกลางคูเมืองเชียงใหม่

ขวัญ-ครองขวัญ คองประเสริฐ เจ้าของ ‘โรงแรมบุรีรัตนา (Burirattana Hotel) เชียงใหม่

หลังจากเห็นเราทำหน้าฉงนกับประโยคข้างต้น ขวัญจึงอธิบายแนวคิดของเธอให้ฟัง

“เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีผู้คนน่ารักค่ะ คนที่นี่อยู่กันอย่างเป็นมิตร ส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โรงแรมของเราอยู่ติดกับคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ ใช้กำแพงเดียวกัน การเกิดขึ้นของโรงแรม เราอยากช่วยส่งเสริมกันกับคุ้มเจ้าฯ รวมถึงส่งเสริมสถานที่ต่าง ๆ ภายในคูเมืองของเชียงใหม่ด้วยค่ะ เพราะสมัยเด็ก ๆ บ้านของเราอยู่ใกล้กับคุ้มเจ้าฯ

“ทุก ๆ ปีที่คุ้มเจ้าฯ จัดเวิร์กชอปสอนวาดรูปให้เด็กที่สนใจ เราไปทุกปี เขาให้วาดภาพมุม Perspective ของคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ จากมุมตอนนั้น เราลองนึกดูว่าถ้าด้านหลังเป็นอาคารหลังคาสีม่วงหรือสีชมพู คงจะลดทอนความสวยงามลงไปเยอะมากแน่ ๆ ตอนเด็กเราไม่ได้คิดหรอกว่าโตมาจะทำโรงแรมในพื้นที่ตรงนี้ พอได้มาทำ เราเลยตั้งใจว่าจะเป็นพื้นหลังให้กับคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ เราไม่อยากเป็นอาคารใหญ่ที่บดบังความสวยงามของคุ้มเจ้าฯ 

“แต่เราอยากเชิดชู ตัวอาคารโรงแรมเลยตั้งใจเป็นเหมือนพี่น้องกับคุ้มเจ้าบุรีรัตน์”

Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์
Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์

รูปทรงอาคารของบุรีรัตนาออกแบบให้มีกลิ่นอายโคโลเนียลผสมล้านนา เหมือนกับคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ 

“เราหยิบองค์ประกอบต่าง ๆ จากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์มาใช้ตกแต่ง เช่น ฝาไหล ช่องลม ลายแกะสลักไม้ มาวางเป็นแพตเทิร์นตามส่วนต่าง ๆ ของโรงแรม สีที่ใช้เราก็หยิบมาจากภาพเวลามองคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ มีตั้งแต่สีขาวงาช้างจากส่วนที่เป็นปูน สีดำมะเกลือจากส่วนที่เป็นไม้ สีน้ำเงินจากท้องฟ้า และสีเขียวจากสนามหญ้ารอบคุ้มเจ้าฯ”

ขวัญจบด้าน Graphic Communication ทำให้เกือบทุกจุดมีรายละเอียดการออกแบบอยู่จำนวนมาก

“เหมือนเราหาที่ปล่อยของเลยเนอะ” ขวัญหัวเราะสนุกหลังแซวตัวเอง ก่อนอธิบายการออกแบบของเธอต่อ “ตัวฟอนต์อักษรต่าง ๆ ที่ใช้ภายในโรงแรม ก็เป็นฟอนต์ที่เราออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้กับที่บุรีรัตนาโดยเฉพาะนะคะ”

Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์

แม้ว่าการตกแต่งตัวอาคารหลายอย่างมีการหยิบยืมมาจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ แต่เมื่อเข้ามาภายในโรงแรม เราพบว่าที่นี่ไม่ได้ให้ความรู้สึกโบราณหรือเป็นล้านนามาก ๆ

“เราไม่อยากให้กรอบของการทำโรงแรมต้องเหมือน ๆ กัน ย่านนี้มีโรงแรมเยอะมาก เราอยากเป็นโรงแรมใหม่ และเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำโรงแรมสำหรับคนรุ่นใหม่ แม้ว่าโรงแรมตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองที่มีประวัติศาสตร์ก็ตาม

“เราเอาความใหม่มาอยู่ร่วมกับความเก่า ไม่ต้องการออกแบบให้หน้าตาออกมาเหมือนโบราณเป๊ะ ๆ แต่เราหยิบกลิ่นอายของเขามาปรับใช้ ลดทอนบางอย่างให้ร่วมสมัยมากขึ้น เลยเป็นที่มาของแนว The Minimal Lanna Essence ที่เราตั้งขึ้นมาเอง ซึ่งการที่ของใหม่อยู่ร่วมกับของเก่าได้ เรามองว่ามันคือเสน่ห์ของเชียงใหม่

Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์

“พอเป็นโรงแรมที่มองถึงคนรุ่นใหม่ เราต้องคิดถึงสิ่งที่คนรุ่นใหม่อยากได้สำหรับการพักผ่อน ไม่อยากให้บุรีรัตนาเป็นแค่โรงแรมที่พักแล้วก็ไป เราอยากเป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อน ทำยังไงให้เขาตั้งใจมาที่โรงแรม อะไรที่จะเชื่อมโยงกับโรงแรมได้บ้าง ช่วงที่กำลังสร้างโรงแรม เราลองวิ่งออกกำลังกายรอบ ๆ คูเมืองและถนนต่าง ๆ ในเวียง เพื่อจะทำเส้นทางให้ลูกค้า ว่าเขาเดินไปเที่ยวที่ไหนได้บ้างจากบุรีรัตนา เช่น เดินไปวัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง ประตูท่าแพ ถ้ามาเส้นนี้คุณแวะคาเฟ่นี้ได้นะ เราพยายามแนะนำจุดห้ามพลาดให้แขก ให้เขาได้ลองสำรวจเมือง

“ทุก 3 เดือน เราจะทำ Booklet คล้ายกับหนังสือพิมพ์แจกให้ลูกค้าที่มาพัก ในนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับเชียงใหม่ที่เราคัดมานำเสนอ อาจเป็นประวัติของสถานที่ต่าง ๆ แนะนำสถานที่น่าสนใจ และจะเปลี่ยนแคมเปญไปเรื่อย ๆ อย่างแคมเปญ ‘Create a life you can’t wait to wake up to’ คือความตั้งใจที่เราอยากชวนแขกให้ลองตื่นเช้า สัมผัสอากาศสดชื่น เห็นดอยมีหมอก และออกไปชมวิถีชีวิตผู้คนเชียงใหม่ยามเช้า หรือแนะนำศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าสนใจให้เขาได้รู้จัก 

“เราอยากให้มีกิจกรรมอยู่ตลอด เราไม่ได้อยากเป็นแค่ที่พัก แต่เป็นเหมือนจุดแรกที่เชื่อมโยงไปสู่จุดต่าง ๆ ในเชียงใหม่ ซึ่งในอนาคตเราอยากทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ให้มากขึ้น” สาวเจ้าเล่าความตั้งใจ

Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์
Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์

นอกจากกิจกรรมที่ทำให้ที่นี่มีชีวิตชีวาและแปลกใหม่ตลอดเวลา อีกสิ่งที่ขวัญนำมาใช้คือเทคโนโลยี

“ลูกค้าที่เข้ามาพัก เราจะให้เขาเป็นเพื่อนกับเราทางไลน์ เพราะทุกคนใช้มือถือกันเกือบตลอด เวลาลูกค้ามีปัญหาอะไรก็ติดต่อกับโรงแรมได้ตลอด ทางโรงแรมก็แจ้งข้อมูลต่าง ๆ ให้กับลูกค้าได้ อาจจะแนะนำที่เที่ยว แจ้งพยากรณ์อากาศ ถ้าฝนตกก็ช่วยแนะนำลูกค้าให้ยื่มร่มจากทางโรงแรมไปใช้ได้ หรือตอนนี้เป็นช่วงที่ฝนตก เราก็ทำเพลย์ลิสต์หน้าฝนส่งเป็นลิงก์ในแอปฯ ฟังเพลงให้ลูกค้าลองฟัง เราชอบการสื่อสารกับลูกค้า เราอยากให้เขาสนุก ที่นี่ฝ่ายคอนเทนต์กับกราฟิกอาจเป็นฝ่ายที่เหนื่อยที่สุดก็ได้นะคะ” ขวัญหัวเราะสนุกหลังแซวตัวเองอีกรอบ

Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์

โรงแรมบุรีรัตนามีห้องพักทั้งหมด 42 ห้อง แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ Superior, Deluxe, Grand Deluxe มี Family Room เชื่อมกับอีกห้องสำหรับครอบครัวที่พาพี่เลี้ยงเด็กมาด้วย มีห้อง Burirattana Suite ห้องที่ดีที่สุดเพียง 2 ห้อง เห็นทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่และความเป็นเมืองเก่า โดยเฉพาะเจดีย์ของวัดเจดีย์หลวงได้จากภายในห้อง 

อีกห้องที่น่าสนใจคือ ห้องประเภท Triple

“Triple เป็นห้องสำหรับ 3 คน เราคิดขึ้นจากลักษณะของคนรุ่นใหม่ บางคนไม่ได้มากับแฟน อาจมากับเพื่อน ๆ รวมกัน 3 คน เราไม่อยากใช้เตียงเสริม เพราะการวางแผนผังห้องจะเสีย ลูกค้าจะไม่ได้มุมที่สวย รวมถึงการนอนที่สบาย เราเลยทำห้องสำหรับ 3 คนขึ้นมาโดยเฉพาะ กลายเป็นว่าห้อง Triple เป็นห้องที่ขายดีมาก

“แม้ว่าเราจะเป็นโรงแรมที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แต่เราก็เป็นโรงแรมที่คนรุ่นใหม่พาพ่อแม่มาพักผ่อน นอนสบาย มีบริการสำหรับผู้สูงอายุ เราคิดถึงขั้นมีหมอนให้เลือกเลยว่า ชอบหมอนแบบหมอนสูงหรือหมอนต่ำ”

Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์
Burirattana Hotel โรงแรมมินิมอล-ล้านนา กลางเชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากคุ้มเจ้าบุรีรัตน์

นอกจากห้องพัก บุรีรัตนาก็มีห้องอาหารกับคาเฟ่คอยให้บริการสำหรับผู้ที่มาพักและผู้สัญจรเช่นกัน

“เราอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ มีจุดหนึ่งน่าสนใจ คุ้มจะแยกห้องอาหารออกมาจากตัวบ้าน เพราะสมัยก่อนเชื่อกันว่ายิ่งห้องอาหารใหญ่ ที่เก็บข้าวเยอะแค่ไหน แปลว่ายิ่งร่ำรวยเท่านั้น เราเลยทำห้องอาหารของเราให้ดูเหมือนออกมาจากตัวอาคาร ตั้งใจให้ห้องอาหารบรรยากาศเด็กลงมาหน่อย สนุกยิ่งขึ้น เราตั้งชื่อว่า ‘กะทิ’

บุรีรัตนา โรงแรมของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ร่วมกับความเก่าแก่แบบร่วมสมัย ท่ามกลางพื้นที่ประวัติศาสตรเชียงใหม่

“เรามองว่า ‘บุรีรัตนา’ เป็นผู้หญิงที่มีส่วนผสมระหว่างเอเชียกับตะวันตกหน่อย ๆ ได้รับอิทธิพลมาจากยุค รัชกาลที่ 5 – 6 เพราะคุ้มเจ้าฯ ก็สร้างในช่วงนั้น แต่ก็ยังมีความเรียบร้อยแบบผู้หญิงล้านนา 

“ส่วน ‘กะทิ’ มีความเป็นเด็ก เป็นน้องของบุรีรัตนา เป็นเด็กชายที่มีความซุกซนอยู่บ้าง กะทิชอบเก็บของจากห้องของพี่สาวมาเล่น บนผนังของห้องอาหารเลยมีของที่เกี่ยวข้องอยู่ในคุ้มเจ้าฯ มาตกแต่งให้ดูน่าสนใจ”

สีของห้องกะทิ ขวัญตั้งใจเลือกให้เป็นสีเขียว บางคนอาจเคยได้ยินว่า สีเขียวไม่เหมาะกับห้องอาหาร เพราะจะทำให้อาหารดูไม่น่ากิน แต่ขวัญมองกลับกัน เธอคิดว่าสีเขียวอยู่คู่กับวัฒนธรรมการกินของไทยมาช้านาน เราใช้ใบตองในการห่อหรือรองอาหาร สีเขียวจึงเป็นสีที่อยู่คู่กับอาหารไทย และบางทีสีที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไทย อย่างไข่ที่มีสีเหลือง พริกที่มีสีแดง ต่างก็ไปด้วยกันกับสีเขียวได้เป็นอย่างดี และยังขับเน้นให้อาหารโดดเด่นขึ้น

บุรีรัตนา โรงแรมของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ร่วมกับความเก่าแก่แบบร่วมสมัย ท่ามกลางพื้นที่ประวัติศาสตรเชียงใหม่
บุรีรัตนา โรงแรมของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ร่วมกับความเก่าแก่แบบร่วมสมัย ท่ามกลางพื้นที่ประวัติศาสตรเชียงใหม่

ส่วนเมนูอาหาร ขวัญเลือกไม่ทำอาหารแบบล้านนามาก ๆ และนำเสนอเมนูง่าย ๆ อย่างผัดไทย แต่เพิ่มความสนุกเข้าไปด้วยการมีลูกเล่นอย่างการนำมะพร้าวคั่วมาโรยด้านบน และอีกหลายเมนูที่มีกะทิหรือมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นเหตุผลให้เธอตั้งชื่อห้องอาหารว่า กะทิ อันเป็นส่วนผสมของเมนูอาหารไทยจำนวนมาก เธอยังมองอีกว่ากะทิเป็น Vegan Friendly จึงยิ่งเหมาะสำหรับลูกค้าหลากหลายที่เข้ามาพักที่โรงแรมบุรีรัตนา

บุรีรัตนา โรงแรมของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ร่วมกับความเก่าแก่แบบร่วมสมัย ท่ามกลางพื้นที่ประวัติศาสตรเชียงใหม่

“ที่นี่ตั้งใจต้อนรับผู้คนหลากหลายที่เข้ามาพัก เช่นเดียวกัน เราก็พยายามนำเสนอความหลากหลายของเชียงใหม่ให้กับเขาด้วย พ่อของเราเคยเล่าให้ฟังว่า โรงแรมของเราอยู่ใจกลางเชียงใหม่ เหตุผลที่ในอดีตใจกลางเมืองอยู่ตรงนี้ เพราะมีคนลองยิงธนูจากประตูท่าแพเข้ามาแล้วไม่ถึง นั่นหมายความว่า ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจริง ๆ

“นั่นคือสิ่งที่เราควรมอบให้กับผู้ที่มาพัก เรายังพยายามบอกลูกค้าเสมอว่า เขานอนอยู่ท่ามกลางสิ่งที่เรียกว่า เชียงใหม่ พื้นที่ใจกลางตรงนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก วัดยังเป็นวัดแบบเดิม เจ้าของที่นี่ส่วนใหญ่ยังเป็นคนรุ่นเก่า ขณะเดียวกันก็มีสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา แต่ทั้งหมดก็อยู่ร่วมกันได้ ส่งเสริมและสนับสนุนกันและกัน” 

ทั้งหมดนี่คือเรื่องราวของโรงแรมที่เป็นฉากหลังให้คุ้มเจ้าบุรีรัตน์อย่างเคารพนบน้อม

บุรีรัตนา โรงแรมของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ร่วมกับความเก่าแก่แบบร่วมสมัย ท่ามกลางพื้นที่ประวัติศาสตรเชียงใหม่

Burirattana Hotel

ที่ตั้ง : 115 1-5 ถนนราชดำเนิน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
โทรศัพท์ : 0 5328 3579

เว็บไซต์ : burirattanahotel.com

Facebook : Burirattana Hotel

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

สุขสันต์ เวียงศิริ

ช่างภาพอิสระ ผู้หารายได้มาเลี้ยงดูเจ้าหมาคอร์กี้

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load