ในกรุงเทพฯ มีโรงแรมนับพันแห่ง แต่มีเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีถนนตรงไปถึง
บ้านบางยี่ขัน หรือในชื่อโรงแรมปัจจุบันว่า Praya Palazzo คือที่พักที่การเดินทางเริ่มต้นตั้งแต่ก้าวลงเรือที่ท่าพระอาทิตย์ ข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลาไม่กี่นาที แล้วพบว่าโลกอีกใบกำลังรออยู่ในฝั่งธนบุรี — โลกที่เงียบกว่า ช้ากว่า และมีอายุมากกว่าร้อยปี
เรือนหอของขุนนางผู้มั่งคั่ง

เรื่องราวของ บ้านบางยี่ขัน เริ่มในปี พ.ศ. 2466 สมัยรัชกาลที่ 6 เมื่ออำมาตย์เอก พระยาชลภูมิพานิช ขุนนางเชื้อสายจีนในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทย สร้างคฤหาสน์หลังนี้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีเพื่อเป็นเรือนหอสำหรับตนเองและคุณหญิงส่วน อุทกภาชน์ ผู้เป็นภรรยา
สถาปัตยกรรมที่เลือกใช้คือแบบ “พาลาดิโอ” (Palladio) จากอิตาลี ซึ่งเน้นความสมมาตร มีเสาสูงหน้าอาคาร ผสมกับการวางผังแบบบ้านไทยที่มีสวนอยู่ตรงกลางและเชื่อมต่อกันด้วยระเบียง ผลลัพธ์คือบ้านที่ดูยิ่งใหญ่อย่างตะวันตกแต่สะท้อนรสนิยมของชนชั้นนำสยามยุคนั้นที่ซึมซับวัฒนธรรมทั้งสองโลก
ตลอดเวลาที่พระยาชลภูมิพานิชยังมีชีวิต บ้านหลังนี้คือศูนย์กลางของครอบครัว เป็นพื้นที่ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคมที่ขุนนางจีนสยามสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง แต่เมื่อพระยาชลภูมิพานิชถึงแก่อนิจกรรม บ้านก็เริ่มผ่านชะตากรรมที่หลายคนไม่คาดคิด — เปลี่ยนมือ เปลี่ยนการใช้งาน บางช่วงกลายเป็นโรงเรียน และในช่วงที่ถูกทอดทิ้งก็ทรุดโทรมตามกาลเวลาเช่นเดียวกับคฤหาสน์เก่าหลายหลังในกรุงเทพฯ
การฟื้นคืนชีพที่ใช้เวลาและความตั้งใจ

สิ่งที่ทำให้ บ้านบางยี่ขัน ต่างจากอาคารเก่าที่ถูกทุบทิ้งหลายแห่งคือการพบกันระหว่างอาคารที่ยังมีโครงสร้างแข็งแรงและเจ้าของใหม่ที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นภาระ
การบูรณะดำเนินอย่างประณีต โดยรักษารายละเอียดทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ทั้งเพดานสูง หน้าต่างบานใหญ่ พื้นไม้เก่า และระเบียงที่มองออกไปเห็นสายน้ำ ก่อนจะแปลงบ้านร้อยปีแห่งนี้ให้กลายเป็น Praya Palazzo โรงแรมบูติกขนาด 17 ห้อง ที่แต่ละห้องมีเรื่องเล่าของตัวเองซ่อนอยู่ในทุกซอกมุม
ชื่อ “พาลาซโซ” มาจากคำอิตาเลียนที่หมายถึงคฤหาสน์หรือวัง — และนั่นเป็นความตั้งใจที่ชัดเจนว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่คือการเดินทางเข้าไปในชีวิตของคนรุ่นก่อนที่ครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่
โรงแรมที่ต้องนั่งเรือเข้า
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ บ้านบางยี่ขัน แตกต่างจากโรงแรมทุกแห่งในกรุงเทพฯ คือวิธีเดินทางเข้าไป
ไม่มีถนนตรงถึงโรงแรม ไม่มีที่จอดรถ ไม่มีป้ายบอกทางจากสี่แยกทั่วไป วิธีเดียวคือไปที่ท่าพระอาทิตย์ฝั่งพระนคร แล้วนั่งเรือของโรงแรมข้ามฟากมาในเวลาราวสองสามนาที
ระยะเวลาสั้นๆ บนเรือนั้นคือช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดในการเดินทาง เพราะมันทำให้รู้สึกว่ากำลังตัดขาดจากกรุงเทพฯ ที่วุ่นวายและข้ามไปสู่อีกโลกหนึ่ง ที่แม่น้ำไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่เป็นประตูบาน
ความเงียบที่รับรู้ได้เมื่อขึ้นฝั่งฝั่งธนบุรีนั้นแตกต่างจากทุกที่ในกรุงเทพฯ เพราะไม่มีรถยนต์ ไม่มีเสียงบีบแตร และไม่มีผู้คนพลุกพล่าน มีแค่เสียงน้ำ ลม และต้นไม้ที่ปลูกมาตั้งแต่ยุคที่บ้านหลังนี้ยังเป็นเรือนหอ
พระยาไดนิ่ง ห้องอาหารที่ได้มิชลินหกปีซ้อน

สิ่งที่ทำให้ บ้านบางยี่ขัน เป็นมากกว่าที่พักสวยๆ คือ Praya Dining ห้องอาหารในตัวโรงแรมที่ได้รับการบันทึกในมิชลินไกด์ต่อเนื่องมาแล้วกว่า 6 ปี
อาหารที่เสิร์ฟที่นี่คืออาหารไทยตำรับโบราณที่หาทานยากในร้านทั่วไป ตั้งแต่กุ้งสโหล่ง ซึ่งเป็นเมนูที่ใช้เครื่องแกงสูตรชาววังปรุงกับกุ้งแม่น้ำ ไปจนถึงการเสิร์ฟในรูปแบบเซ็ต 10 คอร์สที่เล่าเรื่องของครัวไทยในยุครัชกาลที่ 5-6 อย่างเป็นลำดับ บรรยากาศห้องอาหารที่มองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและสะพานพระราม 8 ในยามค่ำคืนทำให้มื้ออาหารที่นี่กลายเป็นประสบการณ์ที่วัดค่าด้วยตัวเลขไม่ได้
เข้าพักที่นี่คือการได้อาศัยอยู่ในประวัติศาสตร์
สิ่งที่แขกหลายคนพูดถึงหลังพักที่ Praya Palazzo ไม่ใช่ความสะดวกสบายหรือสิ่งอำนวยความสะดวก แต่คือความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน — รู้สึกเหมือนได้อยู่ในบ้านจริงๆ ไม่ใช่โรงแรม ได้นั่งในห้องที่เคยมีคนนั่งมาแล้วร้อยปี มองออกไปเห็นแม่น้ำสายเดิม และรู้สึกว่าเวลาที่นี่ช้ากว่าที่อื่นในกรุงเทพฯ ทั้งหมด
นั่นอาจเป็นสิ่งที่หายากที่สุดในเมืองที่ทุกอย่างรีบเปลี่ยนและรีบทุบ
บ้านบางยี่ขัน รอดมาได้เพราะมีคนที่มองเห็นว่ามันมีค่า และตอนนี้มันเปิดให้ทุกคนมาสัมผัสสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในผนัง พื้น และระเบียงของมัน ในราคาของการพักค้างคืนหนึ่งคืน
Praya Palazzo (บ้านบางยี่ขัน) ที่อยู่: 757/1 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซอย 2 เขตบางพลัด กรุงเทพฯ / ขึ้นเรือที่ท่าพระอาทิตย์ / โทร. 02-883-2998 / เว็บไซต์: prayapalazzo.com
