17 พฤศจิกายน 2561
81 K

เมื่อสิบกว่าปีก่อน เวลาไปนั่งเล่นที่สวนสันติชัยปราการ ผมชอบทอดสายตาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปมองบ้านเก่าริมน้ำฝั่งตรงข้าม

เห็นแล้วก็สงสัยว่าเป็นบ้านใคร แล้วก็สงสัยขึ้นไปอีกว่าทำไมบ้านสวยๆ ถึงถูกปล่อยให้ทิ้งร้างอย่างนี้

วันหนึ่งผมก็พบคำตอบว่าบ้านหลังนี้เดิมทีชื่อ ‘บ้านบางยี่ขัน’

เมื่อพบข้อมูลดังนั้น ผมจึงรีบสอบถามญาติๆ ว่า ครอบครัวเรามีส่วนอะไรกับบ้านหลังนี้บ้างหรือเปล่า

น่าเสียใจที่ นายทรงกลด บางยี่ขัน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ บ้านบางยี่ขัน

ขออนุญาตเสียใจอีกบรรทัด

แต่ก็น่าดีใจที่หลายปีต่อมาบ้านหลังนี้ได้รับการบูรณะจนกลายมาเป็น พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) โรงแรมสุดสวยที่สถาปนิกพลิกฟื้นให้อาคารหลังนี้กลับมามีชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง

ไม่นานมานี้โรงแรมแห่งนี้เปลี่ยนมือมาสู่เครือมนทาระ ซึ่งโด่งดังจากการทำโรงแรมตรีสราที่ภูเก็ต

หลังจากปิดปรับปรุงไปหลายเดือน ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พระยา พาลาซโซ ก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

โรงแรมแห่งนี้ไม่ติดถนน ต้องเดินทางด้วยเรือเท่านั้น ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และของเก่าๆ แต่มีวิธีคิดในการบริหารงานแบบใหม่ที่น่าสนใจมาก

01 สร้างบ้าน

เจ้าของบ้านบางยี่ขันคนแรกคือ พระยาชลภูมิพานิช

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระยาชลภูมิพานิชมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ ได้รับพระราชทานยศเป็นอำมาตย์โท และมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาชลภูมิพานิช รวมถึงได้รับพระราชทานนามสกุล ‘อเนกวณิช’

บ้านบางยี่ขันสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมพาลาดิโอ (Palladio) ซึ่งได้รับความนิยมในประเทศไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าและการติดต่อกับชาวตะวันตกในยุคนั้น

แล้วพระยาชลภูมิพานิชคือใคร

ท่านเป็นขุนนางและคหบดีเชื้อสายจีนผู้มั่งคั่ง เริ่มต้นรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดเก็บรายได้จากเรือสินค้าที่เดินเรือผ่านทะเลอ่าวไทยเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่เรือจากจีน จาม (กัมพูชา) และญวน (เวียดนาม)

อธิบายเผื่อคนสงสัยต่ออีกนิดว่า กรมท่าขวาทำหน้าที่ติดต่อเรือสินค้าทางฝั่งอันดามัน ได้แก่ แขก ฝรั่ง อาหรับ เปอร์เซีย

การค้าขายส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเป็นการค้าช่วง คือรับสินค้าจากโลกตะวันออกโดยเฉพาะจากเมืองจีนไปขายยังทวีปอื่น ทำให้ขุนนางเชื้อสายจีนสมัยนั้น รวมถึงบุตรหลานคหบดีชาวจีนที่ได้ร่ำเรียนด้านการค้าจากเมืองจีน เช่น นายไต้ตั้ด (นามเดิมของพระยาชลภูมิพานิช) ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้มีบทบาทสำคัญทั้งทางด้านการค้า และการเมืองการปกครองของประเทศ

พระยาชลภูมิพานิชสมรสกับนางสาวส่วน (สกุลเดิม อุทกภาชน์) นางข้าหลวงคนโปรดในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ศึกษาศิลปะ วิชาการ และคุณสมบัติแห่งความเป็นกุลสตรี ในราชสำนักมาตั้งแต่เด็ก

พระยาชลภูมิพานิชรักนางส่วนตั้งแต่แรกเห็น เมื่อครั้งที่เธอออกจากกำแพงพระบรมมหาราชวังกลับไปเยี่ยมบิดามารดาที่บ้าน เมื่อความทราบถึงเบื้องสูง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ทั้งสองได้สมรสกัน

หลวงชลภูมิพานิช (ยศในขณะนั้น) และนางส่วนในวัย 20 ปี ได้ย้ายมาพักที่บ้านบางยี่ขันริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งคาดว่าออกแบบโดยสถาปนิกต่างชาติ และน่าจะเป็นสถาปนิกพระราชทาน

คุณหญิงส่วนเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของพระยาชลภูมิพานิช ทั้งที่สมัยนั้นผู้ชายนิยมมีภรรยามากกว่า 1 คน ทั้งคู่ให้กำเนิดบุตร-ธิดา 10 คน ซึ่งทุกคนได้รับพระราชทานนามจากพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

02 จากบ้านสู่โรงเรียน

พระยาชลภูมิพานิชถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. 2481

ต่อมาบ้านหลังนี้สืบทอดมายัง นายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 ของท่าน ครอบครัวของพระยาชลภูมิพานิชยังคงอาศัยในบ้านบางยี่ขันสืบมา จนสภาพสังคมเปลี่ยนไป คนเริ่มใช้รถยนต์แทนเรือ ครอบครัวอเนกวณิชจึงย้ายจากบ้านที่ไม่ติดถนนหลังนี้ไปอยู่ที่ย่านสุขุมวิท และปล่อยให้บ้านหลังนี้ทิ้งร้าง

พ.ศ. 2489 นายปานจิตต์โอนกรรมสิทธิ์บ้านบางยี่ขันให้ ‘กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อย’ (มูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทานในปัจจุบัน) เพื่อใช้เป็นอาคารเรียนของ ‘โรงเรียนราชการุญ’ แทนอาคารเดิมในย่านบางกอกน้อยซึ่งถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โรงเรียนราชการุญก่อตัั้งขึ้นเพ่ื่อให้การศึกษากับเด็กด้อยโอกาสทุกศาสนา เก็บค่าเล่าเรียนราคาถูก แต่ดำเนินการได้เพียง 22 ปี ก็ประสบปัญหาด้านเงินทุน จนต้องปิดตัวลงใน พ.ศ. 2521

หลังจากนั้นอีก 5 ปีอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยเช่าเพื่อใช้เป็น ‘โรงเรียนอินทรอาชีวศึกษา’ ซึ่งปิดตัวลงใน พ.ศ. 2539

นับจากนั้นอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง จนคนที่นั่งเล่นอยู่ฝั่งสวนสันติชัยปราการต่างพากันสงสัยว่า ใครเป็นเจ้าของอาคารเก่าริมแม่น้ำหลังนี้

03 ฟื้นบ้าน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ เป็นสถาปนิกผู้เสียดายความงดงามทางสถาปัตยกรรมของบ้านบางยี่ขัน จึงได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนเข้าไปบูรณะบ้านหลังนี้หลังจากถูกปล่อยทิ้งร้างร่วม 20 ปี

สภาพที่เขาพบคือ หลังคายุบลงมาบางส่วน พื้นพัง มีน้ำท่วมขัง มีปัญหาความชื้น และเชื้อราที่เกิดจากความชื้นเนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำ สถาปนิกท่านนี้อยากบูรณะโดยยังคงลักษณะเดิมของอาคารเอาไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้าง งานฝีมือ และสีที่ใช้ 

เขาค่อยๆ รื้อส่วนประกอบต่างๆ ของบ้านออก แล้วขัดเกลาเพื่อเก็บกลับมาใช้ในตำแหน่งเดิม โดยเฉพาะของเก่าที่ทำโดยช่างฝีมือโบราณ แม้ว่าอาคารหลังนี้จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก แต่คนที่ก่อสร้างน่าจะเป็นช่างจีน สังเกตได้จากช่องลมฉลุลายโปร่งของประตูและหน้าต่าง กระจกสี บานเฟี้ยมไม้สักฉลุโบราณขนาด 8 เมตร สถาปนิกท่านนี้เลาะประตู หน้าต่าง และกรอบไม้วงกบ ออกมาซ่อมใช้ใหม่ทั้งหมด ถ้ามีจุดไหนเสื่อมสภาพก็ให้ช่างทำขึ้นมาใหม่เลียนแบบให้กลมกลืน

เนื่องจากอาคารหลังนี้มีโครงสร้างแบบโบราณ กำแพงจึงไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากนัก จึงต้องมีการเสริมโครงใหม่เข้าไปช่วยพยุงผนังเดิมให้ตกแต่งภายในได้ แล้วก็ยังมีการเสริมความแข็งแรงของแพซุงโบราณใต้ดินด้วยระบบคอนกรีตและระบบกันน้ำ รวมถึงทำระบบป้องกันความชื้นด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำระบายน้ำออก เมื่อมีน้ำเข้ามาใต้อาคารมากเกินไป

การบูรณะยากขึ้นไปอีกเมื่อบ้านหลังนี้ไม่ติดถนน วัสดุก่อสร้างทั้งหมด รวมไปถึงต้นไม้เพื่อจัดสวน ต้องขนส่งมาทางเรือเท่านั้น เหมือนในอดีต

การบูรณะครั้งนี้ใช้เวลา 20 เดือนเต็ม กว่าจะเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2552 แล้วเปิดเป็นโรงแรมชื่อ พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) หมายถึง คฤหาสน์แห่งพระยาชลภูมิพานิช

04 ผังห้องพัก

การจัดพื้นที่ห้องพักของพระยา พาลาซโซ ใช้หลักสมมาตรตามลักษณะตัวอาคาร ห้องพักมีทั้งหมด 17 ห้อง ตกแต่งด้วยแนวคิดแบบไทยเดิม เพื่อให้แขกได้สัมผัสบรรยากาศของบ้านไทยยุคโบราณ แต่ก็เติมสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไปอย่างครบครัน

ห้องที่เป็นไฮไลต์ของอาคารนี้คือ ห้องร่มโพธิ์ ซึ่งเป็นห้องจัดพิธีการซึ่งอยู่บนโถงตรงกลางอาคารชั้นสอง มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำ บานประตูของห้องนี้เป็นไม้ชิ้นใหญ่ซึ่งเป็นบานเดิมตั้งแต่แรก ห้องนี้เหมาะกับการจัดงานหมั้น งานเลี้ยงรับรองแบบส่วนตัวขนาดกลาง รวมถึงจัดประชุมสัมมนาผู้บริหารด้วย

ส่วนของภูมิสถาปัตยกรรม ยังคงแนวคิดที่ต้องการให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนบ้าน พื้นที่เล็กๆ ระหว่างตึกจึงถูกใช้เป็นสวนสมุนไพร ปลูกต้นไม้ไทยโบราณ โดยเฉพาะไม้ดอกหอมและไม้ยืนต้นให้ร่มเงาอยู่รอบอาคาร

05 เจ้าของใหม่

คุณกิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้ กรุ๊ป (Montara Hospitality Group) เล่าให้ The Cloud ฟังว่า บริษัทของเขาเริ่มต้นจากการทำตรีสรา (Trisara) รีสอร์ตอันโด่งดังที่ภูเก็ต ซึ่งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีวิวที่พิเศษมาก เป็น Pool Villa สุดหรู ทุกยูนิตมีสระว่ายน้ำส่วนตัว เป็นวิลล่า 60 หลังบนพื้นที่ 130 ไร่

ถึงแม้ว่าตรีสราจะเป็นรีสอร์ตที่โด่งดังระดับโลก แต่การมีรีสอร์ตเพียงแห่งเดียวคงไม่ใช่แผนธุรกิจที่ดีในระยะยาวแน่ ทางมนทาระจึงอยากจะหยิบเอาคาแรกเตอร์ของตรีสราอย่างความเป็นส่วนตัว วิวพิเศษ และการบริการที่ดี มาสู่กรุงเทพฯ

ด้วยความที่ครอบครัวของคุณกิตติศักดิ์สนใจเรื่องการอนุรักษ์อาคารเก่ามานาน เมื่อจะทำโรงแรมแห่งที่สองในกรุงเทพฯ จึงเริ่มจากการมองหาอาคารเก่าทั่วกรุงเทพฯ

“ในกรุงเทพฯ มีโรงแรมเยอะมาก มันง่ายมากที่ลูกค้าจะเลือกจากรีวิวหรือราคาจากเว็บไซต์ต่างๆ เราจึงต้องหาโรงแรมที่พิเศษจริงๆ เหมือนอย่างตรีสราที่ภูเก็ต ซึ่งไม่มีใครก๊อปปี้วิวของเราได้ เราจึงหาอาคารที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ จนได้มาเจอพระยา พาลาซโซ ซึ่งถูกปรับปรุงเป็น Boutique Hotel เรียบร้อยแล้ว ถึงจะมีคนทำแมนชั่นริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีก แต่ก็ไม่ทางมีเรื่องราวเหมือนที่นี่แน่ๆ หลังจากที่คุณวิชัยเสียชีวิต เราจึงเข้ามาซื้อกิจการต่อ แล้วก็ปรับปรุง” คุณกิตติศักดิ์เล่าถึงเหตุผลในการเลือกลงทุนในพระยา พาลาซโซ

หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปปรับปรุงโรงหนังปรินซ์ให้กลายเป็นโรงแรม Prince Theatre Heritage Stay

06 บริหารโรงแรมแบบใหม่

“พระยา พาลาซโซ มีลักษณะเป็นวิลล่าอยู่แล้ว เราเลยคิดว่าน่าจะเอาวิธีบริหารบางอย่างที่ตรีสรามาใช้ได้” คุณกิตติศักดิ์เล่า

“ที่ตรีสราเรามีพนักงานที่เรียกว่า Resort Host ทำหน้าที่ดูแลแขกในทุกเรื่อง ให้แขกติดต่อพนักงานคนนี้คนเดียว แขกจะรู้สึกใกล้ชิดกับพนักงาน และไม่ต้องเจอพนักงานหน้าใหม่ทุกวัน เราเอาระบบนี้มาใช้ พนักงานที่พระยา พาลาซโซ ทุกคนมีตำแหน่งเป็นโฮสต์ เรามีเลานจ์ตรงข้ามท่าพระอาทิตย์เพื่อรับแขก เมื่อแขกมาเช็กอิน โฮสต์จะพาแขกเดินข้ามถนนไปขึ้นเรือ พามาที่ร้านอาหาร รับออร์เดอร์จากแขก และแนะนำทุกอย่าง เราต้องฝึกพนักงานให้ทำงานแบบ Multitask ซึ่งแรงจูงใจคือ ยิ่งเขาดูแลแขกได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เซอร์วิสชาร์จสูงขึ้น วิน-วินทุกฝ่าย”

07 โรงแรมที่ต้องนั่งเรือไปเท่านั้น

น่าสงสัยว่า โรงแรมที่ไม่ติดถนน จะมีลูกค้าเป็นคนกลุ่มไหน

“ในแง่ห้องพัก ถ้าเป็นคนไทยก็คือกลุ่มที่ต้องการความเป็นส่วนตัว คนกรุงเทพฯ อาจจะคิดว่าวันเสาร์-อาทิตย์แทนที่จะอยู่ในเมืองก็อยากมี Staycation สั้นๆ ในพื้นที่ที่สงบ แค่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาก็สัมผัสได้ถึงความสงบ สถาปัตยกรรมแบบยุโรปทำให้ดูแตกต่างจากชีวิตประจำวัน และการมายากก็ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัว” คุณกิตติศักดิ์อธิบาย

ถ้าเป็นแขกต่างชาติ ที่นี่มีลูกค้าจากอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้คุณกิตติศักดิ์พยายามขยายตลาดสู่จีนและเอเชีย ซึ่งไม่ใช่งานหนักมาก เพราะที่นี่มีห้องพักแค่ 17 ห้อง และโดยปกติก็มียอดจองราว 75 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว

“อีกกลุ่มเป็นแขกที่ต้องการจัดงานแต่งงานแบบพิเศษ แขกราว 100 – 150 ท่าน รวมถึงใช้เป็นที่จัดเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษแบบส่วนตัว อย่างเช่นหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะมาแขกนั่งเรือส่วนตัวมาเลี้ยงรับรองที่นี่ รวมไปถึงการเช่าท้ังหลังเพื่อจัดอีเวนต์ต่างๆ”

08 จุดขายใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน

หลังจากพระยา พาลาซโซ ปิดปรับปรุงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งด้วยจุดขายใหม่

“การเป็น Boutique Hotel ริมแม่น้ำถือเป็นจุดแข็งของเรา เพราะที่ดินริมแม่น้ำหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราต้องแข่งกับโรงแรมริมแม่น้ำ จุดที่ทำให้เราชนะก็คือ เราเป็น Mansion on the river ซึ่งสามารถปิดทั้งโรงแรมให้แขกกลุ่มหนึ่งได้ เขาสามารถเนรมิตสถานที่แห่งนี้ให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้ การเปิดให้เช่าแมนชั่นทั้งหลังเป็นการสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาซึ่งไม่มีใครเหมือน” คุณกิตติศักดิ์เล่าถึงจุดขายใหม่

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าแขกยังอยากเช่าห้องพักเป็นห้องๆ ก็ยังทำได้เช่นเดิม

คุณกิตติศักดิ์ฝากถึงผู้อ่านว่า ถ้าใครอยากจะชิมอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมของโรงแรมก็ขึ้นเรือรับส่งของโรงแรมมาได้เลย ซึ่งให้บริการฟรีอยู่ที่ท่าพระอาทิตย์ และท่าวัดราชาธิวาส (มีที่จอดรถ) ถ้าใครหาเรือไม่เจอก็โทรมาได้ที่เบอร์ 081 4028118 เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะส่งเรือไปรับ

ส่วนใครกำลังหาที่จัดงานแต่งงาน ที่นี่ก็ตอบโจทย์มาก

“เหมือนมันกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ตอนแรกเริ่มที่นี่เป็นเรือนหอ แล้วก็เป็นแมนชั่นของพระยาชลภูมิพานิช จากนั้นก็กลายมาเป็นโรงเรียน โรงเรียนอาชีวะ ตอนนี้กลับมาเป็นแมนชั่นอีกครั้ง เพราะพระยา พาลาซโซ แปลว่า บ้านของพระยา เป็นบ้านที่เปิดให้คนเข้ามาสัมผัสประสบการณ์พักในบ้านริมน้ำแบบพิเศษ”

www.prayapalazzo.com
17 พฤศจิกายน 2561
81 K

เมื่อสิบกว่าปีก่อน เวลาไปนั่งเล่นที่สวนสันติชัยปราการ ผมชอบทอดสายตาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปมองบ้านเก่าริมน้ำฝั่งตรงข้าม

เห็นแล้วก็สงสัยว่าเป็นบ้านใคร แล้วก็สงสัยขึ้นไปอีกว่าทำไมบ้านสวยๆ ถึงถูกปล่อยให้ทิ้งร้างอย่างนี้

วันหนึ่งผมก็พบคำตอบว่าบ้านหลังนี้เดิมทีชื่อ ‘บ้านบางยี่ขัน’

เมื่อพบข้อมูลดังนั้น ผมจึงรีบสอบถามญาติๆ ว่า ครอบครัวเรามีส่วนอะไรกับบ้านหลังนี้บ้างหรือเปล่า

น่าเสียใจที่ นายทรงกลด บางยี่ขัน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ บ้านบางยี่ขัน

ขออนุญาตเสียใจอีกบรรทัด

แต่ก็น่าดีใจที่หลายปีต่อมาบ้านหลังนี้ได้รับการบูรณะจนกลายมาเป็น พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) โรงแรมสุดสวยที่สถาปนิกพลิกฟื้นให้อาคารหลังนี้กลับมามีชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง

ไม่นานมานี้โรงแรมแห่งนี้เปลี่ยนมือมาสู่เครือมนทาระ ซึ่งโด่งดังจากการทำโรงแรมตรีสราที่ภูเก็ต

หลังจากปิดปรับปรุงไปหลายเดือน ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พระยา พาลาซโซ ก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

โรงแรมแห่งนี้ไม่ติดถนน ต้องเดินทางด้วยเรือเท่านั้น ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และของเก่าๆ แต่มีวิธีคิดในการบริหารงานแบบใหม่ที่น่าสนใจมาก

01 สร้างบ้าน

เจ้าของบ้านบางยี่ขันคนแรกคือ พระยาชลภูมิพานิช

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2466 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระยาชลภูมิพานิชมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ ได้รับพระราชทานยศเป็นอำมาตย์โท และมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาชลภูมิพานิช รวมถึงได้รับพระราชทานนามสกุล ‘อเนกวณิช’

บ้านบางยี่ขันสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมพาลาดิโอ (Palladio) ซึ่งได้รับความนิยมในประเทศไทยต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าและการติดต่อกับชาวตะวันตกในยุคนั้น

แล้วพระยาชลภูมิพานิชคือใคร

ท่านเป็นขุนนางและคหบดีเชื้อสายจีนผู้มั่งคั่ง เริ่มต้นรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ตรวจสอบและจัดเก็บรายได้จากเรือสินค้าที่เดินเรือผ่านทะเลอ่าวไทยเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่เรือจากจีน จาม (กัมพูชา) และญวน (เวียดนาม)

อธิบายเผื่อคนสงสัยต่ออีกนิดว่า กรมท่าขวาทำหน้าที่ติดต่อเรือสินค้าทางฝั่งอันดามัน ได้แก่ แขก ฝรั่ง อาหรับ เปอร์เซีย

การค้าขายส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเป็นการค้าช่วง คือรับสินค้าจากโลกตะวันออกโดยเฉพาะจากเมืองจีนไปขายยังทวีปอื่น ทำให้ขุนนางเชื้อสายจีนสมัยนั้น รวมถึงบุตรหลานคหบดีชาวจีนที่ได้ร่ำเรียนด้านการค้าจากเมืองจีน เช่น นายไต้ตั้ด (นามเดิมของพระยาชลภูมิพานิช) ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้มีบทบาทสำคัญทั้งทางด้านการค้า และการเมืองการปกครองของประเทศ

พระยาชลภูมิพานิชสมรสกับนางสาวส่วน (สกุลเดิม อุทกภาชน์) นางข้าหลวงคนโปรดในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ศึกษาศิลปะ วิชาการ และคุณสมบัติแห่งความเป็นกุลสตรี ในราชสำนักมาตั้งแต่เด็ก

พระยาชลภูมิพานิชรักนางส่วนตั้งแต่แรกเห็น เมื่อครั้งที่เธอออกจากกำแพงพระบรมมหาราชวังกลับไปเยี่ยมบิดามารดาที่บ้าน เมื่อความทราบถึงเบื้องสูง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ทั้งสองได้สมรสกัน

หลวงชลภูมิพานิช (ยศในขณะนั้น) และนางส่วนในวัย 20 ปี ได้ย้ายมาพักที่บ้านบางยี่ขันริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งคาดว่าออกแบบโดยสถาปนิกต่างชาติ และน่าจะเป็นสถาปนิกพระราชทาน

คุณหญิงส่วนเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของพระยาชลภูมิพานิช ทั้งที่สมัยนั้นผู้ชายนิยมมีภรรยามากกว่า 1 คน ทั้งคู่ให้กำเนิดบุตร-ธิดา 10 คน ซึ่งทุกคนได้รับพระราชทานนามจากพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

02 จากบ้านสู่โรงเรียน

พระยาชลภูมิพานิชถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ. 2481

ต่อมาบ้านหลังนี้สืบทอดมายัง นายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 ของท่าน ครอบครัวของพระยาชลภูมิพานิชยังคงอาศัยในบ้านบางยี่ขันสืบมา จนสภาพสังคมเปลี่ยนไป คนเริ่มใช้รถยนต์แทนเรือ ครอบครัวอเนกวณิชจึงย้ายจากบ้านที่ไม่ติดถนนหลังนี้ไปอยู่ที่ย่านสุขุมวิท และปล่อยให้บ้านหลังนี้ทิ้งร้าง

พ.ศ. 2489 นายปานจิตต์โอนกรรมสิทธิ์บ้านบางยี่ขันให้ ‘กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อย’ (มูลนิธิมุสลิมกรุงเทพวิทยาทานในปัจจุบัน) เพื่อใช้เป็นอาคารเรียนของ ‘โรงเรียนราชการุญ’ แทนอาคารเดิมในย่านบางกอกน้อยซึ่งถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โรงเรียนราชการุญก่อตัั้งขึ้นเพ่ื่อให้การศึกษากับเด็กด้อยโอกาสทุกศาสนา เก็บค่าเล่าเรียนราคาถูก แต่ดำเนินการได้เพียง 22 ปี ก็ประสบปัญหาด้านเงินทุน จนต้องปิดตัวลงใน พ.ศ. 2521

หลังจากนั้นอีก 5 ปีอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยเช่าเพื่อใช้เป็น ‘โรงเรียนอินทรอาชีวศึกษา’ ซึ่งปิดตัวลงใน พ.ศ. 2539

นับจากนั้นอาคารหลังนี้ก็ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง จนคนที่นั่งเล่นอยู่ฝั่งสวนสันติชัยปราการต่างพากันสงสัยว่า ใครเป็นเจ้าของอาคารเก่าริมแม่น้ำหลังนี้

03 ฟื้นบ้าน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ เป็นสถาปนิกผู้เสียดายความงดงามทางสถาปัตยกรรมของบ้านบางยี่ขัน จึงได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนเข้าไปบูรณะบ้านหลังนี้หลังจากถูกปล่อยทิ้งร้างร่วม 20 ปี

สภาพที่เขาพบคือ หลังคายุบลงมาบางส่วน พื้นพัง มีน้ำท่วมขัง มีปัญหาความชื้น และเชื้อราที่เกิดจากความชื้นเนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำ สถาปนิกท่านนี้อยากบูรณะโดยยังคงลักษณะเดิมของอาคารเอาไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัสดุก่อสร้าง งานฝีมือ และสีที่ใช้ 

เขาค่อยๆ รื้อส่วนประกอบต่างๆ ของบ้านออก แล้วขัดเกลาเพื่อเก็บกลับมาใช้ในตำแหน่งเดิม โดยเฉพาะของเก่าที่ทำโดยช่างฝีมือโบราณ แม้ว่าอาคารหลังนี้จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก แต่คนที่ก่อสร้างน่าจะเป็นช่างจีน สังเกตได้จากช่องลมฉลุลายโปร่งของประตูและหน้าต่าง กระจกสี บานเฟี้ยมไม้สักฉลุโบราณขนาด 8 เมตร สถาปนิกท่านนี้เลาะประตู หน้าต่าง และกรอบไม้วงกบ ออกมาซ่อมใช้ใหม่ทั้งหมด ถ้ามีจุดไหนเสื่อมสภาพก็ให้ช่างทำขึ้นมาใหม่เลียนแบบให้กลมกลืน

เนื่องจากอาคารหลังนี้มีโครงสร้างแบบโบราณ กำแพงจึงไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากนัก จึงต้องมีการเสริมโครงใหม่เข้าไปช่วยพยุงผนังเดิมให้ตกแต่งภายในได้ แล้วก็ยังมีการเสริมความแข็งแรงของแพซุงโบราณใต้ดินด้วยระบบคอนกรีตและระบบกันน้ำ รวมถึงทำระบบป้องกันความชื้นด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำระบายน้ำออก เมื่อมีน้ำเข้ามาใต้อาคารมากเกินไป

การบูรณะยากขึ้นไปอีกเมื่อบ้านหลังนี้ไม่ติดถนน วัสดุก่อสร้างทั้งหมด รวมไปถึงต้นไม้เพื่อจัดสวน ต้องขนส่งมาทางเรือเท่านั้น เหมือนในอดีต

การบูรณะครั้งนี้ใช้เวลา 20 เดือนเต็ม กว่าจะเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2552 แล้วเปิดเป็นโรงแรมชื่อ พระยา พาลาซโซ (Praya Palazzo) หมายถึง คฤหาสน์แห่งพระยาชลภูมิพานิช

04 ผังห้องพัก

การจัดพื้นที่ห้องพักของพระยา พาลาซโซ ใช้หลักสมมาตรตามลักษณะตัวอาคาร ห้องพักมีทั้งหมด 17 ห้อง ตกแต่งด้วยแนวคิดแบบไทยเดิม เพื่อให้แขกได้สัมผัสบรรยากาศของบ้านไทยยุคโบราณ แต่ก็เติมสิ่งอำนวยความสะดวกเข้าไปอย่างครบครัน

ห้องที่เป็นไฮไลต์ของอาคารนี้คือ ห้องร่มโพธิ์ ซึ่งเป็นห้องจัดพิธีการซึ่งอยู่บนโถงตรงกลางอาคารชั้นสอง มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำ บานประตูของห้องนี้เป็นไม้ชิ้นใหญ่ซึ่งเป็นบานเดิมตั้งแต่แรก ห้องนี้เหมาะกับการจัดงานหมั้น งานเลี้ยงรับรองแบบส่วนตัวขนาดกลาง รวมถึงจัดประชุมสัมมนาผู้บริหารด้วย

ส่วนของภูมิสถาปัตยกรรม ยังคงแนวคิดที่ต้องการให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนบ้าน พื้นที่เล็กๆ ระหว่างตึกจึงถูกใช้เป็นสวนสมุนไพร ปลูกต้นไม้ไทยโบราณ โดยเฉพาะไม้ดอกหอมและไม้ยืนต้นให้ร่มเงาอยู่รอบอาคาร

05 เจ้าของใหม่

คุณกิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้ กรุ๊ป (Montara Hospitality Group) เล่าให้ The Cloud ฟังว่า บริษัทของเขาเริ่มต้นจากการทำตรีสรา (Trisara) รีสอร์ตอันโด่งดังที่ภูเก็ต ซึ่งอยู่บนพื้นที่ซึ่งมีวิวที่พิเศษมาก เป็น Pool Villa สุดหรู ทุกยูนิตมีสระว่ายน้ำส่วนตัว เป็นวิลล่า 60 หลังบนพื้นที่ 130 ไร่

ถึงแม้ว่าตรีสราจะเป็นรีสอร์ตที่โด่งดังระดับโลก แต่การมีรีสอร์ตเพียงแห่งเดียวคงไม่ใช่แผนธุรกิจที่ดีในระยะยาวแน่ ทางมนทาระจึงอยากจะหยิบเอาคาแรกเตอร์ของตรีสราอย่างความเป็นส่วนตัว วิวพิเศษ และการบริการที่ดี มาสู่กรุงเทพฯ

ด้วยความที่ครอบครัวของคุณกิตติศักดิ์สนใจเรื่องการอนุรักษ์อาคารเก่ามานาน เมื่อจะทำโรงแรมแห่งที่สองในกรุงเทพฯ จึงเริ่มจากการมองหาอาคารเก่าทั่วกรุงเทพฯ

“ในกรุงเทพฯ มีโรงแรมเยอะมาก มันง่ายมากที่ลูกค้าจะเลือกจากรีวิวหรือราคาจากเว็บไซต์ต่างๆ เราจึงต้องหาโรงแรมที่พิเศษจริงๆ เหมือนอย่างตรีสราที่ภูเก็ต ซึ่งไม่มีใครก๊อปปี้วิวของเราได้ เราจึงหาอาคารที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ จนได้มาเจอพระยา พาลาซโซ ซึ่งถูกปรับปรุงเป็น Boutique Hotel เรียบร้อยแล้ว ถึงจะมีคนทำแมนชั่นริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีก แต่ก็ไม่ทางมีเรื่องราวเหมือนที่นี่แน่ๆ หลังจากที่คุณวิชัยเสียชีวิต เราจึงเข้ามาซื้อกิจการต่อ แล้วก็ปรับปรุง” คุณกิตติศักดิ์เล่าถึงเหตุผลในการเลือกลงทุนในพระยา พาลาซโซ

หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปปรับปรุงโรงหนังปรินซ์ให้กลายเป็นโรงแรม Prince Theatre Heritage Stay

06 บริหารโรงแรมแบบใหม่

“พระยา พาลาซโซ มีลักษณะเป็นวิลล่าอยู่แล้ว เราเลยคิดว่าน่าจะเอาวิธีบริหารบางอย่างที่ตรีสรามาใช้ได้” คุณกิตติศักดิ์เล่า

“ที่ตรีสราเรามีพนักงานที่เรียกว่า Resort Host ทำหน้าที่ดูแลแขกในทุกเรื่อง ให้แขกติดต่อพนักงานคนนี้คนเดียว แขกจะรู้สึกใกล้ชิดกับพนักงาน และไม่ต้องเจอพนักงานหน้าใหม่ทุกวัน เราเอาระบบนี้มาใช้ พนักงานที่พระยา พาลาซโซ ทุกคนมีตำแหน่งเป็นโฮสต์ เรามีเลานจ์ตรงข้ามท่าพระอาทิตย์เพื่อรับแขก เมื่อแขกมาเช็กอิน โฮสต์จะพาแขกเดินข้ามถนนไปขึ้นเรือ พามาที่ร้านอาหาร รับออร์เดอร์จากแขก และแนะนำทุกอย่าง เราต้องฝึกพนักงานให้ทำงานแบบ Multitask ซึ่งแรงจูงใจคือ ยิ่งเขาดูแลแขกได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เซอร์วิสชาร์จสูงขึ้น วิน-วินทุกฝ่าย”

07 โรงแรมที่ต้องนั่งเรือไปเท่านั้น

น่าสงสัยว่า โรงแรมที่ไม่ติดถนน จะมีลูกค้าเป็นคนกลุ่มไหน

“ในแง่ห้องพัก ถ้าเป็นคนไทยก็คือกลุ่มที่ต้องการความเป็นส่วนตัว คนกรุงเทพฯ อาจจะคิดว่าวันเสาร์-อาทิตย์แทนที่จะอยู่ในเมืองก็อยากมี Staycation สั้นๆ ในพื้นที่ที่สงบ แค่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาก็สัมผัสได้ถึงความสงบ สถาปัตยกรรมแบบยุโรปทำให้ดูแตกต่างจากชีวิตประจำวัน และการมายากก็ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัว” คุณกิตติศักดิ์อธิบาย

ถ้าเป็นแขกต่างชาติ ที่นี่มีลูกค้าจากอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก แต่ตอนนี้คุณกิตติศักดิ์พยายามขยายตลาดสู่จีนและเอเชีย ซึ่งไม่ใช่งานหนักมาก เพราะที่นี่มีห้องพักแค่ 17 ห้อง และโดยปกติก็มียอดจองราว 75 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว

“อีกกลุ่มเป็นแขกที่ต้องการจัดงานแต่งงานแบบพิเศษ แขกราว 100 – 150 ท่าน รวมถึงใช้เป็นที่จัดเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษแบบส่วนตัว อย่างเช่นหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะมาแขกนั่งเรือส่วนตัวมาเลี้ยงรับรองที่นี่ รวมไปถึงการเช่าท้ังหลังเพื่อจัดอีเวนต์ต่างๆ”

08 จุดขายใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน

หลังจากพระยา พาลาซโซ ปิดปรับปรุงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งด้วยจุดขายใหม่

“การเป็น Boutique Hotel ริมแม่น้ำถือเป็นจุดแข็งของเรา เพราะที่ดินริมแม่น้ำหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเราต้องแข่งกับโรงแรมริมแม่น้ำ จุดที่ทำให้เราชนะก็คือ เราเป็น Mansion on the river ซึ่งสามารถปิดทั้งโรงแรมให้แขกกลุ่มหนึ่งได้ เขาสามารถเนรมิตสถานที่แห่งนี้ให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้ การเปิดให้เช่าแมนชั่นทั้งหลังเป็นการสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาซึ่งไม่มีใครเหมือน” คุณกิตติศักดิ์เล่าถึงจุดขายใหม่

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าแขกยังอยากเช่าห้องพักเป็นห้องๆ ก็ยังทำได้เช่นเดิม

คุณกิตติศักดิ์ฝากถึงผู้อ่านว่า ถ้าใครอยากจะชิมอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมของโรงแรมก็ขึ้นเรือรับส่งของโรงแรมมาได้เลย ซึ่งให้บริการฟรีอยู่ที่ท่าพระอาทิตย์ และท่าวัดราชาธิวาส (มีที่จอดรถ) ถ้าใครหาเรือไม่เจอก็โทรมาได้ที่เบอร์ 081 4028118 เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะส่งเรือไปรับ

ส่วนใครกำลังหาที่จัดงานแต่งงาน ที่นี่ก็ตอบโจทย์มาก

“เหมือนมันกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ตอนแรกเริ่มที่นี่เป็นเรือนหอ แล้วก็เป็นแมนชั่นของพระยาชลภูมิพานิช จากนั้นก็กลายมาเป็นโรงเรียน โรงเรียนอาชีวะ ตอนนี้กลับมาเป็นแมนชั่นอีกครั้ง เพราะพระยา พาลาซโซ แปลว่า บ้านของพระยา เป็นบ้านที่เปิดให้คนเข้ามาสัมผัสประสบการณ์พักในบ้านริมน้ำแบบพิเศษ”

www.prayapalazzo.com

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ที่พักหายใจ

คือคำที่เกิดขึ้นในความคิดหลังจากมา ‘บ้านกรอด้าย’ เกสต์เฮาส์เล็กๆ บนเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 

และไม่มีคำไหนจะเหมาะกับที่นี่ไปมากกว่านี้ เพราะความคิดที่แตกต่างของ อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์ ทำให้เธอและเขาตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของครอบครัวบนเกาะเมืองอยุธยา เป็นเกสต์เฮาส์ที่ทำให้ผู้เข้าพักได้พบความสงบผ่านลมหายใจ และสงบมากพอที่ร่างกายและจิตใจได้หยุดพัก

อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์

อ้อ และ ป๊อน เป็นคู่รักที่ค้นพบความสงบผ่านแนวทางการเจริญสติและปฏิบัติธรรม เมื่อ 3 ปีที่แล้วทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ และกลับมาใช้ชีวิตสงบเรียบง่าย ด้วยการเปิดเกสต์เฮาส์ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของอ้อ โดยนำหลักเจริญสติและปฏิบัติธรรมมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบที่พักของพวกเขาด้วย

“เราสองคนชอบเรื่องการปฏิบัติธรรม การเจริญสติ และต้องการใช้ชีวิตที่สงบ พอมีโอกาสกลับมาอยู่อยุธยา เราเลยอยากเลือกอาชีพที่ส่งเสริมกับแนวทางการปฏิบัติของเรา มองหาอาชีพที่ไม่ต้องใช้ความคิดเยอะ ไม่มีความซับซ้อนหรือมีกลยุทธ์อะไรมาก และมอบชีวิตที่เรียบง่ายให้กับเราได้ เลยเกิดความคิดที่จะทำเกสต์เฮาส์ขึ้นมา” 

ชายหนุ่มเริ่มต้นอธิบายจุดเริ่มต้นของบ้านกรอด้าย, เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของอยุธยา ซึ่งเคยผลิตผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นจำนวนมากภายใต้ตรา ‘สิงห์เดี่ยว’ ก่อตั้งโดย คุณยายสุมล สุขปรีชา

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เดิมเคยเป็นโรงทอผ้าของคุณยายอ้อค่ะ ตอนแรกโรงงานเคยตั้งอยู่ที่ตลาดหัวรอ ชื่อโรงงานทอผ้าไทย ต่อมาเขาไม่ให้มีเครื่องจักรอยู่ตรงนั้น เลยย้ายโรงงานมาตั้งที่นี่ตอน พ.ศ. 2497 แล้วก็จดทะเบียนชื่อ ห้างหุ้นส่วนสุมลการทออยุธยา เป็นชื่อของคุณยายอ้อเอง ต่อมาทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้ใช้สารเคมีย้อมผ้าบนตัวเกาะ ตัวโรงงานก็เลยต้องย้ายอีก

“คราวนี้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดแกรนด์ พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บไม้และเก็บของต่างๆ จนช่วงประมาณ พ.ศ. 2538 ธุรกิจทอผ้าที่อยุธยาเริ่มซบเซา เพราะการนำเข้าผ้ามีราคาถูกกว่า หลายโรงงานก็เริ่มปิดตัว รวมถึงโรงงานของเราด้วย พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บของที่ถูกปล่อยรกร้างเกือบยี่สิบปี”

“ตอนอ้อยังเด็กก็เข้ามาช่วยงานคุณยายที่โรงงานบ่อยๆ คอยเป็นเด็กกรอด้าย ซึ่งเป็นคำที่ฟังแล้วไพเราะดีนะ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเกสต์เฮาส์ว่าบ้านกรอด้าย” อ้อเล่าความทรงจำของเธอต่อสถานที่นี่ให้ฟัง 

จนกระทั่งทั้งคู่นำไอเดียของบ้านกรอด้ายไปปรึกษากับสถาปนิก

“คอนเซปต์ใหญ่ๆ คือเราต้องการให้ที่นี่โปร่ง สบาย ประหยัดพลังงาน เป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูง เพื่อใช้พื้นที่ด้านล่างปฏิบัติธรรม โดยสถานที่ก็ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรมด้วยงบเท่าที่เรามี” ป๊อนส่งไอเดียออกแบบให้สถาปนิก

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ในที่สุดความคิดของพวกเขาก็แปลงร่างให้กลายเป็นความจริง

บ้านกรอด้ายเป็นอาคารยกสูงสีขาวสะอาดตา เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินเข้ามาข้างใน เราจะพบกับพื้นที่สีเขียวสงบกลางอาคารรูปทรงตัว L โดยมีบ้านไม้หลังเก่าตั้งอยู่ด้านในสุดของสวน หากตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี เราจะค่อยๆ ได้ยินเสียงน้ำไหล ประกอบกับเสียงนกนานาพันธุ์ที่ขับร้องอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ชนิดต่างๆ และหากลองตั้งใจสังเกตลมหายใจให้ดี เราจะค่อยๆ พบกับกลิ่นหอมบางๆ ของดอกชมนาดที่ปลูกไว้ในสวน ส่งกลิ่นหอมให้ชื่นหัวใจ

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เพราะผมเคยบวชมาก่อน ผมเลยพอจะเข้าใจว่าบรรยากาศแบบไหนเอื้อให้เกิดความสงบ ส่งเสริมการเจริญสติ ซึ่งส่วนตัวเราชอบฟังเสียงน้ำ ไม่จำเป็นต้องเห็นแม่น้ำหรือตัวน้ำก็ได้ ขอแค่ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกสงบลงได้ ส่วนสีเขียวก็ช่วยให้เกิดความสงบ เลยทำให้มีจุดที่มองออกจากตัวอาคารแล้วเห็นสวน ได้เจอกับสีเขียวของต้นไม้ บริเวณสวนตรงกลางเราก็ทำทางไว้เดินจงกรม เราตั้งใจให้ทางเดินเป็นดิน เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนวัดป่า

“สังเกตว่าที่นี่มีความโปร่ง นอกจากช่วยให้ลมพัดเย็นสบายแล้ว ยังทำให้พื้นที่ไม่ดูแน่นหรือวุ่นวายจนเกินไป ของบางอย่างที่วางชิดกัน ถ้าเราวางแยกให้มันเกิดพื้นที่ว่างระหว่างกัน มันก็เกิดเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เราเลยพยายามให้ที่นี่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะ” ป๊อนค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น ขณะพาเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเกสต์เฮาส์

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ด้วยความที่แต่เดิม สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโกดังเก็บไม้และของเก่าจากโรงงานมาก่อน ไม้และของหลายอย่างที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้างก็ถูกนำออกมาใช้ เหมือนชุบชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เผยให้เห็นความทรงจำที่เคยซ่อนอยู่ในพื้นที่ตรงนี้มาก่อน เราเลยได้เห็นป้ายของโรงงานทอผ้าในยุคต่างๆ นำมาแขวนประดับบนผนัง แถมตัวผนังก็เกิดจากการนำไม้ที่ใช้กับเครื่องสืบผ้า ซึ่งมีรอยบากให้แหว่งเป็นช่องสำหรับเส้นด้าย นำมาวางเรียงจนเกิดเป็นแพตเทิร์นสวยงาม แผ่นไม้ต่างๆ ที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้าง ก็นำมาประกอบเป็นตั่งและเป็นพื้นทางเดินต่างๆ ภายในเกสต์เฮาส์

“ตอนแรกเราและสถาปนิกอยากเก็บโครงสร้างเดิม เพื่อคงความเป็นโรงงานทอผ้าเอาไว้ แต่พอเข้ามาดูโครงสร้างแล้วทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะโครงสร้างเริ่มเก่าจนผุ รับน้ำหนักไม่ไหว เลยตัดสินใจเก็บไว้บางส่วน เช่น แนวเสาต่างๆ รวมถึงบ้านไม้ในสวนที่เราทำเป็นห้องพระ หรือ ‘ห้องไม่ปรุงแต่ง’ เพื่อให้คนเข้ามานั่งสมาธิหรือใช้พื้นที่สงบ 

“เดิมบ้านไม้หลังนั้นเคยเป็นที่พักคนงาน หน้าต่างที่อยู่ระดับเดียวกับพื้นก็เป็นของเดิม แต่ก็มีบางบานที่เราต้องใช้ของใหม่เพิ่มเข้าไป เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างให้แข็งแรง” ชายหนุ่มเล่าการทำงานร่วมกับสถาปนิก

บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้ายมีห้องพักทั้งหมด 6 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักสำหรับ 2 คน จำนวน 4 ห้อง เลือกได้ทั้ง Twin Beds และ Double Bed ส่วนห้องพักครอบครัว สำหรับ 4 คน จำนวน 2 ห้อง ซึ่งทั้งหมดอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร 

แต่ละห้องมีชื่อของตัวเองที่ป๊อนและอ้อตั้งใจตั้งชื่อเอาไว้

“เราตั้งชื่อห้องเรียงไปตั้งแต่ Peacefulness, Joyfulness, Happiness, Emptiness, Mindfulness และ Awareness” อ้ออธิบาย ก่อนป๊อนช่วยเสริม “คนที่เคยเจริญสติรู้ดีว่าการเจริญสติใหม่ๆ จะได้ความรู้สึกสงบก่อน แล้วเกิดความปีติ เกิดความสุขจากความว่าง เริ่มเกิดสติและความรู้ตัว ชื่อเหล่านี้เป็นลำดับการรับรู้จากการเจริญสติครับ”

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

นอกจากชื่อห้อง เรายังสังเกตว่าตามจุดต่างๆ ของบ้านกรอด้ายมีป้ายตัวอักษรที่มีกิมมิกน่ารักๆ ให้คนได้มีสติกับตัวเองผ่านลมหายใจ อย่างป้าย Breath Refill Here เป็นเหมือนจุดเติมลมหายใจ หรือตรงขั้นบันไดก่อนเดินเข้าห้องพักติดตัวอักษร Breath & Mind The Step ให้คนได้หยุดหายใจและมีสติกับตัวเอง ณ ขณะนั้น

ทุกรายละเอียดของทุกอย่างภายในบ้านกรอด้ายล้วนได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อให้ผู้มาพักได้หยุดอยู่กับลมหายใจตัวเอง และขณะที่เรากำลังพูดคุยกับอ้อและป๊อน จู่ๆ ก็มีเสียงระฆังไพเราะดังขึ้นเป็นเวลาชั่วครู่

เราทั้งหมดหยุดฟัง

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“เราได้ไอเดียจากหมู่บ้านพลัมครับ ที่นั่นทุกๆ สิบห้านาทีจะมีเสียงระฆังดัง ให้เราหยุดสิ่งที่ทำ เพื่อเตือนให้ตัวเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ พอเสียงจบก็ค่อยกลับมาทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อ” ป๊อนเล่าที่มาให้ฟังหลังสิ้นเสียงระฆัง

ภายในห้องพักก็มีการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสงบเช่นเดียวกัน 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทุกห้องภายในบ้านกรอด้ายไม่มีโทรทัศน์เลยสักห้อง รวมถึงตู้เย็นก็เช่นกัน

“เหตุผลที่เราไม่มีตู้เย็นให้ในห้อง เพราะเราอยากให้ที่นี่มีความรู้สึกของบ้าน เราเลยวางตู้เย็นไว้ใต้ถุน ให้เกิดความรู้สึกการแบ่งปัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ภายในห้อง เราอยากให้มีการเดินมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขนมกับกาแฟที่วางไว้ตรงส่วนกลาง เราก็ให้ทุกคนที่มาพักหยิบทานได้ตลอด โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ บางทีก็มีน้ำผลไม้และน้ำผักที่อ้อทำมาวางไว้ หรือใครที่รู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นๆ ก็นำมาวางด้วยกันได้ 

“ส่วนของส่วนตัวที่ผู้พักต้องการนำมาแช่ในตู้เย็น เราก็มีสติกเกอร์แปะเลขห้องแยกไว้ให้ด้วยค่ะ อาหารของที่นี่เราจะซื้อจากร้านในอยุธยา เพราะเราพยายามแนะนำร้านดีๆ ของคนท้องถิ่นให้ผู้มาพักได้รู้จัก และลองไปทานด้วยตัวเองเมื่อมีโอกาส” อ้ออธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“ก่อนจะเปิดเกสต์เฮาส์ เรามีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษากับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ถ้าเราจะทำธุรกิจอย่างนี้เราควรวางใจยังไง ท่านก็กรุณาแนะนำว่า หากเราปรารถนาให้คนมาที่นี่แล้วเกิดความสุข ทุกอย่างก็จะดีเอง เราก็จะโฟกัสกับความสุขของคนที่มาพัก ไม่ใช่โฟกัสว่าเราจะได้เงินจากเขาเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่โฟกัสที่ความสุขของเขาอย่างเดียวจนตัวเราต้องทุกข์ใจ ก็ไม่ใช่นะครับ ตัวเราต้องมีความสุขก่อนด้วย เราถึงจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ 

“เราต้องรักษาความสุขของเราไว้ด้วย เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์การให้บริการของที่นี่ และที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่กัลยาณมิตร สำหรับผมและอ้อ เรามองทุกคนที่มาที่นี่เป็นเพื่อน ทุกครั้งที่มีคนมาพัก เราเหมือนได้เพื่อนใหม่ครับ เขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับเรา 

“เด็กบางคนที่มาพักกับครอบครัวอยู่กันห้าถึงหกวัน บางคนเอาเกมมานั่งเล่นกับเรา พอจะกลับเขายกให้เราเลย บางคนช่วยงานแม่บ้านก็มีนะครับ ช่วยยกของต่างๆ เป็นบรรยากาศน่ารักๆ หลังจากเขากลับไปแล้ว บางคนก็ยังติดต่อกันตลอดเหมือนเพื่อน” ป๊อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนอ้อจะช่วยเสริม “บางคนส่งเมล็ดดอกไม้มาให้เราปลูกด้วย เราก็ไม่น้อยหน้า ส่งเมล็ดผักกลับไปให้เขาปลูกบ้าง” เจ้าบ้านหัวเราะอารมณ์ดี

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“แม้ว่าทุกๆ อย่างของที่นี่จะเกี่ยวข้องกับการเจริญสติ แต่เราก็ไม่ได้บังคับให้ผู้ที่มาพักต้องทำตามทุกคนนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่เขาเข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจ การเจริญสติเบื้องต้นก็คือความสงบ แต่โจทย์ของมันจริงๆ คือการยอมรับในทุกๆ สถานการณ์ เพราะชีวิตจริงมีขึ้นมีลง ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติที่มีฝนตก มีแดดออก ซึ่งหลายอย่างเราก็ไม่อาจควบคุมได้ แต่เราสามารถกลับมาอยู่กับลมหายใจ เห็นความคิดของตัวเราเอง จะช่วยให้เรารู้สึกสงบลง ช่วยให้เรามองเห็นชัดขึ้น และเราหวังว่าคนที่มาพักกับเรา เขากลับจากบ้านกรอด้ายไป เขาจะเกิดความสบายใจ และใช้ชีวิตข้างหน้าต่อไปได้ดียิ่งขึ้น” ป๊อนพูดทิ้งท้าย ขณะเขาและอ้อเดินมาส่งเรากลับด้วยรอยยิ้ม

การค้นพบที่พักหายใจ ทำให้เราสงบลงและมีกำลังใจมากขึ้นกับการใช้ชีวิตในลมหายใจต่อๆ ไปเช่นกัน

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้าย

ที่ตั้ง : 23/5 ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครพระนครศรีอยุธยา 13000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6771 7177

*บ้านกรอด้ายจัดกิจกรรมเจริญสติที่เกสต์เฮาส์ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลองปฏิบัติกันได้ ติดตามรายละเอียดและการสมัครได้ทาง Facrbook : บ้านกรอด้าย

ที่พักหายใจ

คือคำที่เกิดขึ้นในความคิดหลังจากมา ‘บ้านกรอด้าย’ เกสต์เฮาส์เล็กๆ บนเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 

และไม่มีคำไหนจะเหมาะกับที่นี่ไปมากกว่านี้ เพราะความคิดที่แตกต่างของ อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์ ทำให้เธอและเขาตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของครอบครัวบนเกาะเมืองอยุธยา เป็นเกสต์เฮาส์ที่ทำให้ผู้เข้าพักได้พบความสงบผ่านลมหายใจ และสงบมากพอที่ร่างกายและจิตใจได้หยุดพัก

อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์

อ้อ และ ป๊อน เป็นคู่รักที่ค้นพบความสงบผ่านแนวทางการเจริญสติและปฏิบัติธรรม เมื่อ 3 ปีที่แล้วทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ และกลับมาใช้ชีวิตสงบเรียบง่าย ด้วยการเปิดเกสต์เฮาส์ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของอ้อ โดยนำหลักเจริญสติและปฏิบัติธรรมมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบที่พักของพวกเขาด้วย

“เราสองคนชอบเรื่องการปฏิบัติธรรม การเจริญสติ และต้องการใช้ชีวิตที่สงบ พอมีโอกาสกลับมาอยู่อยุธยา เราเลยอยากเลือกอาชีพที่ส่งเสริมกับแนวทางการปฏิบัติของเรา มองหาอาชีพที่ไม่ต้องใช้ความคิดเยอะ ไม่มีความซับซ้อนหรือมีกลยุทธ์อะไรมาก และมอบชีวิตที่เรียบง่ายให้กับเราได้ เลยเกิดความคิดที่จะทำเกสต์เฮาส์ขึ้นมา” 

ชายหนุ่มเริ่มต้นอธิบายจุดเริ่มต้นของบ้านกรอด้าย, เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของอยุธยา ซึ่งเคยผลิตผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นจำนวนมากภายใต้ตรา ‘สิงห์เดี่ยว’ ก่อตั้งโดย คุณยายสุมล สุขปรีชา

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เดิมเคยเป็นโรงทอผ้าของคุณยายอ้อค่ะ ตอนแรกโรงงานเคยตั้งอยู่ที่ตลาดหัวรอ ชื่อโรงงานทอผ้าไทย ต่อมาเขาไม่ให้มีเครื่องจักรอยู่ตรงนั้น เลยย้ายโรงงานมาตั้งที่นี่ตอน พ.ศ. 2497 แล้วก็จดทะเบียนชื่อ ห้างหุ้นส่วนสุมลการทออยุธยา เป็นชื่อของคุณยายอ้อเอง ต่อมาทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้ใช้สารเคมีย้อมผ้าบนตัวเกาะ ตัวโรงงานก็เลยต้องย้ายอีก

“คราวนี้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดแกรนด์ พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บไม้และเก็บของต่างๆ จนช่วงประมาณ พ.ศ. 2538 ธุรกิจทอผ้าที่อยุธยาเริ่มซบเซา เพราะการนำเข้าผ้ามีราคาถูกกว่า หลายโรงงานก็เริ่มปิดตัว รวมถึงโรงงานของเราด้วย พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บของที่ถูกปล่อยรกร้างเกือบยี่สิบปี”

“ตอนอ้อยังเด็กก็เข้ามาช่วยงานคุณยายที่โรงงานบ่อยๆ คอยเป็นเด็กกรอด้าย ซึ่งเป็นคำที่ฟังแล้วไพเราะดีนะ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเกสต์เฮาส์ว่าบ้านกรอด้าย” อ้อเล่าความทรงจำของเธอต่อสถานที่นี่ให้ฟัง 

จนกระทั่งทั้งคู่นำไอเดียของบ้านกรอด้ายไปปรึกษากับสถาปนิก

“คอนเซปต์ใหญ่ๆ คือเราต้องการให้ที่นี่โปร่ง สบาย ประหยัดพลังงาน เป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูง เพื่อใช้พื้นที่ด้านล่างปฏิบัติธรรม โดยสถานที่ก็ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรมด้วยงบเท่าที่เรามี” ป๊อนส่งไอเดียออกแบบให้สถาปนิก

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ในที่สุดความคิดของพวกเขาก็แปลงร่างให้กลายเป็นความจริง

บ้านกรอด้ายเป็นอาคารยกสูงสีขาวสะอาดตา เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินเข้ามาข้างใน เราจะพบกับพื้นที่สีเขียวสงบกลางอาคารรูปทรงตัว L โดยมีบ้านไม้หลังเก่าตั้งอยู่ด้านในสุดของสวน หากตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี เราจะค่อยๆ ได้ยินเสียงน้ำไหล ประกอบกับเสียงนกนานาพันธุ์ที่ขับร้องอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ชนิดต่างๆ และหากลองตั้งใจสังเกตลมหายใจให้ดี เราจะค่อยๆ พบกับกลิ่นหอมบางๆ ของดอกชมนาดที่ปลูกไว้ในสวน ส่งกลิ่นหอมให้ชื่นหัวใจ

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เพราะผมเคยบวชมาก่อน ผมเลยพอจะเข้าใจว่าบรรยากาศแบบไหนเอื้อให้เกิดความสงบ ส่งเสริมการเจริญสติ ซึ่งส่วนตัวเราชอบฟังเสียงน้ำ ไม่จำเป็นต้องเห็นแม่น้ำหรือตัวน้ำก็ได้ ขอแค่ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกสงบลงได้ ส่วนสีเขียวก็ช่วยให้เกิดความสงบ เลยทำให้มีจุดที่มองออกจากตัวอาคารแล้วเห็นสวน ได้เจอกับสีเขียวของต้นไม้ บริเวณสวนตรงกลางเราก็ทำทางไว้เดินจงกรม เราตั้งใจให้ทางเดินเป็นดิน เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนวัดป่า

“สังเกตว่าที่นี่มีความโปร่ง นอกจากช่วยให้ลมพัดเย็นสบายแล้ว ยังทำให้พื้นที่ไม่ดูแน่นหรือวุ่นวายจนเกินไป ของบางอย่างที่วางชิดกัน ถ้าเราวางแยกให้มันเกิดพื้นที่ว่างระหว่างกัน มันก็เกิดเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เราเลยพยายามให้ที่นี่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะ” ป๊อนค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น ขณะพาเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเกสต์เฮาส์

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ด้วยความที่แต่เดิม สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโกดังเก็บไม้และของเก่าจากโรงงานมาก่อน ไม้และของหลายอย่างที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้างก็ถูกนำออกมาใช้ เหมือนชุบชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เผยให้เห็นความทรงจำที่เคยซ่อนอยู่ในพื้นที่ตรงนี้มาก่อน เราเลยได้เห็นป้ายของโรงงานทอผ้าในยุคต่างๆ นำมาแขวนประดับบนผนัง แถมตัวผนังก็เกิดจากการนำไม้ที่ใช้กับเครื่องสืบผ้า ซึ่งมีรอยบากให้แหว่งเป็นช่องสำหรับเส้นด้าย นำมาวางเรียงจนเกิดเป็นแพตเทิร์นสวยงาม แผ่นไม้ต่างๆ ที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้าง ก็นำมาประกอบเป็นตั่งและเป็นพื้นทางเดินต่างๆ ภายในเกสต์เฮาส์

“ตอนแรกเราและสถาปนิกอยากเก็บโครงสร้างเดิม เพื่อคงความเป็นโรงงานทอผ้าเอาไว้ แต่พอเข้ามาดูโครงสร้างแล้วทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะโครงสร้างเริ่มเก่าจนผุ รับน้ำหนักไม่ไหว เลยตัดสินใจเก็บไว้บางส่วน เช่น แนวเสาต่างๆ รวมถึงบ้านไม้ในสวนที่เราทำเป็นห้องพระ หรือ ‘ห้องไม่ปรุงแต่ง’ เพื่อให้คนเข้ามานั่งสมาธิหรือใช้พื้นที่สงบ 

“เดิมบ้านไม้หลังนั้นเคยเป็นที่พักคนงาน หน้าต่างที่อยู่ระดับเดียวกับพื้นก็เป็นของเดิม แต่ก็มีบางบานที่เราต้องใช้ของใหม่เพิ่มเข้าไป เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างให้แข็งแรง” ชายหนุ่มเล่าการทำงานร่วมกับสถาปนิก

บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้ายมีห้องพักทั้งหมด 6 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักสำหรับ 2 คน จำนวน 4 ห้อง เลือกได้ทั้ง Twin Beds และ Double Bed ส่วนห้องพักครอบครัว สำหรับ 4 คน จำนวน 2 ห้อง ซึ่งทั้งหมดอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร 

แต่ละห้องมีชื่อของตัวเองที่ป๊อนและอ้อตั้งใจตั้งชื่อเอาไว้

“เราตั้งชื่อห้องเรียงไปตั้งแต่ Peacefulness, Joyfulness, Happiness, Emptiness, Mindfulness และ Awareness” อ้ออธิบาย ก่อนป๊อนช่วยเสริม “คนที่เคยเจริญสติรู้ดีว่าการเจริญสติใหม่ๆ จะได้ความรู้สึกสงบก่อน แล้วเกิดความปีติ เกิดความสุขจากความว่าง เริ่มเกิดสติและความรู้ตัว ชื่อเหล่านี้เป็นลำดับการรับรู้จากการเจริญสติครับ”

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

นอกจากชื่อห้อง เรายังสังเกตว่าตามจุดต่างๆ ของบ้านกรอด้ายมีป้ายตัวอักษรที่มีกิมมิกน่ารักๆ ให้คนได้มีสติกับตัวเองผ่านลมหายใจ อย่างป้าย Breath Refill Here เป็นเหมือนจุดเติมลมหายใจ หรือตรงขั้นบันไดก่อนเดินเข้าห้องพักติดตัวอักษร Breath & Mind The Step ให้คนได้หยุดหายใจและมีสติกับตัวเอง ณ ขณะนั้น

ทุกรายละเอียดของทุกอย่างภายในบ้านกรอด้ายล้วนได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อให้ผู้มาพักได้หยุดอยู่กับลมหายใจตัวเอง และขณะที่เรากำลังพูดคุยกับอ้อและป๊อน จู่ๆ ก็มีเสียงระฆังไพเราะดังขึ้นเป็นเวลาชั่วครู่

เราทั้งหมดหยุดฟัง

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“เราได้ไอเดียจากหมู่บ้านพลัมครับ ที่นั่นทุกๆ สิบห้านาทีจะมีเสียงระฆังดัง ให้เราหยุดสิ่งที่ทำ เพื่อเตือนให้ตัวเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ พอเสียงจบก็ค่อยกลับมาทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อ” ป๊อนเล่าที่มาให้ฟังหลังสิ้นเสียงระฆัง

ภายในห้องพักก็มีการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสงบเช่นเดียวกัน 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทุกห้องภายในบ้านกรอด้ายไม่มีโทรทัศน์เลยสักห้อง รวมถึงตู้เย็นก็เช่นกัน

“เหตุผลที่เราไม่มีตู้เย็นให้ในห้อง เพราะเราอยากให้ที่นี่มีความรู้สึกของบ้าน เราเลยวางตู้เย็นไว้ใต้ถุน ให้เกิดความรู้สึกการแบ่งปัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ภายในห้อง เราอยากให้มีการเดินมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขนมกับกาแฟที่วางไว้ตรงส่วนกลาง เราก็ให้ทุกคนที่มาพักหยิบทานได้ตลอด โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ บางทีก็มีน้ำผลไม้และน้ำผักที่อ้อทำมาวางไว้ หรือใครที่รู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นๆ ก็นำมาวางด้วยกันได้ 

“ส่วนของส่วนตัวที่ผู้พักต้องการนำมาแช่ในตู้เย็น เราก็มีสติกเกอร์แปะเลขห้องแยกไว้ให้ด้วยค่ะ อาหารของที่นี่เราจะซื้อจากร้านในอยุธยา เพราะเราพยายามแนะนำร้านดีๆ ของคนท้องถิ่นให้ผู้มาพักได้รู้จัก และลองไปทานด้วยตัวเองเมื่อมีโอกาส” อ้ออธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“ก่อนจะเปิดเกสต์เฮาส์ เรามีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษากับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ถ้าเราจะทำธุรกิจอย่างนี้เราควรวางใจยังไง ท่านก็กรุณาแนะนำว่า หากเราปรารถนาให้คนมาที่นี่แล้วเกิดความสุข ทุกอย่างก็จะดีเอง เราก็จะโฟกัสกับความสุขของคนที่มาพัก ไม่ใช่โฟกัสว่าเราจะได้เงินจากเขาเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่โฟกัสที่ความสุขของเขาอย่างเดียวจนตัวเราต้องทุกข์ใจ ก็ไม่ใช่นะครับ ตัวเราต้องมีความสุขก่อนด้วย เราถึงจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ 

“เราต้องรักษาความสุขของเราไว้ด้วย เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์การให้บริการของที่นี่ และที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่กัลยาณมิตร สำหรับผมและอ้อ เรามองทุกคนที่มาที่นี่เป็นเพื่อน ทุกครั้งที่มีคนมาพัก เราเหมือนได้เพื่อนใหม่ครับ เขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับเรา 

“เด็กบางคนที่มาพักกับครอบครัวอยู่กันห้าถึงหกวัน บางคนเอาเกมมานั่งเล่นกับเรา พอจะกลับเขายกให้เราเลย บางคนช่วยงานแม่บ้านก็มีนะครับ ช่วยยกของต่างๆ เป็นบรรยากาศน่ารักๆ หลังจากเขากลับไปแล้ว บางคนก็ยังติดต่อกันตลอดเหมือนเพื่อน” ป๊อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนอ้อจะช่วยเสริม “บางคนส่งเมล็ดดอกไม้มาให้เราปลูกด้วย เราก็ไม่น้อยหน้า ส่งเมล็ดผักกลับไปให้เขาปลูกบ้าง” เจ้าบ้านหัวเราะอารมณ์ดี

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“แม้ว่าทุกๆ อย่างของที่นี่จะเกี่ยวข้องกับการเจริญสติ แต่เราก็ไม่ได้บังคับให้ผู้ที่มาพักต้องทำตามทุกคนนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่เขาเข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจ การเจริญสติเบื้องต้นก็คือความสงบ แต่โจทย์ของมันจริงๆ คือการยอมรับในทุกๆ สถานการณ์ เพราะชีวิตจริงมีขึ้นมีลง ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติที่มีฝนตก มีแดดออก ซึ่งหลายอย่างเราก็ไม่อาจควบคุมได้ แต่เราสามารถกลับมาอยู่กับลมหายใจ เห็นความคิดของตัวเราเอง จะช่วยให้เรารู้สึกสงบลง ช่วยให้เรามองเห็นชัดขึ้น และเราหวังว่าคนที่มาพักกับเรา เขากลับจากบ้านกรอด้ายไป เขาจะเกิดความสบายใจ และใช้ชีวิตข้างหน้าต่อไปได้ดียิ่งขึ้น” ป๊อนพูดทิ้งท้าย ขณะเขาและอ้อเดินมาส่งเรากลับด้วยรอยยิ้ม

การค้นพบที่พักหายใจ ทำให้เราสงบลงและมีกำลังใจมากขึ้นกับการใช้ชีวิตในลมหายใจต่อๆ ไปเช่นกัน

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้าย

ที่ตั้ง : 23/5 ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครพระนครศรีอยุธยา 13000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6771 7177

*บ้านกรอด้ายจัดกิจกรรมเจริญสติที่เกสต์เฮาส์ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลองปฏิบัติกันได้ ติดตามรายละเอียดและการสมัครได้ทาง Facrbook : บ้านกรอด้าย

Writer & Photographer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load