7 May 2018
6 PAGES
4 K

“ขอถ่ายรูปด้วยได้มั้ยคะ ลูกชายชอบคุณมาก”

ก่อนการสัมภาษณ์เริ่มต้น คุณแม่คนหนึ่งเข้ามาขอถ่ายรูปกับ หยา-จรรยา ธนาสว่างกุล เธอลุกขึ้นยิ้มอย่างเป็นกันเองและรับมือสถานการณ์อย่างนุ่มนวล กระแสความดังของละคร บุพเพสันนิวาส ทำให้วันนี้ใครๆ ต่างชื่นชอบเธอในฐานะ ‘พี่ผิน’ บ่าวผู้ซื่อสัตย์ภักดีของแม่การะเกด

หลายคนคุ้นหน้าเธอกับบทคนใช้ในละครโทรทัศน์หลายต่อหลายเรื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ฉันรู้จักเธอครั้งแรกในละครเวทีเรื่อง ‘เงามัจจุราช’ (2555) และความรู้สึกแรกที่ฉันจำได้เกี่ยวกับเธอคือความพรั่นพรึง หยารับบทหญิงชราบนรถเข็นที่เพ้อหาลูกสาวที่จากไป และไม่ไยดีกับลูกสาวอีกคนที่อยู่ดูแลเธอในวาระสุดท้าย เมื่อเห็นเธออีกครั้งบนละครเวทีเรื่อง ‘พบรักมักกระสัน’ (2556) นักแสดงหญิงคนเดียวรับบทเป็นผู้หญิง 5 คนที่มีสัมพันธ์สวาทนานาประเภท ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงกว่า เธอเล่นเป็นสาวบ้านนอกที่ทำงานร้านคาราโอเกะ สก๊อยสวนลุม ผู้หญิงที่จีบลูกเพื่อนตัวเอง ไปจนถึงดาราสาวใหญ่ที่มีสัมพันธ์กับพระสงฆ์!

 

หยา จรรยา

คนอะไรเล่นได้ทุกบทบาท ฉันพบเธออีกหลายครั้งในจอโทรทัศน์ บนเวที และบางครั้งก็เห็นเธอเดินเข้าโรงละครในฐานะคนดูที่ดวงตาเป็นประกาย การแสดงเป็นชีวิตของเธอ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหรือผู้รับชม

ในวันที่ใบหน้าและชื่อของจรรยา ธนาสว่างกุล เป็นที่จดจำทั่วประเทศในฐานะผู้รับบท ‘คนใช้ในตำนาน’ ตารางงานของนักแสดงคนนี้เข้าขั้นคิวทอง ไม่ว่าจะเป็นงานละครทีวี รายการ โฆษณา งานอีเวนต์ ยังไม่นับงานสอนการแสดงที่มหาวิทยาลัยหอการค้าสัปดาห์ละครั้ง และเธอยังรับเล่นละครเวทีอีก 3 เรื่องติดกัน ทั้ง เจ้าบ้าน “the host story”   ลูกหมาป่า และ ERROR 666 เรียงต่อกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2561

วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราพบกันนอกจอโทรทัศน์หรือโรงละคร หยาไม่ได้รับบทเป็นใครอื่นนอกจากตัวเธอ ฉันยินดีเหลือเกินที่ได้รู้จักเธอ ไม่ใช่ในฐานะนักแสดงสมทบ แต่เป็นนักแสดงนำในฉากชีวิตใต้แสงไฟ

คิดอย่างไรที่คนชอบคุณมากจากบท ‘พี่ผิน’ ในละคร บุพเพสันนิวาส

บทของเราเหมือนคำนำ เชิงอรรถ หรือบทอ้างอิง ในหนังสือที่ทุกคนเปิดข้ามไป แต่เราอยู่ในนั่นแหละ คุณแค่เปิดข้ามเราหรือเปิดไม่ถึงมาตลอด

ช่วงนี้พอละครมาแรง คนกระหายที่จะรู้ว่าเราคือใคร มีคนเปิดโปรไฟล์เรา โอ้โห ขุดเบอร์นี้เลยเหรอ โชคดีที่ชีวิตไม่ได้ไปทำอะไรเลวร้ายระยำตำบอนไว้เยอะ หลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ดังเนอะ แล้วไง คนสนใจเราเยอะขึ้น แต่พอละครซาไปคนก็ไม่คิดถึงเราแล้วแหละ เราคิดแบบนี้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นวัฏจักรวงการบันเทิง การไปยึดติดกับสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนทำให้เราทุกข์

อยู่ดีๆ คำว่า ‘ครูหยา’ ก็มา ใครเรียกก็ไม่รู้ ทั้งที่เราเป็นอาจารย์พิเศษสอนการแสดงมา 6 – 7 ปีแล้ว วิธีที่คนปฏิบัติกับเราก็เปลี่ยนไป ก็สนุกดี  อยากเรียกเราว่าอะไรก็เรียก ไม่เป็นไร เราถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นโอกาส เหมือนเราอยู่บนเวทีแล้วยืนตกไฟมาตลอด ตอนนี้สปอตไลต์ฟาดไฟฟอลโลว์มาดักซ้ายขวาหน้าหลัง ได้! งั้นลองเผชิญหน้ากับมัน

จรรยา ธนาสว่างกุล

คิดว่าชื่อเสียงเข้ามาหาคุณช้าเกินไปรึเปล่า

สมัยเข้าวงการใหม่ๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นช่วงอายุที่ใจแตกง่ายมาก ถ้าเลือกชื่อเสียง เงินทอง คนที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วยได้ทุกอย่าง ชีวิตเราคงเปลี่ยน แต่เรามองว่าอะไรที่มันเข้ามาตอนนี้ มันมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว โอกาสใหม่ๆ ในชีวิตเข้ามาเยอะ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเดี๋ยวก็จะดับไป เลยรับมืออย่างมีความสุข สนุกดี

 

คุณหลงรักการแสดงตั้งแต่เมื่อไหร่

มันอยู่ในสายเลือดมั้ง พ่อเราเป็นนักเต้นแชมป์ลีลาศ แต่เรามารู้เอาตอนโต เหตุผลที่เขาหยุดเต้นคือมีครอบครัว อาชีพนี้เลี้ยงครอบครัวไม่ได้

ตอนเด็กๆ เราไม่ใช่นักแสดงโรงเรียน เราทำกิจกรรมโรงเรียนเพราะผู้หญิงตัวสูงมีไม่เยอะ แค่ขึ้นไปยืนให้เวทีมันเต็มๆ เราไม่ได้คิดจะเป็นนักแสดงเลย จนกระทั่งตอนมัธยม โรงเรียนพาไปดูเบื้องหลังการทำงานของ ยุทธการขยับเหงือก เป็นรายการเกมโชว์ที่มีซีนละครสั้นๆ ทุกเทป วันนั้นมันมีการซ้อมละคร เราได้เห็นการต่อบท เห็นนักแสดงที่เป็นตัวเขาจริงๆ ไม่เหมือนในทีวีที่เคยดู แล้วเขาก็กลายเป็นตัวละครอื่น เดี๋ยวๆๆ สิ่งนี้มันคืออะไรวะ หัวใจเราเต้นแรงตุบๆๆ มันใหม่มาก ตื่นเต้น ตลอดชีวิตเราไม่เคยเรียนสิ่งนี้

เราหาข้อมูลถึงได้รู้ว่ามันอยู่ในสาขาวิทยุโทรทัศน์ คณะนิเทศฯ แต่เราไม่ได้อยากเรียนวิทยุโทรทัศน์ เราไม่อยากจับกล้องถ่ายรูป เราไม่อยากตัดต่อ เราชอบการแสดงต่างหาก สุดท้ายก็หาทุกคณะที่มีและเลือกเรียนการแสดงที่ ม.กรุงเทพ

 

พอเข้าไปเรียนแล้วได้พบสิ่งที่ต้องการรึเปล่า

โอ้โห มันเหมือนคนกระหายมาทั้งชีวิตแล้วได้ดื่มได้กิน กินได้ไม่หยุด ไม่รู้จักอิ่มสักที ความรู้สึกเหมือนน้ำเปล่ายังอร่อย ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ตาโตกับทุกอย่าง ทำอะไรก็ดีไปหมด ชีวิตสมัยอยู่โรงเรียนเต็มที่ก็ได้เกรด 2 เกรด 3 แต่พอมาเรียนการแสดง ได้ A ทุกวิชา เพราะเราชอบมันจริงๆ และเราตอบคำถามครูได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีการแสดง หรือต้องต่อยอด ตีความแล้วตอบ มันใช่มาก มันคือสิ่งที่ตามหามาตลอดชีวิต ถ้าบอกว่าชีวิตนี้ไม่เคยเจอคู่แท้ เราว่าคงไม่ใช่ เราเจอการแสดงแล้ว มันทำให้เราหลงรักหลงใหล ยอมเหนื่อยที่จะอยู่กับมัน ทำงานกับมันอย่างมีความสุข

ครูหยา

เจออะไรในการแสดง

เจอการปลดปล่อย เจอการค้นหาตัวเอง เพราะตลอดเวลาที่เรียนหนังสือมาเราโดนสั่งให้เป็น โดนบอกให้เป็น โดนขีดเส้นให้เป็น แต่การแสดงเป็นตัวละครตัวหนึ่งมันต้องฝึกทำความเข้าใจ ถกเถียงกับตัวเอง เราได้คิด ได้โดดเข้าไปหาตัวละคร เราเจอการทำงานกับบท กับการกำกับ กับฉาก มีความสุขมาก ไม่มีใครมาบอกว่าเราผิดหรือถูก มีแค่ใช่ หรือยังไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่เราพลาดที่ตรงไหน แล้วเราก็จะจำสิ่งนั้นไปตลอด เพราะเราได้เรียนรู้เอง

จบมาเราก็หวั่นใจตามสไตล์เด็กเรียนละครว่าจะทำอะไร เลยไปสมัครงานเป็นแคสติ้งที่โปรดักชันเฮาส์แห่งหนึ่ง ด้วยคุณสมบัติการเป็นนักเรียนการแสดง มันทำให้เราได้งาน แต่พอทำงานประจำไปสัก 2 – 3 ปี เรากลับไปสู่จุดเดิม คือทำตามคำสั่งของคนอื่น เราไม่ได้คิด ยกเว้นตอนวางแผนหรือแก้ปัญหา ไม่สนุก ไม่แฮปปี้ แต่ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปทำอะไร  เราเชื่อว่าเวลาที่ถูกต้อง จังหวะที่เหมาะสมจะบอกเราเองว่าต้องทำอะไร ก็เลยทำงานเก็บเงิน หาเงินไปปลดปล่อยให้ตัวเองสบายใจ จะได้มีแรงกลับไปทำงานวันรุ่งขึ้น

 

ช่วงที่ทำงานประจำ คุณได้กลับมาแสดงบ้างรึเปล่า

ไม่ เราทำงานแทบจะ 365 วัน ไม่ได้ดูละครเวที ไม่ได้เล่นละครเวที จนได้เจอพี่ณัฐ ผู้ก่อตั้งคณะละครเสาสูง (ณัฐ นวลแพง) เขาชวนให้เราไปเล่นละครเวทีกับเสาสูงเป็นเรื่องแรก เรื่อง ‘Oh Dad, Poor Dad, Mamma’s Hung You in the Closet and I’m Feelin’ So Sad’ เล่นที่โรงละครกรุงเทพ เราตอบรับเล่นเพราะกำลังจะลาออกจากงาน ปลดปล่อยตัวเองจากงานประจำ

จังหวะนั้นเรายื่นใบลาออกแล้วแต่เขาระงับไว้ก่อนเพราะอยากให้เราเทรนเด็กใหม่ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องออกกองถ่าย ออฟฟิศเราอยู่ตรงเมเจอร์ เอกมัย แล้วโรงละครกรุงเทพอยู่ท้ายซอยเอกมัย เช้ามาทำงาน ตกเย็นนั่งมอเตอร์ไซค์ไปซ้อมละคร ทุกวันอยากตื่นเช้ามาออฟฟิศ รีบทำงานให้เสร็จเพื่อไปซ้อมละคร มีความสุขมาก เหมือนเจอโอเอซิสครั้งที่ 2 หลังจากมหา’ลัย

ช่วงนั้นพี่ณัฐเขียนบททีวีให้อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล (ผู้กำกับรุ่นใหญ่ที่กำกับ บุญชู) ทีมโปรดักชันของอาเลยมาดูละครเรื่องนี้ ตอนนั้นเขากำลังทำละครทีวีเรื่องที่ 2 คือ นางสาวโพระดก แล้วเขาก็เห็นเรา แล้วก็บอกพี่ณัฐว่าอยากชวนเราไปเล่นละคร

เฮ้ย! อยู่ดีๆ ก็ได้เล่นละคร สมัยก่อนที่คนอยากเป็นดาราต้องพาตัวเองไปนั่งอยู่หน้าบันไดสยามบ้าง ไปเดินสยามบ้าง แต่เราอยู่ของเราเฉยๆ ในที่ของเราเอง ทำงานที่เรารักจริงๆ ก็มีคนมาเห็นแล้วเกี่ยวเราไปเล่น หลังจากนั้นก็เล่นละครทีวีตั้งแต่ปี 2547 จนถึงตอนนี้

 

ละครทีวีเรื่องแรกที่เล่น คุณรับบทเป็นอะไร

คนใช้! เริ่มต้นยังไง ชีวิตก็ดำรงอยู่กับมันแบบนั้น (ยิ้ม) ตอนนั้นเรามีทัศนคติที่ดีกับการทำงาน เพิ่งจบมาใหม่ๆ 3 ปี เราไม่ได้คิดว่าเราสวยกว่านางเอก เป็นคนใช้ก็เอาสิ สนุกดี แค่ไม่รู้ว่ามันจะออกมาอีหรอบไหนเพราะไม่เคยเล่นละครทีวี พอถามรุ่นพี่ เขาบอกว่าดูไว้นะ มันมี 3 กล้อง ไฟกล้องไหนแดง มึงก็หันไปรับกล้องนั้น ทีนี้เลยหันหน้าใส่ทุกกล้องจนเขาบอกให้เล่นไปตามปกติ (หัวเราะ) อ๋อ เขาหมายถึงกล้องมันทำงานไป เราก็ห้ามหยุดเล่น เราก็ค่อยๆ ปรับจูน ที่เขาบอกว่าเล่นใหญ่เป็นละครเวทีก็ค่อยๆ เข้าใจ ตรงไหนเราเยอะไปก็ปรับลด

ได้รับบทเป็นอะไรบ้าง

โอ้โห (คิดนาน) สารพัด แต่อยู่ใต้คำว่าคนใช้ คนใช้ทุกรูปแบบ คนใช้ในบ้าน คนใช้ในออฟฟิศ หรูหน่อยก็เป็นคุณนาย อาเจ้ ผู้หญิงแก่มีผัวเด็ก แม่ค้าปากตลาด เจ้าของบ่อน เจ้าของซ่อง กะหรี่รุ่นใหญ่ แต่ไม่น่าจดจำอะไร พื้นที่ของตัวละครแบบนี้ในละครทีวีมีน้อย ไม่ค่อยได้เล่าหรือแสดงอะไรออกมามากเท่าไหร่ เราเลยต้องใช้สิ่งที่ไม่ใช้ในละครเวที คือทำงานกับตัวละครแบบ Stereotype ดึงความคลิเช่มาใช้เพื่อให้ตัวละครชัดขึ้น

จรรยา ธนาสว่างกุล

จรรยา ธนาสว่างกุล

ตอนไหนที่คุณเริ่มรู้สึกไม่พอใจบทบาทแบบนี้

หลังจากทำงานไปสักประมาณ 5 ปี มีงานมาเรื่อยๆ ปากต่อปาก เราไม่ได้รู้สึกแย่ที่เป็นตัวประกอบนะ เพราะเราคิดว่าเรามาทำงาน แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่คือสิ่งที่คนรอบข้างปฏิบัติต่อเรามากกว่า เช่น เป็นเอ็กซ์ตร้าต้องกินน้ำในกระติกรวมกัน เดี๋ยวก็ติดหวัด ติดไวรัสตับอักเสบบีมั้ย เราต้องเตรียมซื้อขวดน้ำมาดื่มเอง เตรียมกระบอกน้ำของตัวเอง

ศัพย์เรียกเราในกองถ่ายคือ เอ็กซ์ตร้าเมน คือเอ็กซ์ตร้าที่มีบทพูด แต่เขาก็ยังมองเราเป็นตัวประกอบทั่วไป มันหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเราเจอผู้ช่วยผู้กำกับคนหนึ่งที่พูดกับเราแบบไม่ให้เกียรติ เสียงดัง มารยาทแย่ เขาคงใช้วิธีนี้จัดการกับเอ็กซ์ตร้ามาตลอด เราไม่โอเค พูดดีๆ ก็เข้าใจ ทำไมต้องปฏิบัติกับเราแบบนี้ วันนั้นอีโก้เราเริ่มถูกงัดมาทำงาน เฮ้ย เราไม่ได้มาเดินเข้าฉากงงๆ นะ เราจบการแสดง ตอนเรียนเราเป็นตัวท็อปของภาค ใครๆ ก็อยากให้เราไปเล่น เราเจอบทยากๆ หนักหนากว่านี้มาตั้งเยอะ

หลังจากนั้นอีโก้เราก็อยู่ตรงนั้น ไม่ยอมไปไหน จนมันกร่อนคำว่า คนใช้

ยิ่งตอนถ่ายละครเรื่อง ปัญญาชนก้นครัว เรื่องย่อคือนางเอกเป็นนักเรียนการแสดงที่ปลอมตัวเป็นคนใช้เพื่อทำธีสิสจบของตัวเอง เราเล่นเป็นคนใช้ไม่ดี ประจ๋อประแจ๋คุณนายกับคุณหนูตัวร้าย ฉากนั้นตัวร้ายไม่อยากไปงานเพราะไม่อยากไปเจอคนจบการแสดง ตัวเองเด่นไม่เท่า อะไรก็สู้เขาไม่ได้ แม่เลยบอกว่า

“ไม่ต้องห่วงหรอกลูก พวกเรียนการแสดงน่ะนะ จบมาก็รับแต่บทคนใช้”

เราที่นั่งนวดขาอยู่ข้างล่างคือหยุดกึก จี๊ด อึ้งไปเลย ตรงนั้นไม่มีใครรู้ว่าเราจบการแสดง และบทนั้นก็เขียนมา นักแสดงไม่ได้แต่งเอง ทำไมมันจริง ทำไมเราต้องเป็นคนใช้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอ

เราเริ่มหมกมุ่นจนอยากหยุดรับงาน ใจไม่สนุกแล้ว ไม่รู้จะบำบัดตัวเองยังไง อึดอัดมาก เวลาใครมาทักว่าเธอใช่มั้ยที่เล่นเป็นคนใช้เรื่องนั้นเรื่องนี้ เราหวีดใส่เขาเลยว่า ไม่ใช่! เขาไม่ได้ผิดอะไรเลยแต่เราโกรธ ทำไมต้องทักว่าเราเป็นคนใช้ ไม่ต้องทักก็ได้ถ้าทักแบบนี้ ใครโทรมาชวนไปเล่น บทอะไรคะ คนใช้บ้านนางเอก เอาคนอื่นเล่นได้มั้ยคะ คิวไม่ได้ ต้องโกหกเป็นอื่นไป

ช่วงที่งานน้อย รุ่นน้องเราที่สนิทกันมากไปอยู่ลาสเวกัสกับแม่ เรารักและคิดถึงเขา เขาก็ชวนว่าเจ้มาทำงานคาสิโนที่นี่เลย เล่นไพ่ไม่เป็นไม่เป็นไร รู้แค่สิ่งที่ต้องทำก็พอ ตอนนั้นเกือบจะไปแล้ว ดีนะที่เราไม่หนีไปแจกไพ่ซะก่อน

หยา จรรยา ธนาสว่างกุล

อะไรที่ดึงคุณกลับมาเป็นนักแสดง

เรากลับมาดูละครเวทีที่เทศกาลละครกรุงเทพ เมื่อเกือบๆ 10 ปีที่แล้ว รู้สึกเลยว่าต้องกลับมาเล่นละครเวที นี่คือสิ่งที่บำบัดเรา เรากำลังมีปัญหา ความเป็นนักเรียนการแสดงมันใหญ่โตมากจนคับโลก เบสิกหลักที่เราเคยรู้คือการยอมรับการเป็นตัวละครมันหายไปหมดแล้ว เพราะเราเกลียดตัวละคร (เน้นเสียง) เราเกลียดอาชีพตัวละคร เราเกลียดเข้าชีวิตประจำวันเลยด้วยซ้ำ และมันทำให้เราทุกข์

เราตัดสินใจว่า ได้ ถ้าต้องดำเนินชีวิตโดยรับแต่บทคนใช้ต่อไป ก็จะขอทำมันให้ดีที่สุด เอาแบบว่าฉันจะเป็นคนใช้ที่โลกต้องจำ หลังจากนั้นคือปลดล็อกตัวเอง สบายละ กระโดดไปเล่นเป็นคนใช้ได้เหมือนช่วงแรกที่ทำงาน ระหว่างนั้นก็ตั้งใจว่าจะเล่นละครเวทีอย่างน้อยปีละเรื่อง เพราะเราใช้ชุดการแสดงสำเร็จรูปมาเยอะเพื่อสร้างมิติให้ตัวละคร พอมันทำงานแบบนี้เยอะๆ มันจะหยาบทบไปเรื่อยๆ ทุกปีเราต้องมาชำระล้างจิตใจ ขัดถูใจให้ละเอียดขึ้นด้วยการเจอละครเวที ได้เล่นได้ซึมซับพลังงานดีๆ เข้าตัวเองแล้วกลับไปทำงานต่อ มันช่วยได้เยอะเลย เราจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะสิ้นปี จะได้มาเล่นละครเวทีสักที

 

ดูคุณรักละครเวทีมากกว่าละครทีวีเยอะ

เราแบกความมุ่งมั่นคนละชุด เรามีจิตวิญญาณ มีเรื่องราวที่จะบอก มันคนละเรื่องกัน คนที่เห็นเราในทีวีอย่างเดียวไม่เคยรู้ว่าเราทำอะไรแบบนี้ คนที่ร่วมงานกันก็รู้บ้าง แต่ไม่เคยเห็นภาพ เพราะพื้นที่ละครเวทีโรงเล็กในเมืองไทยก็น้อย แต่เราก็ชัดเจนในพื้นที่ของเรา

 

ละครเวทีเรื่องไหนที่ได้เล่นแล้วมีความหมายกับคุณมากที่สุด

ละครเรื่อง ‘ฮิห้า…อิอิ (Hi5…eiei)’ ของคณะเสาสูง ประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่เรากระโดดกลับเข้ามาทำละครเวที เป็น Stage Director คอยดูซ้อม รันคิว ต่อบทนักแสดง พากย์เสียงตัวละครเป็นภาษาอังกฤษ แล้วไปเล่นโร้ดโชว์จังหวัดที่อยู่ชายทะเล ชลบุรี ภูเก็ต เรารู้สึกดี เป็นการทำงานที่ปลดปล่อยมาก

เรารู้สึกเหมือนพี่ณัฐทดสอบเราอยู่ห่างๆ เพราะเราห่างหายจากละครเวทีไปนานมาก เขาอยากเห็นแพสชันความอยากทำงานของเรา หลังจากโร้ดโชว์มีนักแสดงเล่นต่อไม่ได้ เราเลยได้เล่นแทน มาเล่นจริงในเทศกาลละครกรุงเทพที่ป้อมพระสุเมรุ แล้วคนดูแน่นทะลัก มันปลุกผีในตัวเรา เราได้กลับมาหมด ทั้งใจเรา ทั้งความรู้สึกอิ่มเอม ได้ชื่อของเสาสูงให้กลับมาเหมือนเดิม และได้ตราประทับว่าเป็น Soloist หญิง เพราะมันเป็นการแสดงเดี่ยว 40 นาที

หยา จรรยา ธนาสว่างกุล จรรยา ธนาสว่างกุล จรรยา ธนาสว่างกุล

หลังจากเล่นละครมานาน คำติด้านการแสดงอะไรที่คุณคิดว่าร้ายแรงที่สุด

ส่วนใหญ่นักวิจารณ์จะบอกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเราอยู่แล้วจากในทีวี หรือบอกว่างานนี้รอดได้เพราะชั่วโมงบิน แต่ที่เราโกรธคือละครเรื่อง ‘พบรักมักกระสัน’ กายภาพเราคือคนตัวโคตรใหญ่ ไม่ใช่คนตัวเล็กมุ้งมิ้ง แต่เราต้องเล่นเป็นผู้หญิง 5 คน เราทำการบ้านหนัก ลดน้ำหนัก ซื้อคอร์สเฟิร์มร่างกาย เข้ายิม ดูแลอาหาร จากน้ำหนัก 70 กว่ากิโล เราลดน้ำหนักไป 13 กิโลเพื่อละครเรื่องนี้ เพราะมันมีฉากถอดเสื้อ ใส่ชุดน้อยชิ้น เราไม่ต้องการให้คนดูรู้สึกสะอิดสะเอียนจนเกินไป แต่เราเจอคำวิจารณ์ว่าเราดูเหมือน พริตตี้ร่างยักษ์ พอเจอการวิจารณ์เชิงกายภาพแบบนี้เราหงุดหงิด เออ กูก็รู้ว่ากูไม่สวยอยู่แล้ว แสดงว่าตลอดเวลาที่ดู คุณอยู่กับรูปร่างหน้าตาอย่างเดียวนี่ คุณไม่อยู่กับการแสดง เราตัดต่อตัวเราให้เล็กลงกว่านี้ไม่ได้ เราก็เดินมาแตะครึ่งหนึ่งแล้วนะ ที่เหลือดูการแสดงเราสิ

 

มีบทบาทไหนที่คุณไม่รับเล่นไหม

ถ้าละครเวทีนี่สู้ตาย ไม่มีเลย มีแต่กังวลว่าจะแตะมันอย่างไร จะเข้าใจมันอย่างไร กังวลว่าจะทำได้ไม่ดี

 

แล้วบทไหนที่อยากเล่น แต่ยังไม่เคยได้เล่น

บทผี อยากร้องเพลงก็ได้ร้องแล้ว ยังไม่เคยเชิดหุ่น กำลังจะได้เชิดในละคร ‘ลูกหมาป่า’ และยังไม่เคยเต้น มาอยากเอาตอนแก่นี่ก็ยาก เดินขึ้นบันไดสามชั้นก็หอบแล้ว

ช่วงนี้เรารับบทแม่เยอะขึ้นในละครเวที เป็นแม่ในหมวดต่างๆ ที่มีความลึก แม่ติดยา ติดเหล้า แม่เล่นคุณไสย ปลุกวิญญาณคนตาย ทุกครั้งเราได้ค้นหาการเป็นแม่ที่ไม่เหมือนแม่เรื่องที่แล้ว สนุกกับการเล่นบทแบบนี้มากเลย

หยา จรรยา

ภาพ: มณีนุช บุญเรือง

CONTRIBUTORS

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการหมวดท่องเที่ยวและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจงานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

มณีนุช บุญเรือง

สาวชาวเชียงใหม่ อดีตช่างภาพ a day BULLETIN LIFE หลงใหลในแสงแดด พอๆ กับอเมริกาโนฮ้อนๆ เจ้า