ก๊อต-จิรายุ ตันตระกูล เป็นที่รู้จักชั่วข้ามคืนผ่านบทพระเจ้าเสือ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส เมื่อ 3 ปีก่อน

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เขาเข้าวงการบันเทิงและมีละครเรื่องแรกกับช่อง 3 ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 เคยเล่นเรื่อง ดวงใจอัคนี และ คุณชายพุฒิภัทร จนใครหลายคนคุ้นหน้า รู้ว่าเขาคือดาราฝีมือดีคนหนึ่ง 

หลังปีทองแห่ง บุพเพสันนิวาส จบลง 2 ปีที่ผ่านมานี้เขาทุ่มเทให้กับการเล่นภาพยนต์เรื่อง จอมขมังเวทย์ และ คืนยุติ-ธรรม เป็นบทบาทที่ท้าทายพลังแห่งการแสดงของก๊อตมากเลยทีเดียว ซึ่งปีนี้เขาก็มีละครที่กำลังถ่ายทำอีกทั้งหมด 5 เรื่อง ให้แฟนๆ ได้หายคิดถึง

ในมุมเบื้องหลังการทำงานอาชีพนักแสดง ก๊อตใช้ชีวิตอย่างชายผู้รักการสร้างงานศิลปะ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ในวัย 32 ปี ก๊อตกำลังมีงาน Solo Exhibition ครั้งแรกที่ Joyman Gallery พื้นที่ชั้นสองของแกลเลอรี่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบด้วยงานศิลปะแนว Abstract Expressionism ชื่อว่า Transience อธิบายสภาวะชั่วคราวของจิตใจมนุษย์ ที่ก๊อตได้มีประสบการณ์ค้นพบด้วยตัวเองผ่านการนั่งสมาธิประจำทุกวัน

เขามีคุณสมบัติของการเป็นนักถ่ายทอดที่ดี สังเกตได้จากการแสดง การเขียนบันทึก การเล่นดนตรี และการวาดภาพที่ก๊อตพยายามแสดงตัวตนออกมาให้แฟนคลับได้ชื่นชมผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว

ทุกเฟรมภาพวาดที่จัดแสดง ก๊อตบรรจงละเลงแต่ผลงานภาพวาดอย่างหนักแน่นและเป็นอิสระ เฉดสีอันเข้มข้น เส้นสายแห่งการกระจายตัว รอยพื้นผิวขรุขระสลับเรียบ ล้วนเอื้อให้เกิดจินตนาการล้านรูปแบบแล้วแต่คนจะมอง นี่อาจเป็นเวทมนตร์ของงาน Abstract ที่ให้ผุ้ชมจินตนาการอย่างไร้กรอบ ไร้กฎเกณฑ์ และไร้ข้อจำกัดของเวลา

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง
ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ลองไปชมภาพวาดเขา ทุกภาพสนุกและมันมาก ขออนุญาตเชิญชวนผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมาในบรรทัดนี้

บ่ายวันอาทิตย์ในเดือนมีนาคม เรามีนัดกับก๊อตที่บ้านของเขา บ้านหลังนี้ก๊อตตั้งใจซื้อไว้นอกเมืองเพื่ออยู่กับความสงบ

เราก้าวผ่านประตูรั้วเข้าไป ต้นไม้ฟอร์มสวยน้อยใหญ่รายล้อมต้อนรับ สวนเขียวขจีมีเก้าอี้นั่งไว้เอนพัก ทางเดินสีขาวนำไปสู่ห้องทำงานศิลปะที่สร้างแยกออกมาจากตัวบ้าน มีบันไดวนสีดำด้านหน้าสำหรับพาขึ้นไปดาดฟ้าชั้นสอง

บ้านหลังนี้กำลังบอกผู้มาเยือนว่า เจ้าของบ้านหลังนี้ได้ค้นพบแพสชันอันเป็นสุนทรีย์ของชีวิต ชอบอยู่กับธรรมชาติ เพลิดเพลินกับความสันโดษ และเป็นมิตรกับผู้คน

วันนี้เรามาคุยกับก๊อตใน 2 ประเด็นหลัก หนึ่งคือ ในฐานะนักแสดงที่กำลังมีงาน Art Exhibition เป็นของตัวเอง และสอง ในฐานะชายที่ตั้งมั่นกับการเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์

บทสนทนาต่อจากนี้ออกจะนามธรรมอยู่บ้าง เราอยากให้คุณค่อยๆ อ่านละเลียดทุกตัวอักษรตั้งแต่นี้ไปจนจบ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

เราติดตามในอินสตาแกรม เห็นว่าคุณทำงานศิลปะมาตลอด จริงๆ แล้วชอบวาดรูปมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า

ใช่ครับ แม่สอนเราด้วยการวาดรูปให้ดูตลอด เราจึงสื่อสารด้วยการวาดรูป

แสดงว่าการวาดภาพอยู่ในชีวิตก๊อตมาตลอด

เราทำงานศิลปะมาตลอด ก่อนเป็นงาน Abstract ที่โชว์อยู่ ปกติจะเอาไดอะล็อกที่ทำงานการแสดง สคริปต์ บท มาตีความเป็นเส้นเป็นสาย เราทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละครนั้นด้วยภาพที่วาดเอง เช่น วาดรูปเพื่อกำหนดการเปล่งเสียงของไดอะล็อก วาดรูปเพื่อเข้าใจตัวละครในฉากนี้ รูปแบบภาษามีขีดจำกัดเยอะมาก แต่สีและเส้นมันให้อิสระมากกว่า เราใช้สีและเส้นเป็นตัวกำหนดว่าประโยคพูดแบบนี้ต้องโฟลว์ยังไง

จริงจังกับการวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่

เริ่มทำงานชิ้นใหญ่ตอนที่เริ่มมีกำลังทรัพย์ เมื่อก่อนไม่มีตังค์เราก็นั่งวาดรูปเล็กๆ ในกระดาษ ดินสอ อุปกรณ์น้อย แต่พอเริ่มมีกำลังมากขึ้น เราทำบัญชีสำหรับซื้อสีพวกนี้โดยเฉพาะ เราไม่หวงเงินกับการทำงานศิลปะ วินาทีแรกทำเพราะความสนุกเท่านั้น ไม่มีความคิดว่าจะต้องขายงานพวกนี้ให้ได้

อะไรทำให้ตัดสินใจโชว์งาน

มีจุดเปลี่ยน มีคนทักมาว่า เขาเข้าใจนะว่าเราทำงานด้วยความรัก แต่อย่าลืมว่าคนที่เสพงานด้วยความรักก็มีเยอะ เราควรแบ่งปันเรื่องพวกนี้ด้วย นั่นเป็นวินาทีแรกที่เริ่มรู้สึกอยากโชว์งาน เมื่อก่อนเราปิดตา เพราะเรามัวแต่ให้กรรมพันธุ์ทางสังคมหล่อหลอมเรามาว่าคนที่จะโชว์งานศิลปะได้ ต้องเรียนจบนั่นนี่มานะ แต่มันเป็นความจริงของคนอื่น ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงของเราอีกต่อไป

รูปที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่ Joyman Gallery คุณต้องการถ่ายทอดอะไรให้คนได้เห็น

เป็นสภาวะความหยาบและความละเอียดที่ไม่เท่ากันของการสังเกตภายในของเรา เป็นประสบการณ์ตรงผ่านการนั่งสมาธิ สิ่งที่มันเกิดขึ้นในรูปภาพคือเสี้ยววินาทีเดียวของสภาวะทั้งหมด วินาทีนี้เราคิดถึงเรื่องหนึ่ง วินาทีต่อไปเราคิดถึงอีกเรื่องหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนเกิดขึ้นอยู่ในชีวิตตลอดเวลา แล้วแทนค่าด้วยสีต่างๆ นำเสนอเป็นสี่สี คือ ดำ เทา แดง ขาว ส่วนบางรูปที่มีสีฟ้าเข้าไปด้วยเพื่อให้คนเห็นว่าเรามีความหลากหลายทางอารมณ์ในการทำงานนะ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง
ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

แล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ในชีวิตตลอดเวลานั้นคืออะไร

ตัวอย่างเช่น เราจะกล้าบอกไหมว่าเราไม่ใช่คนเดียวกับเราตอนห้าขวบ แล้วเราจะกล้าบอกไหมว่าเราคือคนเดียวกันกับคนคนนั้น เราคือคนเดียวกันที่ไม่ใช่คนเดียวกันอีกต่อไป เราตอนห้าขวบกับตอนนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมานับไม่ถ้วน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นสังเกตได้ด้วยสมาธิว่ามันเกิดดับยังไง ชีวิตมันเหมือนเป็นเปลวเทียนที่วูบขึ้นและดับรวดเร็วมาก เราตอนห้าขวบกับเราตอนนี้แทบจะเป็นคนละคน เพราะฉะนั้น เราเฝ้าสังเกตสภาวะความเปลี่ยนแปลงอย่างตรงไปตรงมาด้วยใจที่เป็นกลาง คือไม่ให้ค่าว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่าดีหรือไม่ดี ไม่แปะป้ายความรู้สึกทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นในปัจจุบันขณะ เราแค่รับรู้ไปเรื่อยๆ

ทำไมถึงชอบนั่งสมาธิ

เราต้องนั่งสมาธิเพราะการรับรู้เราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เราต้องใช้สมาธิฝ่าความโง่เขลาจากกรรมพันธุ์ทางสังคมที่สอนให้จำกัดความ แบบนี้เรียกแข็ง อันนี้สีแดง แบบนี้เรียกสวย ทุกอย่างต้องมีชื่อเรียก แล้วพอเรายึดติดอยู่ในชื่อเรียก เราจึงเป็นมนุษย์ที่ทุกอย่างต้องอธิบายได้ เราห่างความรู้สึกจริงๆ ไปทุกที กินข้าวไม่รู้รสชาติ ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง มองแต่ไม่เห็น การจะทะลุกรอบพวกนี้ไปต้องหยั่งลึกเข้ามาในตัวเอง แล้วเห็นสภาพความเป็นจริงว่ามันมีแต่ปฏิกิริยาเกิดดับเท่านั้น

สิ่งนั้นเลยทำให้ก๊อตถ่ายทอดออกมาเป็นวาดภาพ Abstract หรือเปล่า

งาน Abstract มันถูกจริตเราที่ได้กลับไปเป็นเด็กเล่นสนุกอีกครั้ง เพราะมันไร้ขีดจำกัด ทั้งเรื่องของกรอบ ความแม่นยำ และความเป๊ะ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ไม่ต้องมีรูป ไม่มีฟอร์ม

แล้วสภาวะภายในของเรามันมีรูปมีฟอร์มจริงๆ หรอ

ไม่มี

ถูกไหม ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นตลอด 

ความเดิมแท้ของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มันไม่มีรูปคงอยู่ มันคงรูปอยู่แค่แป๊บเดียวแล้วก็เปลี่ยนแปลง ที่ดินที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ ร้อยปีที่แล้วมันเป็นอะไร สองพันปีหรือแสนปีที่แล้วล่ะ เราจะเห็นว่ามันมีแต่ความเปลี่ยนแปลง เพราะงั้นเราจึงบันทึกความเปลี่ยนแปลงในลักษณะความหยาบและความละเอียดที่ประจักษ์ภายในตัวเอง

เราสนใจเรื่องเทกเจอร์เพราะมันดูได้ไม่จบ งานจึงใช้ทรายหยาบผสมทรายละเอียดที่ไม่เท่ากัน เราทดลองเยอะมากเพื่อให้ได้งานแบบนั้น

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง
ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ทดลองอย่างไร

เวลาลงสีไปเสร็จ เราหยุดยืนดูมันแล้วรู้สึกว่าไปเชื่อมกับความทรงจำบางอย่างไหม ถ้าดูแล้วไม่รู้สึกอะไร รู้สึกขัดแย้งไปหมด ลบ ทำใหม่

ต่อมาเรื่องของสี หลายคนอาจบอกว่าสีมันรุนแรง ให้พลังหรืออึดอัด ซึ่งเราว่าสีเป็นเรื่องของจริต และการตีความส่วนตัว เช่น สีดำ เราตีความว่าเวลาหลับตาอยู่ในมิติแห่งจิต เราเชื่อมโยงกับความดำ ความมืดทั้งหมดของจักรวาล ในขณะที่สีแดงแทนค่าถึงเลือดเนื้อ หมายถึงการกลับเข้าสู่กาย เป็นการกลับเข้ามาสู่ความเป็นจริงตามสภาวะตัวเอง ว่าเรานี้ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากชิ้นเนื้อ กระดูก อวัยวะ เลือดทั้งหลายมารวมกันเป็นกลุ่มก้อน

มีประโยคหนึ่งบนบอร์ดที่แกลเลอรี่ บอกไว้ว่าภาพวาดของคุณมีองค์ประกอบร่องรอยแห่งการปะทะอย่างรุนแรงกับความสงบนิ่งอย่างสมดุล

คลื่นที่รุนแรง มันก่อตัวจากน้ำที่นิ่งสงบ ฟีลนั้นแหละ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

สังเกตได้ว่าทุกรูปมีแพตเทิร์นที่กระจายมาจากตรงกลาง

ใช่ ประมาณนั้น เพราะเวลาครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่าง เราเจอคำตอบจนเกิดปัญญาได้ หมดความสงสัย เหมือนการแตกโพละ สว่างไสวกระจ่างในตัวเอง ซึ่งมันคือการพิจารณาธรรมที่อยู่ในใจ เช่น เราเห็นแล้วว่าจิตใจที่มีความอิจฉามันส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ร่างกายจะเกิดความแน่นบริเวณหน้าอก อุณหภูมิร่างกายจะเปลี่ยน ในขณะเดียวกันความอิจฉาก็ทำให้เราปรุงแต่ง ตอบโต้ แล้วดึงความคิดด้านลบเข้ามาทำให้เราตัดพ้อง่าย ดูถูกตัวเอง ขาดความมั่นใจ เวลาสติปัญญาพิจารณาครบองค์ จะเห็นเลยว่าเหตุนี้เชื่อมโยงกับเหตุนี้ แล้วสาเหตุที่เกิดความอิจฉาก็เพราะว่ายังยึดมั่นในตัวตน เวลาที่ใจมันแจ้ง เหมือนแรงแตกโพละที่กระจายจากตรงกลางออกไป 

เราเห็นจิตใจเป็นแบบนี้ได้เพราะนั่งสมาธิอยู่กับมันอย่างครบองค์ประกอบมาหลายชั่วโมง

อย่างครบองค์ประกอบที่ว่าคือ

ขั้นแรกเราพิจารณากายผ่านการสังเกต

ขั้นที่สองพิจารณาประสาทสัมผัสที่เกิดขึ้นในกาย แม้แต่ในตัวเองยังมีความต่างนับล้านชนิดที่ไม่เท่ากัน ร่างกายบางส่วนตึง แข็ง แน่น บางส่วนโฟลว์ เบา โปร่ง โล่ง นี่คือการกลับเข้ามาสู่สภาวะกายกับความรู้สึก 

ต่อมาสังเกตสภาวะจิต เช่น จิตตอนนี้ไม่มีโทสะ ไม่มีโมโห ไม่มีง่วงเหงาหาวนอน ไม่มีอิจฉา 

ส่วนฐานที่สี่ คือ ฐานธรรมชาติ รู้ว่าจิตตอนนี้สบายๆ เฉยๆ ไม่เฉยซะทีเดียว สุขอ่อนๆ สุขเพราะได้พูดสิ่งที่ชอบ การได้พูดสิ่งที่ชอบทำให้มีความสุข

เราพิจารณาแบบนี้เป็นขั้นๆ มันจะละเอียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่จิตใจเราละเอียดขึ้น เราจะเห็นความหยาบในตัวเองเยอะ ทำให้เราใช้ทรายในงานเยอะมาก เรียกว่าเป็นการยอมรับความเป็นจริงผ่านการสำรวจตัวเอง

เข้าใจแล้ว รูปที่คุณวาดอธิบายสภาวะความเปลี่ยนแปลง

แล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้น เวลาดูรูป เราต้องใส่จินตนาการเข้าไป คนทั่วไปใช้แค่สายตาดู แล้วสายตามาพร้อมการรับรู้อดีต คนเราไปดูรูปพร้อมกับอดีตของแต่ละคน จึงไม่เห็นปัจจุบัน และยังไปพร้อมกับการหล่อหลอมว่าทุกอย่างคุณต้องอธิบายได้หมด ยิ่งเราสนใจคำอธิบายมากขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งห่างความรู้สึก แล้วพอเราห่างความรู้สึก เราจินตนาการอะไรต่อไม่ได้เลย แต่ถ้าเราเริ่มรู้สึกเรามองภาพวาดหนึ่งได้เป็นล้านรูปแบบ น้อยคนมากที่จะเห็นมันจริงๆ 

อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ท่านบอกไว้ว่า ผมไม่สนใจเรื่องคำอธิบาย ผมสนใจเรื่องความรู้สึก เพราะความรู้สึกอยู่ในมิติที่มองไม่เห็น

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง
ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ซึ่งความรู้สึกของมนุษย์มันมีนับไม่ถ้วน คงไม่ได้มีแค่ชอบหรือไม่ชอบ

เราว่าจริงๆ แล้ว ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ เป็นความคิดที่เราปรุงแต่งตามความรู้สึก ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น เชื่อมไปสู่ความทรงจำ ความทรงจำเชื่อมไปสู่ความคิด ความคิดจึงสั่งว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดี ถ้าดีเราก็อยากได้อีก เรียกว่าโลภ ถ้าไม่ดีเราก็ไม่ชอบ ผลักออกไป เรียกว่าโทสะ เราวิ่งหนีสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อไปหาความชอบตลอด 

ไม่รู้สิ เราแค่มองเห็นโลกไม่เหมือนคนอื่นมั้ง เมื่อก่อนก็มองโลกแบบหยาบๆ เต็มไปด้วยข้อสงสัยแต่พยายามเข้าใจมันน้อย คนส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถาม มันคืออะไร ทุกอย่างต้องอธิบายได้ สมมติตอนนี้เรากำลังเล่นชิงช้า ถ้ามีคนมาถามว่าเล่นไปทำไม…

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ไม่รู้เหมือนกัน เล่นแล้วมีความสุข

อืม (ยิ้ม) ใช่ไหม งานศิลปะเป็นแบบนั้น เรามีความสุขกับมัน แต่พอโตขึ้นทุกอย่างต้องอธิบายได้ แม้แต่เล่นชิงช้าว่าเล่นไปทำไม ก็เราแฮปปี้ (หัวเราะ) ศิลปะคือสิ่งนี้แหละ คือสมองซีกขวา คือเรื่องของความรู้สึก

ถ้างานศิลปะต้องใช้ความรู้สึก แล้วการใช้ชีวิต คุณใช้ความรู้สึกหรือเหตุผล

ทั้งสอง ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ต้องกลับมาส่องดู เหตุผลเป็นสิ่งที่ต้องใช้ เช่น ถ้าตอนนี้เราเป็นทุกข์อยู่ อะไรเป็นเหตุของความทุกข์ อะไรกำลังกวนใจเราอยู่ แล้วทำไมต้องเปลี่ยนความรู้สึกตัวเอง 

ถ้าความรู้สึกที่เราปล่อยออกไปมันไม่เวิร์ก ต้องมาตั้งคำถามว่าทำไมฉันจึงไม่มีความสุขในปัจจุบัน

หากเรารู้วิธีเฝ้าสังเกตตัวเอง จะพบว่าที่ร่างกายและความรู้สึกของฉันไม่ค่อยมีความสุขเป็นแบบนี้ เหตุผลแรกเป็นเพราะฉันนอนน้อย สอง มีเรื่องกวนใจ ฉันมีงานบางอย่างที่ต้องทำให้เสร็จแต่ผัดวันประกันพรุ่งกลายเป็นดินพอกหางหมูไว้หลายชิ้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขในปัจจุบัน เราก็จะสาวไปเรื่อยๆ

ทำไมเราควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าสังเกตแบบนี้

ถ้าเรามองคนเหมือนการฉายภาพ มันจะไม่มีมิติอื่น แต่ถ้ามองคนเป็นเหมือนไม้เลื้อย เราจะค่อยๆ สังเกตเขา มองไต่เขาขึ้นไปตั้งแต่เท้า ข้อเท้า หัว เอว เสื้อผ้าที่ใส่ หมวกที่ใช้ ตุ้มหูที่มี นาฬิกาบนข้อมือ การใส่เสื้อผ้า บุคลิกทางการเดิน ซึ่งบ่งบอกถึงสิ่งที่เขาผ่านมา ดูแลตัวเองหรือไม่ ใส่ใจกับอะไรบ้าง แล้วพวกนี้แหละเป็นวัตถุดิบทางการทำงานศิลปะทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะการแสดง เมื่อนักดนตรีสังเกตก็จะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องพวกนี้

คล้ายๆ นักเขียนก็ต้องสังเกต จดจำรายละเอียดแล้วก็เขียนถ่ายทอดในรูปของตัวอักษร

ใช่ เราชอบอ่านโกวเล้ง เขาสื่อสารภาษาในประโยคสั้นๆ ที่ทำให้เราแสดงได้เลย เช่น สองบุรุษจ้องหน้ากันต่อให้ภูเขาพังทลายก็ไม่กะพริบตา, ใบหน้าของมันใครดูก็รู้ว่ามันไม่อยากพบปะคน, มีดของมันไม่ต้องใช้หินลับ มันใช้กระดูกและคอคนเป็นที่ลับมีด นี่หมายถึงความอำมหิตของตัวละครตัวนั้นสุดๆ เราใช้พวกนี้เป็นวัตถุดิบทางการแสดง อีกอันที่ชอบ มันพยักหน้าด้วยความคล้ายเข้าใจ คือ ไม่เข้าใจ แต่พยักหน้า (หัวเราะ) โกวเล้งชอบมีภาษาแบบนี้อธิบายเหตุผลที่ไร้เหตุผล (หัวเราะ)

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

แล้วการฝึกสมาธิเชื่อมกับการเป็นนักแสดงด้วยไหม

เชื่อม เพราะว่าการทำงานแสดงคือการแสดงออกมาภายนอกซึ่งเคลื่อนด้วยภายใน สมาธิ เพิ่มการจดจ่อในการจัดการร่างกาย และใช้จินตนาการด้วย เช่น วัตถุดิบทางการแสดงเทคนี้จะใช้อะไร เป็นการเล่นด้วย Sense Memory กับ Emotional Memory ผสมกัน เช่น กินไอศกรีมหวาน เราจำได้ว่าทำให้เกิดอารมณ์ดี รสชาติอร่อย หน้าเราก็ยิ้ม และมีการเคลื่อนไหวทุกอย่างครบหมดเลย 

การนั่งสมาธิทุกวันมันทำให้เราเจอวัตถุดิบไปใช้ในการแสดงเต็มไปหมด และใช้จินตนาการที่แข็งแรงมาก แล้วพอละเอียดอ่อนเรื่องการแสดงให้ออกมาเป็นงานอาร์ต จึงมีทางเลือกให้ไปเยอะ

ทั้งหมดที่คุยกันมา ก๊อตเรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง

จดบันทึกทุกวัน สำคัญมาก คิดอะไรไม่ออก เขียนขอบคุณไว้ก่อน ให้ทายว่าเมื่อวาน เราเขียนขอบคุณอะไรหลังจากอาบน้ำเสร็จ

ฝักบัว

โน ไดร์เป่าผม เขียนขอบคุณบริษัทที่ผลิตไดร์เป่าผมยี่ห้อนั้นมา แรงสะใจฉิบหาย (หัวเราะ) แล้วพอขอบคุณไดร์เป่าผมได้ มันจะค่อยๆ ขอบคุณกระจกที่เราส่องหน้า ครีมทาหน้า หน้าเด้ง (หัวเราะหนักมาก) กิจกรรมเล็กๆ ทำให้เราเอ็นจอยได้หมด ขอบคุณ ถ้าไม่ผลิตมากูไม่มีใช้ เซ็งนะเนี่ย 

ขอบคุณทุกอย่างที่ขวางหน้าเลยหรอ

จริงๆ ทุกอย่างน่าขอบคุณหมด แล้วเราจะแฮปปี้เวลาที่ใช้ชีวิต จะทำงานด้วยเอเนอจี้บวก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะมีเอเนอจี้ลบนะ เวลาเกิดขึ้นในตัวเอง ก็แค่ยอมรับว่าขณะนี้ฉันมีอารมณ์ขุ่นมัว มีอัตตาเกิดขึ้น ฉันไม่พอใจที่มีคนด่าฉัน มีอารมณ์ที่ต้องการความชื่นชม หน้าที่ของเราไม่ได้โกรธหรือเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น แต่ยอมรับว่าฉันมีอารมณ์

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

จริงๆ แล้วก๊อตเป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่ไม่ค่อยอยู่ในกระแส อยู่กับตัวเองมากกว่า ตอนแรกพ่อแม่ก็ไม่เข้าใจนะที่เป็นคนแบบนี้ แต่ตอนหลังเขาเห็นว่าเรามีความสุขจริงๆ น่าอิจฉาตรงที่ว่าคนอื่นดั้นด้นหาความสุขจากภายนอก ลูกเขากลับเจอความสุขตอนอยู่บ้าน ตอนอยู่กับตัวเอง ง่ายๆ ไม่มีอะไรเลย 

และเวลาทำงานวาดภาพ มันคือเราทั้งหมดทุกอย่าง แม้แต่การจัดวางก็เป็นเรา มีความรกในแบบของเรา จะเห็นว่าเรามีความใส่ใจเรื่องอะไร ถ้าเข้ามาในห้องนี้จะรับรู้ได้ว่าเราค่อนข้างมีอิสระ มีความสุขมาก ทุกสีที่หยดมันไม่โกหก มันบ่งบอกว่าผู้ชายคนนี้รักอะไร โต๊ะ ที่นั่ง สีสันบนผนัง รายละเอียดทุกอย่างที่วางไว้ บ่งบอกถึงความเป็นเรา

ขออีกคำถาม มีความคาดหวังของต่องาน Exhibition ครั้งนี้ไหม

ความคาดหวังของเราถูกเติมเต็มตั้งแต่ตอนที่วาดเสร็จแล้ว คือเรารู้ว่าสิ่งที่ปลูกไว้วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นงาน Exhibition หรืองานอะไรก็ตาม เป็นเหมือนต้นไม้ที่เพิ่งปลูก เดี๋ยวมันจะให้กิ่งก้านสาขาตามระยะเวลาของมัน ครั้งแรกอาจมีแค่ใบอ่อน โผล่ขึ้นมาจากดิน เราแค่มีหน้าที่ทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อนให้คนเห็นว่าเราเป็นศิลปินตัวจริงหรือเปล่า แต่จะเร่งทำให้คนดู

สุดท้ายจริงๆ แล้ว ก๊อตว่าสิ่งสำคัญของการวาดภาพคืออะไร

สนุก เต้นไม่ได้ ยิ้มไม่ได้ ต้องวาด (ยิ้มกว้าง)

มาวาดรูปกันป่ะ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

นิทรรศการ Transience จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึง 18 เมษายน 2564 ที่ Joyman Gallery ถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 11.00 – 19.00 น. (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

โทรศัพท์ 06 5124 2222, 06 5124 1111

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาหลายสิบนาที แต่ดาว TikTok ที่เรานัดพบอย่าง ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ก็มาถึงก่อนเราแล้ว เธอนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสบาย ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาท่องโลกออนไลน์ตามสไตล์สาวโซเชียลคนดังและหนึ่งในผู้สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม

จำได้ว่าเราเคยอ่านประวัติชีวิตของซูซี่มาตั้งแต่หลายปีก่อน จากเด็กหญิงลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน ที่ตั้งคำถามกับตัวเองและคุณแม่ว่า ‘ทำไมเธอจึงไม่เกิดมาผิวขาว’ สู่ดาว TikTok ผู้ทลายกรอบความงามแบบเดิม เดินหน้าเพื่อความเปิดกว้าง และลดอคติที่มีต่อสีผิวและเชื้อชาติ

หากใครยังจำได้ ซูซี่เริ่มเป็นที่รู้จักจากการคัฟเวอร์คลิปลิปซิงก์ประโยคเด็ด “ส้มหยุด” ของ สิตางศุ์ บัวทอง นักแสดงและเน็ตไอดอลชื่อดัง หลังจากที่ซูซี่กลายมาเป็นที่สนใจของสังคม เธอรับรู้ได้ว่าประเด็นเชื้อชาติและสีผิวเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยไม่เข้าใจและยังไม่เปิดกว้างพอจะยอมรับ 

ดาว TikTok คนนี้จึงตั้งใจเดินหน้าโดยเริ่มช่วยเหลือและแนะนำคนใกล้ตัวทั้งลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดตามให้เริ่มรักตัวเองและกล้าจะโอบรับตัวตนมากขึ้น เพราะการมีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลายไม่เคยเป็นเรื่องผิด และไม่มีวันเป็นเรื่องผิดโดยเด็ดขาด!

เราชวนซูซี่พูดคุยถึงตัวตนและความเปลี่ยนแปลงของปัญหาที่เธอเผชิญมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน พร้อมแชร์เรื่องราวที่เข้าไปเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนรอบตัว รวมถึงปฏิบัติการ (อย่างไม่เป็นทางการ แต่จะทำเรื่อย ๆ) เพื่อทลายมาตรฐานความงามแบบเก่า สร้างมาตรฐานใหม่ให้ทุกคนดูดีและพร้อม Shine ในแบบของตัวเอง

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

01
ปัจจุบันแซ่บ ๆ แบบฉบับซูซี่

หลังจากที่คุณกลายเป็นดาว TikTok ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ ไปไหนมาไหนคนก็รู้จัก ทำอะไรคนก็เรียกซูซี่นั่น ซูซี่นี่ แฮปปี้ค่ะ นอกจากมาขอถ่ายรูปก็มีบางเคสที่มาขอบคุณ ขอบคุณที่เราเป็นที่รู้จักและทำให้เขามีความมั่นใจได้

คิดว่าแฟนคลับที่เข้ามาทักทายชื่นชอบอะไรในตัวคุณ

คิดว่าเขาน่าจะชอบตัวตนของซูซี่ เราอารมณ์ดี หัวเราะในแบบของตัวเอง มันทำให้คนติดตามมาตลอด บางคนติดตามทุกคลิปไม่พอนะคะ มีทวงคลิปด้วยว่าเมื่อไหร่จะลงอีก (หัวเราะ)

กลายเป็นดาวแล้ว ตัวตนเปลี่ยนไปบ้างไหม

ไม่เลยค่ะ เหมือนเดิมเลย ซูซี่ชอบที่ได้ทำงานที่รักโดยที่เรายังเป็นเรา ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบแบบนี้

เคยรู้สึกเซอร์ไพรส์กับผลลัพธ์ที่ความเป็นตัวเองนำมาให้คุณไหม

เราคิดว่าการเป็นตัวตนของเรามันเป็นเรื่องปกติ เราเป็นผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสมานาน จนได้มาเป็นที่รู้จักเลยทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นมันอิมแพคคนได้มากขนาดนี้ สิ่งที่เราเป็นมันทำให้คนมีกำลังใจ เราเซอร์ไพรส์ตรงนี้มากกว่าที่การเป็นตัวเราทำให้หลายคนมีความสุข และได้เป็นตัวของเขาเองมากขึ้น

ตอนนี้หลายคนเห็นคุณเป็นสาวมั่น กล้าแสดงออก สมัยเด็กก็มั่นแบบนี้เลยไหม

ตอนเด็ก ๆ มั่นใจ แต่ไม่เท่านี้ เพราะเรายังเป็นเด็ก เราโดนล้อ โดนสังคมรอบข้างกดทับมาตลอดว่าความเป็นเราอยู่ตรงข้ามกับคำว่าสวย สวยของไทยต้องขาว แต่เราดำ! ฟันต้องชิด แต่เราห่าง! ผมต้องตรง แต่เราหยิก! มันตรงข้ามหมดเลย! ถึงเราร่าเริง แต่ข้างในก็แอบไม่มั่นใจอยู่ด้วย พอเราโตขึ้น เปลี่ยนสังคมเพื่อน ความมั่นใจเรากลับเพิ่มขึ้นมาก เราเริ่มเข้าใจว่าเราไม่ได้แปลกค่ะ

พอเป็นแบบนั้น เราเลยไม่คิดจะดัดฟัน ไม่ทำให้ตัวเองขาวขึ้น ไม่ยืดผม เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร ซูซี่พูดเสมอว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวเอง เราต้องเปลี่ยน เพราะไม่ชอบมันจริง ๆ เรามองแล้วไม่แฮปปี้ ทุกคนควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ ถ้าเรามองแล้วไม่มีความสุขก็ค่อยเปลี่ยน แต่ซูซี่มีความสุขเวลาที่หัวเราะและยิ้มในกระจก ก็เลยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

หลายคนมองว่าคนผิวดำ หัวเราะอร่อย มักจะต้องเป็นตัวตลก คุณคิดอย่างไร

ไม่เป็นค่ะ! เราเป็นหญิงสาวอารมณ์ดี! ไม่ใช่ตัวตลกนะคะ 

ซูซี่อยากให้คนไทยเข้าใจนะคะ Mindset สื่อละครที่ทำให้คนผิวแทน ผิวดำ ผมหยิกเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ เราไม่โอเค!

คุณเจอคนบูลลี่เรื่องอะไรเยอะที่สุด แล้วคุณผ่านมันมาได้อย่างไร

เจอเรื่องเหยียดเชื้อชาติเยอะมาก รูปลักษณ์ภายนอก ดำ ฟันห่าง เอาจริง ๆ มันยากนะคะที่จะมีความมั่นใจจนผ่านมาได้ แต่อย่าตัดสินไปก่อนว่า ฉันไม่มีวันทำได้ เราต้องกล้า ต้องหยุดกลัว หยุดฟังคำที่ทำให้เราหยุดพัฒนาตัวเอง 

ถ้าอยากแต่งตัว ยังไม่ต้องฟังเสียงที่บอกว่าไม่สวย อย่าไปกังวลกับเสียงของคนรอบข้างจนลืมความต้องการของตัวเอง ลองดูก่อน แล้วมองในกระจกเองว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ถึงจะบอกว่าต้องกล้า แต่ไม่ต้องกล้าเว่อร์นะคะ ค่อย ๆ กล้าขึ้นในทุกวัน นี่คือวิธีของซูซี่ที่เวิร์กแน่นอน แต่มันใช้เวลา ความมั่นใจไม่ได้สร้างได้ในเดือนสองเดือนอยู่แล้ว อย่าตีกรอบตัวเองแคบเกินไป เพราะโลกใบนี้มันใหญ่มาก

ได้ยินว่าเพื่อนลูกครึ่งของคุณก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องทัศนคติจนไม่กล้าเป็นตัวเองเหมือนกัน คุณช่วยพวกเขาอย่างไร

จริง ๆ เยอะค่ะ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกครึ่ง เขาเครียดตลอดว่าใส่เสื้อผ้าจะดูหมองไหม เพราะเขาเป็นลูกครึ่งเหมือนกัน ซูซี่ก็จัดเลย เอา Mindset ที่เราได้รับมาบอกเขาไป ผิวอะไรใส่ไปเลย ดำก็ใส่สีแดงสวย ทำไมหรอ!? เพื่อนคนนั้นจากที่คอยยืดผมก็หยุด ยอมรับความเป็นตัวเองมากขึ้น

เรียกว่าคุณเป็นผู้ปกป้องเพื่อน ๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตอนเรียน เราปกป้อง เพราะเพื่อนเป็นเกย์ ถูกบูลลี่ เราไฟต์มาก เพราะไม่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วเรื่องการบูลลี่ ล้อเลียน มันไม่ควรเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็ต้องไม่มีซูซี่อยู่ในนั้น ถ้าอยู่ฉันจะปกป้องเพื่อนของฉัน! ซูซี่ยอมรับค่ะว่าเราแรงเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เราเจอ มันทำให้เราซอฟต์ไม่ได้ สังคมมันโหดร้ายจริง ๆ นะ เราก็บอกเพื่อนด้วยว่าอย่าเงียบ ถ้าเธอเงียบเขาจะมาอีก แต่ช่วยเท่าไหร่ก็ไม่หมดค่ะ เด็กแต่ละคนถูกเลี้ยงดูต่างกัน

การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมให้เด็กเข้าใจคนอื่น

ถูกค่ะ เด็กบางคนไม่มีนิสัยบูลลี่เลย มันต้องย้อนกลับไปที่สถาบันครอบครัวด้วย ซูซี่พูดตลอด การที่พ่อแม่บูลลี่ให้เด็กดู เด็กก็เข้าใจว่าการไปตัดสินแล้วล้อเลียนเป็นเรื่องสนุก เพราะพ่อแม่ฉันก็ทำ ซูซี่มองว่าสถาบันครอบครัวเปลี่ยนสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้

หลัง ๆ คนชอบโทษโรงเรียน เอาบ้านก่อนเลย เพราะพ่อแม่คือตัวอย่างที่เด็กมักจะเลียนแบบ แต่ทั้งสองสถาบันสำคัญทั้งคู่ค่ะ ไม่งั้นแย่แน่ นิสัยแย่กันไปใหญ่

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

คุณเองก็มีครอบครัวแล้ว คุณบอกเล่าเรื่องเหล่านี้กับลูกบ้างไหม

แต่ก่อนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่ะ แต่พอมีลูกแล้ว เราเข้าใจเลยว่าเราคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกเห็นว่าควรไปทางไหน กับเด็กคุณก็ไม่ต้องไปว่าเขานะ คุณว่าเขา เขาก็จะไม่มั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าทำกิจกรรม เราไม่ควรเห็นเด็กถูกกดทับด้วยเรื่องหน้าตา สีผิว หรือผม พวกเขาควรเข้าใจในความหลากหลายและความเป็นตัวเอง เขาควรรู้ว่าการที่เขาเป็นแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย ซูซี่สอนเรื่องพวกนี้ให้ลูกเสมอ

แล้วเวลาคุณเจอคนเดินเข้ามาว่า คุณทำอย่างไร

มีคนมาว่าก็สวนเลยค่ะ ปากแซ่บ เพราะว่าเกิดที่ไทย สกิลล์ปากต้องได้ แม่บอกว่าถ้าไม่ปกป้องตัวเองไม่มีใครช่วยนะ ปากเลยแซ่บมาแต่เด็ก (หัวเราะ)

หลายคนมองว่าเป็นคนดังไม่ต้องไปคุยกับคนที่มีอคติกับเราก็ได้ คุณคิดแบบนั้นไหม

ไม่ใช่ค่ะ ใครจะเงียบก็ได้ แต่ซูซี่ไม่เงียบ สวนหมดทุกดอก เพราะเรามองว่าการที่คุณเข้ามาคนหนึ่งคน มันเป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว คุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด เราไม่ยอมให้เขามาว่าแล้วหายไปเลยหรอก ซูซี่จัดให้หมดค่ะ เขาไม่มีเหตุผลที่จะเข้ามาว่าเรา หรือว่าเขาชินกับการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ถ้าอย่างนั้นคุณก็มาถูกที่แล้ว จัดให้ เราจะค่อย ๆ กำจัดคนเหล่านี้ที่ชอบว่าคนอื่นออกไป ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือค่ะ 

มีการเหยียดแบบอื่นที่คุณเคยเจออีกไหม

มีคนถามว่า ผิวดำแบบนี้จะมีแฟนหรอ โอ้โห ซูซี่มีลูก มีสามีแล้วค่ะ (หัวเราะ) 

โอ๊ย! ซูซี่มีคำถามตลอดว่า ทำไมยังมีคนที่ถามแบบนี้อยู่อีก เพราะเราเจอคนบูลลี่แบบนี้ตอนเด็ก ไม่คิดเลยว่าอายุเท่านี้ยังจะเจอคนกลุ่มนี้ ตาต่อตาฟันต่อฟันไปเลย 

นั่นคือโลกของความเป็นจริงที่คุณเผชิญมาตลอด

ใช่ค่ะ ซูซี่อยู่กับความจริง โลกของความจริงมันเป็นแบบนี้ บางทีเหตุผลใช้กับคนเหล่านี้ไม่ได้ เขาไม่น่ารักเลยค่ะ

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

02
แซ่บด้วยกันบนรันเวย์ของตัวเอง

ก่อนที่คุณจะเป็นคนมั่นใจและพาคนอื่นมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้อย่างตอนนี้ ความรู้สึกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร เหมือนเราถูกตัดสิน เขาจะคิดว่าเราแปลกประหลาด ทั้ง ๆ ที่เราเป็นแค่สาวลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน เดี๋ยวก่อน! เราไม่ได้เป็น Monster นะคะ (หัวเราะ) อย่างในโรงเรียนมีคนดำคนเดียวคือเรา เราก็คิดว่าตัวเองแปลกไม่เหมือนชาวบ้าน พอโตเปลี่ยนสังคมถึงจะรู้ เราไม่ได้แปลกค่ะ ไม่มีใครแปลก คนที่ไม่รู้และไม่เห็นความหลากหลายจึงปฏิบัติกับเราแบบนี้ จริง ๆ ในโลกอันแสนกว้างใหญ่ ไม่มีใครแปลก เราคือคนปกติค่ะ เป็นอะไรก็คือตัวตนของเรา ยอมรับตัวตนค่ะ

ได้ยินว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของคุณคือการได้พบเจอกับเพื่อนต่างชาติ

เล่าแล้วจะเหมือนสาวนักเที่ยวไหม (หัวเราะ) คือเพื่อนของซูซี่เป็นชาวต่างชาติที่มาเรียนในประเทศไทย เราก็รู้จักกันเลยเอาเรื่องของเราไปแชร์ก็เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เขาเองก็อยากรู้ว่าการเป็นคนดำในประเทศไทยยากไหม เพราะเขาเป็นคนดำเหมือนกัน พอมาถึงประเทศเราก็เจอคนไทยมองแปลก ๆ เราเลยอธิบายให้เขาฟังว่ามันเป็นเพราะทัศนคติของคนในสังคม พอแชร์กันไปมา ซูซี่ก็เรียนรู้ว่าถ้าเราเปลี่ยน Mindset ของเรา ยังไงเราก็อยู่กับตัวตนของเราได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต่อให้เราย้ายไปอยู่ที่ใดในโลก ซูซี่ก็จะเป็นซูซี่แบบนี้

ถ้าเลือกได้จะย้ายไหม

(หัวเราะ) ตอนนั้นเพื่อนตกใจเรื่องบรรทัดฐานความงามของสังคมไทย เขาก็ถามว่าทำไมเราไม่ย้าย แต่เรามองว่า การย้ายไม่ใช่คำตอบสักเท่าไหร่ ซูซี่ขอบคุณตัวเองที่ยังอยู่นะคะ เพราะการที่เราได้อยู่ทำให้เราได้ช่วยเปลี่ยน Mindset ของใครหลายคนให้เขารักตัวเอง กล้ายิ้ม กล้าแต่งตัว และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

คุณก้าวไปข้างหน้า พาคนอื่นมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้ขอบข่ายการช่วยเหลือของคุณขยายขึ้นบ้างไหม

เราก้าวไปมากกว่าแต่ก่อนมาก สมัยก่อนเราสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและเพื่อนอีกนิดหน่อยในวงเล็กนิดเดียว แต่ทุกวันนี้เราส่งออกไปกว้างมากและมันเวิร์ก บางคนเจอเราข้างนอก เขาบอกว่า หนูไม่เคยอยากแต่งหน้าแต่งตัวเลย จนหนูมารู้จักพี่ ซูซี่รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นมันช่วยได้เยอะขนาดนี้เลยหรอ ใจหนึ่งเราแอบเศร้าตรงที่ว่า ถ้าเราไม่เป็นที่รู้จัก เขาจะต้องอยู่ในโลกที่จำกัดไปอีกนานเท่าไหร่ ผิวดำทาปากแดงไม่สวย ใครบอก ห้ะ! (ทำตาโต) เราไม่อยากให้คนไทยกดคนไทยด้วยกันให้อยู่ภายใต้ความทรมานแบบนี้เลย

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

ในมุมมองของคุณ เวลาผ่านไป ปัญหายังมีเหมือนเดิม แต่สังคมไทยถือว่าก้าวหน้าขึ้นไหม

ซูซี่ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะคะ แต่ถามว่าดีขึ้นมากไหม… (ทำท่าคิดแล้วหัวเราะ) มันไม่ได้เปลี่ยนแบบว้าว แต่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแน่ ๆ หลายคนออกมาแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนที่มีแต่สื่อโทรทัศน์ ตอนนี้มีโซเชียลมีเดีย ประเทศไทยเลยถือว่าก้าวหน้าไปในระดับที่เราก็แฮปปี้ แต่ถามว่าพอใจสุดไหม ก็ยัง เพราะยังมีอยู่ค่ะ ซูซี่ก็ยังโดนว่าทำไมไม่ดัดฟัน ทำไมไม่ยืดผม แต่ซูซี่ฟันห่างก็สวยได้ มั่นใจได้ค่ะ เด็กรุ่นใหม่เองก็เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ซูซี่ว่าต้องดีขึ้นแน่ ๆ 

หลายคนไม่อยากทำสวย เพราะคิดว่าสวยไปก็มีคนที่สวยกว่าที่จะได้รับโอกาสในสังคมมากกว่า คุณเห็นด้วยไหม

ทุกคนหน้าตาไม่เหมือนกันนะ หุ่นไม่เหมือนกัน คาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ทำไมคนที่ดูดีกว่า สวยกว่าในนิยามของสังคมที่เห็น ๆ กันอยู่ถึงมีโอกาสมากกว่า ทั้งที่ทุกคนควรมีโอกาส การเปิดกว้างทำให้ผู้หญิงเก่งที่มีหน้าตา รูปร่างหลากหลายเฉิดฉายได้เหมือนกัน ผู้หญิงมีความสามารถก็ควรเปิดกว้างให้พวกเขาได้ Shine ค่ะ

ไม่อยากให้ใครก็ตามเอาหน้าตาไปเปรียบเทียบกัน แต่อยากให้เทียบที่ความสามารถ

เรื่อง Beauty Privilege ไม่ได้มีแค่ที่ไทย มันมีทั่วโลก เราอย่าไปเทียบกับเขา ถ้าเขาสบายใจจะสวยตรงตาม Beauty Standard นั่นเป็นความพึงพอใจของเขา แต่สำหรับเรา ถ้าเราพยายามแล้วเหนื่อย เรามาอยู่ในโลกของเราได้ค่ะ ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ในโลกใบนี้ไม่ใช่คนสวยอย่างเดียวที่จะประสบความสำเร็จ อย่ายัดตัวเองลงไปในกรอบนั้น

ทุกอย่างมันอยู่ที่ Mindset และการปลูกฝัง แต่การปลูกฝังบ้านเรายังติดอยู่กับความงามแบบเดิม ๆ พอผู้หญิงเสพมาก ๆ เขาก็จะนอยตัวเองว่าไม่สวย ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่มั่นใจ เพราะไม่ตรงตาม Beauty Norm ที่ส่งต่อกันมา คนแบบซูซี่ยังมีไม่เยอะมาก ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ถือว่าน้อยนิด หลายคนดูแล้วมั่นใจ แต่หลายคนดูแล้วก็ยังไม่มี ซึ่งตรงนี้บังคับกันไม่ได้ แต่เราจะเดินหน้าด้วยกัน

ถ้ามาตรฐานความงามที่สังคมกำหนดมันเป็นปัญหา งั้นสร้างใหม่เป็นของตัวเองเลยได้ไหม

ได้เลย! ต้องแบบนั้นเลยค่ะ สร้างเอง ใครก็ดูดีได้ ไม่ต้องกลัว ผู้หญิงหลายคนโกนผมก็สวยได้ ไม่เห็นต้องใส่วิก เราไม่ได้หลอกตัวเองนะ ถ้าซูซี่หลอกตัวเองคงไม่ปล่อยให้ฟันห่างจนอายุ 26 หรอก เราคงจะดัดไปแล้ว แต่เราแฮปปี้กับตัวเราจริง ๆ

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์ที่เห็นกันบนโซเชียลอย่างการทำโมเดลเฟส หน้านิ่ง ไม่ยิ้ม 

ถ้าทำเพราะอยากเฟียสก็โอเคค่ะ เอาไว้ถ่ายรูป แต่ต้องไม่ทำเพราะอาย ไม่กล้ายิ้ม อย่านะ อย่าทำ การทำโมเดลเฟส เพราะไม่กล้ายิ้ม ฟันไม่สวย มันไม่ได้ค่ะ รอยยิ้มไม่เคยเป็นปัญหา สำหรับซูซี่ที่ฟันห่าง รอยยิ้มก็ไม่เคยเป็นปัญหา ซูซี่ฟันห่างเหมือนแม่และคุณยาย ซึ่งแม่ซูซี่ยิ้มม่วนมาก (หัวเราะ) แม่ไม่ดัดฟัน แต่ก็ยิ้มกว้าง นั่นคือเสน่ห์ที่คนมองเห็นเขาจดจำ

อีกอย่างคือ ซูซี่ชมตัวเองได้ไม่อายปากเลยว่า ฟันห่างเข้ากับหน้าซูซี่ เรายิ้มแล้วเราสวย เอาเป็นว่า เปลี่ยน Mindset ค่ะ การที่ไม่กล้ายิ้มเพราะมีฟันเหลืองหรือฟันห่าง มันเป็นเพราะคุณมีภาพอยู่ในหัวหรือเปล่าว่าต้องเป็นแบบไหน พอเป็นไม่ได้ คุณเลยไม่กล้ายิ้ม แล้วทำไมคุณต้องเป็นแบบนั้น

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

พอมีชื่อเสียงแล้ว คุณมีแผนการเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเรื่องการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือการบูลลี่บ้างไหม

ถ้าเป็นการวางแผนเลยอาจจะไม่มี แต่เราจะเป็นตัวเราแบบนี้ตลอดไป ซูซี่จะทำให้คนเห็นผ่านคลิปแล้วซึมซับไปเรื่อย ๆ ให้เขารู้ว่ามันมีคนที่อาจจะไม่ได้สวยตามมาตรฐาน แต่สวยในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะผิวสีไหน หน้าตาเป็นอย่างไรก็ดูดีได้ อย่างน้อยก็ให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนความคิดในการมองความงามให้ต่างไปจากเดิม สาวพลัสไซส์ก็ออกมาแสดงจุดยืนกันมากขึ้น เราได้ขยายสังคม ได้เชื้อเชิญให้คนที่อยากแสดงความเป็นตัวเอง แต่ไม่ตรงกับมาตรฐานทั่วไป ออกมาแสดงจุดยืน มันเป็นอะไรที่ดีนะ ทำให้ Beauty Privilege ไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้น เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสเท่ากันหมด

อีกอย่างหนึ่งคือ เราเองต้องการกล้าพูดด้วยว่า เราไม่ชอบในบางสิ่งที่คนอื่นพูด กล้าเตือน กล้าบอกความรู้สึก เราไม่ควรจะทำร้ายจิตใจกัน การเคารพกันและกันมันง่ายมากเลยนะ สวยไม่สวยก็เป็นตัวตนที่เราต้องเคารพ บ้านเราไม่ค่อยชมกันสักเท่าไหร่ด้วย เปลี่ยนคำว่ากล่าวเป็นคำชมดีกว่า ถ้าทุกคนมั่นใจด้วยกัน เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ของตัวเองได้

ถ้าก้าวข้ามจุดที่ไม่มั่นใจไปได้ จะมีอะไรรออยู่

ความสุขของชีวิต ถ้าไม่มีความมั่นใจ เราจะเครียดคนเดียว ทุกคนมีความมั่นใจได้ อย่าไปเป็นอย่างคนอื่น ซูซี่ไม่เคยเอาตัวเองไปเทียบกับใครถึงได้เป็นตัวเองจนถึงทุกวันนี้

แต่ถ้าสุดท้ายคุณไม่มั่นใจจนอยากเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยน เพราะเราอยากให้เขามีความสุขที่สุด ซูซี่เคยอยู่ในจุดที่ไม่มั่นใจ ซูซี่รู้ว่าต่อให้เขาดูกี่สื่อ กี่แรงผลักดัน เขาก็ไม่มั่นใจ เพื่อความสุขที่มากขึ้นอาจจะออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ดีต่อตัวเองและสร้างความมั่นใจ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ความสุขแรกที่ได้มาหลังจากความเหนื่อย ซูซี่ว่ามันคุ้มนะ

พอจะมีเคล็ดลับความดูดีง่าย ๆ ในแบบของตัวเองแนะนำไหม

ถ้าอย่างซูซี่ เราจะชอบตัวเองเวลาหัวเราะ เวลายิ้ม บางงานที่บรีฟให้ขรึม ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่เป็นตัวเราเท่าไหร่ คนรอบข้างเขาก็ฟินเวลาเราเป็นตัวเอง เพราะฉะนั้น ซูซี่ว่ารอยยิ้มนี่แหละเสน่ห์ ใครยิ้มก็ดูดี โลกสดใส มันคือการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา รอยยิ้มของใครก็ของคนนั้น ไม่มีใครเหมือน นี่คือความพิเศษ แล้วรอยยิ้มก็ไม่ต้องซื้อ บางทีทักทายกันก็ไม่ต้องพูด แค่ยิ้มให้กันก็แฮปปี้แล้ว

แต่หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดฟัน บางคนฟันเหลืองเลยไม่มั่นใจที่จะยิ้ม

ซูซี่ฟันห่างนะ (หัวเราะ) แต่มันทำให้เรายิ้มสวยในแบบของเรา มันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เรื่องฟันเหลืองมันมีทางแก้ เปลี่ยนยาสีฟันไหมคะ ใช้ Colgate ก็ได้ (หัวเราะ) ถ้าเรื่องใหญ่คือสุขภาพฟันมากกว่า ไม่ใช่สวยหรือไม่สวย ถ้าสุขภาพฟันไม่ดี แนะนำให้ไปหาหมอ ส่วนเรื่องสวยไม่สวย ไม่ต้องกลัว ยังไงมันก็เป็นเรา

คุณคิดว่าถ้าทุกคนช่วยกันจะรีเซ็ตความสวยแบบเดิม ๆ ได้บ้างไหม

ตอนนี้ซูซี่ร่วมกับ Colgate ในการทำสิ่งนั้น ซูซี่เชื่อว่าทำได้ การที่ Colgate เห็นว่าซูซี่ยิ้มอย่างมั่นใจทัั้งที่ฟันซูซี่ห่างแล้วเขายังเลือกซูซี่มา ก็หมายความว่าเขายอมรับในความงามอันหลากหลายจริง ๆ ขนาดเขาโฆษณายาสีฟัน แสดงว่าเรามีจุดยืนเหมือนกัน คนที่เห็น คนที่ดูควรทราบได้แล้วว่า ถ้าเธออยากจะสวย อยากจะดูดี อยากจะมั่นใจ เธอไม่ต้องมีฟันชิดก็สวยได้ เราทำให้คุณดูแล้ว

อยากให้อนาคตหลังแคมเปญนี้ออกไปเป็นอย่างไร

ทุกคนควร Smile Out Loud โดยไม่ต้องเขินอาย ซูซี่ก็เป็นแบบนั้น มันเป๊ะมากที่คนมีทัศนคติเหมือนกันอย่างเรา คุณแอนชิลี และ Colgate มาร่วมกันทำแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน มันจะช่วยสร้างสังคมอันหลากหลาย โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกกดทับกับความสวยแบบเดิม ๆ

อย่างที่ซูซี่พูดไปตั้งแต่ต้น การถูกกดทับด้วยมาตรฐานเดิม ๆ นิยามความงามแบบเดิม ๆ ควรถูกเปลี่ยนได้แล้ว คนรุ่นใหม่นี่แหละค่ะที่ช่วยกันยอมรับความงามในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลกับสายตาหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง เราต้องเปลี่ยนนิยามความสวยที่ใครก็ไม่รู้กำหนดไว้ รีเซ็ตให้เป็นของแต่ละคนไปเลย ทีนี้ ซูซี่เชื่อว่าเราจะโอบกอดความเป็นตัวเองมากขึ้น สนับสนุนให้กันและกันมีความมั่นใจ และใช้ความมั่นใจนั้นสร้างความสุขให้กับชีวิตตัวเองต่อไป

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

Colgate ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ในแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ และสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง ผ่าน #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

ติดตามอ่านเรื่องราวของ แอชิลี สก๊อต-เคมมิส ได้ในวันพรุ่งนี้

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load