ก๊อต-จิรายุ ตันตระกูล เป็นที่รู้จักชั่วข้ามคืนผ่านบทพระเจ้าเสือ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส เมื่อ 3 ปีก่อน

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เขาเข้าวงการบันเทิงและมีละครเรื่องแรกกับช่อง 3 ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 เคยเล่นเรื่อง ดวงใจอัคนี และ คุณชายพุฒิภัทร จนใครหลายคนคุ้นหน้า รู้ว่าเขาคือดาราฝีมือดีคนหนึ่ง 

หลังปีทองแห่ง บุพเพสันนิวาส จบลง 2 ปีที่ผ่านมานี้เขาทุ่มเทให้กับการเล่นภาพยนต์เรื่อง จอมขมังเวทย์ และ คืนยุติ-ธรรม เป็นบทบาทที่ท้าทายพลังแห่งการแสดงของก๊อตมากเลยทีเดียว ซึ่งปีนี้เขาก็มีละครที่กำลังถ่ายทำอีกทั้งหมด 5 เรื่อง ให้แฟนๆ ได้หายคิดถึง

ในมุมเบื้องหลังการทำงานอาชีพนักแสดง ก๊อตใช้ชีวิตอย่างชายผู้รักการสร้างงานศิลปะ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ในวัย 32 ปี ก๊อตกำลังมีงาน Solo Exhibition ครั้งแรกที่ Joyman Gallery พื้นที่ชั้นสองของแกลเลอรี่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบด้วยงานศิลปะแนว Abstract Expressionism ชื่อว่า Transience อธิบายสภาวะชั่วคราวของจิตใจมนุษย์ ที่ก๊อตได้มีประสบการณ์ค้นพบด้วยตัวเองผ่านการนั่งสมาธิประจำทุกวัน

เขามีคุณสมบัติของการเป็นนักถ่ายทอดที่ดี สังเกตได้จากการแสดง การเขียนบันทึก การเล่นดนตรี และการวาดภาพที่ก๊อตพยายามแสดงตัวตนออกมาให้แฟนคลับได้ชื่นชมผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว

ทุกเฟรมภาพวาดที่จัดแสดง ก๊อตบรรจงละเลงแต่ผลงานภาพวาดอย่างหนักแน่นและเป็นอิสระ เฉดสีอันเข้มข้น เส้นสายแห่งการกระจายตัว รอยพื้นผิวขรุขระสลับเรียบ ล้วนเอื้อให้เกิดจินตนาการล้านรูปแบบแล้วแต่คนจะมอง นี่อาจเป็นเวทมนตร์ของงาน Abstract ที่ให้ผุ้ชมจินตนาการอย่างไร้กรอบ ไร้กฎเกณฑ์ และไร้ข้อจำกัดของเวลา

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง
ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ลองไปชมภาพวาดเขา ทุกภาพสนุกและมันมาก ขออนุญาตเชิญชวนผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมาในบรรทัดนี้

บ่ายวันอาทิตย์ในเดือนมีนาคม เรามีนัดกับก๊อตที่บ้านของเขา บ้านหลังนี้ก๊อตตั้งใจซื้อไว้นอกเมืองเพื่ออยู่กับความสงบ

เราก้าวผ่านประตูรั้วเข้าไป ต้นไม้ฟอร์มสวยน้อยใหญ่รายล้อมต้อนรับ สวนเขียวขจีมีเก้าอี้นั่งไว้เอนพัก ทางเดินสีขาวนำไปสู่ห้องทำงานศิลปะที่สร้างแยกออกมาจากตัวบ้าน มีบันไดวนสีดำด้านหน้าสำหรับพาขึ้นไปดาดฟ้าชั้นสอง

บ้านหลังนี้กำลังบอกผู้มาเยือนว่า เจ้าของบ้านหลังนี้ได้ค้นพบแพสชันอันเป็นสุนทรีย์ของชีวิต ชอบอยู่กับธรรมชาติ เพลิดเพลินกับความสันโดษ และเป็นมิตรกับผู้คน

วันนี้เรามาคุยกับก๊อตใน 2 ประเด็นหลัก หนึ่งคือ ในฐานะนักแสดงที่กำลังมีงาน Art Exhibition เป็นของตัวเอง และสอง ในฐานะชายที่ตั้งมั่นกับการเรียนรู้ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์

บทสนทนาต่อจากนี้ออกจะนามธรรมอยู่บ้าง เราอยากให้คุณค่อยๆ อ่านละเลียดทุกตัวอักษรตั้งแต่นี้ไปจนจบ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

เราติดตามในอินสตาแกรม เห็นว่าคุณทำงานศิลปะมาตลอด จริงๆ แล้วชอบวาดรูปมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า

ใช่ครับ แม่สอนเราด้วยการวาดรูปให้ดูตลอด เราจึงสื่อสารด้วยการวาดรูป

แสดงว่าการวาดภาพอยู่ในชีวิตก๊อตมาตลอด

เราทำงานศิลปะมาตลอด ก่อนเป็นงาน Abstract ที่โชว์อยู่ ปกติจะเอาไดอะล็อกที่ทำงานการแสดง สคริปต์ บท มาตีความเป็นเส้นเป็นสาย เราทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละครนั้นด้วยภาพที่วาดเอง เช่น วาดรูปเพื่อกำหนดการเปล่งเสียงของไดอะล็อก วาดรูปเพื่อเข้าใจตัวละครในฉากนี้ รูปแบบภาษามีขีดจำกัดเยอะมาก แต่สีและเส้นมันให้อิสระมากกว่า เราใช้สีและเส้นเป็นตัวกำหนดว่าประโยคพูดแบบนี้ต้องโฟลว์ยังไง

จริงจังกับการวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่

เริ่มทำงานชิ้นใหญ่ตอนที่เริ่มมีกำลังทรัพย์ เมื่อก่อนไม่มีตังค์เราก็นั่งวาดรูปเล็กๆ ในกระดาษ ดินสอ อุปกรณ์น้อย แต่พอเริ่มมีกำลังมากขึ้น เราทำบัญชีสำหรับซื้อสีพวกนี้โดยเฉพาะ เราไม่หวงเงินกับการทำงานศิลปะ วินาทีแรกทำเพราะความสนุกเท่านั้น ไม่มีความคิดว่าจะต้องขายงานพวกนี้ให้ได้

อะไรทำให้ตัดสินใจโชว์งาน

มีจุดเปลี่ยน มีคนทักมาว่า เขาเข้าใจนะว่าเราทำงานด้วยความรัก แต่อย่าลืมว่าคนที่เสพงานด้วยความรักก็มีเยอะ เราควรแบ่งปันเรื่องพวกนี้ด้วย นั่นเป็นวินาทีแรกที่เริ่มรู้สึกอยากโชว์งาน เมื่อก่อนเราปิดตา เพราะเรามัวแต่ให้กรรมพันธุ์ทางสังคมหล่อหลอมเรามาว่าคนที่จะโชว์งานศิลปะได้ ต้องเรียนจบนั่นนี่มานะ แต่มันเป็นความจริงของคนอื่น ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงของเราอีกต่อไป

รูปที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่ Joyman Gallery คุณต้องการถ่ายทอดอะไรให้คนได้เห็น

เป็นสภาวะความหยาบและความละเอียดที่ไม่เท่ากันของการสังเกตภายในของเรา เป็นประสบการณ์ตรงผ่านการนั่งสมาธิ สิ่งที่มันเกิดขึ้นในรูปภาพคือเสี้ยววินาทีเดียวของสภาวะทั้งหมด วินาทีนี้เราคิดถึงเรื่องหนึ่ง วินาทีต่อไปเราคิดถึงอีกเรื่องหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงและแปรปรวนเกิดขึ้นอยู่ในชีวิตตลอดเวลา แล้วแทนค่าด้วยสีต่างๆ นำเสนอเป็นสี่สี คือ ดำ เทา แดง ขาว ส่วนบางรูปที่มีสีฟ้าเข้าไปด้วยเพื่อให้คนเห็นว่าเรามีความหลากหลายทางอารมณ์ในการทำงานนะ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง
ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

แล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ในชีวิตตลอดเวลานั้นคืออะไร

ตัวอย่างเช่น เราจะกล้าบอกไหมว่าเราไม่ใช่คนเดียวกับเราตอนห้าขวบ แล้วเราจะกล้าบอกไหมว่าเราคือคนเดียวกันกับคนคนนั้น เราคือคนเดียวกันที่ไม่ใช่คนเดียวกันอีกต่อไป เราตอนห้าขวบกับตอนนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมานับไม่ถ้วน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นสังเกตได้ด้วยสมาธิว่ามันเกิดดับยังไง ชีวิตมันเหมือนเป็นเปลวเทียนที่วูบขึ้นและดับรวดเร็วมาก เราตอนห้าขวบกับเราตอนนี้แทบจะเป็นคนละคน เพราะฉะนั้น เราเฝ้าสังเกตสภาวะความเปลี่ยนแปลงอย่างตรงไปตรงมาด้วยใจที่เป็นกลาง คือไม่ให้ค่าว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่าดีหรือไม่ดี ไม่แปะป้ายความรู้สึกทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นในปัจจุบันขณะ เราแค่รับรู้ไปเรื่อยๆ

ทำไมถึงชอบนั่งสมาธิ

เราต้องนั่งสมาธิเพราะการรับรู้เราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เราต้องใช้สมาธิฝ่าความโง่เขลาจากกรรมพันธุ์ทางสังคมที่สอนให้จำกัดความ แบบนี้เรียกแข็ง อันนี้สีแดง แบบนี้เรียกสวย ทุกอย่างต้องมีชื่อเรียก แล้วพอเรายึดติดอยู่ในชื่อเรียก เราจึงเป็นมนุษย์ที่ทุกอย่างต้องอธิบายได้ เราห่างความรู้สึกจริงๆ ไปทุกที กินข้าวไม่รู้รสชาติ ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง มองแต่ไม่เห็น การจะทะลุกรอบพวกนี้ไปต้องหยั่งลึกเข้ามาในตัวเอง แล้วเห็นสภาพความเป็นจริงว่ามันมีแต่ปฏิกิริยาเกิดดับเท่านั้น

สิ่งนั้นเลยทำให้ก๊อตถ่ายทอดออกมาเป็นวาดภาพ Abstract หรือเปล่า

งาน Abstract มันถูกจริตเราที่ได้กลับไปเป็นเด็กเล่นสนุกอีกครั้ง เพราะมันไร้ขีดจำกัด ทั้งเรื่องของกรอบ ความแม่นยำ และความเป๊ะ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ไม่ต้องมีรูป ไม่มีฟอร์ม

แล้วสภาวะภายในของเรามันมีรูปมีฟอร์มจริงๆ หรอ

ไม่มี

ถูกไหม ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นตลอด 

ความเดิมแท้ของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มันไม่มีรูปคงอยู่ มันคงรูปอยู่แค่แป๊บเดียวแล้วก็เปลี่ยนแปลง ที่ดินที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ ร้อยปีที่แล้วมันเป็นอะไร สองพันปีหรือแสนปีที่แล้วล่ะ เราจะเห็นว่ามันมีแต่ความเปลี่ยนแปลง เพราะงั้นเราจึงบันทึกความเปลี่ยนแปลงในลักษณะความหยาบและความละเอียดที่ประจักษ์ภายในตัวเอง

เราสนใจเรื่องเทกเจอร์เพราะมันดูได้ไม่จบ งานจึงใช้ทรายหยาบผสมทรายละเอียดที่ไม่เท่ากัน เราทดลองเยอะมากเพื่อให้ได้งานแบบนั้น

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง
ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ทดลองอย่างไร

เวลาลงสีไปเสร็จ เราหยุดยืนดูมันแล้วรู้สึกว่าไปเชื่อมกับความทรงจำบางอย่างไหม ถ้าดูแล้วไม่รู้สึกอะไร รู้สึกขัดแย้งไปหมด ลบ ทำใหม่

ต่อมาเรื่องของสี หลายคนอาจบอกว่าสีมันรุนแรง ให้พลังหรืออึดอัด ซึ่งเราว่าสีเป็นเรื่องของจริต และการตีความส่วนตัว เช่น สีดำ เราตีความว่าเวลาหลับตาอยู่ในมิติแห่งจิต เราเชื่อมโยงกับความดำ ความมืดทั้งหมดของจักรวาล ในขณะที่สีแดงแทนค่าถึงเลือดเนื้อ หมายถึงการกลับเข้าสู่กาย เป็นการกลับเข้ามาสู่ความเป็นจริงตามสภาวะตัวเอง ว่าเรานี้ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากชิ้นเนื้อ กระดูก อวัยวะ เลือดทั้งหลายมารวมกันเป็นกลุ่มก้อน

มีประโยคหนึ่งบนบอร์ดที่แกลเลอรี่ บอกไว้ว่าภาพวาดของคุณมีองค์ประกอบร่องรอยแห่งการปะทะอย่างรุนแรงกับความสงบนิ่งอย่างสมดุล

คลื่นที่รุนแรง มันก่อตัวจากน้ำที่นิ่งสงบ ฟีลนั้นแหละ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

สังเกตได้ว่าทุกรูปมีแพตเทิร์นที่กระจายมาจากตรงกลาง

ใช่ ประมาณนั้น เพราะเวลาครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่าง เราเจอคำตอบจนเกิดปัญญาได้ หมดความสงสัย เหมือนการแตกโพละ สว่างไสวกระจ่างในตัวเอง ซึ่งมันคือการพิจารณาธรรมที่อยู่ในใจ เช่น เราเห็นแล้วว่าจิตใจที่มีความอิจฉามันส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ร่างกายจะเกิดความแน่นบริเวณหน้าอก อุณหภูมิร่างกายจะเปลี่ยน ในขณะเดียวกันความอิจฉาก็ทำให้เราปรุงแต่ง ตอบโต้ แล้วดึงความคิดด้านลบเข้ามาทำให้เราตัดพ้อง่าย ดูถูกตัวเอง ขาดความมั่นใจ เวลาสติปัญญาพิจารณาครบองค์ จะเห็นเลยว่าเหตุนี้เชื่อมโยงกับเหตุนี้ แล้วสาเหตุที่เกิดความอิจฉาก็เพราะว่ายังยึดมั่นในตัวตน เวลาที่ใจมันแจ้ง เหมือนแรงแตกโพละที่กระจายจากตรงกลางออกไป 

เราเห็นจิตใจเป็นแบบนี้ได้เพราะนั่งสมาธิอยู่กับมันอย่างครบองค์ประกอบมาหลายชั่วโมง

อย่างครบองค์ประกอบที่ว่าคือ

ขั้นแรกเราพิจารณากายผ่านการสังเกต

ขั้นที่สองพิจารณาประสาทสัมผัสที่เกิดขึ้นในกาย แม้แต่ในตัวเองยังมีความต่างนับล้านชนิดที่ไม่เท่ากัน ร่างกายบางส่วนตึง แข็ง แน่น บางส่วนโฟลว์ เบา โปร่ง โล่ง นี่คือการกลับเข้ามาสู่สภาวะกายกับความรู้สึก 

ต่อมาสังเกตสภาวะจิต เช่น จิตตอนนี้ไม่มีโทสะ ไม่มีโมโห ไม่มีง่วงเหงาหาวนอน ไม่มีอิจฉา 

ส่วนฐานที่สี่ คือ ฐานธรรมชาติ รู้ว่าจิตตอนนี้สบายๆ เฉยๆ ไม่เฉยซะทีเดียว สุขอ่อนๆ สุขเพราะได้พูดสิ่งที่ชอบ การได้พูดสิ่งที่ชอบทำให้มีความสุข

เราพิจารณาแบบนี้เป็นขั้นๆ มันจะละเอียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่จิตใจเราละเอียดขึ้น เราจะเห็นความหยาบในตัวเองเยอะ ทำให้เราใช้ทรายในงานเยอะมาก เรียกว่าเป็นการยอมรับความเป็นจริงผ่านการสำรวจตัวเอง

เข้าใจแล้ว รูปที่คุณวาดอธิบายสภาวะความเปลี่ยนแปลง

แล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้น เวลาดูรูป เราต้องใส่จินตนาการเข้าไป คนทั่วไปใช้แค่สายตาดู แล้วสายตามาพร้อมการรับรู้อดีต คนเราไปดูรูปพร้อมกับอดีตของแต่ละคน จึงไม่เห็นปัจจุบัน และยังไปพร้อมกับการหล่อหลอมว่าทุกอย่างคุณต้องอธิบายได้หมด ยิ่งเราสนใจคำอธิบายมากขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งห่างความรู้สึก แล้วพอเราห่างความรู้สึก เราจินตนาการอะไรต่อไม่ได้เลย แต่ถ้าเราเริ่มรู้สึกเรามองภาพวาดหนึ่งได้เป็นล้านรูปแบบ น้อยคนมากที่จะเห็นมันจริงๆ 

อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ท่านบอกไว้ว่า ผมไม่สนใจเรื่องคำอธิบาย ผมสนใจเรื่องความรู้สึก เพราะความรู้สึกอยู่ในมิติที่มองไม่เห็น

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง
ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ซึ่งความรู้สึกของมนุษย์มันมีนับไม่ถ้วน คงไม่ได้มีแค่ชอบหรือไม่ชอบ

เราว่าจริงๆ แล้ว ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ เป็นความคิดที่เราปรุงแต่งตามความรู้สึก ความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น เชื่อมไปสู่ความทรงจำ ความทรงจำเชื่อมไปสู่ความคิด ความคิดจึงสั่งว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดี ถ้าดีเราก็อยากได้อีก เรียกว่าโลภ ถ้าไม่ดีเราก็ไม่ชอบ ผลักออกไป เรียกว่าโทสะ เราวิ่งหนีสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อไปหาความชอบตลอด 

ไม่รู้สิ เราแค่มองเห็นโลกไม่เหมือนคนอื่นมั้ง เมื่อก่อนก็มองโลกแบบหยาบๆ เต็มไปด้วยข้อสงสัยแต่พยายามเข้าใจมันน้อย คนส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถาม มันคืออะไร ทุกอย่างต้องอธิบายได้ สมมติตอนนี้เรากำลังเล่นชิงช้า ถ้ามีคนมาถามว่าเล่นไปทำไม…

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

ไม่รู้เหมือนกัน เล่นแล้วมีความสุข

อืม (ยิ้ม) ใช่ไหม งานศิลปะเป็นแบบนั้น เรามีความสุขกับมัน แต่พอโตขึ้นทุกอย่างต้องอธิบายได้ แม้แต่เล่นชิงช้าว่าเล่นไปทำไม ก็เราแฮปปี้ (หัวเราะ) ศิลปะคือสิ่งนี้แหละ คือสมองซีกขวา คือเรื่องของความรู้สึก

ถ้างานศิลปะต้องใช้ความรู้สึก แล้วการใช้ชีวิต คุณใช้ความรู้สึกหรือเหตุผล

ทั้งสอง ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ต้องกลับมาส่องดู เหตุผลเป็นสิ่งที่ต้องใช้ เช่น ถ้าตอนนี้เราเป็นทุกข์อยู่ อะไรเป็นเหตุของความทุกข์ อะไรกำลังกวนใจเราอยู่ แล้วทำไมต้องเปลี่ยนความรู้สึกตัวเอง 

ถ้าความรู้สึกที่เราปล่อยออกไปมันไม่เวิร์ก ต้องมาตั้งคำถามว่าทำไมฉันจึงไม่มีความสุขในปัจจุบัน

หากเรารู้วิธีเฝ้าสังเกตตัวเอง จะพบว่าที่ร่างกายและความรู้สึกของฉันไม่ค่อยมีความสุขเป็นแบบนี้ เหตุผลแรกเป็นเพราะฉันนอนน้อย สอง มีเรื่องกวนใจ ฉันมีงานบางอย่างที่ต้องทำให้เสร็จแต่ผัดวันประกันพรุ่งกลายเป็นดินพอกหางหมูไว้หลายชิ้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขในปัจจุบัน เราก็จะสาวไปเรื่อยๆ

ทำไมเราควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าสังเกตแบบนี้

ถ้าเรามองคนเหมือนการฉายภาพ มันจะไม่มีมิติอื่น แต่ถ้ามองคนเป็นเหมือนไม้เลื้อย เราจะค่อยๆ สังเกตเขา มองไต่เขาขึ้นไปตั้งแต่เท้า ข้อเท้า หัว เอว เสื้อผ้าที่ใส่ หมวกที่ใช้ ตุ้มหูที่มี นาฬิกาบนข้อมือ การใส่เสื้อผ้า บุคลิกทางการเดิน ซึ่งบ่งบอกถึงสิ่งที่เขาผ่านมา ดูแลตัวเองหรือไม่ ใส่ใจกับอะไรบ้าง แล้วพวกนี้แหละเป็นวัตถุดิบทางการทำงานศิลปะทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะการแสดง เมื่อนักดนตรีสังเกตก็จะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องพวกนี้

คล้ายๆ นักเขียนก็ต้องสังเกต จดจำรายละเอียดแล้วก็เขียนถ่ายทอดในรูปของตัวอักษร

ใช่ เราชอบอ่านโกวเล้ง เขาสื่อสารภาษาในประโยคสั้นๆ ที่ทำให้เราแสดงได้เลย เช่น สองบุรุษจ้องหน้ากันต่อให้ภูเขาพังทลายก็ไม่กะพริบตา, ใบหน้าของมันใครดูก็รู้ว่ามันไม่อยากพบปะคน, มีดของมันไม่ต้องใช้หินลับ มันใช้กระดูกและคอคนเป็นที่ลับมีด นี่หมายถึงความอำมหิตของตัวละครตัวนั้นสุดๆ เราใช้พวกนี้เป็นวัตถุดิบทางการแสดง อีกอันที่ชอบ มันพยักหน้าด้วยความคล้ายเข้าใจ คือ ไม่เข้าใจ แต่พยักหน้า (หัวเราะ) โกวเล้งชอบมีภาษาแบบนี้อธิบายเหตุผลที่ไร้เหตุผล (หัวเราะ)

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

แล้วการฝึกสมาธิเชื่อมกับการเป็นนักแสดงด้วยไหม

เชื่อม เพราะว่าการทำงานแสดงคือการแสดงออกมาภายนอกซึ่งเคลื่อนด้วยภายใน สมาธิ เพิ่มการจดจ่อในการจัดการร่างกาย และใช้จินตนาการด้วย เช่น วัตถุดิบทางการแสดงเทคนี้จะใช้อะไร เป็นการเล่นด้วย Sense Memory กับ Emotional Memory ผสมกัน เช่น กินไอศกรีมหวาน เราจำได้ว่าทำให้เกิดอารมณ์ดี รสชาติอร่อย หน้าเราก็ยิ้ม และมีการเคลื่อนไหวทุกอย่างครบหมดเลย 

การนั่งสมาธิทุกวันมันทำให้เราเจอวัตถุดิบไปใช้ในการแสดงเต็มไปหมด และใช้จินตนาการที่แข็งแรงมาก แล้วพอละเอียดอ่อนเรื่องการแสดงให้ออกมาเป็นงานอาร์ต จึงมีทางเลือกให้ไปเยอะ

ทั้งหมดที่คุยกันมา ก๊อตเรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง

จดบันทึกทุกวัน สำคัญมาก คิดอะไรไม่ออก เขียนขอบคุณไว้ก่อน ให้ทายว่าเมื่อวาน เราเขียนขอบคุณอะไรหลังจากอาบน้ำเสร็จ

ฝักบัว

โน ไดร์เป่าผม เขียนขอบคุณบริษัทที่ผลิตไดร์เป่าผมยี่ห้อนั้นมา แรงสะใจฉิบหาย (หัวเราะ) แล้วพอขอบคุณไดร์เป่าผมได้ มันจะค่อยๆ ขอบคุณกระจกที่เราส่องหน้า ครีมทาหน้า หน้าเด้ง (หัวเราะหนักมาก) กิจกรรมเล็กๆ ทำให้เราเอ็นจอยได้หมด ขอบคุณ ถ้าไม่ผลิตมากูไม่มีใช้ เซ็งนะเนี่ย 

ขอบคุณทุกอย่างที่ขวางหน้าเลยหรอ

จริงๆ ทุกอย่างน่าขอบคุณหมด แล้วเราจะแฮปปี้เวลาที่ใช้ชีวิต จะทำงานด้วยเอเนอจี้บวก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะมีเอเนอจี้ลบนะ เวลาเกิดขึ้นในตัวเอง ก็แค่ยอมรับว่าขณะนี้ฉันมีอารมณ์ขุ่นมัว มีอัตตาเกิดขึ้น ฉันไม่พอใจที่มีคนด่าฉัน มีอารมณ์ที่ต้องการความชื่นชม หน้าที่ของเราไม่ได้โกรธหรือเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้น แต่ยอมรับว่าฉันมีอารมณ์

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

จริงๆ แล้วก๊อตเป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่ไม่ค่อยอยู่ในกระแส อยู่กับตัวเองมากกว่า ตอนแรกพ่อแม่ก็ไม่เข้าใจนะที่เป็นคนแบบนี้ แต่ตอนหลังเขาเห็นว่าเรามีความสุขจริงๆ น่าอิจฉาตรงที่ว่าคนอื่นดั้นด้นหาความสุขจากภายนอก ลูกเขากลับเจอความสุขตอนอยู่บ้าน ตอนอยู่กับตัวเอง ง่ายๆ ไม่มีอะไรเลย 

และเวลาทำงานวาดภาพ มันคือเราทั้งหมดทุกอย่าง แม้แต่การจัดวางก็เป็นเรา มีความรกในแบบของเรา จะเห็นว่าเรามีความใส่ใจเรื่องอะไร ถ้าเข้ามาในห้องนี้จะรับรู้ได้ว่าเราค่อนข้างมีอิสระ มีความสุขมาก ทุกสีที่หยดมันไม่โกหก มันบ่งบอกว่าผู้ชายคนนี้รักอะไร โต๊ะ ที่นั่ง สีสันบนผนัง รายละเอียดทุกอย่างที่วางไว้ บ่งบอกถึงความเป็นเรา

ขออีกคำถาม มีความคาดหวังของต่องาน Exhibition ครั้งนี้ไหม

ความคาดหวังของเราถูกเติมเต็มตั้งแต่ตอนที่วาดเสร็จแล้ว คือเรารู้ว่าสิ่งที่ปลูกไว้วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นงาน Exhibition หรืองานอะไรก็ตาม เป็นเหมือนต้นไม้ที่เพิ่งปลูก เดี๋ยวมันจะให้กิ่งก้านสาขาตามระยะเวลาของมัน ครั้งแรกอาจมีแค่ใบอ่อน โผล่ขึ้นมาจากดิน เราแค่มีหน้าที่ทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อนให้คนเห็นว่าเราเป็นศิลปินตัวจริงหรือเปล่า แต่จะเร่งทำให้คนดู

สุดท้ายจริงๆ แล้ว ก๊อตว่าสิ่งสำคัญของการวาดภาพคืออะไร

สนุก เต้นไม่ได้ ยิ้มไม่ได้ ต้องวาด (ยิ้มกว้าง)

มาวาดรูปกันป่ะ

ก๊อต จิรายุ นักแสดงผู้รักการสร้างงานศิลปะ และกำลังมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง

นิทรรศการ Transience จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึง 18 เมษายน 2564 ที่ Joyman Gallery ถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร

เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 11.00 – 19.00 น. (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

โทรศัพท์ 06 5124 2222, 06 5124 1111

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนมาถึง ‘2Bees Garden’ ผมไม่รู้ว่าควรจะตื่นเต้นกับอะไรก่อนดี ระหว่างขบวนแคคตัสและไม้อวบน้ำ รูปทรงดึงดูด แปลกตา กับการได้พบเจอกับ บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอกหนัง Coming of Age เรื่องเยี่ยมที่ยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำ

“อาจินต์ เอาผมไปฆ่าให้ตาย ผมก็รักคุณ”

หากใครยังจำประโยคข้างต้นนี้ได้ ก็คงพอจะนึกภาพของอาจินต์ ชายหนุ่มผิวเกรียม แววตาใสซื่อ กับบุคลิกเปิ่นๆ ในภาพยนตร์ มหา’ลัยเหมืองแร่ ออก บีคือผู้รับบทหนุ่มหน่ายที่ถูกรีไทร์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ พลันเหวี่ยงตัวเองไปกรำวิชาชีวิตกลางเหมืองแร่กระโสมคนนั้น แต่หลังปิดกองถ่าย ดูเหมือนเขาจะฝากผลงานไว้อีกประปราย แล้วจู่ๆ ก็ห่างหายไปจากวงการบันเทิง

หลายคนอาจไม่ทราบว่า แท้แล้วช่วงนั้นบีกลับไปเรียนต่อด้านชีววิทยาที่อเมริกา ก่อนผันจากอาจินต์เป็นอาจารย์หลังจบปริญญาโทด้านการปรับปรุงพันธุ์และพันธุกรรมพืชจากอังกฤษ ควบคู่กันเขาเริ่มจริงจังกับการเพาะเลี้ยงแคคตัสและไม้อวบน้ำ งานอดิเรกที่ต่อมาสร้างรายได้เพียงพอหล่อเลี้ยงชีวิตและความใฝ่ฝัน จนทำให้เขาตัดสินใจลาออกมาเป็นคนสวนเต็มรูปแบบ 

ปัจจุบันเขาและภรรยาย้ายขึ้นมาทำฟาร์มที่จังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 10 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งผลิตแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์แปลก พันธุ์หายาก กระทั่งพันธุ์โบราณที่ว่ากันว่าวิวัฒน์มาตั้งแต่ยุคจูแรสสิก

บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอก มหา’ลัยเหมืองแร่’ กับบทบาทเจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายาก 2Bees Garden

อาจินต์เป็นอาจารย์

แม้จะเป็นคนกรุงแบบที่แทนตัวเองว่า โคตรกรุงเทพฯ แต่สวนขนาดเล็กเคียงรั้วรอบบ้านย่านทองหล่อ ก็เพียงพอจะหล่อหลอมให้เด็กชายบีรักธรรมชาติและโปรดปรานกิจกรรมเพาะปลูก

“จริงๆ เราชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก เวลาไปเจอต้นอะไรแปลกๆ หรือวัชพืชข้างทางก็เก็บมาปลูก รอดบ้างไม่รอดบ้าง เพราะปลูกไปตามประสา แล้วจำได้ว่ามีหนหนึ่งคุณย่าให้เงินมาร้อยบาท เลยนั่งรถเมล์ไปตลาดนัดจตุจักรหิ้วแคคตัสกลับบ้าน ปรากฏว่าปลูกไม่เป็น เอาทรายล้วนปลูก เพราะเคยเห็นมันอยู่ตามทะเลทราย ผลสุดท้ายคือตายเรียบ”

บีหัวเราะร่วนกับวีรกรรมครั้งยังเป็นมือใหม่หัดปลูกที่ชอบปลูกไปซะหมด กระทั่งผ่านมาถึงช่วงมัธยมเขาจึงเริ่มหันมาสนใจแคคตัสเป็นพิเศษ

“ประมาณ ม.3 เราได้ทุนไปเรียนต่อไฮสคูลที่อเมริกา ซึ่งมันทำให้ได้เปิดหูเปิดตากับความหลากหลายของแคคตัส ได้เห็นพันธุ์ที่ไม่เคยเจอ เลยเก็บเงินซื้อมาปลูกไว้บนชั้นวางหนังสือที่ดัดแปลงติดไฟเทียม รอจนปิดเทอมฤดูร้อนก็ขนมาปลูกต่อเมืองไทย แล้วข้อดีของแคคตัสคือมันดูแลง่าย ไม่ต้องรบกวนคนอื่นมากช่วงที่เราต้องกลับไปเรียน ตั้งแต่นั้นเราก็ค่อยๆ ขยับมาเลี้ยงเฉพาะแคคตัส”

บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอก มหา’ลัยเหมืองแร่’ กับบทบาทเจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายาก 2Bees Garden
บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอกหนัง ‘มหา’ลัยเหมืองแร่’ กับบทบาทเจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายาก 2Bees Garden

วิถีชีวิตและความหลงใหลกลายเป็นปัจจัยกำหนดต้นไม้ที่ปลูก ทั้งเชื่อมโยงไปสู่การเลือกเรียนต่อด้านชีววิทยา ที่ University of California Santa Cruz ควบคู่กับการเก็บเกี่ยววิชาความรู้ บีเล่าว่าเขายังสมัครทำงานในสวนพฤกษศาสตร์ของมหาวิทยาลัย โซนแคคตัสและไม้อวบน้ำ เพื่อฝึกทักษะการดูแลจัดการต้นไม้ที่เขารักกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเสียงจริง

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้เองที่บีจับพลัดจับผลูจากชายขี้อาย ขลุกอยู่แต่กับต้นไม้ กลายมาเป็นนักแสดงแจ้งเกิดจากภาพยนตร์คุณภาพยุคแรกของค่าย GTH อย่าง มหา’ลัยเหมืองแร่

“สมัยก่อนผมเป็นคนขี้อาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง เข้าสังคมก็ไม่ค่อยเก่ง ช่วงอยู่อเมริกาเลยสมัครเรียนแอคติ้ง เพราะอยากพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเวิร์ก ดังนั้น ตอนกลับไทยประมาณปิดเทอมปี 3 ก็หาเรียนอีก ได้เรียนทั้งกับครูเล็ก (ภัทราวดี มีชูธน) และ ครูแอ๋ว (อรชุมา ยุทธวงศ์) แล้วเผอิญว่าครูแอ๋วรู้จักกับ พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) ผู้กับกำกับ มหา’ลัยเหมืองแร่ ที่กำลังเปิดรับสมัครนักแสดง เขาเลยลองส่งผมไปแคสติ้ง

จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

“ผมไปถึงออฟฟิศ หับ โห้ หิ้น ช่วงหัวค่ำ จริงๆ เขาปิดการแคสติ้งเรียบร้อยแล้ว แต่โชคดีว่าพี่เก้งยังไม่ได้เลือกนักแสดง เราก็เลยได้โอกาส ตอนนั้นยังไม่รู้จักนะว่าพี่เก้งคือใคร เห็นแกเดินผ่านไปมาก็นึกว่าเป็นพนักงานออฟฟิศ เพราะเคยได้ยินแค่ชื่อกับผลงานหนัง 15 ค่ำ เดือน 11 พอวันรุ่งขึ้นมีทีมงานโทรมาแจ้งว่า คุณได้รับบทอาจินต์นะ ผมงงเลย ทำไมมันรวดเร็วทันใจขนาดนี้ เขาบอกว่าวันนั้นพี่เก้งอยู่พอดี แล้วแกเห็นว่าบุคลิกภาพเราเหมาะสม เพราะดูเป็นเด็กเป๋อๆ” 

บีหัวเราะอย่างเก้อเขิน พลางเสริมต่อว่า หลังจากปิดกองถ่ายได้ไม่นาน เขาก็เดินทางไปรับผิดชอบภารกิจการเรียนที่คั่งค้างและมีงานในวงการบันเทิงอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงปักหมุดเมืองนอริช ประเทศอังกฤษ เป็นสถานที่สำหรับใช้เวลา 1 ปีเต็มเพื่อเรียนต่อปริญญาโทด้านปรับปรุงพันธุ์และพันธุกรรมพืช ณ University of East Anglia

ก่อนกลับมาประจำตำแหน่งอาจารย์คณะเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ควบคู่กับเพาะเลี้ยงแคคตัสและไม้อวบน้ำเป็นรายได้เสริม พลันผุดความคิดอยากจริงจังกับการทำฟาร์ม ซึ่งผลลงเอยเป็นรูปเป็นร่างในอีก 5 ปีถัดมา

จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

สวนสองบี

“คือผมชอบการสอนนะ แต่ถึงจุดหนึ่งงานที่เราต้องทำเกี่ยวกับต้นไม้มันเยอะ จนไม่สามารถจัดสรรเวลาให้ความสำคัญกับงานหลักเพียงพอ ทำให้เรารู้สึกผิด จวบกับตอนนั้นรายได้จากการขายต้นไม้เริ่มที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต ก็เลยตัดสินใจลาออก”

หลังพลิกบทบาทมาทำฟาร์มเต็มตัว บีเดินเครื่องสร้างโรงเรือนและตั้งชื่อน่ารักๆ ว่า 2Bees Garden ซึ่งมาจากการหยิบจับชื่อของตัวเองและผึ้ง-ภรรยา มาสร้างลูกเล่นแบบพ้องคำคล้องความ พร้อมวางคอนเซปต์ที่มุ่งเน้นการผลิตและจำหน่ายต้นไม้ตอบโจทย์ตลาดนักสะสมแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์แปลกจากทั่วทุกมุมโลก โดยมีความชอบของเจ้าของฟาร์มเป็นเกณฑ์หลักในการคัดสรรพันธุ์ไม้

จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก
จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

“เอาจริงๆ ผมเป็นนักธุรกิจที่แย่มากนะ เพราะเราไม่ได้เอาเรื่องธุรกิจมาคิดก่อน เราคิดแค่ว่าชอบไม้ตัวนี้ มันสวยดี ก็เลือกเอามาเพาะ ขยายพันธุ์ ส่วนจะขายได้รึป่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” บีเล่ากลั้วหัวเราะ “จะว่าเข้ามาทำธุรกิจแบบงูๆ ปลาๆ เลยก็ได้ แต่เผอิญโชคดีที่เหมือนเราเดินมาถูกทางตลอด เพราะเมื่อก่อนเราชอบเข้าไปโพสต์ให้ความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงและพัฒนาพันธุ์แคคตัส บ้างก็แนะนำพันธุ์ไม้อวบน้ำที่เราสนใจในเว็บไซต์ Pantown แค่อยากโพสต์อวดต้นไม้เฉยๆ นี่แหละ แล้วเขียนอธิบายข้อมูลประกอบ กลายเป็นว่าตอนหลังพอเราทำ 2Bees Garden สิ่งเหล่านี้มันเป็นอานิสงส์ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเสริมพลังแบรนดิ้งให้กับเรา”

อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 ปี พื้นที่ขนาด 3 งาน ก็เต็มแน่นไปด้วยผลผลิต บีจึงขยับขยายย้ายกิจการขึ้นมาเปิดที่จังหวัดเชียงใหม่ บนทำเลกว้างขวาง 10 ไร่ ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศเหมาะเจาะ พร้อมออกแบบบรรยากาศรื่นรมย์โดยได้แรงบันดาลใจจากฟาร์มแคคตัสแบบอเมริกา

ฟาร์มสไตล์อเมริกา

ปลาย พ.ศ. 2560 รถบรรทุกสิบล้อที่ทยอยขนต้นไม้จำนวนนับล้าน จากต้นทางกรุงเทพฯ ส่งถึงเชียงใหม่ก็ปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น เป็นปีที่บีเปรยว่าเหนื่อยสาหัสกับการวุ่นแพ็กแคคตัสลงกล่องลังชนิดสั่งทำหนาพิเศษ จัดการเรื่องขนย้าย และบินตามมารอรับของลงปลายทาง ก่อนจัดจำแนกแยกเก็บไว้ตามโรงเรือน 3 หลัง ซึ่งปัจจุบันงอกเพิ่มอีก 4 โรง รวมแล้วเป็น 7

นอกจากพันธุ์ไม้เรียงรายในโรงเรือน ภายในอาณาบริเวณที่มีลักษณะเป็นเนินเตี้ยทอดยาวไปจรดบ้านพักส่วนตัวด้านท้าย ยังมีโซนเพาะเลี้ยงกลางแจ้งสำหรับไม้สู้แดดและทนฝน รวมถึงอาคารรับรองแขกสไตล์ Mexican Adobe House ซึ่งลงตัวกับบรรดาแคคตัสและไม้อวบน้ำที่ประดับประดาสวยงามรายล้อมรอบฟาร์มแห่งนี้

จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก
จากพระเอกหนังมหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

“ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าฟาร์มเราจะไม่โฟกัสกับแคคตัสหรือไม้อวบน้ำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วการปลูกลักษณะนี้เป็นสไตล์เดียวกับฟาร์มในอเมริกา ที่จะเน้นสปีชีส์หายาก ความแปลกแตกต่าง และความหลากหลาย ตรงกันข้ามกับสไตล์เอเชียที่เน้นเล่นไม้ลูกผสม ไม้กลายพันธุ์ หรือไม้ด่างเฉพาะทางไปเลย

“อาจเพราะว่าเราเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ได้ซึมซับกับรูปแบบการจัดสวน ทำโรงเพาะ และเห็นแคคตัสในแหล่งธรรมชาติแถบแอริโซนา ซานดิเอโก หรือเม็กซิโก ก็เลยนำประสบการณ์ทั้งหมดมาต่อยอดเป็นแนวทางการทำงาน ถึงอย่างนั้นทุกวันนี้เราก็พัฒนาพันธุ์นะ แต่จะเน้นสายพันธุ์ที่คนมองข้าม คือสปีชีส์เราก็เก็บ ไฮบริด ลูกผสม ตลอดจนไม้ด่าง เราเอาหมด”

ไม่เพียงรองรับปริมาณต้นไม้ได้สมใจอยาก สภาพภูมิอากาศของที่นี่ยังเอื้อให้พันธุ์ไม้หลายชนิดเติบโตสมบูรณ์ เช่น ‘ปีศาจทะเลทราย’ หนึ่งในดาวเด่นประจำฟาร์ม ซึ่งติดเมล็ดให้ขยายพันธุ์จนเป็นผลสำเร็จเมื่อ 2 ปีผ่านมา หลังเฝ้าประคบประหงมมานานกว่า 15 ปี

จากพระเอกหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของ 2Bees Garden ฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก
จากพระเอกหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของ 2Bees Garden ฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก

บีอธิบายเรื่องราวของต้นไม้ชนิดนี้ให้ฟังว่า “ความพิเศษของปีศาจทะเลทรายคือไม่ใช่พืชอวบน้ำ แต่มันขึ้นอยู่กลางทะเลทรายนามิบ ประเทศนามิเบีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งและเก่าแก่ที่สุดในโลก ตอนแรกหลายคนก็งงว่ามันอยู่รอดมาได้ยังไง จนตอนหลังมีคนศึกษาแล้วพบว่ามันดักกินหมอกยามเช้า และมีรากยาวสำหรับชอนหาแหล่งน้ำใต้ดิน” เขาเล่าอย่างกระตือรือร้น พลางออกท่าทางคล้ายกำลังโอบบางสิ่ง 

“คิดดูสิว่าต้นในธรรมชาติขนาดนี้อายุเฉลี่ยอาจจะประมาณห้าร้อย หกร้อยปี เทียบกับต้นไม้ใหญ่ๆ บ้านเราอย่างต้นสักหรือต้นจามจุรียักษ์ ไอ้ต้นแค่นี้แก่กว่าเยอะเลยนะ แถมมีการค้นพบอีกว่าฟอสซิลของพืชกลุ่มนี้มันวิวัฒนาการในยุคก่อนที่จะมีพืชดอก ซึ่งก็คือยุคจูแรสสิก ถ้าจำไม่ผิดพืชดอกมันมาหลังยุคครีเทเชียส ยุคสุดท้ายก่อนที่ไดโนเสาร์จะสูญพันธุ์นู่นเลย”

ยังมีต้นคางคกแห่งโซมาเลีย ต้นมะพร้าวทะเลทรายยักษ์แห่งเกาะโซโคตร้า หรือต้นปรงฟ้าแห่งแอฟริกาใต้ ที่บีพูดถึง เมื่อผมขอให้แนะนำไม้ตัวท็อปของฟาร์มเพิ่มเติม แต่ดูเหมือนสักพักเขาจะอึกอักลังเล พลันตัดบทว่า “อันที่จริงมันเลือกยากนะ เพราะเสน่ห์ของแคคตัสและไม้อวบน้ำคือความแตกต่างของโครงสร้าง ซึ่งคล้ายกับผลงานศิลปะและความสวยแบบไร้ช่วงเวลา ไม่ว่ามองต้นไหน เวลาใด เราก็รู้สึกเอนจอยกับมัน ฉะนั้น ทุกต้นจึงมีคุณค่าเท่ากันสำหรับเรา”

จากพระเอกหนัง มหา’ลัยเหมืองแร่ สู่เจ้าของ 2Bees Garden ฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายากจากทั่วโลก
ต้นปรงฟ้า

ชนะบ้าง แพ้บ้าง

ด้วยสงสัยว่าต้นไม้จำนวนมากมายมหาศาลเช่นนี้ 2Bee Garden มีเคล็ดลับการดูแลอย่างไร ชายหนุ่มเจ้าของฟาร์มเฉลยคำตอบง่ายๆ ว่า ถ้าปลูกติดแล้วแค่ให้น้ำ แต่เรื่องที่ยุ่งยากจนทำให้พักหลังเขาถึงขั้นจิตตก คือการที่เขาจำเป็นต้องรดมันด้วยตัวเอง

“ต้นไม้ที่ปลูกในโรงเรือนทั้งหมดผมจะไม่ให้คนงานรด เพราะการดูแลไม่เหมือน อย่างถ้าเรารดเอง เราดูได้ว่าต้นไหนตายก็เก็บออก เป็นโรคเราก็รักษา ต้นไหนควรรดมาก รดน้อย หรือบางต้นต้องถนอมเป็นพิเศษ เรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อนมาก แค่รดน้ำอย่างเดียวก็ใช้เวลาเกือบอาทิตย์แล้ว แต่ข้อดีคือสองถึงสามอาทิตย์รดหนหนึ่ง เวลาที่เหลือเราก็จะมาเพาะเมล็ด พัฒนาพันธุ์ และจัดการธุระอื่นๆ”

อย่างไรก็ตาม ถึงบีจะทุ่มเทให้ต้นไม้หมดหน้าตักและดูเหมือนจัดการเวลาได้ดี ทว่าภาระงาน ความผิดชอบ บวกปัญหาที่ไม่มีทางออกก็ก่อมรสุมความเครียดหน่วงหนัก

“ตอนนี้มันอยู่ในจุดที่เราพบว่า มีเยอะเกินไปก็กลายเป็นทุกข์ เพราะพอดูแลไม่ไหว ต้นไม้ก็โทรม บ้างติดโรค เพิ่งมีเซ็ตหนึ่งประมาณพันต้น ผมเพาะมาห้าปี ถ้าขายจะได้ต้นละพัน แต่เปลี่ยนกระถางปุ๊บตายหมดยกเซ็ต” บีเว้นจังหวะ “ยิ่งเราเลือกบุกเบิกไม้พันธุ์แปลกเข้ามาปลูก บางปัญหาก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร เพราะคนอื่นไม่ปลูกกัน ปีหนึ่งต้นไม้ผมตายแน่ๆ หลักล้านบาท ฉะนั้น ผมจึงพยายามไม่ตีเป็นมูลค่าและไม่เคยทำบัญชี เพราะถ้าเราคิดแบบนี้เราตาย เราจะเครียดตายเลย”

บีเล่าซึมๆ ต่อว่าปีที่ผ่านมาเขาอาการหนักจนต้องปรึกษาจิตแพทย์ แต่สิ่งนี้เองที่ช่วยชุบชูและทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะการจัดการกับปัญหาด้วยสายตาแบบใหม่

บี-พิชญะ วัชจิตพันธ์ พระเอก มหา’ลัยเหมืองแร่’ กับบทบาทเจ้าของฟาร์มแคคตัสและไม้อวบน้ำพันธุ์หายาก 2Bees Garden

“ถามว่าทุกวันนี้ยังเครียดมั้ย ก็เครียดอยู่บ้างนะ แต่พอกลับมาทบทวนว่าอย่างน้อยมันไม่ได้แย่ แค่ ‘You win some, you lose some’ แล้วเรียนรู้ที่จะไม่พาใจไปหมกมุ่นกับมันมาก หัดมองในแง่ดีบ้าง อีกอย่างเราไม่ได้มีเป้าหมายเชิงธุรกิจมาตั้งแต่แรก แต่เราชัดเจนว่ามีความสุขที่ได้นำเสนอต้นไม้แปลกๆ และน่าสนใจให้คนได้เอาไปปลูกกัน แค่นั้นก็เอนจอยแล้ว”

อนาคตอันใกล้นี้ บีกำลังมีแผนเปิดฟาร์มให้ทุกคนเข้ามาเยี่ยมชมอย่างเป็นทางการ พร้อมสร้างโรงจำหน่ายต้นกล้าหน้าบ้าน เพื่อเป็นอีกช่องทางให้บริการลูกค้านอกจากระบบออนไลน์ เจ้าตัวแอบกระซิบด้วยว่า เตรียมจะปล่อยต้นไม้ในคอลเลกชันสะสมที่แบกเอาไว้จนล้น เพราะคิดว่าอาจเป็นหนทางที่ช่วยให้เขาพบ ‘จุดกึ่งกลางความพอดี’

2Bees Garden

โทรศัพท์ : 081 402 0950

Facebook : 2Bees Garden

Writer

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load