เสียดายที่ที่ว่าการอำเภอปิดทำการในวันสุดสัปดาห์ จุดนัดพบของเราและ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต จึงไม่ได้เป็นที่หน้าอำเภออย่างที่ตั้งใจ*

หากนำผลงานโฆษณาปีนี้ของนัทมาเรียงต่อกัน คุณจะได้หนังรักขนาดยาวหนึ่งเรื่องพอดิบพอดี

แต่เดี๋ยวก่อน นั่นไม่ใช่เพราะพระเอกหนุ่มวัย 24 ปีคนนี้มีผลงานมาตลอดชีวิตการแสดง แต่จากผลงานหนังโฆษณาที่มีความยาวมากกว่า 10 นาที 2 เรื่อง และซีรีส์โฆษณาที่มีความยาวขนาด 4 ตอนอีก 1 เรื่อง ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าหนุ่มสถาปัตย์คนนี้มีอะไรน่าสนใจ

สืบสาวราวเรื่องก็พบว่า นัทไม่ใช่นักแสดงหน้าใหม่ในวงการ เขาผ่านงานซิตคอม ละคร กับทางค่ายใหญ่มาก่อน บทสนทนาด้านล่างจึงเต็มไปด้วยการเรียนรู้และค้นหาความภูมิใจในตัวเอง ก่อนกลับมาในสู่เส้นทางนักแสดงอิสระ

จากนักแสดงหนุ่มน้อยหน้าใส กลายเป็นพระเอกหนังโฆษณาที่มีฝีมือน่าจับตามอง ได้ทำงานร่วมกับผู้กำกับอย่าง โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ในหนังโฆษณา Heartbeat…จังหวะจะรัก ของ Central 70 Years, มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ ในหนังโฆษณา RiAeDo ของ Eversense Thailand และ อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร ในซีรีส์โฆษณาชุด CAN The Series ของ KTC

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต

บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมเราต้องแนะนำเขาให้คุณรู้จัก สิ่งเดียวที่พอจะบอกได้คือ อย่าเผลอไปสบตาเขาเข้าละกัน

*หมายเหตุ: สำหรับเด็กและเยาวชนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2535 ‘นัดพบหน้าอำเภอ’ เป็นเพลงของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่มีเนื้อหาบรรยายถึงการตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า จึงเอ่ยปากชวนพ่อหนุ่มไปจดทะเบียนสมรสกันที่อำเภอ

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต

ช่วงหลังมานี้เห็นคุณในหนังโฆษณาเยอะเลย

จริงๆ ผมเข้าวงการมาสักพักแล้ว ช่วงที่หายไป 1 ปี ไปเรียนการแสดงเพิ่มเติม การได้เจอครูและกลุ่มเพื่อนเรียนการแสดงเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทุกคนเหมือนคนบ้ามาก เต็มไปด้วยพลัง จริงจัง ทำการบ้าน ตีความบทบาทที่ได้รับแล้วโทรมาซ้อมบทเวลาตี 1 ตี 2 ก็ทำให้ผมค่อยๆ ชอบและเริ่มภูมิใจในสิ่งที่ทำเรื่อยๆ ชอบที่ได้อยู่ในแวดล้อมของคนที่ชอบและทำอะไรบางอย่างจริงจัง

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยชอบตัวเองในพาร์ตการแสดงเท่าไหร่

แล้วไปพบเจออะไรถึงทำให้กลับมาทำสิ่งนี้อีกครั้ง

หลังจากเรียนการแสดง ผมเลิกคิดถึงปัจจัยอื่นๆ ผมมองการแสดงเป็นแค่งาน เมื่อเสร็จจากงานเราก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ยอมรับว่าก่อนหน้านี้คิดเยอะ คิดว่าชีวิตประจำวันจะเปลี่ยนไหม มันมีความคาดหวังแปลกๆ เต็มไปหมด ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลกับตัวเราเอง จริงๆ อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ ที่มีโอกาสทำงานมาแล้วบ้างแม้ไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก

ได้อะไรจากการเรียนการแสดงบ้าง

ครูจะพูดอยู่เสมอว่าถ้าซื่อสัตย์ต่ออาชีพ อาชีพจะให้เราเอง ทำให้เราเลิกคิดถึงสิ่งที่อยู่ไกลออกไป ได้บทมาก็ตีความและทำให้เต็มที่ นอกนั้นก็เป็นเรื่องเทคนิคการแสดง ได้วิธีการเข้าหาซีนต่อซีน วิธีการเข้าหาเรื่อง กับงานของ 70 ปี ห้างเซ็นทรัล ผมก็ใช้วิธีนี้

ในผลงานล่าสุด CAN The Series ด้วยเรื่องที่ดูเป็นเนื้อหาเข้าใจยาก แต่ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดดี ทำให้งานนี้สนุกและน่าสนใจมากสำหรับเรา พี่อั๋น (ผู้กำกับ) ช่วยตีความ จริงๆ แล้วบทบาทที่ได้รับเป็นชีวิตจริงของ พี่แดง-ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ ผู้กำกับภาพในกองถ่าย ซึ่งพี่แดงเป็นคนที่มีแพสชันเรื่องปลาวาฬมาก เมื่อว่างจากการถ่าย ผมก็จะคอยถามพี่แดงเรื่องความรู้เกี่ยวกับปลาวาฬ ‘ปลาวาฬกินอะไรพี่’ ‘อ๋อ ปลาวาฬกินปลากะตัก’ หรือการออกเรือทะเลเป็นวันๆ เพื่อถ่ายภาพแค่ 4 วินาที เป็น 4 วินาทีที่จดจำไปตลอด เรื่องเล็กๆ เหล่านี้ก็ทำให้เราเข้าใจตัวละครมากขึ้น

ก็เลยทำให้งานราบรื่น

คิดว่าเป็นเพราะโชคดีที่เจอทีมงานที่มีพลังในการทำงานสูงมาก ผมเคยมีปัญหาเรื่องการร้องไห้ในซีน ก่อนหน้านี้ปัญหาจะถูกแก้โดยทีมงานเลือกเปลี่ยนซีนนี้ออก แต่การทำงานในช่วงหลังมานี้ต่างไปจากเดิม ใน CAN The Series พี่อั๋นบิลด์อารมณ์ในซีนร้องไห้อยู่นานมาก จะมาแล้วๆ แต่ไม่ได้เสียทีจนจะถอดใจ ผมหันกลับไปเห็นทีมงานทุกคนที่ตั้งใจรอ รอด้วยพลังงานที่บอกว่ารอได้ พอไม่มีบรรยากาศกดดัน อยู่ๆ ผมก็ร้องไห้ออกมา เป็นการร้องไห้ครั้งแรกในชีวิตการแสดง

สมมติถ่ายๆ อยู่ ผู้กำกับสั่ง ‘พี่ว่า…’ คือเขามักทำให้มากกว่าหรือไปให้มากกว่าที่เตรียมตัวไว้ เพื่อให้ซีนมันพิเศษขึ้น อย่างการรับส่งสั้นๆ ระหว่างตัวละคร ผู้กำกับเขาจะมีเซนส์ให้เรื่องออกมาดี มีรายละเอียดเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในบทและไม่ได้ต่างจากบท ทำให้งานออกมาสมบูรณ์

พอได้ทำงานร่วมกับคนเจ๋งๆ ที่มีพลังในการทำงานสูงๆ ยิ่งทำให้เราอยากทำงานในส่วนของเราให้ดี

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต

บทบาทอื่นๆ ที่อยากแสดง

จริงๆ ผมอยากลองทำทุกอย่างที่ได้รับโอกาส แต่ก็ต้องดูปัจจัยหลายๆ อย่าง อยากลองบทที่สนุกๆ ได้ทดลอง ได้ทำอะไรหลุดๆ ไปเลย แบบนักแสดงฮอลลีวู้ดที่ต้องเพิ่มหรือลดน้ำหนักเร็วๆ หรือไปเป็นคนไร้บ้านเพื่อให้เข้าถึงบทบาทที่ได้รับ จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนเก่งขนาดนั้น แต่ก็อยากลองบทบาทที่มีเวลาให้ผมได้ทำงานกับตัวละครเยอะๆ ให้เวลาเตรียมตัวเพื่อทำให้ตัวละครมีมิติ

ชอบคำว่าทำงานกับตัวละคร

เป็นการใช้วิธีแทนค่าเพื่อให้ได้ความรู้ที่ต้องการ สมมติในบทคือกล้องพัง แต่เราไม่อินเรื่องกล้อง ดังนั้นเราจะแทนค่ากล้องด้วยสิ่งใด จะมีแบบฝึกหัดการแสดงอยู่ (หัวเราะ) สมมติในเรื่องมีฉากที่เราไปช่วยปลาวาฬไม่ทัน ปลาวาฬเกยตื้นตายหลายตัว ฉากนั้นผมคิดถึงหมาที่บ้าน ว่าถ้าหมาตายด้วยความผิดของเราที่ปล่อยให้มันวิ่งเล่นจนรถชน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ ต่อยอดไปจนถึงจุดอารมณ์ที่ต้องการ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของบทพูด

สนุกจัง ขอตัวอย่างแบบฝึกหัดเพิ่มอีกได้มั้ย

นึกก่อนนะ ส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการรับมือที่แตกต่างกันไป จริงๆ บทบาทที่ผมได้รับก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น พยายามทำตามที่ครูสอน ทำความเข้าใจเรื่องพื้นหลังตัวละคร เข้าใจความต้องการของซีนนั้น เราต้องรู้ว่าตัวละครเข้าไปในซีนนี้เพื่ออะไร ถ้าไม่ได้ความต้องการนั้นจะมีวิธีการใดบ้างที่เกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ได้เป็นซีนที่มีความหมายอะไรมากมายผู้กำกับก็จะไม่กำหนดวิธีการ

วิธีการในที่นี้หมายถึง ผมเข้าไปในซีนนี้เพื่อบอกกับแม่ว่าผมจะออกไปข้างนอก ความต้องการของตัวละครแม่อาจจะต้องการให้เราไปหรือไม่ไป ถ้าความต้องการคือให้เราไปเราก็ไป แต่ถ้าความต้องการคือไม่ให้เราไป จะเกิด conflict ขึ้นในฉากนี้ วิธีการที่เราจะไปคืออะไรบ้าง เราอาจจะโมโหใส่ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นไปตามพื้นหลังนิสัยตัวละคร โดยมีผลมาจากการกระทำของตัวละครรอบข้าง เชื่อมโยงกันและกันทั้งหมด ซึ่งพอทำงานศึกษาความเชื่อมโยงเหล่านี้เรียบร้อย เราก็ต้องลืมเพื่อเข้าหาในฉากใหม่

กับบทพูดยาวๆ ที่ไหลลื่นนี่เป็นเพราะตัวตนนัทเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว หรือเป็นวิธีการในการแสดง

ส่วนใหญ่ผมใช้วิธีแขวนเกี่ยวกับตัวละครที่เข้าฉากด้วยกัน ฟังให้มากๆ ว่าเขาจะส่งคำพูดอะไรออกมา อาจจะฟังดูตลกแต่เป็นเรื่องจริง มีคนเคยบอกว่าบทมีไว้จำเพื่อลืม ท่องให้ขึ้นใจไปเลย พอเข้าฉากแล้วให้ใช้วิธีการฟัง ถ้าเขาไม่พูดบทนี้ หรือไม่รู้สึกว่าต้องพูดคำนั้น ก็ไม่ต้องพูดออกมา ที่เจอบ่อยเลยคือ จะมีเหตุการณ์ที่ในประโยคคำพูดเดียวกัน แต่แค่เว้นวรรคหรือโทนเสียงต่างกันก็ทำให้ความหมายแตกต่างกัน

ผมก็ไม่ได้ใหม่แล้วนะ แค่ว่ามีความเข้าใจมากขึ้นตามลำดับ ตัวจริงผมโคตรธรรมดาเลยนะ เป็นคนทั่วไปสุดๆ เพื่อนที่มหาวิทยาลัยไม่มีใครสนใจกับความเป็นดาราเลย ล้อเลียนด้วยซ้ำไป ซึ่งผมชอบมากนะ มันเป็นรายละเอียดเล็กๆ ในชีวิตที่ผมอยากเก็บไว้ไม่อยากให้งานในวงการมาเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ผมกลัวว่างานและชีวิตมันจะมารวมกันหมด

ฟังดูคุณสนุกกับงานแสดงไม่น้อยนะ มองอนาคตในวงการแสดงยังไงบ้าง

ผมมองงานแสดงเป็นงานอดิเรก แต่ไม่ได้ทำเหมือนเป็นงานอดิเรก ผมจริงจังกับทุกอย่าง

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต

แสดงว่าจะเห็นคุณในบทบาทสถาปนิก

เหตุผลที่เลือกเรียนสถาปัตย์เป็นเรื่องตรงกลางระหว่างการขีดเขียนวาดรูปที่เราชอบ และเป็นวิชาชีพที่เราสนใจ แต่ความชอบและความภูมิใจที่เกิดเกิดขึ้นระหว่างทาง เหมือนกับเรื่องการแสดง เมื่อเริ่มถึงจุดที่บอกตัวเองว่า เออ เราก็ทำได้ หรือมีโอกาสร่วมงานกับคนที่เจ๋งๆ เริ่มมีคนพูดถึง เริ่มจำงานของเราได้ ผมก็รู้สึกคิดไม่ผิดที่เลือก

คุณมีลายเซ็นที่มักจะใส่ลงไปในงานออกแบบบ้างมั้ย

ผมชอบเรื่องเส้น สาย ลาย ในพื้นที่ ชอบอะไรที่เป็นรูปทรงสมมาตร ชอบองค์ประกอบที่นิ่งแต่มีความซับซ้อนในนั้น เรื่องลายเซ็นและสไตล์งานตอนนี้ก็ยังพูดไม่ได้ (เขิน) ผมแค่รู้สึกว่าชอบหาอะไรในงานสถาปัตย์ ชอบเรื่องสัดส่วนที่ดี

ขอเดาว่าหนึ่งในสถาปนิกไอดอลของคุณคือ Tadao Ando

ใช่ๆ ชอบมากๆ งานเขาจะเป็นคอนกรีตหนักๆ อีกคนที่มากๆ คือ Richard Meier (ริชาร์ด ไมเออร์) งานของริชาร์ด ไมเออร์ ทุกงานจะเป็นสีขาว หรือคลาสสิกสุดๆ ก็จะเป็น Peter Zumthor (เพเทอร์ ซุมทอร์) อันนี้ทึ่งมาก เขาสร้างโครงไม้ขึ้นมาแล้วเทคอนกรีตเกิดเป็นโครงสร้างอาคาร จากนั้นเผาไม้ทั้งหมดจนเกิดเป็นพื้นผิวสัมผัส เขาเป็นคนที่เล่นกับความรู้สึกของคนได้โหดมากผ่านรายละเอียดเฉพาะตัว

ได้ยินว่าเรียนปีสุดท้ายแล้ว ขอฟังคอนเซปต์ thesis สักหน่อยสิ

thesis ที่ทำตอนนี้เป็นเรื่องตรงกลางระหว่างงานสถาปัตย์กับงานแสดง ออกแบบสถานที่สำหรับหนังไทย ซึ่งผมเรียกเองว่าเป็น Cinematic Architecture คือทำอย่างไรให้สถาปัตยกรรมจะชูความเป็นหนังไทยออกมา โดยทั่วไปหนังไทยดีๆ จะถูกให้ค่ารองจากหนังต่างประเทศ หรือไม่ก็ถูกซ่อนตัวหรือจำกัดรอบฉาย จะดีกว่าไหมถ้ามีพื้นที่ที่ฉายหนังไทยทั้งเก่าและใหม่ เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ แสดงเบื้องหลังการทำงานในทุกตำแหน่งสาขาที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับโรงฉาย และเป็นที่ให้นายทุนได้เจอหนังไทยดีๆ ที่น่าสนับสนุน

คำถามสุดท้ายแล้ว คุณอยากให้คนจดจำคุณแบบไหน

ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยนะ

ผมอยากให้คนจดจำเราแบบนี้แหละ ว่า ‘ตอนแรกโคตรติ๋มเลยว่ะ แต่ว่ามันก็โตขึ้นนี่หว่า’

นัท - ณัฏฐ์ กิจจริต
ขอบคุณสถานที่
ร้าน Maggio Living สุขุมวิท 101/2
www.maggioliving.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load