หากเปิดตำรารายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานสมัยเรียนประถม เราทุกคนคงมีชุดความคิดเดียวกัน ว่าถ้าจะปลูกพืชหว่านผลให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยและดีต่อร่างกาย (อีกทั้งยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย) เด็ก ๆ จะต้องเลือกกาช้อยส์ปุ๋ยอินทรีย์จึงจะได้คะแนนเต็ม

ปุ๋ยอินทรีย์ 101 : รวมวิธีทำปุ๋ยปลอดภัยจากเศษอาหาร วัชพืช และแหล่งซื้อปุ๋ยดีทั่วไทย
ภาพ : แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม

พูดอีกก็ถูกอีก เพราะหากเปรียบเทียบกันแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์ก็ดูจะมีท่าทีเป็นมิตรต่อผืนดิน ผืนน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของเรามากกว่าปุ๋ยเคมีเป็นไหน ๆ เพราะเจ้าปุ๋ยอินทรีย์ที่ว่านี้เป็นสารประกอบที่ได้จากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ อย่างพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อหน้าดิน ตรงกันข้ามกับปุ๋ยเคมีที่ถึงแม้จะมีธาตุอาหารสูงและให้ผลเร็วทันใจกว่าปุ๋ยอินทรีย์หลายสิบเท่า แต่ล้วนมีที่มาจากกระบวนสังเคราะห์ในอุตสาหกรรม หากใช้หว่านพรวนลงหน้าดินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลร้ายทั้งต่อระบบนิเวศต้นทางและผู้บริโภคปลายทางอย่างเรา ๆ ได้

การทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศจึงถือเป็นตัวเลือกใหม่ทั้งสำหรับเหล่าเกษตรกรและผู้บริโภคหัวใจสีเขียว ที่นอกจากจะได้อาหารปลอดภัยเป็นเป้าหมายปลายทางแล้ว กระบวนวิธีเหล่านี้ยังช่วยพยุงความสมดุลและวงจรของสิ่งมีชีวิตใต้ผืนดินให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเกษตรกรรม พึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อย และคอยอุ้มชูให้เหล่าต้นไม้ใบหญ้าได้เติบโตตามธรรมชาติ ปราศจากการเร่งเร้าจากสารเคมีและสารเจือปนอื่น ๆ ที่เกินความจำเป็น 

ปุ๋ยอินทรีย์ 101 : รวมวิธีทำปุ๋ยปลอดภัยจากเศษอาหาร วัชพืช และแหล่งซื้อปุ๋ยดีทั่วไทย
ภาพ : แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม

เมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีที่มาจากวัตถุดิบธรรมชาติหว่านลงดิน ก็ไม่น่าจะมีเรื่องให้ต้องกังวลใจ แต่เหตุไฉนยังมีสารเคมีเจือปนมาในปุ๋ยอินทรีย์ที่ว่าดีแสนดีนี้อยู่ได้กันนะ

แม้หน้าถุงจะแปะชื่อไว้ว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมาจากวัตถุดิบอินทรีย์ไปเสียทั้งหมด ดังนั้น จะเลือกหยิบถุงปุ๋ยถุงใดมาใช้ ก็อาจต้องระวังให้ดีว่ามีต้นตอจากธรรมชาติจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ คราวนี้ตามไปดูกันว่ามีส่วนผสมใดบ้างที่อาจแอบแฝงปะปนมาในถุงปุ๋ยอินทรีย์ แต่กลับไม่ได้เป็นวัตถุดิบอินทรีย์ตามคำกล่าวอ้าง เมื่อถึงคราวอ่านฉลากเลือกซื้อถุงปุ๋ยกันครั้งหน้า จะได้จับตาเฝ้าสังเกตกันให้ดี

ปุ๋ยอินทรีย์ที่อาจไม่อินทรีย์สมชื่อ ได้แก่บรรดาปุ๋ยที่ใช้วัตถุดิบที่ไม่ได้ผ่านการบ่มหมักจนเป็นปุ๋ย เช่น ขี้ไก่ตากแห้ง ขี้วัวตากแห้ง เพราะส่วนผสมเหล่านี้อาจมีเชื้อราตัวร้ายปะปน ที่คอยจ้องจะเข้าไปแย่งธาตุไนโตรเจนจากพืชและทำให้พืชมีอาการใบเหลืองเป็นผลพวงตามมา หรือปุ๋ยที่ทำจากโดโลไมท์ (แร่หิน) ผสมแม่ปุ๋ย หรือผสมดิน ซึ่งถ้าหากลองสัมผัสดูก็จะรู้ได้อย่างคร่าว ๆ ว่า ปุ๋ยอินทรีย์ในชายคาเรือนเรามีคุณภาพหรือไม่ เพราะหากเป็นปุ๋ยดีมีมาตรฐาน จะต้องให้สัมผัสลื่นมือ ไม่จับตัวกันเป็นก้อนแข็ง ไม่แตกยุ่ย และปุ๋ยไม่แยกตัวเป็นชั้นกัน

อีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ในการจับสังเกต คือการดูตัวเลขบอกปริมาณส่วนผสมต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนหีบห่อของเจ้าปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากปุ๋ยบางชนิดอาจใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำ ทำให้มีธาตุอาหารและปริมาณอินทรีย์วัตถุ (Organic Matter) ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ตามเกณฑ์มาตรฐาน ทางด้านปริมาณไนโตรเจน จะต้องไม่ต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก (หรือ 0.5 เปอร์เซ็นต์หากเป็นปุ๋ยอินทรีย์แบบน้ำ) ส่วนปริมาณฟอสเฟตและโพแทสเซียม มีเกณฑ์ตัดสินเท่ากันคือจะต้องไม่ต่ำกว่า 0.5 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญ อย่าลืมดูเรื่องปริมาณความชื้นด้วย เพราะปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานจะต้องมีปริมาณความชื้นไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเช่นกัน

ปุ๋ยอินทรีย์ 101 : รวมวิธีทำปุ๋ยปลอดภัยจากเศษอาหาร วัชพืช และแหล่งซื้อปุ๋ยดีทั่วไทย
ภาพ : Uncleree farm

หากจะให้ดีและมั่นใจว่าปุ๋ยที่ใช้นั้นปลอดภัย มนุษย์อินทรีย์ฉบับนี้จึงได้รวบรวมทริคและเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับวิธีการหมักปุ๋ยและเตรียมดินฉบับโฮมเมดในแบบต่าง ๆ ที่คุณผู้อ่านนำไปทำตามกันได้แบบสบาย ๆ จะหยิบมาใช้คราวใดก็หายห่วงว่าปลอดภัยไร้สาร ไม่ต้องคอยอ่านฉลากตอนซื้อกันให้ปวดตา

มาเริ่มกันที่ วิธีทำปุ๋ยอย่างง่ายจากเศษอาหารในครัวเรือน เพราะในหนึ่งวัน ชายคาเรือนแต่ละหลังต้องมีเศษอาหารเหลือทิ้งลงถุงขยะกันอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้างตามจำนวนผู้อยู่อาศัย แต่คงจะดีกว่ามากหากเศษอาหารเหล่านั้นถูกแปลงร่างกลายเป็นวัตถุดิบล้ำค่าสำหรับการหมักปุ๋ย ที่นอกจากจะลดปริมาณขยะและกลิ่นเน่าเหม็นแล้ว ยังเป็นผู้ช่วยให้ดอกไม้ต้นไม้รอบบ้านของเราผลิดอกออกผลได้ดีขึ้นด้วยนะ

สูตรหมักปุ๋ยอินทรีย์ที่เหล่ากูรูนักปลูกต่างแนะนำว่าง่ายแสนง่าย และยังทำให้ต้นพืชหลังบ้านโตวันโตคืนแบบไม่ต้องพึ่งสารเคมี แถมยังไม่มีปัญหาเชื้อรามาคอยกวนใจ เพียงนำเศษอาหารเหลือทิ้งจากก้นครัวมาคลุกผสมเข้ากับดินใบก้ามปูหรือดินจืด ๆ จากกระถางใบเก่า จัดแจงหมกไว้ในกระสอบให้มิดชิด แล้วพักไว้ใต้ร่มไม้ประมาณ 1 เดือน เมื่อเปิดกระสอบมาก็จะได้เนื้อดินคุณภาพฉบับโฮมเมดที่อัดแน่นไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์จากธรรมชาติของแท้ จะนำไปเทลงกระถางสำหรับหว่านเมล็ด ย้ายกล้า หรือขยายพันธุ์พืชก็ตามสะดวก รับรองว่าไม่ต้องพึ่งตัวช่วยอื่นใด แค่รดน้ำตามก็เอาอยู่

ปุ๋ยอินทรีย์ 101 : รวมวิธีทำปุ๋ยปลอดภัยจากเศษอาหาร วัชพืช และแหล่งซื้อปุ๋ยดีทั่วไทย
ภาพ : ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

อีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ในการเพิ่มมูลค่าเศษขยะอย่างใบไม้แห้งรอบบ้านให้กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศแก่เหล่าแปลงผักกระถางพืช อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการเผาเศษใบไม้แล้วกลายเป็นมลพิษลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เพียงนำใบไม้แห้ง เศษพืช เศษอาหาร ขี้วัว และน้ำสะอาด ผสมเข้ากันแล้วทำเป็นกองสามเหลี่ยม กองตาข่าย หรือขยำทุกวันในกะละมัง จากนั้นอดใจรอทิ้งไว้สัก 2 เดือน โดยระหว่างนี้ให้หมั่นมารดน้ำทุกวันเช้าเย็น และเจาะรูถ่ายน้ำออกทุก ๆ 10 วัน หากเปิดออกดูแล้วพบว่ามีเพื่อนบ้านอย่างเจ้าไส้เดือน กิ้งกือ ตัวด้วง หรือหนอนขาวอวบอ้วนแวะมาทักทายก็ไม่ต้องตกใจ นั่นเป็นสัญญาณอันดีที่บอกว่าปุ๋ยของเรานั้นเป็นอันใช้ได้ แถมเจ้าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้ยังช่วยย่อยเศษใบไม้ใบหญ้าให้สลายร่างกลายเป็นปุ๋ยได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย เพียงแต่เวลาจะนำไปใช้ ให้ร่อนเอาเฉพาะตัวปุ๋ยและกากใบ้ไม้ไปใช้เท่านั้นพอ

ปุ๋ยหมักแบบเนื้อผ่านไป ถึงคราวปุ๋ยหมักแบบน้ำ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ‘น้ำหมักชีวภาพกันบ้าง เจ้าน้ำหมักชีวภาพที่ว่านี้ แท้จริงแล้วคือเทคนิควิธีการบ่มน้ำหวานจากพืชผักและผลไม้ ให้แปรสภาพไปกลายเป็นน้ำหมักที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม นำไปใช้ประโยชน์ในด้านการปลูกพืชผักทุกชนิด รวมถึงด้านการประมง เลี้ยงสัตว์ เพาะเห็ด และการรักษาสิ่งแวดล้อม

ความดีงามอยู่ที่เจ้าน้ำหมักสีน้ำตาลอมแดงเหล่านี้จะช่วยปรับสภาพดิน น้ำ และอากาศให้ดีขึ้น รักษาสภาพกรด-ด่างให้สมดุล อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการหมักและการย่อยสลายในขั้นตอนการทำปุ๋ยได้อีกด้วย

แต่น้ำหมักชีวภาพที่วางขายกันอยู่ตามท้องตลาด บรรดาพ่อค้าแม่ค้าส่วนมากต่างบรรจุใส่ขวดปิดฝากันแน่นสนิท จนจุลินทรีย์มีชีวิตข้างในตายราบเป็นหน้ากลอง จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดจึงใช้งานไม่ได้ผลตามที่โฆษณาไว้ หากจะให้มั่นใจว่าดีและมีจุลินทรีย์เหลืออยู่ให้ต้นพืชของเรา ลองเอาสูตรน้ำหมักชีวภาพที่เรารวบรวมไว้ด้านล่างนี้ไปทำตามกันดู รับรองว่าหมักง่ายได้ผล ไม่ต้องเสี่ยงไปวิ่งซื้อหาจากเจ้าไหนให้เสียอารมณ์

อย่าเพิ่งคิดว่าจะการทำน้ำหมักชีวภาพจะยุ่งยากเกินกำลัง เพราะเครื่องปรุงคู่ครัวเพื่อนคู่เรือนอย่างน้ำตาลนั้น เอามาปรับใช้เป็นวัตถุดิบในการทำน้ำหมักชีวภาพได้อย่างเห็นผล เพียงนำน้ำตาลทรายแดงมาผสมเข้ากับผักหรือผลไม้ในอัตราส่วน 1 : 1 จากนั้นเติมน้ำให้ท่วม คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วปิดฝาภาชนะด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ประมาณ 15 วันก็เป็นอันใช้ได้ แต่หากรู้สึกว่าถังหมักส่งกลิ่นเหม็นเน่าขึ้นมาเมื่อไหร่ แนะนำให้เติมน้ำตาลเพิ่มลงไปจนกว่ากลิ่นเหม็นจะหมดไป เมื่อต้องการนำมาใช้ให้ตักมาเพียง 1 ช้อนชาและผสมเข้ากับน้ำสะอาดอีก 1 ลิตร

สูตรน้ำหมักชีวภาพยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะเรายังมีทริคทำน้ำหมักชีวภาพรสจืด สำหรับใช้เป็นหัวเชื้อชั้นดี ในการผสมทำน้ำหมักเพื่อบำรุงดอกผลกันได้ต่อไป โดยคุณสมบัติของเจ้าน้ำหมักรสจืดไม่ได้จืดสมชื่ออย่างที่เราคาดคิด เพราะแท้จริงแล้วมันทำหน้าที่เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เหล่าพืชผักในถังหมักของเราย่อยสลายได้ง่ายและไวกว่าเดิมหลายเท่า อีกทั้งยังมั่นใจได้ว่าไม่เป็นอันตรายต่อต้นพืช เพราะวัตถุดิบหลักที่ใช้ล้วนเป็นผักผลไม้ที่ไม่มีรสเปรี้ยวทั้งนั้น จึงทำให้หัวเชื้อน้ำหมักที่ได้มีคุณสมบัติเป็นกลาง ปราศจากกรด เหมาะแก่การหว่านพรวนลงหน้าดินเป็นอย่างยิ่ง

เพียงนำหน่อกล้วย ต้นกล้วย หรือผักบุ้ง (หรือผักรสจืดชนิดอื่น ๆ) ปริมาณ 3 ขีด ผสมเข้ากับน้ำตาล 1 ขีด และเติมน้ำสะอาดอีก 1 กิโลกรัม จากนั้นพักทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 6 เดือน เราก็จะได้หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพไร้สารไร้กรดเอาไปใช้งานต่อได้อย่างสบายใจ โดยหากต้องการนำไปใช้บำรุงส่วนลำต้นให้งอกงามแข็งแรง เพียงนำหัวเชื้อที่ได้ ผสมเข้ากับเนื้อปลา น้ำตาล และน้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 : 3 : 1 : 10 แต่ถ้าหากอยากใช้สำหรับบำรุงดอกผล ก็มีขั้นตอนและสัดส่วนวัตถุดิบที่เหมือนกันทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนจากเนื้อปลาเป็นน้ำนม หรือผลไม้สีเหลืองจำพวกมะละกอ ขนุน หรือฟักทองเท่านั้นเอง เมื่อหมักเสร็จสมบูรณ์แล้ว เพียงตักน้ำหมักมา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากับน้ำ 1 บัวรดน้ำ ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งาน

น้ำหมักชีวภาพที่พร้อมใช้งาน จะมีสีน้ำตาลและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยว จะฉีดพ่นลงกระถาง หรือใช้เพิ่มธาตุอาหารในกองดินก็ตามสะดวก ส่วนใครที่เจอปัญหากองทัพแมลงกัดกินต้นพืช เพียงนำน้ำพริกแกงชนิดใดก็ได้ผสมน้ำแล้วพ่นลงไปในดินจาง ๆ เท่านี้ก็ปราบศัตรูตัวร้ายได้แบบไม่ต้องพึ่งสารเคมีแล้ว

จดทริควิธีหมักปุ๋ยฉบับโฮมเมดกันจนจุใจแล้ว คราวนี้ตามมาดูวิธีการเตรียมดินด้วยวัชพืชกันดูบ้าง เห็นต้นจิ๋ว ๆ อย่างนี้แต่แจ๋วไม่เบา หากนำมาใช้อย่างถูกวิธี จะรู้ได้ทันทีว่าเจ้าวัชพืชกระจิริดนี่แหละที่ช่วยฟื้นฟูหน้าดินได้อย่างชะงัด

ปุ๋ยอินทรีย์ 101 : รวมวิธีทำปุ๋ยปลอดภัยจากเศษอาหาร วัชพืช และแหล่งซื้อปุ๋ยดีทั่วไทย
ภาพ : แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม

  เพียงตัดซอยวัชพืชเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วโรยไว้บริเวณหน้าดิน จากนั้นใช้ผ้าใบหรือวัสดุอื่น ๆ คลุมหน้าดินไว้เพื่อกันฝน กันแดด และกันน้ำระเหยออก บ่มทิ้งไว้นาน 1 เดือนก็จะได้กองดินเม็ดสวยเนื้อร่วนซุย เพราะเจ้าเศษพืชโรยหน้าพวกนี้ได้สลายตัวกลายเป็นฮิวมัสเปี่ยมคุณประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ ไส้เดือน และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เป็นตัวช่วยทำให้ดินร่วนซุยและจับตัวเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ ได้ดีขึ้น เมื่อโครงสร้างดินดีอย่างนี้แล้ว จะปลูกพืชผลอะไรก็ขึ้นง่ายโตง่ายกว่าเดิมหลายเท่า

ปุ๋ยอินทรีย์ 101 : รวมวิธีทำปุ๋ยปลอดภัยจากเศษอาหาร วัชพืช และแหล่งซื้อปุ๋ยดีทั่วไทย
ภาพ : บ้านปันฝัน ปากช่อง

นอกจากวัชพืชแล้ว เจ้าพืชลอยน้ำในคลองหลังบ้านอย่าง ‘แหนแดง’ และไม้พุ่มดอกสวยอย่าง ‘ปอเทือง’ ก็ยังทำหน้าที่เป็นปุ๋ยพืชสดในการปลูกพืช ทำนาข้าว และทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยใบของแหนแดงมีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสูงถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ โดยจากการทดลองโดยกรมวิชาการเกษตร พบว่าหากหว่านแหนแดงลงไปในนาข้าว 1 ไร่ จะได้ผลผลิตเป็นแหนแดงอีกกว่า 3,000 กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับการหว่านปุ๋ยยูเรีย 7 – 10 กิโลกรัม

คุ้ยคำตอบว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ ดีอย่างไร ทำได้อย่างไร และจะหาซื้อปุ๋ยปลอดภัยให้ต้นไม้ใบหญ้าของเราจากไหน
ภาพ : Hippocampus

ส่วนต้นปอเทือง เมื่อนำมาปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดและไถกลบ จะช่วยเพิ่มแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นให้แก่หน้าดินได้ไม่ต่างกับการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการปลูกปอเทือง 1 ไร่ เป็นเวลา 50 วันแล้วไถกลบ จะทำให้เนื้อดินได้รับสารอาหารเทียบเท่ากับการใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 จำนวนถึง 15 กิโลกรัม แต่ถ้าหากไถกลบในช่วงที่ต้นปอเทืองออกดอกแล้วหรือมีอายุได้ 90 วัน จะเทียบเท่ากับการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 18-24-60 จำนวนถึง 20 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ใครมีต้นปอเทือง แหนแดง หรือกองวัชพืชขึ้นขยายอาณาเขตอยู่หลังบ้าน ลองเอาไปทำตามแล้วมาแชร์ผลลัพธ์กันนะ

คุ้ยคำตอบว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ ดีอย่างไร ทำได้อย่างไร และจะหาซื้อปุ๋ยปลอดภัยให้ต้นไม้ใบหญ้าของเราจากไหน
ภาพ : Uncleree farm

สูตรปุ๋ยอินทรีย์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ การันตีว่าเป็นมิตรต่อต้นพืช ผืนดิน และผู้ใช้อย่างเรา ๆ เป็นแน่ แต่อาจต้องแลกมาด้วยการอดใจรอกันเสียหน่อย เพราะกว่าที่บรรดาใบไม้ใบหญ้า และเศษพืชผักในกระถางหมักปุ๋ยจะย่อยสลายคลายตัวเป็นวัตถุอินทรีย์ที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมให้เราหว่านลงแปลงผักกระถางพืชได้นั้น ต้องอาศัยเวลาในการหมักบ่มและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คุณผู้อ่านท่านใดที่นำสูตรหมักปุ๋ยอินทรีย์ของเราไปทดลองทำตามที่บ้านกันแล้ว อดใจรอกันต่ออีกสักนิด อย่าเพิ่งรีบร้อนเปลี่ยนใจไปใช้ปุ๋ยเคมีกันก่อนเชียว เพราะถึงแม้จะให้ผลสัมฤทธิ์เร็วราวเสกได้ แต่ผลร้ายที่ตามมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าเสียไม่คุ้มได้อย่างแน่นอน

แม้ความร้ายกาจของปุ๋ยเคมีจะเป็นที่รู้กันดีในแวดวงเกษตรกรรม แต่ยังคงทำคะแนนนำโด่งปุ๋ยอินทรีย์มาทุกยุคทุกสมัย ยึดครองตลาดปุ๋ยไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และรักษาแชมป์อันดับหนึ่งในแวดวงเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน โดยตลาดปุ๋ยเคมีในบ้านเรานั้นมีมูลค่าสูงถึงปีละกว่า 3 แสนล้านบาท แถมยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา 

ตัวเลขมหาศาลเหล่านี้ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่าผักสีเขียวสดน่ารับประทานที่เราเห็นกันจนชินตาตามเชลฟ์ในซูเปอร์มาร์เก็ต อาจปะปนไปด้วยเคมีตัวร้ายที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารและกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้ หากบริโภคสะสมในปริมาณมาก

นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยเคมีต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เนื้อดินจับตัวกันเป็นก้อน เป็นอุปสรรคต่อการดูดซับธาตุอาหารและน้ำของรากพืช จนทำให้ผลผลิตเติบโตช้าแคระแกรน ซ้ำร้าย ปุ๋ยเคมีบางชนิดอาจทำให้ดินเป็นกรดและเกิดสารพิษบริเวณรากพืช ส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพใต้ผืนดินถูกทำลายลงอย่างช้า ๆ ทั้งบรรดาแบคทีเรีย เชื้อรา จุลินทรีย์และเหล่าแมลงน้อยใหญ่ ที่คอยทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ หิน และแร่ธาตุให้กลายเป็นวัตถุอินทรีย์ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของพืชในขั้นต่อไป จนวงจรห่วงโซ่อาหารและความสมดุลของระบบนิเวศในดินถูกเจือจางไปในที่สุด

คุ้ยคำตอบว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ ดีอย่างไร ทำได้อย่างไร และจะหาซื้อปุ๋ยปลอดภัยให้ต้นไม้ใบหญ้าของเราจากไหน
ภาพ : แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม

แม้ว่าปุ๋ยเคมีจะช่วยมอบความสะดวกและให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วจนต้องยกนิ้วให้ ไม่ต้องคอยทิ้งช่วงระยะบ่มหมักและเฝ้าประคบประหงมกว่าจะได้ปุ๋ยมาใช้ให้เสียเวลาเหมือนปุ๋ยอินทรีย์ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจะดีกว่าและปลอดภัยกว่าเสมอไป ผลร้ายภัยแฝงที่ติดพ่วงมากับความรวดเร็วทันใจ อาจหลงเหลือเจือปนอยู่ในหน้าดิน ต้นพืช และร่างกายของผู้บริโภคอย่างเรา ๆ นานกว่าที่คาดคิด

ในเมื่อปุ๋ยเคมี มีความสะดวกทันใจเป็นจุดขาย มนุษย์อินทรีย์อย่างเราจึงยอมไม่ได้ ขอปิดท้ายด้วยเวทีชิงแชมป์ด้วยรายนามร้านค้าที่พร้อมจัดจำหน่ายทั้งปุ๋ยอินทรีย์และเครื่องมือหมักปุ๋ยให้คุณถึงหน้าบ้าน รับรองว่ารวดเร็วทันใจไม่แพ้ใคร อีกทั้งยังไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและดีต่อผู้ใช้อีกต่างหาก ใครที่อยากได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพเยี่ยมมาใช้โรยดินหว่านพืช แต่ไม่รู้จะจับต้นชนปลายจากตรงไหน เตรียมยกหูโทรศัพท์แล้วขอจับจองคนละชิ้นสองชิ้นกันได้เลย

ปุ๋ยอินทรีย์ ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

คุ้ยคำตอบว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ ดีอย่างไร ทำได้อย่างไร และจะหาซื้อปุ๋ยปลอดภัยให้ต้นไม้ใบหญ้าของเราจากไหน
ภาพ : ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

ที่นี่เขาโดดเด่นกว่าใครด้วยนวัตกรรมเก๋ไก๋ ‘วิศวกรรมแม่โจ้1’ ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษพืชและมูลสัตว์เพียงสองชนิด ที่ไม่ต้องอาศัยการพลิกกลับกอง ทำให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี นุ่ม เบา ไร้กลิ่นมาใช้ในเวลาเพียง 60 วัน ที่สำคัญไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม เพียงนำปุ๋ย 1 ช้อนชาผสมเข้ากับน้ำ 1 ลิตร ก็นำไปใช้งานได้ตามสะดวก นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบอินทรีย์ให้เลือกช้อปกันอีกหลากหลาย ทั้งดินปลูกหมักใบก้ามปู ดินเพาะกล้า ถ่านชีวภาพช่วยปรับสภาพดิน ขี้หมูหมักไบโอแก๊ส มูลไส้เดือน ผักตบชวา และดอกจอกชีวภาพบดละเอียด

Facebook : ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม

คุ้ยคำตอบว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ ดีอย่างไร ทำได้อย่างไร และจะหาซื้อปุ๋ยปลอดภัยให้ต้นไม้ใบหญ้าของเราจากไหน
ภาพ : แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม

ขึ้นชื่อว่าปุ๋ยอินทรีย์จากแทนคุณฟาร์ม แน่นอนว่าต้องทำจากมูลไก่ที่เลี้ยงในระบบปศุสัตว์อินทรีย์ไร้ยาปฏิชีวนะ ผสมเข้ากับแกลบที่เป็นวัสดุรองพื้น และผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาตินานกว่า 60 วัน เพราะใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติในการหมักบ่ม จึงทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนที่พืชต้องการ ไร้ความเสี่ยงในการนำพาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาไปสู่ระบบอาหารอื่น ๆ ใช้ได้ทั้งในระยะเตรียมแปลงก่อนไถพรวนในอัตราส่วน 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร หรือจะใช้ในระยะปลูกพืชทุก ๆ 1 เดือน ด้วยอัตราส่วนครึ่งกิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตรก็ได้ทั้งนั้น

โทรศัพท์ : 08 7166 9177

Facebook : แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม

Line Official account : @tankhunorganicfarm

ฟาร์มลุงรีย์ (Uncleree farm)

คุ้ยคำตอบว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ ดีอย่างไร ทำได้อย่างไร และจะหาซื้อปุ๋ยปลอดภัยให้ต้นไม้ใบหญ้าของเราจากไหน
ภาพ : Uncleree farm

ปุ๋ยมูลไส้เดือนจากฟาร์มลุงรีย์ ผลิตจากอินทรีย์วัตถุปลอดภัยคุณภาพสูง เริ่มจากปล่อยให้เจ้าไส้เดือนตัวจ้อยได้ทำหน้าที่ย่อยสลายเศษผักผลไม้ มูลสัตว์ และใบไม้ใบหญ้าตามธรรมชาติ ลำเลียงสารอาหารผ่านลำตัวของไส้เดือนที่มีจุลินทรีย์กว่า 343 ชนิดอาศัยอยู่ และกลายเป็นมูลก้อนเล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยธาตุอาหารที่ดีต่อดินและพืช ที่สำคัญยังมีฮอร์โมนและจุลินทรีย์ตัวสำคัญอีกมากมาย ช่วยปรับสมดุลหน้าดินและบำรุงพืชผล ใช้เพียง 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้นไม้ 1 ต้นในรอบ 1 สัปดาห์ ก็เป็นการบำรุงอาหารอันโอชาให้ต้นไม้ได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีน้ำหมัก EM จากมูลไส้เดือนไว้คอยบริการจำหน่ายอีกด้วย

โทรศัพท์ : 06 1414 5242

Facebook : Uncleree farm

Line Official account : @unclereefarm

ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลพบุรี เทพวานร

คุ้ยคำตอบว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ ดีอย่างไร ทำได้อย่างไร และจะหาซื้อปุ๋ยปลอดภัยให้ต้นไม้ใบหญ้าของเราจากไหน
ภาพ : เทพวานร

ปุ๋ยอินทรีย์จากเทพวานร การันตีดีกรีว่าผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่ใช้ผลิตพืชตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้แบบตัวจริงเสียงจริง ช่วยเสริมการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ของต้นพืช ทำให้ใบเขียวนาน บำรุงรากให้แข็งแรง และยังช่วยปรับสภาพหน้าดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช แถมยังมีให้เลือกใช้กันถึง 2 สูตร ทั้งสูตรบำรุงเร่งการเจริญเติบโตของพืช และสูตรสำหรับใช้บำรุงดอกผล แนะนำว่าเมื่อนำไปใช้ ควรพรวนดินกลบและรดน้ำให้ชุ่มจึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

โทรศัพท์ : 08 1309 9619

Facebook : เทพวานร

​​ปุ๋ยชีวภาพสำหรับพืช องค์กรโมเดลเกษตรประยุกต์ พอ พบ สุข

นอกจากจะมีสินค้าขึ้นชื่ออย่างปุ๋ยชีวภาพหมักแห้งสูตรอินทรีย์ ที่ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุ จุลินทรีย์ และความอุดมสมบูรณ์ให้กับหน้าดินอย่างปลอดภัยแล้ว ที่องค์กรโมเดลเกษตรประยุกต์ พอ พบ สุข ยังมีปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพทั้งสองสูตรจัดจำหน่ายให้ครบจบในที่เดียว ทั้งปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพรสจืดที่นำไปใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับการทำน้ำหมักสูตรต่าง ๆ ได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงดินและบำบัดน้ำเสียได้ในตัว และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรนม อาหารเสริมชั้นเลิศที่ช่วยเสริมแคลเซียมและเพิ่มความแข็งแรงให้ต้นพืช ใครสนใจสินค้าชนิดใด ติดต่อไปได้ทันที ที่นี่เขาพร้อมจัดจำหน่ายให้ แถมยังยินดีแนะนำวิธีการใช้ให้อย่างละเอียดแบบไม่หวงวิชา

Facbook : พอ พบ สุข

ถังหมุนหมักง่าย ป้าตุ๋ย พร…พรรณไม้

คุ้ยคำตอบว่า ‘ปุ๋ยอินทรีย์’ ดีอย่างไร ทำได้อย่างไร และจะหาซื้อปุ๋ยปลอดภัยให้ต้นไม้ใบหญ้าของเราจากไหน
ภาพ : ตุ๋ย พรพรรณ

มั่นใจได้เลยว่าถังหมักปุ๋ยใบนี้มีวิธีใช้งานที่ง่ายแสนง่ายสมชื่อ การันตีโดยกูรูด้านอินทรีย์ไลฟ์อย่าง ป้าตุ๋ย พรพรรณ ที่อยากแนะนำให้เหล่านักปลูกทั้งมือใหม่และมือเก่าหาซื้อไว้ติดบ้านกันสักถัง เพราะเพียงแค่นำเศษอาหารใส่ลงในถังพร้อมกับวัสดุตั้งต้นที่มีแถมให้พร้อมสรรพ แล้วหมุนกล่อง 2 – 3 รอบ ระหว่างนี้ยังเติมเศษอาหารเพิ่มได้เรื่อย ๆ พักไว้เพียง 1 เดือนก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์สไตล์โฮมเมดไปใช้โรยต้นไม้ได้อย่างสบายใจ นอกจากนี้ยังมีให้เลือกหลายไซส์หลายขนาด และป้าตุ๋ยยังยินดีให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาการใช้งาน พร้อมแนะวิธีการนำวัสดุปลูกไปใช้กับบรรดาต้นไม้ พืชผักสวนครัว ไม้ดอก ไม้ประดับ แบบฟรี ๆ ไม่มีจ่ายเพิ่ม

Facebook : ตุ๋ย พรพรรณ

ขอบคุณข้อมูลจาก 

อาจารย์วิฑูรย์ ปัญญากุล

พรพรรณ แววสิงห์งาม (ป้าตุ๋ย พร…พรรณไม้)

นคร ลิมปคุปตถาวร (เจ้าชายผัก)

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

มนุษย์อินทรีย์

ชีวิตวิถีเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทย เราจะกิน อยู่ ใช้ ให้ดีต่อตัวเองและโลกได้อย่างไร

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคมนี้ จะมีงาน ‘มิตรรัก นักหมัก’ ที่ Whispering Land เป็นเทศกาลที่รวมสารพัดการหมักให้เลือกซื้อ และสารพันความรู้เรื่องเรื่องการหมักให้เลือกฟัง เหมาะกับทั้งนักหมัก นักซื้อ ทั้งมือใหม่ มือเก่า

แต่ก่อนจะไปถึงรายละเอียดในวันงาน เรามาทำความรู้จักเรื่อง ‘การหมัก’ กันก่อนดีกว่า
หากตอนนี้คุณอยู่ที่บ้าน อยากให้ลองก้าวเท้าเข้าครัวสักประเดี๋ยว ไปสำรวจงานคราฟต์มรดกตกทอดหลายพันปีจากฝีมือมนุษย์ที่อยู่ในบ้านกัน

เข้าครัวไปสิ่งแรกที่เจอคือน้ำปลา ขวดต่อมาคงเป็นซีอิ๊ว บางบ้านอาจเจอปลาร้า กะปิ เต้าหู้ยี้ หรือมิโซะ เหล่าวัตถุดิบในครัวที่ว่ามาล้วนเป็นงานคราฟต์ที่ถ่ายทอดไอเดียการถนอมอาหารจากรุ่นสู่รุ่น การถนอมอาหารที่ว่านั้นคือ การหมักดอง

หันซ้ายมองขวา ไม่ว่าที่ไหนเรามักเห็นคนหยิบอาหารในบ้านมาหมักดองกันอยู่ตลอด บางบ้านหมักน้ำเชื่อมกล้วยและทำน้ำส้มสายชูจากกล้วยที่กินไม่หมด บ้างก็มี Natural Soda ที่ทำเองจากการหมักด้วยขิงกับน้ำตาล บางบ้านก็เอาทั้งผักทั้งปลามาหมักมาดองกัน

แต่รู้ไหมว่า การหมักนั่นหมักนี่ที่ต่างกันไป กลับมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ และสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเวทมนตร์มัดใจนักหมัก ที่ถ้าได้ลองเข้าวงการหมักอาหารแล้วมักจะออกไม่ได้เลยทีเดียว

เรามีโอกาสคุยกับนักหมักผู้มากความรู้อย่าง อาจารย์ต้น-อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนและนักแปลหนังสือทั้งนวนิยายและเรื่องสั้นที่หันมาสนใจวงการอาหาร และกลายเป็นนักขับเคลื่อนวงการอาหารจนเกิด My Chef หนังสือสารคดีอาหารที่บันทึกการเดินทาง ความทรงจำ และความหลงใหลในอาหารของเขา 

เราจึงอยากพาไขข้อสงสัยว่า เวทมนตร์อะไรที่ทำให้งานคราฟต์ชิ้นนี้เป็นงานที่ต้องมีกันแทบทุกบ้าน ควบคู่ไปกับมองวัฒนธรรมการหมักดองผ่านเลนส์นักหมักกัน

เพราะหมักจึงมี – รสอูมามิ

เราเชื่อว่าสิ่งแรกที่ทำให้นักหมักต้องมนตร์กับอาหารหมักคือความอร่อย แน่นอนว่าการกินอาหารไม่ใช่เพียงแค่กินเพื่อให้อิ่ม แต่เรากินเพื่อลิ้มรสแห่งความสุขจากอาหารด้วย ซึ่งอาหารหมักดองคือยอดอาหารชั้นดีที่มอบรสชาติแห่งความสุขออกมาได้

“กระบวนการหมักที่ต้องใช้เหล่าจุลินทรีย์ จะมีรสชาติที่เราได้แน่ ๆ จากการหมักดองคือ รสอูมามิ เป็นรสชาติประเภทนัว ทำให้คนรู้สึกเสพติดกับการหมักดอง”

รสชาติอูมามิที่อาจารย์ต้นกล่าวถึง เป็นคำศัพท์ที่ใช้กันในวงการอาหารมานาน เอาไว้ใช้อธิบายถึงความอร่อยที่ไม่ใช่แค่รสหวาน ขม เค็ม หรือเปรี้ยว แต่อูมามิเป็นรสสัมผัสที่ 5 เรียกง่าย ๆ ว่ารสนัวก็ย่อมได้

แน่นอนว่าเมื่อได้ลิ้มรสอาหารอร่อยนัวหนึ่งครั้งแล้ว ครั้งต่อไปย่อมตามมา บางคนถึงกับเปลี่ยนสถานะจากที่เคยเป็นนักชิม กลายมาเป็นนักหมักดองเองเสียแล้ว แต่นอกจากรสอูมามิที่ได้จากอาหารหมักดองแล้ว ยังมีสิ่งที่ทำให้เหล่านักหมักตื่นเต้นยิ่งไปกว่านั้น เพราะ…

อาหารหมักดอง หมัก 100 ครั้ง รสชาติไม่เหมือนกันสักครั้ง

ความสนุกของการหมักดองอยู่ตรงนี้ นักหมักทั้งหลายรู้ว่าของที่ตัวเองทำอยู่อร่อยแน่ ๆ แต่จะอร่อยแบบไหนก็ต้องมีลุ้นกันทุกที เพราะเพียงแค่อุณหภูมิแต่ละครั้งต่างกัน วัตถุดิบอย่างสายพันธุ์ของผักผลไม้ที่เอามาหมักต่างกัน รสชาติที่ออกมาก็ไม่เหมือนกันแล้ว

“การได้เจอรสชาติใหม่ ๆ มันน่าสนใจ คือเราได้เจอรสชาติแปลก ๆ อย่างผมกำลังทำน้ำส้มสายชูจากมะม่วง หมักมะม่วงทุกชนิดที่เราเจอ เพื่อเปรียบเทียบว่า น้ำส้มสายชูจากมะม่วงแต่ละชนิดมีรสชาติยังไง มันเป็นความรู้สึกสนุกเหมือนคุณสะสมหนังสือ แต่ผมสะสมของหมักดองเท่านั้นเอง”

เพราะหมักจึงพบ – เพื่อนตัวจิ๋ว

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าอาหารหมักดองมีคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ปรับสมดุลร่างกาย ให้วิตามินหลายตัวที่ช่วยชะลอความแก่ สร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคได้มากมาย แต่ผลพวงประโยชน์เหล่านั้นเกิดจากการเติบโตของสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋ว ผู้เป็นเพื่อนร่วมทางนักหมักที่มีชื่อว่าเจ้าจุลินทรีย์

“ผมได้ดูสารคดีเรื่อง Kiss the Ground ในสารคดีเขาพูดชัดเจนว่า ปริมาณจุลินทรีย์ในร่างกายเรามีมากกว่าปริมาณเซลล์เสียอีก การรักษาสมดุลของกระบวนเติบโตของจุลินทรีย์ถึงสำคัญ การเติมจุลินทรีย์ให้ร่างกาย ทำให้เกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์ในอาหารหมักดองกับจุลินทรีย์ในร่างกาย ร่างกายมนุษย์จริง ๆ ก็เป็นระบบนิเวศหนึ่ง ถ้ามันสมดุล ก็เหมือนระบบนิเวศที่สมดุลดี”

อาจารย์ต้นเล่าว่า ถ้าวันไหนเราท้องผูก แปลว่าช่วงนั้นเรากำลังขาดจุลินทรีย์ตัวดีในร่างกายที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย แต่ก็มีหนทางแก้ได้ โดยการเติมจุลินทรีย์ดีจากอาหารหมักดองอร่อย ๆ ที่ทำกินเองได้

จุลินทรีย์ตัวน้อยไม่ได้แค่ทำให้อาหารหมักเปี่ยมคุณค่าทางโภชนาการ แต่ทำให้นักหมักตื่นเต้นไปกับรสชาติที่แตกต่างกันไปตามการเติบโตของสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ด้วย 

บางคนอาจจะขยาดกับราสีขาวที่ขึ้นอยู่บนอาหาร แต่สำหรับนักหมักแล้ว นั่นคือก้าวแรกแห่งความสำเร็จเลยทีเดียว

อย่างการทำน้ำเชื่อมหวาน ๆ จากกล้วย กล้วยที่เรากินกันไม่หมดหรือกินไม่ทัน นำมาปอกเปลือกออก ใส่เนื้อลงในขวดโหลตามใจชอบ หลังจากนั้นใส่น้ำตาลที่มีอยู่ในครัวลงไป ปิดฝารอเวลาสัก 2 – 3 วันก็ลองกลับไปสอดส่องที่ขวดโหลดู เราจะตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตสีขาวเล็ก ๆ เกาะอยู่บนผิวกล้วย พร้อมกับน้ำเชื่อมกล้วยที่ออกมานิดหน่อย พอให้ได้ผสมโซดาเอามาดื่มให้สดชื่นกันสองสามแก้ว

หรือการทำคอมบูชา น้ำชาหมักชั้นดีที่ถูกขนานนามให้เป็นชาอมตะ เกิดจากการหมัก 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ Scoby (สโกบี้) ส่วนที่สองคือส่วนผสมน้ำชา ทั้งสองส่วนเราทำเองได้ที่บ้านง่าย ๆ ส่วนของสโกบี้บางบ้านอาจเพียงแค่เดินเข้าสวนก็ได้ผลไม้เปรี้ยวมาใช้หมักได้แล้ว หรือผลไม้เปรี้ยวที่เรากินไม่หมดก็นำมาทำเป็นสโกบี้ได้ แค่หมักผลไม้เปรี้ยวกับน้ำตาลแล้วผสมน้ำลงไป ระยะเวลา 3 – 6 เป็นช่วงของการเฝ้ายามสังเกตการณ์ว่าจุลินทรีย์ที่หมักกำลังเติบโตยังไง เราเฝ้ามองตั้งแต่มันค่อย ๆ ก่อตัวเป็นวุ้น จนกระทั่งการเติบโตที่สมบูรณ์ของจุลินทรีย์ จนได้เป็นแผ่นสโกบี้ที่เอามาใช้หมักกับน้ำชาได้อีกหลาย ๆ รอบ

ย้อนกลับไปถึงคำพูดที่อาจารย์ต้นกล่าวว่า “ร่างกายมนุษย์จริง ๆ ก็เป็นระบบนิเวศหนึ่ง ถ้ามันสมดุล ก็เหมือนระบบนิเวศที่สมดุลดี” มองกลับกัน ถ้าเราลองเติมจุลินทรีย์ให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่ร่างกายเราบ้างจะเป็นยังไง

เราลองเติมจุลินทรีย์ให้ต้นไม้กันดู มนุษย์เติมจุลินทรีย์ด้วยการกินอาหาร แต่ต้นไม้คงต้องเติมจุลินทรีย์ด้วยสิ่งที่เรียกว่าปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยที่ทำได้โดยวิธีธรรมชาติก็ยังคงต้องอาศัยกระบวนการหมักเช่นกัน อาหารของต้นไม้ที่ว่าคือปุ๋ยหมัก เราหมักปุ๋ยจากอะไรก็ได้ หมักปุ๋ยจากเศษอาหารในบ้าน หมักจากมูลสัตว์ หรือหมักจากใบไม้ที่ร่วงอยู่ในสวนก็ทำได้ หมักแล้วก็รอชื่นชมการเติบโตของใบบนต้นที่สดขึ้นจนออกดอกออกผลดี

สิ่งหนึ่งที่นักหมักได้รับจากการทำงานกับเพื่อนตัวจิ๋วเสมอ คือ การรู้จักรอคอยและรู้จักสังเกต แน่นอนว่าเราต้องตื่นเต้นกับสิ่งที่ลงมือทำด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ตามมาคือ ความสุขจากการได้คอยเฝ้ามองการเติบโตของสโกบี้ เราตื่นเต้นเมื่อเห็นว่ามีราขาวฟูขึ้นบนดินของต้นไม้ที่ใส่ปุ๋ยหมักลงไป เรามีความละเมียดละไมขึ้นเมื่อได้ลองลิ้มรสชาติของการหมักแต่ละครั้ง และพยายามปรับสูตรเพื่อหารสชาติที่ถูกใจด้วยมือตัวเอง เราได้แต่งแต้มความสนุกด้วยการหาของใหม่ ๆ มาหมักที่ไม่ซ้ำกัน เพลิดเพลินที่ได้สร้างงานคราฟต์ผ่านอาหารที่มีเอกลักษณ์

สิ่งเหล่านี้คงเป็นเหตุผลที่เพียงพอว่า ทำไมวงการหมักอาหาร เข้าแล้วออกไม่ได้กันเลยสักบ้าน

เพราะหมักจึงรู้จัก – ถนอมอาหาร

มรดกทางความคิดของบรรพบุรุษเราที่ค้นพบการหมักอาหาร ทำให้เกิดภูมิปัญญาถนอมอาหารถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น เพราะคนสมัยก่อนต้องเอาตัวรอดจากอากาศที่หนาวเหน็บ เอาตัวรอดจากฤดูกาลที่อาหารขาดแคลน การกักตุนอาหารเพื่อให้อยู่ได้นานจนถึงช่วงที่อาหารขาด จึงจำเป็นต้องมีวิธีถนอมอาหารเพื่อยืดอายุให้เก็บรักษาได้นานขึ้น กระบวนการหมักจึงมีมานาน และกลายเป็นวิธีการถนอมอาหารคู่ครัวทั่วโลกเลยก็ว่าได้

การถนอมอาหารไม่ใช่แค่ยืดอายุการเก็บรักษาเพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยลดของเสียที่เกิดจากอาหารเหลือหรืออาหารที่กินไม่ทันได้ด้วย แถมยังทำให้เราใช้ประโยชน์จากอาหารผ่านการหมักได้อย่างคุ้มค่าจนถึงหยดสุดท้ายเลยทีเดียว เป็นวิธีการโบร่ำโบราณที่ทำด้วยวิธีการธรรมชาติ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้เพียงแค่ใจและใช้เวลากับสิ่งที่หมักตรงหน้าเพียงเท่านั้น

แต่มากกว่านั้น อาหารหมักยังทำลายพรมแดนวัฒนธรรมได้ด้วย เพราะปัจจุบันความรู้เรื่องอาหารหมักดองแพร่กระจายแลกเปลี่ยนกันไปทั่วโลก อย่างคอมบูชาที่ต้นกำเนิดเป็นน้ำชาหมักของจีน ตอนนี้กลายเป็นของที่ทำดื่มกันเองได้ที่บ้านสบาย ๆ หรือเทมเป้ภูมิปัญญาจากอินโดนีเซีย เป็นถั่วเหลืองหมักที่สายมังสวิรัติน้ำมาใช้ทำอาหารแทนเนื้อสัตว์ได้โดยไม่เสียรสชาติ กิมจิจากเกาหลีที่หยิบกะหล่ำและผักกาดมาดองกินกันได้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ซึ่งภูมิปัญญาเหล่านี้ถูกส่งทอดกันมาเรื่อย ๆ ข้ามน้ำข้ามทะเลจนเรียกได้ว่าอาหารหมักดองไร้ซึ่งพรมแดนวัฒนธรรมเลยก็ได้

เมื่อใดที่เราลงมือหมักหรือกินของดองจากสูตรของเพื่อนบ้าน ประเทศอื่น หรือจากภูมิภาคอื่น เราได้ลิ้มรสถึงวัตถุดิบที่ใช้ วิธีการและระยะเวลที่ใช้หมัก สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเหมือนได้ท่องไปในวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน แม้ไม่ได้ตีตั๋วบินไกลไปถึงประเทศนั้น ๆ เรารับรู้เรื่องราว วิถีชีวิตและประสบการณ์ของเจ้าของภูมิปัญญาเหล่านั้นผ่านลงมือทำและกินอาหารหมักดอง

คุยกันถึงตรงนี้ เราคิดว่ามนตร์เสน่ห์ของอาหารหมักดองนั้นมีมากพอที่จะชวนให้เหล่านักหมักและผู้ที่สนใจการหมัก มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสน่ห์ของสิ่งนี้ไปด้วยกันในงาน ‘มิตรรัก นักหมัก’ ตลาดนัดของหมักเล็ก ๆ ที่เราอยากพาผู้ที่รักในงานหมักมารวมตัวกันพูดคุย เอาผลงานแสนรักจากที่บ้านมากาง และแบ่งปันความสุขกันในงานนี้

‘มิตรรัก นักหมัก’ เทศกาลรวมทุกอย่างเกี่ยวกับการหมัก สวรรค์ของคนรักความนัว

เราชวนนักหมักที่พร้อมมาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เริ่มด้วยวงสนทนา Talk : Wild Yeast Bread จากร้านนักทำขนมปังโฮมเมดอย่าง Flower Flour, Younglek, Sloafbake และ Sunday 

‘มิตรรัก นักหมัก’ เทศกาลรวมทุกอย่างเกี่ยวกับการหมัก สวรรค์ของคนรักความนัว

แล้วมาล้อมวงฟัง Talk สนุก ๆ เรื่องราวต้นชาอัสสัมอายุเกือบพันปีจนถึงการเป็นชาผู่เอ๋อจากไร่ชาวาวี โดย อาเปา-ศิริพันธุ์ และ ไหม-ยุรมาศ พิทักษ์วาวี 

‘มิตรรัก นักหมัก’ เทศกาลรวมทุกอย่างเกี่ยวกับการหมัก สวรรค์ของคนรักความนัว

ตามมาด้วยกิจกรรมตั้งวงสนทนา Talk เรื่อง Kombucha (คอมบูชา) กับนักหมักตัวยงอย่าง ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน, โน้ต-อธิป สโมสร, Sho Oga และ ท้อ-จุฑามาส บูรณะเจตน์ 

เข้าใจเสน่ห์การหมักดองอาหารทำเองในบ้าน และเตรียมเยี่ยมเยียนเทศกาล ‘มิตรรัก นักหมัก’ ที่ Whispering Cafe

ต่อด้วย Talk : Why Ferment? จากผู้เปี่ยมประสบการณ์การหมักที่เคยทำอาหารหมักหลายชนิดทั่วไทยอย่างอาจารย์ต้น-อนุสรณ์ ติปยานนท์

เข้าใจเสน่ห์การหมักดองอาหารทำเองในบ้าน และเตรียมเยี่ยมเยียนเทศกาล ‘มิตรรัก นักหมัก’ ที่ Whispering Cafe

ไม่หมดเพียงเท่านั้น งานนี้ยังมีเวิร์กชอปสนุก ๆ มาให้ทุกคนได้ลงมีคราฟต์อาหารหมักกันอย่างเต็มอิ่ม กับ 4 กิจกรรมที่จะพาคุณไปเรียนรู้ย้อมครามผ้าและหม้อด้วยน้ำหมักย้อมคราม โดยแบรนด์ Fulame’, Craftroom, Sati และ Escape Issue 

เข้าใจเสน่ห์การหมักดองอาหารทำเองในบ้าน และเตรียมเยี่ยมเยียนเทศกาล ‘มิตรรัก นักหมัก’ ที่ Whispering Cafe

ชวนไปทำเทมเป้สุดยอดวัตถุดิบเปี่ยมโปรตีนขวัญใจสายมังสวิรัติ จาก ท้อ-จุฑามาส บูรณะเจตน์ 

เข้าใจเสน่ห์การหมักดองอาหารทำเองในบ้าน และเตรียมเยี่ยมเยียนเทศกาล ‘มิตรรัก นักหมัก’ ที่ Whispering Cafe

และเตรียมกระเป๋าเก็บขวดโหลหมักกลับบ้านกับ Workshop : Cider vinegar จากปูเป้ทำเองที่จะพาไปหมักมะพร้าวน้ำหอมกับน้ำผึ้งป่า ด้วยหัวเชื้อที่ปูเป้พกมาให้ทุกคนได้กลับเอาไปดูแลต่อที่บ้าน 

เข้าใจเสน่ห์การหมักดองอาหารทำเองในบ้าน และเตรียมเยี่ยมเยียนเทศกาล ‘มิตรรัก นักหมัก’ ที่ Whispering Cafe

อีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือเวิร์กชอป ส้มหยวกกล้วย จาก จ๋า-ยุพิน ผูกพานิช ที่นำเอาภูมิปัญญาเดิมของที่บ้านมาเล่าต่อ และพาเหล่านักหมักทำส้มหยวกกล้วยจากสวนกันสด ๆ ในงาน

เข้าใจเสน่ห์การหมักดองอาหารทำเองในบ้าน และเตรียมเยี่ยมเยียนเทศกาล ‘มิตรรัก นักหมัก’ ที่ Whispering Cafe

ยิ่งไปกว่านั้น เราชวนเหล่านักหมักที่เตรียมหมักสิ่งที่รักกันมาอย่างดีกว่า 30 ร้านในงานนี้ เตรียมขวดโหล พกกระเป๋าสตางค์ มาเวิร์กชอปและจับจ่ายของหมักพร้อมหิ้วความสุขกลับบ้านกัน 

เข้าใจเสน่ห์การหมักดองอาหารทำเองในบ้าน และเตรียมเยี่ยมเยียนเทศกาล ‘มิตรรัก นักหมัก’ ที่ Whispering Cafe

รับรองความอิ่มเอมและความสนุกแก่ผู้มีใจรักในการหมักทั้งหลาย สำหรับใครที่มางาน หลังจากชิม ช้อป และใช้ฝีมือจากงานนี้ อย่าลืมทำ Challenge สังเกตร่างกายตัวเอง และเตรียมพร้อมสู้รบกับข้าศึกในห้องน้ำไว้ได้เลย

Whispering Cafe

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2565 

เวลา 10.00 – 18.00 น.

ที่ตั้ง : 43 บ้านใหม่ อำเภอสามพราน นครปฐม (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 2429 4229

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load