ทายซิคะว่าในอเมริกา มีมนุษย์ที่มีรอยสักอย่างน้อยหนึ่งรูป คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์

อุ้มเองตอบว่า สัก 2 – 3 เปอร์เซ็นต์ละมั้ง

ฟังคำตอบแล้วหงายท้องไปเลย… 35 เปอร์เซ็นต์ค่ะ!

นั่นมันตั้ง 1 ใน 3 เชียวนา ก็เท่ากับเกือบ 150 ล้านคน แม่เจ้า!

มิน่า ธุรกิจการสักถึงมีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโตง่ายๆ

ถ้าลองคิดว่าผิวหนังคนคือที่ดิน นี่ก็เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (รอยสักมันเคลื่อนที่ไม่ได้ใช่ไหมเล่า) ที่มีความเป็นไปได้อีกมหาศาล จิ้มเข็มลงลายกันได้อีกบานเลย

ทำไมการสักถึงได้ฮิตระเบิดระเบ้อขนาดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพอร์ตแลนด์ เมืองที่ร้านสักหาง่ายพอๆ กับร้านตัดผม พ่อเจ้าประคุณแม่เจ้าประคุณจะสักกันไปไหน แล้วไม่ใช่แค่ลายสักธรรมดานะคะ สักทั้งแขน (Sleeves) นี่เห็นจนเป็นเรื่องปกติ ต้องระดับนี้ค่ะ อุ้มเดินข้ามถนน ผู้ชายที่เดินสวนมา สักหน้าทั้งหน้าเป็นลาย Darth Maul (เย้ยยยย) หรือกำลังเดินอยู่ดีๆ น้องผู้หญิงฝรั่งหน้าตาจิ้มลิ้มเดินแซงหน้าไป เลยได้เห็นสักสีดำจากไหล่จรดข้อมือสองข้างมิดเลย (น้องงงงงงง พี่ช็อก) คนรู้จักอุ้มหลายคน เดี๋ยวๆ ก็ไปสักมาอีกละ คุณยายอายุเกือบ 70 พี่เลี้ยงเด็กของเมตตาและอนีคา ก็มีรอยสักที่หัวไหล่ เพื่อนบ้านสาวใหญ่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรดัง อยู่ดีๆ ก็ไปสักมาเต็มต้นแขน

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา

เขาบอกว่าอย่างนี้ค่ะ ก่อนหน้านี้ซานฟรานซิสโกเคยเป็นเมืองหลวงแห่งการสัก มีช่างสักเก่งๆ มากมาย แต่วันหนึ่ง ช่างเหล่านี้ก็ย้ายสำมะโนครัวขึ้นมาอยู่พอร์ตแลนด์กันยกใหญ่ เพราะเป็นเมืองศิลปินขบถ ค่าครองชีพก็ถูกกว่า คนมาสักแล้วสังคมก็ยอมรับ ใช้ชีวิตโชว์ลายบนผิวหนังกันได้ไม่ต้องแอบต้องซ่อน ทำให้วงการสักคึกคักโตเร็วกว่าเมืองไหนๆ ในอเมริกา จนตอนนี้การสักกลายเป็นเรื่องค่อนข้างเมนสตรีม เป็นหมอเป็นทนายอะไรก็มาสัก ไม่ได้เฉพาะอยู่ในกลุ่มคนนอกคอกอีกต่อไป

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา

เมืองไทยเองตอนนี้ก็ได้ข่าวว่า Minimalist Tattoo หรือรอยสักอันเล็กๆ ในหมู่สาวๆ กำลังฮิตเหลือหลาย กลายเป็นเรื่องกุ๊กกิ๊กๆ ชิคๆ เก๋ๆ เกาหลีๆ สักกันเต็มไอจีจนป้าผอดแลน (อิฉันเอง) ตามไม่ทันเลยทีเดียว

ถึงแม้ป้าจะไม่ได้สัก แต่ป้ามีความกระหายใคร่จะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วป้าก็นึกได้ว่ารู้จักช่างสัก หรือ Tattoo Artist มืออาชีพอันดับต้นๆ จากพอร์ตแลนด์ ชื่อว่า ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ (ติดตามผลงานพี่เขาได้ที่ Instagram : modzillatattoo) ที่ย้ายกลับไปเปิดสตูดิโอสักอยู่เชียงใหม่เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว น่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของวงการสักในเมืองไทย และมีอะไรดีๆ เล่าให้เราฟังได้เยอะแน่นอน

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา

คุยกับพี่ม้อดอยู่พักใหญ่ เลยได้รู้ว่าการจะเป็นช่างสักที่อเมริกาสมัยก่อนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พี่ม้อดเองเริ่มจากไปสักครั้งแรกเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว แล้วก็ต้องมนตร์เสน่ห์ของการสัก จนถึงกับไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับช่างสักคนนั้น เอาตัวเข้าแลก สักไปครึ่งแขน เทียวไล้เทียวขื่ออยู่นานโขกว่าเขาจะรับ แต่ก็กวาดถูเปิดปิดประตูร้าน เรียนรู้ด้วยตาอยู่เกือบปี กว่าจะได้ลงมือสักลูกค้าคนแรก คือตัวเอง!

เหตุที่ต้องไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับช่างสักเก่งๆ ก็เพราะสมัยก่อน วงการสักยังค่อนข้างปิด และไม่มีโรงเรียนเป็นเรื่องเป็นราว ใครอยากเป็น Artist ก็ต้องไปขอฝึกกับช่างที่มีใบอนุญาตให้รับ Apprentice ได้ เพราะจะต้องมีตารางการเรียนการสอน มีวิชาต่างๆ ตามที่รัฐกำหนด 

นอกเหนือไปจากออกแบบและการวาดรูปแล้วก็ยังต้องรู้จักประวัติศาสตร์ของการสัก อุปกรณ์ต่างๆ กายวิภาคของผิวหนัง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น กฎหมายเกี่ยวกับการสัก (ที่นี่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีห้ามสักเด็ดขาด) สุขลักษณะและการป้องกันการติดเชื้อทางกระแสเลือดและผิวหนัง โน่นนี่อีกมากมาย 

ที่สำคัญคือต้องไปสอบใบอนุญาตเหมือนไปสอบใบขับขี่เลยค่ะ หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐที่ดูแลเรื่องนี้มีชื่อโอ่อ่าว่า Board of Electrologists and Body Art Practitioners คือโอเรกอนนี่เป็นรัฐที่กฎระเบียบและมาตรฐานเรื่องการสักโหดหินที่สุดในอเมริกาเลยก็ว่าได้

แล้วอะไรอีกรู้ไหมคะ ใบอนุญาตต้องไปต่อทุกปีอี๊ก โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องเรียนวิชาชีพเพิ่มเติมอย่างน้อยปีละ 10 ชั่วโมง มิน่าล่ะ ช่างสักที่นี่ถึงรายได้ดี เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาเยอะมาก คนเก่งๆ นี่ค่าสักชั่วโมงละ 200 เหรียญฯ โน่น สักลายหนึ่งต้องมี 300 – 400 ขึ้น หรือถ้าสักทั้งแขนนี่เตรียมเงินมาเลย 3,000 – 4,000 เหรียญฯ  รายได้ดีกว่าสมคิด ครูประชาบาลที่บ้านเดี๊ยนอีกอะ

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา

กลับมาที่เส้นทางการเป็นช่างสักของพี่ม้อด หลังจากลองสักกับตัวเองเพื่อให้รู้ว่าสักถูกไหม น้ำหนักเข็มเป็นอย่างไร แผลหายดีหรือเปล่า ถึงได้ไปหาลูกค้ามาสักจริง แล้วบรรดาลูกพี่ที่เป็นครูทั้งหลาย ก็จะมายืนมุงดู (ไม่กดดันเล้ย) ถ้าทำผิดพลาดตรงไหนจะถูกสั่งให้หยุดทันที เช่น สักที่เดิมนานเกินไปจนผิวช้ำจะกลายเป็นแผลเป็น หรือสักเบาไปเส้นจะไม่ติด สักลึกไปจนถึงชั้นไขมันสีก็จะบลีดลายไม่คม อะไรแบบนี้

จริงๆ มีแผ่นหนังหรือซิลิโคนให้ซ้อมสักได้ แต่ครูของพี่ม้อดไม่ให้ใช้ เพราะไม่เหมือนผิวจริงของคนที่มีความแตกต่างกัน บางคนตากแดดเยอะก็ผิวเหนียว บางคนกินอาหารดื่มน้ำดีผิวก็จะนิ่ม ส่วนใครกินอาหารขยะมากโซเดียมสูง ผิวก็จะบวมน้ำ ลากเส้นลงไปแล้วผิวก็จะนูนขึ้นมา สักยากอีก เช็ดแรงก็ไม่ได้ ต้องเอาน้ำแข็งประคบแล้วใจเย็นๆ ค่อยๆ สัก (คนไทยเข้าข่ายสุดท้ายนี้เยอะมาก) ไหนจะผิวคนเป็นเบาหวานที่สักแรงไม่ได้เพราะเลือดจะไหลไม่หยุดอีกล่ะ เรื่องแบบนี้ช่างสักเด็กๆ ที่เมืองไทยจะรู้กันไหมนะ

อีก 2 เรื่องที่สำคัญมากสำหรับการสักก็คือเครื่องมือและสีค่ะ พี่ม้อดบอกว่ายังใช้ Tattoo Pen รุ่นโบราณที่ทำมาตั้งแต่ ค.ศ.​ 1940 – 1950 เพราะปรับแต่งและซ่อมเองได้ ไม่เหมือนปากกาสักสมัยนี้ที่เป็นดิจิทัลหมด คนสักแทบไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลย ซึ่งฟังเผินๆ เหมือนจะง่ายและสะดวกดีใช่ไหมคะ สั่งจาก Amazon จากเมืองจีนมา เปิดวิดีโอในยูทูบลองซ้อมๆ ดูหน่อย เดี๋ยวเดียวก็ตั้งตนเป็นช่างสักได้แล้ว สักเล็กๆ คิด 200 – 300 บาท ขำๆ เขาก็แค่จะเอาไปถ่ายรูปลงไอจี ใส่ฟิลเตอร์โน้นนี้เดี๋ยวคนก็มากดไลก์กันฟึ่ม

ความจริงเรื่องนี้เหมือนเป็น Parallel Universe ค่ะ ลองเปรียบเทียบง่ายๆ อย่างนี้ ถ้าคุณจะเป็นช่างภาพ แล้วเริ่มจากกล้องฟิล์ม รู้จักว่าชัตเตอร์สปีด F-Stop ISO ค่า K คืออะไร เลนส์แบบไหนมีผลต่อการถ่ายภาพยังไง กับเริ่มจากไอโฟน กดๆๆๆ แล้วมาแต่งด้วยฟิลเตอร์เอา ผลที่ได้ก็ย่อมจะต่างกันใช่ไหมคะ หลายคนอาจจะบอกว่า รูปไอโฟนก็สวยดูมืออาชีพได้ สะดวกด้วย เร็วดี รูปที่ออกมาก็ดูเหมือนๆ กันนั่นแหละ ช่างภาพมืออาชีพเดี๋ยวนี้ยังใช้ไอโฟนถ่ายกันเลย

สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือพื้นฐานและจิตวิญญาณค่ะ

ดูรูปถ่ายของ แอนเซล อดัมส์ (Ansel Adams) หรือ แอนนี ลีเบอวิตซ์ (Annie Leibovitz) หรือ ริชาร์ด อาเวดอน (Richard Avedon) กับดูรูปช่างภาพที่เริ่มอาชีพจากไอโฟนมีคนตามเยอะๆ บนไอจี มันเหมือนกันไหมล่ะคะ คุณผู้อ่านว่า

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
ภาพ : instagram.com/modzillatattoo

การสักก็เหมือนกัน ถ้ารู้จักกล้องแมนนวลแล้วทำให้ถ่ายรูปได้ดีกว่าฉันใด พี่ม้อดก็บอกว่าถ้าเข้าใจเครื่องรุ่นเก่า ก็จะเข้าใจผิวมากกว่าฉันนั้น แล้วก็ยืนยันว่าอย่างไรก็จะยึดแนวทางดั้งเดิม ที่เป็นลายสักแบบเอเชียนผสมผสานกับอเมริกันโอลด์สคูล เพราะลายเหล่านี้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ลายสักควรจะเป็นลายที่มีความหมาย เป็นเรื่องราวที่สำคัญในชีวิตของคนคนนั้น สักแล้วมีกำลังใจและรู้สึกดีกับตัวเองทุกครั้งที่มอง และที่สำคัญ ควรจะเป็นมงคลและส่งเสริมราศีของคนที่มาสัก

การสักควรจะทำให้ผู้หญิงสวยขึ้น และทำให้ผู้ชายกล้าหาญมากขึ้น พี่ม้อดว่าไว้เช่นนั้น

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
ภาพ : instagram.com/modzillatattoo

ทีนี้มาว่ากันเรื่องสี Tattoo Ink ที่ดี นอกจากทำให้แผลหายง่ายแล้ว พี่ม้อดบอกว่าควรจะสีสวยสดใส สักแล้วไม่หมอง แต่ก็ไม่จัดจ้านจนเกินไปจนดูหลอก ส่วนผสมก็ต้องเป็น Food Coloring Grade ที่อเมริกามีการควบคุมเรื่องสีที่ใช้สักอย่างเข้มงวดโดย FDA โรงงานผลิตสีต้องผ่านมาตรฐานทางสาธารณสุขอย่างจริงจัง คือทำไม่ดีนี่โดนปิดเอาง่ายๆ เพราะฉะนั้น Distriutor ที่สั่งสีมาขายให้ร้านสัก ก็ต้องเลือกโรงงานที่ผ่าน FDA เท่านั้น คนสักก็ปลอดภัย เดี๋ยวนี้ล้ำไปถึงมีสีออร์แกนิก สีวีแกนแล้วด้วย

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
 Organic / Vegan Tattoo Ink
ส่วนเมืองไทยนั่นเล่า…

นอกจากไม่มีการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยเรื่องการเปลี่ยนเข็มใหม่ทุกครั้งที่สักแล้ว เรื่องสีนี่เลอะเทอะเลยค่ะ เห็นว่าสั่ง Lazada ชุดละ 400 – 500 บาทก็เอามาสักกัน ได้เช็กไหมคะว่ามีสารตะกั่ว สารปรอทไหม (ขอเดาว่ามี) และใส่ตัวหนาเลยนะคะ สารพิษเหล่านี้มันดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ คือสมัครใจไปให้เขากรีดผิว ฝังสารพิษเข้าไปให้ร่างกายดูดซึมอย่างต่อเนื่อง แถมจ่ายเงินให้ด้วย เพียงเพราะอยากได้สักเล็กๆ ตามกระแส อันนี้อย่าหาว่าป้าโลกไม่สวยนะคะ แต่เป็นห่วงจริงๆ

จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
จากพอร์ตแลนด์สู่เชียงใหม่ เส้นทางการเป็น Tattoo Artist มืออาชีพในเมืองไทยและอเมริกา
รอยสักของ Emily Kaul
ภาพ : intagram.com/honey.medicine

เพราะฉะนั้น ใครตัดสินใจว่าเป็นตายยังไงฉันก็จะสัก อย่างน้อยขอให้ดูพอร์ตโฟลิโอและคุยกับช่างสักเยอะๆ ดูว่าเขาโอเคไหม งานคมชัด ลายเส้นดี สีสวยสดใสหรือเปล่า หมึกที่ใช้มีส่วนผสมของอะไรบ้าง เปลี่ยนเข็มทุกครั้งไหม (ที่อเมริกาต้องเปลี่ยนทุกครั้ง) คำถามเหล่านี้เป็นสิทธิ์ของเราที่จะถาม ช่างที่ดีก็ต้องพร้อมที่จะตอบ ถ้าถามแล้วมาหงุดหงิดเหวี่ยงใส่ ก็แปลว่าช่างนั้นไม่คู่ควรกับผิวอันมีค่าของเรานี้นะจ๊ะ จำไว้

คุยกับ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ ถึงเส้นทางอาชีพช่างสักในอเมริกา และสิ่งพึงระวังก่อนสลักลวดลายบนผิวหนังมนุษย์
คุยกับ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ ถึงเส้นทางอาชีพช่างสักในอเมริกา และสิ่งพึงระวังก่อนสลักลวดลายบนผิวหนังมนุษย์
คุยกับ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ ถึงเส้นทางอาชีพช่างสักในอเมริกา และสิ่งพึงระวังก่อนสลักลวดลายบนผิวหนังมนุษย์
ภาพ : instagram.com/modzillatattoo

เรื่องการสักเร็วสักช้าก็สำคัญนะคะ ถึงแม้ช่างแต่ละคนจะมีสไตล์ไม่เหมือนกัน แต่พี่ม้อดบอกว่าครูพี่ม้อดสอนมาให้ทำงานเร็วเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ลูกค้าเจ็บน้อยที่สุด ผิวช้ำน้อยที่สุด และหายเร็วที่สุด ดังนั้น การคิดชั่วโมงละ 3,500 บาท (ซึ่งจริงๆ เป็นค่าตัวแค่ครึ่งเดียวของสมัยพี่ม้อดอยู่อเมริกาด้วยซ้ำ) ถือว่าไม่แพงเลย เพราะไม่ต้องกลัวว่าคิดเป็นชั่วโมงแล้วจะอู้ สักช้าๆ คิดแพงๆ เคยมีลูกค้าคนหนึ่งไม่ยอมจ่าย ไปสักกับช่างอีกที่เพราะถูกกว่า ชั่วโมงละพันเดียว แต่โดนไป 6 ชั่วโมง แล้วงานยังไม่ถูกใจ ต้องเอามาให้พี่ม้อดทำใหม่ ใช้เวลาไป 2 ชั่วโมง มาหาพี่ม้อดแต่แรกก็หมดเรื่องไปแล้ว เสียเงินพอๆ กัน แต่งานดี หมึกปลอดภัย และเจ็บตัวน้อยกว่าด้วย

สรุปคืออย่าสักแต่ว่าสัก ทางนี้ก็รักคนอ่านนะจ๊ะ จึงไม่ได้สักแต่ว่าเขียน

คุยกับ ม้อด-ณัฐธัญ บริหารวนเขตต์ ถึงเส้นทางอาชีพช่างสักในอเมริกา และสิ่งพึงระวังก่อนสลักลวดลายบนผิวหนังมนุษย์
ภาพ : instagram.com/modzillatattoo

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load