เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนไทยเชื้อสายจีนคือคำเรียกญาติ ถ้อยคำซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามถิ่นฐานบ้านเกิดของคนจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบ นั่งสำเภาลำใหญ่ย้ายมาอาศัยยังแดนสยาม คนจากไหหลำมีคำเป็นของตัวเอง ชาวแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน หรือจีนแคะก็มีไม่ต่างกัน 

ทุกวันนี้ คนภูเก็ตเชื้อสายฮกเกี้ยนอย่างผมเรียกพ่อว่าป่าป๊า เรียกป้าว่าอากิ่ม และเรียกปู่ว่าอากง เหล่านี้นับเป็นคำเรียกญาติที่คนไทยแท้ยังพอคุ้นหูอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดคำว่า ‘อาจ้อ’ คนทั่วไปคงไม่คุ้นเคยนัก 

อธิบายตรงตัวตามภาษาไทย ‘อาจ้อ’ หมายถึง ทวด ญาติผู้ใหญ่ที่มีสถานะเป็นพ่อหรือแม่ของปู่ย่าตายาย แปลกดีเหมือนกันที่มันถูกใช้เป็นชื่อของจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้

สุดขอบจังหวัดภูเก็ต อีกไม่ถึง 10 กิโลเมตรจะถึงสะพานท้าวศรีสุนทรที่ใช้ข้ามไปจังหวัดพังงา ผมเลี้ยวซ้ายจากถนนเทพกษัตรี ตรงไปเรื่อย ๆ จนได้พบกับบ้านเดี่ยวสีขาว ทรงอั้งม้อหลาว ดูสะดุดตา นี่คือสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โคโลเนียล 3 ชั้น ที่บากบั่น สู้ฝน ทนแดด และท้าทายลมทะเลอันดามันมากว่า 80 ปี

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

อาคารที่ตั้งอยู่บทสนามหญ้าสีเขียวชอุ่มพื้นที่ 2 ไร่ ไม่ไกลจากขุมน้ำคือ ‘บ้านอาจ้อ’ อาคารโอ่อ่าซึ่งกาลเวลาแต่งแต้มความทรงจำทั้งเจ็บช้ำและหวานชื่น ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าของใช้เป็นบ้านพักส่วนตัวเพื่อดูแลคนงานในสวนมะพร้าว เป็นศูนย์กลางช่วยเหลือผู้คนอดอยากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 วันที่บ้านกลายเป็นเรือนหอของคุณปู่ วันที่บ้านไม่มีคนอยู่และถูกทิ้งร้างนานถึง 37 ปี และปัจจุบันที่ทายาทรุ่น 4 กลับมาแปลงโฉมใหม่ให้บ้านหลังเก่า โดยคงไว้ซึ่งเรื่องเล่าและเอกลักษณ์ของวันวานอย่างครบถ้วน

ผมขับรถจากตัวเมืองมาไกล แต่ก็มั่นใจเหลือเกินว่าบ้านหลังใหญ่ตรงหน้าจะคุ้มค่าน้ำมันทุกสตางค์

บ้านของอาจ้อ

ย้อนเวลากับไปยัง ค.ศ. 1936 ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียง 4 ปี หลวงอนุภาษภูเก็ตการ หรือ จิ้นหงวน หงษ์หยก อาจ้อของสามพี่น้อง อ๊อด-สัจจ, โอ๊ค-บรรลุ และ เอก-สติ หงษ์หยก คัดลอกแปลนบ้านทั้งหลังจากปีนังมาสร้างไว้กลางสวนมะพร้าวในจังหวัดภูเก็ต ด้วยอิทธิพลของศิลปะยุคอาร์ตเดโค (Art Deco) ที่มีจุดเด่นคือลักษณะโค้งมนปนเหลี่ยม สถาปนิกจึงออกแบบบ้านโดยใช้ปูนขึ้นโครงสร้างหลัก นำไม้มาเสริมทำพื้นชั้นบนและหน้าต่างแบบบานเปิดคู่ที่ลู่โค้งตามแนวอาคาร ก่อนมุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีแดงอ่อนจากฝรั่งเศส ปูพื้นด้วยกระเบื้องอิตาเลียนสีขาวสลับเขียว ตบท้ายด้วยกระเบื้องห้องน้ำที่สลักข้อความ ‘เมดอินอิงแลนด์’

คนภูเก็ตเรียกบ้านรูปแบบนี้ว่า ‘อั้งม้อหลาว’

สัจจ พี่คนโตที่วันนี้ชวนน้องคนกลางอย่างบรรลุมาด้วย เล่าให้ฟังว่า ‘อั้งม้อ’ แปลว่าคนผมแดง ‘หลาว’ แปลว่าบ้าน จึงตีความตามตัวได้ว่า อาคารลักษณะนี้คือบ้านของคนผมแดงหรือชาวต่างชาติในอดีต เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-โคโลเนียล ที่คนภูเก็ตมักเรียกติดปากว่าชิโน-โปรตุกีส ทั้งที่จริง ๆ ต้องเป็นชิโน-โคโลเนียล หรือ ชิโน-ยูโรเปียน จึงจะถูกต้อง

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
โอ๊ค-บรรลุ หงษ์หยก (น้องคนกลาง) และ อ๊อด-สัจจ หงษ์หยก (พี่คนโต)

“บ้านนี้ห่างจากตัวเมือง 50 กิโล คนภูเก็ตเรียกว่า ‘สั่วเต้ง (บ้านนอก)’ แถวนี้แต่ก่อนเป็นสวนมะพร้าว อาจ้อย้ายมาสร้างบ้านที่นี่ จะได้ดูสวนมะพร้าว ดูแลคนงาน เพราะคนงานอยู่นี่หมด เมื่อก่อนแถวนี้มีทั้งชินเนนป๋าง (ออฟฟิศ) โรงหนัง โรงฝิ่น และโจ๊งเก๊ก (โรงน้ำชา)” วิศวกรคอมพิวเตอร์ผู้ย้ายกลับมารีโนเวตบ้านของอาจ้อเล่าประวัติศาสตร์ 8 ทศวรรษของบ้านหลังใหญ่ให้เราฟัง

หลังจากจิ้นหงวน หงษ์หยก ปลูกบ้านได้ 9 ปี สงครามโลกครั้งแรกก็ยุติลง บ้านที่ใช้ดูแลคนงานสวนมะพร้าวเปลี่ยนมาปลูกหัวมัน เพื่อแบ่งปันให้ชาวบ้านในช่วงข้าวยากหมากแพงจากพิษสงคราม อาจ้อยกที่ดินบางส่วนให้คนในละแวกใช้เป็นโรงพยาบาลชุมชน ทั้งยังมีการสร้างโรงเรียนที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนหงษ์หยกบำรุง เพื่อรำลึกถึงความอนุเคราะห์ของคุณหลวงที่ย้ายกลับไปอยู่บ้านในตัวเมืองภูเก็ตช่วงบั้นปลายชีวิต

“อาจ้อถามลูก ๆ ว่า ใครจะมาเฝ้าบ้านหลังนี้ให้แก แกมีลูก 9 คน ลูกชาย 6 ลูกสาว 3 ก็ไม่มีใครอยากมาอยู่ เพราะไกล สุดท้ายลูกชายคนที่ 5 คุณณรงค์ หงษ์หยก อากงของพี่บอกเดี๋ยวแกมาอยู่เอง อากงกับอาม่าเลยได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันเหมือนที่นี่เป็นเรือนหอ กงมาเฝ้าที่นี่ได้ 27 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 – 2522 แล้วก็ย้ายกลับเข้าเมือง เพราะลูกหลานเรียนในเมืองกันหมด บ้านนี้ก็เลยปิดไป 37 ปี เท่าอายุพี่พอดี”

ผมดีใจปนตกใจเมื่อได้ฟังสัจจพูดถึงคุณปู่ จะเรียกว่าบังเอิญก็คงไม่เกินจริง เพราะ สงวน บุญประสิทธิการ อากงของผมเคยร่วมงานกับ ณรงค์ หงษ์หยก หลายต่อหลายครั้ง อากงเป็นหนึ่งในนักร้องของ ญาติมิตรสมาคมภูเก็ตสามัคคี (ญาติมิตร ส.ภ.ส.) วงดนตรีที่มีคุณปู่ของสองพี่น้องเป็นผู้ก่อตั้งและบริหารจัดการ นี่จึงเป็นการพูดคุยของสามหลานที่มาเจอกันโดยมิได้นัดหมาย

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
สงวน บุญประสิทธิการ (ร้องเพลง) และ ณรงค์ หงษ์หยก (เล่นหีบเพลงชัก)

อาจ้อสร้าง อากงอาศัย หลานชายแปลงโฉม

“พอเรากลับมาอยู่ภูเก็ตได้ 2 ปี อากงก็เริ่มไม่สบาย หมอบอกว่าเป็นมะเร็ง เราเลยตั้งใจจะซ่อมบ้านนี้ให้เป็นของขวัญอากง แกมีความทรงจำกับที่นี่เยอะ อยากให้แกดีใจที่บ้านนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ปรากฏว่าทำไปได้ 2 ปีครึ่ง มะเร็งแกหาย นี่คือปาฏิหาริย์ของบ้านนี้”

หลานชายเล่าความตั้งใจในการแปลงโฉมบ้านนี้ใหม่หลังอากงทิ้งร้างไว้จนทรุดโทรม แม้ผลลัพธ์ของการซ่อมเรือนหอจะวิเศษราวกับมีเวทมนตร์ แต่เบื้องหลังกว่าตัวอาคารจะกลับมาแข็งแรงขึ้นเงานั้นหนักหนาเอาเรื่อง สัจจกับบรรลุไม่ได้มีแนวคิดเฉพาะเจาะจงว่าจะปรับปรุงบ้านไปในทิศทางไหน ทั้งสองคิดเพียงว่าหากซ่อมแซมจนบ้านกลับมาใช้การได้ก็น่าดีใจแล้ว ระยะเวลา 37 ปีทำให้ที่นี่หลังคารั่ว สีในตัวบ้านลอก กระจกหลายบานแตกร้าว เท่านั้นยังไม่สาหัสพอ สองพี่น้องยังต้องขบคิดต่ออีกว่า ถ้าแปลงโฉมสถาปัตยกรรม 3 ชั้นจนสำเร็จได้จริง พวกเขาจะใช้บ้านหลังนี้ทำอะไรต่อไป

“เริ่มซ่อม พ.ศ. 2559 เรากับน้องชายคิดแค่ว่าบ้านหลังนี้ต้องรอด อยากให้มันอยู่ได้โดยรบกวนเงินของครอบครัวน้อยที่สุด ทำยังไงให้คนเข้ามาดูเยอะ ๆ เลยทำเป็นร้านอาหารกับโรงแรม 8 ห้อง แต่ไป ๆ มา ๆ ตอนนี้เหลือห้องเดียว ลูกค้าไม่นอนชั้นล่างเลย ทั้งที่เราเชียร์ให้ลูกค้าที่มาเป็นคู่นอนชั้นล่างนะ เพราะชั้นบนเป็นพื้นไม้ กลัวว่าคนที่มาเป็นคู่จะทำพื้นเอี๊ยดอ๊าด” พี่ชายเล่าไปหัวเราะไป

ด้วยบุคลิกช่างคุยและความมุ่งมั่นที่อยากให้บ้านอาจ้อเป็นธุรกิจที่เดินได้ด้วยตัวเอง สัจจจึงใส่ใจพูดคุยกับแขกทุกคนที่มาเข้าพักและกินอาหาร พูดมาคุยไปก็อดไม่ได้ที่จะเล่าประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมและเรื่องราวของภูเก็ตในอดีต จนลูกค้าหลายคนเสนอให้สัจจเปลี่ยนบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอดีตวิศวกรก็เห็นด้วยตามนั้นไม่มีลังเล

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

ปัจจุบันบ้านอาจ้อเปลี่ยนห้องพักส่วนใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์ถ่ายทอดเรื่องราวของภูเก็ตในยุคที่แร่ดีบุกยังรุ่งเรือง เหลือห้องพักเอ็กซ์คลูซีฟที่ชั้น 2 เพียงห้องเดียว ขณะที่ห้องครัวและห้องกินข้าวของบ้านก็กลายสภาพเป็นร้านอาหารที่คนทั้งในและนอกจังหวัดอยากลิ้มลอง

เนื่องจากไม่ได้มีไอเดียที่ครอบคลุมชัดเจน รายละเอียดในการรีโนเวตบ้านอาจ้อจึงมากเกินกว่าจะบอกเล่าบนเก้าอี้ เจ้าของบ้านอารมณ์ดีจึงอาสาพาเดินชมเพื่อเล่าเบื้องหลังกว่าจะเป็นแต่ละห้องให้เราฟัง

ใส่ใจตั้งแต่ป้ายหน้าประตู

เมื่อถอดรองเท้าเตรียมเยื้องย่างเข้าตัวบ้าน ผมเหลือบเห็นป้ายเหนือประตูที่สลักอักษรจีน 2 ตัว เป็นอักษรเดียวกันกับที่อยู่บนเสื้อของสัจจและบรรลุ ทั้งสองบอกว่าคำนี้อ่านว่า ‘กวนซาน’ เป็นชื่อบ้านเกิดของบรรพบุรุษที่ประเทศจีน

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

“ป้ายเล็กนิดเดียวแต่ทำโคตรยาก ทีแรกเราก็ไม่รู้ว่าหน้าบ้านต้องเขียนคำว่าอะไร ถามอากง อากงบอกมาหลายคำ เราก็ไม่รู้ว่าต้องใช้คำไหน สุดท้ายไปเจอคำนี้หน้าสุสานอาจ้อ พอได้คำเสร็จก็ต้องไปหาไม้มงคล ต้องวัดด้วยตลับเมตรจีนให้ได้ความกว้างความยาวตามที่กำหนด วันลงขวาน ลงทอง จนลงยันต์ก็ต้องเป็นวันมงคล ยังไม่หมดนะ วันที่จะเปิด บริวารทั้งหมดของบ้านก็ต้องไม่ช้อง (ไม่ใช่วันชง) กว่าจะเสร็จ แค่ป้ายก็ 3 เดือน ตัวบ้านปาเข้าไป 3 ปี” 

จากแผ่นป้ายคงสรุปได้กลาย ๆ ว่า ความเชื่อแบบจีนมีอิทธิพลสำคัญต่อการซ่อมแซมบ้านในครั้งนี้ นอกจากตัวอักษรกวนซาน ก่อนที่ทายาทรุ่น 4 จะเริ่มซ่อมบ้านก็ต้องเรียกซินแสมาช่วยตรวจสอบ โชคดีที่ขั้นตอนนี้ราบรื่นกว่าที่คิด เพราะซินแสบอกสองพี่น้องว่า บ้านนี้ถูกสร้างตามหลักฮวงจุ้ยทุกกระบวนความ และหากพินิจจากดวงชะตา บ้านนี้ก็กำลังรอให้สัจจและครอบครัวกลับมาปรับปรุง

“เราโชคดีหลายอย่าง มีคนช่วยตลอด ซินแสก็เป็นอาจารย์ที่รู้จัก งานไม้ก็มีคนแนะนำช่างไม้ให้ พอได้คุยกันปรากฏว่าช่างไม้คนนี้เคยทำเฟอร์นิเจอร์ให้ออฟฟิศอาจ้อที่อยู่ในเมือง เขาดีใจมากที่รู้ว่าบ้านนี้เป็นบ้านคุณหลวง ก็ยกทีมมาทำไม้ให้เลย แถมคุมค่าใช้จ่ายให้ด้วย ขุมน้ำด้านหน้าก็ได้พ่อของเพื่อนช่วยแนะนำให้ขุด แปลนที่นี่ทั้งหมดก็มีอาอีกคนเขียนให้ แกแบ่งพื้นที่เป็นโซน ๆ โซนมรดก โซนในน้ำมีปลาในนามีข้าว เขียนแปลนให้ฟรีเลยนะ แกบอกถ้าคิดตังค์เดี๋ยวเจ๊ง” พี่ชายเล่า น้องชายอมยิ้ม

ชำเลืองชั้นล่าง

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต
‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

เมื่อตัดสินใจทำบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ บริเวณทั้งหมดจึงต้องตบแต่งให้สวยงามและเล่าเรื่อง สองพี่น้องได้คุณน้าอย่าง จุ๋ม-อรสา โตสว่าง มาเป็นดีไซเนอร์สร้างความโดดเด่นภายในตั้งแต่ผนัง สายไฟ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์แต่งห้อง

ผมสังเกตเห็นความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ก้าวแรก โถงรับรองของบ้านอาจ้อแบ่งออกเป็นโถงกลาง โถงปีกซ้าย และโถงปีกขวา หากพิจารณากระเบื้องปูพื้นลายตารางหมากรุกสีขาวสลับเขียว จะสังเกตเห็นกรอบสี่เหลี่ยมตีเป็นแนวราวกับต้องการแบ่งขอบเขตให้กับอะไรบางอย่าง สัจจอธิบายว่า กระเบื้องนี้อยู่มาตั้งแต่เริ่มปลูกบ้าน สี่เหลี่ยมของโถงกลางคือพื้นที่หลักในการรับแขก ต่อเมื่อเริ่มสนิทกันจึงจะขยับขยายไปยังโถงอื่น ๆ ได้

“ผนังเดิมของบ้านเป็นสีครีม แต่ตอนมาครั้งแรก ผนังร่อนเป็นแผงเลย เราต้องให้คนมาขูดออก ต้องขูดมือด้วยนะ เพราะถ้าใช้เครื่องขูดจะกินเนื้อปูนออกมาด้วย โครงสร้างของบ้านยังแข็งแรงก็จริง แต่เนื้อปูนเริ่มหมดอายุแล้ว ก็เลยต้องขูดมือเท่าที่ขูดได้”

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

ผนังของบ้านที่มีทั้งความโบราณและทันสมัยทับซ้อนกันอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากขูดสีครีมออก เจ้าของพบว่าภายในคือคราม สีที่คนสมัยก่อนเชื่อว่ามีสรรพคุณช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา เมื่อรู้ดังนั้น สัจจจึงเลือกไม่ทาสีใหม่ลงไปทับ ทาเพียงสีเคลือบเงากันคราบและไรฝุ่น สรุปง่าย ๆ ว่า ผนังส่วนไหนที่ขูดได้ก็จะเห็นเป็นสีเทาคราม ตรงไหนที่ขูดไม่ออกก็จะยังมีสีครีมแห่งวันวานพาดอยู่ ดูแปลกตาแต่ลงตัว

ขณะชื่นชมความสง่าของฝาผนัง สิ่งที่ประณีตโดดเด่นจนผมไม่อาจละสายตา คือภาพวาดฝาผนังรูปดอกโบตั๋นขนาดกว่า 2 เมตร หากเป็นบ้านอั้งม้อหลาวทั่วไป ที่ตั้งอยู่ใจกลางจะเป็นตู้กระจกที่ใช้สะท้อนสิ่งเลวร้ายออกจากบ้าน แต่เนื่องจากอาม่าของสัจจและบรรลุต้องใช้ตู้นี้แต่งตัว เครื่องเรือนชิ้นเอกที่เคยอยู่กลางบ้านจึงถูกย้ายไปไว้ด้านหลัง สองพี่น้องปรึกษากับอรสาว่าจะย้ายตู้เดิมกลับมาหรือหาอะไรมาทดแทน ตอนนั้นเองที่น้าของสองหลานบอกว่าผนังตรงนี้ต้องมีภาพวาด

“จี้จุ๋มย้ำเลยว่าตรงนี้ต้องวาดรูป แกรู้จักศิลปินหลายคน ก็ติดต่อจนได้ศิลปินที่วาดสตรีทอาร์ตในภูเก็ตมาวาดให้ พอได้เห็นภาพบ้านหลังนี้เขาร้องไห้ออกมาเลย เขาเคยผ่านบ้านนี้ตอนมาภูเก็ตครั้งแรก ตอนนั้นบ้านยังไม่ซ่อม เขาพยายามจะเข้ามาแต่เข้าไม่ได้ เลยทำได้แค่เอากล้องโทรศัพท์ถ่ายรูปตามช่องหน้าต่าง แล้วก็อธิษฐานในใจว่าขอให้ได้กลับมาบ้านนี้อีก สุดท้ายได้กลับมาจริง ๆ เขาดีใจมาก คิดดู เขามาวาดรูปให้ นั่งระบายสีอยู่คนเดียว ตอนนั้นบ้านยังไม่มีไฟฟ้า มีแค่ไฟดวงเดียวกับห้องน้ำห้องเดียว”

ลุดมิลา เล็ทนิโควา หรือนามปากกา LUDALET คือศิลปินหญิงชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต เธอเต็มใจแต่งแต้มลวดลายโบตั๋น พันธุ์ไม้สีเขียว ตลอดจนหมู่แมลงจนบ้านอาจ้อมีสีสันยิ่งขึ้น โดยดอกโบตั๋นที่ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านหลังนี้สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความสุข มีผู้หญิงอย่างภรรยาของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ (จ้อหญิง) เป็นศูนย์กลางความรักของบ้าน เป็นความสุขวันวานจาก ค.ศ. 1936 ที่พรรณนาผ่านโบตั๋น 9 กลีบ แทนความรักและห่วงใยจากลูกชายและลูกสาวทั้ง 9 คนของอาจ้อ

ถัดจากภาพวาดฝาผนัง ผมสนใจสายไฟของบ้านหลังนี้เป็นพิเศษ

‘สีขาว เส้นใหญ่ แถมมีกิ๊ปรวบสายไฟอยู่เป็นระยะ’ คือคำจำกัดความสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้า

‘บ้านอาจ้อ’ แปลงโฉมบ้านอั้งม้อหลาว 86 ปี เป็นที่พัก ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ภูเก็ต

“เราเจอสายไฟโบราณที่ชั้นสอง ต้องไปโตหรอง (ขอร้อง) คนทำกิ๊ปสายไฟที่ลำปางผลิตให้ ทำอยู่ปีนึงกว่าจะเสร็จ เราอยากทำบ้านให้เหมือนสมัยก่อนให้ได้มากที่สุด” เป็นครั้งแรกที่บรรลุเอ่ยปากหลังจากให้พี่ชายอธิบายเป็นส่วนใหญ่ น้องชายเล่าเรื่องสายไฟด้วยสำเนียงภูเก็ตแท้ ๆ ก่อนพี่ชายจะเสริมว่าบ้านนี้ไม่มีทางซ่อมสำเร็จถ้าไม่ได้น้องชายช่วยเหลือ บรรลุหลงใหลในงานเกษตร เคยทำงานสนามกอล์ฟ ที่ซึ่งเขาใช้วิธีครูพักลักจำจนได้ทักษะงานช่างและงานสวนติดตัว

เหลนอาจ้อทั้งสองพาผมเลี้ยวเข้าไปยังโถงฝั่งซ้าย ห้องขนาด 15 ตารางเมตร มีหน้าต่างบานเปิดคู่ 3 บาน ถูกจัดแจงใหม่ด้วยความตั้งใจจะบอกเล่าวิถีชีวิตของผู้หญิงในอดีต ใครก็ตามที่มาเยี่ยมเยือนจะได้รู้จักกิจวัตรประจำวันของแม่บ้านอย่างการเย็บปักถักร้อย ชื่นชมความวิจิตรบรรจงของผ้าลูกไม้ต่อดอกที่ตั้งโอดโฉมคู่ผ้าปาเต๊ะสีชมพู และเมื่อหันดูฝั่งตรงข้ามจะได้เจอกิจกรรมยามว่างอย่างการเล่นไพ่ ที่มีทั้งไพ่จอดและไพ่ส่ามกอก (ไพ่นกแดง) วางเรียงเป็นระเบียบ

ด้านโถงปีกขวาประดับประดาถ่ายทอดวิถีชีวิตของเพศชายสมัยก่อน ทายาทตระกูลหงษ์หยกรวบรวมข้าวของเครื่องใช้สมัยเก่าจากสมาชิกในครอบครัวมาสาธิต เริ่มตั้งแต่แผนที่ภูเก็ตจาก ค.ศ. 1945 ยุคที่ไข่มุกแห่งอันดามันยังไม่มีสะพานข้ามฟาก ชั้นวางรองตะเกียง แผ่นเสียงสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่เจรจาธุรกิจ ไปจนถึงการจำลองโต๊ะทำงาน ที่มีทั้งตำรา ลูกคิด และโทรเลขตั้งอยู่

หลังเยี่ยมชมโถงรับรองครบสาม ผมแวะเข้าห้องขนาดย่อมที่เหมือนกันสองฝั่ง ก่อนการปรับปรุง ห้องฝั่งซ้ายเคยเป็นห้องนอนของอาจ้อ ห้องขวาเป็นห้องรับรองแขก ตามฮวงจุ้ยจีน ทิศที่เย็นที่สุดของบ้านคือทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห้องอาจ้อจึงตั้งอยู่ตรงนั้น ส่วนห้องนอนของอากงอาม่าก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกันที่ชั้น 2

เมื่อไม่ได้ทำบ้านให้เป็นโรงแรมขนาด 8 ห้องอีกต่อไป อรสาจึงเนรมิตรห้องนอนอาจ้อให้เป็นร้านขายของที่ระลึก จำหน่ายงานฝีมือของเด็กในชุมชนและคนในทัณฑสถาน ด้านห้องพักของแขกก็แปลงสภาพเป็นห้องทำงานที่ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม 

ผมสูดหายใจ ซึมซาบกลิ่นอายจากวันเก่าที่ถูกเล่าใหม่อีกครั้งอย่างพิถีพิถัน ก่อนเดินตามสัจจและบรรลุสู่ชั้นสอง

สำรวจตรวจชั้นบน 

สิ่งที่แตกต่างจากชั้นล่างอย่างชัดเจน คือพื้นไม้ขนาดหน้ากว้างราว 9 เซนติเมตรที่มันวาวราวกับได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี มีโซฟาทรงคลาสสิกสีฟ้าตั้งหันหน้าออกจากกันอยู่กลางห้อง ตัวหนึ่งหันสู่ห้องพักของนักท่องเที่ยว อีกตัวหันเข้านิทรรศการห้องหอของชาวไทยเชื้อสายจีน

สัจจพาผมเดินชมห้องปีกซ้ายที่เดิมทีเป็นห้องของอากงและอาม่า อาณาเขตที่ยังอบอวลด้วยมวลรักแห่งความทรงจำได้รับการตบแต่งเป็นห้องหอให้คนที่มาเยี่ยมชมได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 

“เตียงนี้เรายกมาจากบ้านในเมือง อายุน่าจะเกิน 50 ปีแล้ว เป็นเตียงที่อากงและอาม่าใช้ส่งตัวเข้าหอ จะเห็นเลยว่าเตียงสูงมาก สมัยก่อนต้องมีอังกู๋ (เก้าอี้ตัวเล็ก) เหยียบขึ้น” สัจจย้อนความหลัง

ออกห้องซ้าย ต่อห้องขวา ห้องนอนแม่บ้านในยุคอากงแปรสภาพเป็นห้องพักของนักท่องเที่ยวเพียงหนึ่งเดียวของบ้านในชื่อ Happy Family โดยมี 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น และระเบียงเชื่อมต่อสองห้องสำหรับส่องทิวทัศน์โดยรอบ

              ภายใน Happy Family ถูกตบแต่งแบบเรียบง่ายสบายตา สีขาวของผ้าปูที่นอน ดอกไม้ และโคมไฟ แซมด้วยศิลปะฝีมือ LUDALET ริมบานหน้าต่างไม้ ส่งกลิ่นอายเสมือนแขกผู้เข้าพักได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ใน ค.ศ. 1936 จริง ๆ

ส่วนสุดท้ายของชั้น 2 ที่สองพี่น้องต้องลงแรงซ่อมแซมเป็นพิเศษคือระเบียงและหลังคา กาลเวลาและคนในท้องถิ่นที่แอบมายิงนกทำให้กระจกสีเขียวหลายบานชำรุดเสียหาย แต่สัจจและบรรลุก็ยังอุตส่าห์เสาะหาจนซื้อกระจกลวดลายเดิมมาได้ในที่สุด แม้สีสันจะแตกต่างจากบานเดิมไปบ้าง แต่นี่ก็ดีที่สุดเท่าที่เจ้าบ้านจะหาได้ แต่กับกระเบื้องหลังคาที่เริ่มรั่วแก้ไม่ง่ายอย่างที่คิด บรรลุพยายามตามหากระเบื้องแบบเดียวกันในท้องตลาด แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แต่ก็เหมือนอาจ้อบนสวรรค์ดลใจ ทั้งสองบังเอิญเจอกระเบื้องหลังคาสำรองในขณะสำรวจตัวบ้าน เมื่อนำมาลองประกอบกับโครงหลังคา ปรากฏว่าใส่ได้พอดิบพอดี

“ตรงนี้จะเห็นขุมน้ำและบริเวณบ้านทั้งหมด เมื่อก่อนอาจ้อจะสั่งการคนงานสวนมะพร้าวจากบนนี้ สถาปัตยกรรมตรงนี้เนี้ยบมากนะ อาคารเราโค้ง สมัยนั้นก็ต้องหาวงกบหน้าต่างที่โค้งตามตัวอาคาร งานละเอียดมาก”

ชาวภูเก็ตที่อายุ 40 ปีขึ้นไป คงไม่มีใครไม่รู้จัก ณรงค์ หงษ์หยก อากงของสัจจและบรรลุ ด้วยตำแหน่งอดีตคหบดี การทำหน้าที่เพื่อสังคมหลากหลายด้าน ตลอดจนการเป็นนักดนตรีสมัครเล่นของ The Shark วงดนตรีแจ๊สวงแรก ๆ ของจังหวัด ทำให้ณรงค์เป็นที่รู้จักของผู้คนมากหน้าหลายตา หลานชายทั้งสองจึงนำประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของคุณปู่มาจัดแสดงไว้ที่ชั้น 3 

“แต่ก่อนตรงนี้เป็นห้องพระ ตั้งใจจะรีโนเวตเป็นห้องจำลองพิธีแต่งงาน แต่พออากงเสียไป เราก็อยากจัดให้เป็นนิทรรศการของแก อากงเป็นทั้งนักมวย นักเพาะกาย นักดนตรี ในห้องนี้ก็เลยมีเครื่องดนตรีทั้งหมดที่อากงเล่น มีไม้เท้าที่อากงใช้ตอนยังมีชีวิตอยู่”

ร้านอาหารโต๊ะแดง

สิ่งหนึ่งที่เราไม่ทันสังเกตคือบ้านอาจ้อเป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างไม่สมมาตร เมื่อเดินลงจากชั้นบน ทุกคนจะได้เจอกับห้องนั่งเล่นและห้องกินข้าวที่ยื่นออกไปทางฝั่งซ้ายของอาคารหลัก ห้องนั่งเล่นยังคงใช้เครื่องเรือนเดิมบางส่วน ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ นาฬิกา อยู่มาตั้งแต่สมัยที่อากงยังอาศัย คุณน้าอย่างอรสาเพียงตกแต่งเพิ่มเล็กน้อย โดยการนำภาพเก่าจากทุกบริเวณของบ้าน รวมทั้งภาพจากบ้านในเมืองภูเก็ตมาจัดไว้บนผนัง เรียงผังจากบนลงล่าง ตั้งแต่รุ่นจอจ้อ (แม่ของอาจ้อ) อาจ้อ ลงมาถึงรุ่นอากง

“ระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องกินข้าว เมื่อก่อนจะเป็นประตูลูกฟัก เราถอดออกแล้วเอาประตูกระจกใส่เข้าไปแทน เพราะอยากให้คนที่มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์มองเห็นร้านอาหาร”

สัจจบรรยายถึงบริเวณสุดท้ายในการรีโนเวตอย่างร้านอาหารโต๊ะแดง ที่อยู่ติดกับห้องนั่งเล่นเคยเป็นห้องกินข้าวและห้องครัว แหล่งเลี้ยงปากท้องของสมาชิกในบ้านหลังใหญ่ สองพี่น้องตัดสินใจทุบกำแพงเพื่อรวมห้องกินข้าวกับห้องครัวเป็นห้องเดียว เหลืออิฐเปลือยบนกำแพงเพิ่มความวินเทจ ถอดฝ้าเพดานให้อากาศถ่ายเทมากขึ้น แต่ยังคงกระเบื้องพื้นดั้งเดิมไว้ ก่อนเลือกใช้คู่สีแดงตัดกับเขียวในการตกแต่ง สุดท้ายจึงตั้งชื่อให้เป็นมงคลว่าร้านอาหารโต๊ะแดง

“โต๊ะแดงทำเมนูอาหารพื้นถิ่นกับเมนูที่เราอยากกิน เราเดินถามคนแถวนี้ด้วยว่าเขาชอบกินอะไร เจอฝรั่งบอกว่าชอบกินไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวผัดสับปะรด ผัดไทย ช่วงแรกร้านก็เลยทำเมนูพวกนี้”

โต๊ะแดงปรับปรุงสูตรอาหารเรื่อยมา ตอบสนองความต้องการทั้งของลูกค้าและเจ้าของ เกิดเป็นเมนูขึ้นชื่อจานใหม่มากมาย อาทิ เกี้ยนทอด อ๋วนภูเก็ต (ลูกชิ้นปลาภูเก็ต) ยำยานัด (ยำสับปะรด) หมูฮ้องเสิร์ฟคู่กับโรตี และที่ใครเห็นเป็นต้องลองคือหมี่กรอบบ้านอาจ้อ

ผมคงไม่ต้องการันตีความอร่อยของอาหารร้านนี้ด้วยตนเอง เพราะโต๊ะแดงได้รับการแนะนำโดยมิชลินไกด์ภูเก็ตในปี 2021 และ 2022 เป็นที่เรียบร้อย

ส่งต่อความตั้งใจ

“เราหาซื้อผักลิ้นห่าน จั๊กจั่นทะเล กุ้งมังกรจากคนแถวนี้ อะไรที่หาได้ในท้องถิ่น เราก็ใช้ของท้องถิ่นทั้งหมด อุดหนุนชุมชน แต่สำคัญคือต้องอร่อย ถ้าไม่อร่อยไม่เอา” 

จากเคยเป็นที่พักพิงของชาวบ้านในช่วงสงครามโลก สัจจและบรรลุต้องการให้บ้านสานต่อจุดมุ่งหมายแบบเดิม ทำร้านอาหารโดยคัดสรรวัตถุดิบจากท้องถิ่น กำไรจากก้นครัวไว้สำหรับซ่อมแซมอาคาร แต่เงินจากพิพิธภัณฑ์นำไปบริจาคเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กในชุมชนไม้ขาว สิ่งที่ทั้งสองคนทำแทบไม่ต่างจากคราวที่หลวงอนุภาษภูเก็ตการบริจาคที่ดินส่วนตัวเพื่อสร้างเป็นโรงเรียนชุมชน

“เราอยากทำเหมือนที่อาจ้ออากงเราทำ” สัจจและบรรลุทิ้งท้ายสั้น ๆ

ไม่เพียงตัวอาคารชิโน-โคโลเนียล ที่ถูกแปลงโฉมให้กลับมามีชีวิต แต่จิตวิญญาณที่ดีงามของบ้านอาจ้อก็ถูกชุบชีวิตขึ้นมาเช่นเดียวกัน ความตั้งใจในอดีตถูกร้อยเรียงผ่านกาลเวลา จากรุ่นทวดสู่รุ่นเหลน จากวันวานสู่วันนี้ ผมจึงดีใจเหลือเกินที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวการแปลงโฉมบ้านอาจ้อถึงผู้อ่าน The Cloud ทุกคน

บ้านเลขที่ 102 ถนนเทพกระษัตรี ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 

เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.

โทรศัพท์ : 062 459 8889

Facebook : Baan Ar-Jor บ้านอาจ้อ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

ทยาวีร์ สุพันธ์

ช่างภาพอิสระ บ้านอยู่ภูเก็ต หลงรักการดื่มกาแฟ ขับรถเที่ยว ชมธรรมชาติ การถ่ายรูปทะเลและผู้คน ชอบดนตรี ตีกลองเป็นงานอดิเรก

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

“แต่ก่อนนะ ได้ยินเสียงโยนกระดาษ ตึ้ง ๆๆ ทั้งคืน บ้านหลังนี้แข็งแรงอยู่แล้ว หนูไม่ต้องเป็นห่วง” เสียงยืนยันจากคุณป้าข้างบ้าน ทำให้ทั้งสองสบายใจขึ้นมา

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

เราก้าวเท้าเข้าไปในบ้านบรรยากาศน่ารัก มีสเต็ปเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขึ้นไปที่สเปซต่าง ๆ เจ้าของบ้านคนแรกง่วนทำอะไรของตัวเองอยู่ในห้องทำงานด้านขวา ส่วนเจ้าของบ้านคนที่สองเลี้ยวซ้ายขึ้นไปนั่งรอเราที่ส่วนทานอาหาร

ปุย-สิรินภา รัตนโกศล ชาวไทย และ เซ็บ-เซบาสเตียน ดูส ชาวฝรั่งเศส เป็นคู่รักที่กำลังวางแผนลงหลักปักฐาน อยากมีบ้านเป็นของตัวเองแต่หาที่เหมาะ ๆ ไม่ได้ กระทั่งได้มาเจอกับโรงงานอายุ 50 กว่าปีที่ร้างนาน 25 ปีแห่งนี้

“ดูนี่สิ” ที่โต๊ะอาหารบนชั้นลอยกลางบ้านที่มีลมธรรมชาติปะทะจากรอบด้าน ปุยยื่นรูปภาพในกูเกิลให้เราดูกลั้วหัวเราะ “บังเอิญว่าวันที่ทำบ้านวันแรก รถกูเกิลผ่านพอดี นี่คือเราทั้งสองคนยืนไหว้เจ้าที่อยู่ ทุกวันนี้ในโลเคชันเป็นยังเป็นตึกโรงงานสีเหลือง คนจะมาก็หาไม่เจอ”

จากโรงพิมพ์ สู่โรงงานเย็บผ้า สู่อาคารร้าง วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิก และ พลอย-หฤษฎี ลีละยุวพันธ์ มัณฑนากร จาก PHTAA ช่วยสองเจ้าของบ้านเสกให้ที่นี่กลายเป็นบ้านโปร่ง ๆ สมใจผู้อยู่ แต่ยังทิ้งสัจจะโครงสร้าง-วัสดุของโรงงานเดิมได้อย่างไร คอลัมน์ Re-Place คราวนี้ เราไปหาคำตอบกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แม้ไม่เคยคิดมาก่อน…

ปุยเป็นทนายความ ส่วนเซ็บเป็น Business Process Engineer ทำงานเกี่ยวกับส่วน IT ของบริษัท แต่ตอนนี้เป็นช่วงย้ายบ้าน นี่จึงเป็นช่วงที่เขาไม่ได้ทำงาน

คู่รักกำลังวางแผนสร้างครอบครัว แต่งงาน และมีลูก จากเดิมที่อยู่คอนโดย่านถนนจันทน์ จึงต้องการขยับขยายไปสู่ที่ที่กว้างขึ้นด้วยการไปดูคอนโดในละแวกเดิมที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงมองหาหมู่บ้านต่าง ๆ ที่พอจะเป็นไปได้ แต่แล้วหาก็ไม่ค่อยได้ หากจะไปอยู่หมู่บ้านที่ไกลกว่านี้ก็ดูจะไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เท่าไหร่นัก

“นอกกรุงเทพฯ เราก็ไม่อยากได้ เราใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่นี่” เซ็บพูดภาษาอังกฤษ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาได้ SMS มาจากเว็บไซต์อสังหาฯ ที่เคยให้คอนแทกไว้ ว่ามีที่ดินพร้อมอาคารน่าสนใจ อยู่ไม่ไกลจากคอนโดที่อยู่เดิม เขาจึงได้ย่องเข้ามาดูสถานที่จริงกันสองคน

“สิ่งที่เห็นก็คือมันน่ากลัว เพื่อนบ้านบอกว่ามันเป็นบ้านร้างมามากกว่า 25 ปี” ปุยเล่าด้วยอารมณ์สนุก “ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 หลังติดกัน ตอนแรกถูกใช้เป็นโรงพิมพ์ก่อน แล้วก็เปลี่ยนเป็นโรงงานเย็บผ้า จากนั้นก็หยุดไป”

เรียกได้ว่าเป็นโรงงานโดยพื้นฐานนั่นแหละ

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

แรกเริ่มพวกเขายังไม่มีไอเดียว่าอยากหาอาคารมาปรับปรุง คิดเพียงแต่จะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ไม่อย่างนั้นก็เป็นอยู่เป็นคอนโดมิเนียมดังเดิม แต่เมื่อมาที่นี่ก็เปลี่ยนความคิด

“เรารู้สึกเลยว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา เหมือนบ้านถามเราว่าเอาไหม” ปุยหัวเราะลั่น บางสิ่งบางอย่างก็อยู่นอกเหนือการวางแผน และการนอกแผนนั้นก็อาจนำมาซึ่งอะไรดี ๆ ในชีวิต

ด้วยความที่ปุยเป็นเพื่อนกับพลอย จึงลองถามความเห็นจากเพื่อนนักออกแบบดูว่า ฝันที่จะพลิกโฉมที่นี่เป็นบ้านของเธอกับเซ็บนั้นจะเป็นไปได้มากแค่ไหน

“ตอนแรกที่ปุยพามา เราก็เชียร์เลยว่าให้ซื้อตึกนี้ เราคิดว่าถ้าการใช้งานเป็นบ้านก็เหมาะสม เพราะอยู่ท้ายซอยแล้วก็มีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง แต่ถ้าลูกค้าพามาดูตึกนี้ แล้วจะทำเป็นอาคารพาณิชย์คงไม่เหมาะ มันค่อนข้างเข้าถึงยาก ซอยเล็ก” พลอยกล่าว เมื่อเพื่อนเชียร์ เจ้าของโปรเจกต์อย่างปุยก็ไม่เบรกอีกต่อไป “แล้วพอตึกเป็นโรงงานมาก่อน สเปซก็ค่อนข้างจะสูง พอเอามาทำบ้านพื้นที่มันก็เลยเหลือเยอะแยะ เราทำอะไรได้ค่อนข้างเยอะ”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

“เราขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วมองไปรอบ ๆ วิวเป็นพาโนรามา ลมก็โฟลว์ดี จุดนั้นเราคิดเลยว่าถ้าทำก็จะเก็บโครงสร้างทั้งหมดไว้ เพราะมันดีพออยู่แล้ว แค่กำแพงของการใช้งานเดิมมันทึบมาก ลมก็เลยไม่ผ่าน ส่วนระยะห่างระหว่างเพื่อนบ้านที่นี่ก็ไม่ติดจนเกินไป มีความเป็นส่วนตัวดี” วิทย์ ผู้เป็นพาร์ตเนอร์กับพลอยพูดขึ้นมาบ้าง

คุณสองคนได้คิดถึงภาพบ้านที่ต้องการไว้ในหัวมั้ย – เราถามคู่รัก

“ไม่เชิงนะ แต่เรารู้จักบุคลิกของตัวเอง ผมเป็นคนที่ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟหน่อย ส่วนปุยเขามีสีสันกว่า ผมเลยคิดว่าบ้านจะต้องเป็นส่วนผสมของเรา ประนีประนอมซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้มีภาพว่ามันจะต้องหน้าตาแบบนั้นแบบนี้” เซ็บตอบ

“เอาจริง ๆ มันไม่ได้มีบ้านที่คิดไว้หรอก แต่เราชอบดูหนังสือบ้าน ตั้งแต่เริ่มดูบ้าน มีบ้าน 10 หลัง อยากอยู่ทั้ง 10 หลังเลย แต่เราไม่รู้ว่าบ้านไหนคือบ้านของเรา” ปุยเสริม “แต่พอมาเจอตรงนี้ เราคิดว่าเราเห็นตัวเองมากกว่า ว่าพื้นที่นี้ ฉันทำอะไรได้บ้าง แล้วก็คิดว่าจริง ๆ เราชอบการใช้งานคล้าย ๆ คอนโดเดิมของเรา แต่ให้มันใหญ่ขึ้น แล้วก็มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น”

แล้วการเดินทางครั้งใหม่ในชีวิตของทั้งสองก็เริ่มขึ้นอย่างน่าตื่นเต้น แม้จะพวกเขาจะต้องผ่านการเถียงกับสถาปนิกสิบตลบ เถียงกันเองอีกสิบตลบ แล้วกลับบ้านไปอาเจียนด้วยความเครียด ก็ยังน่าตื่นเต้นอยู่ดี (ใช่ไหมนะ)

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

 ทำยังไงกับโรงงานดีนะ

จากที่เคยได้ยินคนรอบตัวที่อยู่บ้านจัดสรรบ่นว่า อยู่ไม่กี่ปีบ้านก็เริ่มทรุด ตอนแรกปุยกับเซ็บจึงมีความกังวลเรื่องการรับน้ำหนักของอาคาร 50 กว่าปีหลังนี้ แต่คุณป้าข้างบ้านที่อยู่มานานก็พูดให้เบาใจว่า ที่นี่เคยเป็นถึงโรงพิมพ์ที่คนโยนกระดาษกันทุกวี่วัน ไม่มีทางที่จะไม่แข็งแรง รวมถึงหลายคนก็บอกมาว่าในสมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องคำนวณ วิศวกรจะใส่เหล็กมาให้เหลือเฟืออยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นดังคาด หลังจากที่เช็กรอบบ้าน โรงงาน 50 กว่าปีแห่งนี้ก็ไม่มีทรุดเลยจริง ๆ

สำหรับการรีโนเวต สิ่งที่สองนักออกแบบทำเป็นอย่างแรก ก็คือเก็บเสาและคานเดิมไว้

“ระบบของ Grid เสาและคานเก่า มันคือการสร้างที่โคตรจะเรียบง่ายในเชิงโครงสร้าง” พลอยบอกว่าที่นี่เป็นโรงงานที่ตัวตึกถูกสร้างให้แข็งแรงมากที่สุด ในงบประมาณถูกที่สุด

หากก่อผนังตาม Grid เสาและคานเดิม ผลลัพธ์ออกมาก็คงบล็อกลมเช่นเคย ทั้งยังดูเป็นโรงงานที่ ไม่ตอบโจทย์ฟังก์ชันของบ้านด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะวางผังแบบเลื่อนผนังให้หนีจาก Grid เสา เกิดเป็นพื้นที่และทางเดินใหม่ ๆ ที่เหมาะกับเจ้าของบ้าน

ด้วยความที่เป็นคนซีกโลกตะวันตก เซ็บอยากอยู่แบบไม่มีแอร์ ดังนั้น บ้านนี้จึงออกมากึ่ง ๆ ให้สมกับเป็นบ้านคู่รักต่างสัญชาติ คือเป็น Semi-outdoor มีโซนติดแอร์ และมีโซน Open-air โอบล้อมเป็นตัว L

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก
จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ห้องทานข้าวฝ้า Double Height ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่ก็เรียกว่าเป็นโซน Open-air มี Ventilation ดี มีหน้าต่างล้อมรอบ หากฝนตกเมื่อไหร่ จึงค่อยปิดหน้าต่าง ปิดม่าน แล้วเปิดแอร์

“จริง ๆ แล้วทำให้ตึกแถวอากาศถ่ายเทยากมาก เพราะว่าส่วนใหญ่อาคารจะอยู่ติดกัน แต่ข้อดีของตึกแถวหลังนี้คือ ข้างหลังมีบริเวณโล่ง ลมก็เลยเข้าออกได้” วิทย์กล่าว

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

ในการเก็บเสาและคานเดิมไว้ นักออกแบบยังเน้นให้คนมองเห็นได้ชัดดัวย

“หน้าต่างที่เอียงอยู่ เอียงเพื่อหลบคานเดิม” วิทย์อธิบายพร้อมชี้ออกไปที่หน้าต่าง “ถ้าดูหน้าบ้านดี ๆ จะมีคานกับเสาโผล่ไปข้างนอก อันนั้นไม่ใช่การตกแต่งนะ เหมือนเราเล่าเรื่องบ้านโดยที่ไม่ต้องพูด โดยผ่านสัจจะของโครงสร้าง

“โครงสร้างบอกว่า เนี่ย ฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว และฉันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ต่อให้วันนี้มันเปลี่ยนไปเป็นการใช้งานอีกอย่างหนึ่ง แล้วโครงสร้างนี้ยังถูกเก็บไว้อยู่ มันก็ยังอยู่ได้นะ เป็นเหมือนหลักฐานบางอย่าง”

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

คานที่อยู่ในบ้าน จะเห็นได้ว่านักออกแบบปล่อยทิ้งไว้แบบไม่ฉาบผิวใหม่ ดูเก่าอย่างไรก็อย่างนั้น วิทย์เรียกว่าเป็น ‘สัจจะวัสดุ’ ซึ่งเป็นเรื่องของความงามในรูปแบบหนึ่ง ตอนแรกเจ้าของบ้านอย่างปุยก็ลังเลที่จะทำแบบนี้เหมือนกัน

“เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อนะ แต่เรากลัวว่ามันจะมองดูเหมือนบ้านไม่เสร็จรึเปล่า” ปุยพูดยิ้ม ๆ

“เราคิดในใจว่า ถ้าแม่มาเห็นบ้าน แม่ด่าแน่เลย… แต่สรุปแม่มาเห็น แม่ชอบว่ะ” ทุกคนฮาครืนกับจังหวะตลกของเธอ “แม่บอกว่า รู้ว่าเขาตั้งใจ บ้านเสร็จขนาดนี้แล้วทิ้งอันนี้ไว้ ตั้งใจอยู่แล้ว”

“เหมือนกินสเต๊กน่ะ กึ่งสุกกึ่งดิบ Medium Rare” วิทย์ปิดท้าย “เจ้าของบ้านเขาเปิดใจกันนะ ถ้าเขาไม่เปิดใจ ไม่ได้ขนาดนี้หรอก” 

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

Make yourselves at home

คอนเซ็ปต์หลักของบ้านที่สำคัญคือ Circulation (ทางสัญจร) ที่เชื่อมถึงกัน ตั้งแต่ทางเข้าบ้านไปยังบันได แล้วส่งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของบ้าน ซึ่งเมื่อบ้านโปร่ง ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าทางเชื่อมถึงกัน นี่เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งของสถาปนิก

บันไดที่เห็นไม่ใช่ตำแหน่งเดิม วิทย์บอกว่าเขาไม่อยากให้บันไดเก่าที่กว้าง 80 เซนติเมตรของโรงงานมาบังคับสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ใหม่

“คือถ้ารีโนเวตโรงงานเย็บผ้าเป็นร้านกาแฟแสนเก๋ ก็อาจจะคงไว้ได้ เพราะอาจจะไม่อยากใช้งบประมาณเยอะ ทำนิดหน่อยก็สวยแล้ว ถ้าเป็นบ้าน มันซับซ้อนกว่านั้น ก็เลยเอาบันไดเดิมออกดีกว่า” ส่วนชั้น 1 ที่เดิมเป็นชั้นฝ้าสูง ก็ถูกซอยออกเป็นหลาย ๆ ชั้นลอย แบ่งกันไปแต่ละโซนการใช้งาน

จริง ๆ แล้วพื้นที่การใช้งานของบ้านก็คงน้อยกว่าโรงงานเยอะเลยใช่ไหม

“ใช่ พอเราเอาความต้องการทั้งหมดของเจ้าของบ้านมาตีเป็นตารางเมตร มันน้อยกว่าที่ตัวอาคารเดิมมี ก็เลยทุบพื้นได้ ตรงโจทย์ที่เราอยากให้บ้านโปร่ง

“มันค่อนข้างต่างจากโปรเจกต์ทั่วไปที่เคยทำ ถ้าเป็นบ้านในเมือง คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป มีแต่คนอยากใช้ประโยชน์จากพื้นที่สูงสุด (Maximize Space) เพราะที่ดินสำหรับปลูกบ้านค่อนข้างแพง แต่อันนี้เหมือนโจทย์มันกลับกัน เป็น Minimize Space”

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ
โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

อีกอย่างที่เราสนใจก็คือความเป็น ‘Compact Living’ ของที่นี่ อย่างที่เราเล่าไปแต่แรกว่า เจ้าของบ้านทั้งสองคุ้นชินกับการอยู่คอนโดมิเนียม เมื่อมีบ้านเป็นของตัวเอง สถาปนิกจึงตีโจทย์นั้นเป็นพื้นที่ของบ้าน ให้ทุกอย่างอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือเดินหากันง่าย อย่างที่เห็นในพื้นที่ชั้นบนสุดของบ้าน ซึ่งวางแปลนให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน

นอกจากห้องทานข้าวที่เรานั่งคุยกันอยู่แล้ว ก็มีห้องนอนใหญ่ ห้องนอนลูกในอนาคต ห้องนอนแขก ห้องทำงานของปุยกับเซ็บแยกกันตามที่อยากได้ตอนแรก ห้องสมุด แล้วก็ห้องพิเศษที่เรียกว่า Sunday Room

เจ้า Sunday Room ก็คือคอนโดย่อม ๆ ในนั้นประกอบไปด้วยโซฟา โทรทัศน์ และเคาน์เตอร์ ครัวเล็ก ๆ สำหรับเตรียมอาหาร สำหรับวันอาทิตย์อันแสนขี้เกียจ ทั้งคู่อยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องลุกไปไหนเลย เราฟังแล้วก็แอบอิจฉาในใจ ถ้ามี Sunday Room เป็นของตัวเองบ้าง จะเข้าไปอยู่จนเป็น Everyday Room เลย

โปรเจกต์ท้าทายในการเปลี่ยนโรงงานเก่าเป็นบ้านโปร่ง ๆ อยู่สบายของคู่รักสมัยใหม่อย่างปุยและเซ็บ

วิทย์บอกว่าสิ่งที่ยากในการปรับปรุงอาคาร คือการทำให้ความไม่เรียบร้อยดูเรียบร้อยขึ้นมา หากปรับปรุงอาคารเป็นบาร์ ก็ยังใช้การออกแบบไฟช่วยได้ แต่หากเป็นบ้านแล้วก็จะสว่าง เห็นชัดเจนทุกอย่าง

“เราต้องเก็บให้ถูก เอาออกให้ถูกด้วยนะ” พลอยเสริมถึงความยาก “เรารู้อยู่แล้วว่าห้องแถว สิ่งที่ไม่ดีคือการไหลเวียนและถ่ายเทของอากาศ ซึ่งสิ่งที่เราจะเก็บก็คือไม่ใช่สิ่งนั้น เราจะทำยังไงให้สิ่งที่ดียังอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ควรจะมีหายไป

“การรีโนเวตต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น”

จากโรงงานยุคเก่ากว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว ปัจจุบันกลายเป็นบ้านของคู่รักที่อยู่กันด้วยแนวคิดใหม่ นับว่าที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงมาไกลจากจุดเดิมมาก บ้านท้ายซอยถนนจันทน์หลังนี้ดูผิดหูผิดตาไปเยอะ

ไม่ใช่แค่ปุยและเซ็บ คุณป้าข้างบ้านก็คงสดชื่นกับบรรยากาศนี้เหมือนกัน

จากโรงพิมพ์ โรงงานเย็บผ้า สู่บ้านคู่รักไทย-ฝรั่งเศส ที่มีเสาคานเก่าเป็นที่ระลึก

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load