ฝรั่งเศส พบ เซเนกัล การรอคอยของแฟนบอลทั่วโลกสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อ ฝรั่งเศส เปิดตัวในฟุตบอลโลก ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 ด้วยชัยชนะ 3-1 เหนือ เซเนกัล ในศึกกลุ่ม I ที่สนามนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม (เมตไลฟ์ สเตเดียม) อีสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด โดยดราม่าทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อทั้งสองทีมยิงกันคนละประตูในเวลาไม่ถึงสองนาที แต่ฝรั่งเศสก็ยังคงรักษาชัยชนะเอาไว้ได้ ข่าวฟุตบอลโลก
การพบกันครั้งแรกในรอบ 24 ปี
นัดนี้มีความหมายเป็นพิเศษในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะนี่คือการพบกันครั้งแรกระหว่างทั้งสองชาติในการแข่งขันอย่างเป็นทางการหลังจากห่างกันถึง 24 ปี นับตั้งแต่นัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 2002 ที่กรุงโซล เมื่อเซเนกัลสร้างหนึ่งในผลงานที่น่าจดจำที่สุดด้วยการเอาชนะแชมป์เก่าอย่างฝรั่งเศส 1-0 ทำให้บรรยากาศก่อนเกมเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจากทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะแฟนบอลเซเนกัลที่ต้องการซ้ำรอยประวัติศาสตร์
ครึ่งแรกตึงเครียด เซเนกัลเกือบนำก่อน

ตลอดครึ่งแรกเกมดำเนินไปอย่างระมัดระวัง โดยฝรั่งเศสพยายามคุมเกมผ่านการครองบอล ขณะที่เซเนกัลรอเวลาสร้างโอกาสสวนกลับ และเกือบจะได้ประตูในช่วงสุดท้ายของครึ่งแรก เมื่ออิสมาเอล ซาร์ พลาดโอกาสทองในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรกที่ดูเหมือนจะเข้าประตูได้อย่างแน่นอน หากทำได้สำเร็จสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ยังมีจังหวะที่น่าเป็นห่วงสำหรับแฟนบอลฝรั่งเศส เมื่อ นิโคลัส แจ็คสัน เบรกหลังแนวรับฝรั่งเศสและทำประตูได้ แต่ถูกตัดสินล้ำหน้าทันที ทำให้ฝรั่งเศสยังคงรักษาความนำ 1-0 ไว้ได้
เอ็มบัปเป้เขย่าประตูแรก นาทีที่ 66 สร้างประวัติศาสตร์

จุดเปลี่ยนของเกมมาถึงในนาทีที่ 66 เมื่อ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ยิงประตูได้สำเร็จจากลูกยิงระยะไกลที่ทรงพลัง ทำให้ฝรั่งเศสขึ้นนำ 1-0 และทำให้เอ็มบัปเป้กลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดร่วมในประวัติศาสตร์ทีมชาติฝรั่งเศส ด้วยการยิงประตูที่ 57 ให้กับทีมชาติ เสมอกับโอลิวิเยร์ กิรู ซึ่งเป็นสถิติที่ถูกจับตามองมาอย่างยาวนาน
ไม่เพียงเท่านั้นประตูนี้ยังทำให้เอ็มบัปเป้มีประตูในฟุตบอลโลกรวม 13 ลูกตลอดอาชีพ เท่ากับลิโอเนล เมสซี่ และยังห่างจากสถิติผู้ทำประตูสูงสุดในฟุตบอลโลกตลอดกาลของมิโรสลาฟ โคลเซ่ อดีตดาวยิงเยอรมนีเพียง 3 ลูก ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต่างจับตาว่าเขาจะทำลายสถิตินี้ได้หรือไม่ในทัวร์นาเมนต์นี้
บาร์โกล่าปิดฉากเกม นาทีที่ 82

ฝรั่งเศสขยายความนำขึ้นเป็น 2-0 ได้สำเร็จในนาทีที่ 82 เมื่อ แบรดลีย์ บาร์โกล่า ยิงประตูที่สองให้กับทีมได้สำเร็จ ทำให้ดูเหมือนว่าเกมจะจบลงอย่างราบรื่นสำหรับทัพตราไก่
อย่างไรก็ตาม ดราม่าที่แท้จริงกลับมาเยือนในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่ออิบราฮิม เอ็มเบย์ ยิงประตูที่งดงามสุดๆ ให้กับเซเนกัลได้สำเร็จในนาทีที่ 90+5 ทำให้แฟนบอลสิงโตคำรามปลุกตัวขึ้นมาอีกครั้งด้วยความหวังว่าอาจจะตีตื้นได้
แต่เซเนกัลก็ไม่มีเวลาพอที่จะพลิกเกม เพราะเพียงหนึ่งนาทีต่อมาเอ็มบัปเป้ก็ยิงประตูที่สองของตัวเองและเป็นประตูที่สามของทีมได้สำเร็จในนาทีที่ 90+6 จากการยิงระยะไกล ปิดประตูความหวังของเซเนกัลอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางเสียงเฮของแฟนบอลฝรั่งเศสที่ดังกึกก้องในสนาม ผลการแข่นขัน
บรรยากาศพิเศษ เมื่อสองชาติที่แยกไม่ออก
นอกจากเรื่องในสนาม นัดนี้ยังมีมิติทางอารมณ์ที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะฝรั่งเศสและเซเนกัลมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในแง่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยผู้เล่นหลายคนของฝรั่งเศสมีเชื้อสายเซเนกัล ทำให้เกมนี้มีมิติทางอารมณ์ที่ซับซ้อนสำหรับผู้เล่นหลายคนในทีม
บรรยากาศในสนามนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียมจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งแฟนบอลฝรั่งเศสที่ต้องการเห็นทีมเริ่มต้นได้อย่างยิ่งใหญ่ และแฟนบอลเซเนกัลที่ต้องการเขียนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยปี 2002 ทำให้นัดนี้กลายเป็นหนึ่งในเกมที่มีบรรยากาศดีที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้จนถึงตอนนี้
ความหมายต่อตารางคะแนนกลุ่ม I
ฝรั่งเศส พบ เซเนกัล ชัยชนะ 3-1 ในนัดนี้ทำให้ฝรั่งเศสได้ 3 แต้มเต็มในนัดเปิดสนาม ภายใต้การนำของเดส์ชองส์ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับทีมที่มุ่งหมายจะคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3
สำหรับเซเนกัล แม้จะพ่ายแพ้ แต่ยังสามารถทำประตูได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แสดงให้เห็นว่าทีมไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ และยังมีโอกาสในนัดต่อไปที่จะต้องพบกับอิรักและนอร์เวย์ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าสิงโตคำรามจะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาลุ้นเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 ได้หรือไม่ ข่าวบอลโลกทุกแมตช์
