11 พฤศจิกายน 2564
9.37 K

‘Sweet Potato’ หรือมันหวานที่ข้างนอกสีม่วงสดใส ข้างในสีเหลืองสดสวยจากประเทศญี่ปุ่น น่าจะเป็นของโปรดของใครหลายๆ คน ด้วยรสหวานฉ่ำหอมฉุยอันมีเอกลักษณ์แถมยังดีต่อสุขภาพ ยิ่งช่วงโควิดที่ทุกคนเก็บตัวอยู่บ้าน และแปลงร่างเป็นมาสเตอร์เชฟด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน มันหวานเป็นหนึ่งในวัตถุดิบยอดฮิตที่ชาวไทยสั่งไปอบกินเองที่บ้าน พลางร้องไฮ่ด้วยความคิดถึงแดนอาทิตย์อุทัย 

ระหว่างที่กินน้องมันด้วยความเพลิดเพลิน เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมมันหวานญี่ปุ่นถึงอร่อยจับใจขนาดนั้น เคล็ดลับความหวานและเทคนิคลับในการปลูกคืออะไรกันนะ อ๊ะ แล้วเวลาไปซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ตจะเลือกมันแบบไหนดีล่ะ และนอกจากเผาเอาไปทำอะไรกินได้อีก เมื่อความตะกละและความอยากรู้อยากเห็นมารวมตัวกัน เลยออกมาเป็นเกร็ดความรู้กรุบกริบ 10 ข้อที่จะทำให้มันอร่อยขึ้นอีกหนึ่งเลเวล 

ก่อนอื่นเลยต้องแอบกระซิบว่า มันหวานไม่เท่ากับมันม่วงนะ แม้เปลือกภายนอกจะสีม่วงคล้ายกัน แต่มันหวานและมันม่วงเป็นแค่เพื่อนร่วมสปีชีส์ และถ้าดูให้ดี เปลือกของมันหวานจะออกไปทางม่วงแดง ในขณะที่มันม่วงจะม่วงมากทั้งภายนอกและภายใน

เอาเป็นว่ากินไปอ่านไปอาจจะอุทานว่า พระเจ้าจอร์จ มัน (หวาน) ยอดมาก 

1. Beni-haruka + Silk Sweet มันหวานสุดป๊อปของญี่ปุ่น

เริ่มต้นด้วยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสายพันธุ์มันหวานของญี่ปุ่น ชาวยุ่นเขากินมันหวานมานานแสนนาน แต่ละท้องถิ่นก็ปลูกมันหวานแตกต่างกันไป ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ปัจจุบันมีมันหวานหลายสิบสายพันธุ์ ทั้งแบบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศตั้งแต่ยุคเอโดะ และพันธุ์ที่นำมาพัฒนาต่อเอง แต่ถ้าพูดถึงพันธุ์ป๊อปๆ ที่ครองใจชาวญี่ปุ่นช่วงนี้ล่ะก็ต้องเช่น Beni-haruka (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Beni-yuka) และ Silk Sweet ซึ่งความหวานเข้มข้นและความนุ่มหนึบของเนื้อ เป็นจุดเด่นที่ทำให้ถูกปากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 

ถ้าใครยังไม่เคยลองกินมันหวานของญี่ปุ่น เดบิวต์ด้วย 2 พันธุ์นี้น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่หอมหวานทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าใครชอบทำอาหาร ขอแนะนำพันธุ์ Beni-masari ที่ทั้งหวานและหอม ซึ่งชาวญี่ปุ่นแอบกระซิบเรามาว่า เป็นที่นิยมไม่แพ้ 2 พันธุ์แรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่แฟนมันแท้และพี่ๆ เกษตรกรคนปลูก

2. นุ่มเนียน-นุ่มซุย-นุ่มหนึบ เนื้อสัมผัส 3 รูปแบบ

ความหนึบแน่นของเนื้อมันหวานญี่ปุ่นเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้กินเพลิน เคี้ยวสนุกจนหมดหัวไม่ทันรู้ตัว แต่จริงๆ แล้วมันหวานของชาวยุ่นมีหลายรสสัมผัสให้เลือก ซึ่งแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ แหล่งที่ปลูก และฤดูกาล ดินคือตัวแปรสำคัญที่สร้างรสสัมผัสและรสชาติที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เช่น คิวชูจะมีย่านที่ดินมีขี้เถ้าผสมอยู่เยอะ ส่วนจังหวัดโทคุชิมะเป็นดินทราย 

โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคร่าวๆ คือ นุ่มเนียน นุ่มซุย และนุ่มหนึบ ตัวท็อปอย่าง Beni-haruka นั้นจัดอยู่ในหมวดนุ่มหนึบ Silk Sweet นุ่มเนียนละเอียดประดุจแพรไหมสมชื่อ Beni-azuma นุ่มซุย เหมาะไปทำเทมปุระ ส่วน Beni-masari จริงๆ แล้วจัดว่านุ่มเนียน เหมาะไปทำอาหารนานาชนิด

ชาวญี่ปุ่นมักเลือกมันที่เหมาะกับประเภทอาหาร เช่น ถ้าทำเทมปุระ มักใช้พวกที่นุ่มซุย ถ้าทำมันเผาก็เลือกแบบหนึบๆ หน่อย หรือจะลองไล่กินของดีแต่ละภูมิภาค เพื่อสำรวจรสชาติที่แตกต่างก็สนุกไปอีกแบบ ชอบแบบไหนก็กินแบบนั้นนั่นแหละ

10 เรื่องน่ารู้ของมันหวานญี่ปุ่น ต้องกินพันธุ์ไหนเมื่อไหร่ และทำอย่างไรให้อร่อยที่สุด

3. วิธีเลือกมันหวานที่ดีอย่างง่ายๆ 

พอรู้แล้วว่าจะเลือกพันธุ์ไหนไปทำอะไร สเต็ปต่อไปคือการเลือกซื้อมันคุณภาพดี ที่เรามีหน้าที่แค่ทำให้สุกก็กินอร่อยแล้ว 

ถ้าเป็น 30 – 40 ปีก่อน ชาวญี่ปุ่นจะนิยมเลี่ยงมันหัวเล็กๆ ขนาดประมาณ 100 – 150 กรัม เพราะคิดว่าไม่ค่อยอร่อย แต่เทคนิคการปลูกและการพัฒนาสายพันธุ์ของเกษตรกร ทำให้ขนาดไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป หยิบไซส์ไหนก็อร่อยหวานเท่าเทียมกัน 

ส่วนเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกนั้นสำคัญมาก ผิวมันควรเรียบเนียนสม่ำเสมอ รูปทรงโค้งสวยไม่หยิกงอแปลกๆ ผู้เชี่ยวชาญบอกเราว่า หากอยากได้มันที่รูปทรงสวย อวบเนียนเป็นท่อน ต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน เช่น ดินที่ไม่มีแมลง ไม่แข็งเกินไป แต่ถึงแม้ผิวมันจะมีรอยถลอกบ้าง แต่ความอร่อยก็ไม่เปลี่ยนแปลง

และเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าสวยเนียนเกินไปจนไม่กล้ากิน เพราะคิดว่าใช้ปุ๋ยเคมีล่ะก็ ไม่ต้องกังวลไป พี่ๆ เกษตรกรชาวญี่ปุ่นจำนวนมากใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมความใส่ใจเท่านั้นเอง

10 เรื่องน่ารู้ของมันหวานญี่ปุ่น ต้องกินพันธุ์ไหนเมื่อไหร่ และทำอย่างไรให้อร่อยที่สุด

4. มันหวานและฤดูกาลแห่งความอร่อย

สารภาพตามตรงว่า ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าความอร่อยของมันหวานมีความสัมพันธ์กับฤดูกาลด้วย (คนญี่ปุ่นส่วนมากก็ไม่รู้เหมือนกัน) เกษตรกรต้องเล็งจังหวะปลูกให้ตรงช่วงเก็บเกี่ยวที่เป็นช่วงพีกของความอร่อย และเตรียม Curing หรือการบ่มมัน เพื่อเพิ่มคุณภาพและยืดอายุน้องให้อยู่ได้นาน โดยคงไว้ซึ่งความอร่อย ทำให้เรามีมันหวานกินตลอดปี ใครรักมัน แคปตารางชี้ช่วงอร่อยของแต่ละพันธุ์เก็บไว้เลย

* Beni-haruka หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Beni-yuka

5. เมนูมันหวานยอดฮิตในใจชาวญี่ปุ่น

คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับมันเผาเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วมันหวานเป็นส่วนประกอบอาหารญี่ปุ่นมากมายหลายรูปแบบ ทั้งของคาว ของหวาน และของเหลวอย่างสาเก! 

ในบรรดาเมนูที่น้องได้แสดงศักยภาพความอร่อยจากความหวานธรรมชาติ มีหลายอย่างที่คิดว่าคนไทยทำกินตามได้ไม่ยากเลย เช่น นำไปทอดทำเทมปุระ หั่นใส่ซุปมิโสะ หรือจะทำของหวานยอดฮิตประจำช่วง Fall-Winter อย่าง Daigaku-imo ก็เก๋ เพียงแค่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นำไปทอดแล้วคลุกไซรัปที่ทำจากน้ำตาล มิรินและโชยุก็เรียบร้อย ง่ายที่สุดคือเอามันเผาเข้าตู้เย็นก็อร่อยแล้ว หรือจะเอาเข้าช่องแข็ง ก็จะได้ไอศกรีมมันหวานอย่างง่ายๆ เลย คนญี่ปุ่นบอกว่าแนะนำ เพราะเหมาะกับอากาศร้อนแบบเมืองไทย

6. เทคนิคการอบมันให้หวานฉ่ำกลมกล่อมใจ

โอเค ถ้ายังไม่พร้อมมูฟออนจากมันเผา เราก็แอบหาเคล็ดลับการอบมันกินเองง่ายๆ ที่บ้านมาให้ด้วย คีย์เวิร์ดสำคัญคือ เวลา

ระยะเวลาขั้นต่ำในการอบคือ 1 ชั่วโมง เพราะการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลต้องใช้เวลา การใช้เวลาค่อยๆ อบจะช่วยดึงความหวานออกมา กลายเป็นที่มาเคล็ดลับความอร่อย ถ้าอบไวๆ มันยังไม่ทันเป็นน้ำตาล อาจจะนิ่มแต่ไม่หวานอร่อย ส่วนอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 180 – 200 องศาเซลเซียส และไม่ควรใช้ไฟแรงเกิน 200 องศาเซลเซียส อุปกรณ์ก็เลือกได้ตามสะดวก ทั้งเตาอบหรือหม้อทอดไร้น้ำมัน เวลาที่ใช้ก็จะแตกต่างกันไปตามขนาดของหัวมัน

10 เรื่องน่ารู้ของมันหวานญี่ปุ่น ต้องกินพันธุ์ไหนเมื่อไหร่ และทำอย่างไรให้อร่อยที่สุด

7. มันหวาน สุขภาพ และค่า GI

หลายคนหันมาสนใจมันหวานเพราะดีต่อสุขภาพ ว่ากันว่ากินแล้วไม่อ้วน เก๋สุดในหมู่แก๊งเพื่อนมัน แถมยังมีไฟเบอร์ วิตามินเอ วิตามินซี และโพแทสเซียมสูง ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกต่างหาก แสนดีขนาดนี้แต่คนญี่ปุ่นก็ยังสรรหาวิธีกินมันหวานแบบส่งเสริมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือการทำให้ค่า GI มันหวานต่ำลง

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักค่า GI (Glycemic Index) นี้กันก่อน มันคือหน่วยวัดคาร์โบไฮเดรตต่อน้ำตาลในเลือด ค่า GI สูง คือการที่คาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นกลูโคส และเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตอย่างรวดเร็ว ส่วนค่า GI ต่ำ คือการแตกตัวช้าๆ ทำให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ 

วิธีกินมันหวานให้ได้ค่า GI ต่ำที่สุดคือการนึ่ง แต่ถ้าอยากกินมันเผาแบบเฮลท์ตี้สูงสุด ต้องเอาไปแช่ตู้เย็น เพราะอุณหภูมิที่ต่ำลงจะทำให้ค่า GI ต่ำลงไปด้วยนั่นเอง 

8. ความใส่ใจของเกษตรกรแบบเวรี่เจแปนนีส

แม้มันหวานจะเป็นผักที่แข็งแกร่ง ขึ้นง่าย ปลูกง่าย เลยเป็นที่นิยมปลูกแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ดินไม่ดี ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นมาตั้งแต่สมัยเอโดะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแค่จับน้องลงดินก็ได้มันหวานๆ อย่างที่เราชื่นชอบ การเตรียมดินสำคัญมากกับคุณภาพของมันหวาน รวมไปถึงการเตรียมปุ๋ยและชนิดพืชที่ปลูกก่อนปลูกมัน ล้วนส่งผลต่อคุณภาพทั้งสิ้น 

น้องมันหวานชอบดินแห้งที่ถ่ายเทอากาศได้ดี มีแสงสว่างส่องถึง โดยทั่วไปก่อนเริ่มปลูก 10 วัน เกษตรกรจะพรวนดินเตรียมแปลงเพาะปลูกกว้างประมาณ 45 เซนติเมตร สูง 20 – 30 เซนติเมตร แบบที่ระบายน้ำได้ดี จะได้ไม่ถูกกักเก็บไว้ในดินมากจนเกินไป และต้องคอยกำจัดวัชพืชระหว่างรอน้องโต ยิ่งปลูกได้แค่ปีละครั้ง เกษตรกรในแต่ละท้องถิ่นเลยทำวิจัยศึกษาเรื่องดินอย่างจริงจังเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด ถ้าลองชิมมันหวานที่ปลูกแบบเตรียมดินกับไม่ได้เตรียม จะสัมผัสความแตกต่างรสชาติได้ชัดเจน 

10 ความกรุบกริบของ 'Sweet Potato' หรือ 'มันหวานญี่ปุ่น' รวมเคล็ดลับฉบับ Japanese ที่รู้แล้วยิ่งกินอร่อยขึ้น
10 ความกรุบกริบของ 'Sweet Potato' หรือ 'มันหวานญี่ปุ่น' รวมเคล็ดลับฉบับ Japanese ที่รู้แล้วยิ่งกินอร่อยขึ้น

9. Curing เทคนิคพิเศษจากภูมิปัญญาของเกษตรกรญี่ปุ่น

Curing คืออีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของมันหวาน ซึ่งเกษตรกรแต่ละแห่งต้องใส่ใจรายละเอียดสูงมาก เป็นการบ่มมันด้วยความร้อนและความชื้นสูง ก่อนนำไปเก็บรักษาไว้ในโรงเก็บที่อุณภูมิต่ำประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ อธิบายง่ายๆ คือการพาน้องเข้าซาวน่าอบไอน้ำ การทำ Curing จะช่วยให้รอบๆ มันหวานมีบาเรียปกป้องหัวมัน ทำให้ไม่เหม็นง่าย รสชาติดีขึ้น เก็บได้นานขึ้น เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดพร้อมส่งออกถึงมือผู้บริโภค

จริงๆ แล้ว Curing ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นวิธีที่มักใช้กับการเพิ่มคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืช แต่เกษตรกรญี่ปุ่นนำมาประยุกต์ใช้กับมันหวานเพื่อเพิ่มคุณภาพขึ้นไปอีก ความยุ่งยากของ Curing คือ สูตรเดียวกัน (อุณหภูมิ ระยะเวลา ฯลฯ) ใช้ไม่ได้ผลกับทุกที่ เกษตรกรต่างมีสูตรลับที่ค้นคว้ามาให้เหมาะกับไร่ตนเอง เพราะสายพันธุ์ ดิน อากาศ ส่งผลต่อวิธีการบ่มที่ต่างกันไป และแต่ละปีก็อาจจะใช้วิธีเดิมไม่ได้ ต้องค่อยๆ สังเกตและทดลองทำไป ความหวานและคุณภาพของมันจึงเรียกได้ว่าเกิดจากความทุ่มเทและภูมิปัญญาเกษตรกรญี่ปุ่นอย่างแท้จริง 

10. มันหวานที่ดี คือ…

ผู้เชี่ยวชาญด้านมันหวานญี่ปุ่นบอกเราว่า จุดเด่นของมันหวานญี่ปุ่นก็คือ รสชาติหรือความหวานนั่นแหละ

มันหวานอาจจะมีปลูกในหลายประเทศ แต่อาจจะเรียกว่ามันหวานได้ไม่เต็มปากด้วยซ้ำ เพราะรสจืดมาก แทบไม่ต่างจากมันสำปะหลัง แต่มันหวานของญี่ปุ่น นอกจากหวานจริง ยังเป็นความหวานที่มีมิติและซับซ้อน แฟนมัน (หวาน) แท้ในญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เขายกตัวอย่างว่าน้ำตาลมีหลายชนิด เช่น ฟรุกโตส กลูโคส ความหวานเองก็มีหลายแบบ น้ำตาลมอลโทสที่พบในมันหวาน (แต่ไม่พบในมันสำปะหลังและมันม่วง) เป็นความหวานฉ่ำที่มีมิติ ทำให้ตอนกินรู้สึกอร่อยฟิน ไม่เบื่อ

และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความทุ่มเทของเกษตรกรตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงการบ่ม ถูกผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของรสชาติด้วยเช่นกัน

10 ความกรุบกริบของ 'Sweet Potato' หรือ 'มันหวานญี่ปุ่น' รวมเคล็ดลับฉบับ Japanese ที่รู้แล้วยิ่งกินอร่อยขึ้น
10 ความกรุบกริบของ 'Sweet Potato' หรือ 'มันหวานญี่ปุ่น' รวมเคล็ดลับฉบับ Japanese ที่รู้แล้วยิ่งกินอร่อยขึ้น

Japan Fruits Festival ~Seasonal Gift from Japan~ โครงการกรุบกริบที่พาผลไม้พรีเมียมสดใหม่ในแต่ละฤดูกาลจากญี่ปุ่นส่งตรงถึงเมืองไทย จัดโดยองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) นำเสนอผลไม้ญี่ปุ่นคุณภาพสูงตามความมุ่งมั่นตั้งใจสไตล์ชาวญี่ปุ่น คัดของเด็ดจากฟาร์มที่เกษตรกรใส่ใจรายละเอียดในการปลูกอย่างพิถีพิถัน ขนส่งอย่างระมัดระวัง และตั้งใจเลือกมาแต่ของอร่อยที่สุดในแต่ละฤดูกาล ให้คนไทยได้ฟินเหมือนบินไปกินที่ญี่ปุ่น ที่สำคัญสามารถหาซื้อได้ง่าย ทั้งทางซูเปอร์มาร์เก็ตที่คุ้นเคย Big-C, Foodland, Gourmet Market, Lotus’s, Makro, MaxValu, Tops Supermarket และช่องทางออนไลน์ อย่าง CityFresh, Freshliving, Imoji และ Shi-Tori

และตอนนี้มีแคมเปญพิเศษที่น่าจะถูกใจคนรักมันหวาน เพียงร่วมตอบแบบสอบถาม “ส่งต่อความอร่อยของญี่ปุ่น” ตอบแล้วอร่อย! ได้รับแล้วดีใจ! ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ไปจนถึง 31 มกราคม 2565 รับเลย ‘มันหวานญี่ปุ่นแท้ ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น 1 กิโลกรัม’ มูลค่า 350 บาท (มีจำนวนจำกัด) คลิกตอบแบบสอบถามได้ที่ app.skanhubrewards.com/survey/jff02

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2565
4.60 K

เบื้องหลังคลองภักดีรำไพที่ทอดยาวเลียบไปกับถนน คือทิวทัศน์ของภูเขาและหนึ่งฟ้ากว้างเคล้ากับหมอกจาง ๆ ที่มองแล้วรู้สึกสงบใจ ใครจะคิดว่าวิวนี้มองเห็นได้จากศูนย์การค้าอย่าง ‘เซ็นทรัล จันทบุรี’ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ศูนย์การค้าแห่งนี้เริ่มต้นขึ้น เมื่อ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดจันทบุรี ที่รุ่มรวยทั้งวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ อย่างภูเขา น้ำตก ทะเล ผลไม้เมืองร้อน ไปจนถึงอัญมณี ราวกับเป็น Hidden Gem แห่งภาคตะวันออกที่รอการเจียระไนให้เฉิดฉาย 

เซ็นทรัลพัฒนาจึงปักหมุดพื้นที่กว่า 40 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก โดยมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม และคอนเวนชันฮอลล์สำหรับจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ต่าง ๆ โดยมีโจทย์คือทำอย่างไรให้เชื่อมโยงพื้นที่จากภายในอาคารสู่ภายนอกอาคารได้อย่างลื่นไหล กลมกลืน รวมทั้งใช้สอยพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดเป็นศูนย์การค้าแบบ Semi-outdoor ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การกิน เที่ยว ช้อปปิ้งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ 

ความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ คือดีไซน์ที่ไม่ป่าวประกาศว่าเป็นอาคารหน้าใหม่ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในจังหวัดจันทบุรี หากเป็นการผสมผสานความทันสมัยและเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้อย่างลงตัว รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้โอบรับกับวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายช่วงวัย 

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เสน่ห์เมืองจันท์ที่แทรกซึมอยู่ในการออกแบบ

ถ้ามีใครถามหาคู่มือ ‘รู้จักจันทบุรีฉบับรวบรัด’ เราคงแนะนำให้เดินทางมายังเซ็นทรัล จันทบุรี เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนการรวบรวมเอาความรุ่มรวยของทั้งจังหวัด มาไว้ในการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Charming Chanthaburi’ หรือ ‘มหัศจรรย์จันทบุรี’ 

หากมองจากภายนอกตัวอาคาร เราจะพบสัญลักษณ์ของเมืองจันท์อย่าง Art Feature กระต่ายสีขาวแสนน่ารักในหลากหลายอิริยาบถรอบ ๆ ศูนย์การค้า ชวนให้เรารู้สึกสดใสและอบอุ่นหัวใจในเวลาเดียวกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนบริเวณด้านหน้า เราจะเห็นฟาซาด (Façade) หรือองค์ประกอบด้านหน้าของอาคาร เป็นสีน้ำตาลอิฐที่มีรูปทรงโค้งมนซ้อนทับกันหลายชั้น โดยลวดลายดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเสื่อจันทบูร ผสมผสานกับประกายของอัญมณีเมืองจันท์

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน เราจะพบว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของอาคารเป็นแบบเปิดโล่งหรือ Semi-outdoor เพื่อรับแสงและลมธรรมชาติ โดยตัวอาคารค่อนข้างโปร่ง ทำให้อากาศถ่ายเทเย็นสบาย เมื่อรวมกับวัสดุกึ่งปูนกึ่งไม้ ยิ่งได้กลิ่นอายของบ้านเรือนในชุมชนริมน้ำจันทบูร แต่ความละเอียดของสถาปัตยกรรมดังกล่าวไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อมองลึกลงไปจนถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเสาบริเวณชั้น 1 จะเห็นว่าเสาถูกตกแต่งด้วยเสื่อจันทบูรลายเก๋ ตลอดจนลายกระเบื้องบริเวณศูนย์อาหาร (Food Patio) ก็มีการเลือกใช้สีสันและแพตเทิร์นที่คล้ายกับเสื่อกกเช่นกัน

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงจันทบุรี คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรสชาติผลไม้เมืองร้อน อย่างเงาะ มังคุด ทุเรียน หรือลองกอง ซึ่งความน่ารักของบริเวณชั้น 2 คือ โซนสำหรับนั่งพักที่บ่งบอกถึงความเป็นจันทบุรี ผ่านเฟอร์นิเจอร์สีสวยดีไซน์สร้างสรรค์ โดยเฉพาะเก้าอี้รูปทรงทุเรียนและมังคุดสุดมินิมอล ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่นั่งได้จริง

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

คงกลิ่นอายความเป็นชุมชน

นอกจากการออกแบบที่คำนึงถึงท้องถิ่นแล้ว สิ่งที่ทำให้เซ็นทรัล จันทบุรี โดดเด่น คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยชูอัตลักษณ์ของดีแห่งจันทบุรี นำร้านรวงและสินค้าท้องถิ่นมาเปิดขายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของดีเมืองจันท์ ในงานสีสันจันทบูร ร้านกาแฟคราฟต์ของนักธุรกิจท้องถิ่นรุ่นใหม่อย่าง กาแฟบ้านทวด และ ‘โซนพลอยจันท์’ ที่เต็มไปด้วยร้านอัญมณีชื่อดังของจังหวัด

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

‘ตลาดจริงใจ’ ที่มีผักและผลไม้จากสวนในท้องถิ่น เช่น มะปี๊ดหรือส้มจี๊ด หน่อไม้ มังคุด ลองกอง เงาะ ฯลฯ ส่วนบริเวณ Semi-outdoor ของชั้น G ก็ได้รวมเอาของดีจาก 10 อำเภอดังมาจัดจำหน่ายอีกด้วย

เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย
เบื้องหลังเซ็นทรัล จันทบุรี เล่าเรื่องเมืองจันท์ผ่านดีไซน์-พื้นที่ตอบโจทย์ทุกวัย

ส่วนภายนอกอาคาร ยังมี ‘จุดชมจันท์’ ที่มองวิวบริเวณคลองภักดีรำไพได้แบบ 360 องศา โดยชั้นล่างเปิดเป็นคาเฟ่ ‘Seed Of Siam’ คาเฟ่ที่ตั้งใจจะฟื้นคืนกาแฟจันทบูรที่เคยห่างหายไปนับร้อยปี ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟจันทบูร คือรสช็อกโกแลตที่จิบแล้วมีรสหวานตบท้าย เรียกว่าเป็นอีกโซนหนึ่งที่ได้สัมผัสทั้งบรรยากาศและรสชาติในแบบฉบับของเมืองจันท์เลยทีเดียว

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เซ็นทรัล จันทบุรี ยังจ้างงานคนท้องถิ่นมาทำงานในศูนย์การค้า เปิดโอกาสให้ชาวจันทน์ที่ต้องไปทำงานต่างบ้าน ได้มีโอกาสกลับมาทำงานในจังหวัด ดูแลท้องถิ่น และสร้างความรู้สึกให้ชุมชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาจังหวัดตัวเอง

พื้นที่สาธารณะที่โอบรับคนทุกวัย

อีกจุดเด่นของเซ็นทรัล จันทบุรี คือพื้นที่สาธารณะที่ตอบโจทย์ผู้คนทุกช่วงวัย โดยภายในอาคารจะมี ‘บ้านชานจันท์’ Co-working Space ร้านกึ่งคาเฟ่สำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ ถัดไปไม่ไกลจากบริเวณนั้นยังมีสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เด็ก ๆ เข้าไปปีนป่ายเล่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

เมื่อเดินออกมาจากโซน Semi-outdoor เราจะพบพื้นที่กว่า 4 ไร่ที่ถูกพัฒนามาเป็น ‘สวนเพลิน’ เพื่อตอบโจทย์การพักผ่อนหย่อนใจของชาวจันทบุรี สำหรับคนที่อยากนั่งเงียบ ๆ ก็มี ‘เรือนจันทบูร’ ให้หย่อนใจทอดสายตามองวิวแม่น้ำและภูเขา ส่วนสายออกกำลังกาย ที่นี่มีทั้งลู่วิ่งรอบสวน ความยาวกว่า 400 เมตร จุดจอดจักรยาน ลานสเกตบอร์ด สนามบาสเกตบอล เครื่องออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น ไปจนถึงพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
เรือนจันทบูร
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย
สวนเพลิน

ถัดจากโซนสัตว์เลี้ยง คือบริเวณ ‘ลานอินจัน’ ที่ตั้งชื่อตามต้นไม้ประจำจังหวัดจันทบุรี โดยลานนี้จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับนั่งพักหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ความพิเศษคือท่ามกลางไม้ดอกไม้ประดับ เราจะเห็นต้นอินจันและผลไม้ท้องถิ่นอย่างมะปี๊ด มังคุด และทุเรียน ปลูกแซมอยู่ภายในสวน เพื่อรอวันให้เราได้ยลโฉม (และอาจจะได้ลิ้มรส) เมื่อต้นไม้เหล่านี้ผลิดอกออกผลเต็มที่

การออกแบบศูนย์การค้าแห่งจันทบุรีที่ตั้งใจคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกวัย

หากย้อนกลับมามองในภาพรวมของเซ็นทรัล จันทบุรี เราจะไม่ได้เห็นเพียงผู้คนที่ก้าวเข้ามาซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น แต่เราจะเห็นผู้มาเยือนที่ได้ทำความรู้จักจังหวัดนี้ผ่านดีไซน์และร้านรวงต่าง ๆ ได้เห็นเด็ก ๆ กำลังเล่นสนุก วัยรุ่นมาถ่ายรูปเช็กอิน วัยทำงานมาใช้พื้นที่ Co-working Space ครอบครัวพาเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นออกกำลังกาย เพราะนอกจากการเป็นศูนย์การค้าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่แห่งนี้ยังเชื่อมต่อผู้คนมากหน้าหลายตาให้เข้ามาใช้ชีวิต และสัมผัสเสน่ห์ของจังหวัดจันทบุรีได้อย่างเต็มอิ่ม

Writer

ธัญญารัตน์ โคตรวันทา

มนุษย์ที่กำลังเติบโตในทุกๆ ด้าน ยกเว้นความสูง ชอบเดินเป็นงานอดิเรก หลงรักเสียงเพลงและเป็นแฟนหนังสือมูราคามิ

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load