พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26 ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ยากจะลืม ทั้งสถิติที่ถูกทุบทิ้ง การอำลาของตำนาน และเรื่องราวเซอร์ไพรส์ที่ไม่มีใครคาดคิด รวบรวมมาให้ครบ 7 ประเด็นที่แฟนบอลทั่วโลกต้องรู้
1. อาร์เซนอล สิ้นสุด 22 ปีแห่งการรอคอย

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ฤดูกาลก่อน อาร์เซนอลเป็นเพียงแค่พระรองมาตลอด จนโดนแฟนบอลหลายทีมล้อเลียนว่าเป็น “นางเอก” บ้าง “ยาม” บ้าง แต่มิเกล อาร์เตต้าสามารถปรับคับประคองทีมให้ผ่านพ้นวิกฤติและแรงกดดันต่างๆ ได้สำเร็จ จนในที่สุดก็สามารถผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในรอบ 22 ปี และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีสมัยที่ 14 ของทัพ “ปืนใหญ่”
อาร์เซนอลยังมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรในเกมรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่จะพบกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้
2. บรูโน่ ทุบสถิติแอสซิสต์ตลอดกาล

บรูโน่ แฟร์นันด์สได้จารึกชื่อตัวเองในฐานะนักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกต่อซีซั่น ด้วยการทำไป 21 แอสซิสต์ แซงหน้าเธียร์รี่ อองรี และเควิน เดอ บรอยน์ที่ทำคนละ 20 แอสซิสต์
เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติโปรตุเกสยังเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสได้มากถึง 136 ครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งมากกว่าผู้เล่นคนอื่นๆ ใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป โดยคนล่าสุดที่ทำได้ก็คือเดอ บรอยน์ในฤดูกาล 2019/20 ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แฟร์นันด์สจะได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก 2025/26 และแข้งชายยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอลอังกฤษ
3. ซาลาห์ ลาหงส์ด้วยน้ำตาและสถิติใหม่

โมฮาเหม็ด ซาลาห์อำลาลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการหลังจบเกมเสมอเบรนท์ฟอร์ด 1-1 ท่ามกลางเสียงปรบมือจากสาวก “เดอะ ค็อป” ดังสนั่นหวั่นไหวในสนามแอนฟิลด์ ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็น “บังโม” ร้องไห้ แต่นี่คือการร้องไห้ที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ เพราะเขากับแอนดรูว์ โรเบิร์ตสันปิดฉาก 9 ปีกับสโมสรด้วยความสำเร็จมากมาย
ซาลาห์กลายเป็นนักเตะ “หงส์แดง” ที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในลีก 93 ครั้ง แซงหน้าสตีเว่น เจอร์ราร์ดไปเรียบร้อยแล้ว
4. บอร์นมัธ-ซันเดอร์แลนด์ ปาฏิหาริย์ของทีมเล็ก

บอร์นมัธทำผลงานไร้พ่าย 18 เกมติดต่อกัน และการจบอันดับ 6 ทำให้พวกเขาคว้าโควตาไปเล่นยูโรปา ลีก ซึ่งเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ 127 ปีของสโมสร ถือเป็นการทิ้งทวนที่ยอดเยี่ยมของอันโดนี่ อิราโอล่า
ขณะที่ซันเดอร์แลนด์ก็ไม่ธรรมดา พวกเขาเพิ่งจะเลื่อนชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และหลายคนปรามาสว่าคงจะต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนหนีตกชั้น แต่กลายเป็นว่าทัพ “แมวดำ” ทำผลงานได้อย่างสุดยอด สามารถจบอันดับ 7 ได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรปา ลีก และเป็นการคืนสังเวียนบนถ้วยยุโรปครั้งแรกในรอบ 52 ปี
5. สเปอร์สรอดตาย เวสต์แฮมโบกมือลา

สเปอร์สได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ยูโรปา ลีกเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และวาดฝันจะสานต่อความสำเร็จ แต่ผลงานกลับสาละวันเตี้ยลง ต้องเปลี่ยนกุนซือเป็นว่าเล่นจากแอนจ์ ปอสเตโคกลู มาเป็นโธมัส แฟร้งก์ ตามด้วยอิกอร์ ทูดอร์ ก่อนจะมาได้โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ที่เข้ามากอบกู้สถานการณ์จนอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก ขณะที่เวสต์แฮมต้องผิดหวัง แม้จะทุบลีดส์ 3-0 แต่เพราะสเปอร์สชนะเอฟเวอร์ตัน 1-0 ทำให้เวสต์แฮมต้องไปเริ่มนับหนึ่งในเดอะ แชมเปียนชิพฤดูกาลหน้า
6. เป๊ป หมดยุคทองแมนซิตี้

เป๊ป กวาร์ดิโอล่ารับงานคุม “เรือใบสีฟ้า” เมื่อปี 2016 โดยตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษเขานำทีมคว้าแชมป์ถึง 20 รายการ รวมทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย และยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 1 สมัย รวมทั้งสร้างประวัติศาสตร์กับสโมสรด้วยการคว้าทริปเปิ้ลแชมป์เมื่อปี 2023
7. เชลซี ล้มเหลวอย่างสมบูรณ์

ถือว่าเป็นความล้มเหลวสิ้นดีสำหรับเชลซีที่ไม่ได้โควตาไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลหน้า หลังพวกเขาจบอันดับ 10 ทั้งๆ ที่ช่วงต้นซีซั่น “สิงโตน้ำเงินคราม” ดูดีมีราศีอย่างมากจากการคว้าแชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ เอาฤกษ์เอาชัย นอกจากนี้ทีมยังทำสถิติโดนใบแดงเยอะสุดถึง 8 ใบแดง และเชลซีจะได้กุนซือใหม่คือชาบี อลอนโซ่ที่จะต้องเข้ามากอบกู้ซากปรักหักพังและก่อร่างสร้างทีมขึ้นใหม่
พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26 จึงเป็นซีซั่นที่เต็มไปด้วยความสั่นสะเทือนในทุกมิติ ทั้งความยิ่งใหญ่ ความเจ็บปวด และการอำลาที่ไม่มีใครลืม 🏆🔴
