ทีแรกเราไม่มั่นใจว่านั่งรถมาถูกที่รึเปล่า แต่ป้ายที่เขียนว่า Beyond Living ด้านหน้า ก็ทำให้ตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในบ้านเก่าหลังนั้น

บรรยากาศที่นี่คึกคักและวุ่นวายในขณะเดียวกัน ผู้คนมากมายที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเดินขวักไขว่ทั่วบริเวณ บ้างก็ขะมักเขม้นทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่เหนื่อยอ่อน เราหันไปมองกี่ทอผ้าตัวเบ้อเริ่มที่มีคน 4 คนช่วยกันทออย่างประทับใจ

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

“มาแล้วเหรอ!” หญิงสาวในชุดตัดเย็บเองส่งเสียงทักทายเป็นกันเอง เธอกำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ ทำงานศิลปะบางอย่างที่ห้อยลงมาจากเพดานร่วมกับทีมงานหลายคนที่ยืนข้างล่าง 

เราเคยเจอเธอครั้งหนึ่งแล้วที่งาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ซึ่งสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลักเศรษฐกิจกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เธอเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่ได้ขึ้นไปพูดในวันนั้น

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เรียกตัวเองว่า มุกวี (Mook V) หลายคนอาจจะเห็นเธอในหน้าสื่ออยู่บ่อย ๆ เธอเป็นนักออกแบบและศิลปินที่ทำงานสิ่งทอเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทยที่งานมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทั้งสีสัน เท็กซ์เจอร์ วิธีการจัดวาง และการใช้วัสดุที่มักเป็นขยะหรือของเหลือใช้ หากได้เห็นที่ไหนก็เดาได้ไม่ยากว่านี่คืองานของเธอ

“จริง ๆ ไม่ได้ตั้งตัวว่าฉันจะเป็น Recycled Artist นะ ไม่ใช่เลย แค่เป็นคนไม่ชอบ Waste ไม่อยากทิ้งของ” เธอบอกกับเรา ไม่ได้ยอมรับกับตำแหน่งที่คนในสังคมมอบให้อย่างเต็มที่

วันนี้เราได้โอกาสมาคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับแพสชันในงานดีไซน์ งานศิลปะ และ ‘ขยะ’ กองใหญ่ถึงสตูดิโอของเธอเอง แม้ยังไม่ได้เริ่ม แต่บรรยากาศรอบตัวก็ทำให้เราตื่นเต้นไปกับบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นซะแล้ว

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ชีวิตหนังอินดี้ของมุกวี

มุกวีเป็นอดีตเด็กหญิงล้วน เธอเรียนมาแตร์เดอีจนถึงอายุ 13 ปี จากนั้นก็ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ

“ไม่ชอบเรียนหนังสือ!”

“ไม่ชอบวาดรูป!” 

“ไม่ชอบเย็บปักถักร้อย!” 

“ชอบเหม่อ!” เธอเล่าถึงตัวเองในวัยเยาว์

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ไม่ชอบเรียนหนังสือนี่เข้าใจได้ ศิลปินที่เราไปสัมภาษณ์หลาย ๆ คนก็เริ่มบรรยายชีวิตด้วยประโยคแมส ๆ นี้ แต่ไม่ชอบวาดรูป ไม่ชอบเย็บปักถักร้อยนี่ออกจะเหนือความคาดหมายสักหน่อย ดีที่เธอเล่าต่อว่าเธอชอบทำงานประดิษฐ์และถักนิตติ้งด้วยมือ

ระบบการเรียนที่อังกฤษไม่เหมือนประเทศไทยที่ต้องเรียนกันหลายวิชา มุกเล่าว่าเด็ก ๆ ที่นั่นต้องรู้ตัวเองตั้งแต่อายุ 13 – 14 ว่าอยากจะไปทางไหน จะทางศิลป์หรือทางวิทย์ จากนั้นพอเรียนถึง A-Level ก็จะเหลือวิชาเรียนแค่ 3 ตัว ซึ่งเธอเลือกเรียนศิลปะ 2 ตัว ประวัติศาสตร์ 1 ตัว ด้วยความที่คิดว่าอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ แต่เมื่อได้เรียนลงลึกจริง ๆ ก็เปลี่ยนความคิด ไม่อยากเป็นแล้ว

“อยากทำตั้งแต่ศูนย์ การทำตั้งแต่ศูนย์คือการทำผ้า ตั้งแต่เป็นปุยฝ้าย ขยับมาเป็นเส้นด้าย มาทอเป็นผ้า มันเหมือนการ Create จริงๆ จากมือ พี่ไม่ได้เป็นคนวาดรูปเก่ง แต่เป็นคนที่เด่นเรื่องสีสันและเท็กซ์เจอร์” และจุดแข็งที่เธอว่า ก็ทำให้เธอก็เข้าไปเรียน Textile Design (การออกแบบสิ่งทอ) ที่ St. Martin’s College of Art & Design ที่ลอนดอนได้

“จากที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง พอเข้าได้ก็รู้สึกว่าเก่งจัง เริ่มเหลิง ก็เลยไม่ไปเรียนเลยทั้งเทอมแรก” 

อ้าว หักมุมอีกแล้ว

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน
มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

เธอเล่าว่าเวลาแจกโจทย์ อาจารย์จะให้มา 3 โจทย์ หากไม่ทำตาม 3 โจทย์นั้นก็ต้องแต่งโจทย์เอง มุกวีจะเลือกแต่งเองตลอด เพราะไม่ค่อยได้เข้าไปเรียนหนังสือ แต่ถึงอย่างนั้นแต้มบุญที่มีก็ทำให้เธอผ่านมาได้ด้วยดี

Textile Design แบ่งออกเป็น 3 สาขา Knitting (การถัก), Weaving (การทอ), Printing (การพิมพ์) สิ่งที่เธอเลือกแบบงง ๆ ในตอนนั้นคือ Weaving ซึ่งวิชานี้ก็พาให้ชีวิตดำเนินมาเรื่อย ๆ จนได้จบมาทำงานที่แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และได้อยู่ในกระบวนการทำ Bangkok Fashion Week ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก

“โห เราจบจากเมืองนอก ไม่อยู่เมืองไทยมาสิบกว่าปี พอได้ไปอยู่กับชาวเขาก็สนุกมาก” เธอเล่าถึงความหลังด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ที่เราไปเรียนทำลาย เรียนย้อม ปั่นด้าย ตีเกลียวมา เราก็เอาไปสอนเขา แล้วเขาก็สอนในสิ่งที่เราไม่รู้อย่างการใช้กี่เท้าเหยียบ เหมือนต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เลยกลายเป็นสิ่งที่พี่ถือในความคิดมาตลอด ว่าเราทำงานกับใคร เราก็เรียนรู้จากเขาได้ตลอดเวลา”

มุกวีใช้เวลา 5 ปี ทำงานที่แม่ฟ้าหลวง แล้วตัดสินใจออกเดินทางครั้งใหม่ ด้วยการออกมามุ่งมั่นทำอะไรเป็นของตัวเองครั้งแรก

ปล่อยใจตามแพสชัน

Beyond Living หรือสตูดิโอที่เรามาเยี่ยมในวันนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2003 พวกเขาทำงาน Commercial ทั้งพรม ที่รองจาน เบาะ ปลอกหมอน และของใช้อื่น ๆ ที่ทำจากผ้าส่งออกหลายแห่งในโลก ส่วนแบรนด์ Mook V เป็นแบรนด์กระเป๋าที่เธอเพิ่งตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2018 ปัจจุบันนี้ ในฐานะ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เธอเป็นที่ยอมรับทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ

แล้วงานศิลปะล่ะ เป็นของ Mook V ด้วยเหรอ งงไปหมดแล้วว่าแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์ไหน

“แบรนด์ Mook V คือกระเป๋า แต่งานอาร์ตที่ไม่มีแบรนดิ้ง พี่ก็เผอิญเซ็นชื่อว่า Mook V ด้วย จริง ๆ แล้ว Mook V ก็คือพี่ คือคนคนเดียวกัน ยูจะเรียกไอเป็นอะไร ใส่หมวกใบไหน มันก็คือคนเดียวกัน” มุกวีพยายามอธิบาย “แต่บางชิ้นก็เซ็นว่า เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ นะ ก็แล้วแต่”

ตอนที่มุกยังเด็ก ที่นี่เคยเป็นบ้านของคุณอา เมื่อเติบโตมาอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงตัดสินใจเปลี่ยนบ้านเก่าหลังนี้เป็นสตูดิโอ และเดินไปติดป้าย ‘รับสมัครทีมงาน’ ไว้หน้าประตู

“มีหลายคนที่ขี่จักรยานมาสมัคร บางคนเคยขายกระเทียมดอง ขายผลไม้ ขายถุงเท้าแถวนี้มาก่อน” มุกเล่าถึงพี่ ๆ ป้า ๆ ผู้หญิงที่กำลังแท็กทีมทอผ้ากันอยู่ระหว่างที่เราคุย พวกเขาอยู่กันมากว่า 20 ปี ร่วมลงแรงทำทุกแบรนด์และทุกงานศิลปะที่มุกเป็นเจ้าของ “เราบอกไปว่า ใครที่ทอผ้าเป็นเราไม่รับ ถ้าทอผ้าเป็นจะมีทักษะบางอย่างแล้ว เช่น ทอกี่กระตุก ทอผ้าไหม แต่กี่เหล็กของพี่มันเป็นอีกแบบ มันเป็นกี่ทำเองที่หนักมาก อย่างที่เห็น มันต้องใช้แรงงานอยู่เหมือนกัน”

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน
มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

เธอบอกว่าตัวเองเป็น ‘คนสวนกระแส’ เธอไม่รู้สึกว่ามุกวีเข้ากับหมวดหมู่อาชีพไหนเลย เธอไม่เหมือนดีไซเนอร์ ไม่ได้แต่งตัวแบบนั้น ไม่ชอบสีดำ ไม่เหมือนศิลปินคนอื่น ๆ ที่ถูกกดและสร้างงานจากความเศร้าหรือความรันทด กลับกัน เธอสร้างงานจากความสุข ฉะนั้น จึงยากที่จะ ‘แปะป้าย’ ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่

“I follow my passion” เพลินจันทร์ประกาศ เธอไม่อยากจำกัดว่าตัวเองเป็นศิลปินสิ่งทอเพียงอย่างเดียว “งานคือแพสชันของพี่ พี่เป็นคนที่ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากทำให้มันดีที่สุด”

วิธีการทำงานอย่างหนึ่งที่เธอทำจนกลายเป็นคาแรกเตอร์สำคัญของงาน คือ ‘การบริหารสต็อก’ เธอเป็นคนไม่ชอบทิ้งของ และเห็นด้วยกับแนวคิด Zero Waste

“โรงแรมสั่งพรมหลาย ๆ ผืน เราก็ต้องคำนวณแล้วว่าจะใช้เส้นใยในการทอกี่กิโล บางทีเราคิดออกมา 280 กิโล พอทอไปกลายเป็นใช้ไปแค่ 275 กิโล เหลือ 5 กิโล จะทอพรม 1 ผืนก็ไม่ได้ ถ้าจะทอพรม 1 ผืน มันต้องเป็นจากล็อตเดียวกัน ไม่งั้นสีจะต่าง เราก็เลยมีเหลือเส้นใยจากโปรเจกต์หนึ่ง 5 กิโล อีกโปรเจกต์ 3 กิโล ก็เลยเอามาทอเป็นชิ้น ๆ เล็ก ๆ แล้วทำเป็นกระเป๋า

“งานทำหมอนให้กับโรงแรม เวลาตัดหมอนก็จะเหลือเป็นแถบยาว ๆ บางทีเหลือตั้ง 24 ลัง ก็นำมาทำเป็นงานอาร์ตที่มาจากเศษผ้า

“ที่พี่อยากให้เป็น Zero Waste เพราะว่า หนึ่ง ไม่มีตังค์ ไม่งั้นสต็อกก็จมอยู่อย่างนั้น สอง ไม่ชอบการที่โยนของทิ้ง อยากให้คนเห็นคุณค่า” เธอพูดตรง ๆ “นอกจากเรื่องเงินนะ มันเป็นเรื่องของคุณค่าด้วย”

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ไม่เพียงชอบนำวัสดุเหลือจากการทำงานมาใช้ประโยชน์ มุกวีชอบขยะด้วย ใช่ เราหมายถึง ‘ขยะ’ จริง ๆ

นักสร้างสรรค์พาเราเดินไปชมถุงกองใหญ่ด้านหลัง บ้างเป็นขยะบดเม็ด บ้างเป็นแหชาวประมง บ้างเป็นขยะพลาสติก บ้างเป็นกระป๋องน้ำอัดลม ทั้งหมดถูกทำความสะอาดอย่างดีแล้วแยกไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อมุกจะได้หยิบสิ่งเหล่านี้ไปทำงานศิลปะ

“ภูมิใจมาก ขยะพวกนี้เก็บโดยลูกชายนะ” เธอเป็นคุณแม่ของแฝด 3 อายุ 13 ปี ครอบครัวนี้ชอบไปเที่ยวทะเล และทุก ๆ ครั้งที่ไปก็ต้องเดินเก็บขยะตามชายหาดกันคนละไม้ละมือ บางชิ้นฝังอยู่ลึกก็ต้องใช้เสียมช่วยกันขุดขึ้นมา เรานึกภาพพ่อแม่ลูกท่าทางเหนื่อยล้าเดินไปที่เคาน์เตอร์โรงแรม แล้วขอให้พนักงานช่วยส่งพัสดุขยะเหล่านี้ไปที่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าพนักงานคงจะงงไม่น้อย

“ของส่วนตัวก็เยอะ อย่างถุงน่องที่เราใช้ ใส่หนเดียวขาด แทนที่จะทิ้งพี่ก็เก็บมาทอเป็นชิ้นงาน ถุงเท้าลูกก็เยอะ ลูกแฝดเรา 3 คนโตเร็วมาก คิดดูว่าต้องใช้ถุงเท้าไปกี่คู่ พี่เอามาทอเป็นพรมให้ลูก 1 ผืนเลย เขาก็จะรู้สึกดีว่านี่คือของของฉันตอนเด็ก ๆ” เพลินจันทร์เล่าอย่างเพลิดเพลิน “พี่อยากให้ลูกรู้สึกเสียดายของ รักษาของ ซึ่งยากมากที่จะสอนเด็กสมัยนี้ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปกับกระแส มาเร็วไปเร็ว มันเปลี่ยนจนเราไม่รู้แล้วว่าอะไรคืออะไร

“พี่ไม่ได้คิดไกลขนาดว่าจะทำให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนไป แค่คิดถึงคุณค่าของของ และไม่ชอบ Waste แต่ผลพลอยได้คือ เรามีส่วนร่วมในการทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

“เราเป็นคนตัวเล็ก ๆ ที่ทำในสิ่งเล็ก ๆ แต่จากคนของเราสิบกว่าคน หนึ่งในสิบก็ไปอีกสิบ จากนั้นก็ไปอีกสิบ แต่พี่ไม่ได้มองว่ามันจะไปได้ไกลขนาดไหน พี่มองแค่ว่าเราดูแลรับผิดชอบในวงเล็ก ๆ ของเราให้ดีที่สุด ในที่สุดมันก็อาจจะช่วยโลกให้ดีขึ้นได้บ้าง”

ถุงน่องเก่าย้อมสีที่มีขยะบดบรรจุอยู่ข้างใน

4 งานที่มุกวีเลือก

01 กระเป๋า : ‘Razzle Dazzle’ (Collection)

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

“สามีพี่เป็นคนอ่านเยอะมาก แล้วเวลาจะทำงานอาร์ต ก็จะนั่งคุยกันว่าจะทำลวดลายอะไรดี ครั้งนี้เราใช้คอนเซ็ปต์ Camouflage หรือการพรางตัว”

ลายพรางนี้เรียกว่า Razzle Dazzle เป็นลายเพนต์ที่ปรากฏบนเรือรบอังกฤษยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และบนเรือรบสหรัฐในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ลายชวนเวียนหัวนี้ใช้สำหรับพรางสายตา ไม่ให้คู่ต่อสู้สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ว่าเรือกำลังไปทางไหน และมุ่งหน้าด้วยความเร็วเท่าไหร่

กระเป๋าก็อยู่ในวงจรความยั่งยืนของมุกวี หากเศษเหลือจากการทำพรมนั้นน้อยจนไม่สามารถไปพอเป็นพรมอีกผืน นอกจากงานอาร์ตแล้ว เส้นใยเหล่านั้นก็จะมาลงเอยที่การทำกระเป๋า

02 งานอาร์ต : ‘White Skies’

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

“พี่เคยไปสอนภรรยาชาวประมงทำงาน ได้ไปเล่าว่า มุกกำลังทำนิทรรศการ แหที่ไม่ใช้แล้วมุกขอได้ไหม อย่าไปทิ้ง เขาก็บอกว่าไม่มีหรอกค่ะคุณมุก เขาไม่เอากลับ เวลาเขาไปตกปลาเสร็จเขาก็เอาปลากลับแล้วก็โยนลงทะเล นี่เป็นสิ่งที่น่าเศร้า”

เชือกแหที่ใช้ในงานนี้มาจากทริปนาใต้ ภูเก็ต ของมุกวี เธอเห็นเชือกแหชาวประมงถูกซัดขึ้นมาบนชายหาด จึงเก็บมาทำงานศิลปะเป็นอุทาหรณ์

เชือกแห เส้นฝ้ายที่เหลือจากการทอพรม และดิ้นทองเส้นสั้น ๆ ที่เหลือจากการทำงานต่าง ๆ ถูกจับมารวมกัน สร้างสรรค์จนกลายเป็นผลงานน่าประทับใจชิ้นนี้

“เชือกที่ถูกซัดมาบนชายหาดมันจะมากับคราบดำอย่างที่เห็น ซักยังไงก็ไม่ออก แต่ถ้าคุณมองว่ามันสวยมันก็สวย เราว่าเหมือนมีการไล่โทนสีโดยที่ไม่ต้องย้อมเลย

“การทำงานอาร์ตจากขยะ ถ้าดูเลอะเทอะเหมือนเดิมมันก็ยากนะที่คนจะเข้าใจว่าต่างจากการเป็นขยะยังไง ฉะนั้น สิ่งที่พี่พยายามทำคือ ทำให้ขยะดูไม่เป็นขยะ เพิ่มคุณค่าเข้าไปให้มีความเป็นศิลปะ”

03 งานอาร์ต : ‘The Sea Ghost and Beyond’ (Exhibition)

“ยูก็ทำอะไรที่รู้สึกถึงมันเยอะ ๆ สิ” ช่วง 2 ปีที่แล้ว ระหว่างที่มุกกำลังหาไอเดียให้กับนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง สามีก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา

“ช่วงนี้รู้สึกว่าเบื่อจัง ร้อนก็ร้อนมาก หนาวก็หนาวมาก ทำไมโลกมันเป็นแบบนี้” คือสิ่งที่เธอตอบไปในตอนนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เธอไปเสิร์ชคำว่า The effect of global warming เพื่อดูชาร์ตต่าง ๆ และเป็นสิ่งที่พาให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้น

“งานนี้เป็นงานที่ให้วัตถุดิบซึ่งก็คือขยะรอบตัวเรา เล่าเรื่องด้วยตัวของมันเอง” ขยะรอบตัวที่ว่ามาจากครอบครัวบ้าง ร้านอาหารในชุมชนบ้าง

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 1 : ‘Saturated’

‘Saturated’ เป็นการทอภาพถ่ายทางดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่า ‘พวกเรา’ กำลังจะจม เริ่มตั้งแต่เพื่อนบ้าน เวียดนาม ลาว แล้วก็มาถึงประเทศไทย

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 2 : ‘Embers’

‘Embers’ มาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่ออสเตรเลีย สีดำคือขี้ด้ายจากโรงงานทอผ้าที่มุกไปขอซื้อเป็นกระสอบเพื่อนำมาทอ ส่วนสีส้มคือถุงน่องที่ย้อมไล่โทนสีเป็นไฟ ด้านในมีขยะบดบรรจุอยู่ แสดงให้เห็นว่าถ้าเรายังใช้ชีวิตมักง่ายกันแบบนี้ ความร้อนจะผลักป่า (สีเขียวในงาน) ออกไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็จะยืนอยู่ท่ามกลางกองไฟในที่สุด โดยพื้นสีเขียวทอจากขวดสไปรท์สีเขียวที่เลิกผลิตไปแล้วเพราะย่อยสลายยาก

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 3 : ‘Summit Station’

‘Summit Station’ เป็นกราฟแสดงว่าอุณหภูมิเดือนมิถุนายนสูงขึ้นทุกปี มุกใช้กระป๋องน้ำอัดลมที่ลูกดื่มตัดเป็นเส้น ใช้กระดาษใช้แล้วที่ออฟฟิศตีเกลียว และใช้ Fast Fashion ที่นำมาย้อมสีแดงและตีเกลียว ทั้งหมดทอเข้าด้วยกัน ส่วนถุงสีขาวสื่อถึงหิมะที่กำลังละลาย ทำมาจากถุงน่องที่มีขยะบดบรรจุไว้ข้างใน

04 งานอาร์ต : ‘Woven Symphony’ และ ‘Adam’s Bridge’

โปรเจกต์ในคราวนี้เริ่มมาจากที่ ThaiBev ติดต่อมุกมาทำงานศิลปะที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โฉมใหม่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคอนเซ็ปต์ของศูนย์คือ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ผนังที่ 1 : ‘Woven Syamphony’

มุกทำอยู่ 2 ผนังด้วยกัน ผนังแรกคือผนังสีเขียว ‘Woven Symphony’ เธอหยิบศิลปะโขนที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ‘สืบสาน’ มาทำงานศิลปะ ด้วยการนำเสื้อผ้าโขนมาออกแบบให้ร่วมสมัย และยังได้แรงบันดาลใจในการทำงานมาจาก รามเกียรติ์ ตอนที่นางสีดาถูกทศกัณฐ์จับไปอยู่ในกรุงลงกาด้วย

“ผนังฝั่งนี้เป็นสีเขียวเพราะเป็นเกาะ คนชอบดูว่านี่คือมังกร แต่จริง ๆ คือฉากสู้รบของหนุมานกับพระราม จะเห็นว่าเสื้อผ้าทับ ๆ พัน ๆ กันอยู่ด้วยเทคนิค Appliqué หรือการตัดต่อผ้ามารวมกัน”

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ผนังที่ 2 : ‘Adam’s Bridge’

ถัดจากผนังตรงกลางซึ่งเป็นไม้แกะในคอนเซ็ปต์ ‘รักษา’ ที่คงอยู่มากับศูนย์สิริกิติ์ฯ ตั้งแต่ตอนเปิด ก็เป็นผนังสีน้ำเงิน ‘Adam’s Bridge’ หรือที่เรียกว่าส่วน ‘ต่อยอด’

“ผนังสีน้ำเงินคือฉากต่อไป ที่หนุมานโยนก้อนหินจากเกาะลงหามาทับ ๆ กันให้เป็นสะพานเพื่อพานางสีดาไปมีชีวิตใหม่ สำหรับพี่ที่เป็นศิลปิน การต่อยอดคือการส่งต่อให้คนรุ่นหลัง คือการนำของที่คนเห็นว่าไร้คุณค่ามาทำให้มีคุณค่า เหมือนการต่อยอดปรับปรุงศูนย์สิริกิติ์ฯ ให้มีวันใหม่ที่ยั่งยืน”

วัสดุในการทำงานนี้ ประกอบไปด้วยขยะ ทั้งถุงน่อง กระป๋องอะลูมิเนียม ถุงพลาสติก ฟองน้ำ ขวดพลาสติด แห เศษผ้าจากการทำงาน และเส้นใยที่ยังเหลือจากการทอ

“คนจะเห็นว่างานอลังการใหญ่โต จริง ๆ มีเวลาทำแค่ 58 วันเองนะ” เราตกใจกับระยะเวลา จากที่ไปดูที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ มา งานนี้ใหญ่มากจริง ๆ “ที่ทำสำเร็จเพราะว่ามีหลาย ๆ ชิ้นงานเดิมมาประกอบร่างใหม่ มาบวก มาเพิ่ม มาเติม กลายเป็นงานนี้

“งานที่อาจจะไม่เวิร์กตอนนี้ แต่อาจจะมีโอกาสเวิร์กตอนหน้า คนบางคนเขาอาจจะเก็บขยะทิ้งแล้ว เราไม่ทิ้ง เราเก็บไว้ใช้ ไว้เติมดีเทลตอนหลัง มันถึงได้ออกมาเป็นอย่างนั้น

“นี่คือสิ่งที่พี่ทำมาตลอดชีวิต”

คุณค่าที่สัมผัสได้

“งานพี่ทำโดยคนไทย ออกแบบโดยคนไทย แต่ไม่ได้ติดกับลุคที่เป็นไทยจ๋า แล้วก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองเป็นฝรั่งจ๋าจากการที่อยู่นอกสิบกว่าปีด้วย” มุกอธิบายคาแรกเตอร์ของงานให้เราฟัง “พี่เอา 2 อย่างมาผสมกันอยู่ในตัวพี่

“งานเราทุกวันนี้ที่เป็นลูกผสมก็มีช่องทางการขายของมัน ถึงจะไม่ได้เพราะว่าขายดีมาก ๆ หรือประสบความสำเร็จมาก ๆ เหมือนแบรนด์ใหญ่โต แต่ก็มีคนที่ชอบ เป็น Niche Market”

มุกบอกว่า โดยปกติแล้วลูกค้าที่มาอุดหนุนจะเป็นวัยทำงาน อายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มนิ่ง เริ่มเห็นคุณค่าของของ ทุกวันนี้พาร์ตเนอร์ที่ดูแลเรื่องกระเป๋าก็อยากดึงอายุของกลุ่มเป้าหมายลงเป็นวัย 20 ต้น ๆ แต่มุกก็คิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นวัยที่หวือหวาและเบื่อเร็ว

ได้แรงบันดาลใจอะไรจากการฟังคนอื่น ๆ ในงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ที่ได้ไปร่วมมาในวันนั้นไหม

“รู้สึกดี ประทับใจกับทุกคนนะ โดยเฉพาะ อาจารย์กิตติพงศ์ อุตตมะเวทิน (ผู้ก่อตั้งร้านควินิน) คนเป็นแม่เนี่ย ลูกสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะฉะนั้น เราจะมองว่าการสร้างคนเป็นสิ่งสำคัญเหมือนที่อาจารย์พูด”

นอกจากนี้ คุณมุกยังกล่าวชื่นชมการจัดงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero โดย GC ผู้จัดงาน ซึ่งมีพันธมิตรทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการสร้างจิตสำนึกความรักและดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเธอรู้สึกดีที่เห็นการตื่นตัวของทุกคน เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์ แต่จับต้องได้และนำไปต่อยอดได้จริง ๆ  พอเห็นงานที่ GC จัดเป็นการสร้าง Awareness ให้กับผู้คนโดยการเรียนรู้ผ่านงานอีเวนต์แบบนี้ ทำให้เราได้เห็นภาพและการนำสิ่งของมาสร้างให้มีมูลค่ามากขึ้น แม้แต่การทำงานศิลปะผ่านสิ่งเหลือใช้ก็นำมาสร้างคุณค่าต่อได้เช่นกัน

ก่อนกลับบ้าน มุกวีพาเราเดินชมสตูดิโออีกรอบ พอได้เห็นกระบวนการถักทอด้วยตาเนื้อ ก็รู้สึกถึงคุณค่าของงานจากที่ได้ร่วมในงาน GC มากขึ้นอีก กว่าจะได้ออกมาสวยงาม สื่อความหมายได้ดีแบบที่เห็น ต้องกลั่นกรองมาจากทัศนคติต่อโลกของมุกวี ความคิดสร้างสรรค์เพื่อมาต่อยอด และที่สำคัญคือต้องผ่านความตั้งอกตั้งใจของเหล่าทีมงานในสตูดิโอหลายสิบชีวิต

อยากทำอะไรต่อไป – คำถามสุดท้ายก่อนจบ

“ก็ทำงานอาร์ต ทำแล้วมีความสุข” มุกวียิ้ม

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

1 พฤศจิกายน 2565

“ไม่ได้เป็น Expert ทางด้านไหนซะทีเดียว แต่เรียนรู้ด้วยตัวเองจนรวบรวมพอมาเป็นผลงานได้”

เนตร พันธุมสินชัย หรือที่รู้จักกันในฐานะ ‘Wayward Gods’ บ้าง ‘Create! Nate! Create!’ บ้าง อธิบายความชอบอันมากมายหลากหลายของเขา 

ความชอบไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียว เป็นเรื่องปกติที่คนเรามักมีความชอบหลายแนวทางและรูปแบบ มีความสามารถมากกว่าหนึ่ง แม้อาจไม่ถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยทุกความชอบและความหมกมุ่นเหล่านั้น คงนำทางเราไปสู่เส้นทางไหนสักทาง ไม่ต่างกับเนตรที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker แต่สิ่งที่เราเห็นเขาทำในวันนี้ช่างมากกว่าสิ่งที่เขานิยามตัวเอง

เขาทำตั้งแต่วาดการ์ตูน เขียนบท กำกับ ออกแบบฉาก ออกแบบตัวละคร ออกแบบกราฟิก 3D ไปจนถึงคนทำ CG ซึ่งเพจ Wayward Gods เป็นโปรเจกต์ล่าสุดของเขาที่เกิดจากความชอบศิลปะไทยนำมาผสมผสานกับความเป็น Cyberpunk ผ่านคาแรกเตอร์ยักษ์ที่โลดแล่นบนโลกของ CG

มีโอกาสได้คุยกับเนตรทั้งที เขาเล่าเรื่องความชอบในแต่ละช่วงวัยให้ฟัง เริ่มจากฉากความฝันวัยเยาว์ของการอยากเป็นนักวาดการ์ตูน ฉากวัยรุ่นทำหนัง ฉากวัยทำงานด้านออกแบบ รวมไปถึงผลงาน 4 ชิ้นที่เนตรได้เรียนรู้ 

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ฉากเปิด

เนตรเติบโตที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก ในครอบครัวที่พ่อเป็นนักธุรกิจ แม่เป็นวิศวกร

ตัวเขาย้ายกลับมาเมืองไทยอีกครั้งตอนประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนโรงเรียนอินเตอร์จนจบการศึกษามัธยมปลาย แล้วย้ายกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยในด้านการตลาดที่อเมริกา ฟังยังไงก็ดูไม่มีตรงไหนเกี่ยวกับวงการศิลปะเลย

แต่เบื้องหลังของการอยู่กับตัวเลข คลุกคลีในด้านการตลาด เขาชื่นชอบการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ และเสพติดการดูการ์ตูนในทุกรูปแบบ ดูการ์ตูนญี่ปุ่นตอนประถม อ่านการ์ตูนคอมมิกตอนมัธยม เขาโตมากับพวกซูเปอร์ฮีโร่ สไปเดอร์แมน แบทแมน Marvel ต่าง ๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนกลายเป็นความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักวาดการ์ตูนตั้งแต่ยังเล็ก

“จำได้ตอน ป.5 คุณครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็เขียนไปว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูน พ่อชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง” เขาหัวเราะ

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ดูเหมือนว่าแววศิลปะเขาจะเฉิดฉายตั้งแต่วัยเยาว์ ความชอบของเขาตะโกนออกมาผ่านทางสิ่งที่ทำอย่างไม่รู้ตัว เพียงแต่ถูกผลักดันไปอีกทางหนึ่ง จึงเป็นทางแยกระหว่างสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่เรียน ถึงแม้ว่าเขาจะหันกลับไปทางแยกตรงนั้น เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบอีกครั้ง แต่ก็…

“เราตั้งใจจะไปเรียน Film School ที่อเมริกาต่อ ก็สมัครไป แต่ไม่เข้ารอบสักอันเลย” เนตรขำตัวเอง “ก็เราไม่ได้เรียนทางด้านนี้อยู่แล้วเนอะ มีแต่แบกกราวนด์ธุรกิจ” 

ดูเหมือนจังหวะของโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง แล้วเรียนรู้จากที่ไหน ถ้าไม่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้โดยตรง เราถามเขา

“จริง ๆ YouTube เป็นอันที่เรียนรู้เองมากที่สุด เพราะไม่ได้ไป Film School ไม่ได้ไป Art School พยายามเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ด้วยการเรียนกราฟิก เรียน CG เรียนวาดรูปผ่านสิ่งรอบตัว

“เมื่อหลายปีที่แล้วเรามีโอกาสไปสอนที่ธรรมศาสตร์ ไปสอน Storytelling เด็กที่เรียนพวก 3D เราก็ไปสอนเป็นคอร์สเลย รู้สึกอิจฉาพวกน้อง ๆ นะที่ได้เรียน ในวัยนั้นเราก็อยากเรียนอะไรแบบนี้บ้าง แต่ไม่ได้เรียนเลย”

ดำเนินเรื่อง

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

แล้วก็มาถึงก้าวสำคัญของเนตร จากคนที่ชื่นชอบการวาดการ์ตูน เขาเลือกเดินทางตามใจตัวเองหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ด้วยการหันหลังให้กับด้านการตลาดที่เรียนมา แล้วหันมาทางสายครีเอทีฟมากขึ้นเรื่อย ๆ 

เหมือนเส้นทางสู่ Film Maker จะเริ่มชัดเจนแล้ว

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“ผมวาดการ์ตูนเล่มนี้ ใช้เวลาทำประมาณ 1 ปี เขียนด้วยตัวเอง ไม่ได้พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน เสร็จแล้วก็ลองส่งไปที่ค่ายหนังเมืองไทย ส่งไปทางกันตนา แล้วค่ายก็เรียกเราไปคุย จากนั้นเราก็ได้ทำงานที่กันตนาในด้านเขียนบท เริ่มจากการทำด้าน Storytelling วาดการ์ตูน และขยับไปทางแอนิเมชัน

“ตอนนั้นไปคุยกับ คุณจาฤก กัลย์จาฤก ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของกันตนา เขาบอกว่าลองไปทางแอนิเมชันไหม เราก็เลยโอเค แล้วก็ได้สนิทกับ พี่คำป้อน-คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้กำกับ ก้านกล้วย ผมทำงานกับเขาตลอดเวลาที่ทำกันตนา ได้ช่วยเขียนเรื่อง Echo Planet ที่เป็นหนังของเขาด้วย เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ เป็นการ์ตูนที่เขาลงทุนเยอะเหมือนกัน”

ตอนนั้นเส้นทาง Film Maker ของเนตรเหมือนจะไปได้สวย และได้ต่อยอดฝีมือมากมายจากการเข้าไปอยู่ที่กันตนาในฐานะฟรีแลนซ์เป็นเวลาหลายปี

จนเขาเริ่มหันมาทำของตัวเองอย่างเต็มตัว โดยไม่ได้พึ่งทางค่ายไหน แสดงผลงานผ่านทางยูทูบชาแนล Create! Nate! Create! ใน 3 ปีหลัง เนตรมีความสนใจทาง CG มากกว่าเดิม จึงลองฝึกฝนด้วยตัวเอง เน้นการเรียนรู้ผ่านทางยูทูบอย่างที่เคยทำ

“เพราะยูทูบเต็มไปด้วยคนเก่ง ๆ เป็นแรงบันดาลใจว่า ผมเองก็น่าจะทำแบบนั้นได้เหมือนกันนะ!”

เขาเริ่มจากงานชิ้นแรก ๆ ด้วยการลองทำ MV เพลง Enough for Loneliness and Internet Today ของวง TELEX TELEXS

“MV นี้เป็นชิ้นแรกที่เราพยายามจะทำ 3D ผสมกับภาพถ่าย ออกไปถ่ายตอนตี 2 ตี 3 ที่สยาม ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลย ก็เลยถ่ายกลางถนนได้ ถ่ายเป็นวิดีโอประมาณ 2 คืน มันเป็นฟีล ๆ เพลงเหงา ลองทำเล่น ๆ เฉย ๆ ไม่ได้หาตังค์กับเรื่องพวกนี้เลย ทำเพื่อเรียนรู้ ฝึกทำ”

ฉากไคลแมกซ์

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เส้นทางการมาสาย CG ของเนตรเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนล่าสุดโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Wayward Gods ก็ปรากฏขึ้น นั่นทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในชื่อนี้

“Wayward Gods เป็นเทพที่บิดเบี้ยวไปในทางที่เพี้ยนหน่อย ๆ เหมือนเทพที่ไม่ธรรมดา ไม่ได้ตามเส้นทางปกติ เพราะมัน Cyberpunk” เนตรเล่าอย่างอารมณ์ดี

จุดเริ่มต้นของ Wayward Gods เกิดจากความชอบเช่นเคย ไม่ต่างจากชิ้นงานอื่น ๆ ที่เขาเริ่มต้นทำด้วยความอยากลองในสิ่งที่สนใจ ถึงแม้ว่าเขาจะเติบโตที่เมืองนอก แต่ก็ยังชื่นชอบความเป็นไทย

“เราชอบยักษ์ จำได้ตั้งแต่เด็กเลย มาเมืองไทยก็เห็นรูปปั้นใหญ่ของยักษ์ เป็นไอคอนที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความเป็นไทย เราก็เลยติดใจพวกยักษ์มาก”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นี่คือสิ่งแรกที่ทำ หมวกหัวโขนเทสสึกัณฐ์ ได้แรงบันดาลใจมาจากทศกัณฐ์แหละ แต่เราอยากได้ชื่อญี่ปุ่น ๆ เลยตั้งว่าเทสสึ! ตั้งใจอยากได้หมวกหัวยักษ์ออกมาเป็นของจริง เป็นหมวกแบบ Cyberpunk ตอนแรกเรามีแค่ความอยากลองเลย จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นโลกของ CG ซึ่งมีหมวกหนุมานด้วย”

แล้วทำไมต้องนำมาผสมกับความ Cyberpunk – เราสานบทสนทนาต่อ

“Cyberpunk เป็นที่นิยมกันมากนะในตอนนี้ ดูบนอินสตาแกรมก็เต็มไปด้วยสไตล์ Cyberpunk หรือเกม Cyberpunk ก็มี  เลยคิดว่าเราลองเอาความเป็นไทยเข้ามาตรงนี้ได้ด้วยเหมือนกัน

“เรานำความชอบมาใส่ ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ แต่ก็รู้ว่าการทำด้วยตัวเองจะต้องไปฝึกเรียนกราฟิกให้มาก ๆ ถึงจะออกมาได้ตามแบบที่ต้องการ และทำได้แบบที่ไม่ต้องเสียตังค์ ยกเว้นซื้อคอมเนี่ยแหละ” เขาพูดติดตลก “เพราะทำจริง ๆ แล้วมันหลายล้านเหรียญ หลายล้านบาท แต่โอเค นั่งทำเองก็ได้ มันแค่ต้องใช้เวลา แต่ข้อดีของเทคโนโลยีในปัจจุบันคือทำได้ด้วยตัวเอง”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

“นั่งปั้นจากโปรแกรม Blender ปัจจุบันในเมืองไทยคนหันมาใช้โปรแกรมนี้เยอะมาก ผมว่าดีที่สังคมออนไลน์ของคนทำ 3D มีเยอะขึ้น ประเทศไทยมีคนเก่งเยอะมากจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องโมเดลลิ่ง หลายคนเก่งระดับโลก ต้องยอมรับว่าเขาเก่งกว่าเราหลายเท่าเลย เราเป็นแค่มือสมัครเล่น

“จริง ๆ ถ้ามีความใส่ใจและความพยายาม จะทำหนัง ทำเพลง ทำกราฟิก ก็ทำได้หมดด้วยตัวเอง แต่บางอันผมก็ใช้เวลาทำเยอะมาก เช่น คลิป 2 นาที ทำไป 3 เดือน” เขาแซวตัวเอง

ผสมผสาน

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube
Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

ผลงานจากนิทรรศการ ’10 ปีแรงบันดาลไทย’ ที่เพิ่งจบไป มีส่วนทำให้คนรู้จัก Wayward Gods มากขึ้น โดยเป็นการเล่าเรื่องยักษ์ พญานาค ในรูปแบบ Cyberpunk ผ่านการทำ CG ทั้งหมด ไม่ได้ผสมภาพจริง ซึ่งเป็นผลงานที่เนตรทำคนเดียว และใช้ระยะเวลานานหลายเดือน

“มันต้องปั้นโมเดล พวกโมเดลตึกผมปั้นเอง ส่วนโมเดลคนซื้อมาได้ หรือไม่ผมก็ทำงานร่วมกับศิลปินที่เป็นนักปั้นโมเดลจริง ๆ พวกเขาเก่งมาก ผมไม่ได้เชี่ยวชาญแต่ก็ทำงานร่วมกันได้ จึงเป็นเรื่องดีในแง่ว่าทำให้เราได้เจอและได้ทำงานกับคนเก่ง ๆ”

Wayward Gods : Film Maker ผู้ดันศิลปะไทยสู่โลก CG สุดล้ำ ด้วยทักษะที่ได้จาก YouTube

เนตรค้นคว้าเรื่องยักษ์อย่างหนักและนำมาดัดแปลงในฉบับตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังของความเป็น Cyberpunk ล้ำสมัยเหล่านี้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีและตำนานที่คนไทยคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น รามเกียรติ์ หรือ นางสิบสอง

“เราชอบเรื่องยักษ์มาก ยิ่งยักษ์วัดแจ้ง ยักษ์วัดโพธิ์ อะไรแบบนี้ มียักษ์ที่ปลอมเป็นคน ใช้ชีวิตอยู่กับคนได้ ซึ่งผมชอบไอเดียนี้”

เมื่อได้ยินว่าเนตรมีความสุขแค่ไหน ที่ได้นำความเป็นไทยมาดัดแปลงให้เป็นศิลปะสมัยใหม่อย่าง Cyberpunk เราจึงสงสัยว่าเขาคิดเห็นอย่างไรที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้านำความเป็นไทยมาเล่นกับศิลปะ เพราะกลัวดราม่าที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และการทำงานศิลปะไทยอยู่ในความสนใจของคนในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน

“ผมว่ามันเป็นความสร้างสรรค์ของศิลปินนะ ในช่วงนี้มีศิลปะแนวนี้ออกมาเรื่อย ๆ ผมก็ตามศิลปินหลายคนบนโซเชียลมีเดีย ศิลปะแบบนี้มีเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เขาก็ทำเป็น NFT เนี่ยแหละ เขาเอาความแฟนตาซีมาบวกกับความเป็นไทย ผมเลยคิดว่าน่าจะมีคนชื่นชอบไอเดียแบบนี้ น่าจะมีตลาดในแง่นั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี”

ผลของการเรียนรู้

ผลงานที่มากมาย ความชอบที่หลากหลาย วันเวลาที่เปลี่ยนไป นำไปสู่การต่อยอดที่ประกอบกลายเป็นเนตรในเวอร์ชันปัจจุบัน เราจึงนำ 4 ผลงานที่เปลี่ยนผ่านแต่ละช่วงวัยของเขามาให้ชาว The Cloud ได้ชมกัน

01 Rainbow Girl Storyboard TRAILER

เป็นหนึ่งในผลงานที่มีสตอรี่เบื้องหลัง เพราะเป็นงานชิ้นแรก ๆ หลังจากที่เขาจบจากกันตนา ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลายอย่าง ซึ่งเทคนิคที่ใช้สร้างสรรค์เริ่มจากความชอบและความถนัดเหมือนเดิม คือการวาดการ์ตูนและการเล่าเรื่อง เหมือน Back to Basic อีกครั้งหนึ่ง เขาเริ่มทำ Trailer สตอรี่บอร์ด ‘Rainbow Girl’ ที่ในอนาคตตั้งใจสร้างเป็นหนังแฟนตาซีแฝงไปด้วยดราม่า

“เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีปัญหา ทุกอย่างที่เขาชอบ ที่เขารักในโลกนี้ จะระเบิดกลายเป็นสายรุ้ง” ฟังจากที่เนตรเล่ารู้เลยว่าจะแฟนตาซีแค่ไหน แต่ความดราม่าของเรื่องนี้ก็ไม่แพ้กัน

“เพราะเขาอยู่กับครอบครัวไม่ได้ อยู่กับคนรักไม่ได้ ไม่งั้นทุกคนจะกลายเป็นสายรุ้ง เมื่อผู้หญิงคนนี้รักใคร ทุกอย่างก็จะหายไป ๆๆ จนเหลือแค่ตัวเขาเอง ความทรงจำดี ๆ ที่เขาพยายามเก็บเอาไว้ก็ยังหายไปด้วย มันแย่สำหรับตัวละครนี้มาก ๆ ในแง่หนึ่งเหมือนเป็นหนังสยองขวัญ เป็นความโดดเดี่ยวของเขา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“ได้แรงบันดาลใจมาจากความคิดในใจเราเอง มีบางช่วงในชีวิตที่รู้สึกโดดเดี่ยว เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า มีอะไรที่พอจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตได้บ้าง

“ถ้าวันหนึ่งอะไรที่เราชอบหรือเราใช้ชีวิตอยู่กับมันมานาน แล้วความสุขของเราหายไปทีละนิด ๆ แล้วเราจะเหลืออะไร เหมือนทุกสิ่งที่เรารัก ทีวี แฟน สัตว์เลี้ยงหายไป ก็อยากให้คนดูตั้งคำถามว่าถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ฉันจะทำยังไง เพราะเป็นคำถามที่เราถามตัวเองด้วยว่า เราอยู่แบบนั้นได้รึเปล่า อยู่แบบที่ของที่เรารักหายไปเรื่อย ๆ”

02 “Unfortunately, I’m in love with the Angel of Solitude…” / HARUKA Short Film

ผลงานที่ทำตามกันมาติด ๆ กับผลงานชิ้นแรก เป็นหนังสั้นที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถ่ายถึงลอสแอนเจลิส ทำงานกับนักแสดงและทีมงานชาวอเมริกาทั้งกอง ซึ่งเรื่องนี้รวมความชอบของเนตรเอาไว้มากมาย ทั้งเขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด กำกับ ตัดต่อ และเป็นอีกหนึ่งเรื่องในการเริ่มทำ CG แถมเป็นผลงานที่ได้ส่งเข้า Festival อีกด้วย

“เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รักผู้หญิงซึ่งเป็นนางฟ้าแห่งความโดดเดี่ยว ความโดดเดี่ยวอีกแล้ว” เขาหัวเราะ “ถึงจะเหงาเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ต้องการอยู่กับคน ใกล้ชิดกับคนไม่ได้ มันมีความขัดแย้งในตัว ผู้ชายพยายามจะทำความเข้าใจกับผู้หญิงคนนี้ ว่าจะอยู่ด้วยกันยังไง จะอยู่ได้ไหม

“เรื่องนี้ก็มีความยากเหมือนกัน เพราะทีมงานเป็นชาวต่างชาติ เขามีสังคมและวิธีทำงานที่ต่างจากเมืองไทย ที่ไทยจะทำงานแบบสบาย ๆ เพื่อน ๆ กัน แต่ที่อเมริกาเขาจะมีกฎเกณฑ์เยอะมาก กว่าจะออกกองได้คือเครียดมาก แต่พอได้ความร่วมมือของคนมากขึ้นมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ”

03 TEEN ยักษ์ / Teaser Trailer (2015)

หนึ่งในผลงานที่เริ่มทำ CG ปั้นโมเดลเยอะขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ

“เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กที่โตมาแบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นยักษ์ พ่อของเขาเป็นยักษ์ แต่ไม่ได้บอกแม่ และการที่เขาแตกต่างจากสังคม กลายเป็นความโกรธที่ทำให้เขาเป็นยักษ์ปล่อยพลังทำลายบ้านเมือง ผมจับอินเนอร์ของเด็กที่มีความโมโหต่อโลก คิดว่ามันเหมาะกับความเป็นยักษ์ในแง่ที่บางทีเขาก็เป็นฮีโร่ แต่บางทีเขาก็เป็นผู้ร้าย

“เนื้อเรื่องมีความขัดแย้งกัน มีความวุ่นวาย น่าสนใจมาก เพราะในสังคมทุกวันนี้ก็มีปัญหา เราจึงพยายามถ่ายทอดออกมาในเรื่องที่มีความดราม่า คอเมดี พยายามมีทุกอย่างเพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกและได้อะไรกลับไป

“ตอนเด็ก ๆ ผมก็มีความโมโหต่อโลกนี้เหมือนกัน ความที่เราไม่ได้ป๊อปปูลาร์ ไม่ได้เป็นคนเก่ง ไม่ได้เป็นคนดีอะไร เราเป็นคนธรรมดาที่โดนบุลลี่ ก็เลยคิดว่าถ้านำเสนอออกมาในรูปแบบยักษ์จะเชื่อมโยงกับคาแรกเตอร์นี้ได้”

แล้วปล่อยพลังได้เหมือนยักษ์ไหม – เราถาม

“ตอนเด็ก ๆ ก็แค่ระเบิดในหัว” เนตรพูดขำ ๆ “มันเต็มไปด้วยความเกลียดโลกและเกลียดตัวเอง พอโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็โอเค ยอมรับโลก ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น แต่ความทรงจำนั้นยังอยู่ในตัวเรา แล้วก็พยายามถ่ายทอดมันออกมา”

“มันเป็นแค่ Trailer นะ ยังไม่เป็นหนัง ผลงานชิ้นนี้ส่งไปให้ Netflix ด้วย แต่ไม่ผ่าน (หัวเราะ) เป็นเรื่องของจังหวะด้วย ในชีวิตผมเจอจังหวะที่พลาดมาหลายครั้งแล้ว เช่น เราเกือบจะไปได้กับโปรเจกต์หนึ่ง แต่โปรเจกต์ที่มาก่อนหน้าเราเจ๊ง พอเจ๊ง เราก็เลยอดได้งบทั้งหมดที่กำลังมา”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

“แต่ยอดวิว Trailer อันนี้ก็เป็นแสนแล้ว เคยแชร์ในเพจ Drama Addict เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผลตอบรับดีมาก มีแต่คนเข้ามาชื่นชม บูมมากในช่วงนั้น”

04 WAYWARD GODS / DIVINE CYBERPUNK PROJECT – CINEMA 4D/AFTER EFFECTS SHORT

“พระเอกเป็นวิญญาณของยักษ์ที่ถูกจับไปอยู่ในร่างคน แต่ก็ไม่ได้มีพลังของความเป็นยักษ์ 100% แล้วเขาต้องหาทางปราบผู้ร้าย

“จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายที่สุดจากบรรดาเรื่องทั้งหมดที่เราทำมา คอนเซ็ปต์เหมือนพวกเรื่องไอ้มดแดงอะไรแบบนี้ แต่พระเอกใช้ความรุนแรงไม่ได้ ผมเลยให้เขามีกีตาร์ที่ใช้ต่อสู้กับผู้ร้ายได้

“ผลงานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่ผมปั้นเองทุกอย่างเลย ยักษ์ พญานาค กีตาร์ แต่โมเดลคนยังไม่ได้ปั้นเพราะยังไม่เก่ง ตรงมอเตอร์ไซค์ผมก็ยังไม่ได้ทำ แต่มันเป็นความท้าทายของตัวเองในแง่นั้นด้วยว่าทำได้รึเปล่า ใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะออกมาแบบนี้ เรานั่งทำด้วยตัวเอง

“ถือว่าเป็นงานที่สุดความสามารถของผมในตอนนี้เหมือนกัน จากการที่เรียนรู้มาทั้งหมดในชีวิต ได้รวมการทำวิดีโอ กราฟิก การตัดต่อ เล่าเรื่องภาพ ถึงเรื่องนี้จะไม่มีความอินเนอร์ใด ๆ แต่เน้นความสนุก” เนตรเน้นน้ำเสียงคำว่าสนุก!

“และในอนาคตก็อยากให้มันดีขึ้นกว่านี้ ดีขึ้นในแง่คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลลิ่งหรืออะไร อันนี้ก็เป็นข้อด้อยของเราที่ไม่ได้เก่งทุกอย่าง เราพยายามจะฝึกต่อไป”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation
เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

ฉากต่อไป

สิ่งที่เนตรทำอยู่ในปัจจุบัน ไปไกลกว่าความใฝ่ฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนของเด็กชายเนตรเมื่อตอน ป.5 มาก แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังยอมรับว่าตอนนี้มาไกลกว่าที่คิด

“จริง ๆ วงการนี้ยากกว่าการเขียนการ์ตูนอีกนะ คนเก่ง 3D มีเยอะมาก แต่ใจเราไปในทางนี้แล้ว รักการ์ตูน รักหนัง รักแอนิเมชัน 

“เราคิดว่าศิลปะภาพยนตร์เป็นอันเดียวที่รวบรวมความชอบของเราไว้ได้ทั้งหมด เพลง แอกติ้ง เขียนบท เลยคิดว่าตัวเองเหมาะกับคำว่า Film Maker มากกว่าจึงเลือกเดินทางสายนี้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เราจึงอยากรู้มุมมองของเนตรเสียหน่อยก่อนจากลากันไป

ในฐานะที่เรียกตัวเองว่าเป็น Film Maker เขาอยากให้วงการหนังไทยดีขึ้นอย่างไร ในเมื่อบอกว่าวงการนี้มีคนเก่ง 3D เยอะ

“ความสามารถคนไทยมีกันอยู่เยอะมาก เพียงแค่ไม่มีโอกาส ค่ายหนังไทยส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่ดูแพง ๆ เพราะเสี่ยง ซึ่งมันก็เสี่ยงจริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลา ใช้คน และใช้ทุนเยอะมาก โอกาสที่จะหากำไรมันก็น้อย

“คนที่เก่งมาก ๆ ส่วนใหญ่ที่ปั้นโมเดลลิ่งในเมืองไทย เขาทำงานให้ฝรั่งด้วย เขาเก่งถึงขนาดที่ไปทำโมเดลให้กับค่ายหนังอเมริกาเลย

“การทำหนังที่ดี จะไม่มีจุดไหนที่ด้อยได้เลย ต้องมีทั้งบท แอกติ้ง ภาพ กราฟิก และเพลง หนังที่ดีต้องดีทุกอย่าง แค่กราฟิกอย่างเดียวไม่พอในการดึงดูดคนมาดู ถ้าคุณบทไม่ดีก็จบแล้วถูกไหม ปัญหาของไทยคือทำให้ทุกอันดีหมดได้ยากมาก มันยังไม่ไปถึงในแง่นั้น”

เกี่ยวกับเรื่องงบด้วยไหม – เราถามต่อ

“ใช่ แต่แค่งบก็ไม่พอ คือคุณมีตังค์ แต่คุณไม่มีตรงนี้ มันก็ยังล้มเหลวได้ ลงทุนมหาศาลได้แต่ถ้าบทไม่ดีคนก็จะยังด่าอยู่ มันโหดมาก วงการหนังคือศิลปะที่แพงที่สุดในโลกนะ ทำเพลงถูกกว่า ทำการ์ตูนถูกกว่า หนังมันเลยไม่ค่อยมีโอกาส ค่ายหนังก็พยายามจะเซฟงบ เพราะไม่ยิงนกไม่ได้หลายนัด”

เส้นทางสร้างโลกจินตนาการของ เนตร พันธุมสินชัย ที่เน้นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่า Film, CG, 3D และ Animation

เมื่อถึงเวลาต้องลากันจริง ๆ เราขอให้ Film Maker เอ่ยคำลาในฉากจบปิดท้าย

“แค่หวังว่าคนจะชอบงานที่เราทำ แค่ได้คอมเมนต์ที่คนชื่นชอบ เราก็แฮปปี้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว” เนตรอมยิ้มพร้อมเล่าด้วยน้ำเสียงเคอะเขิน เป็นคำตอบเรียบง่าย จริงใจ และจริงจังของ Wayward Gods

ติดตามและรับชมผลงานได้ที่ : www.waywardgods.net

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load