ถ้าผมพูดถึงวันรัฐธรรมนูญแล้ว ทุกท่านจะนึกถึงอะไรบ้างครับ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พานรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ คณะราษฎร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2475 หรืออาจจะมีคำอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย เกริ่นมาขนาดนี้คงรู้แล้วใช่ไหมครับว่าบทความวันนี้จะต้องเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญแน่นอน วันนี้ผมจะพาไปชมศิลปกรรมในวัดที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญครับ สิ่งนั้นก็คือ ‘พานรัฐธรรมนูญ’ นั่นเอง

แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับพานรัฐธรรมนูญกันดีกว่า

พานรัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเสมอภาคและระบอบประชาธิปไตย เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2477 โดยมีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของ นายจำรัส มหาวงศ์นันทน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ที่เสนอให้อัญเชิญรัฐธรรมนูญจำลองไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนใช้ยึดเหนี่ยวและเป็นที่พึ่ง 

จึงมีการสร้างรัฐธรรมนูญจำลองขึ้น 70 ชุด โดยมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นผู้ควบคุมดูแลโดยประสานกับ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ในเรื่องการออกแบบ จนได้มาเป็นสมุดไทยลงรักปิดทองวางบนพาน 2 ชั้น เป็น ‘พานรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดความเป็นของบูชา เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เพราะพาน 2 ชั้นนี้มีชื่อเรียกว่า พานแว่นฟ้า ซึ่งปกติจะใช้รองรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เป็นต้น

และพานรัฐธรรมนูญก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เป็นที่นิยมที่สุดแบบหนึ่ง พบทั้งในอนุสาวรีย์ ตรามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหรียญ สลากลอตเตอรี่ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือแม้แต่ในวัดก็ตามที และไม่ใช่เจอแค่ในภาคกลางนะครับ เราสามารถพบรูปพานรัฐธรรมนูญในทุกภาคของประเทศไทย แถมมีอยู่ในหลายจุดของวัดซะด้วย ทั้งหน้าบัน เพดาน ธรรมาสน์ และงานประดับตกแต่งอื่นๆ ก็มีรูปพานรัฐธรรมนูญตกแต่งอยู่เช่นเดียวกัน ไม่เชื่อใช่ไหมครับ งั้นเราไปชมกันเลยดีกว่า

เริ่มจากในภาคกลางก่อน ไม่สิ เริ่มจาก กทม. ก่อนเลยดีกว่า ผมขอแนะนำให้รู้จักกับวัดตลิ่งชันครับผม คนส่วนใหญ่รู้จักวัดแห่งนี้ผ่านตลาดน้ำตลิ่งชัน เพราะตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดนี้ แต่ที่วัดตลิ่งชันแห่งนี้มีรูปพานรัฐธรรมนูญอยู่บนหน้าบันเก่าของศาลาการเปรียญของวัด ที่ต้องใช้คำว่า ‘หน้าบันเก่า’ ก็เพราะว่าปัจจุบันหน้าบันนี้ไม่ได้ถูกใช้งานแล้วและถูกวางเอาไว้ 

หน้าบันรูปพานรัฐธรรมนูญนี้มีอยู่ 2 ชิ้น ซึ่งทั้งสองชิ้นมีจุดร่วมที่เหมือนกัน นั่นก็คือตรงกลางจะมีรูปเทวดาแบบไทยท่าทางกำยำแข็งแรงทูนพานรัฐธรรมนูญขึ้นเหนือหัว โดยบนสมุดไทยเขียนว่า “พ.ศ. ๘๔” ซึ่งหมายความว่า หน้าบันนี้น่าจะทำเสร็จใน พ.ศ. 2484 นั่นเองครับ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ หน้าบันชิ้นหนึ่งมีพื้นหลังเป็นลายก้านขดซึ่งทำจากคอนกรีตแบบเดียวกับตัวเทวดาเลยครับ 

พานรัฐธรรมนูญ วัดตลิ่งชัน

ทว่าอีกชิ้นหนึ่งกลับมีพื้นหลังเป็นลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งหน้าบันชิ้นหลังนี้แหละที่ถือเป็นชิ้นสำคัญ เพราะรูปเทวดาทูนพานรัฐธรรมนูญนั้นดูแปลกแยกจากพื้นหลังอย่างชัดเจน เหมือนกับเอามาแปะไว้ทีหลัง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า หน้าบันชิ้นนี้เป็นหน้าบันดั้งเดิมของศาลาการเปรียญหลังนี้ที่น่าจะสร้างขึ้นมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 หรือรัชกาลที่ 4 แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของหน้าบันในสมัยหลัง ที่อาจเกิดจากไอเดียของเจ้าอาวาสในสมัยนั้นเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยนั่นเองครับ

พานรัฐธรรมนูญ วัดเชิงท่า จังหวัดลพบุรี

คราวนี้ย้ายไปที่จังหวัดลพบุรีกันบ้าง ลายพานรัฐธรรมนูญของวัดนี้อยู่บนพนักพิงธรรมาสน์ของวัดเชิงท่า จังหวัดลพบุรี แต่ธรรมาสน์นี้ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้วนะครับ เขาจัดแสดงธรรมาสน์องค์นี้เอาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ของวัด พนักพิงธรรมาสน์นี้เป็นไม้แกะสลักทรงใบเสมา ภายในแกะสลักเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญมีประกายแสง 7 แฉกอยู่ข้างหลัง พร้อมข้อความจารึกระบุว่า “สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ ซ่อมปิดทอง พ.ศ. ๒๔๘๒” โดยช่างที่เป็นคนทำธรรมาสน์นี้สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นช่างจีน เพราะบนธรรมาสน์มีทั้งลายดอกโบตั๋น ซึ่งผมเพิ่งพูดถึงไปเมื่อไม่นานมานี้ว่านิยมอยู่ในศิลปะจีน รวมถึงลายมังกรด้วยครับ

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย

เพชรบุรีเองก็มีเหมือนกันนะครับ อยู่ที่หน้าบันของวิหารวัดรัตนตรัย วัดเล็กๆ ที่อยู่บริเวณตีนเขาวัง โดยหน้าบันนี้ทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญที่มีแสงส่องออกมา โดยมีเครื่องหมายอุณาโลมอยู่ด้านบน และบนคัมภีร์มีการระบุปีที่สร้างเอาไว้ด้วยครับ นั่นก็คือ พ.ศ. 2482 นั่นเองครับ

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย

เราข้ามฟากไปทางเหนือกันต่อครับ โดยจะขอเริ่มที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อนเลย โดยอยู่ที่ ‘หน้าแหนบ’ หรือหน้าบันของวิหารวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ หรือวัดอุโมงค์อารยมณฑล วัดเก่าแก่ที่อยู่ในเขตเวียงเชียงใหม่ครับ ซึ่งวิหารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แต่หน้าแหนบนี้น่าจะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นในสมัยหลังแล้ว เพราะนอกจากรูปพานรัฐธรรมนูญที่ส่องแสงล้อมรอบด้วยรูปเทวดา ยังมีจารึกภาษาไทยและภาษาจีนว่า “พ.ศ. 2486 นายฮะเสง นางคำปัน โต๋วถ่ายลัง” ซึ่งแสดงว่าผู้อุปถัมภ์การบูรณะหน้าแหนบนี้ในปีดังกล่าวมีทั้งชาวเชียงใหม่และชาวจีนเลยครับ

พานรัฐธรรมนูญ วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ หรือวัดอุโมงค์อารยมณฑล เชียงใหม่

เราข้ามมาที่จังหวัดลำปางกันบ้างกับวัดดังอีกแห่งของเมืองลำปางอย่างวัดปงสนุกเหนือ วัดที่ได้รับรางวัล Award of Merit จาก UNESCO เมื่อ พ.ศ. 2551 โดยสัญลักษณ์รูปพานรัฐธรรมนูญนี้ปรากฏอยู่บนภาพเขียนกรอบกระจกซึ่งประดับอยู่บนคอสองของวิหารพระเจ้าพันองค์ วิหารที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 24 โดยทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญสีเหลือง มีรูปอุณาโลมอยู่ด้านบนและมีรูปวงกลมสีเหลืองอยู่ด้านหลัง พร้อมกับพื้นหลังสีน้ำเงินและมีคำจารึกว่า “พ.ศ. ๘๒” ซึ่งหมายถึง พ.ศ. 2482 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีการบูรณะวิหารหลังนี้และทำสัญลักษณ์นี้ขึ้นนั่นเอง

พานรัฐธรรมนูญ วัดลำปาง วัดปงสนุกเหนือ วัดที่ได้รับรางวัล Award of Merit จาก UNESCO เมื่อ พ.ศ. 2551

ไม่หมดเท่านั้น ในจังหวัดลำปางยังพบรูปพานรัฐธรรมนูญนี้ได้ที่วัดเชียงราย วัดที่สร้างโดยครอบครัวที่อพยพมาจากเมืองเชียงแสนซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงรายมาอยู่ที่จังหวัดลำปางด้วยครับ โดยอยู่บนลายคำของพระอุโบสถของวัดซึ่งทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญที่มีคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ เขียนอยู่บนสมุดไทย พร้อมจารึกสำคัญที่ระบุข้อความว่า “พระอุโบสถนี้สร้างคราวเปลี่ยนการปกครองสยาม ๒๔๗๕” ซึ่งเป็นการบอกอย่างชัดเจนถึงช่วงเวลา และระบุถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศในเวลานั้นอีกด้วย

พานรัฐธรรมนูญ พระอุโบสถนี้สร้างคราวเปลี่ยนการปกครองสยาม ๒๔๗๕
ภาพ : ชาญคณิต อาวรณ์

ข้ามไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานกันบ้างครับ เริ่มกันด้วย ‘สีหน้า’ หนือหน้าบันของสิม วัดโพธิ์ชัยนางัว จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสิมญวนที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2487 โดยทำเป็นรูปเทวดาเหาะ 2 องค์กำลังถือดอกไม้และร่วมกันถือพานรัฐธรรมนูญซึ่งมีการเขียนว่า ‘ธรรมนูญ’ อยู่บนสมุดไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งนี้คือพานรัฐธรรมนูญจริงๆ ไม่ใช่พานพระรัตนตรัยแต่อย่างใด

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : www.silpa-mag.com

นอกจากบนสีหน้าแล้ว บนเพดานของสิมก็มีเหมือนกัน เช่นที่วัดท่าคก จังหวัดเลย ซึ่งสิมหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2395 ก่อนได้รับการบูรณะในระหว่าง พ.ศ. 2500 – 2508 ปรากฏหลักฐานเป็นจารึกของวัดเองที่กล่าวถึงชื่อผู้บูรณะ ช่วงเวลาที่ทำการบูรณะ ค่าใช้จ่ายในการบูรณะ และความปรารถนาของผู้บูรณะที่ขอให้เป็นปัจจัยสู่พระนิพพาน ซึ่งลายเพดานของวัดนี้ทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญสีเหลืองบนพื้นสีฟ้า ล้อมรอบด้วยลายกนกและดอกไม้กลม โดยอยู่คู่กับเพดานรูปธรรมจักร

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : isan.tiewrussia.com

นอกจากหลักฐานงานสถาปัตยกรรมและงานประดับตกแต่งอาคารแล้ว เชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่ในผ้าห่อคัมภีร์ก็มีเหมือนกันนะครับ มีหลักฐานอยู่ที่วัดยอดลำธาร จังหวัดสกลนคร ซึ่งผ้านี้ทอเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญพร้อมกับรูปธงไตรรงค์ 5 แถบ และข้อความว่า “๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญของไทย” เห็นไหมครับว่า แม้แต่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในวัดอย่างผ้าห่อคัมภีร์ยังมีการทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญเลยครับผม

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : ปกรณ์ ปุกหุต

มาปิดท้ายกันที่ภาคใต้ครับ ขอแนะนำให้รู้จักกับวัดท่านางหอม วัดเล็กๆ ในจังหวัดสงขลา ซึ่งแม้จะเป็นวัดเล็กๆ แต่ก็ยังมีพานรัฐธรรมนูญประดับอยู่บนหน้าบันของศาลาวัดครับ เป็นงานปูนปั้นฝีมือช่างท้องถิ่นทำเป็นรูปเทวดาเทินพานรัฐธรรมนูญ ล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษาคล้ายกับของวัดตลิ่งชันเลยครับ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือหน้าบันด้านหลังครับ เพราะทำเป็นรูปชาวบ้านกำลังทำงาน พร้อมจารึกระบุว่า “๒๔๘๐ ปีฉลู” ซึ่งรูปชาวบ้านกำลังทำงานก็สอดรับกับแนวคิดประชาธิปไตยที่เป็นแนวคิดใหม่นี้พอดี

พานรัฐธรรมนูญ วัดท่านางหอม สงขลา
ภาพ : twitter.com/arch_kidyang/status
พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : twitter.com/arch_kidyang/status

นอกเหนือจากที่ผมนำมาให้ชมแล้ว ยังมีอีกหลายวัด หรือแม้แต่ที่ว่าการอำเภอบางแห่งก็ยังปรากฏสัญลักษณ์นี้กระจายตัวอยู่ทั่วเลยครับ ดังนั้น เราจะเห็นว่าในช่วงเวลาที่แนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญถือกำเนิดขึ้นและยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ เพื่อให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน รัฐบาลในเวลานั้นจึงต้องกระจายความคิดและความเชื่อนี้ออกไปให้ได้กว้างขวางที่สุด ผ่านสิ่งที่มีรูปลักษณ์ จับต้องได้ พานรัฐธรรมนูญจึงถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการนี้ และเพื่อให้ชาวบ้านได้เห็น ได้รับรู้หรือเข้าถึงสิ่งนี้ การนำเอาลวดลายนี้ไปประดับในวัดก็ถือเป็นไอเดียที่ดีทีเดียวเลยครับ

อนึ่ง ระวังอย่าสับสนระหว่างรูปพานรัฐธรรมนูญและพานพระไตรปิฎกนะครับ เพราะรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมากจนชวนสับสนแบบสุดๆ ไปเลยเหมือนกัน ซึ่งพบได้ทั้งในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้านอย่างจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ที่แม้จะหน้าตาคล้ายกับพานรัฐธรรมนูญ แต่ดูแล้วน่าจะเป็นรูปพานพระไตรปิฎกมากกว่า ซึ่งหน้าบันในลักษณะนี้ของประเทศกัมพูชาพบมาในช่วงเวลาที่ร่วมสมัยกับรัชกาลที่ 5 หรือ 6 ของไทย เช่น หน้าบันวัดก็อนดึง (วัดระฆัง) จังหวัดพระตะบองครับผม

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : Sirang Leng

เกร็ดแถมท้าย

  1. ใครอยากอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องพานรัฐธรรมนูญในวัดไทย มีบทความหลายชิ้นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น พานรัฐธรรมนูญ : การช่วงชิงอำนาจหลังปฏิวัติบนสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ในศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญกับประติมานวิทยาทางการเมืองไทยในเขตวัฒนธรรมล้านนา พ.ศ. 2475 – 2490 ของชาญคณิต อาวรณ์ หรือ พุทธศิลป์อีสานกับนัยอุดมการณ์ สังคมการเมืองและรัฐชาติ ของติ๊ก แสนบุญ 
  2. แต่ถ้าใครสนใจงานศิลปกรรมโดยคณะราษฎร อ่านได้ในบทความเรื่องวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ บางเขน ที่ผมเคยไว้ก่อนหน้านี้ หรือจะเป็นหนังสือ ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร ของชาตรี ประกิตนนทการ ก็ได้เหมือนกันครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load