ถ้าผมพูดถึงวันรัฐธรรมนูญแล้ว ทุกท่านจะนึกถึงอะไรบ้างครับ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พานรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ คณะราษฎร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2475 หรืออาจจะมีคำอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย เกริ่นมาขนาดนี้คงรู้แล้วใช่ไหมครับว่าบทความวันนี้จะต้องเกี่ยวกับวันรัฐธรรมนูญแน่นอน วันนี้ผมจะพาไปชมศิลปกรรมในวัดที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญครับ สิ่งนั้นก็คือ ‘พานรัฐธรรมนูญ’ นั่นเอง

แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับพานรัฐธรรมนูญกันดีกว่า

พานรัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเสมอภาคและระบอบประชาธิปไตย เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2477 โดยมีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของ นายจำรัส มหาวงศ์นันทน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ที่เสนอให้อัญเชิญรัฐธรรมนูญจำลองไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนใช้ยึดเหนี่ยวและเป็นที่พึ่ง 

จึงมีการสร้างรัฐธรรมนูญจำลองขึ้น 70 ชุด โดยมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นผู้ควบคุมดูแลโดยประสานกับ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ในเรื่องการออกแบบ จนได้มาเป็นสมุดไทยลงรักปิดทองวางบนพาน 2 ชั้น เป็น ‘พานรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดความเป็นของบูชา เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เพราะพาน 2 ชั้นนี้มีชื่อเรียกว่า พานแว่นฟ้า ซึ่งปกติจะใช้รองรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เป็นต้น

และพานรัฐธรรมนูญก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เป็นที่นิยมที่สุดแบบหนึ่ง พบทั้งในอนุสาวรีย์ ตรามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหรียญ สลากลอตเตอรี่ ที่เขี่ยบุหรี่ หรือแม้แต่ในวัดก็ตามที และไม่ใช่เจอแค่ในภาคกลางนะครับ เราสามารถพบรูปพานรัฐธรรมนูญในทุกภาคของประเทศไทย แถมมีอยู่ในหลายจุดของวัดซะด้วย ทั้งหน้าบัน เพดาน ธรรมาสน์ และงานประดับตกแต่งอื่นๆ ก็มีรูปพานรัฐธรรมนูญตกแต่งอยู่เช่นเดียวกัน ไม่เชื่อใช่ไหมครับ งั้นเราไปชมกันเลยดีกว่า

เริ่มจากในภาคกลางก่อน ไม่สิ เริ่มจาก กทม. ก่อนเลยดีกว่า ผมขอแนะนำให้รู้จักกับวัดตลิ่งชันครับผม คนส่วนใหญ่รู้จักวัดแห่งนี้ผ่านตลาดน้ำตลิ่งชัน เพราะตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดนี้ แต่ที่วัดตลิ่งชันแห่งนี้มีรูปพานรัฐธรรมนูญอยู่บนหน้าบันเก่าของศาลาการเปรียญของวัด ที่ต้องใช้คำว่า ‘หน้าบันเก่า’ ก็เพราะว่าปัจจุบันหน้าบันนี้ไม่ได้ถูกใช้งานแล้วและถูกวางเอาไว้ 

หน้าบันรูปพานรัฐธรรมนูญนี้มีอยู่ 2 ชิ้น ซึ่งทั้งสองชิ้นมีจุดร่วมที่เหมือนกัน นั่นก็คือตรงกลางจะมีรูปเทวดาแบบไทยท่าทางกำยำแข็งแรงทูนพานรัฐธรรมนูญขึ้นเหนือหัว โดยบนสมุดไทยเขียนว่า “พ.ศ. ๘๔” ซึ่งหมายความว่า หน้าบันนี้น่าจะทำเสร็จใน พ.ศ. 2484 นั่นเองครับ แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ หน้าบันชิ้นหนึ่งมีพื้นหลังเป็นลายก้านขดซึ่งทำจากคอนกรีตแบบเดียวกับตัวเทวดาเลยครับ 

พานรัฐธรรมนูญ วัดตลิ่งชัน

ทว่าอีกชิ้นหนึ่งกลับมีพื้นหลังเป็นลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งหน้าบันชิ้นหลังนี้แหละที่ถือเป็นชิ้นสำคัญ เพราะรูปเทวดาทูนพานรัฐธรรมนูญนั้นดูแปลกแยกจากพื้นหลังอย่างชัดเจน เหมือนกับเอามาแปะไว้ทีหลัง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า หน้าบันชิ้นนี้เป็นหน้าบันดั้งเดิมของศาลาการเปรียญหลังนี้ที่น่าจะสร้างขึ้นมาแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 หรือรัชกาลที่ 4 แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบของหน้าบันในสมัยหลัง ที่อาจเกิดจากไอเดียของเจ้าอาวาสในสมัยนั้นเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยนั่นเองครับ

พานรัฐธรรมนูญ วัดเชิงท่า จังหวัดลพบุรี

คราวนี้ย้ายไปที่จังหวัดลพบุรีกันบ้าง ลายพานรัฐธรรมนูญของวัดนี้อยู่บนพนักพิงธรรมาสน์ของวัดเชิงท่า จังหวัดลพบุรี แต่ธรรมาสน์นี้ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้วนะครับ เขาจัดแสดงธรรมาสน์องค์นี้เอาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ของวัด พนักพิงธรรมาสน์นี้เป็นไม้แกะสลักทรงใบเสมา ภายในแกะสลักเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญมีประกายแสง 7 แฉกอยู่ข้างหลัง พร้อมข้อความจารึกระบุว่า “สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ ซ่อมปิดทอง พ.ศ. ๒๔๘๒” โดยช่างที่เป็นคนทำธรรมาสน์นี้สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นช่างจีน เพราะบนธรรมาสน์มีทั้งลายดอกโบตั๋น ซึ่งผมเพิ่งพูดถึงไปเมื่อไม่นานมานี้ว่านิยมอยู่ในศิลปะจีน รวมถึงลายมังกรด้วยครับ

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย

เพชรบุรีเองก็มีเหมือนกันนะครับ อยู่ที่หน้าบันของวิหารวัดรัตนตรัย วัดเล็กๆ ที่อยู่บริเวณตีนเขาวัง โดยหน้าบันนี้ทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญที่มีแสงส่องออกมา โดยมีเครื่องหมายอุณาโลมอยู่ด้านบน และบนคัมภีร์มีการระบุปีที่สร้างเอาไว้ด้วยครับ นั่นก็คือ พ.ศ. 2482 นั่นเองครับ

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย

เราข้ามฟากไปทางเหนือกันต่อครับ โดยจะขอเริ่มที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อนเลย โดยอยู่ที่ ‘หน้าแหนบ’ หรือหน้าบันของวิหารวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ หรือวัดอุโมงค์อารยมณฑล วัดเก่าแก่ที่อยู่ในเขตเวียงเชียงใหม่ครับ ซึ่งวิหารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แต่หน้าแหนบนี้น่าจะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นในสมัยหลังแล้ว เพราะนอกจากรูปพานรัฐธรรมนูญที่ส่องแสงล้อมรอบด้วยรูปเทวดา ยังมีจารึกภาษาไทยและภาษาจีนว่า “พ.ศ. 2486 นายฮะเสง นางคำปัน โต๋วถ่ายลัง” ซึ่งแสดงว่าผู้อุปถัมภ์การบูรณะหน้าแหนบนี้ในปีดังกล่าวมีทั้งชาวเชียงใหม่และชาวจีนเลยครับ

พานรัฐธรรมนูญ วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ หรือวัดอุโมงค์อารยมณฑล เชียงใหม่

เราข้ามมาที่จังหวัดลำปางกันบ้างกับวัดดังอีกแห่งของเมืองลำปางอย่างวัดปงสนุกเหนือ วัดที่ได้รับรางวัล Award of Merit จาก UNESCO เมื่อ พ.ศ. 2551 โดยสัญลักษณ์รูปพานรัฐธรรมนูญนี้ปรากฏอยู่บนภาพเขียนกรอบกระจกซึ่งประดับอยู่บนคอสองของวิหารพระเจ้าพันองค์ วิหารที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 24 โดยทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญสีเหลือง มีรูปอุณาโลมอยู่ด้านบนและมีรูปวงกลมสีเหลืองอยู่ด้านหลัง พร้อมกับพื้นหลังสีน้ำเงินและมีคำจารึกว่า “พ.ศ. ๘๒” ซึ่งหมายถึง พ.ศ. 2482 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีการบูรณะวิหารหลังนี้และทำสัญลักษณ์นี้ขึ้นนั่นเอง

พานรัฐธรรมนูญ วัดลำปาง วัดปงสนุกเหนือ วัดที่ได้รับรางวัล Award of Merit จาก UNESCO เมื่อ พ.ศ. 2551

ไม่หมดเท่านั้น ในจังหวัดลำปางยังพบรูปพานรัฐธรรมนูญนี้ได้ที่วัดเชียงราย วัดที่สร้างโดยครอบครัวที่อพยพมาจากเมืองเชียงแสนซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงรายมาอยู่ที่จังหวัดลำปางด้วยครับ โดยอยู่บนลายคำของพระอุโบสถของวัดซึ่งทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญที่มีคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ เขียนอยู่บนสมุดไทย พร้อมจารึกสำคัญที่ระบุข้อความว่า “พระอุโบสถนี้สร้างคราวเปลี่ยนการปกครองสยาม ๒๔๗๕” ซึ่งเป็นการบอกอย่างชัดเจนถึงช่วงเวลา และระบุถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศในเวลานั้นอีกด้วย

พานรัฐธรรมนูญ พระอุโบสถนี้สร้างคราวเปลี่ยนการปกครองสยาม ๒๔๗๕
ภาพ : ชาญคณิต อาวรณ์

ข้ามไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานกันบ้างครับ เริ่มกันด้วย ‘สีหน้า’ หนือหน้าบันของสิม วัดโพธิ์ชัยนางัว จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสิมญวนที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2487 โดยทำเป็นรูปเทวดาเหาะ 2 องค์กำลังถือดอกไม้และร่วมกันถือพานรัฐธรรมนูญซึ่งมีการเขียนว่า ‘ธรรมนูญ’ อยู่บนสมุดไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งนี้คือพานรัฐธรรมนูญจริงๆ ไม่ใช่พานพระรัตนตรัยแต่อย่างใด

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : www.silpa-mag.com

นอกจากบนสีหน้าแล้ว บนเพดานของสิมก็มีเหมือนกัน เช่นที่วัดท่าคก จังหวัดเลย ซึ่งสิมหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2395 ก่อนได้รับการบูรณะในระหว่าง พ.ศ. 2500 – 2508 ปรากฏหลักฐานเป็นจารึกของวัดเองที่กล่าวถึงชื่อผู้บูรณะ ช่วงเวลาที่ทำการบูรณะ ค่าใช้จ่ายในการบูรณะ และความปรารถนาของผู้บูรณะที่ขอให้เป็นปัจจัยสู่พระนิพพาน ซึ่งลายเพดานของวัดนี้ทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญสีเหลืองบนพื้นสีฟ้า ล้อมรอบด้วยลายกนกและดอกไม้กลม โดยอยู่คู่กับเพดานรูปธรรมจักร

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : isan.tiewrussia.com

นอกจากหลักฐานงานสถาปัตยกรรมและงานประดับตกแต่งอาคารแล้ว เชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่ในผ้าห่อคัมภีร์ก็มีเหมือนกันนะครับ มีหลักฐานอยู่ที่วัดยอดลำธาร จังหวัดสกลนคร ซึ่งผ้านี้ทอเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญพร้อมกับรูปธงไตรรงค์ 5 แถบ และข้อความว่า “๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญของไทย” เห็นไหมครับว่า แม้แต่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในวัดอย่างผ้าห่อคัมภีร์ยังมีการทำเป็นรูปพานรัฐธรรมนูญเลยครับผม

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : ปกรณ์ ปุกหุต

มาปิดท้ายกันที่ภาคใต้ครับ ขอแนะนำให้รู้จักกับวัดท่านางหอม วัดเล็กๆ ในจังหวัดสงขลา ซึ่งแม้จะเป็นวัดเล็กๆ แต่ก็ยังมีพานรัฐธรรมนูญประดับอยู่บนหน้าบันของศาลาวัดครับ เป็นงานปูนปั้นฝีมือช่างท้องถิ่นทำเป็นรูปเทวดาเทินพานรัฐธรรมนูญ ล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษาคล้ายกับของวัดตลิ่งชันเลยครับ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือหน้าบันด้านหลังครับ เพราะทำเป็นรูปชาวบ้านกำลังทำงาน พร้อมจารึกระบุว่า “๒๔๘๐ ปีฉลู” ซึ่งรูปชาวบ้านกำลังทำงานก็สอดรับกับแนวคิดประชาธิปไตยที่เป็นแนวคิดใหม่นี้พอดี

พานรัฐธรรมนูญ วัดท่านางหอม สงขลา
ภาพ : twitter.com/arch_kidyang/status
พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : twitter.com/arch_kidyang/status

นอกเหนือจากที่ผมนำมาให้ชมแล้ว ยังมีอีกหลายวัด หรือแม้แต่ที่ว่าการอำเภอบางแห่งก็ยังปรากฏสัญลักษณ์นี้กระจายตัวอยู่ทั่วเลยครับ ดังนั้น เราจะเห็นว่าในช่วงเวลาที่แนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญถือกำเนิดขึ้นและยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ เพื่อให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน รัฐบาลในเวลานั้นจึงต้องกระจายความคิดและความเชื่อนี้ออกไปให้ได้กว้างขวางที่สุด ผ่านสิ่งที่มีรูปลักษณ์ จับต้องได้ พานรัฐธรรมนูญจึงถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการนี้ และเพื่อให้ชาวบ้านได้เห็น ได้รับรู้หรือเข้าถึงสิ่งนี้ การนำเอาลวดลายนี้ไปประดับในวัดก็ถือเป็นไอเดียที่ดีทีเดียวเลยครับ

อนึ่ง ระวังอย่าสับสนระหว่างรูปพานรัฐธรรมนูญและพานพระไตรปิฎกนะครับ เพราะรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมากจนชวนสับสนแบบสุดๆ ไปเลยเหมือนกัน ซึ่งพบได้ทั้งในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้านอย่างจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ที่แม้จะหน้าตาคล้ายกับพานรัฐธรรมนูญ แต่ดูแล้วน่าจะเป็นรูปพานพระไตรปิฎกมากกว่า ซึ่งหน้าบันในลักษณะนี้ของประเทศกัมพูชาพบมาในช่วงเวลาที่ร่วมสมัยกับรัชกาลที่ 5 หรือ 6 ของไทย เช่น หน้าบันวัดก็อนดึง (วัดระฆัง) จังหวัดพระตะบองครับผม

พานรัฐธรรมนูญ & วัด หลักฐานแลนดิ้งแรกของรัฐธรรมนูญจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นในวัดทั่วไทย
ภาพ : Sirang Leng

เกร็ดแถมท้าย

  1. ใครอยากอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องพานรัฐธรรมนูญในวัดไทย มีบทความหลายชิ้นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น พานรัฐธรรมนูญ : การช่วงชิงอำนาจหลังปฏิวัติบนสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ ในศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญกับประติมานวิทยาทางการเมืองไทยในเขตวัฒนธรรมล้านนา พ.ศ. 2475 – 2490 ของชาญคณิต อาวรณ์ หรือ พุทธศิลป์อีสานกับนัยอุดมการณ์ สังคมการเมืองและรัฐชาติ ของติ๊ก แสนบุญ 
  2. แต่ถ้าใครสนใจงานศิลปกรรมโดยคณะราษฎร อ่านได้ในบทความเรื่องวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ บางเขน ที่ผมเคยไว้ก่อนหน้านี้ หรือจะเป็นหนังสือ ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร ของชาตรี ประกิตนนทการ ก็ได้เหมือนกันครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load