“ลำปางหนาวมาก” คือคำนิยามของลำปางที่ชินปากมานาน 

นี่ไม่เถียงเลยว่าหนาวจริง (ส่วนกลางวันก็ร้อนจริง)

ลำปางสำหรับคนอื่น คือจังหวัดภาคเหนือที่เงียบสงบ มีรถม้า มีชามตราไก่

ลำปางสำหรับเรา คือสถานีนครลำปาง โรงรถจักร สะพานดำ ชานชาลามีต้นไม้ และตัดตู้รถไฟก่อนขึ้นดอยขุนตาล

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

การพัฒนาและเจริญเติบโตของจังหวัดลำปางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่เส้นทางรถไฟสายเหนือที่ทอดยาวจากกรุงเทพฯ ผ่านอยุธยา ปากน้ำโพ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่าจนมาถึงนครลำปาง เมืองเก่าแก่โบราณที่ตั้งอยู่ในที่ราบระหว่างเทือกเขา 

ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลำปาง เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟนครลำปางซึ่งเป็นสถานีประจำจังหวัด 

ชื่อ ‘นครลำปาง’ เป็นชื่อเก่าแก่ที่เรียกขานจังหวัดลำปางมาตั้งแต่โบราณ 

การใช้คำว่า นครลำปาง ไม่ใช่ ลำปาง นั้นเป็นเพราะชื่อเมืองบริวารต่างๆ เช่นเดียวกับนครน่าน และเป็นการเรียกขานก่อนเริ่มใช้ ‘จังหวัด’ อย่างมาตรฐาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านครลำปางเป็นชื่อเฉพาะ ไม่ใช่การขยายว่าเป็นเมืองแต่อย่างใด

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

สถานีนครลำปางเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 ในช่วงรัชกาลที่ 6 นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการคมนาคมของลำปางเป็นอย่างมาก 

อาคารสถานีเป็นอาคารสองชั้นที่มีกลิ่นอายของล้านนาและยุโรปแบบบาวาเรียนคอทเทจ (Bavarian Cottage) ออกแบบโดย เอิรสท์ อัลท์มันน์ (Mr. Ernst Altmann) วิศวกรชาวเยอรมนี ชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูนใช้ระบบคานโค้ง (Arch) 4 ช่วง ขนาบด้วยโค้งช่วงเล็กประกบทั้งสองฝั่งเป็นรูปแบบนีโอคลาสสิก (Neoclassic) ชั้นบนสร้างด้วยไม้มีกรอบเป็นโครงสร้างสี่เหลี่ยมมีไม้ยึดยันแนวทแยงเสริมเป็นช่วงๆ ไม่ให้อาคารโยก ซึ่งนี้เป็นเทคนิคด้านโครงสร้างที่เด่นมากจากฟากเยอรมนี นอกจากนั้นยังมีการกรุใต้ไม้ฝาตีตามแนวนอน และอวดโครงสร้างกรอบเป็นรูปแบบฮาล์ฟทิมเบอร์ (Half Timber) อีกด้วย

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

หลังคาของสถานีเป็นทรงปั้นหยาผสมจั่วซ้อนชั้นคล้ายหลังคาตามสถาปัตยกรรมล้านนา ราวระเบียงและช่องแสงเหนือประตูหน้าต่างประดับด้วยช่องปรุไม้แกะสลักลวดลายเลียนแบบศิลปะล้านนา ที่โดดเด่นมากๆ และมองไปทางไหนก็เห็น คือลายแจกันหรือหม้อปูรณฆฏะผสมลายเครือเถา ประดับช่อดอกไม้ม้วนขมวดเป็นวงตามแบบที่พบได้ตามวัดล้านนา ซึ่งเป็นฝีมือช่างที่ประณีตและละเอียดเป็นอย่างมาก

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

บนหน้าจั่วของอาคารชั้นบนมีตัวเลขพุทธศักราช 2458 และคริสตศักราช 1915 ซึ่งเป็นปีสร้างอาคารเป็นตัวนูนออกมา โดยฝั่งที่หันไปทางกรุงเทพฯ เป็นคริสตศักราช และฝั่งที่หันไปทางเชียงใหม่เป็นพุทธศักราช

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

ด้านหน้าสถานีมีรถจักรไอน้ำ C-56 หมายเลข 728 ซึ่งเป็นรุ่นที่นำมาใช้งานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยญี่ปุ่นขนข้ามน้ำข้ามทะเลมา และเมื่อสงครามสงบเขาก็ไม่ได้เอากลับไป ทิ้งรถส่วนใหญ่ไว้ให้เราใช้เพื่อทดแทนรถจักรที่เสียหายจากสงครามในยุคนั้น ซึ่งหมายเลข 728 ก็ได้เกษียณอายุที่นี่ในฐานะรถจักรสับเปลี่ยน และได้ถูกประกาศเกียรติคุณอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟเหมือนเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่ต้อนรับผู้มาเยือน

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
รถจักรไอน้ำ C-56 หมายเลข 728

ที่น่าสนใจคือการวางตัวอาคารและชานชาลาที่กว้างขวาง รองรับการใช้งานที่มีปริมาณมากทั้งการโดยสารและสินค้า ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสถานีรถไฟที่เป็นสถานีหลัก ภาพเก่าของสถานีนครลำปางในสมัยที่ยังไม่มีหลังคาคลุมชานชาลานั้น พบว่าชานชาลาโรยด้วยหินขนาดเล็ก พื้นที่เปิดโล่ง และด้านหลังสถานีเป็นถนนเข้าสู่ย่านเมืองเก่า

หลังคาคลุมชานชาลาด้านหน้าอาคารไม่เด่นชัดว่ามาประกอบเข้าช่วงไหน แต่ที่น่าสังเกตคือมันดูแตกต่างกัน โดยตรงกลางเมื่อเราเดินออกมาจากโถงขายตั๋ว โครงหลังคาเป็นเหล็กถักแบบ Truss คลุมตั้งแต่ตัวอาคารจนถึงปลายชานชาลา แต่พอเขยิบออกไปทางเหนือและทางใต้ที่เป็นโครงหลังคาคลุมเฉพาะชานชาลา เป็นไม้และรางเหล็กที่ก่อตัวกันเป็นคาน หลังคาชานชาลาตรงกลางที่นี่มันแปลกกว่าที่อื่นแหละ มันไม่ได้ถูกสร้างและติดตั้งที่นี่มาตั้งแต่แรก แต่ถูกยกมาจากสถานีแปดริ้ว (คนละสถานีกับฉะเชิงเทรานะ) แล้วมาประกอบใหม่ใช้งานที่สถานีนครลำปางจนปัจจุบัน 

เป็นหลังคาที่เดินทางมาไกลจากฉะเชิงเทรา แถมเป็นการใช้ของเก่าอย่างคุ้มค่าทีเดียว

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

อีกความน่าสนใจของสถานีนครลำปางคือชานชาลาระหว่างทางที่ 1 และทางที่ 2

ปกติแล้วหากสถานีใดมีชานชาลาที่คั่นไว้ระหว่างทางรถไฟ ถ้าไม่ปล่อยเปลือยก็จะมีหลังคาคลุม แต่ที่
นครลำปางปลูกต้นไม้ยาวไปตลอดตั้งแต่ด้านทิศเหนือถึงด้านทิศใต้แทน ทำให้ชานชาลาที่นี่มีความร่มรื่น นั่งรอรถไฟก็เย็นสบาย มีลมโกรกเบาๆ และนอกจากนั้นก็ยังมีเมืองจำลองเล็กๆ อยู่บนชานชาลา ซึ่งเป็นสถานที่น่าสนใจของลำปางอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหอนาฬิกา อุโมงค์ขุนตาน วัดเจดีย์ซาวหลัง พระธาตุลำปางหลวง วัดม่อนพญาแช่ รวมถึงรถม้าที่เป็นสัญลักษณ์ของลำปางอีกด้วย 

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

แน่นอนว่า ที่เด่นที่สุดบนชานชาลาคือ ‘ไก่ขาว’

ไก่ขาวแห่งนครลำปาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จริงๆ ของลำปางเลยล่ะ เครื่องหมายตราประจำจังหวัดลำปางนั้นมีรูปไก่ขาวเป็นสัญลักษณ์ สำคัญยืนอยู่ในซุ้มมณฑปพระธาตุลำปางหลวง หมายถึง ‘ไก่เผือก’ เป็นสัญลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยเมืองกุกกุฏนคร (ตำนานเมืองลำปาง) 

ตามตำนาน ไก่ขาวถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่มาจากกุกกุฏนคร ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของลำปางแปลว่าเมืองไก่ขัน ตำนานเล่าไว้ว่า เมื่อครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ เมืองลำปาง พอพระอินทร์รู้ข่าวเข้า ก็เลยแปลงร่างเป็นไก่ขาวเพื่อขันปลุกพระพุทธเจ้าให้ตื่นขึ้นมาปฏิบัติภารกิจ แล้วก็ยังเป็นห่วงชาวลำปางอีกด้วยว่าจะตื่นขึ้นมาใส่บาตรไม่ทัน ก็เลยขันปลุกชาวบ้านให้ตื่นมาหุงหาอาหารเตรียมใส่บาตรซะเลย นั่นก็คือตำนานของไก่ขาวลำปางที่เราจะเห็นได้ทั่วไปในเมือง ทั้งสถานีรถไฟ สะพานรัษฎาภิเษก หรือตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงชามตราไก่อันลือชื่อ

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

สำหรับแฟนรถไฟ สถานีนครลำปางมีสิ่งหนึ่งที่เราต้องเยี่ยมทุกครั้งที่มาเยือน ‘ป้าดา’ ขาใหญ่คุมนครลำปาง

ไม่ใช่คนนะ แต่เป็นหัวรถจักรรถไฟรุ่นหนึ่ง 

นั่นคือรถจักรดีเซลไฟฟ้าดาเวนพอร์ท ขนาด 500 แรงม้า ที่เหลือใช้งานอยู่ไม่กี่คันในประเทศ และแฟนๆ รถไฟเรียกรถจักรรุ่นนี้ด้วยความเคารพประหนึ่งคนในครอบครัวว่า ‘ป้าดา’ 

ดาเวนพอร์ท (Davenport) เป็นรถจักรดีเซลไฟฟ้าขนาดเล็กน่ารักตะมุตะมิ ถือกำเนิดที่สหรัฐอเมริกาแล้วรอนแรมมาทำงานที่แดนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ลักษณะเด่นคือมีความยาวของรถจักรที่สั้นกว่ารถอื่นๆ และด้านหน้ากับด้านหลังไม่เหมือนกัน ด้านหน้ารถฝั่งห้องขับหลักโค้งมน มีหน้าต่าง 3 บาน พร้อมลวดลายเป็นรูปตัว V ที่คาดหน้าไว้ ส่วนอีกด้านหน้าตาดูละม้ายคล้ายหัวกะโหลกพอตัว เวลาใช้งานจริงแต่ก่อนนั้นสามารถเอารถจักรดาเวนพอร์ท 2 คันมาต่อกันและช่วยกันลากกันดันก็จะได้กำลังม้าที่ 1,000 แรงม้า

ป้าดาไม่ได้ทำหน้าที่ลากรถไฟไกลๆ อย่างแต่ก่อนแล้ว ด้วยความชราของป้าที่สังขารนั้นคงเดินเล่นได้แค่รั้วบ้าน ชีวิตสดใสหลังวัยเกษียณของป้าดาคือการสับเปลี่ยนขบวนรถไฟโดยสาร หรือรถน้ำมันในย่านสถานีนครลำปางเป็นกิจวัตรในทุกเช้าและเย็นจนเป็นภาพชินตา นอกจากนั้นแล้วในช่วงวันเด็กป้าดาก็จะลากตู้รถไฟสั้นๆ พาเด็กๆ และผู้ปกครองนั่งเล่นจากสถานีนครลำปางไปสะพานข้ามแม่น้ำวังที่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรด้วย 

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

แม้ว่าสถานีนครลำปางจะเป็นเพียงแค่สถานีหรือเมืองที่อยู่ระหว่างทาง และอาจจะไม่ได้มีใครเลือกที่จะเป็นหมุดหมายของการเดินทาง แต่สำหรับเราแล้วที่นี่เป็นเมืองที่มีสเน่ห์มาก ทั้งความเป็นเมืองเก่า ศิลปะ วัด หรือแม้แต่สถานีรถไฟที่มีประวัติยาวนาน มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เราเชื่อว่าการนั่งรถไฟเที่ยวเหนือนั้นอาจมีความหมายระหว่างทางมากขึ้นก็ได้ถ้าได้แวะที่นี่ ‘นครลำปาง’ 

สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

เกร็ดท้ายขบวน

  1. การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนระหว่างรถไฟกับยานพาหนะอื่นน่าจะเรียกได้ว่าเริ่มต้นที่ลำปางนี่แหละ นั่นก็คือการลงรถไฟแล้วต่อรถรับจ้างที่พิเศษสุดๆ คือมันเป็นรถม้า
  2. สถานีนครลำปางเป็นที่ตั้งของโรงเก็บรถจักรของภาคเหนือตอนบน และยังมีวงเวียนกลับรถจักรที่ยังใช้งานได้อยู่อีกด้วยนะ
สถานีรถไฟนครลำปาง อาคารสไตล์ล้านนาและ Bavarian Cottage ที่บรรจุประวัติศาสตร์ภาคเหนือ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

29 พฤศจิกายน 2564
1K

บางทีสิ่งที่เรารัก อาจไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดหรอกนะ

เราบอกกับตัวเองเป็นการปลอบใจ

ถ้าหากว่าสิ่งนั้นมันสลายไปตามวาระของมันจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราคงทำใจได้มากกว่านี้

แต่ถ้าสิ่งนั้นมันเป็นสถานที่ที่ผูกพัน มันคงทำใจยากเหมือนกัน เรื่องหนึ่งก็คือการนับถอยหลังบทบาทของสถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง ในฐานะสถานีหลัก 

การกำเนิดเกิดมาของสถานีกลางบางซื่อเป็นการลดบทบาทของสถานีกรุงเทพอยู่แล้ว ให้รถไฟส่วนใหญ่ไปใช้งานที่สถานีกลางบางซื่อ และทำให้สถานีกรุงเทพกลายเป็นสถานีรองในเขตเมือง จะมีแค่รถไฟเข้ามาบางขบวน และรับหน้าที่ใหม่ในการเป็นสถานีรถไฟชานเมืองสายสีแดง เรื่องนี้เข้าใจดี มันต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาที่สูงขึ้น

นั่นคือการกระจายให้รถไฟทุกขบวนไม่ต้องมากองที่สถานีกรุงเทพ ถัว ๆ แบ่ง ๆ กันไป

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

อยู่ ๆ เมื่อต้น พ.ศ. 2564 เสียงแพร่สะพัดมาว่าจะไม่มีรถไฟเข้าหัวลำโพงเลยแม้แต่ขบวนเดียว รวมถึงรถไฟสายตะวันออกด้วย ตามนโยบายที่จะให้ใช้สถานีกลางบางซื่ออย่างเต็มรูปแบบ และแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ

เสียงบ่นเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที เพราะการเดินทางด้วยรถไฟที่เข้าในเมืองนั้นมันต้องลำบากขึ้นแน่นอน แถมทางรถไฟตัดตรงเข้ามาที่สามเสน รามาธิบดี ยมราช และหัวลำโพง เป็นอันที่จะต้องยุติบทบาททำให้คนที่ลงสถานีละแวกนั้นต้องคิดเรื่องการเดินทางใหม่ เพราะรถเมล์ก็ไม่มี รถไฟฟ้าก็มาไม่ถึง

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

ไม่นานนักก็มีเสียงสวรรค์ดังก้อง ราวกับหยาดฝนชโลมหัวใจว่า จะยังคงเหลือรถไฟเข้าหัวลำโพง 22 ขบวน เป็นรถไฟชานเมืองคนทำงานเที่ยวเช้าและเที่ยวเย็น ซึ่งแน่นอนว่ามันช่วยต่อชีวิตให้กับคนทำงานที่ใช้รถไฟชานเมืองในชีวิตประจำวัน เพราะประหยัดทั้งราคาและเวลา 

หัวลำโพงได้ต่อลมหายใจออกไปอีกในฐานะสถานีรถไฟที่มีขบวนคนทำงานเข้ามาอยู่ ความเบาใจของประชาชนก็เกิดขึ้น ส่วนตัวอาคารสถานีที่ลดภารกิจลง ก็ใช้พื้นที่บางส่วนพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ เราชาวคนรักรถไฟรู้สึกดีใจกับทางออกนี้ และรู้สึกว่ามันคือความลงตัวที่สุด เพราะที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ทำให้หัวลำโพงยังมีชีวิตและรถไฟเข้ามาใช้บริการหรือมาถึงพิพิธภัณฑ์นั้น นับเป็นข่าวดีที่สุดที่เคยได้ยินมาในโมงยามแห่งความสับสนของข่าวสารมีอยู่เต็มโซเชียลเน็ตเวิร์ก

แต่แล้วในช่วงแห่งความสับสนนั้นก็มีข่าวเรื่องการปิดสถานีกลับมาอีกครั้งจนกลายเป็นกระแสที่ถือว่ากระเพื่อมแรงมากทีเดียว ซึ่งในที่สุดแล้วผู้เกี่ยวข้องก็ได้ตระเตรียมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้หัวลำโพงยังคงเป็นพื้นที่สำคัญของทุก ๆ คนอยู่

ในระยะนี้จะเห็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้รถไฟก็เข้ามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจนหนาตา ช่วงนี้หัวลำโพงจึงอบอุ่นและคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งที่ก่อนหน้าเงียบงันจากช่วงโควิด-19

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

เราใช้เวลาในวันเสาร์นั่งอยู่ที่สถานีกรุงเทพเต็มวัน เพื่ออยู่กับเพื่อนเก่าแก่ของเราให้ได้นานที่สุด และเฝ้ามองช่วงชีวิตของเขาในหนึ่งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก เราเก็บรายละเอียดทั้งหมดในสถานีในวันนั้น เดินย่ำต๊อกไปบนชานชาลา ตามองเข้าไปผ่านกล้องถ่ายรูป บันทึกภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วความทรงจำมันก็ Flashback เข้ามาเป็นฉาก ๆ 

ความผูกพันของเรากับสถานีรถไฟนี้กินเวลายาวนานกว่าที่คิดไว้ซะอีก ก็คงเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึกลงไป ขุดเท่าไหร่ก็ไม่เจอปลาย แถมดึงต้นไม้นั้นออกมาก็ต้องใช้แรงมหาศาล

ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนที่ชอบรถไฟ แต่เราเป็นคนใช้รถไฟมา 30 กว่าปีตั้งแต่ลืมตาดูโลก

ช่วงวัยเด็กของเรานั้น แม่เล่าให้ฟังว่าหลังจากคลอดเราไม่กี่เดือน แม่อุ้มเราขึ้นรถไฟจากสถานีกรุงเทพ ไปบ้านคุณยายที่พิจิตร ต่อมาก็กลายเป็นกิจวัตรประจำปีที่ต้องไปอยู่บ้านคุณยายในทุก ๆ ปิดเทอม การนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปตะพานหินนั้น คือสิ่งที่เราปรารถนาและตั้งตารอทุกครั้งด้วยความตื่นเต้น วันก่อนเดินทางจะเป็นคืนที่เรานอนไม่หลับเลย ภาพรถไฟกับสถานีหัวลำโพงเวียนวนในหัวอยู่ตลอด หัวใจเต้นตึกตัก พอดึกเข้าไม่หลับไม่นอน พ่อกับแม่ก็จะท้าวเอววีนไล่ให้ไปนอนโดยทันที 

เราจำได้ว่าการขึ้นรถไฟเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เป็นชาเลนจ์ของพ่อเรามากทีเดียว สองคนพ่อลูกเข้าไปรอรถไฟค่อย ๆ ไหลเข้ามาจอด ด้วยความนิยมเดินทางด้วยรถไฟนั้น ทำให้ทุกที่นั่งถูกจองเต็มหมด และมักไม่มีคนนั่งตามที่นั่งของตัวเอง สิ่งที่พ่อเราทำได้เพื่อให้ลูกรักได้มีที่นั่งคือ เมื่อรถไฟจอดสนิท พ่อจะจับเราอุ้มเข้าทางหน้าต่าง ให้จองที่ไว้ก่อนแล้วพ่อค่อยขึ้นตามมา และเมื่อถึงเวลารถไฟออก เราจะโผล่หัวน้อย ๆ หน้ากลม ๆ ออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อดูรถไฟขบวนยาวค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี 

นั่นคือความทรงจำในวัยเด็ก

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

โตมาหน่อยสักมัธยม ช่วง ม.ต้น คือไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้ไปที่สถานีรถไฟเลย เพราะยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอจะออกไปนั่งรถไฟคนเดียวได้ อิสระเสรีของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อมัธยมปลาย ที่เข้ามาสู่แวดวงรถไฟไทยอย่างเต็มตัว เมื่อโลกอินเทอร์เน็ตได้พัดพาเราไปอยู่ในกลุ่มคนรักรถในโลกออนไลน์ เราเริ่มขอที่บ้านเพื่อไปนั่งรถไฟเที่ยว ไกลที่สุดของเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ตอนนั้นใน พ.ศ. 2546 คือการนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปบางซื่อ นั่นคือไกลแล้วจริง ๆ นะ พอเริ่มกล้าหาญชาญชัยขึ้น ก็ต่อขยายออกไปเป็นดอนเมืองบ้าง รังสิตบ้าง อยุธยาบ้าง 

การทัศนศึกษาหัวลำโพงเกิดขึ้นเพราะการนั่งรถไฟนี่แหละ กิจวัตรการเยือนหัวลำโพง คือการเข้าไปขอตารางรถไฟที่หน่วยบริการเดินทาง เดินถ่ายรูปในชานชาลา ดูรถไฟวิ่งเข้าออก สเก็ตช์ภาพรถไฟ และถ่ายรูปรถไฟไว้ทั้งวัน ไปโพสต์ในเว็บบอร์ดคนรักรถไฟ ตอนนั้นจำได้ว่าหัวลำโพงคือบ้านหลังที่ 3 รองมาจากบ้านตัวเอง ไอ้การไปทัศนศึกษาหัวลำโพงทำให้เราได้เปิดโลกแบบขั้นสุด เพราะไปเห็นป้ายชื่อหน้าสถานี แล้วก็ลองค้นหาข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติ จนได้ค้นพบว่า “สถานีหัวลำโพงที่เราเรียกกันมาตลอดนั้น จริง ๆ มันชื่อสถานีกรุงเทพ และก็เป็นคนละที่กับสถานีหัวลำโพง” 

หลังจากย่อหน้านี้ไป เราขอเรียกสถานีกรุงเทพว่า ‘หัวลำโพง’ ก็แล้วกัน

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

ย่างเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย จำได้ว่าพอเอ็นทรานซ์ติด เราขอที่บ้านนั่งรถไฟไปขุนตานกับเพื่อน และแน่นอนว่าจุดเริ่มต้นคือสถานีกรุงเทพนี่แหละ ช่วงวัยนี้เราได้นั่งรถไฟมากขึ้น และทุก ๆ ครั้ง เราเลือกที่จะใช้หัวลำโพงเป็นต้นทางเสมอ แม้ว่าบ้านจะอยู่ใกล้สามเสนมากกว่า 

เหตุผลในการเลือกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากอยากนั่งรถไฟที่ต้นทาง ความฮึกเหิมในการนั่งรถไฟที่เคลื่อนตัวออกจากสถานีสุดคลาสสิก และเป็นการนั่งรถไฟแบบ ‘เต็มสาย’ จริง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น รวมถึงการได้นั่งเฝ้าดูรถไฟขบวนแล้วขบวนเล่า วิ่งเข้า ๆ ออก ๆ ชานชาลาสถานีภายใต้หลังคาโค้งนั้น มันเป็นความสุขของเราที่ยากจะอธิบายได้ วัยขึ้นต้นด้วยเลข 2 ของเรามันขยับเข้าใกล้คำว่าผูกพันกับสถานีแล้วจริง ๆ จนเมื่อการฝึกงานเดินทางมาถึง เราเลือกโดยไม่ต้องคิดว่าจะใช้ชีวิต 3 เดือนฝึกงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดรถไฟ และเริ่มต้นความฝันของเราที่จะได้ทำงานในหน่วยงานแห่งนี้

จากเด็กที่แวะเวียนมาสถานี สู่การเริ่มต้น ‘ฝึกงาน’ อย่างเป็นทางการกับการรถไฟฯ เราเลือกงานที่หน่วยบริการเดินทาง จุดสำคัญในสถานี จุดที่ใครต่อใครหากไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้เวลารถ จะต้องมุ่งหน้าเข้ามาถามไถ่ข้อมูล เราเรียนรู้กับระบบของการรถไฟ เรียนรู้กับข้อมูลรถไฟที่ต้องตอบคำถามในแต่ละวัน จนค่อย ๆ ซึมซับเอารถไฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของการหลงรักรถไฟไทย และได้จุดประกายการไปแข่งขันรายการ แฟนพันธุ์แท้ รถไฟไทยในเวลาต่อมา 

การฝึกงานที่ดุเดือดเลือดพล่านในหัวลำโพงคือประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ ช่วงสงกรานต์ที่มวลมหาประชาชนทะลักล้นไปทั่วบริเวณ เราได้ฝึกการรับมือช่วงเทศกาล ฝึกความอดทน เรียนรู้ส่วนต่าง ๆ ในสถานี เพื่อให้ข้อมูลกับประชาชนให้มากที่สุด เหนื่อยแต่หัวใจพองโต จนในที่สุดช่วงเวลา 3 เดือนของการฝึกงานก็สิ้นสุดลง เรากลับไปใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง และตั้งตารอว่าในวันสำเร็จการศึกษา เราจะได้ทำงานในการรถไฟอย่างที่ฝันไว้ตั้งแต่วัยเด็ก 

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
รูปถ่ายตอนสมัยเราฝึกงานที่หัวลำโพง

หลายคนคงรู้ว่า เราคือคนที่ไปแข่งขันรายการ แฟนพันธุ์แท้ซูเปอร์แฟน ในหัวข้อรถไฟไทย 

ในรอบออดิชันของรายการนั้น เราต้องเล่าเรื่องความชอบในรถไฟไทยให้กับกรรมการฟังในเวลาเพียง 2 นาที เพื่อเขาจะได้ตัดสินว่าเราเหมาะสมจะก้าวเข้าไปสู่รอบต่อไปหรือเปล่า และเพื่อเป็นการประกอบข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันของรายการ กรรมการต้องถามคำถามเราเพิ่ม และมีกรรมการหนึ่งท่านถามเราว่า “เรื่องเกี่ยวกับรถไฟไทยอะไรที่คุณอยากเล่าแล้วคิดว่าว้าวที่สุด”

ในหัวตอนนั้นตีกันอยู่ 2 เรื่อง 

โบกี้ไม่ใช่ตู้รถไฟ สถานีกรุงเทพไม่ใช่หัวลำโพง

เราเลือก ‘สถานีกรุงเทพไม่ใช่หัวลำโพง’ เพราะเป็นเรื่องที่คนทุกคนเข้าถึงได้มากที่สุด และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้ แน่นอน มันทำงานได้ดีมาก ความว้าวเกิดขึ้นจนเราสัมผัสได้ แม้ว่าเราจะรู้อยู่ลึก ๆ ว่า ยังไงชื่อของ หัวลำโพง ก็เป็นที่แพร่หลายมากกว่า สถานีกรุงเทพ อยู่แล้ว ซึ่งเราคงเปลี่ยนการเรียกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะหลาย ๆ ครั้งเราก็เรียกชื่อสถานีกรุงเทพว่าหัวลำโพง แต่เราคิดว่ามันคือเรื่องเล่าที่น่าสนใจ

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

วัยทำงานของเรา หัวลำโพงเป็นสถานีปลายทางในช่วงเช้าและต้นทางในช่วงเย็น สถานีที่เป็นเหมือนกับที่ทำงานและที่พักผ่อนแบบ 2 in 1 

34 ปีที่เราเป็นส่วนหนึ่งของหัวลำโพง และหัวลำโพงเป็นส่วนหนึ่งของเรา มันค่อย ๆ ไต่ระดับจากสถานีรถไฟที่พาเราไปบ้านยายในวัยเด็ก สนามเด็กเล่นให้เรียนรู้ตอนวัยเรียน สถานที่ฝึกงานวัยมหาวิทยาลัย และสถานีที่เป็นชีวิตประจำวันในวัยทำงาน

มันทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันกับที่นี่ไม่น้อยไปกว่าใคร ลึก ๆ แล้วเราเสียดายถ้าที่นี่ต้องปิดตัวลง สถานีนี้อาจจะไม่ได้เป็นความทรงจำหรือส่วนหนึ่งของชีวิตกับทุกคน แต่มันก็ยังเป็นสถานที่ที่ใครจะเริ่มต้นนั่งรถไฟก็ต้องนึกถึง หรือแม้อีกหลากหลายเหตุการณ์และความทรงจำเกิดขึ้นที่นี่ และยังคงจำมันได้ชัดเจน

รถจักรไอน้ำขบวนพิเศษที่พ่นไอน้ำสีขาว และฉากหลังคือหลังคาโค้งของสถานีรถไฟ พร้อมหมู่คนที่ถือกล้องเพื่อถ่ายรูปขบวนคุณทวดท่าทางขึงขังที่ค่อย ๆ แผดเสียง พ่นไอน้ำ และเคลื่อนตัวออกจากสถานีซึ่งไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่าที่นี่อีกแล้ว

เสียงบูม เชียร์ สันทนาการของขบวนรับน้องรถไฟมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เรียกได้ว่าเป็นประเพณีมาร่วมครึ่งศตวรรษ การเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่จากกระโปรงบานขาสั้นเป็นวัยมหาวิทยาลัยของใครหลาย ๆ คน เริ่มต้นที่นี่

ความตื่นเต้นของการเริ่มต้นเดินทางไปเที่ยว แวะถ่ายรูปก่อนขึ้นสถานีรถไฟ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ก็มีแต่รูปหัวลำโพงนี่แหละที่บอกได้โดยไม่ต้องมีรูปตู้รถไฟเลยว่า “ฉันจะนั่งรถไฟไปเที่ยวแล้วนะ”

ร้านอาหารหลากหลายรอบข้างสถานีรถไฟที่ฝากท้องได้ระหว่างวัน ก่อนจะไปเดินเที่ยวเยาวราช ตลาดน้อย สี่พระยา

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

ในแต่ละวันมีหลายพันชีวิตแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ชีวิตของสถานีรถไฟก็คือการที่ยังมีคนและขบวนรถไฟเดินทางเข้ามาถึง ไม่ใช่แค่คนเดินทางรถไฟเท่านั้นที่มีบทบาทร่วมกับที่นี่ ความสำคัญของหัวลำโพงมันมีค่ามากกว่าการเป็นสถานีรถไฟ แต่ยังรวมถึงชุมชน ร้านค้า ร้านอาหาร หรือแม้แต่โรงแรมที่อยู่รายล้อมสถานีรถไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง

ในหลาย ๆ เมือง สถานีรถไฟหลักดั้งเดิมล้วนแล้วแต่อยู่ในเมืองทั้งสิ้น แม้ว่าการขยับขยายสถานีหลักออกไปเพื่อรองรับปริมาณขบวนรถไฟที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดการลดบทบาทของสถานีเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานีเก่ากลางเมืองจะยุติบทบาทเพียงแค่มีสถานีใหม่เกิดขึ้น หากแต่การเชื่อมโยงของสถานีใหม่และเก่านั้นจะถูกวางระบบการเชื่อมต่อด้วยรถไฟเดิมนี่แหละ แค่ลดปริมาณเที่ยวรถแต่ไม่ตัดขาด พร้อมเพิ่มตัวเลือกการเดินทางอื่น ๆ เข้ามา เช่น รถเมล์ หรือรถไฟเมโทร ที่เชื่อมโยงให้สถานีเก่าและใหม่เดินทางไปสู่ส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะเขายังมองว่า ‘ใจกลางเมืองคือพื้นที่สำคัญ’ ที่คนต้องเดินทางได้อย่างสะดวกที่สุด

สำหรับหัวลำโพง ที่นี่เป็น iconic ของรถไฟไปแล้ว การลดบทบาทของสถานีอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าท้าทาย เราไม่คัดค้านในการพัฒนา เราไม่คัดค้านในการปรับเปลี่ยนให้สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีหลัก แต่สำหรับหัวลำโพงนั้นเราอยากเห็นเขายังคงทำหน้าที่เป็นสถานีรถไฟในเมืองที่ทำหน้าที่รับช่วงต่อจากสถานีหลักแห่งใหม่ เชื่อมจุดใจกลางเมืองกับสถานีใหม่ได้อย่างสะดวกด้วยเวลาและราคาที่สมเหตุสมผล และพื้นที่สำคัญของเมืองที่อยู่ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ ศูนย์แสดงศิลปะ ย่านการค้าของชุมชน Co-working space และพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยธรรมชาติท่ามตึกของเมืองหลวงที่ทำให้เราได้เลือกที่จะใช้ชีวิตได้ในย่านที่เรียกได้ว่าเป็นจุดกำเนิดการเดินทางของประเทศ

เพราะหัวลำโพงไม่ใช่แค่สถานีรถไฟ แต่เป็นผู้คน และพื้นที่ที่เรามีความทรงจำร่วมกัน

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

ธงสีเขียวโบกสะบัดบนชานชาลาและบนขบวนรถ เสียงหวีดรถไฟดังขึ้น ล้อเหล็กค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากร่มเงาของหลังโค้งใหญ่โต ขบวนรถไฟค่อย ๆ เลื่อนห่างจากเราออกไปทีละนิด ๆ จนลับสายตา 

เรายังนึกไม่ออกเลยว่า วันที่รถไฟขบวนสุดท้ายเคลื่อนออกจากสถานี เราจะเสียน้ำตาแค่ไหน เราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าในวันนั้นจะรู้สึกยังไง และไม่อยากให้ถึงวันนั้นจริง ๆ มันคงเจ็บปวดไม่น้อยกับภาพที่เห็นและความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา เก้าอี้ที่เคยมีคนนั่งเต็มต้องว่างเปล่า ชานชาลาที่มีรถไฟจอดก็เงียบเชียบ สถานีที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนก็เหงาหงอย หรือแม้แต่รอบนอกที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งมุ่งหน้าเข้ามาในสถานี อาจจะเหลือเพียงแค่คนที่เดินผ่านไป แล้วแค่ยกกล้องถ่ายรูปเฉย ๆ เท่านั้น

ความสุขมันอยู่กับเราไม่นาน เท้าเราก้าวออกจากสถานี เดินออกมาด้านหน้า มองย้อนหลังกลับไปดูอาคารที่เปิดไฟส่องสว่าง สร้างความโดดเด่นท่ามกลางตึกรามบ้านช่อง ที่รายล้อมใต้ท้องฟ้ายามสนธยา 

ขอบคุณนะ ที่เป็นความทรงจำที่ดีของเรา เราจะไม่ลืมเธอในฐานะสถานีรถไฟที่ยิ่งใหญ่อีกเลย

แด่หัวลำโพง เพื่อน… ที่ระลึก

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load