nextgen หรือ ทายาทรุ่นสอง คือคนที่ต้องพิสูจน์ตัวเองในธุรกิจที่ไม่ได้สร้างเอง แต่ต้องทำให้มันโตขึ้นต่อไปในโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าที่รุ่นพ่อแม่เคยเจอ — เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวที่ยากกว่าที่คนนอกมองเห็น
มีคำถามที่ nextgen หลายคนได้ยินซ้ำๆ ตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้าออฟฟิศในฐานะทายาท
“เป็นลูกเจ้าของแน่เลย?”
คำถามนั้นฟังดูไม่มีพิษมีภัย แต่มันแฝงความสงสัยในแบบที่คนฟังรู้สึกได้ทันที — ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ สำเร็จหรือไม่สำเร็จ มันน่าจะถูกมองผ่านเลนส์ของคำว่า “ได้รับมา” ไม่ใช่ “ทำเอง”
นั่นคือหนึ่งในความยากที่ nextgen ต้องเผชิญ ซึ่งคนที่เริ่มธุรกิจเองจากศูนย์ไม่เคยรู้จัก
nextgen คืออะไร
nextgen หรือ Next Generation คือคำที่ใช้เรียก ทายาทรุ่นใหม่ ที่เข้ามาสืบทอดและต่อยอดธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ทายาทรุ่นสอง ที่รับต่อจากผู้ก่อตั้ง หรือรุ่นที่สามและสี่ที่สืบทอดกันมา
ในบริบทของธุรกิจไทย nextgen มักหมายถึงลูกหลานของเจ้าของธุรกิจครอบครัวที่เติบโตมาพร้อมกับกิจการ ผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น และกำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านที่ซับซ้อนที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต
กว่า 75% ของธุรกิจไทยอยู่ในมือธุรกิจครอบครัว นั่นหมายความว่าจำนวน nextgen ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้มีมากกว่าที่หลายคนคิด และทุกคนล้วนเผชิญกับแรงกดดันที่คล้ายกัน แม้รายละเอียดของแต่ละครอบครัวจะต่างกันออกไป
ทำไม nextgen ถึงยากกว่าที่คิด

คนทั่วไปมักมองว่าการเป็น ทายาทรุ่นสอง คือการ “โชคดี” — มีทุน มีชื่อ มีเส้นสาย และมีธุรกิจที่สร้างไว้ให้รอรับ
แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก
nextgen ไม่ได้เผชิญแค่ความท้าทายทางธุรกิจ แต่ต้องรับมือกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน
ความคาดหวังสองชั้น — รุ่นพ่อแม่อยากให้รักษาสิ่งที่สร้างมา ในขณะที่โลกธุรกิจภายนอกบอกว่าต้องเปลี่ยนแปลง ความตึงเครียดระหว่าง “รักษา” กับ “เปลี่ยน” คือสิ่งที่ nextgen หลายคนนอนไม่หลับ
การพิสูจน์ตัวเองในองค์กรเดิม — พนักงานที่ทำงานมาสิบยี่สิบปีมีความสัมพันธ์กับผู้ก่อตั้งมากกว่ากับ ทายาทรุ่นสอง ที่เพิ่งเดินเข้ามา การสร้างความน่าเชื่อถือโดยไม่ใช้อำนาจจากนามสกุลเพียงอย่างเดียวคือทักษะที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย
ครอบครัวกับธุรกิจแยกกันไม่ออก — ธุรกิจครอบครัวมีความพิเศษตรงที่ความขัดแย้งในบอร์ดอาจกลายเป็นความขัดแย้งบนโต๊ะอาหารค่ำ และการตัดสินใจทางธุรกิจอาจกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยตรง
4 ภารกิจที่ nextgen ไทยต้องทำให้ได้
จากข้อมูลของ PwC Thailand ที่สำรวจ nextgen ในไทย พบว่า 63% มองการเติบโตของธุรกิจเป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับแรก ตามด้วยการขยายสู่ตลาดใหม่ 50% และการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัล 45%
แต่ก่อนที่ nextgen จะทำได้ นักวิชาการด้านการสืบทอดธุรกิจครอบครัวชี้ว่ามีภารกิจพื้นฐานสี่อย่างที่ต้องผ่านก่อน
หนึ่ง — เรียนรู้ธุรกิจจากข้างใน ไม่ใช่แค่จากตัวเลขในงบดุล แต่ต้องเข้าใจว่าคนที่ทำงานอยู่ในธุรกิจเป็นใคร มีความภักดีต่อใคร และวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริงคืออะไร ก่อนที่จะคิดเปลี่ยนอะไร
สอง — สร้างความสัมพันธ์ใหม่กับรุ่นพ่อแม่ ในฐานะ”หุ้นส่วน” ไม่ใช่แค่”ลูก” การเปลี่ยนบทบาทความสัมพันธ์จากครอบครัวมาสู่ธุรกิจต้องใช้ทั้งเวลาและการพูดคุยที่ชัดเจน เพื่อกำหนดขอบเขตและความคาดหวังให้ตรงกัน
สาม — สร้างมูลค่าใหม่ที่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่แค่รักษาสิ่งเดิม nextgen ที่ประสบความสำเร็จมักมีโปรเจกต์หรือทิศทางธุรกิจที่พวกเขาริเริ่มเองและพิสูจน์ได้ว่าได้ผล นั่นคือสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือในองค์กรได้จริงๆ ไม่ใช่ตำแหน่งบนนามบัตร
สี่ — จัดการความขัดแย้งก่อนที่มันจะบานปลาย ธุรกิจครอบครัวที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเพราะกลยุทธ์ผิด แต่เพราะความขัดแย้งภายในที่ไม่มีกลไกจัดการ การมีธรรมนูญครอบครัวที่ชัดเจนเป็นเครื่องมือที่ nextgen ควรผลักดัน
nextgen ในยุค Disruption ไม่แค่รับ แต่ต้องแปลง
สิ่งที่ทำให้ nextgen ยุคนี้ต่างจากยุคก่อนคือบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทายาทรุ่นสอง ในยุค 20-30 ปีที่แล้วรับช่วงต่อในโลกที่เปลี่ยนช้ากว่า — โมเดลธุรกิจที่รุ่นพ่อแม่สร้างมายังใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่ nextgen ในปี 2026 ต้องรับธุรกิจมาแล้วนำมันผ่าน AI, e-commerce, sustainability และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เร็วกว่าที่ใครคาดไว้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือธุรกิจค้าปลีกหลายแห่งที่ nextgen เข้ามาแล้วต้องตัดสินใจว่าจะ “transform” หรือ “stick with” โมเดลเดิม — และทั้งสองคำตอบต่างมีต้นทุนที่ต่างกัน
nextgen ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เลือกระหว่างสองคำตอบนั้น แต่หาวิธีเชื่อม DNA ดั้งเดิมของธุรกิจเข้ากับความสามารถใหม่ที่จำเป็น ซึ่งนั่นคือทักษะที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจอดีตและความกล้าในการสร้างอนาคต
เส้นทางของ nextgen ที่ได้ผล

บทเรียนจากธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดข้ามรุ่นได้สำเร็จ มักมีรูปแบบที่คล้ายกัน
เซ็นทรัล คือตัวอย่างที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด ในฐานะธุรกิจครอบครัวที่ nextgen แต่ละรุ่นนำองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ — จากห้างเดียวในย่านวังบูรพาสู่เครือข่ายค้าปลีกระดับโลก โดยที่แต่ละรุ่นไม่ได้แค่รักษาสิ่งเดิม แต่เพิ่มบทใหม่เข้าไปในเรื่องเล่าของครอบครัว
สิ่งที่เหมือนกันในกรณีที่ประสบความสำเร็จคือ nextgen ได้รับพื้นที่ให้ทดสอบและล้มเหลวในระดับที่ยังควบคุมได้ ก่อนจะรับภาระที่ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่เดินเข้ามาแล้วรับตำแหน่ง CEO วันแรก
ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น หัวใจของทุกอย่าง
ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จหรือล้มเหลวของ nextgen ในธุรกิจครอบครัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจบจากมหาวิทยาลัยไหน และไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ารู้จักเทคโนโลยีล่าสุดมากแค่ไหน
มันขึ้นอยู่กับว่า nextgen และรุ่นพ่อแม่สามารถสื่อสารกันได้จริงหรือเปล่า
ว่าทั้งสองรุ่นเห็นตรงกันว่าธุรกิจนี้มีไว้เพื่ออะไร ไม่ใช่แค่สร้างกำไร แต่คือสร้างอะไรให้กับคนที่ทำงานอยู่ในนั้น สร้างอะไรให้กับชุมชนรอบข้าง และส่งต่ออะไรให้กับรุ่นต่อไป
nextgen ที่เข้าใจสิ่งนั้นจะไม่มองการรับช่วงต่อเป็นภาระ แต่จะมองว่ามันคือความรับผิดชอบที่มีความหมาย
รับไม้ต่อคือบทบาท ไม่ใช่สิทธิ์
nextgen ไม่ได้เกิดมาพร้อมความสำเร็จ แต่เกิดมาพร้อมโอกาส — และโอกาสนั้นต้องการมากกว่าแค่การรอรับ
ธุรกิจครอบครัวรุ่นแรกสร้างจากความฝันและความกล้า ธุรกิจรุ่นสองต้องการความอดทนและการสื่อสาร ธุรกิจรุ่นสามและสี่ต้องการโครงสร้างและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน
แต่ทุกรุ่น ทุก nextgen ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยสิ่งเดียวกัน — ว่าพวกเขาเข้าใจว่าธุรกิจนี้มีไว้เพื่ออะไร และพร้อมทำให้มันมีความหมายในรุ่นของตัวเอง
เรื่องราวของ nextgen จึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ มันคือเรื่องของคนที่ต้องเลือกว่าจะเป็นใคร ในบ้านที่มีประวัติศาสตร์มาก่อน
