ไม่รู้ว่าคนอื่นมีประสบการณ์กับ ‘มวยไทย’ อย่างไร แต่สำหรับฉัน มันคือช่วงเวลาตอนเที่ยงวันอาทิตย์ที่จะได้ยินเสียงคนในหมู่บ้านส่งเชียร์กันสนั่นหน้าจอทีวีที่กำลังถ่ายทอดมวยไทยเจ็ดสีกันอยู่

เรียกได้ว่าเรื่องราวระหว่างฉันกับมวยไทยนั้นแสนน้อยนิด แต่ใช่ว่าเราจะไม่รู้ว่ากีฬาชนิดนี้มีอะไรน่าสนใจ หากใครสังเกต จะเห็นปรากฏการณ์หนึ่ง คือสาวๆ เริ่มหันมาสนใจกีฬาชนิดนี้ ซึ่งแต่เดิมหญิงสาวกับกีฬามวยไทยดูห่างไกลกันคนละโลก

ท่ามกลางเทรนด์กีฬามวยไทย หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตคู่กันมาคือ ธุรกิจอุปกรณ์กีฬามวยไทย และแบรนด์ที่น่าสนใจก็คือแบรนด์ไทยระดับโลกอย่าง Twins

เรานัดพบกับ ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ ทายาทรุ่นที่สองของ ‘Twins’ ที่ร้านสาขาสวนหลวงสแควร์ เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาชี้เลขหนึ่ง เข็มยาวชี้เลขสิบสอง ได้เวลาตามที่นัดไว้ พอเปิดประตูเข้าไปในร้านต้องตกใจกับภาพของนวมเป็นร้อยๆ คู่ในสีสันสดใสทั้งแดง น้ำเงิน ดำ ขาว ส้ม เขียว เหลือง ม่วง เดินลึกเข้าไปในร้านอีกหน่อยจะเจอนวมลายมังกรจีน แค่นี้ก็เล่นเอาภาพจำมวยไทยในใจฉันเปลี่ยนไปเลย

ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ

ส่วนตัวผมไม่ชอบกีฬามวยเลย ตอนที่เติบโตมาเรารับรู้ว่าที่บ้านทำธุรกิจอุปกรณ์มวยมาตั้งแต่รุ่นอากง แต่ส่วนตัวเราไม่ชอบมวยเลย” นี่คือประโยคชวนประหลาดใจประโยคแรกจากปากของ ปวีณวัช ทายาทรุ่นที่สองผู้พลิกโฉมแบรนด์ที่คุณพ่อเป็นผู้สร้าง จากห้องแถวเล็กๆ สู่โรงงานระดับมาตรฐาน คนงานกว่า 500 คน ส่งออกนวมเดือนละหมื่นคู่สู่สากล

อะไรทำให้คนที่ออกตัวว่าไม่ชอบกีฬามวยไทย สร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้

เสียงระฆังดังแล้ว ยินดีต้อนรับสู่สังเวียนมวยที่คู่ต่อสู่ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความท้าทายที่ทยอยเข้ามาให้เขาพิสูจน์ตั้งแต่วันแรกๆ

Twins Twins

ธุรกิจ บริษัท ทวินส์ สเปเชี่ยล จำกัด (พ.ศ.2535)
ประเภทธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์กีฬามวยทุกชนิด
อายุ 26 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง ณรงค์ ว่องประเสริฐการ
ทายาทรุ่นที่สอง ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ
ยกที่ 1

สู้กับตัวเอง

Twins

ปวีณวัชเติบโตมาข้างกองกางเกงมวยที่คุณแม่เป็นคนเย็บในห้องแถวเล็กๆ ที่มีพนักงานในช่วงเริ่มต้นเพียง 4 คน ในวันนั้นเขาไม่รู้เลยว่ากางเกงเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล

ตอนนั้นคุณพ่อผมเป็นคนขับรถส่งกางเกงมวย ส่วนคุณแม่เป็นคนนั่งเย็บผ้า มีพนักงานอีก 2 คนคอยช่วยทำเกี่ยวกับเครื่องหนัง ส่วนเรื่องชื่อแบรนด์ เนื่องจากเป็นลูกฝาแฝด ตอนนั้นคุณแม่ก็เลยตั้งชื่อแบรนด์เป็น Twins ขึ้นมา”

แม้จะอยู่กับอุปกรณ์กีฬามวยไทยมาทุกวัน ตื่นเช้าก็เจอ ก่อนนอนก็เจอ แต่เขากลับไร้ซึ่งความฝันใดๆ เกี่ยวกับมวยไทย ไม่ว่าจะเป็นนักมวยไทยหรือเจ้าของกิจการอุปกรณ์กีฬามวยไทย ก็ล้วนไม่อยู่ในความฝันของเขาทั้งสิ้น

ความฝันของเขาในวัยเด็กคือการเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดอุบัติเหตุกับสมาชิกในครอบครัว จนเป็นจุดหักเหสำคัญให้เขาต้องเข้ามาช่วยดูแลกิจการของครอบครัว

ณ เวลานั้นความจริงย่อมสำคัญกว่าความฝัน

ด้วยความที่ไม่ได้คลั่งไคล้กีฬามวยไทยเป็นทุน ทำให้การเข้ามาดูแลธุรกิจต่อจากคุณพ่อต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ และสถานที่ที่เขาใช้เป็นโรงเรียนในการศึกษาธุรกิจอุปกรณ์กีฬามวยไทยในช่วงตั้งไข่หาใช่ออฟฟิศแต่อย่างใด

เขาเลือกไปขลุกอยู่กับสนามมวยไทยและค่ายมวย

จุดเริ่มต้นผมไม่ได้มานั่งทำงานในออฟฟิศเลยนะ แต่ผมเริ่มจากไปดูมวยก่อน ไปตามสนามมวยลุมพินี ไปนั่งดูมวยไทย ดูให้มันซึมซับว่ามวยไทยเป็นอย่างนี้นะ แล้วก็ไปตามค่ายมวย มีรุ่นพี่เราที่เขาอยู่ในวงการมวย ทำค่ายมวย เราก็ขอเขาเข้าไปนั่งดูในวันที่มีมวยซ้อม ไปคุยกับเขา ไปคุยกับนักมวยไทย จนเรารู้สึกว่ารู้แล้วว่ามวยเป็นยังไง รู้แก่นแท้ว่าคำว่ามวยเป็นยังไง”

นวม ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ

ทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้สิ่งเหล่านี้ มันจำเป็นยังไงในการทำธุรกิจ” ฉันถามในสิ่งที่สงสัย

ถ้าคุณผลิตอย่างเดียวคุณก็เป็นแค่คนที่ผลิตกางเกง ผลิตนวม ให้คนใส่ แต่ถ้ามีคนมาถามว่าคุณผลิตอุปกรณ์มวยเพราะอะไร คุณอาจจะตอบไม่ได้ เพราะคุณก็แค่ผลิตๆ ให้เขาใส่ไปเท่านั้น การที่ผมไปนั่งดู ไปซึมซับ เพราะผมอยากตอบคนได้ว่าที่เราผลิตอุปกรณ์มวยนั้นเป็นเพราะอะไร เพราะผมรู้ว่านักมวยไทยเป็นมายังไง ประวัติเป็นยังไง มันทำให้เราเคารพอาชีพนี้มากขึ้น

อย่างน้อยเราก็ใช้จิตวิญญาณของมวยไทยทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมา” ชายหนุ่มตอบด้วยแววตาที่มุ่งมั่น

ยกที่ 2

สู้กับภาพลักษณ์กีฬามวยไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอดีตภาพลักษณ์กีฬามวยไทยไม่ได้เป็นกีฬาที่ดูร่วมสมัยเหมือนปัจจุบัน

ปวีณวัชเล่าสั้นๆ ให้เห็นภาพว่าสังคมสมัยก่อนมวยไทยยังไม่ยอมรับ ไม่มีใครอยากส่งลูกหลานไปเรียนมวยไทย เพราะทุกคนติดภาพว่านี่คือกีฬาที่น่ากลัว โหดร้าย ทำให้ธุรกิจอุปกรณ์กีฬามวยไทยในยุคก่อนจะโฟกัสที่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่

สมัยก่อนภาพลักษณ์มวยไทยเป็นกีฬาที่ถ้าพูดตรงๆ มันแตกต่างจากตอนนี้มาก ส่วนใหญ่นักมวยก็เป็นคนต่างจังหวัดหมด คนกรุงเทพฯ ไม่มีใครมานั่งต่อยมวยหรอก ใช่มั้ย เรียนสูงๆ กันดีกว่า แต่สมัยนี้คนยอมรับมวยไทยมากขึ้นแล้ว สมัยนี้เราจะเห็นว่ามีผู้หญิงเข้ายิม ผู้หญิงสวมนวม เตะต่อยกันสนุกสนาน แล้วก็ผู้หญิงสามารถซ้อมร่วมกับผู้ชายได้ ภาพลักษณ์มวยไทยไม่ได้ดูโหดร้ายอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นว่าเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง”

แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ Twins ก็เกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งปวีณวัชสังเกตเห็นเทรนด์ที่ว่า ผ่านลูกค้าที่เริ่มเปลี่ยนหน้าไป

จากที่มีแต่ชายหนุ่ม เริ่มมีหญิงสาวและเด็กเข้ามาที่ร้านถามหานวมและกางเกงมวย

สมัยก่อนเราไม่ได้โฟกัสที่ผู้หญิงกับเด็ก ไซส์นวมก็ไซส์ผู้ชาย กางเกงมวยก็มีแต่ของผู้ชาย จุดเปลี่ยนของแบรนด์คือมีผู้หญิงกับเด็กเดินเข้ามาที่ร้านเพื่อจะซื้ออุปกรณ์แต่ไม่มี เขาก็ถามว่าทำไมแบรนด์คุณไม่ทำของผู้หญิงกับของเด็ก เราอยากได้ เราอยากเรียน ผมก็เลยจุดประกายขึ้นมาว่า เออ ทำไมเราไม่ลองทำ ทำให้ผู้หญิงบริโภคได้ ทำให้เด็กสามารถซื้อนวมไปใช้ได้ เราเลยลองทำขึ้นมา พอทำแล้วผลตอบรับก็ดีมาก มีลูกค้าผู้หญิงที่เขาหันมาเรียนมวยมากขึ้น”

นอกจากการผลิตอุปกรณ์มวยให้ผู้หญิงและเด็กใช้ได้ อีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือสีสันคัลเลอร์ฟูลของนวมที่เตะตาเราอยู่ โดยปวีณวัชเล่าว่าไอเดียเบื้องหลังนวมสีสันสดใสนี้เกิดขึ้นจากการที่อยากให้นวมซึ่งเป็นเหมือนแก่นของอุปกรณ์กีฬามวยไม่น่าเบื่อ จากเดิมที่นวมซึ่งใช้แข่งขันมีเพียง 2 สี คือน้ำเงินกับแดง ชายหนุ่มจึงพัฒนาให้นวมมีสีที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คนสมัยใหม่ให้มากขึ้นด้วย

Twins

เหมือนแฟชั่นกระเป๋า รองเท้า-ปวีณวัชว่าอย่างนั้น

แต่แน่นอน ทุกครั้งที่ทำอะไรแหวกขนบเดิม ย่อมต้องฟันฝ่าข้อพิสูจน์บางอย่าง

ผมเป็นคนที่ทำงานแล้วขัดแย้งกับคุณพ่อเสมอ คุณพ่อผมเป็นคนที่ทำอะไรก็ได้แต่ขอให้ชัวร์ แต่สำหรับเราคือทำอะไรได้กำไรหรือเปล่าไม่รู้ แต่ขอให้เราได้คิด ได้ทำ ซึ่งมันก็จะขัดกับคุณพ่อ คือเขาก็จะคิดว่าอยู่ๆ จะเพิ่มต้นทุนทำไม จะสั่งหนังมาทำไมหลายๆ สี เรามี 3 สี 5 สี ก็ขายได้อยู่แล้ว ผมบอกไม่ได้ ต้องทำ

ตอนนั้นผมเห็นเทรนด์ฟิตเนสเริ่มเข้ามา แล้วคนเริ่มใช้มวยไทยมาเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายมากขึ้น ผมคิดว่าเราควรจะไปขายให้ลูกค้าหรือผู้หญิงในกลุ่มที่เล่นฟิตเนส ให้เขาเห็นว่านวมมันมีหลายสีนะ ไม่ได้จำเจนะ นวมมันไม่ได้น่าเบื่อนะ มันมีสีสัน มีลวดลาย เลยทำให้มันเป็นแฟชั่นเหมือนกระเป๋า รองเท้า”

เสื้อยืด

นวมสีสันแปลกตาและลวดลายที่ออกเป็นซีซั่นเช่นเดียวกับแฟชั่น จึงเป็นจุดเด่นของแบรนด์ Twins ซึ่งผลตอบรับออกมาดีเกินคาด ซึ่งสำหรับเขา การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของมวยไทยให้เข้าถึงคนในวงกว้างขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง

อย่างที่บอก สมัยนี้ผู้หญิงเข้ายิม ผู้หญิงถือนวม เด็กมีนวม เตะกันแบบสนุกสนานในยิม แล้วก็ผู้หญิงก็ไม่ได้กลัวผู้ชาย หมายความว่าก็ซ้อมด้วยกันได้ มวยไทยไม่ได้ดูโหดร้ายอีกต่อไป กลายเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ที่ทันสมัย และสิ่งที่เราทำก็เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าสมัยนี้”

เมื่อประโยคนี้จบลง เราเห็นแววตาที่ภาคภูมิใจสะท้อนออกมาจากบุคคลตรงหน้า

ยกที่ 3

สู้กับคำว่า ‘Made in Thailand’

กางเกงมวย Twins

แม้ว่าวันนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ของ Twins หรือกว่า 80 เปอร์เซ็นเป็นตลาดต่างประเทศ แต่กว่าจะมีวันนี้ได้เส้นทางที่ผ่านมาไม่ได้ง่ายนัก

สมัยก่อน ทั่วโลกไม่ได้ยอมรับกีฬามวยไทยและสินค้าไทย การทำให้ทั่วโลกยอมรับแบรนด์สินค้าที่ผลิตในเมืองไทยจึงยากมาก พอได้ยินว่าสินค้าตีตรา ‘Made in Thailand’ จะถูกตั้งคำถามทันทีถึงมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ทันที

มันยากมากนะ ในสมัยก่อน วิธีการของเราคือใครจัดแข่งมวยเราจะเป็นสปอนเซอร์ส่งสินค้าไปให้ใช้ฟรีๆ เลย เราแลกกับความเชื่อใจของลูกค้าก่อน คุณมีเวทีแล้วคุณมีนวมหรือยัง ถ้ายัง คุณเอาไปใช้ จนวันหนึ่งผมกล้าพูดเลยว่าการที่คนรู้จักเรามากขนาดนี้ เป็นเพราะคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เราให้เขาใช้ฟรีๆ เขาเอาไปใช้แล้วบอกปากต่อปากกันว่า Twins ไอเคยใช้แล้วนะ มันดีจริงๆ ต่อยปีหนึ่งยังไม่เคยพังเลย หนังขาดนี่ไม่เคยมี นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดครับที่ทำให้เรามาได้ถึงทุกวันนี้”

ปวีณวัชเล่าว่า คนอาจจะคิดว่า Twins ใช้เครื่องจักรผลิตเสียส่วนใหญ่ แต่ความจริงประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของกระบวนการผลิตเป็นงานแฮนด์เมด

ถ้าคุณไปดูการผลิตจริงๆ จะรู้ว่ากว่าจะได้นวมแต่ละคู่มันคือการใช้มือคนนั่งยัด แล้วก็ดันหนัง ดันทุกอย่างให้ข้างในมันเข้าที่ นั่งตบให้มันมีทรงขึ้นมา เพราะเครื่องจักรไม่สามารถเข้ารายละเอียดลึกๆ ได้ และนี่เป็นจุดขายของ Twins ด้วย คือเป็นแฮนด์เมด”

ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ

นอกจากงานแฮนด์เมดและหนังคุณภาพดี ทรงของนวมที่ใส่สบายคือสิ่งที่ Twins ยึดถือ แม้ว่าจะนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงเป็นพิเศษ โดยเคล็ดลับในการทดสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์คือการส่งสินค้าให้นักมวยไทยอาชีพทดลองใช้ก่อน

เราส่งนวมให้นักมวยอาชีพใช้ประมาณเดือนหนึ่ง นี่เป็นการทดสอบที่ดีที่สุด ทดสอบด้วยการต่อยทุกวัน มีการเสียดสีทุกวัน สีและลายมันลอกไหม ถ้าต่อยทุกวันแล้วมันไม่ลอกเนี่ย คนธรรมดาต่อย 4 – 5 เดือนก็ไม่ลอก นักมวยจะเป็นคนบอกเราได้ดีที่สุด เรามีจุดยืนคือ ถ้าลูกค้าซื้อไปแล้วนวมเกิดความเสียหาย ใน 3 – 4 เดือนถ้าลายลอก สีหลุด เราเคลมให้ฟรี คุณไม่ต้องมาพูดเลยว่าคุณไปทำอะไรมา เพราะจุดยืนของเราคือคุณภาพ หนังของเราต้องติดทนนาน ลายต้องติดทน นวมของเราไม่มีการสึกหรือหนังแตก

คุณภาพสำคัญที่สุด ผมคิดว่าถ้าลูกค้าซื้อไปเขาจะได้ใช้ของที่มีคุณภาพ ต่อมาเขาจะจ่ายตังค์โดยไม่เสียดาย นี่คือประเด็นหลัก เป็นจุดยืนของเรา”

เมื่อชายหนุ่มพูดจบ ฉันเหลือบไปมองนวมคุณภาพที่ชาวต่างชาติยอมรับซึ่งวางอยู่ตรงหน้า

บนนั้นปักชัดเจนว่า Made in Thailand

ยกที่ 4

สู้กับเป้าหมายในอนาคต

ปัจจุบันแบรนด์ Twins ส่งออกนวมกว่าเดือนละหมื่นคู่ มีตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา จีน หากวัดกันตามมาตรวัดเงินตรา เรียกได้ว่าแบรนด์ Twins น่าจะสดใสเหมือนสีของที่นวมที่ตั้งอยู่

ตอนนั้นเรานึกสงสัยว่าในอนาคตยังมีอะไรท้าทายสำหรับเขาอีก

ผมเคยตั้งเป้าไว้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ทุกอีเวนต์มวยที่อยู่บนโลกใบนี้ต้องเป็น Twins เป็นภาพฝันเฉยๆ แต่จริงๆ แล้วผมขอให้แค่ในอเมริกาหรืออีเวนต์ถ่ายทอดสดระดับโลกหันมาใช้ Twins ทั้งหมด เป้าหมายคือผมต้องทำแบบนั้นให้ได้ สนับสนุนอีเวนต์แล้วถ่ายทอดสดกลับมายังประเทศไทย และให้คนรู้ว่านี่คือแบรนด์คนไทย”

จบบทสนทนากับทายาทรุ่นที่สองของบริษัทผลิตอุปกรณ์มวยที่ออกตัวว่าแต่ก่อนไม่ชอบมวย เราคุยกันเพลินจนลืมถามเขาไปว่า จากคนที่ออกตัวว่าไม่ชอบมวยไทยในตอนแรก เมื่อได้มีโอกาสคลุกคลีกับธุรกิจอุปกรณ์มวยมากว่า 6 ปี วันนี้เขามองคำว่า ‘มวยไทย’ เปลี่ยนไปอย่างไร

แต่ถึงจะไม่ได้ถามคำถามที่ว่าออกไป เราก็เชื่อว่าประกายในตาของเขาตลอดการสนทนาได้ตอบคำถามนี้แล้ว โดยที่ไม่ต้องอาศัยคำพูดมาขยายความแม้แต่คำเดียว

ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ

Writer

Avatar

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load