ไม่รู้ว่าคนอื่นมีประสบการณ์กับ ‘มวยไทย’ อย่างไร แต่สำหรับฉัน มันคือช่วงเวลาตอนเที่ยงวันอาทิตย์ที่จะได้ยินเสียงคนในหมู่บ้านส่งเชียร์กันสนั่นหน้าจอทีวีที่กำลังถ่ายทอดมวยไทยเจ็ดสีกันอยู่

เรียกได้ว่าเรื่องราวระหว่างฉันกับมวยไทยนั้นแสนน้อยนิด แต่ใช่ว่าเราจะไม่รู้ว่ากีฬาชนิดนี้มีอะไรน่าสนใจ หากใครสังเกต จะเห็นปรากฏการณ์หนึ่ง คือสาวๆ เริ่มหันมาสนใจกีฬาชนิดนี้ ซึ่งแต่เดิมหญิงสาวกับกีฬามวยไทยดูห่างไกลกันคนละโลก

ท่ามกลางเทรนด์กีฬามวยไทย หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตคู่กันมาคือ ธุรกิจอุปกรณ์กีฬามวยไทย และแบรนด์ที่น่าสนใจก็คือแบรนด์ไทยระดับโลกอย่าง Twins

เรานัดพบกับ ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ ทายาทรุ่นที่สองของ ‘Twins’ ที่ร้านสาขาสวนหลวงสแควร์ เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาชี้เลขหนึ่ง เข็มยาวชี้เลขสิบสอง ได้เวลาตามที่นัดไว้ พอเปิดประตูเข้าไปในร้านต้องตกใจกับภาพของนวมเป็นร้อยๆ คู่ในสีสันสดใสทั้งแดง น้ำเงิน ดำ ขาว ส้ม เขียว เหลือง ม่วง เดินลึกเข้าไปในร้านอีกหน่อยจะเจอนวมลายมังกรจีน แค่นี้ก็เล่นเอาภาพจำมวยไทยในใจฉันเปลี่ยนไปเลย

ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ

ส่วนตัวผมไม่ชอบกีฬามวยเลย ตอนที่เติบโตมาเรารับรู้ว่าที่บ้านทำธุรกิจอุปกรณ์มวยมาตั้งแต่รุ่นอากง แต่ส่วนตัวเราไม่ชอบมวยเลย” นี่คือประโยคชวนประหลาดใจประโยคแรกจากปากของ ปวีณวัช ทายาทรุ่นที่สองผู้พลิกโฉมแบรนด์ที่คุณพ่อเป็นผู้สร้าง จากห้องแถวเล็กๆ สู่โรงงานระดับมาตรฐาน คนงานกว่า 500 คน ส่งออกนวมเดือนละหมื่นคู่สู่สากล

อะไรทำให้คนที่ออกตัวว่าไม่ชอบกีฬามวยไทย สร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้

เสียงระฆังดังแล้ว ยินดีต้อนรับสู่สังเวียนมวยที่คู่ต่อสู่ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความท้าทายที่ทยอยเข้ามาให้เขาพิสูจน์ตั้งแต่วันแรกๆ

Twins Twins

ธุรกิจ บริษัท ทวินส์ สเปเชี่ยล จำกัด (พ.ศ.2535)
ประเภทธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์กีฬามวยทุกชนิด
อายุ 26 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง ณรงค์ ว่องประเสริฐการ
ทายาทรุ่นที่สอง ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ
ยกที่ 1

สู้กับตัวเอง

Twins

ปวีณวัชเติบโตมาข้างกองกางเกงมวยที่คุณแม่เป็นคนเย็บในห้องแถวเล็กๆ ที่มีพนักงานในช่วงเริ่มต้นเพียง 4 คน ในวันนั้นเขาไม่รู้เลยว่ากางเกงเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล

ตอนนั้นคุณพ่อผมเป็นคนขับรถส่งกางเกงมวย ส่วนคุณแม่เป็นคนนั่งเย็บผ้า มีพนักงานอีก 2 คนคอยช่วยทำเกี่ยวกับเครื่องหนัง ส่วนเรื่องชื่อแบรนด์ เนื่องจากเป็นลูกฝาแฝด ตอนนั้นคุณแม่ก็เลยตั้งชื่อแบรนด์เป็น Twins ขึ้นมา”

แม้จะอยู่กับอุปกรณ์กีฬามวยไทยมาทุกวัน ตื่นเช้าก็เจอ ก่อนนอนก็เจอ แต่เขากลับไร้ซึ่งความฝันใดๆ เกี่ยวกับมวยไทย ไม่ว่าจะเป็นนักมวยไทยหรือเจ้าของกิจการอุปกรณ์กีฬามวยไทย ก็ล้วนไม่อยู่ในความฝันของเขาทั้งสิ้น

ความฝันของเขาในวัยเด็กคือการเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดอุบัติเหตุกับสมาชิกในครอบครัว จนเป็นจุดหักเหสำคัญให้เขาต้องเข้ามาช่วยดูแลกิจการของครอบครัว

ณ เวลานั้นความจริงย่อมสำคัญกว่าความฝัน

ด้วยความที่ไม่ได้คลั่งไคล้กีฬามวยไทยเป็นทุน ทำให้การเข้ามาดูแลธุรกิจต่อจากคุณพ่อต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ และสถานที่ที่เขาใช้เป็นโรงเรียนในการศึกษาธุรกิจอุปกรณ์กีฬามวยไทยในช่วงตั้งไข่หาใช่ออฟฟิศแต่อย่างใด

เขาเลือกไปขลุกอยู่กับสนามมวยไทยและค่ายมวย

จุดเริ่มต้นผมไม่ได้มานั่งทำงานในออฟฟิศเลยนะ แต่ผมเริ่มจากไปดูมวยก่อน ไปตามสนามมวยลุมพินี ไปนั่งดูมวยไทย ดูให้มันซึมซับว่ามวยไทยเป็นอย่างนี้นะ แล้วก็ไปตามค่ายมวย มีรุ่นพี่เราที่เขาอยู่ในวงการมวย ทำค่ายมวย เราก็ขอเขาเข้าไปนั่งดูในวันที่มีมวยซ้อม ไปคุยกับเขา ไปคุยกับนักมวยไทย จนเรารู้สึกว่ารู้แล้วว่ามวยเป็นยังไง รู้แก่นแท้ว่าคำว่ามวยเป็นยังไง”

นวม ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ

ทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้สิ่งเหล่านี้ มันจำเป็นยังไงในการทำธุรกิจ” ฉันถามในสิ่งที่สงสัย

ถ้าคุณผลิตอย่างเดียวคุณก็เป็นแค่คนที่ผลิตกางเกง ผลิตนวม ให้คนใส่ แต่ถ้ามีคนมาถามว่าคุณผลิตอุปกรณ์มวยเพราะอะไร คุณอาจจะตอบไม่ได้ เพราะคุณก็แค่ผลิตๆ ให้เขาใส่ไปเท่านั้น การที่ผมไปนั่งดู ไปซึมซับ เพราะผมอยากตอบคนได้ว่าที่เราผลิตอุปกรณ์มวยนั้นเป็นเพราะอะไร เพราะผมรู้ว่านักมวยไทยเป็นมายังไง ประวัติเป็นยังไง มันทำให้เราเคารพอาชีพนี้มากขึ้น

อย่างน้อยเราก็ใช้จิตวิญญาณของมวยไทยทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมา” ชายหนุ่มตอบด้วยแววตาที่มุ่งมั่น

ยกที่ 2

สู้กับภาพลักษณ์กีฬามวยไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอดีตภาพลักษณ์กีฬามวยไทยไม่ได้เป็นกีฬาที่ดูร่วมสมัยเหมือนปัจจุบัน

ปวีณวัชเล่าสั้นๆ ให้เห็นภาพว่าสังคมสมัยก่อนมวยไทยยังไม่ยอมรับ ไม่มีใครอยากส่งลูกหลานไปเรียนมวยไทย เพราะทุกคนติดภาพว่านี่คือกีฬาที่น่ากลัว โหดร้าย ทำให้ธุรกิจอุปกรณ์กีฬามวยไทยในยุคก่อนจะโฟกัสที่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่

สมัยก่อนภาพลักษณ์มวยไทยเป็นกีฬาที่ถ้าพูดตรงๆ มันแตกต่างจากตอนนี้มาก ส่วนใหญ่นักมวยก็เป็นคนต่างจังหวัดหมด คนกรุงเทพฯ ไม่มีใครมานั่งต่อยมวยหรอก ใช่มั้ย เรียนสูงๆ กันดีกว่า แต่สมัยนี้คนยอมรับมวยไทยมากขึ้นแล้ว สมัยนี้เราจะเห็นว่ามีผู้หญิงเข้ายิม ผู้หญิงสวมนวม เตะต่อยกันสนุกสนาน แล้วก็ผู้หญิงสามารถซ้อมร่วมกับผู้ชายได้ ภาพลักษณ์มวยไทยไม่ได้ดูโหดร้ายอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นว่าเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง”

แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ Twins ก็เกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งปวีณวัชสังเกตเห็นเทรนด์ที่ว่า ผ่านลูกค้าที่เริ่มเปลี่ยนหน้าไป

จากที่มีแต่ชายหนุ่ม เริ่มมีหญิงสาวและเด็กเข้ามาที่ร้านถามหานวมและกางเกงมวย

สมัยก่อนเราไม่ได้โฟกัสที่ผู้หญิงกับเด็ก ไซส์นวมก็ไซส์ผู้ชาย กางเกงมวยก็มีแต่ของผู้ชาย จุดเปลี่ยนของแบรนด์คือมีผู้หญิงกับเด็กเดินเข้ามาที่ร้านเพื่อจะซื้ออุปกรณ์แต่ไม่มี เขาก็ถามว่าทำไมแบรนด์คุณไม่ทำของผู้หญิงกับของเด็ก เราอยากได้ เราอยากเรียน ผมก็เลยจุดประกายขึ้นมาว่า เออ ทำไมเราไม่ลองทำ ทำให้ผู้หญิงบริโภคได้ ทำให้เด็กสามารถซื้อนวมไปใช้ได้ เราเลยลองทำขึ้นมา พอทำแล้วผลตอบรับก็ดีมาก มีลูกค้าผู้หญิงที่เขาหันมาเรียนมวยมากขึ้น”

นอกจากการผลิตอุปกรณ์มวยให้ผู้หญิงและเด็กใช้ได้ อีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือสีสันคัลเลอร์ฟูลของนวมที่เตะตาเราอยู่ โดยปวีณวัชเล่าว่าไอเดียเบื้องหลังนวมสีสันสดใสนี้เกิดขึ้นจากการที่อยากให้นวมซึ่งเป็นเหมือนแก่นของอุปกรณ์กีฬามวยไม่น่าเบื่อ จากเดิมที่นวมซึ่งใช้แข่งขันมีเพียง 2 สี คือน้ำเงินกับแดง ชายหนุ่มจึงพัฒนาให้นวมมีสีที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คนสมัยใหม่ให้มากขึ้นด้วย

Twins

เหมือนแฟชั่นกระเป๋า รองเท้า-ปวีณวัชว่าอย่างนั้น

แต่แน่นอน ทุกครั้งที่ทำอะไรแหวกขนบเดิม ย่อมต้องฟันฝ่าข้อพิสูจน์บางอย่าง

ผมเป็นคนที่ทำงานแล้วขัดแย้งกับคุณพ่อเสมอ คุณพ่อผมเป็นคนที่ทำอะไรก็ได้แต่ขอให้ชัวร์ แต่สำหรับเราคือทำอะไรได้กำไรหรือเปล่าไม่รู้ แต่ขอให้เราได้คิด ได้ทำ ซึ่งมันก็จะขัดกับคุณพ่อ คือเขาก็จะคิดว่าอยู่ๆ จะเพิ่มต้นทุนทำไม จะสั่งหนังมาทำไมหลายๆ สี เรามี 3 สี 5 สี ก็ขายได้อยู่แล้ว ผมบอกไม่ได้ ต้องทำ

ตอนนั้นผมเห็นเทรนด์ฟิตเนสเริ่มเข้ามา แล้วคนเริ่มใช้มวยไทยมาเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายมากขึ้น ผมคิดว่าเราควรจะไปขายให้ลูกค้าหรือผู้หญิงในกลุ่มที่เล่นฟิตเนส ให้เขาเห็นว่านวมมันมีหลายสีนะ ไม่ได้จำเจนะ นวมมันไม่ได้น่าเบื่อนะ มันมีสีสัน มีลวดลาย เลยทำให้มันเป็นแฟชั่นเหมือนกระเป๋า รองเท้า”

เสื้อยืด

นวมสีสันแปลกตาและลวดลายที่ออกเป็นซีซั่นเช่นเดียวกับแฟชั่น จึงเป็นจุดเด่นของแบรนด์ Twins ซึ่งผลตอบรับออกมาดีเกินคาด ซึ่งสำหรับเขา การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของมวยไทยให้เข้าถึงคนในวงกว้างขึ้น และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง

อย่างที่บอก สมัยนี้ผู้หญิงเข้ายิม ผู้หญิงถือนวม เด็กมีนวม เตะกันแบบสนุกสนานในยิม แล้วก็ผู้หญิงก็ไม่ได้กลัวผู้ชาย หมายความว่าก็ซ้อมด้วยกันได้ มวยไทยไม่ได้ดูโหดร้ายอีกต่อไป กลายเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ที่ทันสมัย และสิ่งที่เราทำก็เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าสมัยนี้”

เมื่อประโยคนี้จบลง เราเห็นแววตาที่ภาคภูมิใจสะท้อนออกมาจากบุคคลตรงหน้า

ยกที่ 3

สู้กับคำว่า ‘Made in Thailand’

กางเกงมวย Twins

แม้ว่าวันนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ของ Twins หรือกว่า 80 เปอร์เซ็นเป็นตลาดต่างประเทศ แต่กว่าจะมีวันนี้ได้เส้นทางที่ผ่านมาไม่ได้ง่ายนัก

สมัยก่อน ทั่วโลกไม่ได้ยอมรับกีฬามวยไทยและสินค้าไทย การทำให้ทั่วโลกยอมรับแบรนด์สินค้าที่ผลิตในเมืองไทยจึงยากมาก พอได้ยินว่าสินค้าตีตรา ‘Made in Thailand’ จะถูกตั้งคำถามทันทีถึงมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ทันที

มันยากมากนะ ในสมัยก่อน วิธีการของเราคือใครจัดแข่งมวยเราจะเป็นสปอนเซอร์ส่งสินค้าไปให้ใช้ฟรีๆ เลย เราแลกกับความเชื่อใจของลูกค้าก่อน คุณมีเวทีแล้วคุณมีนวมหรือยัง ถ้ายัง คุณเอาไปใช้ จนวันหนึ่งผมกล้าพูดเลยว่าการที่คนรู้จักเรามากขนาดนี้ เป็นเพราะคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เราให้เขาใช้ฟรีๆ เขาเอาไปใช้แล้วบอกปากต่อปากกันว่า Twins ไอเคยใช้แล้วนะ มันดีจริงๆ ต่อยปีหนึ่งยังไม่เคยพังเลย หนังขาดนี่ไม่เคยมี นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดครับที่ทำให้เรามาได้ถึงทุกวันนี้”

ปวีณวัชเล่าว่า คนอาจจะคิดว่า Twins ใช้เครื่องจักรผลิตเสียส่วนใหญ่ แต่ความจริงประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของกระบวนการผลิตเป็นงานแฮนด์เมด

ถ้าคุณไปดูการผลิตจริงๆ จะรู้ว่ากว่าจะได้นวมแต่ละคู่มันคือการใช้มือคนนั่งยัด แล้วก็ดันหนัง ดันทุกอย่างให้ข้างในมันเข้าที่ นั่งตบให้มันมีทรงขึ้นมา เพราะเครื่องจักรไม่สามารถเข้ารายละเอียดลึกๆ ได้ และนี่เป็นจุดขายของ Twins ด้วย คือเป็นแฮนด์เมด”

ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ

นอกจากงานแฮนด์เมดและหนังคุณภาพดี ทรงของนวมที่ใส่สบายคือสิ่งที่ Twins ยึดถือ แม้ว่าจะนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงเป็นพิเศษ โดยเคล็ดลับในการทดสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์คือการส่งสินค้าให้นักมวยไทยอาชีพทดลองใช้ก่อน

เราส่งนวมให้นักมวยอาชีพใช้ประมาณเดือนหนึ่ง นี่เป็นการทดสอบที่ดีที่สุด ทดสอบด้วยการต่อยทุกวัน มีการเสียดสีทุกวัน สีและลายมันลอกไหม ถ้าต่อยทุกวันแล้วมันไม่ลอกเนี่ย คนธรรมดาต่อย 4 – 5 เดือนก็ไม่ลอก นักมวยจะเป็นคนบอกเราได้ดีที่สุด เรามีจุดยืนคือ ถ้าลูกค้าซื้อไปแล้วนวมเกิดความเสียหาย ใน 3 – 4 เดือนถ้าลายลอก สีหลุด เราเคลมให้ฟรี คุณไม่ต้องมาพูดเลยว่าคุณไปทำอะไรมา เพราะจุดยืนของเราคือคุณภาพ หนังของเราต้องติดทนนาน ลายต้องติดทน นวมของเราไม่มีการสึกหรือหนังแตก

คุณภาพสำคัญที่สุด ผมคิดว่าถ้าลูกค้าซื้อไปเขาจะได้ใช้ของที่มีคุณภาพ ต่อมาเขาจะจ่ายตังค์โดยไม่เสียดาย นี่คือประเด็นหลัก เป็นจุดยืนของเรา”

เมื่อชายหนุ่มพูดจบ ฉันเหลือบไปมองนวมคุณภาพที่ชาวต่างชาติยอมรับซึ่งวางอยู่ตรงหน้า

บนนั้นปักชัดเจนว่า Made in Thailand

ยกที่ 4

สู้กับเป้าหมายในอนาคต

ปัจจุบันแบรนด์ Twins ส่งออกนวมกว่าเดือนละหมื่นคู่ มีตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา จีน หากวัดกันตามมาตรวัดเงินตรา เรียกได้ว่าแบรนด์ Twins น่าจะสดใสเหมือนสีของที่นวมที่ตั้งอยู่

ตอนนั้นเรานึกสงสัยว่าในอนาคตยังมีอะไรท้าทายสำหรับเขาอีก

ผมเคยตั้งเป้าไว้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ทุกอีเวนต์มวยที่อยู่บนโลกใบนี้ต้องเป็น Twins เป็นภาพฝันเฉยๆ แต่จริงๆ แล้วผมขอให้แค่ในอเมริกาหรืออีเวนต์ถ่ายทอดสดระดับโลกหันมาใช้ Twins ทั้งหมด เป้าหมายคือผมต้องทำแบบนั้นให้ได้ สนับสนุนอีเวนต์แล้วถ่ายทอดสดกลับมายังประเทศไทย และให้คนรู้ว่านี่คือแบรนด์คนไทย”

จบบทสนทนากับทายาทรุ่นที่สองของบริษัทผลิตอุปกรณ์มวยที่ออกตัวว่าแต่ก่อนไม่ชอบมวย เราคุยกันเพลินจนลืมถามเขาไปว่า จากคนที่ออกตัวว่าไม่ชอบมวยไทยในตอนแรก เมื่อได้มีโอกาสคลุกคลีกับธุรกิจอุปกรณ์มวยมากว่า 6 ปี วันนี้เขามองคำว่า ‘มวยไทย’ เปลี่ยนไปอย่างไร

แต่ถึงจะไม่ได้ถามคำถามที่ว่าออกไป เราก็เชื่อว่าประกายในตาของเขาตลอดการสนทนาได้ตอบคำถามนี้แล้ว โดยที่ไม่ต้องอาศัยคำพูดมาขยายความแม้แต่คำเดียว

ปวีณวัช ว่องประเสริฐการ

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : Wawa Group หรือ บริษัท นิวไวเต็ก จำกัด (เดิม)

ประเภทธุรกิจในอดีต : สิ่งพิมพ์

ประเภทธุรกิจในปัจจุบัน : เทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 65 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ไว เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสอง : เกรียงไกร เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสาม : กร เธียรนุกุล

ไม่มีใครเข้าใจคำว่า Digital Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลันของเทคโนโลยีเท่ากับธุรกิจสิ่งพิมพ์อีกแล้ว

กลิ่นหมึก เสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นและเครื่องพิมพ์ Mitsubishi สีฟ้ารุ่นแรกของประเทศไทยคือสิ่งที่บอกเล่าประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของ ‘นิวไวเต็ก’ ได้เป็นอย่างดี กระดาษกองโตจำนวนมหาศาลถูกแปลงเป็นใบปลิว โบรชัวร์ คู่มือใช้งานสินค้าและอีกสารพัดสิ่งพิมพ์โฆษณาหลายล้านชิ้นในช่วงกว่า 6 ทศวรรษจากวันแรกของ ไว เธียรนุกุล ผู้ก่อตั้งสู่ปัจจุบัน กร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งยังคงนั่งทำงานอยู่ในอาคารเก่าแก่ย่านสี่พระยานี้

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

ผ่านจุดที่รุ่งเรืองที่สุดของวงการสิ่งพิมพ์ และจุดเปลี่ยนที่มาเยือนแท่นพิมพ์เร็วกว่าที่คิด

ว่ากันว่าคนรุ่นแรกคือผู้ก่อร่างสร้างตัวจากสองมือเปล่า และคนรุ่นสองคือผู้ต่อยอดสร้างธุรกิจให้เติบโต แต่บทถัดไปของคนรุ่นสามที่โรงพิมพ์นิวไวเต็กนี้ ต้องการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโยง 45 อุตสาหกรรมไว้ด้วยกันบนตลาดออนไลน์ เพื่อก้าวต่อไปบนเส้นทางที่ท้าทายกว่าเดิม

อยู่รอดเพื่อเติบโต

เติบโตเพื่อสร้างตำนานต่อไปในอนาคต

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เริ่มต้นที่ ‘เสื่อผืน หมอนใบ’

คุณกรเล่าให้เราฟังว่า คุณปู่ของเขา (ไว เธียรนุกุล) คืออีกหนึ่งตัวอย่างของคนจีนโพ้นทะเลที่มาตามหาอนาคตในเมืองไทย ยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่ได้ใกล้ตัวและมีบทบาทกับผู้ประกอบการมากเหมือนปัจจุบัน หนทางเดียวของ ‘คนต้นตระกูล’ หรือเบบี้บูมเมอร์ทั้งหลาย คือต้องขยันทำมาหากิน หนักเบาเอาสู้และเปิดรับทุกโอกาสโดยไม่มีข้อแม้

ปู่ของเขาเห็นว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะคนทำโรงพิมพ์ยังมีน้อยราย จึงก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกของตระกูลที่ตลาดน้อย รับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อการโฆษณาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนธุรกิจเติบโตมากขึ้นจึงย้ายมาโรงพิมพ์แห่งใหม่ย่านสี่พระยา ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน

“คุณปู่เล่าว่าแต่ก่อนตรงสี่พระยาโล่งมาก จากนั้นก็เริ่มมีคนจีนเข้ามาทำมาหากิน สังเกตดูชื่อบริษัทแถวนี้จะเป็นชื่อภาษาจีนหมดเลย”

โรงพิมพ์นิวไวเต็กในยุคเริ่มต้นเน้นพิมพ์สื่อโฆษณาเป็นหลัก จนเมื่อธุรกิจถูกส่งต่อให้กับลูกชายคนโตอย่าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นสองจึงหันมาขยายตลาดในธุรกิจสิ่งพิมพ์ปลอดการปลอมแปลงหรือ Security Prining สำหรับลูกค้ากลุ่มธนาคาร ซึ่งผลตอบรับดีมาก หลายสถาบันการเงินรวมทั้งแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง American Express ต่างก็เป็นลูกค้าของที่นี่ทั้งนั้น เนื่องจากการพิมพ์ลักษณะนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและมีเพียงไม่กี่โรงพิมพ์ที่ทำได้ ขณะเดียวกันสิ่งพิมพ์โฆษณาที่เป็นรายได้สำคัญก็ยังเติบโตต่อเนื่องด้วย

“สมัยผมยังเด็ก ธุรกิจโรงพิมพ์ดีมาก ทำงานกัน 7 วันแทบไม่หยุดเพราะงานล้นมือ ตั้งแต่จำความได้ ผมเดินเข้าไปในโรงพิมพ์ก็เห็นเครื่องพิมพ์ทำงานเสมอ วุ่นวายมาก กลับมาดึกแค่ไหนก็เห็นคนงานเดินไปมา รถจัดส่งวิ่งเข้าออกตลอด โกดังที่นี่ไม่ได้ใหญ่เท่าคนอื่น ก็ต้องบริหารจัดการพื้นที่ให้ดี อยู่ข้างนอกเวลาเจอใบปลิวของแบรนด์ดัง ๆ ที่พิมพ์จากโกดังเรา ก็ภูมิใจว่านี่มันของบ้านเราพิมพ์นี่นา”

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

งานพิมพ์ที่ดีเขาดูกันอย่างไร

คุณกรบอกว่าคนในวงการพิมพ์จะดูกันที่เม็ดสี เมื่อพิมพ์งานเสร็จแล้ว เม็ดสีต้องไม่เหลื่อมกัน ผู้เชี่ยวชาญจะใช้กล้องส่องแบบเดียวกับการตรวจสอบอัญมณี เพื่อดูว่างานพิมพ์คมชัดหรือไม่ การลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์คุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าคู่แข่งได้ แม้จะต้องใช้เงินราว 30 – 40 ล้านบาทต่อเครื่อง แต่การทำธุรกิจในช่วง ‘ขาขึ้น’ อย่างไรเสียก็มีกำไร โรงพิมพ์นิวไวเต็กไว้เวลาเพียง 2 – 3 ปีเท่านั้นก็คืนทุนแล้ว

คำสอนที่คุณปู่สอนคุณพ่อ และคุณพ่อก็สอนเขาต่อกันมาคือ “ทำธุรกิจอะไรก็ได้ แต่ขอให้สุจริต ไม่เบียดเบียนคนอื่น” คุณกรจึงเชื่อว่าธุรกิจต้องยึดเรื่องความดีเป็นหลักก่อน ไม่นานจากก้าวแรก นิวไวเต็กเติบโตมากขึ้นจากรุ่นที่หนึ่งไปสู่รุ่นที่สอง ในยุคที่การพิมพ์เฟื่องฟูที่สุดได้

คุณพ่อเกรียงไกร เป็นที่นับหน้าถือตาในอุตสาหกรรมนี้มานานแล้ว เคยดำรงนายกสมาคมการพิมพ์ไทยมาหลายสมัย และมีส่วนผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร (ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร) ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ธุรกิจการพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ความมุ่งมั่นในตอนนั้นคือการยกระดับวงการการพิมพ์ โดยมีคู่เทียบที่สำคัญคือประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ของเอเชีย ทั้งที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยและจำนวนอุตสาหกรรมก็น้อยกว่า จึงเป็นที่มาของพื้นที่อุตสาหกรรมการพิมพ์ขนาดใหญ่และสถาบันการพิมพ์ไทย (Thai Printing Academy) ผลิตคนมีฝีมือออกไปสร้างชื่อเสียงในเวทีสากลจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของธุรกิจการพิมพ์ ราคางานพิมพ์ดีมาก เราเลือกลูกค้าเองด้วยซ้ำว่าเราอยากจะทำให้ใคร แต่เดี๋ยวนี้ลูกค้าเป็นฝ่ายเลือกเรา เพราะอุปสงค์ต่ำกว่าอุปทานมาก แถมสู้ราคากันจนกำไรแทบไม่มี”

ขึ้นชื่อว่าโลกธุรกิจ ไม่เคยมีอะไรง่ายและจะไม่มีวันง่าย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ภาพอดีตที่หอมหวานผ่านไปอย่างรวดเร็ว สื่อดิจิทัลขยายตัวสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เสน่ห์ของสิ่งพิมพ์จึงแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่เคยมีอีกต่อไป

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เทคโนโลยีป่วน ธุรกิจเปลี่ยน

เดิมคุณกรมีแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังจากเรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน เมื่อต้องกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากคุณน้าซึ่งเป็นกำลังหลักฝั่งทีมขายเสียชีวิต เขาจึงต้องรับหน้าที่ดูแลลูกค้ารายใหญ่ต่อ ในวันที่อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย

“ผมไปคุยกับลูกค้ารายใหญ่ทั้งหมด เพื่อแนะนำตัวว่ามาทำแทนคุณน้า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง จำได้เลยว่าเจอลูกค้าอินเดีย เขาบอกผมว่ามีข่าวร้ายนะ คืองบประมาณโฆษณาสื่อออฟไลน์สำหรับการทำการตลาดก็คือสิ่งที่เราทำให้ทั้งหมด จะโดนหั่นออกไป 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นคนเริ่มนิยมใช้เฟซบุ๊กและยูทูบกันมากแล้ว เห็นว่าช่องทางการทำการตลาดออนไลน์มีประสิทธิภาพมากกว่า ตรวจสอบได้เลย คนก็เทเงินไปการตลาดออนไลน์กัน วันนั้นผมรู้เลยว่า สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ทันสมัยแล้ว มันไม่ใช่แล้วล่ะ”

คุณกรพบว่าลูกค้ารายอื่น ๆ ก็บอกกับเขาแบบนี้เช่นกัน จึงปรึกษากับคุณพ่อในฐานะนักธุรกิจใหญ่ซึ่งเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้านี้ จากการเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ และพบว่าการพิมพ์เพื่อการโฆษณาไม่ได้มีอนาคตที่สดสดใสอีกต่อไป สองพ่อลูกนั่งคุยกันว่าจะทำอย่างไรกับธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเวลานั้นโรงพิมพ์หลายรายเริ่มหันไปผลิตบรรจุภัณฑ์แทน เพื่อสอดรับกับการขายของออนไลน์ที่เติบโตมากขึ้น ปรับแต่งเครื่องจักรและกระบวนการเข้าไปก็ทำให้เห็นทางออกเพื่อหนีตายได้

แต่นั่นไม่ใช่ทางที่คุณกรเลือก

เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำสิ่งใหม่โดยไม่ยึดโยงกับอุตสาหกรรมเดิม นั่นคือแพลตฟอร์มออนไลน์ในชื่อ Wawa Pack เป็นการต่อยอดจากความรู้ด้านบรรุภัณฑ์และเครือข่ายทางธุรกิจที่ครอบครัวมี ตั้งเป้าเป็นตลาดออนไลน์สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์และคู่ค้าหรือ B2B โดยเฉพาะ โดยที่คุณกรต้องดูแลทั้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่เป็นหลักยึดของครอบครัวและธุรกิจดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“Wawa Pack เริ่มจากทีมเล็ก ๆ เราดึงพนักงานนิวไวเต็กที่ดูมีหน่วยก้านดีมาร่วมกันทำงาน จะสัมภาษณ์ดูความเข้าใจว่าเขารู้จักเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ หรือเปล่า และให้ลองมาทำกันจริง ตอนนั้นคุณพ่อและผู้ใหญ่ในครอบครัวเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นแต่ก็มีข้อสงสัยในใจ อย่างลงทุนของโรงพิมพ์ยังได้เห็นเครื่องจักรที่จับต้องได้ รู้ว่ามีสินทรัพย์เท่าไหร่ ขายต่อก็ได้ แต่มาทำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มจับต้องไม่ได้ ก็เลยกล้า ๆ กลัว ๆ คิดกันว่ามันจะดีหรือเปล่า แถมลงทุนเยอะด้วย พอไม่ใช้แล้วจะขายต่อก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรอีก หายไปเลย ไม่เหมือนเครื่องจักรที่ขายต่อมือสองหรือขายเป็นเศษเหล็กได้”

เป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัว ทุกคนจะต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหารธุรกิจเพื่อซื้อใจหัวหน้าคนสำคัญ ซึ่งก็คือบุพการีหรืออาจเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ยังมีบทบาทและอำนาจตัดสินใจในองค์กร ทายาทรุ่นสามของนิวไวเต็กเชื่อว่าการยืมปากคนอื่นมาพูดแทน คือวิธีการที่ช่วยได้มาก จึงสมัครเข้าแข่งขันตามเวทีแข่งขันหรือพิชชิ่งของกลุ่มสตาร์ทอัพ เพื่อทำให้ ‘คนนอก’ มาช่วยรับรองวิธีคิดและไอเดียของเขาว่าน่าสนใจและทำได้จริงผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่คว้ามาได้

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย
เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกเขาว่าจะไปหาลูกค้าของโรงพิมพ์นะ แต่ที่จริงผมไปพิชชิ่งกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแทน หายไป 3 วันเลย คุณพ่อก็เข้าใจว่าผมไปหาลูกค้า จนผมก็ได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมา นั่นเป็นเวทีแรกเลย ผมแบกรางวัลมาโชว์ให้พวกเขาเห็นว่างานของผมมีคนซื้อไอเดียนะ ก็เลยสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น เขาเลยให้ลอง หลังจากนั้นก็ยังไปประกวดอีกหลายเวที 

“ทำ Wawa Pack ถือว่าท้าทายมาก เพราะตลาดออนไลน์แบบ B2B ตอนนั้นเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ผมอายุน้อย คนที่คุยด้วยก็เป็นคนรุ่นพ่อ ถ้าเจอคนต่างรุ่นก็ต้องใช้รางวัลและการรับรองที่ได้ทั้งจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) รวมทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มาสร้างความมั่นใจ จะดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น”

เมื่อโจทย์เก่าถูกแก้ด้วยวิธีการใหม่ ก็มักจะมีโจทย์ใหม่เข้ามาทายเสมอ

การเดินทางจากนิวไวเต็กจึงไม่ได้จบแค่เพียง Wawa Pack เท่านั้น

ฝันใหญ่ที่ต้องไปให้ถึงกับแพลตฟอร์มสินค้าอุตสาหรรมของคนไทย

เมื่อธุรกิจใหม่ขยายตัวได้พอสมควร จนมีสินค้ากว่า 3,000 รายการในระยะเวลาไม่กี่เดือนจากผู้ขายนับร้อยราย คุณกรเห็นโอกาสต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานที่หลายบริษัทบนแพลตฟอร์มมี ซึ่งไม่ได้ทำแค่บรรจุภัณฑ์เท่านั้น ยังมีสินค้ากลุ่มอื่นอีกมากในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีศักยภาพด้วย

“ลูกค้าก็มาคุยว่าในเครือของเขามีสินค้าประเภทอื่นอีกเยอะ ถ้าเอาสินค้าทั้งบริษัทเขามาขายบนแพลตฟอร์มนี้ได้หรือเปล่า ก็เลยเกิดไอเดียว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของเรา เพราะถ้าจำกัดแค่บรรจุภัณฑ์ ตลาดก็จะแคบ แต่ถ้าคนต้องการสินค้าประเภทอื่นด้วยมันก็ขายได้ ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Wawa Pack เป็น myWawa ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นตลาดออนไลน์ของ 45 กลุ่มอุตสาหกรรมไปเลย”

สิ่งที่น่าทึ่งของการเชื่อมจุดในโลกธุรกิจ คือจะมีจุดใหม่ ๆ ให้เชื่อมต่อไปเสมอ

แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวในวงกว้างอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม myWawa มียอดขายเกิดขึ้นระดับพันล้านบาท จากผู้ขายรายใหญ่ที่มีความเคลื่อนไหวประจำหลายสิบราย สำหรับเป้าหมายในอนาคต คุณกรต้องการดึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เข้ามามากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการไทยโดยคนไทยอย่างแท้จริง โจทย์สำคัญที่ต้องแก้ของคนตัวเล็กคือข้อจำกัดด้านบุคลากร เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่โลกดิจิทัลด้วยกัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ธุรกิจใหญ่ไปได้ ธุรกิจก็ต้องมีทางเดินด้วย

สำหรับโครงสร้างองค์กรนั้น นิวไวเต็กจะเป็นเหมือน ‘ยานแม่’ หรือบริษัทโฮลดิ้งของ Wawa Group ที่แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยกลุ่มแรกคือ Wawa Service and Marketing Group นั่นคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ myWawa ที่เป็นทั้งตลาดและการบริการลูกค้า กลุ่มที่สองคือ Wawa Financial Group ธุรกิจด้านความปลอดภัยที่เข้ามาช่วยเสริมแพลตฟอร์มให้แข็งแรง เพื่อการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและการชำระเงินที่ปลอดภัย และกลุ่มที่สามคือ Wawa Logistics Group ธุรกิจบริหารจัดการการขนส่งที่เกิดขึ้นบน myWawa

ความท้าทายของตลาด B2B คือมีปริมาณการซื้อขายที่ใหญ่ ผ่านกระบวนการทางธุรกิจที่มากกว่าการขายปลีกโดยตรงให้กับผู้บริโภค ผู้ซื้อสินค้าจะสอบถามราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากปริมาณที่ต้องการจากนั้นผู้ขายจะเสนอราคา ต่อรองเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่พอใจทั้งสองฝ่าย จากนั้นจึงเปิดคำสั่งซื้อพร้อมกับตกลงเงื่อนไขการชำระเงินในรูปแบบเครดิตเทอม ซึ่งระบบของ myWawa ต้องรองรับขั้นตอนที่สลับซับซ้อนเหล่านี้ทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่การสอบถามสินค้าไปจนถึงการจัดส่งถึงโรงงาน

“อย่างเรื่องการขนส่ง เขาไม่ได้ส่งกันเป็นชิ้น แต่ส่งเป็นรถคันใหญ่ทีละ 50 – 60 ลัง ดังนั้น จะใช้ขนส่งรูปแบบเดิมไม่ได้ เราจะใช้แบบเหมาทั้งคัน จะขนของขึ้นเต็มคันหรือครึ่งคันก็ตามที ค่าขนส่งจะถูกลง เรื่องนี้คนทำธุรกิจส่วนใหญ่คุ้นเคยดี จะต่อรองกันอยู่แล้วว่าถ้าส่งปริมาณมาก ๆ จะมีส่วนลดเพิ่มหรือเปล่า พอตกลงกันได้ก็คุยกันเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินต่อ ส่วนใหญ่ใช้การโอนเงินหรือจ่ายเช็คกันทั้งนั้น”

กลายเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบเต็มตัว เหลือภาพแท่นพิมพ์และกลิ่นหมึกเป็นความทรงจำสีจาง ๆ เท่านั้น

“คุณพ่อผมเห็นธุรกิจการพิมพ์ที่รุ่งโรจน์มาก ๆ มาวันนี้ต้องเปลี่ยนผ่านแล้ว เขารู้นะว่าต้องหันไปทำอย่างอื่นมากขึ้น แต่ก็ทำใจได้ยากอยู่ดี ต้องใช้เวลา เราคิดกันว่ามาถูกทางแล้วล่ะ ผลตอบรับค่อนข้างดี สมัยก่อนนิวไวเต็กเป็นตัวบอกว่าเราคือใคร ตอนนี้ก็จะไปอยู่เบื้องหลังและใช้ Wawa Group นำหน้าแทน ตอนนี้พนักงานของนิวไวเต็กน้อยลงมาก หลายคนก็เกษียณไปแล้ว บางคนบอกว่าเห็นคุณกรตั้งแต่แรกเกิด คนที่อยู่ตอนนี้เราก็ยังให้เขาทำงาน แต่ไม่ได้รับคนและไม่ได้ลงทุนเพิ่มแล้ว”

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ส่งต่อความคิด สื่อสารเพื่อความเข้าใจ

ธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินการมายาวนานมักจะเจอปัญหาการทำงานของคนต่างรุ่น คนรุ่นเก่าถือเป็นหลักสำคัญที่ช่วยเจ้าของธุรกิจสร้างเนื้อสร้างตัว อยู่รอดจนเติบโตได้ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็เป็นเรี่ยวแรงที่เป็นอนาคตเพื่อสานต่อและเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่สิ่งใหม่ คุณกรในฐานะทายาทรุ่นสามเชื่อว่าการสื่อสารระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะผสานศักยภาพของคนในองค์กรเข้าด้วยกันได้

“คนรุ่นเก่าไม่ใช่ไม่เก่งนะ เขามีประสบการณ์เยอะมาก เรื่องอะไรที่เขาเคยผิดพลาด เราก็รับฟังและเอามาใช้ แต่ไม่ไปบังคับให้เขามาเชี่ยวชาญเทคโนโลยีแบบเด็ก ๆ เราเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตโดยที่ไม่มีคนรุ่นเก่ามาคอยดึงเขาไว้ ต้องรักษาสมดุล หน้าที่ของซีอีโอคือการทำให้คนทั้งสองรุ่นทำงานด้วยกันได้ Wawa Group จะวิ่งไปข้างหน้าและดึงคนเก่ง ๆ เข้ามาให้ได้ ต้องเป็นมืออาชีพเหมือนกับองค์กรระดับโลกที่คนอยากเข้ามาทำงาน ไม่เพียงแต่คนไทย คนต่างชาติก็ต้องอยากมาทำงานกับเราด้วย”

คุณกรในวันนี้เป็นทั้งลูกชายคนโตของครอบครัว และหลานชายคนโตของตระกูลเธียรนุกุล อีกบทบาทที่สวยงามคือการเป็นคุณพ่อของลูกชายตัวน้อย ๆ ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะไม่บังคับให้ลูกมาสานต่อธุรกิจถ้าเขาไม่ได้สนใจจะทำ อย่างไรก็ตาม องค์กรนี้ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรมืออาชีพอยู่ดี การเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและลองทำสิ่งที่ตัวเองชอบจึงสำคัญมากกว่า

“ถ้าเขาอยากทำอย่างอื่น อย่างเป็นนักกีฬาหรือนักดนตรี ผมก็จะให้เขาทำ ไม่ห้าม พยายามจะไม่ให้บรรยากาศองค์กรเป็นกงสี อยากให้เป็นมืออาชีพ ถ้าลูกจะเข้ามาทำก็ควรมีฝีมือ ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ก่อน ไม่ใช่ว่าเป็นลูกผมแล้วมาเป็นผู้จัดการได้เลย

“ผมบอกเสมอว่าสตาร์ทอัพของผมไม่ได้เริ่มมาจากโรงรถ เราเริ่มจากโรงพิมพ์ ความท้าทายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงผมไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ก็มีตำนานธุรกิจของครอบครัวอยู่ ความยากคือทำอย่างไรผู้ใหญ่จะยอมรับและมั่นใจในตัวเรา ต้องทำให้เขาเปิดใจและอยากลองสิ่งใหม่กับเรา มันใช้เวลาและความอดทนนะ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละที่มีวิถีไม่เหมือนกัน แต่เริ่มต้นเหมือนกันได้คือ การสื่อสารที่ดี เข้าใจปัญหาซึ่งกันและกัน และดูว่ามีทางแก้อะไรได้บ้าง”

ไม่เคยมีสูตรสำเร็จที่ตายตัว มีแต่ธุรกิจที่ตายไปจากระบบเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิม ชื่อนิวไวเต็กจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรใหม่ ๆ ที่ยืดหยุ่นมากพอกับการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า

ใครที่ไม่เปลี่ยน สักวันก็ต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนอยู่ดี

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load