ถ้าให้นึกถึง วัดโพธิ์ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ก่อนเลย แต่ถ้าหยุดอยู่แค่นั้น คุณเพิ่งเห็นวัดโพธิ์ไม่ถึง 10% ของสิ่งที่มันเป็น
วัดราษฎร์จากอยุธยาที่กลายเป็นวัดหลวงของรัตนโกสินทร์

วัดโพธิ์ มีอายุตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา ระหว่าง พ.ศ. 2231-2246 เป็นวัดที่ราษฎรสร้างขึ้นโดยไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อวัดโพธาราม
วัดโพธิ์สันนิษฐานว่าในอดีตเป็นเพียงวัดราษฎร์เล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะเกิดการบูรณปฏิสังขรโดยพระเจ้าตากสินมหาราชของกรุงธนบุรีและถูกสถาปนาในสมัยของพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1
เส้นทางจากวัดราษฎร์เล็กๆ ริมแม่น้ำ สู่วัดประจำรัชกาลที่ 1 และกลายเป็นวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในเกาะรัตนโกสินทร์ คือการเดินทางที่ใช้เวลาหลายศตวรรษและผ่านมือของพระมหากษัตริย์หลายพระองค์
มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทย ก่อนจะมีมหาวิทยาลัยจริง
พระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 1 ที่ให้วัดโพธิ์เป็นแหล่งรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ เปรียบเป็นมหาวิทยาลัยแห่งสรรพวิชาไทย (มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก) ที่รวมเอาภูมิปัญญาไทยไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้กันอย่างไม่รู้จบสิ้น
แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่การสร้างวัดสวยงาม แต่คือการออกแบบพื้นที่ให้ความรู้ทุกแขนงถูกจารึกและนำเสนอไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นแพทยศาสตร์ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ วรรณคดี ภูมิศาสตร์ หรือนาฏศาสตร์ วัดโพธิ์ในยุครัชกาลที่ 3 จึงเป็นสถานที่ที่ใครก็ตามสามารถเดินเข้ามาและได้รับความรู้ได้โดยไม่มีค่าเล่าเรียน
1,431 แผ่นจารึก มรดกความทรงจำแห่งโลก

จารึกวัดโพธิ์ เริ่มสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 UNESCO ประกาศขึ้นทะเบียนจารึก 1,431 แผ่น เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of The World) ในบัญชีนานาชาติ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
1,431 แผ่นที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณวัดพระเชตุพน ทั้งในศาลาราย ในพระวิหาร และตามผนังต่างๆ คือสารานุกรมที่แกะสลักลงหินก่อนที่สารานุกรมจะถูกพิมพ์เป็นหนังสือ ความที่ UNESCO ยกระดับจารึกเหล่านี้ให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก บอกว่านี่ไม่ใช่แค่วัดไทยวัดหนึ่ง แต่คือสถาบันแห่งความรู้ที่มีคุณค่าในระดับมนุษยชาติ
ตุ๊กตาอับเฉา เรือสินค้าจีนที่กลายมาเป็นผู้เฝ้าวัด
หนึ่งในสิ่งที่คนมักถ่ายรูปแต่ไม่รู้ที่มาที่ไปคือรูปปั้นหินขนาดใหญ่ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้าต่างๆ ในวัด
สมัยรัชกาลที่ 3 ที่การค้าสำเภารุ่งเรืองมาก และทรงมีพระราชนิยมในศิลปกรรมจีน จึงทรงสั่งตุ๊กตาศิลาจีนและรูปจำหลักหินแบบต่างๆ จำนวนมากเพื่อนำมาประดับตกแต่งตามวัดที่ทรงสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ ส่วนเรือสำเภาของพ่อค้าชาวจีนที่ใช้ตุ๊กตาศิลาบรรทุกเป็น “อับเฉา” ใต้ท้องเรือ เมื่อมาถึงเมืองไทยนำขึ้นทูลเกล้าถวายเป็นเครื่องบรรณาการ รัชกาลที่ 3 ก็โปรดถือเป็นความดีความชอบ
คำว่า “ตุ๊กตาอับเฉา” จึงมาจากการที่ตุ๊กตาเหล่านี้เคยถูกวางเป็นถ่วงน้ำหนักใต้เรือสินค้า ก่อนจะถูกนำมาถวายและประดับไว้ในวัดโพธิ์ สิ่งที่เคยเป็นแค่น้ำหนักถ่วงเรือจึงกลายเป็นงานศิลปะที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาชมมาตลอดกว่า 200 ปี
ลั่นถัน ขุนนางจีนที่คนเรียกยักษ์
จากจารึกเรื่องรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ ทำให้ทราบว่าได้สร้างรูปอสูรหรือรูปยักษ์ปูนปั้นถือกระบองขนาดใหญ่ไว้ประดับซุ้มประตูประตูละคู่ แต่เมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 ทรงบูรณะนั้นทรงรื้อลงหมด แล้วตั้งรูปลั่นถันประตูละคู่แทน ลั่นถันหรือตุ๊กตาจีนประดับซุ้มประตูเป็นรูปขุนนางฝ่ายบู๊ ซึ่งมีรูปร่างขนาดใหญ่ใกล้เคียงกัน และมีหน้าตาดุร้ายคล้ายยักษ์
รัชกาลที่ 3 คงเห็นว่าจะทำให้ดูต่างไปจากวัดอรุณราชวรารามและวัดพระแก้วที่มีรูปยักษ์อยู่แล้ว
นั่นคือเหตุผลว่าทำไม “ยักษ์วัดโพธิ์” จึงดูต่างออกไปจากยักษ์วัดอื่น เพราะมันไม่ใช่ยักษ์เลย แต่คือลั่นถัน ขุนนางทหารจีนที่ถูกเลือกมาแทนด้วยเหตุผลทางสุนทรียศาสตร์ล้วนๆ
พระพุทธไสยาสน์ หินอ่อนฝ่าเท้าที่สลักไว้ 108 มงคล
พระพุทธไสยาสน์ในพระวิหารวัดโพธิ์ มีความยาว 46 เมตร สูง 15 เมตร สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 ด้วยอิฐก่ออนุสาวรีย์ภายนอกปิดทองสุกปรับ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดและคนมักมองข้ามคือฝ่าพระบาทที่หุ้มด้วยหินมุก โดยสลักภาพมงคล 108 ประการอย่างวิจิตรบรรจง แต่ละภาพมีความหมายทางพุทธศาสนาและจักรวาลวิทยาที่ลึกซึ้ง
ที่เที่ยวพระนครที่ยังมีซ่อนอยู่อีกมาก
วัดพระเชตุพน หรือ วัดโพธิ์ ตั้งอยู่ที่ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ เปิดทุกวัน 8.00–18.00 น. ค่าเข้าชม 200 บาทสำหรับชาวต่างชาติ คนไทยเข้าฟรี
เดินทางได้โดยเรือด่วนเจ้าพระยาลงที่ท่าเตียน แล้วเดินเข้าวัดประมาณ 5 นาที หรือเดินจากพระบรมมหาราชวังเพียง 5-10 นาทีจากประตูท่าช้าง
ถ้าอยากเห็นวัดโพธิ์ในแบบที่แตกต่างออกไป ให้ลองไปในวันธรรมดาช่วงเช้า เดินช้าๆ อ่านจารึกที่ผนัง สังเกตตุ๊กตาหน้าประตูแต่ละบาน และถามตัวเองว่าทำไมรัชกาลที่ 3 ถึงเลือกสิ่งเหล่านั้น คำตอบที่ได้อาจทำให้มองวัดแห่งนี้ด้วยสายตาที่ต่างออกไปตลอดกาล
