เวลาเราพูดคำว่า “ย่าน” เราจะนึกถึงพื้นที่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความเป็นเพื่อนบ้าน และถ้าต้องนึกถึงย่านหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ทำได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน ย่านอารีย์ คือคำตอบ ย่านที่เริ่มต้นจากทุ่งนา กลายเป็นที่พำนักของขุนนางและนักการเมือง และวันนี้กลายเป็นหนึ่งในย่านที่น่าอยู่และน่าเดินที่สุดในโลก
ชื่อที่มาจากคหบดีเชื้อสายแขก ต้นกำเนิดที่คนไม่รู้
ก่อนจะสืบตำนานย่านอารีย์ต้องเริ่มจากที่มาของชื่อซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ชื่อ “อารีย์” มาจากคหบดีเชื้อสายแขกผู้เป็นนายห้างอีแอม กาติ้บ (E.M.Katib) ที่มีชื่อไทยว่า อารีย์ สุขวิรัชย์ พ่อค้ามุสลิมเชื้อสายอินเดียใต้ที่ย้ายมาสร้างบ้านบนถนนประชาธิปัตย์ประมาณปี พ.ศ. 2479 ชื่อซอยจึงถูกตั้งตามชื่อท่าน และกลายเป็นชื่อที่คนทั้งกรุงเทพฯ รู้จักมาจนถึงวันนี้
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ในช่วงนั้นย่านอารีย์ยังมีทุ่งกว้างเคยเป็นพื้นที่เลี้ยงวัว ใช่ครับ จะเป็นใครไปไม่ได้ที่เลี้ยงวัวเยอะๆ ถ้าไม่ใช่ชาวแขก นั่นคือภาพของย่านนี้ก่อนจะเปลี่ยนโฉมอย่างสิ้นเชิง
จากทุ่งนาสู่ “เมืองราชการ” : ถนนเปลี่ยนชีวิตย่าน
ในปี พ.ศ. 2467–2468 สมัยรัชกาลที่ 6–7 ย่านอารีย์เป็นเพียงพื้นที่เกษตรกรรม ประกอบด้วยนาข้าวและสวนผลไม้ เนื่องจากความเจริญกระจุกตัวอยู่แต่ในพื้นที่ติดทางรถไฟ แต่หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการตัดถนนประชาธิปัตย์ในปี พ.ศ. 2479 ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นถนนพหลโยธินในปี พ.ศ. 2493 เพื่อเป็นเกียรติแก่พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย อารีย์จึงกลายเป็นย่านชานเมืองที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น
คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์รุ่นเก๋าจะเอ่ยสั้นๆ เพียงว่า “ย่านขุนน้ำขุนนางเก่า” เพราะหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ย่านอารีย์กลายเป็นที่อยู่ของข้าราชการ บุคคลชั้นสูง และคนสำคัญทางการเมือง บ้านเดี่ยวมีรั้ว สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่คือภาพที่สะท้อนว่าคนที่เลือกมาอยู่ที่นี่ในยุคแรกไม่ใช่คนธรรมดา

อาจารย์ธงทอง กับวัยเด็กที่ซอยอารีย์ ความทรงจำที่ยังจำได้ทุกซอก
ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เกิดเมื่อปี 2498 และมาพักอาศัยอยู่ที่บริเวณซอยอารีย์ในปัจจุบัน ระหว่างปี 2501–2504 เข้าเรียนที่โรงเรียนสวนบัว — โรงเรียนที่อยู่ใจกลางย่านและเป็นที่รวมของเด็กๆ จากครอบครัวข้าราชการและนักการเมืองในยุคนั้น
ในรายการ วัยรุ่น 70 อาจารย์ธงทองทำหน้าที่เป็นไกด์สำรวจย่านอารีย์ ฉายภาพอดีตยุค 70 ของย่านนี้ผ่านความทรงจำที่ยังสดชัด ไล่ตั้งแต่ซอยอารีย์สัมพันธ์ ซอยราชครู จนมาถึงซอยพหลโยธิน 7 ในฐานะคนที่เคยเดินถนนเส้นนี้ตอนเป็นเด็ก ความทรงจำของอาจารย์จึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์จากหนังสือ แต่คือชีวิตที่ผ่านมาจริงๆ
ความทรงจำที่ชัดเจนอีกอย่างของอาจารย์ธงทองคือการรับเสด็จริมถนนพหลโยธิน “สมัยก่อนถนนพหลโยธินเป็นถนนเส้นเดียวที่มุ่งหน้าไปสนามบินดอนเมือง ดังนั้น ใครจะไปจะมาจากเมืองนอก จะมีคนมาแจกธงให้เด็กๆ โรงเรียนสวนบัวไปโบกธงริมถนนอยู่บ่อยๆ เราก็จะเดินแถวออกมาจากโรงเรียนสวนบัว เลี้ยวขวาไปทางซอยบ้านราชครู แล้วก็เดินทะลุบ้านชุณหะวัณ ออกไปรอรับเสด็จตรงพหลโยธิน ซอย 3”
ภาพเด็กน้อยเดินแถวออกมาจากโรงเรียนสวนบัวเพื่อโบกธงรับเสด็จนั้น เล่าบรรยากาศของย่านอารีย์ยุค 70 ได้ดีกว่าแผนที่หรือเอกสารใดๆ — มันเป็นย่านที่เงียบสงบพอจะเดินข้ามซอยได้โดยไม่ต้องระวังรถ และคึกคักพอที่เด็กๆ จะจำหน้ากันได้ทุกคน

ซอยอารีย์สัมพันธ์ ใต้ซุ้มเฟื่องฟ้าที่ยังอยู่
ถ้าซอยพหลโยธิน 7 คือ “ซอยอารีย์” ที่ทุกคนรู้จัก ซอยอารีย์สัมพันธ์คือพื้นที่ที่อยู่เคียงกันแต่มีบุคลิกต่างออกไป เชื่อมระหว่างถนนพหลโยธินกับถนนพระราม 6 ตรงคลองประปา เป็นซอยที่ยังคงร่องรอยของการอยู่อาศัยเดิมไว้มากกว่าซอยอารีย์หลัก
บ้านเก่าในซอยอารีย์สัมพันธ์ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวมีรั้ว ต้นไม้ใหญ่ยื่นลอดกำแพงออกมาให้ร่มเงา และซุ้มเฟื่องฟ้าในซอยอารีย์ 5 ที่โด่งดังจาก MV “สายตาหลอกกันไม่ได้” ของอิงค์ วรันธร คือจุดที่คนรุ่นใหม่มาถ่ายรูปแล้วบอกว่าเหมือนไปเที่ยวต่างประเทศ — แต่ต้นเฟื่องฟ้านั้นอยู่มานานก่อนที่ใครจะมาถ่ายรูปเสียอีก
ซอยอารีย์สัมพันธ์ยังเป็นพื้นที่เชื่อมต่อไปยังย่านสะพานควายและถนนประดิพัทธ์ ทำให้มันเป็นทางลัดทั้งในแง่กายภาพและในแง่ประวัติศาสตร์ — เดินผ่านซอยนี้คือเดินผ่านชั้นต่างๆ ของย่านที่เปลี่ยนแปลงทีละนิดแต่ยังรักษาแก่นไว้ได้
ทศวรรษ 2533 ออฟฟิศเข้า อารีย์เปลี่ยน
ในช่วงทศวรรษ 1990 ย่านอารีย์ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยการมาของตึกสำนักงาน เช่น อาคารธนาคารกสิกรไทย อาคารชินวัตร 1 และ 2 และอาคาร IBM แต่สิ่งที่เปลี่ยนย่านอารีย์จากย่านออฟฟิศธรรมดาสู่ย่านที่คนอยากมาใช้ชีวิตคือรถไฟฟ้า BTS ที่เปิดให้บริการในปี 2542 และ Villa Market อารีย์ที่เปิดในปี 2549 กลายเป็นศูนย์กลางย่อยที่หล่อเลี้ยงชุมชน
อารีย์ติดอันดับโลก ย่านที่ไม่ได้แค่ดังในไทย
อารีย์มีเสน่ห์ในหลายระดับ เมื่อ Time Out มีการยกย่องย่านที่เจ๋งที่สุด แล้วประกาศให้อารีย์ติดอันดับด้วย อารีย์ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ย่านของกรุงเทพฯ ที่คนแทบทุกวัยจะนึกถึงได้ เป็นย่านที่ทั้งทันสมัยแต่ก็มีกลิ่นอายความเก่าแก่บางอย่าง และซอยอารีย์ยังได้คะแนนด้านการเดินเท้าสูงถึง 72 จาก 100 คะแนน เพราะเข้าถึงง่ายทั้งแหล่งชุมชน ย่านการค้า สถานที่ราชการ และโรงเรียน
ทำไมอารีย์ถึงยังเป็นอารีย์
60 ปีของย่านอารีย์ คนเข้ามาอยู่แล้วย้ายออก คนเข้ามาใหม่นำความเปลี่ยนแปลงมาให้ เปลี่ยนย่านเก่าให้ต่างไปจากเดิม จนคนเก่าแก่กลับไปเยือนแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ อารีย์…ดูแปลกตา แต่ยังคงเปี่ยมเสน่ห์ที่คุ้นเคย
สำหรับอาจารย์ธงทองที่เคยเดินทะลุซอยราชครูไปรับเสด็จตั้งแต่เด็ก ย่านนี้อาจเปลี่ยนไปมากในทางกายภาพ แต่ความรู้สึกที่ว่าที่นี่คือ “ย่านที่ผู้คนอยู่ด้วยกันและดูแลกัน” ยังคงเหมือนเดิม — และนั่นแหละคือสืบตำนานย่านอารีย์ที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงตึกรามหรือร้านกาแฟ แต่คือความรู้สึกที่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าส่งต่อกันมา
