เคยมีความรู้สึกอย่างนี้บ้างไหมครับ เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ จะเป็นประเทศอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราได้ไปพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีในบ้านเรา ถ้าของนั้นเป็นเรื่องที่ดีงามเป็นประโยชน์ เราย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบ้านเราและอยากให้มีของอย่างนั้นเกิดขึ้นบ้าง ผมเชื่อว่าความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในใจของเราอยู่เสมอ

เมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว กลางปีพุทธศักราช 2523 ผมเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่นครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ผมได้พบอะไรที่แปลกใหม่หลายอย่าง ซึ่งเวลานั้นไม่มีในบ้านเรา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น ร้านขายไก่ทอดหรือขายแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อต่างๆ เรื่อยไปจนถึงเรื่องที่สำคัญกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถใต้ดิน ซึ่งเป็นระบบที่มีโครงข่ายโยงใยครอบคลุมถึงกว่า 400 สถานี แต่ละวันมีคนใช้รถใต้ดินนับล้านคน ในขณะที่ผมผู้เดินทางไปจากเมืองไทยคุ้นเคยแต่การขึ้นรถเมล์หรือรถประจำทาง ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความเสี่ยงภัยและความแออัดติดระดับโลกไม่แพ้ใครเลยทีเดียว

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผมจะตื่นตาตื่นใจกับรถใต้ดินขบวนแรกที่ได้เห็นที่มหานครแห่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง ทุกอย่างแปลกตาไปหมด ตั้งแต่อุโมงค์ที่ลงไปจากระดับพื้นดิน ส่วนใหญ่ต้องใช้บันไดเดินเท้าลงไปเอง ไม่มีบันไดเลื่อน ข้อนี้ก็เข้าใจได้ เพราะระบบใต้ดินของเมืองนิวยอร์กสร้างมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1904 ถ้าคิดเป็นพุทธศักราชแบบบ้านเราก็คือปีพุทธศักราช 2447 ปลายรัชกาลที่ 5 นู่น ตอนนั้นคงยังไม่มีใครรู้จักบันไดเลื่อนกระมัง

พอลงไปถึงสถานีที่อยู่ใต้ดินในระดับความลึกเท่ากับตึกหลายชั้น กลิ่นอายของสถานีรถใต้ดินของนิวยอร์กก็มีความอบอวลที่เป็นกลิ่นเฉพาะของตัวเอง ชนิดที่เขียนคำอธิบายไม่ถูกกันเลยทีเดียว แต่ขบวนรถใต้ดินของเขามาตรงเวลา และมีความถี่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

ตลอดระยะเวลาที่ผมได้เรียนหนังสืออยู่ที่นครแห่งนั้น ผมจึงได้ใช้รถใต้ดินของเขาอยู่เสมอ และแน่นอนว่า ในหัวใจและในสมองย่อมมีคำถามว่า เมื่อไหร่บ้านเราจะมีพาหนะเดินทางแบบนี้ สำหรับขนส่งประชาชนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งด้วยความสะดวกสบายตรงเวลาแบบเขาบ้างหนอ

ด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ แบบของผม ทำให้พอทราบว่า ระบบรถใต้ดินอย่างนี้เกิดขึ้นที่เมืองลอนดอนเป็นแห่งแรกในโลก คนทั่วไปเรียกเป็นภาษาปากว่า Tube ซึ่งแปลว่าท่อ อันหมายถึงอุโมงค์ที่รถใต้ดินวิ่งไปมานั่นเอง รถใต้ดินของเขาเริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อปีคริสตศักราช 1863 หรือพุทธศักราช 2406 ในรัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ตรงกับรัชกาลที่ 4 ของเมืองไทย เก่าดึกดำบรรพ์ขึ้นไปกว่ารถใต้ดินของนครนิวยอร์กอีกหลายสิบปี

เมื่อผมเรียนหนังสือจบจากนิวยอร์กและกลับมาสอนหนังสือเป็นครูบาอาจารย์อยู่ในเมืองไทย ผมได้ใส่ใจติดตามข่าวคราวเรื่องนี้อยู่เสมอ ว่าเมื่อไหร่บ้านเราจะมีรถใต้ดินกับเขาบ้าง สำหรับชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาก็มีความสงสัยเป็นกำลังว่า บ้านเราจะทำรถใต้ดินแบบเมืองอื่นเขาได้หรือ เพราะบ้านเราเป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมอยู่เสมอ ถ้าทำรถใต้ดินแล้วฝนตกหนัก รถใต้ดินต้องจมน้ำแน่เลย อะไรทำนองนี้

ส่วนผมเองนั้นมีความเชื่อตรงกันข้าม ผมนึกว่ามนุษย์เรามีความสามารถเกินกว่ายุคหินยุคโลหะมาไกลมากแล้ว ปัญหาที่คิดว่าน้ำจะท่วมอุโมงค์รถใต้ดินนั้น น่าจะไม่เกินความสามารถของผู้มีความรู้ทางวิศวกรรมซึ่งบ้านเรามีอยู่มากมาย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเป็นคนกล้าตัดสินใจให้มีการลงทุนในเรื่องนี้ และจะเริ่มนับหนึ่งกันเมื่อไหร่ต่างหาก

นอกเหนือจากรถใต้ดินแล้ว ระบบขนส่งมวลชนอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในนานาประเทศ คือจัดให้รถที่ว่าวิ่งอยู่บนดิน หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นรถวิ่งลอยฟ้า โดยทำเสาสูงขึ้นไปรับระบบราง เพื่อให้รถวิ่งอยู่ในระดับที่ไม่ก่อกวนความเป็นไปในระดับพื้นราบของรถยนต์ธรรมดา ระบบนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ผ่านไปอีกร่วม 20 ปี บ้านเราจึงมีการตัดสินใจทำระบบขนส่งมวลชนที่จำเป็นสำหรับมหานครขนาดใหญ่กับเขาบ้าง ในเวลาไล่เลี่ยใกล้เคียงกันก็ทำทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินไปพร้อมกัน ถ้าความเข้าใจของผมไม่ผิดพลาด รถไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องที่เอกชนมารับสัมปทานไปดำเนินการ ลงทุนเองจัดการเองทั้งหมด มีชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการว่า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เรียกโดยย่อว่า BTS บริษัทนี้ถนัดเหาะเหินเดินอากาศครับ ทำรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ระดับยอดเสาสูงตามแนวถนนอย่างเดียว

ส่วนรถขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่เป็นรถใต้ดินนั้น ทางราชการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นเพื่อดำเนินการโดยเฉพาะ เรียกว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรียกย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า MRT

ด้วยอายุอานามเวลานี้ผมต้องกลับไปค้นคว้าเพิ่มเติมจึงได้ข้อมูลว่า รถที่ผมเรียกเองตามภาษาปากว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2542 และถ้าความทรงจำของผมไม่ผิดพลาด วันที่เปิดอย่างเป็นทางการนั้นคือวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 ซึ่งเป็นวาระเฉลิมพระชนมพรรษาหกรอบหรือ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อน

ส่วนรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่จัดสร้างโดยทางราชการ เปิดเดินรถหลังจากนั้นราว 5 ปี คือเริ่มเดินรถ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2547 มีชื่อเส้นทางสายแรกอย่างเป็นทางการว่า เฉลิมรัชมงคล ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าพร้อมด้วยสมเด็จพระพันปีหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนรถใต้ดินเป็นสิริมงคลแก่กิจการ ที่เป็นของแปลกใหม่ในประเทศไทยด้วย

ทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินเมื่อแรกเปิดทำการนั้นก็มีเส้นทางที่ให้บริการและจำนวนสถานีในเส้นทางไม่มากเท่าไหร่ จากนั้นไปต่างฝ่ายต่างก็ขยายเส้นทางการให้บริการออกไปยืดยาว โดยมีโครงข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งของกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ตัวอย่างเช่นรถไฟฟ้าสายดั้งเดิมที่แต่ก่อนวิ่งจากเพียงแค่หมอชิตไปจนถึงอ่อนนุช เวลานี้ก็วิ่งข้ามพื้นที่ถึงสามจังหวัดเข้าไปแล้ว คือสถานีคูคตที่จังหวัดปทุมธานี วิ่งทะลุกรุงเทพมหานครไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ มีปลายทางอยู่ที่สถานีเคหะ ใกล้กันกับบางปูโน่น

ส่วนรถใต้ดินที่เดิมวิ่งอยู่ในเส้นทางจากหมอชิตไปถึงหัวลำโพง ตอนนี้ก็ขยายบริการไปไกลมากแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เพิ่งจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเส้นทางต่อขยายของรถใต้ดินดังกล่าวเมื่อไม่กี่เพลามานี้

อย่างไรก็ดี ด้วยที่มาที่ไปที่รถไฟฟ้าบีทีเอสกับรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีเป็นกิจการคนละเจ้าของและต่างคนต่างทำมาหาได้ ประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้บริการจึงพบว่า ระบบการเชื่อมต่อระหว่างการขนส่งมวลชนสองชนิดนี้ไม่ได้ออกแบบให้เป็นการเชื่อมเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่ต้น ภาพที่เราพบเห็นจึงเป็นการที่ผู้โดยสารต้องออกจากระบบหนึ่งแล้วเดินไปเข้าอีกระบบหนึ่ง เช่น ที่เกิดขึ้นที่สถานีศาลาแดงของรถไฟฟ้ากับสถานีสีลมของรถใต้ดิน เป็นต้น

ระบบบัตรโดยสารก็คนละกิจการกัน ผมเองไปไหนมาไหนก็ต้องพกบัตรสองใบของแต่ละกิจการติดตัวอยู่เสมอ

ไม่เป็นไรครับ ถึงไม่ได้อะไรเต็มร้อยดั่งใจ แต่เท่าที่มีอยู่เวลานี้ก็ถือว่าใช้การได้ดีแล้วในระดับหนึ่ง เวลาผ่านไปรวดเร็วมากครับ ก่อนที่รถใต้ดินจะเปิดทำการในปีพุทธศักราช 2547 ย้อนหลังไปอีกแปดปี ในวันที่ 19 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2539 เมื่อการก่อสร้างรถใต้ดินดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งพอที่จะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว รัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ระบบรถใต้ดินที่ว่า โอกาสนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีดังกล่าวที่บริเวณมณฑลพิธีหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพหรือที่ชาวบ้านเรียกกันโดยทั่วไปว่าสถานีหัวลำโพง

ในงานพิธีนั้น ผมมีโอกาสไปร่วมพิธีด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะแขกผู้มีเกียรติอะไรหรอกนะครับ ผมไปทำงานในฐานะผู้บรรยายถ่ายทอดสดโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยซึ่งถ่ายทอดงานนั้นไปสู่ความรับรู้ของคนทั้งประเทศ จำได้ว่า มีการสร้างรถโดยสารจำลองเพื่อให้แขกเหรื่อทั้งหลายได้ขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศ ‘ตู้โดยสาร’ รถใต้ดินที่จะได้ใช้บริการในอนาคตด้วย

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

ของชำร่วยที่แจกเป็นที่ระลึกในงานดังกล่าวก็เป็นตู้รถไฟจำลองของรถใต้ดินเหมือนกันกับที่ทำรถขนาดเท่าของจริงตั้งแสดงไว้ในบริเวณงานนั้นแหละครับ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าภาพทำแจกใครบ้าง รู้แต่เพียงว่าตัวเองได้รับแจกมาหนึ่งชิ้น และยังอยู่ในความครอบครองของผมจนวันนี้

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

คู่กันกับของที่ระลึก สิ่งที่ยังเก็บงำอยู่ที่บ้านของผมเช่นกันคือสูจิบัตรกำหนดการงานพิธีสำคัญดังกล่าว นอกจากกำหนดการรายละเอียดแล้ว ยังมีคำกราบบังคมรายงานของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี และนายธีระพงษ์ อรรถจารุสิทธิ์ ผู้อำนวยการองค์การรถไฟฟ้ามหานคร (ซึ่งเป็นชื่อเก่าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ในวันนั้นด้วย หน้าปกสูจิบัตรมีตราพระราชพิธีกาญจนาภิเษกเป็นสำคัญ เพราะในปีดังกล่าวเป็นปีมหามงคลที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

แม้จนทุกวันนี้ การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟฟ้าและรถใต้ดินก็ยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายกิจการไปรองรับความต้องการของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้นพร้อมกันกับที่เมืองของเราก็มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางขึ้นด้วยเช่นกัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อทุกอย่างสร้างครบตามแผนแล้ว การจราจรที่ติดขัดมโหฬารเพราะการก่อสร้างอยู่ในเวลานี้คงทุเลาเบาบางลง สมใจนึกเราเสียที

ถึงวันนี้ก็โล่งอกแล้วนะครับว่า เมืองไทยของเราทำรถใต้ดินได้โดยน้ำไม่ท่วมอุโมงค์

คนไทยเรานั้นถ้าตั้งใจจะทำอะไรจริงแล้วก็ทำได้ทั้งนั้น โปรดเชื่อ!

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือและคุ้นเคยมานานปีท่านหนึ่ง คืออดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตามประวัติท่านเรียนมาทางด้านจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วไปเรียนต่อที่ประเทศอิตาลี มีความรู้โดยเฉพาะในเรื่องการทำฉากละครเป็นอย่างดี แล้วจึงกลับมารับราชการอยู่ที่กรมศิลปากร จนได้เป็นผู้อำนวยการสำนักการสังคีตและอธิบดีกรมศิลปากรตามลำดับ จากนั้นท่านมีหน้าที่ราชการก้าวหน้าขึ้น และได้เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการในที่สุด ได้ฝากฝีมือไว้ในราชการที่ท่านรับผิดชอบเป็นอันมาก

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.archives.su.ac.th/senior/sen36/Thawisak.pdf
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.thairath.co.th/lifestyle/woman/313678

ระหว่างนั่งรอเวลาพระราชทานเพลิงอยู่นั้น ผมได้สนทนากับหลานอาของท่านคนหนึ่ง ซึ่งคุณคนที่ว่านี้เป็นหลานยายโดยตรงของ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี บรมครูในเรื่องนาฏยศิลป์ของประเทศไทยด้วย 

สรุปความโดยย่อว่า ท่านผู้วายชนม์กับท่านผู้หญิงแผ้วเป็นญาติเกี่ยวดองกัน ผมได้ทราบว่าเมื่อครั้งที่ท่านไปรับราชการที่กองการสังคีต ซึ่งท่านผู้หญิงแผ้วเป็นบรมครูอยู่นั้น ท่านได้ออกแบบฉากโขนในโรงละครแห่งชาติ มีฉากตอนหน้าและตอนหลังซ้อนกันอยู่ โดยใช้ฉากตอนหน้าเป็นเรื่องราวขณะที่ตัวละครเอกกำลังนอนหลับฝันไป แล้วมีความฝันปรากฏขึ้นที่ฉากตอนหลัง คนดูแลเห็นความฝันอยู่ไกลๆ และเลือนลาง เป็นที่สมความปรารถนาของท่านผู้หญิงแผ้วเป็นอย่างยิ่ง เรื่องเล่านี้ผู้เล่าได้ฟังมาจากถ้อยคำของท่านผู้หญิงแผ้วเองโดยตรง

ประกายความคิดจากเรื่องนี้ ทำให้ผมกลับมารื้อค้นบ้านของผม และพบสูจิบัตรการแสดงจำนวนหลายเล่มที่เก็บไว้แต่เก่าก่อน เล่มเก่าที่สุดย้อนหลังขึ้นไปได้จนถึงพุทธศักราช 2511 เป็นการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดปล่อยม้าอุปการ ผู้ควบคุมและฝึกหัดนาฏศิลปิน คือ ท่านผู้หญิงแผ้วฯ ขณะที่ผู้ออกแบบและสร้างสรรค์คือ นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ตรงกันกับยุคสมัยที่เรากำลังพูดถึงพอดี

เรื่องการเล่นโขนเล่นละครในโรงละคร ที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะนี้ เป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทยนะครับ แต่คำว่า ‘ใหม่’ ที่ว่าในที่นี้ มิได้หมายความว่าใหม่สดๆ ร้อนๆ แต่ใหม่อยู่ในราวรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือประมาณ 150 ปีหรืออะไรประมาณนั้น 

ความเดิมมีอยู่ว่า แต่ไหนแต่ไรมาการแสดงโขนและละครของเรามักเป็นการแสดงในที่แจ้ง หรือแม้แสดงในอาคาร ก็มิได้เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะ เรื่องการมีไฟส่องสว่างเฉพาะตำแหน่งก็ดี การมีฉากประกอบการแสดงก็ดี ดูจะเป็นเรื่องไกลจากความคุ้นเคยของเรา ไม่ต้องดูอื่นไกล ลองนึกถึงการแสดงหนังใหญ่หรือหนังตะลุงดูก็ได้

การแสดงมหรสพของเราในอดีตส่วนใหญ่เป็นการแสดงกลางแจ้ง จากภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่างๆ เวลามีพิธีสำคัญและมีมหรสพสมโภชเฉลิมฉลอง ก็ปรากฏเพียงภาพการปลูกลงชั่วคราวขึ้นกลางแจ้ง แล้วชาวบ้านก็นั่งดูอยู่ที่สนามหน้าโรงชั่วคราวนั้นเอง วงดนตรีก็ตั้งวงเล่นอยู่ข้างๆ ส่งเสียงดังกึกก้องครึกครื้นกันไป ตามที่เคยปฏิบัติกันมาแต่ไหนแต่ไร

ถ้าผมเข้าใจไม่เคลื่อนคลาด โรงละครที่ปลูกขึ้นเพื่อการแสดงโดยเฉพาะน่าจะมีขึ้นในรัชกาลที่ 5 และเป็นโรงละครของเอกชน แต่เอกชนที่ว่าไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป หากแต่ผมหมายถึง เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ได้สร้างโรงละครขึ้นที่บ้านของท่านใกล้กันกับปากคลองตลาด เพื่อจัดการแสดงที่ท่านปรุงขึ้นใหม่ โดยได้ต้นทางความคิดมาจากละครโอเปร่าของฝรั่ง 

กล่าวคือ ผู้แสดงเป็นตัวละคร นอกจากทำหน้าที่ร่ายรำแล้ว ยังเป็นผู้ร้องเพลงดำเนินเนื้อเรื่องด้วย คู่คิดคนสำคัญของท่านในการจัดการแสดงที่ในที่สุดแล้วคนเลยเรียกว่า ‘ละครดึกดำบรรพ์’ ตามชื่อของโรงละคร คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กำหนดอายุโรงละครที่ว่านี้อยู่ประมาณพุทธศักราช 2442 และได้เคยแสดงหน้าที่นั่งรับเสด็จเจ้าชายเฮนรี่ พระราชอนุชาสมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย ซึ่งเสด็จเข้ามาเป็นพระราชอาคันตุกะในปีเดียวกันนั้น

โรงละครที่มีชื่อเสียงและมีกำเนิดขึ้นในยุคไล่เลี่ยกันยังมีอีก 2 โรง โรงหนึ่งคือ ‘โรงละครคณะละครบุศย์มหินทร์’ ที่มีชื่อเรียกแปลกถึงเพียงนี้ เพราะเจ้าของโรงละครหรือคณะละครชื่อ นายบุศย์ เป็นลูกชายของ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ราชเสวก คนสนิทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช 

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
ภาพ : www.reurnthai.com

ส่วนอีกโรงหนึ่งคือ ‘โรงละครปรีดาลัย’ ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โรงหลังนี้มีแฟนคลับจำนวนมาก ผลงานที่ขึ้นชื่อเรื่องหรือมากคือเรื่อง สาวเครือฟ้า ซึ่งดัดแปลงมาจากอุปรากรเรื่อง มาดามบัตเตอร์ฟลาย ของฝรั่งนั่นเอง

ที่เล่ามาถึงเพียงนี้คงเห็นแล้วนะครับว่า โรงละครที่ปลูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการแสดงโดยเฉพาะ แม้ได้รับความนิยมมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่เคยมีโรงละครของหลวงเกิดขึ้นเป็นของทางราชการเอง จนล่วงเข้ารัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเกิดมีโรงละครของหลวงขึ้น ได้แก่ ‘โรงละครหลวงสวนมิสกวัน’ (เมื่อตอนแรกสร้างเรียกว่าโรงโขนหลวงสวนมิสกวัน) ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ตรงกองทัพภาคที่ 1 หันหลังชนกันกับวัดเบญจมบพิตรฯ ใกล้กันกับพระลานพระราชวังดุสิต ว่ากันว่าภายในโรงละครตกแต่งอย่างงดงามสมกับฐานะความเป็นโรงละครหลวงเป็นอย่างยิ่ง 

โรงละครหลวงนี้ได้รับราชการอยู่ช้านานตลอดรัชกาลที่ 6 และเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ผมเดาว่าโรงละครที่แม่พลอย ตัวเอกในหนังสือเรื่อง สี่แผ่นดิน ไปชมละครพูดบทพระราชนิพนธ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็คงจะเป็นที่โรงละครนี้นี่เอง จนช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ความสนใจในเรื่องมหรสพที่เป็นของหลวงลดน้อยถอยลง โรงละครหลวงสวนมิสกวันมิได้รับการดูแลเอาใจใส่และใช้ประโยชน์อย่างเดิม จึงชำรุดทรุดโทรมและต้องรื้อลงในที่สุด

สมควรกล่าวด้วยว่า ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีโรงมหรสพหลวงเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความตั้งใจหลักที่จะเป็นโรงฉายภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อสมัยใหม่ที่รับความนิยมในยุคนั้น นั่นคือโรงภาพยนตร์ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ศาลาเฉลิมกรุง’ ซึ่งสร้างขึ้นในคราวฉลองพระนคร 150 ปี เมื่อพุทธศักราช 2475 ยุคนั้นเป็นที่ฮือฮาตื่นเต้นกันมาก เพราะเป็นโรงภาพยนตร์ที่มีเครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชั่นเป็นแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในภายหลัง ศาลาเฉลิมกรุงได้ทำหน้าที่เป็นโรงละครสำหรับการแสดงละครร้องและละครเวทีอีกหลายเรื่อง ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงมากคือละครเรื่อง พันท้ายนรสิงห์ ออกแสดงเมื่อพุทธศักราช 2488 พระเอกชื่อ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ส่วนนางเอกที่ตามท้องเรื่องมีชื่อว่า นวล แสดงโดย สุพรรณ บูรณะพิมพ์ เพลงประกอบเรื่องที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ คือเพลง น้ำตาแสงใต้

เล่าแถมไว้ตรงนี้สักนิดหนึ่งว่า การสร้างศาลพันท้ายนรสิงห์ตามตำนานที่มีมาเก่าก่อนก็เห็นมีอยู่ แต่ถ้าในศาลพันท้ายนรสิงห์นั้นจะมีรูปย่านวลอยู่คู่กันบ้าง แบบนี้ต้องเฉลยว่า นวลนั้นเป็นตัวละครที่ผู้ประพันธ์ละครร้องเรื่องดังกล่าว คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรงจินตนาการและผูกเรื่องขึ้น แบบนี้ห้ามทำเด็ดขาดนะครับ เชยแสนเชยไม่รู้ด้วย

กลับมาพูดถึงเรื่องโรงละครของหลวงต่อครับ อย่างที่เล่าแล้วว่าหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นาน โรงละครหลวงสวนมิสกวันก็ถูกรื้อลง กิจการมหรสพของหลวงตกไปอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมศิลปากร เมื่อมีคณะโขนมีคณะละครแล้วไม่มีเวทีแสดงก็เปลี่ยวใจครับ กรมศิลปากรเองก็ไม่มีงบประมาณอะไรมากมาย ได้แต่เพียงแค่ปรับปรุงอาคารที่ใช้เป็นหอประชุมของกรมศิลปากร ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ทุกวันนี้ทำหน้าที่เป็นโรงละครกรมศิลปากร

ตำแหน่งโรงละครที่ว่านี้ อย่าไปสับสนกับโรงละครแห่งชาติปัจจุบันนะครับ โรงละครที่ว่านี้เป็นอาคารไม้ หลังคามุงสังกะสี ตั้งอยู่ชิดกันกับพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ตรงตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของอาคารที่มีห้องประชุมดำรงราชานุภาพ ซึ่งผมเคยได้รับเชิญไปพูดนู่นพูดนี่อยู่บ่อยๆ นั่นแหละ ตั้งอยู่ชิดไปทางรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมไม่ทันได้ดูโขนละครที่โรงละครแห่งนี้ เคยเห็นแต่ภาพครับ ผู้ที่ทันยุคสมัยบอกว่า เวลาฤดูฝน ฝนตกหนัก เสียงฝนตกใส่หลังคาสังกะสีดังกราวใหญ่ สลับกับเสียงดนตรีปี่พาทย์ต่างๆ เป็นความบันเทิงแบบไทยๆ ครับ 

จากรูปภาพที่ผมเคยเห็น ฝาผนังโรงละครนี้ประดับด้วยหนังใหญ่ชุดสำคัญของเมืองไทย มีชื่อว่าหนังพระนครไหว สร้างขึ้นในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นที่สวยงามตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายยิ่งที่ต่อมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2503 ใกล้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงละครกรมศิลปากรหลังนี้ เพลิงไหม้จนสูญสิ้นทั้งอาคาร หนังพระนครไหวจำนวนไม่น้อยสูญสลายไปในกองเพลิง ขนย้ายหนีไฟมาได้เพียงจำนวนหนึ่ง และจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครจนทุกวันนี้

คราวนี้ก็เดือดร้อนสิครับว่า ประเทศไทยไม่มีโรงละครหลวงเหลืออยู่เลย ท่านที่เคยเดินทางไปต่างประเทศย่อมเคยสังเกตเห็นนะครับว่า ชาติเก่าแก่ที่มีอารยธรรมทั้งหลาย จะต้องมีโรงละครหรือโรงโอเปร่าเป็นศรีสง่าประดับบ้านเมือง เมื่อมีแขกเมืองมา ก็ต้องจัดการแสดงที่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติให้แขกเมืองได้รับชม 

ในเวลาใกล้เคียงกันนั่นเอง เป็นช่วงเวลาที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาและทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมาแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าพระประมุขและประมุขจากต่างประเทศจะต้องมาเยือนประเทศไทยเราบ้างเป็นการตอบแทน ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงละครของหลวงหรือโรงละครที่เป็นหลักฐานของบ้านเมืองขึ้นสักแห่งหนึ่งจึงปรากฏขึ้นชัดเจน 

หลังจากประชุมปรึกษาหารือกันหลายรอบ ก็ตกลงได้สถานที่ตรงตำแหน่งที่เป็นโรงละครแห่งชาติทุกวันนี้ บริเวณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคลมาแต่เดิม และอยู่ในปกครองดูแลของทางราชการมาโดยตลอด ไม่ต้องซื้อหาจากใคร คงใช้งบประมาณแผ่นดินแต่เพียงเรื่องของการสร้างอาคารขึ้นเท่านั้น

การสร้างโรงละครแห่งชาตินี้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงปีพุทธศักราช 2504 จนถึง 2508 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 41 ล้านบาท ระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อนได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินการเมื่อวันที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2507 กับทั้งได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยบางประการ เพื่อให้โรงละครแห่งนี้สามารถใช้งานรับแขกบ้านแขกเมืองได้สมความมุ่งหมาย 

เมื่อโรงละครสร้างเสร็จและมีพิธีเปิดในช่วงกลางวัน วันที่ 23 ธันวาคมพุทธศักราช 2508 โดยนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นประธานในพิธีแล้ว เวลาค่ำวันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่โรงละครแห่งนี้เป็นปฐมฤกษ์ และในเวลาต่อมา เมื่อมีพระราชอาคันตุกะมาเยือนประเทศไทย หลายพระองค์หลายท่านก็ได้มาทอดพระเนตร และชมการแสดงทางวัฒนธรรมที่โรงละครแห่งชาตินี้อยู่เป็นประจำ

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

นอกจากหน้าที่รับแขกบ้านแขกเมืองแล้ว โรงละครแห่งชาติแห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่นำความบันเทิงเริงใจและความรู้ต่างๆ มาสู่ประชาชนชาวไทยของเราเองด้วย ผมเองก็เป็นแฟนคลับประจำของโรงละครแห่งชาตินี้มาตั้งแต่เด็กครับ เฉพาะสูจิบัตรที่เก็บงำเอาไว้ได้อยู่ในคลังของตัวเองก็มี 4 ฉบับด้วยกัน เป็นสูจิบัตรการแสดงโขน 2 ชุด คือ ชุดปล่อยม้าอุปการ แสดงเมื่อพุทธศักราช 2511 ที่ว่ามาแล้วข้างต้นเล่มหนึ่ง และ ชุดพาลีสอนน้อง แสดงเมื่อพุทธศักราช 2517 อีกเล่มหนึ่ง ส่วนอีก 2 เล่มเป็นสูจิบัตรละครเรื่อง ศรีธรรมาโศกราช และเรื่อง ศึกเก้าทัพ ตามลำดับ 

สูจิบัตรแต่ละเล่มอายุไม่น้อยกว่า 40 – 50 ปีทั้งนั้นครับ ราคาบัตรเข้าชมการแสดงสมัยผมเป็น ‘เยาวรุ่น’ นั้น แบ่งเป็น 3 ราคา ตามระยะใกล้ไกลกับเวที คือราคา 10 บาท 20 บาท และ 30 บาท

ฐานานุรูปของผมเวลานั้นดูราคาอื่นไม่ได้แน่นอน ต้อง 10 บาทอย่างเดียวเท่านั้น ฮา!

สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า
สืบประวัติโรงละครแห่งชาติ ธรรมเนียมการสร้างโรงมหรสพที่ได้แรงบันดาลใจจากโรงโอเปร่า

ทุกวันนี้โรงละครแห่งชาติที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ก็ยังคงเป็นมหรสพสถานที่ให้บริการความบันเทิงแก่ประชาชน และรับราชการในโอกาสสำคัญหลายวาระต่อเนื่อง บางยุคสมัย แฟนคลับต้องแย่งชิงกันซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงเป็นสามารถเชียวนะครับ พ่อยกแม่ยกมากันพร้อมหน้า ทั้งหมดเหล่านี้เป็นความทรงจำอันงดงามและพิมพ์ใจคนจำนวนมาก

วันหลังเรานัดกันไปดูโขนดูละครที่โรงละครแห่งชาติด้วยกันนะครับ

Writer & Photographer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load