ภาพของ 3 พี่น้องจากบ้าน ‘เบญจวรการ’ กอดกันกลมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนแยกย้ายไปตามเส้นทางของแต่ละคนเมื่อ พ.ศ. 2541 ยังคงฝังแน่นในใจ เพราะสำหรับใครหลายคนแล้ว นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากจบของ 3 หนุ่ม 3 มุม เท่านั้น แต่ยังหมายถึงโอกาสสุดท้ายที่ทุกคนจะได้สัมผัสชีวิตของพวกเขา หลังเฝ้าติดตามมาถึง 7 ปีเต็ม

ตลอดระยะเวลานั้น มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ ทั้งความสุข ความเศร้า เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ ซึ่งมาทดสอบความสัมพันธ์ของ 3 พี่น้องอยู่ตลอด จนหลายคนอดรู้สึกไม่ได้ว่า 3 หนุ่ม 3 มุม ไม่ได้เป็นเพียงแค่ละคร แต่เป็นเรื่องจริงของเพื่อนบ้านกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันมานาน

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ไม่แปลกเลยว่า ทำไมจึงมีเสียงเรียกร้องไม่ขาดสายให้ทีมผู้สร้างนำซิตคอมเรื่องนี้กลับมาทำใหม่อยู่เสมอ กระทั่งกลาง พ.ศ. 2563 ก็มีข่าวดีว่า ช่อง one31 เตรียมรื้อฟื้น 3 หนุ่ม 3 มุม ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พี่น้องเบญจวรการที่ทุกคนคุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาลูกๆ ซึ่งจะมาสร้างความสุขแบบคูณสองอีกต่างหาก

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้ปลุกปั้นซิตคอมเรื่องนี้มาร่วมพูดคุย ถึงจุดเริ่มต้น เส้นทาง และอิทธิพลของละคร รวมถึงวันที่เขาตัดสินใจชุบชีวิต 3 พี่น้อง ‘เอกพล-ทศพล-พีรพล’ ขึ้นมาอีกครั้ง

บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ, 3 หนุ่ม 3 มุม

01

คนละมุมเดียวกัน

เชื่อหรือไม่… ครั้งแรกที่บอยเสนอไอเดียเรื่อง 3 หนุ่ม 3 มุม ขึ้นมา แทบไม่มีใครยืนฝั่งเดียวกับเขาเลย

เพราะ นางฟ้าสีรุ้ง ซิตคอมเรื่องเดิมที่ออกอากาศอยู่กำลังเดินหน้าไปด้วยดี มีโฆษณาเข้าตลอดทั้งปี แถมเพิ่งคว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำและเมขลามาครอบครอง

แต่ด้วยความเชื่อว่าเรื่องใหม่ต้องดีกว่าเก่า เขาจึงทุ่มสุดตัว เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน

ความจริงแล้วไอเดีย 3 หนุ่ม 3 มุม อยู่ในใจของเขามาตั้งแต่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว

บอยชอบดูละครซิตคอมมาก เรื่องหนึ่งที่โดนใจสุดๆ คือ Family Ties เล่าเรื่องความผูกพันของครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อแม่เป็นฮิปปี้ และลูกชายคนโตเป็นนักธุรกิจ ด้วยความคิดที่ต่างกันแบบสุดขั้ว ทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ เต็มไปหมด

หลังเรียนจบปริญญาโท ด้าน Broadcasting ที่ Boston University ระหว่างรอกลับเมืองไทย เขาจึงใช้โอกาสนี้แวะเวียนไปดูงานตามโรงถ่ายต่างๆ ที่ลอสแอนเจลิส และเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่า ซิตคอมแต่ละตอนนั้นไม่ได้มีเนื้อหาต่อเนื่องกัน แต่ทำไมกลับมีเสน่ห์ ทำให้รู้สึกอยากดูต่อไปเรื่อยๆ พอวิเคราะห์อย่างละเอียด จึงพบว่าปัจจัยหลักมาจากโครงเรื่องและตัวละครที่แข็งแรง พร้อมคิดว่า หากกลับมาถึงเมืองไทยแล้วจะทำซิตคอมแบบไหนดี

“ชีวิตเรามีความขัดแย้งบางอย่างในตัวเองพอสมควร เพราะไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่สิบสองขวบ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกดี คือ Freedom มันมีอิสรภาพ อยากไปไหนก็ไป ตีหนึ่งตีสองนอนไม่หลับก็ออกไปหาอะไรกินได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็มาพร้อมความเหงา ผมคิดว่าประเด็นนี้มีความขัดกันดี น่าจะนำมาเป็นเซ็ตอัปของซิตคอมได้”

ความคิดแรกที่นึกถึง คืออยากทำเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่มาเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งมีทั้งความอิสระและความเหงา แล้วก็คิดต่อไปว่า ถ้าให้ตัวละครเป็นพี่น้องกัน แล้วคนหนึ่งมาอยู่ก่อนแล้ว เข้าใจเมืองนอกทุกอย่าง กับอีกคนเพิ่งมาจากเมืองไทย แล้วไม่มีความเข้าใจเรื่องเมืองนอกเลย ก็คงน่าสนุกดี แต่พอคิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่าประเด็นนี้ไม่เหมาะกับผู้ชมชาวไทย ซึ่งอาจไม่มีประสบการณ์แบบเดียวกับเขา ก็เลยกลับมุมคิดให้ตัวละครที่อยู่เมืองนอกมานาน มีหัวสมัยใหม่มากๆ เดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย แล้วต้องมาอยู่ร่วมกับพี่ชายหัวโบราณแทน

จากนั้นเขาก็เริ่มวางพล็อตต่อว่า ควรมีน้องชายอีกสักคนเป็นตัวเชื่อมทั้งคู่เข้าไว้ด้วยกัน โดยตอนแรกอยากให้เป็นเด็กอายุ 10 ขวบ เป็นเหมือนลูกหลง และเพื่อยังคงคอนเซปต์เรื่องความอิสระและความเหงาไว้ จึงวางเส้นเรื่องให้พ่อแม่ตายไปแล้ว 1 ปี ทำให้ต้องอยู่กันเพียงลำพัง และต้องเลี้ยงน้องชายคนเล็กไปด้วย

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2533 เขาก็กลับมาเมืองไทย พร้อมกระดาษที่บันทึกไอเดียนั้น ก่อนตระเวนยื่นใบสมัครตามบริษัทต่างๆ หลายแห่ง กระทั่งมาลงตัวที่แกรมมี่ ซึ่งสมัยนั้นมีบริษัททำละครซิตคอมเล็กๆ ชื่อ ‘มาสเตอร์แพลน’ ดูแลโดย หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท และ วาณิช จรุงกิจอนันต์ มีผลงานมาแล้ว 3 เรื่อง คือ แดนสนธยา, ตะกายดาว และ คนค้นฅน พอดีช่วงนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่หง่าวกำลังเริ่มต้นภาพยนตร์เรื่อง วิถีคนกล้า จึงโอนภารกิจต่างๆ ให้บอยรับผิดชอบแทน โดยตอนแรกทีมงานตั้งใจให้เขามาดูแลโปรเจกต์ คนค้นฅน ต่อ

“คุณลองคิดดู เด็กจบใหม่ แต่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน บางคนก็จะรู้สึกว่า เก่งมาจากไหน มีแค่ปริญญาจากเมืองนอกได้กำกับเลยเหรอ ผมก็รู้ว่าบางคนรู้สึกแบบนี้อยู่ ผมก็เลยบอกว่าพี่เอาอย่างนั้นเลยเหรอครับ พี่เชื่อมั่นผมขนาดนั้นเลยเหรอ เขาก็บอกว่า เอาน่ะลองดู คือเรื่องของเรื่องไม่มีคนทำ พี่หง่าวจะไปทำหนังแล้ว” 

แต่เนื่องจากละครเรื่องนั้นไม่ใช่ความคิดของเขาโดยตรง บอยจึงปรึกษา เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ผู้บริหารแกรมมี่ว่าอยากนำเสนอไอเดียใหม่ ซึ่งบุษบาก็ไม่ขัดข้อง แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องแรก จึงไม่กล้านำไอเดียสามพี่น้อง ซึ่งรู้สึกผูกพันมากเป็นพิเศษ เพราะกลัวทำแล้วเสียของ จึงเลือกนำอีกไอเดียมาเสนอแทน

นางฟ้าสีรุ้ง เป็นเรื่องครอบครัวของ ‘สีน้ำมัน’ ซึ่งต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง แล้ววันหนึ่งก็มีนางฟ้าชื่อ ‘สีรุ้ง’ มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงเด็ก โดยบอยได้ดึงคาแรกเตอร์น้องคนเล็กวัย 10 ขวบจากสามพี่น้องมาสร้างเป็นตัวละครที่ชื่อ ‘สีฝุ่น’ ด้วย

ในช่วงคัดเลือกนักแสดง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เขาติดใจเป็นพิเศษ นั่นคือ มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ซึ่งมาทดสอบบท ‘จ้อย’ เด็กข้างบ้านที่หลงรัก ‘สีน้ำ’ ลูกสาวของครอบครัวนี้

“มอสเป็นคนแรกที่เข้าเทสต์ วันที่เดินเข้ามา มันก็ทำหน้างงๆ บอกผมชื่อมอสครับ พี่พจน์ (พจน์ อานนท์) ให้มาครับ เราก็ให้เขาลองทำอะไรต่างๆ เขาก็ทำ ปรากฏว่ามันออกมา Shining มาก จนรู้สึกอยากทำงานกับเด็กคนนี้”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

แต่เนื่องจากมอสสะดวกมาถ่ายทำเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น เพราะไม่อยากโดดเรียน จึงมาร่วมงานไม่ได้ แต่บอยกลับไม่เคยลืมเด็กคนนี้ และคิดเสมอว่า ถ้ามีโอกาสก็จะดึงมาร่วมงานสักครั้ง

หลังทำ นางฟ้าสีรุ้ง ไปสักระยะก็พบว่า ยิ่งทำก็ยิ่งตัน เนื่องจากตัวละครที่เป็นเด็ก มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก และส่วนตัวคิดว่าพร้อมที่จะทำโปรเจกต์สามพี่น้องแล้ว โดยเขาได้ปรับเปลี่ยนตัวละครน้องคนสุดท้ายจากเด็กให้เป็นวัยรุ่น  และตั้งใจให้มอสมารับบทนี้ แต่พอเสนอออกไป คำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาคือ ไม่

“พอผมบอกว่าอยากทำเรื่อง 3 พี่น้อง แกรมมี่ก็บอกว่าเดี๋ยวก่อน ส่วนช่อง 7 นั้น คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ โทรศัพท์หาพี่เล็ก บอกว่าจะจบมันทำไม มันขายได้อีกปีเลยนะ ซึ่งไม่แปลก เพราะทั้งสปอนเซอร์ โฆษณา ก็ขายได้เต็ม แล้วจะมาเสี่ยงทำไม ถ้าเป็นผมสมัยนี้ก็คงต้องคิดแบบนั้นแหละ แต่สมัยนั้นเราบอกไม่เอา ไม่อยากทำแล้ว

“จำได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่มีใครยอม เขาก็ถามว่าจะเอาใครเล่น พอเสนอไปเขาก็บอกว่าไม่เด็ดพอ ตีตกเยอะมาก แต่เราก็พยายามเล่าว่า คนหนึ่งหัวสมัยเก่าหน่อย อีกคนหัวสมัยใหม่ และคนสุดท้าย ผมมีคนเล่นแล้ว ผมจะถ่ายเสาร์-อาทิตย์เพื่อมันเลย จนสุดท้ายเขาก็เลยบอกว่าลองทำดูก็ได้ แต่ขอให้ขยาย นางฟ้าสีรุ้ง ออกไปหน่อย จากที่จะเปลี่ยนตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2534 ขอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยทำ”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

02

3 หนุ่ม หลายมุม

แม้จะได้รับการอนุมัติให้ทำละครเรื่องใหม่ แต่บอยก็ต้องเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องมั่นใจว่า ละครเรื่องนี้จะมีศักยภาพไม่แพ้ นางฟ้าสีรุ้ง

อย่างการคัดเลือกนักแสดง แม้บทของพีรพล น้องคนเล็กจะไม่มีปัญหา เพราะเล็งมอสไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่สำหรับบทพี่ชายอีก 2 คนนั้น กว่าจะได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยบทของเอกพล เขาต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการแสดงมาบ้าง เพราะตามคาแรกเตอร์แล้วต้องเป็นคนขี้บ่น เจ้าระเบียบ พูดเยอะ จึงต้องจำบทเก่งพอสมควร

ครั้งแรกบอยนึกถึงพระเอกภาพยนตร์ชื่อดังในยุคนั้น แต่เมื่อลองติดต่อไปกลับพบว่าคิวงานแน่นมาก ที่สำคัญคือ คงเป็นเรื่องยากที่จะให้พระเอกเบอร์นั้นมารับงานซิตคอมซึ่งไม่มีกำหนดจบ เขาจึงคิดถึงนักร้องหนุ่มที่ชื่อ กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ซึ่งเคยมีผลงานเรื่อง ขมิ้นกับปูน และเคยเดินสายโปรโมตผลงานร่วมกัน สมัยเริ่มทำ นางฟ้าสีรุ้ง ใหม่ๆ

“ตอนนั้นกบเพิ่งออกอัลบั้มกบใสๆ เพลง ปาฏิหาริย์ ผมเองก็ต้องนั่งรถตู้ไปกับกบใสๆ ไปตามโรงพิมพ์ต่างๆ ไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ ระหว่างนั้นเราก็คุยกัน ก็พบว่าเขามีเสน่ห์อะไรบางอย่าง คุยด้วยแล้วสนุก ก็เลยคิดถึงตัวพี่ชายคนโต พอไปคุยกับพี่เล็ก บุษบา พี่เล็กก็บอกว่าดีเลย ฝากด้วย” 

แต่คนที่ยากยิ่งกว่าคือทศพล พี่ชายคนรอง ซึ่งเขาอยากได้คนที่เคยผ่านงานหน้าจอมาบ้าง แต่ไม่เคยเล่นละครมาก่อน เขาจึงพยายามค้นจากพระเอกโฆษณา ซึ่งยุคนั้นมีคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมีผลงานฉายพร้อมกัน 4 เรื่อง แต่พอติดต่อไป พระเอกคนนั้นไม่สะดวกคุยเพราะกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศพอดี รวมทั้งมีข่าวว่าเขาเซ็นสัญญากับค่ายเพลงหนึ่งไปแล้ว

บอยจึงต้องมองหาตัวเลือกอื่น กระทั่งวันหนึ่งเขาก็นึกถึงโฆษณาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ซึ่งพระเอกสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียว หน้าตาหล่อ คล้ายๆ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ มีบุคลิกที่เท่มาก แต่หลังจากนั้นเขาก็หายไปเลย จนถึงวันออดิชัน ปรากฏว่าพระเอกคนนั้นก็มาทดสอบด้วย นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“เราเห็นเขาแล้วรู้สึกเหมือนเห็นดารา เพราะจำได้ว่าในโฆษณานั้นเขาเท่มาก แต่พอคุยกันสักพัก ทำไมเสียงไม่เหมือนหน้า เพราะเสียงบีบจมูก พูดไม่ชัด ลองให้เล่นละครก็เล่นได้น่าเบื่อมาก เราเกือบถอดใจ แต่กลับคิดว่าทำไมโฆษณาทำให้เขาออกมามีเสน่ห์ได้ ผมก็เลยคิดว่าจะต้องทำให้เขาเท่แบบนั้นให้ได้เหมือนกัน”

แต่ดูเหมือนจะมีเพียงบอยเท่านั้นที่เชื่อว่าแท่งเหมาะกับบททศพล สวนทางกับคนอื่นในแกรมมี่ที่มองว่ายังไงก็ไม่ได้ เพราะบุคลิกท่าทางของแท่งไม่มีความเป็นนักเรียนนอกเอาเสียเลย แต่เขาก็ไม่ท้อ พยายามส่งแท่งไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เปิดการแสดงของแมทธิว โมดีน (Matthew Modine) นักแสดงชาวอเมริกันชื่อดังให้ชม ปรับบทจากเดิมที่ต้องพูด ‘ไอ-ยู’ เป็น ‘นาย-เรา’ เพื่อให้เข้ากับแท่งมากที่สุด กระทั่งได้ทศพลซึ่งใกล้เคียงกับที่นึกภาพไว้ตอนแรก

“ก่อนหน้านี้หลายคนปรามาสแท่งไว้เยอะ เพราะถ้าพูดถึงความเป็นนักแสดง แท่งภาษีน้อยกว่ากบ ส่วนมอสก็จะมีความเป็นธรรมชาติ เพราะบทใกล้ตัวมาก ก็จะไปสุดของมันได้ ส่วนแท่งน่าห่วงสุด เพราะบทไกลตัว เขาไม่เคยไปเมืองนอกเลย เราก็เลยบอกเล่นเท่ๆ นิ่งๆ ไม่ต้องอะไรมาก เล่นเป็นพระเอกไป เดี๋ยวหล่อเอง”

และเพื่อหลอมรวมนักแสดงให้เป็นหนึ่งเดียว จึงต้องใช้กระบวนการทำเวิร์กช็อป ค่อยๆ ปรับบท ปรับคาแรกเตอร์และองค์ประกอบต่างๆ โชคดีที่นักแสดงทั้ง 3 คนคุ้นเคยกันมาก่อน อย่างกบกับแท่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนแท่งกับมอสก็เพิ่งรับงานภาพยนตร์ กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ จึงเข้าขากันอย่างรวดเร็ว

จากนั้นจึงค่อยวางตัวละครเสริมเพื่อเติมเต็มให้ละครสมบูรณ์ขึ้น เช่น บทผู้ใหญ่ มีการสร้างตัวละครป้าดาขึ้นมา เป็นเพื่อนของแม่ อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คอยดูแลหนุ่มๆ อยู่ห่างๆ เช่น เอาปิ่นโตมาฝากหรือให้คำปรึกษาเรื่องสำคัญบางเรื่อง หรือน้องมุก เด็กหญิงข้างบ้าน ซึ่งคิดว่าตัวเองขาดความอบอุ่นและคอยสร้างเรื่องเวียนหัวมาให้พี่ๆ บ้านนี้เสมอ

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ต่อมาเป็นเรื่องสำคัญอย่างชื่อละคร ตอนแรกบอยลิสต์มาหลายชื่อ แต่ไม่ตรงใจสักชื่อ กระทั่งมาปรึกษา เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ จนได้ข้อสรุปว่า 3 หนุ่ม 3 มุม เหมาะสมที่สุด

“สมัยนั้นเวลาทำละครต้องไปหาพี่เต๋อ เพราะแต่ก่อนนักร้องใดๆ เขาไม่ร้องเพลงละครกัน เขารู้สึกว่าไม่เท่ พี่เต๋อเลยบอกว่าไม่มีใครร้อง พี่ร้องเอง ตอนนั้นพี่เต๋อก็ถามเรื่องราวว่าเป็นยังไง ก็เล่าให้ฟัง บอกว่าละครยังไม่มีชื่อเลย ไม่รู้จะเอาอะไรดี อยากได้ชื่อที่เก๋ๆ เท่ๆ ซึ่งชื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม ก็อยู่ในลิสต์ด้วย แต่เรารู้สึกว่ามันตรงเกินไป เชยมาก ชื่อที่รู้สึกเข้าเค้ากว่าคือ ‘3 เหลี่ยมด้านไม่เท่า’ แต่พี่เต๋อบอกไม่รู้เรื่อง ‘3 หนุ่ม 3 มุม’ สื่อสารที่สุด เราก็บอกจริงเหรอครับ ไม่เชยไปเหรอ แกก็บอกไม่หรอก เชื่อพี่ แล้วแกยังบอกอีกว่า ต่อไปคนดูจะแบ่งกลุ่มกันเชียร์ ซึ่งเวลานั้นเรานึกไม่ออกเลย

“การทำงานกับพี่เต๋อสำหรับผมเป็นเรื่องน่าประทับใจมาก เพราะตอนนั้นเนื้อเพลงในช่วงทศพลยังไม่ตรงกับคาแรกเตอร์ แต่เราจะบอกให้คนระดับพี่เต๋อแก้งานได้ยังไง เราเป็นคนทำงานตัวเล็กๆ แต่สุดท้ายก็ลองบอกไปพร้อมเสียงสั่นๆ ว่า คนที่สองไม่ใช่รุ่นใหม่แบบหัวรุนแรง แต่เป็นแบบสบายๆ พี่เต๋อก็นิ่งไปสักพักก่อนว่า อ้าวเหรอ พี่เข้าใจผิดไปเอง จากนั้นพี่เต๋อก็หยิบเนื้อเพลงและปากกาขึ้นมาแก้ให้ใหม่ทันที เป็น ‘เรามันอีซี่จะตาย บางทีก็ง่ายเกินไป’ แก้ให้เลย”

หากแต่โจทย์ที่หนักสุด คือการทำให้ฝ่ายการตลาดเห็นภาพเดียวกัน เพราะ 3 หนุ่ม 3 มุมเป็นละครที่ไม่มีนางเอก

“พอเขาถามผมว่าใครเป็นนางเอก ผมก็บอกไม่มีครับ เขาก็สวนกลับมาเลยว่า ละครบ้าอะไรไม่มีนางเอก เราก็พยายามอธิบายว่า มันไม่มีนางเอกประจำ แต่มีแวะเวียนมารับเชิญอยู่เรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์นะ เพราะมันทำให้คนดูรู้สึกอยากเป็นผู้หญิงคนนั้นที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ และทำให้คนดูสนุกกับการลุ้นว่าแต่ละคนจะได้ลงเอยกับใคร แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนี้ ซึ่งสุดท้ายประเด็นนี้ก็เป็นจุดขายสำคัญของละคร”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

หลังจากเตรียมตัวมาพักใหญ่ ในที่สุด 3 หนุ่ม 3 มุม ก็ได้ออกอากาศ เมื่อวันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2534 เวลา 17.30 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7

บอยยังจำได้ว่า วันนั้นเขาไปพักผ่อนที่หัวหิน พอ 5 โมงเศษๆ ก็ได้ยินเสียงวัยรุ่นแถวนั้นพูดว่า “เร็วๆ รีบกลับกัน เดี๋ยวไปดูไตเติลไม่ทัน” แม้ไม่มั่นใจว่า หมายถึง 3 หนุ่ม 3 มุม หรือเปล่า แต่ก็ทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“ความจริงเราเช็กเทปตอนหนึ่งหลายรอบมาก แต่พอดูตอนออนแอร์จริง กลับให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน เพราะผมรู้สึกว่าคนทั้งประเทศกำลังดูงานของเราอยู่ ดูพร้อมกับโฆษณา พร้อมตัววิ่งของสถานี เป็นความรู้สึกมันยิ่งใหญ่มาก”

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือละครตอนนี้ได้กลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้ 3 พี่น้องตระกูลเบญจวรการ ยึดกุมหัวใจแฟนละครนับล้านชีวิตเป็นที่เรียบร้อย

03

มันคือความผูกพัน

“ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องของความผูกพัน แม้ครอบครัวนี้จะไม่มีพ่อแม่มาคอยบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่คนรุ่นใหม่สามคนนี้ค่อยๆ เรียนรู้ ลองผิดลองถูกกัน แล้วก็เจอคำตอบด้วยตัวเอง และต่อให้มีความคิดต่างกัน แต่ด้วยความเป็นพี่น้อง จึงทำให้พวกเขาก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้” บอยเอ่ยขึ้น เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 3 หนุ่ม 3 มุม ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนจนถึงวันนี้

เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ออกอากาศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าบอยได้วางคาแรกเตอร์ของตัวละครชัดเจนมาก กระทั่งมีแฟนคลับติดตามประจำ ที่สำคัญยังมีบทละครที่แข็งแรง ช่วยเสริมให้ภาพสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเด่นชัดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ทองขาว ทวีปรังษีนุกูล นักเขียนบทมือทองที่ทำงานคู่กับเขามาตั้งแต่ นางฟ้าสีรุ้ง

“ตอนที่ทำบท นางฟ้าสีรุ้ง ก็มีเขียนมาหลายคน แต่ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่ กระทั่งวันหนึ่ง พี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) บอกว่ามีเพื่อนเขียนบทละคร จำได้ว่าวันแรกที่เจอพี่ทองขาว งงเลย เขาบอกว่าผมทำได้หมด เขียนบทก็ได้ กำกับก็ได้ ก็เลยลองดู ตอนนั้นก่อนเที่ยง เขาบอกว่าเดี๋ยวเย็นๆ กลับมาอีกที ไปนั่งคิดก่อน พอตกเย็นกลับมาแกบอกว่า ผมเขียนมาอย่างนี้ เริ่มต้นเป็นฉากคนขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน แสดงให้เห็นว่าลูกขาดความอบอุ่น เราเลยต้องอธิบายว่า เราถ่ายแต่ในสตูดิโอ เป็นซิตคอม พอแกเข้าใจคอนเซปต์ ปรับแป๊บเดียว สนุกเลย คำพูดต่างๆ เป็นธรรมชาติมาก

“ต่อมาเมื่อทำ 3 หนุ่ม 3 มุม พี่ทองขาวก็มักจะแทรกประเด็นสังคมต่างๆ ลงไป ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของแก แต่พอเข้าไปแล้ว มันดี มันสอน มันบอกอะไรบางอย่าง บอกวิธีคิดของตัวละคร พี่ทองขาวจึงถือเป็นหนึ่งในคีย์แมนที่ทำให้ละครเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ประเด็นที่ทองขาวหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่ปัญหาวัยรุ่น ทะเลาะวิวาท จนถึงเรื่องหนักๆ อย่างโรคเอดส์ ซึ่งใน พ.ศ.นั้น คนไทยเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก โดยบทเขียนให้ทศพลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเจนนี่ สาวลูกครึ่งเม็กซิกัน-อเมริกัน สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้รับข่าวว่าเธอเป็นเอดส์ จนเกิดเป็นความเครียดถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ฝันร้ายทุกคืน แต่สุดท้ายเขาก็ผ่านมาได้ ด้วยพลังความรักและความเข้าใจของคนในครอบครัว

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเหตุการณ์ที่อยู่ในละครใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยทักษะและความสามารถของนักแสดง ซึ่งสำหรับบอยแล้ว กบ-แท่ง-มอส นับวันก็ยิ่งเล่นเป็นธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“เวลาสามคนนี้อยู่ด้วยกันเข้ากันมากกว่าคำว่าเคมี แต่มันคือ Magic โดยเฉพาะมอส ซึ่งมีสัญชาตญาณในการตีความบทสูงมาก เช่น ปกติผมมักจะเขียนโค้ดที่อยากเห็นนักแสดงเล่นในบทของผม แล้ววันหนึ่งระหว่างต่อบท มอสเกิดจำบทไม่ได้ ก็มาขอดูบท แล้วเห็นวงเล็บที่ผมเขียน เขาก็พูดว่า พี่อยากได้อย่างนี้ใช่ไหม แล้วมันก็เล่นออกมาเลย”

ด้วยปัจจัยทั้งหมด ทำให้ละครเรื่องนี้กลายเป็นซิตคอมคุณภาพที่ผู้คนต่างให้การยอมรับ สามารถคว้ารางวัลจากสถาบันต่างๆ และยังช่วยจุดกระแสละครวัยรุ่นให้เติบโตบนจอทีวีไทย

“พอเราดัง ผมรู้สึกว่าหลังจากนั้นทุกคนจะพยายามออกผลงานวัยรุ่นมากขึ้น เหมือนกับว่าฉันต้องมีมอสของตัวเอง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแทบไม่มีละครวัยรุ่นเลย ส่วนแกรมมี่เองก็เริ่มสนใจมอส มาถามว่าอยากออกเทปไหม ซึ่งผมคิดว่ามอสออกเทปได้แน่ๆ เพราะตอนนั้นเวลาเรามีงานโชว์ตัว เขาสุดมาก วิ่งไปทั่วเวทีเลย ซึ่งสุดท้ายเขาก็ทำได้จริงๆ”

04

บอกซิ… บอกว่า ‘รัก’

หลังกำกับ 3 หนุ่ม 3 มุม มาได้ครบปี บอยก็เริ่มมีฝันใหม่ๆ เข้ามา หนึ่งในนั้นคือการทำละครหลังข่าว โดยช่วงนั้นแกรมมี่ได้เวลาช่วงคืนวันศุกร์-อาทิตย์ ทางช่อง 5 เขาจึงเปิดบริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด พร้อมเริ่มต้นละครเรื่อง รักในร้อยแค้น

หากแต่การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้เขาไม่สามารถกำกับ 3 หนุ่ม 3 มุม ไหว จึงได้ส่งคืนให้แกรมมี่และมาสเตอร์แพลนไปบริหารจัดการ ซึ่งผู้ที่มารับไม้ต่อก็คือ นิพนธ์ ผิวเณร ก่อนที่จะส่งต่อไปยังผู้กำกับอีกหลายคน

ช่วงนั้นเองที่ตัวละครแต่ละตัวเริ่มมีพัฒนาการตามเส้นทางของตัวเอง เช่น พีรพลเรียนชั้นมัธยมจบแล้ว แต่เอนทรานซ์ไม่ติด ทศพลรวมกลุ่มกับเพื่อนเปิดบริษัทสถาปนิกของตัวเอง บ้านเก่าถูกเวนคืน และต้องย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียม แต่ประเด็นที่ถือว่าเป็นจุดหักเหสุด คือการที่เอกพลแต่งงานกับฟ้า เมื่อต้น พ.ศ. 2537 ซึ่งในมุมของผู้ผลิตอาจต้องการหาอะไรใหม่ๆ ผู้ชมจะได้ไม่รู้สึกเบื่อ แต่ในความคิดของบอยกลับมองว่า ทำให้โครงของเรื่องเปลี่ยนแปลงไป

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

“จริงๆ ผมจะรู้สึกว่าอย่าเพิ่งมูฟตัวละครมากมายนัก เพราะมันยังไม่ทันอิ่มตัวดีก็โดนเปลี่ยนไปแล้ว คือการแต่งงานทำให้ความแข็งแรงของการเป็นหนุ่มโสดหายไป มันกลายเป็นมีผู้หญิงเข้ามาอยู่ในบ้านแล้ว แต่เราก็ถือว่าโอเค เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ดำเนินต่อไป”

แต่หลังเอกพลแต่งงานได้เพียงปีเศษ ความนิยมของละครเริ่มลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะออกอากาศมานาน และพอทำไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกไปต่อไม่ได้ กบ ทรงสิทธิ์ ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ จึงปรึกษาบอยว่าควรทำอย่างไรดี ซึ่งเขาเสนอว่า ต้องกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น และทางเดียวที่จะทำได้ คือ ‘ฟ้าต้องตาย’

“พอบอกแบบนี้ ทีมงานเลยบอกว่าช่วยกลับมากำกับได้ไหม คือเรื่องใจร้ายไว้ใจถกลเกียรติได้เลย ก็เลยไปกำกับอยู่สี่ตอน ปรากฏว่าทอล์กออฟเดอะทาวน์มาก คนช็อก เพราะมันไม่มีที่มาที่ไป เป็นไปได้ไง อยู่ๆ ฟ้าตายเลย”

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

หลังจากนั้น ทีมงานก็ย้าย 3 หนุ่ม กลับมาอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรอีกครั้ง พร้อมเปลี่ยนตัวละครบางตัว เช่น ป้าดา เสริมทัพด้วยตัวละครใหม่ๆ อย่างคุณวิและลุงเขต เพื่อนบ้านสุดป่วน ทำให้ซิตคอมเรื่องนี้อยู่ต่อไปได้อีก 2 – 3 ปี

กระทั่งในปีที่ 8 ทีมงานและนักแสดงก็เห็นตรงกันว่า อาจถึงเวลาสมควรแล้วที่จะยุติตำนานไว้เพียงเท่านี้

ในตอนสุดท้าย บอยถูกเชิญให้กลับมาช่วยกำกับอีกครั้ง โดยเนื้อหาหลักๆ คือพี่น้องแต่ละคนเติบโตขึ้น และถึงจุดที่ต้องเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

เอกพล ถูกโปรโมตให้เป็นหัวหน้าสาขาธนาคารอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่วนทศพลหลังแต่งงานกับนัท แฟนสาวและย้ายไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่พีรพลยังคงอยู่ที่เมืองไทยต่อไป โดยไม่มีพี่ชายคอยจ้ำจี้จ้ำไชอีกแล้ว

แม้ละครจะปิดฉากลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปไหน คือความทรงจำอันงดงามที่เกิดขึ้นจากความผูกพันของ 3 ตัวละครพี่น้องนั่นเอง

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง
กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

05

3 หนุ่ม 3 มุม x2

ตลอด 22 ปีที่หายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ มีกระแสเรียกร้องให้บอยนำซิตคอมเรื่องนี้กลับมาสร้างใหม่อยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาเขากลับรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม

“จริงๆ มีคนสนใจ อยากเอา กบ-แท่ง-มอส ไปทำเป็นเหมือน เอก-ทศ-พี ยี่สิบปีต่อมาเหมือนกัน แต่ผมบอกไม่ได้ ผมหวง คือถ้าอยากให้ทั้งสามคนไปทำอะไรผมต้องรับรู้ อย่างตอนนั้น ละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง เขาวางตัวพี่น้องมีทั้งกบ-แท่ง-มอส แต่ผมบอกไม่ได้ สามคนนี้ต้องเป็น เอก-ทศ-พี เท่านั้น สุดท้ายในเรื่องก็เลยเหลือแค่กบกับแท่ง”

กระทั่ง พ.ศ. 2563 บอยจึงตัดสินใจรื้อฟื้นตัวละครสุดคลาสสิกขึ้นมาอีกครั้ง ในชื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม x2

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

จุดเริ่มต้นของไอเดียเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังว่ายน้ำอยู่ แล้วก็นึกเล่นๆ ว่า หากตัวละคร 3 พี่น้องยังอยู่ ลูกๆ ของพวกเขาก็คงโตกันหมดแล้ว พอคิดไปเรื่อยก็เริ่มสนุก เพราะมีประเด็นให้ต่อยอดเต็มไปหมด และถ้าทำเป็นซิตคอมก็คงดี จึงมอบหมายให้ทีมงานช่วยกันพัฒนาบทต่อ โดยวางกรอบคร่าวๆ ให้แต่ละคนต่างเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวซึ่งต้องเลี้ยงดูลูกชาย 1 คน เพื่อให้คงความรู้สึกและเสน่ห์ดั้งเดิมของละครเอาไว้ให้มากที่สุด 

“ผมคุยกับคนเขียนว่า สิ่งที่สำคัญสุดคือคุณต้องซื่อสัตย์กับตัวละคร เพราะเขามีราก มีประวัติ มีคาแรกเตอร์ของเขามาแล้ว หากเจอสถานการณ์แบบนี้จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ถ้าไม่ซื่อสัตย์กับมัน นักแสดงก็เล่นไม่ได้ เพราะตัวละครมันใหญ่กว่าสิ่งที่เราคิด เราไปบังคับปากกาไม่ได้นะ เพราะบางทีตัวละครก็เป็นฝ่ายบังคับเรา

“อย่างตอนแรกที่ถ่ายทำ ผมขนลุกเลย พอตัดต่อเสร็จ ผมโทรหา กบ-แท่ง-มอส กบบอกว่าปกติก็เจอกันบ่อยๆ แต่วันนั้นที่ถ่ายทำ พอมองไปเขาเห็นเป็นทศพลกับพีรพล ไม่ได้เห็นเป็นแท่งกับมอส คือชีวิตจริงเขาเป็นน้องเล็กในบ้าน  แต่พอมาอยู่นี่เขาเป็นพี่ใหญ่ และพอเจอทศพลกับพีรพล เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นพี่ใหญ่คอยดูแลมันสองคนอีกแล้ว”

ความแตกต่างของ 3 หนุ่ม 3 มุม x2 กับเวอร์ชันเก่า นอกจากตัวละครที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณแล้ว ยังมีเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยแทรกเข้ามาด้วย ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องทัศนคติ วิธีการใช้ชีวิต ความสนใจ บุคลิกภาพ และการวางตัว

ขณะเดียวกัน ตัวละครแต่ละตัวก็จะมีปมปัญหาของตัวเอง เช่น เอกพลคิดว่าตัวเองมีดวงกินเมีย เพราะไม่ว่าจะแต่งงานกี่หน ภรรยาก็เสียชีวิตหมด พีรพลเก็บงำความลับเกี่ยวกับแม่ของอูโน่ หรือแม้แต่เฟิร์ส ลูกชายของทศพล ซึ่งตัดสินใจย้ายมาอยู่กับพ่อที่เมืองไทย ทั้งที่เติบโตในสหรัฐอเมริกามาตลอดชีวิต

กว่าจะเป็น 3 หนุ่ม 3 มุม ซิตคอมแห่งความผูกพันที่ลาจอไป 22 ปี ก่อนจะพาลูกกลับมา x2 ในปีนี้, มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ บอยจึงเชื่อว่าผู้ชมรุ่นเก่าที่เป็นแฟนประจำของ 3 หนุ่ม 3 มุม รวมถึงคนรุ่นใหม่ซึ่งอาจเคยได้ยินแต่ชื่อมาก่อนแต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นอย่างไร น่าจะเข้าถึงและสนุกกับละครเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

“แม้จะเป็นละครเรื่องที่สอง แต่สำหรับผมนี่คือจุดเริ่มต้นของอาชีพ เพราะใครจะคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวที่เราเขียนขึ้นตอนอยู่เมืองนอก วันหนึ่งก็ได้ทำมันจริงๆ แถมยังประสบความสำเร็จด้วย พอวันนี้เราเอากลับมาทำใหม่ คนฮือฮากันเยอะมาก บางคนตกใจ ส่วนเราเองก็ตื่นเต้นไปด้วย แน่นอนว่าเราคาดเดาไม่ได้หรอกว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไร แต่เราก็คิดว่าเราเลือกในทางที่น่าจะลงตัวที่สุด สำหรับ 3 หนุ่ม 3 มุม ที่จะกลับมาใน พ.ศ. นี้”


ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • บทสัมภาษณ์คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
  • หนังสือ Boy Story 20 ปีแรก ในชีวิตการทำงานของบอย ถกลเกียรติ
  • สารนิพนธ์เรื่อง สามหนุ่มสามมุม ความสำเร็จหนึ่งของแกรมมี่ โดย สุทธิรัก ประเสริฐ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Writer & Photographer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load