ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกท่าน สู่บทสัมภาษณ์ที่มีรอยยิ้มตลอดทางและครึกครื้นไปกับฉากทัศน์ที่อรรถรสได้สาแก่ใจ เพราะตั้งแต่ “พี่คะ..ฉากแท่มแท้ม..เขาแท่มแท้มกันจริงไหม” จนไปถึง “มึงฆ่าน้องกูนะ มึงทำเหี้ยแบบนี้ได้ยังไง!”

ทำให้ต้องยอมรับจริง ๆ ว่านี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่หลากรสชาติ มากเครื่องเคียง ที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของผู้เขียน 

เธอคนนี้คือ ครูลูกแก้ว-วริศรา บำรุงเวช ครูสอนการแสดง, Acting Coach, TikToker และอีกหลายบทบาทในโลกที่เธอสามารถเป็นได้ เราชวนเธอมาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ตั้งแต่ขึ้นรถตู้ไปเรียนแอคติ้งที่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 17 แล้วสอบเข้านิเทศฯ การแสดง ฝึกฝนตนเองจนป็นทั้ง ‘ครู’ และ ‘โค้ช’ ของสถาบันสอนการแสดง The Drama Academy 

ไม่เท่านั้น เธอยังเป็น TikToker ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน ด้วยการนำเสนอคอนเทนต์รูปแบบ Q & A ที่เน้นตอบคำถามเบื้องหลังการแสดง ลึกบ้าง ตื้นบ้าง แต่สำคัญตรงไหนล่ะ ? ถ้าคำว่า ‘ในวงการ’ ก็มีแต่เรื่องที่เรา ๆ อยากรู้ 

เพื่อความบันเทิงในระหว่างอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ ผู้เขียนต้องรบกวนให้ผู้อ่านกดเปิดเสียงครูลูกแก้วในความคิด ปรับไดนามิกให้สุด พร้อมจินตนาการความเล่นใหญ่รัชดาลัยในระหว่างพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจนจบของแอคติ้งโค้ชผู้นี้

บางเรื่องใครฟังก็ขำไม่ออก บางเรื่องใครบอกก็หลุดขำกันทุกคน 

ทางผมพร้อมแล้ว คุณผู้อ่านพร้อมนะครับ 

เทปเดิน..ซีน 1..คัท 1..เทค 1…แอคชั่น !

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

เดี๋ยวก่อนนะ คุณจบนิเทศฯ แต่เคยไม่รู้จักคำว่า ‘นิเทศศาสตร์’ มาก่อนเหรอ

ชีวิตเรารู้จักแต่หมอ พยาบาล ครู จนเพื่อนบอกว่า ‘มึงน่าจะเรียนนิเทศฯ นะ’ เพราะสมัยมัธยมเราเป็นเด็กกิจกรรม ด้วยความเด็กต่างจังหวัดก็งงว่า นิเทศฯ มันคืออะไรวะ ก็เลยต่ออินเทอร์เน็ตแล้วค้นหาคำว่า ‘นิเทศศาสตร์’ มันก็ขึ้นมาว่า ‘นิเทศ จุฬาฯ’ พอลองอ่านรายละเอียด เห้ย นี่มันกูชัด ๆ

อะไรที่ทำให้มั่นใจว่า ‘เห้ย นี่มันกูชัด ๆ’

เราเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เรียนดีประมาณหนึ่ง เลือกสายวิทย์ตอน ม.ต้น เคยไปออกงานประกวดชื่อ Scient Show เป็นโชว์กลทางวิทยาศาสตร์ เราก็เข้าใจว่าเราชอบวิทย์มาตลอด แต่ที่ไหนได้ เราชอบโชว์ (หัวเราะ) เราชอบตอนที่ได้แสดง ไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์ พอขึ้น ม.ปลาย เราก็เรียนไม่ค่อยไหว ในหัวมีคำถามเยอะมาก เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้วนะ 

ไม่ใช่แล้วทำยังไงต่อ

ก็คุยกับพ่อแม่ เขาอยากให้เราเป็นหมอ จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ห้ามเรามากนะ ค่อนข้างน่ารัก แต่เพราะเป็นข้าราชการครู บวกกับคนยุคนั้นในต่างจังหวัด เขามองว่าการทำงานในวงการเป็นเรื่องไกลตัว เราจะไปยืนตรงนั้นได้เหรอ ซึ่งตัวเราไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้นเลย คิดสั้น ๆ ว่าชอบ ก็เรียน 

เราค่อนข้างมั่นใจมากว่า ถ้าเราเรียนในสิ่งที่ชอบ มันต้องมีลู่ทางสิวะ ต้อง Survive ได้

คุณรอดจาก ‘เด็กสายวิทย์’ จนมาเจอทางที่ตัวเองรักได้ยังไง

ตอนนั้นบอกแม่ว่า ‘แม่ ไปอ่านนิเทศฯ จุฬามา มันตรงมากเลยนะ’ แม่บอกว่า ‘กระแสนิยมแน่นอน’ เราก็ยังบอกแม่อีกว่า เอาจริง ๆ นะ ที่ผ่านมาหนูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองและดูแลตัวเองได้ แม่คิดว่าหนูเรียนนิเทศฯ ไปแล้วจะไม่มีงานเหรอ  

แล้วสมัยก่อนมันก็มีวิชาแนะแนว ให้เราทำควิซ ผลสรุปออกมาเป็นนิเทศบ้าง อักษรบ้าง ผลมันออกมาฝั่งแบบคอมมูฯ (Communication) หมดเลย แล้วในยุคนั้นก็มีเว็บเด็กดี เขาจัดอบรมการแสดง เราก็ไปสมัครทำกิจกรรมกับเขา จนพ่อแม่รู้สึกว่าลูกน่าจะชอบจริง ๆ คงไม่ใช่กระแสแล้ว พออายุสิบเจ็ดก็เลยขอเงินแม่มาเรียนแอคติ้งที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเป็นโรงเรียนของ ครูเล็ก ภัทราวดี นั่งรถตู้จากสุพรรณฯ มาเรียนทุกอาทิตย์ 

เรารู้สึกว่านี่มันคือฉันนน นี่ฉันไปอยู่ที่ไหนมา มันใช่ไปหมด ถูกต้องไปหมดเลย (มือครูลูกแก้วมือเริ่มปัดป่ายในอากาศ) ตอนอยู่ต่างจังหวัดเราไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน อินเทอร์เน็ตยุคนั้นก็ไม่ได้เข้าถึงอะไรมาก 

ยังจำการแสดงครั้งแรกของตัวเองได้ไหม

จำได้ เราเล่นเป็นโสเภณี ! 

สมัยเรียนก็มีเล่นละครนิเทศจุฬาฯ ในหอประชุม ตอนนั้นเล่นอยู่สองเรื่อง คือ วิมานมายา กับ ฟินาเล่ ตอนนั้นเล่นแย่มากเลยนะ กะโหลกกะลามาก แล้วตอน วิมานมายา เราเล่นเป็นโสเภณี ส่วน ฟินาเล่ เรื่องราวมันเกี่ยวกับโรงละคร ได้รับบทเป็นตัวละครหนึ่งที่เป็นตัวประกอบที่อยากได้บทมาก ๆ ก็สนุกดี 

แล้วชีวิตจริงคุณรับบทเป็นอะไร

มันมีสองคำ ต้องแยกก่อนนะ หนึ่ง ครูสอนการแสดง สอง แอคติ้งโค้ช 

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

ครูสอนการแสดง กับ แอคติ้งโค้ช ต่างกันยังไง

ครูสอนการแสดงต้องสอนการแสดงตั้งแต่ระดับพื้นฐานไล่ไปถึงระดับแอดวานซ์ ซึ่งอาชีพครูสอนการแสดงจำเป็นมาก ถ้าเกิดนักแสดงข้ามไปเวิร์กชอปโดยที่พื้นฐานไม่แน่น มันเหมือนเอานักกีฬาที่ไม่ผ่านการเทรนไปลงสนาม แบบนั้นไม่เวิร์กแน่ ๆ ส่วนแอคติงโค้ชก็เหมือนโค้ชนักฟุตบอลที่อยู่ริมสนาม ถ้าเขาเล่นไม่ได้ เรามีหน้าที่ทำให้เขาเล่นได้

เรายกตัวอย่าง ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) เขาน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่ถูกพูดในเรื่องแอคติ้งโค้ชของประเทศไทย ซึ่งมันเริ่มมาจากหนังเรื่อง แฟนฉัน (2003) เรื่องนั้นนักแสดงเด็กเยอะใช่ไหม แล้วผู้กำกับดูแลยาก ก็เลยมีอาชีพนี้ขึ้นมาเพื่อดูแลเด็กให้เด็กเล่นให้ได้ เพราะสมัยก่อนเด็กจะท่องบทกันแบบ

ทำ-ไม-เหรอ – (ครูลูกแก้วเลียนเสียงใส ๆ ของเด็ก ไม่มีน้ำหนักแบบอ่านท่อง) 

ฉัน-รัก-เธอ – (ทำท่าตามคำ ชี้ตัวเองและอีกฝ่าย เหมือนท่าเต้นเพลงออกกำลังกายยามเช้าของเด็กเล็ก)

แต่เราช่วยให้พูดให้เป็นธรรมชาติได้ ก็ฉันรักเธออะ หรือถ้าผู้กำกับอยากให้นักแสดงร้องไห้ฟูมฟาย เราก็มีหน้าที่บิลด์อารมณ์ให้เขารู้สึก ต้องใช้จินตนาการทุกวิถีทางให้นักแสดงรู้สึกตามนั้น

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

แล้วแอคติ้งโค้ชคนนี้เคยทำใคร ‘ร้องไห้’ มาบ้าง

ปิงปอง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เราไปแค่ฉากร้องไห้เลย เพราะ พี่เติ้ล (กิตติภัค ทองอ่วม) ที่เป็นผู้กำกับเขาเก่งเรื่องคอมเมดี้อยู่แล้ว แต่ฉากนั้นปิงปองต้องร้องไห้ เขาก็ห่วงว่าจะร้องไห้ได้ไหม ก็เลยจ้างเราไปแค่ครึ่งวัน พอปิงปองร้องไห้เสร็จ เราก็สวัสดี รับเงิน กลับบ้าน คือไปแค่นั้นจริง ๆ ไปเพื่อทำให้ปิงปองร้องไห้ (ฉากที่ว่านี้อยู่ใน ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์ Season 3 Ep 9 ฉากที่ปิงปองถูกคนรักบอกยุติความสัมพันธ์ในห้องพัก แล้วร้องไห้หนักอย่างสิ้นหวัง เป็นฉากสะเทือนใจที่หลายคนยังจำกันได้ดี)

นอกจากทำนักแสดงร้องไห้ อาชีพแอคติ้งโค้ชต้องทำอะไรอีก

มีสองพาร์ต พาร์ตเวิร์กชอปกับพาร์ตไปหน้าเซ็ต

พาร์ตเวิร์กชอปเราก็จะอ่านบท แล้วประเมินว่าตัวละครที่ให้เราเวิร์กฯ เป็นตัวหลักกี่คน แล้วทักษะอะไรบ้างที่เขาต้องการจากเรื่องนี้ เช่น ซีรีส์วาย ต้องการเคมีคู่ ก็ต้องนัดตัวเอกเพื่อมาเวิร์กชอปปรับเคมีก่อน หรือถ้าทำซีรีส์คอมเมดี้ นักแสดงก็ต้องมาทุกคน เพื่อมาทำพื้นฐานคอมเมดี้ด้วยกัน

ส่วนพาร์ตหน้าเซ็ต ก็ทำงานเหมือนทีมงานคนหนึ่ง เราต้องดูเบรกดาวน์ วันนี้มีถ่ายซีนอะไร อยู่หน้าเซ็ตก็ต่อบทให้นักแสดง บรีฟนักแสดง เสริมเรื่องแอคติ้งว่าในหัวต้องคิดอะไรเพื่อบิลด์อารมณ์ แล้วก็ดูแลนักแสดงหลังจากนั้นด้วย สมมติว่าเขาต้องร้องไห้ ก็ต้องปรับอารมณ์หรือช่วยเหลือเขาตรงนั้น 

การโค้ชครั้งไหนที่ท้าทายคุณที่สุด

เรื่องแรก ๆ ทำหนังผี เพื่อน..ที่ระลึก (2017) กับ เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน (2014) ที่ท้าทายคือ หนังผีจะมี Emotional Extreme สุดโต่งมาก แล้วตอนนั้นเรายังเด็กกว่านี้ มีความกังวลว่าจะใช้วิธีนั้นได้ไหม วิธีนี้ได้ไหม ถ้าลำบากขึ้นมาอีกก็ เรื่อง เคว้ง (2019 ซีรีส์ไทยเรื่องแรกของเน็ตฟลิกซ์ประเทศไทย) เหนื่อยที่โลเคชัน แถมลำบากตรง Multiple Characters คือเราต้องดูแลตัวละครเยอะมาก เราจะทำให้มันต่างกันได้ยังไง แล้วถ้าฉากนั้นต้องดราม่าหลายคน เราจะไปอยู่ตรงไหน อยู่กับใคร บางทีก็ต้องให้คนที่ดูแลตัวเองได้ดูแลกันไปก่อน 

คุณบิลด์นักแสดงยังไง สาธิตให้ดูหน่อย

ลองคิดซิ ถ้าสมมติว่าออกจากประตูนี้ไป แล้วไม่มีเขามันจะเป็นยังไง 

เราพูดแค่นี้ แล้วนักแสดงบางคนก็ดูแลตัวเองได้เลยก็มี หรือบางคนเป็นสายที่ชอบให้คนมาแอทแท็กเยอะ ๆ สมมติว่าในฉากที่ตัวละครต้องรู้สึกผิดที่ทำให้คนตาย อาจจะบิลด์ในเบอร์ที่..

มึงฆ่าน้องกูนะ มึงทำเหี้ยแบบนี้ได้ยังไง! 

แต่เราก็ต้องรู้นะว่าทรงของนักแสดงเขาเป็นประมาณไหน (หัวเราะ) หรือบางคนมาในรูปแบบ ‘นักร้องตาม’ เขาร้องก่อนไม่ได้ แต่ถ้าเห็นอีกคนร้อง เขาจะร้องด้วย เราก็จะร้องไห้ใส่ก่อนเลย สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ว่าใช้วิธีการไหนกับเด็กคนไหน 

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

เคยอินกับบทมาก ๆ จนเกิดผลกระทบกับตัวเองบ้างไหม

สำหรับเราไม่เคย พอสั่งคัตเราก็ปรับตัวได้ปกติ เพราะถูกสอนมาว่าศิลปินคือเจ้าของปากกา เราถือมัน เราก็ต้องวาง ดังนั้น อยู่กับปัจจุบัน คัตปุ๊บก็ไปกินน้ำกินท่าเปลี่ยนร่างกาย เปลี่ยนการโฟกัส เปลี่ยนจินตนาการที่อยู่ในหัว (แล้วเด็กที่คุณเคยโค้ช เจอปัญหาแบบนี้ไหม) มีนะ ประมาณว่ากลับบ้านไปแล้วโทรมาว่า ครู หนูเอาไม่ออก หนูยังคิดวนอยู่ เราก็ตอบให้เขาค่อย ๆ หายใจแล้วอยู่กับลมหายใจปัจจุบัน หนูคือใคร ใช่ตัวละครไหม ถ้าไม่ใช่ ไปทำในสิ่งที่ตัวละครจะไม่มีวันทำ 

เราเคยอ่านเรื่อง วาคีน ฟีนิกซ์ (Joaquin Phoenix) ตอนที่เขาเล่น Joker (2019) เขาบอกว่าเขาจูนเอาต์ได้ เพราะตอนเป็นโจ๊กเกอร์ เขาอยู่กับความฮังเกอร์ ความหิวโหยตลอดเวลา ต้องลดน้ำหนัก ต้องอยู่กับมายด์เซ็ตของโจ๊กเกอร์ แต่พอเขาตัดปุ๊บ ไม่เป็นโจ๊กเกอร์ละ เขาก็บินกลับบ้านที่แอลเอ ก็อ้าว นี่ไงหมาฉัน ไม่ใช่หมาโจ๊กเกอร์ มันการกลับมาอยู่กับปัจจุบัน 

จากครูสอนการแสดงและแอคติ้งโค้ช อะไรบิวต์ให้มาเปิดช่อง TikTok  

ตอนแรกเลย รุ่นน้องที่รู้จักในคณะทำงานที่ TikTok เขามาอบรมสอนตัดต่อให้เด็กที่นี่ ซึ่งตอนนั้นเราเป็นครูอยู่ ก็เลยโหลด TikTok มาด้วย แล้วทำอะไรโง่ ๆ เล่นไปด้วย ทีนี้ไปเจอพี่คนหนึ่งเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก ชื่อ ครูฝน ภักดี เขาสอนบุคลิกภาพ ครูฝนมาคุยกับเราว่าตอนนี้โรงเรียนสี่ชั้นเต็มหมดแล้ว เพราะคนมาจาก TikTok เราก็เลยแบบ จริงเหรอ

จนช่วงโควิด-19 รอบแรก ครูเงาะเขาให้เรามาดูแลโรงเรียนให้ เป็นเหมือนครูใหญ่คอยจัดการคลาส ทำคอร์สออนไลน์อะไรดี ทำยังไงให้โรงเรียนอยู่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าเราต้องสร้างตัวตน พวกเราจะพึ่งบารมีแม่ (ครูเงาะ) ไปตลอดได้เหรอ ก็เลยลองทำดู 

ฉากเปิดตัวใน TikTok ของครูลูกแก้วคืออะไร

เป็นคลิป สาเหตุที่ทำให้คุณยิ้มไม่สวย คือหนึ่ง ยิ้มแหย ๆ สอง ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม ก็ต้องแก้ที่จินตนาการหน่อยว่า คุณมีความรู้สึกมีความสุขจริง ๆ เวลาถ่ายรูป เมืองไทยเราติดนิสัยยิ้ม = รอด มันก็จะติดยิ้มกันแบบที่มันไม่ได้สนุก ไม่ได้ออกมาจากข้างใน คนตามคลิปนี้เยอะเลยนะ คือนับแต่นั้นมาก็ทำคลิปเรื่อย ๆ

@krulukkaew

สาเหตุของการยิ้มไม่สวยและวิธีการแก้ไข #krulkacting #tiktokuni

♬ original sound – Warissara Bumrungwac – ครูลูกแก้ว

ตอนแรกไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะมีคนติดตามถึงสองแสนคน เพราะมันดู Niche Market มาก แต่พอทำไปเรื่อย ๆ เห้ย มันมีคนอยากรู้เยอะ แถมไม่ต้องใช้เวลาคิดคอนเทนต์ เพราะเราทำคอนเทนต์จากคำถาม มีคนมาถามทุกวัน แล้วก็อัดตอบ 

คุณคิดว่าคาแรกเตอร์ของ TikTok ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นยังไง 

เราว่า TikTok รวบรวมคนที่อยากแสดง คิดไปคิดมาคือทาร์เก็ตของเราอยู่ในนั้น อัลกอริธึมมันง่าย คนมาตามเราง่ายมาก เขาแค่กดดูไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ใช่ Loyalty Fan ไม่ใช่เราไม่มีนะ มันก็มีบ้าง จากใน TikTok เขาก็จะมาติดตามเราในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย เพราะหน้าโปรไฟล์เรามันเชื่อมไปไอจีได้ ไลน์ก็ได้ ถ้าเขาสนใจก็ซื้อคอร์สเรียนได้เลย อีกเหตุผลที่เราต้องทำ ก็เพราะเป็นปลั๊กเชื่อมไปสู่แพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เขาอยากติดตามเรามากกว่า

แล้วคาแรกเตอร์ของคนที่เล่น TikTok เป็นแบบไหน

TikTok มีเด็กน้อยเยอะนะ มีช่วงหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว เราเข้าสัมมนาเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น ทำให้เรารู้ว่าเด็กเปิดแอปฯ ค้างอยู่สองแอปฯ คือ Instagram กับ TikTok เพราะเขาชอบ Short Story กัน Reel ก็เลยมา เพราะไม่งั้นก็โดน TikTok กินเรียบ ฉะนั้น TikTok คือ Young Gen มาก ๆ แต่เราก็เจอเด็กที่เติบโตแล้วกับเด็กจริง ๆ นะ เคยเจอคอมเมนต์ที่เห็นแล้วต้องทำใจอย่างเดียว เช่น เป็นครูเหรอ ไม่เห็นจะเล่นดีเลย แบบนี้ก็มี เราก็ช่างเขา ปล่อยเขาไป 

ซึ่งเราเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นนักจิตวิทยานะ เขาบอกว่าบางทีต้องเข้าใจก่อนว่า คนคนนั้นอาจคิดว่าเขาสนิทกับเรา เพราะเขาเห็นหน้าเราทุกวัน บางทีเขาไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยความสนิท เขาก็เลยแสดงออกแบบนั้น

คอนเทนต์หลักของครูลูกแก้วคือการตอบคำถาม มีคำถามไหนพีค ๆ บ้าง

“คนที่ตายในทีวี เขาตายจริงไหมคะ” 

“เขาโดนต่อยจริงไหม” 

“โดนเข็มฉีดยาแทงจริงไหม” 

“ดาราเขามีกลิ่นตัวไหมคะ”

“ฉากแท่มแท้ม เขาแท่มแท้มกันจริงไหม”

หนูลูก นี่ถามจริง ๆ ใช่ไหม เราเอ็นดูนะ คืออยู่ใน TikTok ต้องจิตใจแข็งแรง มีคนหนึ่งเคยถามว่า “ถ้าพระเอกกับนางเอกจูบกันแล้วเขาท้อง ต้องไปทำแท้งไหม” ถามแบบนี้ประมาณสามสี่คลิปเลยนะ เราก็โอเคลูก การท้องเกิดจากไข่และสเปิร์มปฏิสนธิกัน ทีนี้ในการแสดงมันไม่มีถึงขั้นที่ให้ไข่กับสเปิร์มมันมาปฏิสนธิกันได้ ก็ไม่ท้องนะคะ 

@krulukkaew

Reply to @maxs75201 ถ้านักแสดงเสียชีวิตระหว่างถ่ายทำ ทำไง #tiktokแนะแนว #tiktokuni #ฉันเพิ่งรู้

♬ original sound – ครูลูกแก้ว – ครูลูกแก้ว

ส่วนคำถามที่ถามบ่อยที่สุดก็ อยากเป็นนักแสดงต้องทำยังไง ซึ่งเราแก้ปัญหาด้วยการทำคลิปลงยูทูบ ความยาวประมาณสิบสี่นาที พูดไปเลย อยากเป็นนักแสดงต้องทำอะไรบ้าง ทีนี้พอใครถามใน TikTok ก็จะบอกเลยว่าให้ดูคลิปนี้ 

บางคนถามเรื่องเกี่ยวกับทักษะก็มี เช่น เทคนิคการจำบท เทคนิคการร้องไห้ ซึ่งอันไหนที่คนถามเยอะ เราก็จะเอามาทำเป็นอัลบั้มคลิป รวบรวมไว้เป็นหมวด ๆ เช่น Acting Challenge เทคนิคแอคติ้งต่าง ๆ การถ่ายทำ และเบื้องหลังการถ่ายทำ วิธีการส่งแคสเขาต้องทำอะไรบ้าง

คำถามแบบไหนที่จะเข้ารอบ 

เราดูว่าอันไหนที่เป็นประโยชน์ก็อัดตอบลงในคลิป เช่น ตากล้องต้องมีสคริปต์ไหม ออกกองฝนตกใช้อะไร เราเคยทำหนังฝนตกมาก่อน เรามีรูป มีคลิป ก็เลยทำเป็นโพสต์วิดีโอดีกว่า ซึ่งเนื้อหาบางทีก็วน ๆ เอาเรื่องเทคนิคกลับมาพูดบ้าง เอาเรื่องความมั่นใจกลับมาพูดบ้าง 

มีช่วงหนึ่งเด็กจะถามในแง่ตัวเองจะขาดสิ่งนั้น เช่น หนูหน้าไม่ดี คงเป็นนักแสดงไม่ได้หรอกใช่ไหมคะ นักแสดงต้องรวยทุกคนไหมคะ ต้องขาวไหมคะถึงจะเป็นนักแสดงได้ – แล้วรัศมีแขล่ะ พี่เบนซ์ พรชิตา, แนท น้ำตาล เขาก็เป็นได้ 

หรือหนูมีสิว หนูก้นลาย หนูมีแผลเป็น หนูเป็นนักแสดงได้ไหม คือพอเป็นวัยรุ่นเขาจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์-รูปลักษณ์ของตัวเอง เรื่องพวกนี้ยิ่งรู้สึกว่ายิ่งต้องอยู่ใน TikTok เพื่อจะบอกว่า You’re beautiful in your way นะ เราสวยในแบบของเรา นักแสดงก็เป็นมนุษย์ สิวเขามีปกติ ถ้ามีก็รักษา 

เด็กไม่มั่นใจเพราะอะไร

คิดว่าจังหวะวัยรุ่นนะ เราอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน แล้วคำคอมเมนต์จากเพื่อนมีอิทธิพลมาก เช่น “มึงไม่เห็นจะสวยเลย” “มึงเป็นดาราไม่ได้หรอก” “หน้าบาน อีอ้วน” มันคือคำที่เพื่อนบูลลี่ แล้วตอนวัยรุ่นเรายังไม่สตรองพอ เรายังหาตัวเองไม่เจอ ก็จะรู้สึกเขว รวมถึงบางบ้านถ้าโดนพ่อแม่ด่ามาด้วย ทีนี้ก็กู่ไม่กลับ 

อยากเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องพวกนี้ไหม 

ใช่ค่ะ ตลอด เราสอนเด็กวัยรุ่นเยอะและเชื่อว่าความมั่นใจมันส่งผลกับชีวิตเยอะด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือเป็นใครก็ตาม เราไม่อยากให้คุณอยู่กับปัญหาตลอดเวลา ก็เลยจริงจังกับประเด็นความมั่นใจ ซึ่งสำหรับเด็ก เรื่องความมั่นใจจะ ‘Effect by ความสวย’ คิดว่าคนนั้นคนนี้จะรู้สึกยังไงกับเรา แต่ความจริงคือ เราห้ามความคิดใครไม่ได้ ถ้าคุณวิ่งตามให้คนอื่นชอบ เหนื่อย อยากใช้ชีวิตเหนื่อยไหมล่ะ 

ครูลูกแก้ววางบทตัวเองในโลกออนไลน์ไว้ยังไง

เราอยากเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในโลกของวงการ 

เพราะวงการ ‘ไม่ปลอดภัย’ เหรอ

มีเด็กโดนหลอกจากมิจฉาชีพเยอะ จากการไปแคสงาน หลอกด้วยการบอกว่าเราชอบเธอมาก อยากได้เธอไปเล่น แต่ต้องจ่ายค่าเรียนมาก่อนนะ สองหมื่น แล้วเขาก็เอาเงินสองหมื่นมาจ้างโปรดักชันที่ไม่มืออาชีพมาสอนง่อย ๆ แล้วก็อัดให้เล่นหนังลงยูทูบ เราก็บอกเลยว่า ถ้าเขาจะปั้นเรานะ เราจะไม่เสียตังค์แม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าอยากเรียนโรงเรียนการแสดง ก็ให้มาเรียนโรงเรียนที่มีชื่อ ที่เรารู้ว่าเราจะได้เรียนกับใคร ซึ่งทุกครั้งที่มีคนอินบ็อกซ์มาบอกเราแบบนี้ เราจะขออนุญาตเขาแคปฯ ไปเตือนคนอื่นเลย

คุณเรียนรู้อะไรจากบทบาทที่เป็นอยู่

ถ้าในบทบาทการสอน เราเรียนรู้ว่าวิธีการเก่า ๆ มันไม่เวิร์กกับเด็กทุกคนแล้ว เขาจะไม่ได้อยู่กับการหลับหูหลับตาทำไป สมมติให้ทำท่าน่าเกลียด ก็จะมีคำถามว่า ทำไมต้องทำท่าน่าเกลียด จะเป็นนักแสดงนะ เราก็ตอบว่า เพื่อให้เราไม่คิดเยอะ ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ซึ่งการดีลกับเด็ก Gen นี้ ต้องบอกเป้าหมายเขาด้วยว่าทำไปเพื่ออะไร ส่วนการแอคติงมันทำให้เราเป็นคนที่เข้าใจตัวเอง พอเข้าใจตัวเองมันก็ง่ายต่อการใช้ชีวิต 

บางอย่างเราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นแบบนี้ แต่เราจะรู้เมื่ออยู่ในห้องการแสดง เช่น แต่ก่อนเป็นคนที่ไม่มีพาร์ตอ่อนหวานเท่าไหร่ ไม่ขอร้องใคร ไม่ขอความช่วยเหลือใคร เพราะโตมาแบบผู้หญิงเก่ง สมมติจะจีบผู้ชาย ก็ไม่เคยโชว์ความอ่อนหวาน แต่พอเราแสดง เรารู้ว่าเราก็มีพาร์ตนี้ได้นะ เราขอความช่วยเหลือก็ได้นะ ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นเลย และการออกกองก็ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เราต้องสลัดความหงุดหงิดหรืออะไรก็ตามในซีนที่แล้วให้เร็วที่สุด เพราะชัยชนะของแอคติ้งโค้ช ผู้กำกับ หรือนักแสดง มันขึ้นอยู่กับซีนต่อซีน 

แล้วการเป็น TikToker ตอบแทนคุณยังไง

มันสอนเราเรื่อง Personality Branding สำคัญมากจริง ๆ แล้วมันช่วยจริง ๆ ในโลกยุคนี้ มันทำให้คนเกิดความ Trust ในตัวเรา แต่เราต้องให้ก่อนนะ เขาถึงจะมาซื้อสินค้าหรือตัวตนเรา 

ฉากต่อไปของครูลูกแก้วเป็นแบบไหน

เราอยากเป็นผู้จัด เพราะรู้สึกว่าแอคติงโค้ชมันเป็นปลายน้ำ บทมายังไง เราก็ต้องโค้ชสิ่งนั้น แต่บางทีบทก็ไม่ Make Sense ในอนาคตก็เลยอยากเป็นต้นน้ำ และจริง ๆ เราก็อยากทำซีรีส์เป็นของตัวเองด้วย 

ปีหน้า ถ้าสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น เรามีโปรเจกต์รออยู่เยอะมาก ทั้งซีรีส์ หนังผี หนังคอมเมดี้ แล้วก็มีโปรเจกต์กับโรงเรียนที่คิดว่าคงขยับขยายอะไรได้อีกเยอะ แต่ถ้าโควิด-19 ยังไม่หมด ก็จะพัฒนาไปทางออนออนไลน์แทน

 เข้าฉากกับ ครูลูกแก้ว-วริศรา บำรุงเวช TikToker ที่ตอบทุกคำถามในชีวิตการทำงาน เบื้องหลังการแสดง และวงการบันเทิงไทย จนมีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน

ติดตามครูลูกแก้วได้ที่ : www.tiktok.com/@krulukkaew

Writer

กันติกร ธะนีบุญ

อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการโต๊ะสารคดีที่ชอบอ่าน-เขียนเทียบเท่ากัน ปัจจุบันเป็น Copywriter และนักเขียนอิสระ ผู้หลงใหลในชุดเอี๊ยมและงานศิลปะทุกชนิด

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load