ฝรั่งเศส vs อังกฤษ สนาม Hard Rock Stadium เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา กลายเป็นเวทีของหนึ่งในเกมที่บ้าคลั่งที่สุดของฟุตบอลโลก ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 เมื่อ “สามสิงห์” อังกฤษ เอาชนะ “ตราไก่” ฝรั่งเศส ไปแบบเหลือเชื่อ 6-4 ในนัดชิงอันดับที่ 3 หรือที่ฟีฟ่าเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Bronze Final” ส่งผลให้อังกฤษได้ครองอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ครั้งที่พวกเขาคว้าแชมป์โลกเมื่อปี 1966 เป็นต้นมา และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทีมชาติอังกฤษได้ยืนขึ้นรับเหรียญทองแดงในฟุตบอลโลก หลังจากที่เคยเข้าชิงอันดับ 3 มาแล้วสองครั้งแต่แพ้ทั้งสองครั้ง คือแพ้อิตาลี 1-2 ในปี 1990 และแพ้เบลเยียม 0-2 ในปี 2018
เกมนี้เป็นการพบกันของสองทีมที่เพิ่งพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดในรอบรองชนะเลิศเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า โดยฝรั่งเศสถูกสเปนเล่นเกมรับที่แน่นหนาจนพ่ายไป 0-2 ขณะที่อังกฤษขึ้นนำอาร์เจนตินา 1-0 อยู่นานถึง 30 นาทีก่อนจะถูกไล่ตีตื้นและพลิกกลับมาแพ้ 1-2 ในช่วงท้ายเกม ความพ่ายแพ้ทั้งสองครั้งสร้างความผิดหวังอย่างมากให้กับทั้งสองชาติ เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นหนึ่งในตัวเต็งของทัวร์นาเมนต์ตั้งแต่ก่อนเริ่มการแข่งขัน ทำให้ทั้งสองทีมต้องมาวัดใจกันเพื่อชิงเหรียญทองแดงแทนที่จะได้เล่นนัดชิงชนะเลิศตามที่หวังไว้แต่แรก
ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับตรงๆ ว่าไม่มีใครอยากเล่นเกมนี้ โธมัส ทูเคิล กุนซือทีมชาติอังกฤษ ให้สัมภาษณ์หลังพ่ายอาร์เจนตินาว่า “ไม่มีใครในทีมเรา และไม่มีใครในทีมฝรั่งเศส อยากเล่นเกมนี้ พวกเขาอยากเล่นนัดชิงชนะเลิศ เราทุ่มเททุกอย่างเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น” ขณะที่ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือฝรั่งเศส ก็สะท้อนความรู้สึกคล้ายกันว่าทีมของเขาไม่ได้อยู่ในจุดที่คาดหวังไว้ แต่ก็ยังมีหน้าที่ต้องทำให้ดีที่สุด นอกจากนี้ เกมนี้ยังมีความหมายพิเศษ เพราะเป็นนัดสุดท้ายในตำแหน่งกุนซือทีมชาติฝรั่งเศสของเดส์ชองส์ หลังคุมทัพมานานถึง 14 ปี ซึ่งตลอดช่วงเวลานั้นเขาพาทีมคว้าแชมป์โลกปี 2018 และเข้าชิงชนะเลิศอีกครั้งในปี 2022 ข่าวฟุตบอลโลก2026
ครึ่งแรก: อังกฤษกระหน่ำนำห่าง 4-0 ภายใน 45 นาที

โธมัส ทูเคิล กุนซือทีมชาติอังกฤษ ตัดสินใจปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นตัวจริงถึง 7 ตำแหน่งจากเกมที่แพ้อาร์เจนตินา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการให้โอกาสผู้เล่นตัวรองได้ลงสนามในเกมที่ไม่มีอะไรจะเสีย แต่การตัดสินใจนี้กลับได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเกินคาดในทันที เพียงนาทีที่ 2 ของเกม เดคลัน ไรซ์ กองกลางตัวรับที่ปกติไม่ค่อยได้มีบทบาทในแดนหน้า เปิดสกอร์นำอังกฤษด้วยการวิ่งเดี่ยวทะลุแนวรับฝรั่งเศสและซัดเข้าประตูอย่างสวยงาม สร้างความตกตะลึงให้กับทั้งสนามตั้งแต่ต้นเกม ก่อนที่ไรซ์จะกลับมามีบทบาทอีกครั้งด้วยการยิงคอร์เนอร์ให้เอซรี คอนซา กองหลังที่ขึ้นมาช่วยเกมรุก โหม่งตามเข้าไปเพิ่มเป็น 2-0 ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ทำให้อังกฤษออกสตาร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบและกดดันให้แนวรับฝรั่งเศสที่ปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นเช่นกันต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน
จากนั้นเป็นโชว์เดี่ยวของ บูกาโย ซาก้า ปีกตัวเก่งของอังกฤษ ที่ลงมาเล่นด้วยความมุ่งมั่นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับต้องการพิสูจน์ตัวเองหลังไม่ค่อยได้เป็นตัวจริงมากนักในรอบหลังของทัวร์นาเมนต์ เขาใช้ความเร็วและทักษะเลี้ยงบอลเจาะเข้าไปในกรอบเขตโทษได้ถึงสองครั้งก่อนหมดครึ่งแรก และยิงเข้าประตูทั้งสองครั้งอย่างเยือกเย็น ทำให้อังกฤษนำห่างฝรั่งเศสไปถึง 4-0 เมื่อหมดครึ่งแรก ซึ่งเป็นผลงานที่เหนือความคาดหมายอย่างสิ้นเชิง เพราะก่อนเกมนี้ไม่มีใครคาดคิดว่าทีมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเกมปลอบใจอย่างนัดชิงอันดับ 3 จะกลายเป็นการแสดงฟอร์มที่ดุดันเช่นนี้ ฝ่ายฝรั่งเศสเองก็ดูสับสนกับระบบการเล่นของอังกฤษที่เน้นเกมรุกเร็วและกดดันสูง ทำให้ มิเกล ไมญ็อง ผู้รักษาประตูฝรั่งเศส ต้องทำเซฟหลายครั้งเพื่อไม่ให้สกอร์ห่างไปมากกว่านี้
สรุปครึ่งแรก: ฝรั่งเศส 0-4 อังกฤษ (ประตูจาก เดคลัน ไรซ์, เอซรี คอนซา และบูกาโย ซาก้า 2 ประตู) รวมมีการทำประตูเกิดขึ้นทั้งสิ้น 4 ลูกในครึ่งแรก โดยทั้งหมดเป็นของฝั่งอังกฤษ ถือเป็นครึ่งแรกที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกครั้งนี้
ครึ่งหลัง: ฝรั่งเศสไล่กลับมาสูสี ก่อนอังกฤษปิดเกมได้สำเร็จ

ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ที่แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนกับสกอร์ในครึ่งแรก ตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้เล่นถึง 4 คนทันทีเมื่อเริ่มครึ่งหลัง โดยดึงผู้เล่นตัวหลักที่พักไว้ในเกมรอบรองชนะเลิศกลับเข้ามาเสริมทัพ และการปรับแผนครั้งนี้ก็เริ่มเห็นผลอย่างรวดเร็ว เมื่อ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กัปตันทีมและดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ เดินหน้ายิงประตูที่ 9 ของเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้สำเร็จ สร้างความหวังให้กับแฟนบอลชาวฝรั่งเศสที่เริ่มมองเห็นโอกาสพลิกเกม ไม่นานหลังจากนั้น แบรดลีย์ บาร์โกล่า ปีกดาวรุ่งก็ซัดตามเข้าไปเพิ่มอีกลูก ก่อนที่เอ็มบัปเป้จะยิงซ้ำเป็นประตูที่ 10 ของตัวเองในทัวร์นาเมนต์ ทำให้ฝรั่งเศสไล่สกอร์ขึ้นมาเหลือ 3-4 ได้อย่างน่าตื่นเต้นภายในเวลาไม่ถึง 20 นาทีหลังเริ่มครึ่งหลัง สร้างบรรยากาศตึงเครียดให้กับทั้งสนามและทำให้เกมที่ดูเหมือนจะจบง่ายๆ กลับมาเดือดพล่านอีกครั้ง
จังหวะนี้เองที่กองเชียร์ทั้งสองฝ่ายต่างลุ้นระทึกไปกับทุกจังหวะบอล เพราะทั้งสองทีมต่างเปิดเกมรุกใส่กันแบบไม่มีใครยอมใคร แนวรับทั้งสองฝั่งดูเหนื่อยล้าและเปิดช่องว่างให้คู่แข่งได้จังหวะทำเกมอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งในช่วงท้ายเกม เจ็ด สเปนซ์ กองหลังอังกฤษ ได้จุดโทษจากการถูกทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ และซาก้าก็เป็นผู้รับหน้าที่สังหารจุดโทษได้สำเร็จ ทำแฮตทริกให้ตัวเองและพาทีมขึ้นนำ 5-3 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการปิดเกมของอังกฤษไปแล้ว
แต่เกมนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพราะในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ อุสมาน เดมเบเล่ ปีกตัวเก่งของฝรั่งเศส ปาดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษและยิงประตูด้วยจังหวะที่ไม่มีใครต้านทานได้ ตามมาเป็น 4-5 สร้างความหวังให้ฝรั่งเศสอีกครั้งในวินาทีสุดท้ายของเกม จนหลายคนคิดว่าเกมนี้อาจต้องลากยาวไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ
แต่ท้ายที่สุด จู๊ด เบลลิงแฮม กองกลางดาวเด่นของอังกฤษ ก็เป็นผู้ปิดฉากเกมนี้ด้วยการวิ่งทะลุแนวรับฝรั่งเศสที่เริ่มเหนื่อยล้าและยิงประตูด้วยความเยือกเย็นในช่วงวินาทีท้ายๆ ของเกม ปิดท้ายฤดูกาลอันยอดเยี่ยมของตัวเองพร้อมพาทีมเอาชนะไปด้วยสกอร์สุดท้าย 6-4 ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องของแฟนบอลอังกฤษที่เดินทางมาเชียร์ถึงขอบสนาม
สรุปครึ่งหลัง: ฝรั่งเศส 4-2 อังกฤษ (ฝรั่งเศส: เอ็มบัปเป้ 2 ประตู, บาร์โกล่า, เดมเบเล่ / อังกฤษ: ซาก้า จากจุดโทษ, เบลลิงแฮม) รวมมีการทำประตูในครึ่งหลังทั้งสิ้น 6 ลูก ถือเป็นครึ่งหลังที่มีประตูมากที่สุดครึ่งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแม้จะเป็นเพียงเกมชิงอันดับ 3 แต่ทั้งสองทีมก็ไม่ยอมลดมาตรฐานการเล่นลงแม้แต่น้อย สรุปผลการแข่งขันล่าสุด
สรุปผลการแข่งขัน
ฝรั่งเศส vs อังกฤษ ที่สนาม Hard Rock Stadium เมืองไมอามี เกมนี้จบลงด้วยประตูรวมทั้งสิ้น 10 ลูก กลายเป็นหนึ่งในนัดชิงอันดับ 3 ที่มีสกอร์สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก และเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่เกมนี้ไม่ได้จบลงแบบเรียบง่ายอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ก่อนหน้านี้สถิติของนัดชิงอันดับ 3 ในฟุตบอลโลกทุกครั้งไม่เคยต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษเลย และมีเพียงครั้งเดียวในปี 1986 ที่ต้องต่อเวลาพิเศษ แต่เกมนี้กลับกลายเป็นหนึ่งในเกมที่มีสีสันและดราม่ามากที่สุดของทัวร์นาเมนต์ทั้งหมด แม้จะจบลงภายในเวลาปกติ 90 นาทีก็ตาม
สถิติการแข่งขันแสดงให้เห็นว่าเกมสูสีกว่าที่สกอร์บ่งบอกไว้มาก โดยฝรั่งเศสครองบอล 46% ต่อ 54% ของอังกฤษ มีการยิงประตูรวมฝ่ายละ 19 ครั้งเท่ากัน ขณะที่อังกฤษยิงเข้ากรอบมากกว่าเล็กน้อยที่ 11 ครั้ง เทียบกับฝรั่งเศส 9 ครั้ง ส่วนค่าคาดการณ์ประตู (Expected Goals หรือ xG) ของทั้งสองทีมก็ใกล้เคียงกันมากที่ 2.89 สำหรับอังกฤษ และ 2.8 สำหรับฝรั่งเศส สะท้อนให้เห็นว่าเกมนี้เป็นการดวลกันของสองทีมที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน เพียงแต่อังกฤษสามารถแปลงโอกาสเป็นประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในช่วงเวลาสำคัญ นอกจากนี้ทั้งสองทีมยังไม่มีใบเหลืองหรือใบแดงเกิดขึ้นเลยตลอดทั้งเกม แม้จะเป็นเกมที่ดุเดือดและมีจังหวะปะทะกันหลายครั้งก็ตาม แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของนักเตะทั้งสองฝ่าย
ผลการแข่งขันนี้ทำให้ทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของโธมัส ทูเคิล คว้าอันดับ 3 ของฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากที่เคยเข้าชิงตำแหน่งนี้มาแล้วสองครั้งแต่พ่ายแพ้ทั้งสองหน นับเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมนับตั้งแต่การคว้าแชมป์โลกในปี 1966 และเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยืนยันทิศทางการทำงานของทูเคิลนับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง แม้จะพลาดโอกาสเข้าชิงชนะเลิศในทัวร์นาเมนต์นี้ก็ตาม บูกาโย ซาก้า ที่ทำแฮตทริกในเกมนี้ ก็กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของทัวร์นาเมนต์ในสายตาแฟนบอลทันที
ส่วนฝรั่งเศสแม้จะพลาดโอกาสขึ้นโพเดียมและต้องจบทัวร์นาเมนต์ด้วยอันดับที่ 4 แต่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ยิงไป 2 ประตูในเกมนี้ ก็สามารถไล่ตามและแซงหน้า ลิโอเนล เมสซี ในศึกชิงรางวัลรองเท้าทองคำได้สำเร็จ ด้วยจำนวนประตูรวม 10 ลูกตลอดทัวร์นาเมนต์ ก่อนที่เมสซีจะได้ลงสนามอีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศกับสเปนในวันถัดมา ทำให้เอ็มบัปเป้การันตีตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์นี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และตอกย้ำสถานะของเขาในฐานะหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนี้
สำหรับดิดิเยร์ เดส์ชองส์ นี่คือเกมสุดท้ายในตำแหน่งกุนซือทีมชาติฝรั่งเศส หลังคุมทัพมาอย่างยาวนานถึง 14 ปี ซึ่งตลอดช่วงเวลานั้นเขาพาทีมคว้าแชมป์โลกปี 2018 และเข้าชิงชนะเลิศอีกครั้งในปี 2022 แม้จะปิดท้ายอาชีพในตำแหน่งกุนซือทีมชาติด้วยความพ่ายแพ้ที่ไม่คาดฝัน แต่ผลงานตลอดยุคของเขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในบทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส และเป็นที่คาดการณ์กันว่า ซีเนอดีน ซีดาน จะเข้ามารับตำแหน่งต่อจากเขาในอนาคตอันใกล้
ฟุตบอลโลก 2026 กำลังเดินทางเข้าสู่นัดสุดท้าย นัดชิงชนะเลิศระหว่างสเปนและอาร์เจนตินา ที่สนาม MetLife Stadium ในวันอาทิตย์ ซึ่งจะเป็นการปิดฉากทัวร์นาเมนต์ที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นตลอดทั้งสายการแข่งขัน และเกมชิงอันดับ 3 ระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษในครั้งนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะเป็นเพียงเกมปลอบใจสำหรับผู้แพ้รอบรองชนะเลิศ แต่ก็ยังสามารถมอบความบันเทิงและความทรงจำอันน่าประทับใจให้กับแฟนบอลทั่วโลกได้ไม่แพ้เกมนัดชิงชนะเลิศเลยทีเดียว สรุปข่าวฟุตบอลโลกล่าสุดครบทุกคู่
