ใครล่ะจะไม่รู้จักแม่น้ำโขง เพราะวัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนริมสองฟากฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม ประมง ไปจนถึงท่องเที่ยว ทุกมิติของคนในภูมิภาคนี้ล้วนพึ่งพิงแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาอีกนับพัน ที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่ายที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 60 ล้านชีวิต 

ต้นกำเนิดแม่น้ำโขงเริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต หิมะที่หลอมละลายค่อยๆ ไหลมารวมกัน จนกลายเป็นแม่น้ำไหลผ่านภูมิประเทศอันหลากหลายของประเทศจีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 5,000 กิโลเมตร 

แม่น้ำโขงจึงได้สมญานามว่า ‘เส้นเลือดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกบทบาทของแม่น้ำโขงที่ดำรงมานานกว่า 128 ปี นั่นคือการเป็นเส้นแบ่งเขตแดนประเทศไทยและ สปป.ลาว ซึ่งหลายครั้งถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เพราะหลายคนมองว่าเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนตามแนวแม่น้ำโขงนั้นซับซ้อน และยังมีความคลุมเครือระหว่างประเทศสองฝั่งน้ำ

เพื่อตอบข้อสงสัยเรื่องเขตแดนทางน้ำของไทยที่เกี่ยวโยงกับแม่น้ำโขง เราชวนคุณสนทนากับ คุณทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ผู้อำนวยการกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในทีมผู้ขับเคลื่อนภารกิจด้านเขตแดนไทย 

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

ผู้จะมาบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยโบราณ ที่เส้นแบ่งแต่ละเขตแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังพร่าเลือน สู่การทำสนธิสัญญาว่าด้วยเขตแดนสมัยใหม่กับฝรั่งเศส ประเทศเจ้าอาณานิคมของ สปป.ลาว เมื่อ ค.ศ. 1893 เรื่อยมาจนถึงความสำคัญของการปักหลักเขตแดนไทย-ลาว ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ ค.ศ. 1996

นี่คือวิวัฒนาการที่ไม่เคยหยุดนิ่งตลอดระยะเวลา 128 ปีของเส้นเขตแดนธรรมชาติ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภูมิภาคอย่างแม่น้ำโขง

01 เขตแดนโลกที่เพิ่งเกิดขึ้น

ในห้องทำงานของคุณทรงชัย มีแผนที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผืนใหญ่ปูจรดผนัง แผนที่ผืนนี้ไม่มีเส้นแบ่งประเทศ แต่มีรายละเอียดทางภูมิศาสตร์ละเอียดยิบ ละเอียดถึงขั้นนูนเป็น 3 มิติ ตามความสูงจริงของเทือกเขาต่างๆ ด้วย

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

“เรื่องเขตแดนไม่ใช่แนวคิดที่มีมาดั้งเดิม ในอดีตเราไม่ได้แบ่งประเทศอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม อาณาเขตรับรู้กันคร่าวๆ ว่าข้ามเทือกเขาหรือพ้นแม่น้ำสายใด แนวความคิดเรื่องเขตแดนเป็นเพียงบริเวณไกลที่สุดที่รัฐสามารถใช้อำนาจปกครองไปถึง และพร้อมที่จะใช้กำลังป้องกันเมื่อมีผู้รุกราน ไม่ว่าจะเป็นสมัยสุโขทัยหรือกรุงศรีอยุธยา ล้วนอยู่ภายใต้แนวคิดแบบดั้งเดิมนี้” คุณทรงชัยเริ่มอธิบายด้วยการย้อนสู่อดีต

“ต่อมา ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 นับเป็นยุคสมัยใหม่ที่เกิดคำนิยามของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งระบุว่ารัฐจะต้องประกอบไปด้วยประชากร ดินแดนที่แน่ชัด รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ และความสามารถในการก่อนิติสัมพันธ์”

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความจำเป็นในการใช้ประโยชน์จากดินแดนก็เพิ่มมากขึ้น ทั่วโลกจึงมีแนวโน้มที่จะกำหนดเขตแดนระหว่างกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบัน เขตแดนนับเป็นเส้นแบ่งขอบเขตที่รัฐสามารถใช้อำนาจอธิปไตย และแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้ภายในขอบเขตนั้น

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

การกำหนดเขตแดนมี 2 แบบ คือกำหนดโดยใช้วิธีทางเรขาคณิต และกำหนดโดยใช้สภาพภูมิประเทศ

การกำหนดโดยใช้วิธีทางเรขาคณิต ใช้การลากเส้นตรงจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ เขตแดนของรัฐจำนวนมากในทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา ที่เส้นแบ่งเขตแดนขีดเป๊ะเป็นเส้นตรง

ในขณะที่การกำหนดเขตแดนโดยใช้สภาพภูมิประเทศ เป็นแนวปฏิบัติที่นิยมมากกว่าในปัจจุบัน ใช้อุปสรรคธรรมชาติเป็นตัวแบ่งเขตแดน ที่นิยมใช้กันมากก็คือสันปันน้ำบนเทือกเขาและแม่น้ำ 

ฉันเหลือบตามองแผนที่ 3 มิติด้านหลัง พร้อมกับที่คุณทรงชัยเฉลยว่า ใช่แล้ว มันคือรูปแบบเขตแดนส่วนใหญ่ของไทยนั่นเอง 

02 เขตแดนไทยโดยสังเขป

ถ้าตั้งใจเรียนวิชาสังคมศึกษา น่าจะพอจำกันได้ว่า เขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความยาวมากกว่า 5,000 กิโลเมตร 

แบ่งเป็นเขตแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 798 กิโลเมตร เขตแดนไทย-เมียนมา ประมาณ 2,401 กิโลเมตร เขตแดนไทย-มาเลเซีย ประมาณ 647 กิโลเมตร และเขตแดนไทย-ลาว ประมาณ 1,810 กิโลเมตร 

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

เขตแดนของไทยทุกวันนี้ เป็นผลจากการทำสนธิสัญญากำหนดเขตแดนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ระหว่างประเทศไทยกับอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมของเพื่อนบ้านเราทั้งหมดในเวลานั้น

“ย้อนกลับไปในอดีต เราเผชิญหน้ากับอิทธิพลของเจ้าอาณานิคม ทางทิศใต้และตะวันตกคือประเทศอังกฤษ ในขณะที่ทางตะวันออกคือประเทศฝรั่งเศส เพราะฉะนั้น เราจึงต้องทำข้อตกลงที่กำหนดโดยชาติมหาอำนาจเหล่านั้น เพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดน 

“เมื่อสยามมีเขตแดนของประเทศชัดเจน กลายเป็นรัฐสมัยใหม่ตามข้อกำหนดสากล เราจึงหยุดการขยายอำนาจของรัฐอาณานิคมที่เข้ามาจากทุกทิศทางได้” 

และอย่างที่ทราบกันดีว่า ในช่วงเวลานั้น สยามก็ต้องเสียอาณาเขตซึ่งเคยเป็นหัวเมืองประเทศราชมายาวนานให้แก่ประเทศเจ้าอาณานิคมทั้งสองไปเช่นกัน เพื่อรักษาความเป็นเอกราชและเพื่อคงอธิปไตยของรัฐที่จะทำกิจกรรมใดๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองภายในประเทศได้อย่างเป็นอิสระ

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

“ผู้ที่มีความสำคัญในการเจรจาในเวลานั้น ท่านก็เป็นบรรพบุรุษของพวกเราในกระทรวงการต่างประเทศ และเมื่อเขตแดนทั้งหมดของไทยเกิดจากกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมงานด้านเขตแดนจึงตกทอดมาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

“ประเด็นเขตแดนเป็นเรื่องทางเทคนิคมาก หลายๆ หน่วยงานที่รับผิดชอบงานเขตแดนของประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ อย่างประเทศมาเลเซีย งานเขตแดนจะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือประเทศสิงคโปร์ ก็มีทั้งกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานอัยการสูงสุดที่ดูแลเรื่องนี้”

03 แม่น้ำโขง เขตแดนไทย-ลาว

คุณทรงชัยชี้ให้เราหยิบหนังสือปกดำเล่มหนาที่ดูเก่าแก่และบอบบางขึ้นมาพลิกดู 

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

“ในสมัยที่โลกยังอยู่ในสภาพความคลุมเครือของเขตแดน แม่น้ำโขง เส้นเลือดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่แม่น้ำระหว่างประเทศ แต่เป็นเสมือนแม่น้ำภายในภูมิภาคมากกว่า จนกระทั่งการเข้ามาของประเทศเจ้าอาณานิคม และกติกาสากลว่าด้วยการเป็นรัฐสมัยใหม่

“สนธิสัญญาที่ไทยทำไว้กับฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1893 กำหนดให้สยามสละข้ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนฝั่งซ้าย รวมถึงเกาะทุกเกาะในแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส อธิบายให้เห็นภาพ แม้จะยังไม่ค่อยชัดเจนว่าตกลงแม่น้ำเป็นของใคร ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและเกาะทั้งหมดต้องเป็นของฝรั่งเศสในเวลานั้น”

ต่อมาเกิดการเจรจาขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ. 1926 ว่าด้วยการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนไทย-ลาว ในแม่น้ำโขงโดยเฉพาะ ซึ่งระบุว่าช่วงแม่น้ำโขงที่ไม่มีเกาะตั้งอยู่ ให้ถือร่องน้ำลึกของแม่น้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ส่วนช่วงแม่น้ำโขงที่มีการแยกออกเป็นหลายสาย เพราะมีเกาะให้ใช้ร่องน้ำลึกของสายแยกที่ใกล้ฝั่งไทยที่สุดเป็นเส้นแบ่งเขตแดน

“ร่องน้ำลึกคือจุดที่ลึกที่สุดในแม่น้ำ อยู่ใต้น้ำ จึงมองไม่เห็น ต้องเป็นคนเดินเรือ นักภูมิศาสตร์ หรือนักอุทกศาสตร์ ถึงจะรู้ว่าอยู่ตรงไหนของลำน้ำ อย่างไรก็ตาม ในสนธิสัญญา ค.ศ. 1926 เราได้เกาะที่อยู่ในแม่น้ำโขงมาแปดเกาะ จากเดิมที่เกาะทั้งหมดเป็นของฝรั่งเศส และบังเอิญในสนธิสัญญา ค.ศ. 1926 ระบุให้มีคณะกรรมการไปกำหนดเขตแดนลงในแผนที่แม่น้ำโขงด้วย”

แผนที่อายุร่วม 90 กว่าปีแล้ว สมัยยังไม่มีดาวเทียม ไม่มี GPS ทั้งหมดจัดทำขึ้นด้วยกระบวนการแอนะล็อก คือแผนที่ในหนังสือปกดำในมือเราเล่มนี้นี่เอง ซึ่งคุณทรงชัยบอกว่า เป็นเอกสารประวัติศาสตร์หนึ่งในหลายๆ เอกสารที่ใช้ประกอบการดำเนินการเขตแดน ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

“กระบวนการทำแผนที่มีรายละเอียดและเทคนิคมากมาย ถ้าลงรายละเอียดคงคุยกันไม่จบวันนี้ ผมขอข้ามมาตอนที่ว่า พอคณะกรรมการกำหนดเขตแดนได้ทำงานแล้วเสร็จ เราได้เกาะในแม่น้ำโขงมาเพิ่มมาอีกสามสิบสี่เกาะ เท่ากับเราได้เกาะทั้งสิ้นสี่สิบสองเกาะ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าเรื่องเขตแดนของแม่น้ำโขงมีวิวัฒนาการมาเสมอ ไม่ได้หยุดนิ่ง”

คุณทรงชัยบอกว่า คนมักลืมนึกไปว่าเขตแดนไทย-ลาว ไม่ได้มีแค่แม่น้ำโขง แต่ยังมีเส้นเขตแดนตามร่องน้ำลึกของแม่น้ำเหือง รวมถึงเส้นเขตแดนตามสันปันน้ำของทิวเขาหลวงพระบาง และทิวเขาพนมดงรัก ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีความท้าท้ายในการทำงานที่แตกต่างกันไปตามบริบท

04 ภารกิจงานด้านเขตแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เราเดินทะลุไปยังห้องเก็บเอกสารสนธิสัญญาและแผนที่โบราณที่สว่างไสว ดูทันสมัยราวกับห้องแล็บวิทยาศาสตร์ แผ่นกระดาษอายุหลักร้อยปีที่วางเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบในห้องนี้ มีความสำคัญอย่างมากต่อภารกิจงานด้านเขตแดนไทย

โดยหลักการแล้ว ประเทศไทยเคารพสนธิสัญญาที่ได้จัดทำขึ้นในอดีต และยึดถือเส้นเขตแดนที่เป็นไปตามที่ได้ปักปันกันไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม เขตแดนส่วนใหญ่ของไทยเป็นไปตามสันปันน้ำและร่องน้ำลึก โดยเฉพาะแม่น้ำโขง ซึ่งตลอดเวลากว่า 100 ปีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ 

ดังนั้น แม้จะเคยสำรวจและปักปันเขตแดนกันทั้งหมดแล้วในอดีต แต่เทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์ การสำรวจและจัดทำแผนที่ในอดีตยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะทำให้ได้เส้นเขตแดนที่แน่ชัดเท่าที่ควร หนึ่งในภารกิจหลักของกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ จึงเป็นการดำเนินการเพื่อให้ทราบเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่แน่ชัดนั่นเอง

“เราต้องการทำให้สิ่งที่อาจจะมีความเป็นนามธรรมมากหน่อยในอดีตเป็นรูปธรรมขึ้นมา เช่น ตามสนธิสัญญาระบุเขตแดนไทยกับลาวเป็นไปตามสันปันน้ำ ถามว่าวันนี้เราไปเดินบนภูเขา เขตแดนนั้นอยู่ตรงไหน เราไม่รู้หรอกครับ จึงต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย ด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งด้านลาวดำเนินมาตั้งแต่ ค.ศ. 1996

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

“การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ไม่ใช่การขีดเส้นเขตแดนหรือเจรจาเขตแดนใหม่ เพราะเราปักปันเขตแดน (Delimitation) กันไปแล้วในอดีต สิ่งที่เราทำคือสำรวจและปักหลักเขตแดน (Demarcation) โดยนำสนธิสัญญาและแผนที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากาง เพื่อพิจารณาสิ่งที่เคยตกลงกันไว้ในอดีต หรือที่ภาษากฎหมายระหว่างประเทศเรียกว่า การตีความสนธิสัญญา (Interpretation of Treaties)”

สนธิสัญญาและแผนที่บางฉบับพร่าเลือนไปตามกาลเวลา จึงต้องมีการเก็บรักษาที่ดีทั้งที่เป็นกระดาษและในรูปแบบดิจิทัลหรือไมโครฟิล์ม (ซึ่งมีเครื่องอ่านอยู่เพียงไม่กี่เครื่องในประเทศไทย) ช่วยให้เอกสารเหล่านี้ได้บันทึกสิ่งที่ไทยกับประเทศอื่นๆ ได้ตกลงกันไว้อย่างไม่เลือนลาง

คุณทรงชัยเล่าต่อว่า “จากนั้นก็ลงพื้นที่สำรวจ กองเขตแดนฯ เป็นทีมฝ่ายกฎหมาย ส่วนทางเทคนิคที่ลงพื้นที่สำรวจ มีหน่วยงานคู่แฝดที่ทำงานร่วมกันอย่างกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ช่วยดำเนินการเพื่อจัดทำหลักเขตแดนให้เป็นไปตามที่ตีความ ซึ่งแน่นอนว่ามีอุปสรรคมากมายระหว่างทาง 

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

 “ทั้งความเห็นระหว่างเราและประเทศเพื่อนบ้านไม่ตรงกันบ้าง บางครั้งตีความกฎหมายระหว่างประเทศไม่เหมือนกัน นำไปสู่อีกหน้าที่หนึ่งของกรมสนธิสัญญาและกฎหมายที่จะต้องพูดคุย ทำข้อตกลงกับฝั่งลาวเพื่อให้ทุกอย่างที่ออกมาเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนของเราเป็นที่ตั้งด้วย แน่นอนว่าข้อนี้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว”

05 สนธิสัญญาใหม่ ?

การพูดคุยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันตามที่คุณทรงชัยอธิบาย ไม่ใช่นึกอยากยกหูโทรศัพท์หาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นการพูดคุยบนโต๊ะประชุมระดับประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นภายใต้ชื่อคณะ​กรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission : JBC) ไทย-ลาว โดยจัดมาแล้ว 11 ครั้ง

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ความคืบหน้าในปัจจุบัน การปักหลักเขตแดนไทย-ลาว เฉพาะส่วนผืนดิน คืบหน้าไปแล้วกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ “คนมักถามว่า ทำไมตัวเลขไม่เพิ่มขึ้นเลย ที่มันค้างอยู่นานเพราะยังมีประเด็นปัญหา การตีความสนธิสัญญาหรือความคิดเห็นบางอย่างระหว่างสองประเทศที่ไม่ตรงกัน ในตัวเลขที่นิ่งอยู่นาน จริงๆ แล้วมีการดำเนินการอยู่ตลอด ที่ย่อยลงไปในรายละเอียด”

คุณทรงชัยบอกว่า ในอนาคต เมื่อการเจรจากับลาวสุดสิ้นลง ภารกิจปักหลักเขตแดนสำเร็จครบทุกจุด ก็จะต้องรับรองผลการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวพันกว่ากิโลเมตรนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสนธิสัญญาฉบับใหม่ขึ้น แทนที่หรือเสริมสนธิสัญญาฉบับเก่าที่เราทำไว้ตั้งแต่สมัยสยาม-ฝรั่งเศส สนธิสัญญาที่ว่านี้จะระบุรายละเอียดว่าเขตแดนไทย-ลาว อยู่ตรงไหน อันนี้ก็แล้วแต่ความประสงค์ของทั้งสองประเทศในเวลานั้น

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

“จะมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปช่วยระบุรายละเอียดพื้นที่ส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขตแดนตามร่องน้ำลึกหรือเขตแดนตามสันปันน้ำ อาจเป็น GPS หรืออะไรที่ทันสมัยกว่านั้น ซึ่งอาจจะต้องมีการขยับในส่วนที่ไม่ชัดเจนบ้าง และแน่นอนว่ามันต้องผ่านกระบวนการภายในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

“สิ่งที่เป็นความต่อเนื่องเสมอมา คือความตกลงเรื่องเขตแดนจะต้องขอความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งก็คือรัฐสภาก่อนเสมอ ปัจจุบันอยู่ในมาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงซึ่งเขตแแดน เพราะประชาชนไทยคือเจ้าของบ้านหลังนี้”

06 ความอยู่ดีมีสุขของคนสองฝั่งโขง

หากมองไปยังเป้าหมายในมิติอื่น นอกเหนือจากเคลียร์ให้ชัดว่าประเทศไหนเป็นเจ้าของพื้นที่ งานปักหลักเขตแดน เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างไร คุณทรงชัยอธิบายว่า การพัฒนาพื้นที่ชายแดนทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเรื่องเขตแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เราอยากให้ประชาชนตามแนวชายแดนสงบสุข เพราะอะไรที่ไม่ชัดเจน จะสร้างปัญหาตลอดเวลา ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ อย่างสัตว์เลี้ยงไปกินหญ้าในฝั่งที่ไม่ควรจะกิน จนถึงปัญหาใหญ่ อย่างเกาะกลางแม่น้ำโขงนี้เป็นของใคร มีคนไปโยนยาเสพติดไว้ ถามว่าอย่างนี้ ตำรวจพื้นที่ไหนมีอำนาจจับกุม 

“หรือเมื่อต้องตัดถนน สร้างสาธารณูปโภคเพื่อส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจชายแดน ใครต้องออกเงินค่าก่อสร้างถึงตรงไหนบ้าง หรือถ้าต้องการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง ในบริเวณที่หลักเขตแดนยังไม่ชัดเจน จะต้องแบ่งอำนาจกันอย่างไร

 “หรือในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราต้องตั้งด่านป้องกันโรคที่ใด ถึงบริเวณใดที่รัฐไทยต้องให้ความคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ จากบริเวณใดที่เดินทางจากประเทศเพื่อนบ้านต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านการสาธารณสุขของไทย ในยามปกติไทยก็ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมอยู่แล้ว”

“ในส่วนของแม่น้ำโขง เป้าหมายอันหนึ่งของการทำงานของเราคือ ให้ประชาชนไทยตามฝั่งแม่น้ำโขงได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงอย่างมีความสุข ได้ใช้น้ำและทรัพยากรจากน้ำในการดำรงชีวิต ใช้แม่น้ำโขงในการสัญจรไปมาได้ โดยไม่ถูกรบกวนจากความไม่ชัดเจนต่างๆ ประชาชนในประเทศที่สัญจรข้ามไปมากันได้แบบที่เรียกว่า ‘ไร้พรมแดน’ มักเป็นประเทศที่มีความชัดเจนเขตแดนแล้ว เขตแดนที่เป็นสิ่งสมมุติทางกฎหมายไม่ขัดขวางการดำรงชีวิต”

คุณทรงชัยทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยการเล่า Success Story ในการปักหลักเขตแดนที่ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งเชื่อมต่อกับพรมแดนลาว “ทุกวันนี้ถ้าไปเที่ยวภูชี้ฟ้า นอกจากความสวยงามของทรัพยากรแล้ว ที่นี่มีหลักเขตแดนตั้งอยู่หนึ่งหลัก ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเช็กอิน

“ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เราทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างมาก และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า การมีเขตแดนชัดเจนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ มิหนำซ้ำยังดึงดูดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เข้ามาอีกด้วย บางคนเดินเล่นถ่ายรูป เอามือไปแตะหลักเขตแดนบ้าง วางขาซ้ายอยู่ลาว ขาขวาอยู่ไทยบ้าง กลายเป็นแลนด์มาร์กของพื้นที่ไปเลย”

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ภาพ : กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และ Pixarbay

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load