ใครล่ะจะไม่รู้จักแม่น้ำโขง เพราะวัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนริมสองฟากฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม ประมง ไปจนถึงท่องเที่ยว ทุกมิติของคนในภูมิภาคนี้ล้วนพึ่งพิงแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาอีกนับพัน ที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่ายที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 60 ล้านชีวิต 

ต้นกำเนิดแม่น้ำโขงเริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต หิมะที่หลอมละลายค่อยๆ ไหลมารวมกัน จนกลายเป็นแม่น้ำไหลผ่านภูมิประเทศอันหลากหลายของประเทศจีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 5,000 กิโลเมตร 

แม่น้ำโขงจึงได้สมญานามว่า ‘เส้นเลือดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกบทบาทของแม่น้ำโขงที่ดำรงมานานกว่า 128 ปี นั่นคือการเป็นเส้นแบ่งเขตแดนประเทศไทยและ สปป.ลาว ซึ่งหลายครั้งถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เพราะหลายคนมองว่าเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนตามแนวแม่น้ำโขงนั้นซับซ้อน และยังมีความคลุมเครือระหว่างประเทศสองฝั่งน้ำ

เพื่อตอบข้อสงสัยเรื่องเขตแดนทางน้ำของไทยที่เกี่ยวโยงกับแม่น้ำโขง เราชวนคุณสนทนากับ คุณทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ผู้อำนวยการกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในทีมผู้ขับเคลื่อนภารกิจด้านเขตแดนไทย 

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

ผู้จะมาบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยโบราณ ที่เส้นแบ่งแต่ละเขตแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังพร่าเลือน สู่การทำสนธิสัญญาว่าด้วยเขตแดนสมัยใหม่กับฝรั่งเศส ประเทศเจ้าอาณานิคมของ สปป.ลาว เมื่อ ค.ศ. 1893 เรื่อยมาจนถึงความสำคัญของการปักหลักเขตแดนไทย-ลาว ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ ค.ศ. 1996

นี่คือวิวัฒนาการที่ไม่เคยหยุดนิ่งตลอดระยะเวลา 128 ปีของเส้นเขตแดนธรรมชาติ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภูมิภาคอย่างแม่น้ำโขง

01 เขตแดนโลกที่เพิ่งเกิดขึ้น

ในห้องทำงานของคุณทรงชัย มีแผนที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผืนใหญ่ปูจรดผนัง แผนที่ผืนนี้ไม่มีเส้นแบ่งประเทศ แต่มีรายละเอียดทางภูมิศาสตร์ละเอียดยิบ ละเอียดถึงขั้นนูนเป็น 3 มิติ ตามความสูงจริงของเทือกเขาต่างๆ ด้วย

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

“เรื่องเขตแดนไม่ใช่แนวคิดที่มีมาดั้งเดิม ในอดีตเราไม่ได้แบ่งประเทศอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม อาณาเขตรับรู้กันคร่าวๆ ว่าข้ามเทือกเขาหรือพ้นแม่น้ำสายใด แนวความคิดเรื่องเขตแดนเป็นเพียงบริเวณไกลที่สุดที่รัฐสามารถใช้อำนาจปกครองไปถึง และพร้อมที่จะใช้กำลังป้องกันเมื่อมีผู้รุกราน ไม่ว่าจะเป็นสมัยสุโขทัยหรือกรุงศรีอยุธยา ล้วนอยู่ภายใต้แนวคิดแบบดั้งเดิมนี้” คุณทรงชัยเริ่มอธิบายด้วยการย้อนสู่อดีต

“ต่อมา ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 นับเป็นยุคสมัยใหม่ที่เกิดคำนิยามของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งระบุว่ารัฐจะต้องประกอบไปด้วยประชากร ดินแดนที่แน่ชัด รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ และความสามารถในการก่อนิติสัมพันธ์”

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความจำเป็นในการใช้ประโยชน์จากดินแดนก็เพิ่มมากขึ้น ทั่วโลกจึงมีแนวโน้มที่จะกำหนดเขตแดนระหว่างกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบัน เขตแดนนับเป็นเส้นแบ่งขอบเขตที่รัฐสามารถใช้อำนาจอธิปไตย และแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้ภายในขอบเขตนั้น

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

การกำหนดเขตแดนมี 2 แบบ คือกำหนดโดยใช้วิธีทางเรขาคณิต และกำหนดโดยใช้สภาพภูมิประเทศ

การกำหนดโดยใช้วิธีทางเรขาคณิต ใช้การลากเส้นตรงจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ เขตแดนของรัฐจำนวนมากในทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา ที่เส้นแบ่งเขตแดนขีดเป๊ะเป็นเส้นตรง

ในขณะที่การกำหนดเขตแดนโดยใช้สภาพภูมิประเทศ เป็นแนวปฏิบัติที่นิยมมากกว่าในปัจจุบัน ใช้อุปสรรคธรรมชาติเป็นตัวแบ่งเขตแดน ที่นิยมใช้กันมากก็คือสันปันน้ำบนเทือกเขาและแม่น้ำ 

ฉันเหลือบตามองแผนที่ 3 มิติด้านหลัง พร้อมกับที่คุณทรงชัยเฉลยว่า ใช่แล้ว มันคือรูปแบบเขตแดนส่วนใหญ่ของไทยนั่นเอง 

02 เขตแดนไทยโดยสังเขป

ถ้าตั้งใจเรียนวิชาสังคมศึกษา น่าจะพอจำกันได้ว่า เขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความยาวมากกว่า 5,000 กิโลเมตร 

แบ่งเป็นเขตแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 798 กิโลเมตร เขตแดนไทย-เมียนมา ประมาณ 2,401 กิโลเมตร เขตแดนไทย-มาเลเซีย ประมาณ 647 กิโลเมตร และเขตแดนไทย-ลาว ประมาณ 1,810 กิโลเมตร 

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

เขตแดนของไทยทุกวันนี้ เป็นผลจากการทำสนธิสัญญากำหนดเขตแดนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ระหว่างประเทศไทยกับอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมของเพื่อนบ้านเราทั้งหมดในเวลานั้น

“ย้อนกลับไปในอดีต เราเผชิญหน้ากับอิทธิพลของเจ้าอาณานิคม ทางทิศใต้และตะวันตกคือประเทศอังกฤษ ในขณะที่ทางตะวันออกคือประเทศฝรั่งเศส เพราะฉะนั้น เราจึงต้องทำข้อตกลงที่กำหนดโดยชาติมหาอำนาจเหล่านั้น เพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดน 

“เมื่อสยามมีเขตแดนของประเทศชัดเจน กลายเป็นรัฐสมัยใหม่ตามข้อกำหนดสากล เราจึงหยุดการขยายอำนาจของรัฐอาณานิคมที่เข้ามาจากทุกทิศทางได้” 

และอย่างที่ทราบกันดีว่า ในช่วงเวลานั้น สยามก็ต้องเสียอาณาเขตซึ่งเคยเป็นหัวเมืองประเทศราชมายาวนานให้แก่ประเทศเจ้าอาณานิคมทั้งสองไปเช่นกัน เพื่อรักษาความเป็นเอกราชและเพื่อคงอธิปไตยของรัฐที่จะทำกิจกรรมใดๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองภายในประเทศได้อย่างเป็นอิสระ

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

“ผู้ที่มีความสำคัญในการเจรจาในเวลานั้น ท่านก็เป็นบรรพบุรุษของพวกเราในกระทรวงการต่างประเทศ และเมื่อเขตแดนทั้งหมดของไทยเกิดจากกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมงานด้านเขตแดนจึงตกทอดมาอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

“ประเด็นเขตแดนเป็นเรื่องทางเทคนิคมาก หลายๆ หน่วยงานที่รับผิดชอบงานเขตแดนของประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ อย่างประเทศมาเลเซีย งานเขตแดนจะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือประเทศสิงคโปร์ ก็มีทั้งกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานอัยการสูงสุดที่ดูแลเรื่องนี้”

03 แม่น้ำโขง เขตแดนไทย-ลาว

คุณทรงชัยชี้ให้เราหยิบหนังสือปกดำเล่มหนาที่ดูเก่าแก่และบอบบางขึ้นมาพลิกดู 

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

“ในสมัยที่โลกยังอยู่ในสภาพความคลุมเครือของเขตแดน แม่น้ำโขง เส้นเลือดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่แม่น้ำระหว่างประเทศ แต่เป็นเสมือนแม่น้ำภายในภูมิภาคมากกว่า จนกระทั่งการเข้ามาของประเทศเจ้าอาณานิคม และกติกาสากลว่าด้วยการเป็นรัฐสมัยใหม่

“สนธิสัญญาที่ไทยทำไว้กับฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1893 กำหนดให้สยามสละข้ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนฝั่งซ้าย รวมถึงเกาะทุกเกาะในแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส อธิบายให้เห็นภาพ แม้จะยังไม่ค่อยชัดเจนว่าตกลงแม่น้ำเป็นของใคร ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและเกาะทั้งหมดต้องเป็นของฝรั่งเศสในเวลานั้น”

ต่อมาเกิดการเจรจาขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ. 1926 ว่าด้วยการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนไทย-ลาว ในแม่น้ำโขงโดยเฉพาะ ซึ่งระบุว่าช่วงแม่น้ำโขงที่ไม่มีเกาะตั้งอยู่ ให้ถือร่องน้ำลึกของแม่น้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ส่วนช่วงแม่น้ำโขงที่มีการแยกออกเป็นหลายสาย เพราะมีเกาะให้ใช้ร่องน้ำลึกของสายแยกที่ใกล้ฝั่งไทยที่สุดเป็นเส้นแบ่งเขตแดน

“ร่องน้ำลึกคือจุดที่ลึกที่สุดในแม่น้ำ อยู่ใต้น้ำ จึงมองไม่เห็น ต้องเป็นคนเดินเรือ นักภูมิศาสตร์ หรือนักอุทกศาสตร์ ถึงจะรู้ว่าอยู่ตรงไหนของลำน้ำ อย่างไรก็ตาม ในสนธิสัญญา ค.ศ. 1926 เราได้เกาะที่อยู่ในแม่น้ำโขงมาแปดเกาะ จากเดิมที่เกาะทั้งหมดเป็นของฝรั่งเศส และบังเอิญในสนธิสัญญา ค.ศ. 1926 ระบุให้มีคณะกรรมการไปกำหนดเขตแดนลงในแผนที่แม่น้ำโขงด้วย”

แผนที่อายุร่วม 90 กว่าปีแล้ว สมัยยังไม่มีดาวเทียม ไม่มี GPS ทั้งหมดจัดทำขึ้นด้วยกระบวนการแอนะล็อก คือแผนที่ในหนังสือปกดำในมือเราเล่มนี้นี่เอง ซึ่งคุณทรงชัยบอกว่า เป็นเอกสารประวัติศาสตร์หนึ่งในหลายๆ เอกสารที่ใช้ประกอบการดำเนินการเขตแดน ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา

เจาะลึกภารกิจงานด้านเขตแดนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘แม่น้ำโขง’ พรมแดนไทย-ลาว

“กระบวนการทำแผนที่มีรายละเอียดและเทคนิคมากมาย ถ้าลงรายละเอียดคงคุยกันไม่จบวันนี้ ผมขอข้ามมาตอนที่ว่า พอคณะกรรมการกำหนดเขตแดนได้ทำงานแล้วเสร็จ เราได้เกาะในแม่น้ำโขงมาเพิ่มมาอีกสามสิบสี่เกาะ เท่ากับเราได้เกาะทั้งสิ้นสี่สิบสองเกาะ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าเรื่องเขตแดนของแม่น้ำโขงมีวิวัฒนาการมาเสมอ ไม่ได้หยุดนิ่ง”

คุณทรงชัยบอกว่า คนมักลืมนึกไปว่าเขตแดนไทย-ลาว ไม่ได้มีแค่แม่น้ำโขง แต่ยังมีเส้นเขตแดนตามร่องน้ำลึกของแม่น้ำเหือง รวมถึงเส้นเขตแดนตามสันปันน้ำของทิวเขาหลวงพระบาง และทิวเขาพนมดงรัก ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีความท้าท้ายในการทำงานที่แตกต่างกันไปตามบริบท

04 ภารกิจงานด้านเขตแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

เราเดินทะลุไปยังห้องเก็บเอกสารสนธิสัญญาและแผนที่โบราณที่สว่างไสว ดูทันสมัยราวกับห้องแล็บวิทยาศาสตร์ แผ่นกระดาษอายุหลักร้อยปีที่วางเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบในห้องนี้ มีความสำคัญอย่างมากต่อภารกิจงานด้านเขตแดนไทย

โดยหลักการแล้ว ประเทศไทยเคารพสนธิสัญญาที่ได้จัดทำขึ้นในอดีต และยึดถือเส้นเขตแดนที่เป็นไปตามที่ได้ปักปันกันไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม เขตแดนส่วนใหญ่ของไทยเป็นไปตามสันปันน้ำและร่องน้ำลึก โดยเฉพาะแม่น้ำโขง ซึ่งตลอดเวลากว่า 100 ปีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ 

ดังนั้น แม้จะเคยสำรวจและปักปันเขตแดนกันทั้งหมดแล้วในอดีต แต่เทคโนโลยีทางภูมิศาสตร์ การสำรวจและจัดทำแผนที่ในอดีตยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะทำให้ได้เส้นเขตแดนที่แน่ชัดเท่าที่ควร หนึ่งในภารกิจหลักของกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ จึงเป็นการดำเนินการเพื่อให้ทราบเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่แน่ชัดนั่นเอง

“เราต้องการทำให้สิ่งที่อาจจะมีความเป็นนามธรรมมากหน่อยในอดีตเป็นรูปธรรมขึ้นมา เช่น ตามสนธิสัญญาระบุเขตแดนไทยกับลาวเป็นไปตามสันปันน้ำ ถามว่าวันนี้เราไปเดินบนภูเขา เขตแดนนั้นอยู่ตรงไหน เราไม่รู้หรอกครับ จึงต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย ด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งด้านลาวดำเนินมาตั้งแต่ ค.ศ. 1996

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

“การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ไม่ใช่การขีดเส้นเขตแดนหรือเจรจาเขตแดนใหม่ เพราะเราปักปันเขตแดน (Delimitation) กันไปแล้วในอดีต สิ่งที่เราทำคือสำรวจและปักหลักเขตแดน (Demarcation) โดยนำสนธิสัญญาและแผนที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากาง เพื่อพิจารณาสิ่งที่เคยตกลงกันไว้ในอดีต หรือที่ภาษากฎหมายระหว่างประเทศเรียกว่า การตีความสนธิสัญญา (Interpretation of Treaties)”

สนธิสัญญาและแผนที่บางฉบับพร่าเลือนไปตามกาลเวลา จึงต้องมีการเก็บรักษาที่ดีทั้งที่เป็นกระดาษและในรูปแบบดิจิทัลหรือไมโครฟิล์ม (ซึ่งมีเครื่องอ่านอยู่เพียงไม่กี่เครื่องในประเทศไทย) ช่วยให้เอกสารเหล่านี้ได้บันทึกสิ่งที่ไทยกับประเทศอื่นๆ ได้ตกลงกันไว้อย่างไม่เลือนลาง

คุณทรงชัยเล่าต่อว่า “จากนั้นก็ลงพื้นที่สำรวจ กองเขตแดนฯ เป็นทีมฝ่ายกฎหมาย ส่วนทางเทคนิคที่ลงพื้นที่สำรวจ มีหน่วยงานคู่แฝดที่ทำงานร่วมกันอย่างกรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ช่วยดำเนินการเพื่อจัดทำหลักเขตแดนให้เป็นไปตามที่ตีความ ซึ่งแน่นอนว่ามีอุปสรรคมากมายระหว่างทาง 

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

 “ทั้งความเห็นระหว่างเราและประเทศเพื่อนบ้านไม่ตรงกันบ้าง บางครั้งตีความกฎหมายระหว่างประเทศไม่เหมือนกัน นำไปสู่อีกหน้าที่หนึ่งของกรมสนธิสัญญาและกฎหมายที่จะต้องพูดคุย ทำข้อตกลงกับฝั่งลาวเพื่อให้ทุกอย่างที่ออกมาเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนของเราเป็นที่ตั้งด้วย แน่นอนว่าข้อนี้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว”

05 สนธิสัญญาใหม่ ?

การพูดคุยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันตามที่คุณทรงชัยอธิบาย ไม่ใช่นึกอยากยกหูโทรศัพท์หาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นการพูดคุยบนโต๊ะประชุมระดับประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นภายใต้ชื่อคณะ​กรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission : JBC) ไทย-ลาว โดยจัดมาแล้ว 11 ครั้ง

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ความคืบหน้าในปัจจุบัน การปักหลักเขตแดนไทย-ลาว เฉพาะส่วนผืนดิน คืบหน้าไปแล้วกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ “คนมักถามว่า ทำไมตัวเลขไม่เพิ่มขึ้นเลย ที่มันค้างอยู่นานเพราะยังมีประเด็นปัญหา การตีความสนธิสัญญาหรือความคิดเห็นบางอย่างระหว่างสองประเทศที่ไม่ตรงกัน ในตัวเลขที่นิ่งอยู่นาน จริงๆ แล้วมีการดำเนินการอยู่ตลอด ที่ย่อยลงไปในรายละเอียด”

คุณทรงชัยบอกว่า ในอนาคต เมื่อการเจรจากับลาวสุดสิ้นลง ภารกิจปักหลักเขตแดนสำเร็จครบทุกจุด ก็จะต้องรับรองผลการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวพันกว่ากิโลเมตรนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสนธิสัญญาฉบับใหม่ขึ้น แทนที่หรือเสริมสนธิสัญญาฉบับเก่าที่เราทำไว้ตั้งแต่สมัยสยาม-ฝรั่งเศส สนธิสัญญาที่ว่านี้จะระบุรายละเอียดว่าเขตแดนไทย-ลาว อยู่ตรงไหน อันนี้ก็แล้วแต่ความประสงค์ของทั้งสองประเทศในเวลานั้น

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

“จะมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปช่วยระบุรายละเอียดพื้นที่ส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขตแดนตามร่องน้ำลึกหรือเขตแดนตามสันปันน้ำ อาจเป็น GPS หรืออะไรที่ทันสมัยกว่านั้น ซึ่งอาจจะต้องมีการขยับในส่วนที่ไม่ชัดเจนบ้าง และแน่นอนว่ามันต้องผ่านกระบวนการภายในทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

“สิ่งที่เป็นความต่อเนื่องเสมอมา คือความตกลงเรื่องเขตแดนจะต้องขอความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งก็คือรัฐสภาก่อนเสมอ ปัจจุบันอยู่ในมาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงซึ่งเขตแแดน เพราะประชาชนไทยคือเจ้าของบ้านหลังนี้”

06 ความอยู่ดีมีสุขของคนสองฝั่งโขง

หากมองไปยังเป้าหมายในมิติอื่น นอกเหนือจากเคลียร์ให้ชัดว่าประเทศไหนเป็นเจ้าของพื้นที่ งานปักหลักเขตแดน เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างไร คุณทรงชัยอธิบายว่า การพัฒนาพื้นที่ชายแดนทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเรื่องเขตแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เราอยากให้ประชาชนตามแนวชายแดนสงบสุข เพราะอะไรที่ไม่ชัดเจน จะสร้างปัญหาตลอดเวลา ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ อย่างสัตว์เลี้ยงไปกินหญ้าในฝั่งที่ไม่ควรจะกิน จนถึงปัญหาใหญ่ อย่างเกาะกลางแม่น้ำโขงนี้เป็นของใคร มีคนไปโยนยาเสพติดไว้ ถามว่าอย่างนี้ ตำรวจพื้นที่ไหนมีอำนาจจับกุม 

“หรือเมื่อต้องตัดถนน สร้างสาธารณูปโภคเพื่อส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจชายแดน ใครต้องออกเงินค่าก่อสร้างถึงตรงไหนบ้าง หรือถ้าต้องการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง ในบริเวณที่หลักเขตแดนยังไม่ชัดเจน จะต้องแบ่งอำนาจกันอย่างไร

 “หรือในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราต้องตั้งด่านป้องกันโรคที่ใด ถึงบริเวณใดที่รัฐไทยต้องให้ความคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ จากบริเวณใดที่เดินทางจากประเทศเพื่อนบ้านต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านการสาธารณสุขของไทย ในยามปกติไทยก็ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมอยู่แล้ว”

“ในส่วนของแม่น้ำโขง เป้าหมายอันหนึ่งของการทำงานของเราคือ ให้ประชาชนไทยตามฝั่งแม่น้ำโขงได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงอย่างมีความสุข ได้ใช้น้ำและทรัพยากรจากน้ำในการดำรงชีวิต ใช้แม่น้ำโขงในการสัญจรไปมาได้ โดยไม่ถูกรบกวนจากความไม่ชัดเจนต่างๆ ประชาชนในประเทศที่สัญจรข้ามไปมากันได้แบบที่เรียกว่า ‘ไร้พรมแดน’ มักเป็นประเทศที่มีความชัดเจนเขตแดนแล้ว เขตแดนที่เป็นสิ่งสมมุติทางกฎหมายไม่ขัดขวางการดำรงชีวิต”

คุณทรงชัยทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยการเล่า Success Story ในการปักหลักเขตแดนที่ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งเชื่อมต่อกับพรมแดนลาว “ทุกวันนี้ถ้าไปเที่ยวภูชี้ฟ้า นอกจากความสวยงามของทรัพยากรแล้ว ที่นี่มีหลักเขตแดนตั้งอยู่หนึ่งหลัก ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเช็กอิน

“ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เราทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างมาก และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า การมีเขตแดนชัดเจนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ มิหนำซ้ำยังดึงดูดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เข้ามาอีกด้วย บางคนเดินเล่นถ่ายรูป เอามือไปแตะหลักเขตแดนบ้าง วางขาซ้ายอยู่ลาว ขาขวาอยู่ไทยบ้าง กลายเป็นแลนด์มาร์กของพื้นที่ไปเลย”

วิวัฒนาการตลอดระยะเวลา 128 ปี ของเขตแดนไทย-ลาว ตามแนวแม่น้ำโขง และการขับเคลื่อนภารกิจงานด้านพรมแดนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ภาพ : กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และ Pixarbay

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
475

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.

Writer

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

นักกิจกรรมสังคม สิ่งแวดล้อม เขียนหนังสือเป็นงานหลังเกษียณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load