หลายคนไม่ทราบว่า รังนกกระจาบธรรมดาขายได้

หากเปิดเข้าไปในเว็บซื้อขายออนไลน์ จะพบรังนกกระจาบธรรมดามีหลายราคาให้เลือก ผู้คนนิยมซื้อไปแต่งบ้าน

แต่ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนคงไม่ทราบว่า กว่าจะถักทอรังนกกระจาบได้ ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

แม้ว่า ‘นกกระจาบธรรมดาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535 ห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง ห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก’

ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเห็นรังนกกระจาบหลายครั้ง แต่ไม่เคยสังเกตอย่างจริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณท้องนาแถวบ้าน มีนกกระจาบมาทำรังหลายรังบนต้นไม้ จึงได้มีโอกาสศึกษาพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จนเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมนกกระจาบได้ฉายาว่า เป็นสถาปนิกผู้สร้างรังนกได้โดดเด่นชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว

นกกระจาบธรรมดา (Baya Weaver) เป็นนกพบเห็นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ รูปร่างขนาดเท่านกกระจอก มีปากแข็งหนารูปกรวย หางสี่เหลี่ยมสั้น บินโฉบเหมือนนกนางแอ่น อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ท้องนา ริมหนองบึง ป่าละเมาะ มักอยู่รวมเป็นฝูง กินเมล็ดพืช ข้าว และสัตว์เล็กบางชนิด

ความโดดเด่นของนกชนิดนี้พบเห็นได้เมื่อย่างเข้าสู่เดือนมิถุนายน เริ่มต้นฤดูผสมพันธุ์และการทำรัง สังเกตได้จากหน้าผากสีน้ำตาลอ่อนสลับลายน้ำตาลเข้ม คล้ายนกกระจอกใหญ่ของนกกระจาบตัวผู้ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ให้สีสันสดใสดึงดูดนกตัวเมีย

ปีนี้สังเกตว่า ตามท้องทุ่งมีนกกระจาบทำรังเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อากาศร้อนจัดมาก

ทุกเช้า นกกระจาบจะส่งเสียงร้องไปทั่ว ผู้เขียนเริ่มเห็นตามกิ่งไม้ของต้นไม้ อาทิ ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง มีก้านใบสีเขียวๆ ผูกเป็นปม เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรัง

สักพักเห็นนกกระจาบตัวผู้หัวสีเหลืองสดใส บินไปเกาะใบมะพร้าวแล้วค่อยๆ ใช้ปากแข็งหนาเป็นพิเศษ ฉีกใบออกเป็นเส้น และคาบก้านบางๆ สีเขียวมาพันกับตรงปมค่อยๆ ทำส่วนบนสุดของรังทบหลายชั้นหลายเส้นให้มั่นคง

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

อาทิตย์ต่อมา รังก็เริ่มเป็นรูปร่างคล้ายน้ำเต้าคอยาวสีเขียว ซึ่งเรียกกันว่า ‘หมวก’ ทุกๆ วันนกตัวนี้บินไปฉีกใบมะพร้าว ใบต้นอ้อ ใบหญ้า ใบต้นข้าว ส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นเส้นยาว บินมาถักทอรังอย่างประณีต เมื่อลองส่องกล้องดูพฤติกรรมใกล้ๆ พบว่านกกระจาบใช้ปากค่อยๆ สอดเส้นใบสลับกันราวกับกำลังทอผืนผ้า ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะมาก ที่นกเล็กๆ ตัวหนึ่งจะสร้างรังขนาดใหญ่กว่าตัวได้อย่างละเอียด

ผู้เขียนสังเกตว่า รังส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรับแดดยามเช้า และอากาศไม่ร้อนเกินไปในช่วงบ่ายที่มีต้นไม้ด้านทิศตะวันตกบังอยู่ ซึ่งอากาศร้อนเกินไปจะเป็นอันตรายต่อไข่ได้ นับว่านกกระจาบเป็นนักดูฮวงจุ้ย หรือนักดูทิศทางลมก่อนจะตั้งบ้านเรือนตัวแม่เลย

เคยมีการบันทึกว่า นกกระจาบตัวผู้ตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาบินไปคาบใบมะพร้าว ใบหญ้า มาสร้างรังประมาณ 18 วัน และนกกระจาบต้องบินไปคาบเส้นใบมาทำรังประมาณ 500 เที่ยว กว่าจะสร้างได้หนึ่งรัง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในความเพียรพยายามของสัตว์โลกชนิดนี้

แต่ภารกิจของนกตัวผู้ยังไม่จบเท่านั้น สร้างบ้านจวนเสร็จ ก็ใช่ว่าจะหาคู่ครองได้ทันที

ชาวบ้านเรียกกันว่า… รังจีบหญิง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

เมื่อนกตัวผู้สร้างรังนกเกือบเสร็จ ตัวผู้เริ่มแสดงให้ตัวเมียที่บินผ่านโดยกระพือปีกส่งเสียงร้อง ราวกับเชื้อเชิญให้มาสำรวจรังรักว่าพอใจไหม พอนกตัวเมียสนใจบินมาตรวจดูรัง ว่าบ้านหลังนี้ของว่าที่เจ้าบ่าวจะมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และงดงามสำหรับการวางไข่ ออกลูกไหม

ตัวผู้บางตัวอาจขยันสร้างหลายรังที่ยังไม่เสร็จ แล้วเริ่มกระพือปีกส่งเสียงเกี้ยวตัวเมีย เชื้อเชิญมาให้เลือกรัง พอตัวเมียพอใจรังใด ก็ค่อยสร้างรังนั้นต่อให้เสร็จ

ธรรมชาติของนกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้บางชนิดอาจโชว์ความสามารถหลายอย่างดึงดูดให้ตัวเมียสนใจ อาทิ สีสัน ความสวยงามของรูปร่าง ขนปีก และการเต้นรำ หรือการรำแพนหาง อาทิ นก Bird of Paradise หรือนกยูง แต่สำหรับนกกระจาบแล้ว ดึงดูดเพศเมียด้วยการแข่งกันสร้างรังอันมั่นคง แข็งแรง

รังรักที่ตัวเมียบางตัวแสดงท่าทีพึงพอใจ ด้วยการมุดเข้าไปสำรวจในรัง และบินออกมาเกาะนอกรัง เป็นการส่งสัญญาณตกลงปลงใจ ผู้เขียนเห็นตัวผู้บินขึ้นไปเกาะตัวเมียขึ้นผสมพันธุ์ทันที เสมือนประกาศการสมรส หลังจากนั้นทั้งคู่จะบินไปคาบใบมาช่วยกันสานสร้างรังรักต่อไป ตัวเมียอาจคาบเอาดินโคลนเข้าไปเสริมความแข็งแรงข้างในรัง และเสร็จสมบูรณ์ด้วยการสร้างปล่องยาวทางเข้าด้านล่าง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

การสร้างรังของนกกระจาบ นอกจากถักทอสานเส้นใบได้อย่างละเอียด ส่วนบนที่ผูกติดกับกิ่งไม้ ต้องรับน้ำหนัก และแรงลมเวลาพายุพัดได้อย่างดีเยี่ยม ทำเลลอยสูงอยู่เหนือพื้นน้ำ หรือพื้นดิน ทางเข้าของรังอยู่ด้านล่าง เป็นการช่วยป้องกันภัยร้ายจากศัตรู อาทิ งู กิ้งก่า ได้อย่างดีเยี่ยม สมกับที่เป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติอันโดดเด่น

ทำเลที่ตั้งก็จะกลืมกลืนกับสภาพแวดล้อมมาก รังจะแฝงเร้นอยู่ในกลุ่มใบไม้หรือใบมะพร้าว จนหากไม่สังเกตก็จะมองผ่านไปเลย

ขณะเดียวกัน รังนกกระจาบหลายรังถูกทิ้งร้างไปหรือสร้างไม่เสร็จ เพราะตัวเมียบินมาเกาะสำรวจดูแล้วไม่สนใจ นกตัวผู้จึงไม่สร้างรังให้เสร็จ กลายเป็นรังร้าง และหากลองสังเกตคร่าวๆ ดูเหมือนรังร้างจะมีมากกว่ารังที่สร้างเสร็จ ซึ่งสังเกตได้ หากรังใดไม่มีปล่องยาวต่อลงมา แสดงว่าเป็นรังร้าง

เห็นรังร้างมากมาย น่าสงสัยว่า นกกระจาบตัวเมียช่างพิถีพิถันในการเลือกเรือนหอจริง ๆ

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

ในช่วงเวลาสร้างรัง ผู้เขียนสังเกตว่า นกตัวผู้บางตัวที่สร้างรังอยู่ใกล้กันบนต้นไม้เดียวกัน จะแสดงพฤติกรรมขโมยเส้นใบของรังตัวอื่นคาบกลับมาสานรังตัวเอง หากเจ้าของรังเผลอ และบ่อยครั้งเห็นนกตัวผู้ส่งเสียงร้องทะเลาะ ประกาศอาณาเขต และตีปีกจิกตีกันกลางอากาศ

ปกตินกกระจาบจะกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร แต่ช่วงเวลาสร้างรัง ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูก สังเกตว่าอาหารของนกจะมีหลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นนกคาบผีเสื้อ ตั๊กแตน จิ้งจก กินเป็นอาหาร เพิ่มโปรตีนอย่างเร่งด่วน

ปกติแต่ละรัง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 2 – 4 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 2 อาทิตย์ ใกล้เคียงกับไก่แจ้ที่บ้าน นกกระจาบตัวผู้บางตัวอาจอยู่ช่วยเลี้ยงลูก แต่บางตัวอาจบินจากไปแปลงร่างเป็นชายโสด ขยันสร้างบ้านใหม่ เพื่อดึงดูดรอรับเจ้าสาวตัวใหม่อีกครั้ง

นกกระจาบจึงเป็นสถาปนิกแสนขยัน สร้างรังอันซับซ้อนและประณีต จนได้รับการยกย่องว่า เป็นนกช่างสาน (Weaver Bird) สถาปนิกเอกของโลกชนิดหนึ่ง

แต่เบื้องหลังของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ คือรูปแบบหนึ่งของการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load