หลายคนไม่ทราบว่า รังนกกระจาบธรรมดาขายได้

หากเปิดเข้าไปในเว็บซื้อขายออนไลน์ จะพบรังนกกระจาบธรรมดามีหลายราคาให้เลือก ผู้คนนิยมซื้อไปแต่งบ้าน

แต่ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนคงไม่ทราบว่า กว่าจะถักทอรังนกกระจาบได้ ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

แม้ว่า ‘นกกระจาบธรรมดาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าพุทธศักราช 2535 ห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง ห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก’

ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเห็นรังนกกระจาบหลายครั้ง แต่ไม่เคยสังเกตอย่างจริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณท้องนาแถวบ้าน มีนกกระจาบมาทำรังหลายรังบนต้นไม้ จึงได้มีโอกาสศึกษาพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จนเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมนกกระจาบได้ฉายาว่า เป็นสถาปนิกผู้สร้างรังนกได้โดดเด่นชนิดหนึ่งในบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว

นกกระจาบธรรมดา (Baya Weaver) เป็นนกพบเห็นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ รูปร่างขนาดเท่านกกระจอก มีปากแข็งหนารูปกรวย หางสี่เหลี่ยมสั้น บินโฉบเหมือนนกนางแอ่น อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ท้องนา ริมหนองบึง ป่าละเมาะ มักอยู่รวมเป็นฝูง กินเมล็ดพืช ข้าว และสัตว์เล็กบางชนิด

ความโดดเด่นของนกชนิดนี้พบเห็นได้เมื่อย่างเข้าสู่เดือนมิถุนายน เริ่มต้นฤดูผสมพันธุ์และการทำรัง สังเกตได้จากหน้าผากสีน้ำตาลอ่อนสลับลายน้ำตาลเข้ม คล้ายนกกระจอกใหญ่ของนกกระจาบตัวผู้ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ให้สีสันสดใสดึงดูดนกตัวเมีย

ปีนี้สังเกตว่า ตามท้องทุ่งมีนกกระจาบทำรังเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาที่อากาศร้อนจัดมาก

ทุกเช้า นกกระจาบจะส่งเสียงร้องไปทั่ว ผู้เขียนเริ่มเห็นตามกิ่งไม้ของต้นไม้ อาทิ ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วง มีก้านใบสีเขียวๆ ผูกเป็นปม เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรัง

สักพักเห็นนกกระจาบตัวผู้หัวสีเหลืองสดใส บินไปเกาะใบมะพร้าวแล้วค่อยๆ ใช้ปากแข็งหนาเป็นพิเศษ ฉีกใบออกเป็นเส้น และคาบก้านบางๆ สีเขียวมาพันกับตรงปมค่อยๆ ทำส่วนบนสุดของรังทบหลายชั้นหลายเส้นให้มั่นคง

นกกระจาบ สถาปนิกนักรักของโลก สัตว์ป่าคุ้มครองผู้ขยันสานรังรักอันซับซ้อนไว้จีบสาว
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

อาทิตย์ต่อมา รังก็เริ่มเป็นรูปร่างคล้ายน้ำเต้าคอยาวสีเขียว ซึ่งเรียกกันว่า ‘หมวก’ ทุกๆ วันนกตัวนี้บินไปฉีกใบมะพร้าว ใบต้นอ้อ ใบหญ้า ใบต้นข้าว ส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นเส้นยาว บินมาถักทอรังอย่างประณีต เมื่อลองส่องกล้องดูพฤติกรรมใกล้ๆ พบว่านกกระจาบใช้ปากค่อยๆ สอดเส้นใบสลับกันราวกับกำลังทอผืนผ้า ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความอุตสาหะมาก ที่นกเล็กๆ ตัวหนึ่งจะสร้างรังขนาดใหญ่กว่าตัวได้อย่างละเอียด

ผู้เขียนสังเกตว่า รังส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะสร้างอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เพื่อรับแดดยามเช้า และอากาศไม่ร้อนเกินไปในช่วงบ่ายที่มีต้นไม้ด้านทิศตะวันตกบังอยู่ ซึ่งอากาศร้อนเกินไปจะเป็นอันตรายต่อไข่ได้ นับว่านกกระจาบเป็นนักดูฮวงจุ้ย หรือนักดูทิศทางลมก่อนจะตั้งบ้านเรือนตัวแม่เลย

เคยมีการบันทึกว่า นกกระจาบตัวผู้ตัวหนึ่ง ต้องใช้เวลาบินไปคาบใบมะพร้าว ใบหญ้า มาสร้างรังประมาณ 18 วัน และนกกระจาบต้องบินไปคาบเส้นใบมาทำรังประมาณ 500 เที่ยว กว่าจะสร้างได้หนึ่งรัง เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในความเพียรพยายามของสัตว์โลกชนิดนี้

แต่ภารกิจของนกตัวผู้ยังไม่จบเท่านั้น สร้างบ้านจวนเสร็จ ก็ใช่ว่าจะหาคู่ครองได้ทันที

ชาวบ้านเรียกกันว่า… รังจีบหญิง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

เมื่อนกตัวผู้สร้างรังนกเกือบเสร็จ ตัวผู้เริ่มแสดงให้ตัวเมียที่บินผ่านโดยกระพือปีกส่งเสียงร้อง ราวกับเชื้อเชิญให้มาสำรวจรังรักว่าพอใจไหม พอนกตัวเมียสนใจบินมาตรวจดูรัง ว่าบ้านหลังนี้ของว่าที่เจ้าบ่าวจะมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และงดงามสำหรับการวางไข่ ออกลูกไหม

ตัวผู้บางตัวอาจขยันสร้างหลายรังที่ยังไม่เสร็จ แล้วเริ่มกระพือปีกส่งเสียงเกี้ยวตัวเมีย เชื้อเชิญมาให้เลือกรัง พอตัวเมียพอใจรังใด ก็ค่อยสร้างรังนั้นต่อให้เสร็จ

ธรรมชาติของนกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้บางชนิดอาจโชว์ความสามารถหลายอย่างดึงดูดให้ตัวเมียสนใจ อาทิ สีสัน ความสวยงามของรูปร่าง ขนปีก และการเต้นรำ หรือการรำแพนหาง อาทิ นก Bird of Paradise หรือนกยูง แต่สำหรับนกกระจาบแล้ว ดึงดูดเพศเมียด้วยการแข่งกันสร้างรังอันมั่นคง แข็งแรง

รังรักที่ตัวเมียบางตัวแสดงท่าทีพึงพอใจ ด้วยการมุดเข้าไปสำรวจในรัง และบินออกมาเกาะนอกรัง เป็นการส่งสัญญาณตกลงปลงใจ ผู้เขียนเห็นตัวผู้บินขึ้นไปเกาะตัวเมียขึ้นผสมพันธุ์ทันที เสมือนประกาศการสมรส หลังจากนั้นทั้งคู่จะบินไปคาบใบมาช่วยกันสานสร้างรังรักต่อไป ตัวเมียอาจคาบเอาดินโคลนเข้าไปเสริมความแข็งแรงข้างในรัง และเสร็จสมบูรณ์ด้วยการสร้างปล่องยาวทางเข้าด้านล่าง

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์
ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

การสร้างรังของนกกระจาบ นอกจากถักทอสานเส้นใบได้อย่างละเอียด ส่วนบนที่ผูกติดกับกิ่งไม้ ต้องรับน้ำหนัก และแรงลมเวลาพายุพัดได้อย่างดีเยี่ยม ทำเลลอยสูงอยู่เหนือพื้นน้ำ หรือพื้นดิน ทางเข้าของรังอยู่ด้านล่าง เป็นการช่วยป้องกันภัยร้ายจากศัตรู อาทิ งู กิ้งก่า ได้อย่างดีเยี่ยม สมกับที่เป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติอันโดดเด่น

ทำเลที่ตั้งก็จะกลืมกลืนกับสภาพแวดล้อมมาก รังจะแฝงเร้นอยู่ในกลุ่มใบไม้หรือใบมะพร้าว จนหากไม่สังเกตก็จะมองผ่านไปเลย

ขณะเดียวกัน รังนกกระจาบหลายรังถูกทิ้งร้างไปหรือสร้างไม่เสร็จ เพราะตัวเมียบินมาเกาะสำรวจดูแล้วไม่สนใจ นกตัวผู้จึงไม่สร้างรังให้เสร็จ กลายเป็นรังร้าง และหากลองสังเกตคร่าวๆ ดูเหมือนรังร้างจะมีมากกว่ารังที่สร้างเสร็จ ซึ่งสังเกตได้ หากรังใดไม่มีปล่องยาวต่อลงมา แสดงว่าเป็นรังร้าง

เห็นรังร้างมากมาย น่าสงสัยว่า นกกระจาบตัวเมียช่างพิถีพิถันในการเลือกเรือนหอจริง ๆ

ส่องรังนกกระจาบ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เป็นเหมือนสถาปนิกนักสานรังแสนประณีต เพื่อหาคู่ครองในฤดูผสมพันธุ์

ในช่วงเวลาสร้างรัง ผู้เขียนสังเกตว่า นกตัวผู้บางตัวที่สร้างรังอยู่ใกล้กันบนต้นไม้เดียวกัน จะแสดงพฤติกรรมขโมยเส้นใบของรังตัวอื่นคาบกลับมาสานรังตัวเอง หากเจ้าของรังเผลอ และบ่อยครั้งเห็นนกตัวผู้ส่งเสียงร้องทะเลาะ ประกาศอาณาเขต และตีปีกจิกตีกันกลางอากาศ

ปกตินกกระจาบจะกินเมล็ดพืชเป็นอาหาร แต่ช่วงเวลาสร้างรัง ผสมพันธุ์และเลี้ยงลูก สังเกตว่าอาหารของนกจะมีหลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเห็นนกคาบผีเสื้อ ตั๊กแตน จิ้งจก กินเป็นอาหาร เพิ่มโปรตีนอย่างเร่งด่วน

ปกติแต่ละรัง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 2 – 4 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 2 อาทิตย์ ใกล้เคียงกับไก่แจ้ที่บ้าน นกกระจาบตัวผู้บางตัวอาจอยู่ช่วยเลี้ยงลูก แต่บางตัวอาจบินจากไปแปลงร่างเป็นชายโสด ขยันสร้างบ้านใหม่ เพื่อดึงดูดรอรับเจ้าสาวตัวใหม่อีกครั้ง

นกกระจาบจึงเป็นสถาปนิกแสนขยัน สร้างรังอันซับซ้อนและประณีต จนได้รับการยกย่องว่า เป็นนกช่างสาน (Weaver Bird) สถาปนิกเอกของโลกชนิดหนึ่ง

แต่เบื้องหลังของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ คือรูปแบบหนึ่งของการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

8 กุมภาพันธ์ 2566
169

เชียงของ เป็นอำเภอในจังหวัดเชียงราย อยู่ติดแม่น้ำโขง

ผู้เขียนเคยเห็นปลาบึกตัวขนาดหลายร้อยกิโลกรัมเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อร่วม 20 ปีก่อน ก่อนที่เขื่อนในประเทศจีนซึ่งกั้นแม่น้ำโขงจะสร้างเสร็จ และตามมาด้วยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จนเป็นอุปสรรคสำคัญในการแพร่พันธุ์ปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เพราะการไหลของแม่น้ำโขงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ จากเขื่อนปิดกั้นการเดินทางของปลาบึกที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่

ผมจำได้ว่าปีนั้นชาวบ้านจับปลาบึกยักษ์ที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่ได้ 20 กว่าตัว หลังจากนั้น ปริมาณการจับปลาบึกก็ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้คนสองฝั่งแม่น้ำแทบไม่เห็นปลาบึกในธรรมชาติอีกเลย

ทุกวันนี้เชียงของเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็ก ๆ ของผู้คนที่รักวิถีชีวิตพื้นบ้าน ธรรมชาติ วัดวาอาราม และโดยเฉพาะนักเดินทางที่อยากนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงนานเป็นวัน เพื่อมาขึ้นฝั่งที่เมืองหลวงพระบาง

แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยได้รับรู้ คือ ‘ป่าบุญเรือง’ ในเชียงของที่โด่งดังไประดับโลก

เมื่อ พ.ศ. 2563 ป่าบุญเรืองเป็น 1 ในป่า 10 แห่งทั่วโลกที่ได้รับรางวัล ‘Equator Prize’ ของ United Nations Development Programme (UNDP) รางวัลป่าระดับโลกที่เอาชนะป่า 500 กว่าแห่งจาก 120 ประเทศที่ส่งเข้าประกวด

ป่าบุญเรือง ป่าริมโขง 3,000 ไร่ที่ชาวบ้านร่วมต่อสู้เพื่อรักษาจนคว้ารางวัลระดับโลก

Equator Prize เป็นรางวัลใหญ่ มอบให้ชุมชนที่ดูแลรักษาพื้นที่ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการทรัพยากร เพื่อลดปัญหาความยากจน ขจัดความเหลื่อมล้ำ

ปลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสล่องเรือไปในป่าบุญเรือง บริเวณหมู่บ้านบุญเรือง หมู่ 2 ที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำอิง แม่น้ำสายสำคัญของภาคเหนือที่ไหลออกไปเติมปริมาณน้ำให้กับแม่น้ำโขง

ใช่ครับ ล่องเรือไปในป่า ไม่ใช่เดินป่า เพราะป่าบริเวณนี้ ในช่วงหน้าแล้งเดินได้ แต่ช่วงหน้าน้ำ น้ำจากแม่น้ำอิงจะไหลเอ่อท่วมเข้ามาในป่าแห่งนี้ จนกลายเป็นป่าชุ่มน้ำ (Seasonal Wetland)

ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง พื้นที่ 3,000 กว่าไร่ เป็นพื้นที่ป่าที่มีความสัมพันธ์กับการขึ้นลงของระดับน้ำอิงและน้ำโขง ในช่วงปกติมีสภาพพื้นที่คล้ายป่าทั่วไป พอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจากแม่น้ำอิงจะไหลทะลักเข้ามาท่วมป่าใหญ่ร่วม 3 เดือน กลายเป็นพื้นที่ป่าชุ่มน้ำตามฤดูกาล เป็นแก้มลิงธรรมชาติ กักน้ำได้มากกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตร เกิดความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย พบพันธุ์ปลา 282 ชนิด นก 90 ชนิด พบสัตว์ป่า 134 ชนิด รวมทั้งเสือปลา แมวดาว สัตว์ป่าหายาก และต้นไม้พรรณพืชนับ 100 ชนิดที่มีวิวัฒนาการน่าสนใจ

ป่าบุญเรือง ป่าริมโขง 3,000 ไร่ที่ชาวบ้านร่วมต่อสู้เพื่อรักษาจนคว้ารางวัลระดับโลก
ป่าบุญเรือง ป่าริมโขง 3,000 ไร่ที่ชาวบ้านร่วมต่อสู้เพื่อรักษาจนคว้ารางวัลระดับโลก

ชาวบ้านแห่งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรืองพาเราล่องเรือเข้าไปในป่า สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิดที่ถูกน้ำท่วม บางแห่งน้ำท่วมลึกถึง 3 – 4 เมตร จะพบเห็นต้นไม้ชุมแสงและข่อยเป็นไม้เด่น มีเถาวัลย์พันเกี่ยวขึ้นไปตามลำไม้ใหญ่ ต้นไม้หลายต้นมีรูปทรงแปลกตา นับเป็นการปรับตัวทางธรรมชาติของต้นไม้เมื่อต้องเจอน้ำท่วมนานหลายเดือน แต่ยังมีชีวิตรอดได้อย่างน่าอัศจรรย์

ชาวบ้านเล่าให้เราฟังว่า พวกเขาแบ่งลักษณะพื้นที่ของป่าชุ่มน้ำผืนนี้ย่อยลงไปอีกอย่างน่าสนใจ ประกอบด้วย

หนองน้ำ เป็นพื้นที่น้ำขังขนาดใหญ่ มีน้ำขังตลอดทั้งปี รับน้ำจากแม่น้ำอิงและลำห้วยสาขาในช่วงฤดูน้ำหลาก และรับน้ำจากน้ำฝน

บวก เป็นพื้นที่น้ำขังขนาดเล็ก มีน้ำขังไม่ตลอดทั้งปี แห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง

วังน้ำ เป็นพื้นที่น้ำนิ่ง ในช่วงฤดูน้ำหลากมีความลึกประมาณ 10 – 15 เมตร ความยาวประมาณ 200 – 300 เมตร

ฮ่อง เป็นทางน้ำที่ไหลเชื่อมระหว่างแม่น้ำอิงกับหนองน้ำต่าง ๆ ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้น้ำไหลเข้า-ออกได้

ห้วย เป็นทางน้ำที่ไหลจากพื้นที่ตันน้ำบนดอยสูงไหลลงสู่แม่น้ำอิง เป็นลำห้วยสาขาที่ไหลลงมาเติมน้ำให้แม่น้ำอิงและไหลตลอดทั้งปี

ดอน เริ่มโผล่พ้นน้ำให้เห็นในฤดูแล้ง อยู่ฝั่งด้านใดด้านหนึ่งหรืออยู่กลางลำน้ำอิง ในช่วงฤดูฝนน้ำจะท่วมพื้นที่ดอนทั้งหมด

ป่าบุญเรือง ป่าริมโขง 3,000 ไร่ที่ชาวบ้านร่วมต่อสู้เพื่อรักษาจนคว้ารางวัลระดับโลก

ในช่วงฤดูน้ำหลาก ปลาต่าง ๆ จะว่ายน้ำจากแม่น้ำโขงสายหลักไปยังแม่น้ำอิงที่เชื่อมต่อกัน ก่อนที่จะเข้ามาวางไข่บริเวณรอบ ๆ ป่าชุ่มน้ำแห่งนี้ เมื่อปลาเจริญเติบโตเต็มวัย บางส่วนจะว่ายกลับไปแม่น้ำอิงและไปสู่แม่น้ำโขง ป่าแห่งนี้จึงเป็นต้นทางของแหล่งอาหารโปรตีนชั้นดีของคนแถวนี้ และรวมไปถึงผู้คนริมแม่น้ำโขงสองฟากฝั่งด้วย

ป่าชุมน้ำบุญเรืองแห่งนี้จึงเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร และวัตถุดิบของ 600 กว่าคนในชุมชนแห่งนี้ ผู้ประกอบอาชีพทำนามานานกว่า 300 ปี

ป่าบุญเรือง คว้ารางวัล Equator Prize จาก UNDP แหล่งอาหารของชาวบ้านริมโขง ดูดซับคาร์บอนจากรถยนต์ได้ 5 แสนคันต่อปี
ภาพ : กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง

“ป่าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของชุมชน ถึงแม้ไม่มีเงินก็หากินจากป่าได้ อยากกินผัก กินผึ้ง กินต่อ หรืออยากกินอะไร ก็หากินจากป่าได้ ใช้เพียงแค่แรงงานเดินเข้าไปหาโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงิน…” ทรงพล จันทะเรือง ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าบุญเรือง บอกกับเราขณะล่องเรือเข้าไปในป่า

ทุกคนเข้าไปหากินได้ตลอดทั้งปี เช่น หาผัก จับปลา ล่าสัตว์ ยกยอ หว่านแห เป็นต้น ว่างจากการทำนาก็หาของป่ามาขาย มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ในรอบ 1 ปี ชาวบ้านจะเข้าไปหาอาหารในนั้น เพราะมีทั้งเห็ด พืชพื้นบ้าน ปลา และของป่าอื่น ๆ เช่น ผึ้ง ต่อ จิ้งหรีดยักษ์

คนที่มีกินคือคนที่ขยันเข้าไปหากิน บางคนไม่มีไร่นาแต่ก็อยู่ได้ เพราะมีป่าเป็นแหล่งอาหารนานาชนิด และเป็นแหล่งรายได้ให้กับครอบครัว การใช้ประโยชน์ร่วมกันและความผูกพันกับป่ามาแต่อดีต ทำให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

หลายคนบอกว่าพอเกิดมาก็เห็นป่าผืนใหญ่ผืนนี้แล้ว พ่อแม่พาเข้าไปหากินตั้งแต่เด็ก เรียนรู้การใช้ประโยชน์และพึ่งพาป่าจากรุ่นสู่รุ่นหลายช่วงอายุแล้ว

“ป่าเป็นมากกว่าต้นไม้ แต่ป่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนบุญเรือง”
ป่าบุญเรือง คว้ารางวัล Equator Prize จาก UNDP แหล่งอาหารของชาวบ้านริมโขง ดูดซับคาร์บอนจากรถยนต์ได้ 5 แสนคันต่อปี

นอกจากนั้นแล้ว ในสถานการณ์ปัญหาโลกร้อน ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) ศึกษาศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าบุญเรืองแล้วพบว่า มีการกักเก็บคาร์บอนเหนือดินรวม 172,479 ตัน หรือเทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ขนาดเล็กได้สูงกว่า 500,000 คันต่อปี

แต่กว่าที่ชาวบุญเรืองจะรักษาผืนป่าแห่งนี้ได้ ในปี 2557 รัฐบาล คสช. เคยพยายามจะยึดป่า 3,000 กว่าไร่ไปทำโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยทางการหาว่าป่าชุ่มน้ำเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม ต้องให้ทางการไปทำประโยชน์ด้วยการถมที่ดิน แต่ชาวบ้านร่วมกันต่อสู้กับเผด็จการทหารอย่างเด็ดขาด ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของพวกเขา ร่วมกันก่อตั้ง ‘กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง’ ทำการสื่อสาร จัดเสวนา เปิดเวทีอภิปราย

พวกเขาร่วมมือกับนักวิชาการภายนอก ทำการศึกษาวิจัยความหลากหลายทางระบบนิเวศ การตีแปลงสำรวจให้ทางรัฐบาลเห็นว่า ป่าแห่งนี้ไม่ได้เป็นป่าเสื่อมโทรม หากแต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ ทั้งพืชอาหาร พืชสมุนไพรนานาชนิด รวมไปถึงแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ปลาน้ำจืดที่อพยพมาจากแม่น้ำโขง ท่ามกลางบรรยากาศของเผด็จการทหาร ซึ่งมีคนในเครื่องแบบมาปรากฏตัวบ่อยครั้ง แต่สุดท้ายรัฐบาลยอมถอย ยกเลิกการใช้พื้นที่ป่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ชาวบ้านป่าบุญเรือง รักษาป่าผืนนี้ให้ลูกหลานได้ ไม่ใช่การร้องขอแต่คือการรวมพลังต่อสู้อย่างเข้มแข็ง

ป่าบุญเรือง คว้ารางวัล Equator Prize จาก UNDP แหล่งอาหารของชาวบ้านริมโขง ดูดซับคาร์บอนจากรถยนต์ได้ 5 แสนคันต่อปี

“บรรพบุรุษของเราตกลงจะกําหนดพื้นที่ชุ่มน้ำนี้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับชุมชนมากกว่าเป็นของส่วนตัว และเราได้ปฏิบัติตามจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน เราต้องรักษามรดกสืบทอดของเราไว้เพื่อลูกหลานและธรรมชาติของเรา”

พิชเญศพงษ์ คุรุปรัชญามรรค แห่งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง กล่าวกับเราด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่าการรักษาป่าผืนนี้สำคัญกับพวกเขาอย่างไร

ทุกวันนี้ป่าบุญเรืองคือสถานที่ดูงาน เป็นแหล่งเรียนรู้และทำวิจัยของหน่วยงาน สถาบันวิชาการ กลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ ในฐานะพื้นที่ที่มีความสำคัญในระบบนิเวศ โดยเฉพาะเป็นแหล่งอนุรักษ์ แหล่งเพาะพันธุ์ปลานานาชนิดให้กลับไปสู่แม่น้ำโขง

ขณะที่โครงการพัฒนาเขื่อนหลายสิบแห่งในแม่น้ำโขงมีส่วนทำให้ปลาบึก ปลาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load