ทางเข้าหมู่บ้านถูกปิดเป็นคำรบสาม ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกเพื่อความปลอดภัยของชีวิต หลายคนกำลังกักตัวที่บ้านหรือในสวน ถ้าโลกต้องการให้เราพบกันน้อยลง นี่คงเป็นโอกาสที่เราจะได้พบกับธรรมชาติให้มากขึ้น

ผมนัดกับ แทะ-นิรักษ์พัน แปรดำรงค์กุล คุณพ่อลูกสองผู้ที่หลงใหลในเฟิร์นมาหลายปีแล้ว แทะน่าจะเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่บนดอยที่รู้จักเฟิร์นดีมากคนหนึ่ง ทั้งในตำราและภูมิปัญญาแบบผู้เฒ่าสมัยก่อน เขาสารภาพว่าเขาห่างเหินกับเฟิร์นมาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ การมาพักช่วงสั้นๆ ในสวนใกล้กับป่า น่าจะทำให้ความรักที่มีต่อเฟิร์นของเขาผลิบานอีกครั้ง

สวนและนาที่ห่างออกจากหมู่บ้านไปไกลจึงสงบเงียบ เสียงรถบนถนนดังไกลๆ ให้ได้ยินแต่ไม่รบกวนอะไร กระท่อมหลังเดิมของพ่อตาของแทะยังคงแข็งแรง หญ้าและต้นไม้กลับมาเขียวอีกครั้งหลังจากฝนหลงฤดูร้อนพัดกระหน่ำไปเมื่อไม่นาน

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เราเดินทางไปถึงที่พักก็เย็นพอดี หลังจากปลดกระเป๋าและนั่งพักผ่อนบนแคร่ใต้ถุนกระท่อมพอหอมปากหอมคอ แทะก่อฟืนหุงข้าว น้ำซุปมันฝรั่งกับไข่เจียวและข้าวดอยร้อนๆ เป็นมื้อเย็นที่พอเหมาะพอดีสำหรับเรา

เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก กระท่อมกลางนาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับการมาพักชั่วคราว โดยเฉพาะคนที่นาอยู่ไกลบ้าน การมีกระท่อมไว้นอนพักค้างคืน มีเตาไฟสำหรับทำอาหาร ช่วยประหยัดเวลาได้มากพอสมควร 

กระท่อมไม่มีไฟฟ้า นอกจากไฟจากกองฟืนและแสงจันทร์ลางๆ หิ่งห้อยบรรทุกตะเกียงเรืองแสงพากันไปฟังจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงลูกทุ่งประสานเสียงกับเหล่าเขียดในท้องนา ฟังไกลๆ ก็เพราะดี ลมพัดเย็นสบาย เสียงกล่อมนอนจากธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไป

เฟิร์น สิ่งมีชีวิตที่เป็นมากกว่าความสวยงามในราวป่า

เช้าแล้ว ตื่นมาเตรียมมื้อเช้ากินกันก่อนเดินเท้าเข้าป่า ก้าวเท้าออกไปไม่ทันไร แทะชี้ให้ดู ‘กิ๊โข่ดอ’ หรือย่านลิเภา เฟิร์นเถาที่คนปกาเกอะญอนำมาใช้ประกอบพิธีกินข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยว การนำเถาของย่านลิเภามาพันหม้อหุงข้าว ครกกระเดื่อง เสาเตาไฟ หรือ ‘เส่อกิ๊เต่อ’ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสำนึกรู้คุณต่อสิ่งของที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น นอกจากนี้ เถาของย่านลิเภาที่พันรอบข้าวสิ่งของต่างๆ นั้น เป็นการบอกกล่าวให้เราดูแลข้าวของให้ดี เพื่อที่เราจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เถาของย่านลิเภาเปรียบเสมือนเชือกที่พันและผูกเราไว้กับข้าว ให้เรายึดเหนี่ยวชีวิตไว้กับข้าวปลาอาหารให้มั่น เมื่อคนสมัยโบราณไม่มีภาษาเขียน การจดบันทึกความหมายของธรรมชาติจึงถูกเล่าผ่านพิธีกรรม เมื่อพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ผิดมากนักถ้าหากจะบอกว่าเฟิร์นคือพืชศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี เชื่อว่าเฟิร์นก้านดำมีพลังรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ

‘กิ๊โข่ดอ’ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับนิ่ว แก้เจ็บคอ ลดอาการปวดหลัง โดยนำเหง้า ราก และลำต้น มาต้มน้ำกิน ส่วนยอดอ่อนยังใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ลวกจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นต้น

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เดินขึ้นเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ลำธารสายเล็กมีน้ำไหลช้าๆ ครอบครัวเฟิร์นหลายชนิดกำลังรอให้เราไปทำความรู้จัก แทะ พลิกใบของต้น ‘โดะเก่โข่ง’ หรือเฟิร์นกีบแรด เพื่อดูสปอร์ที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวตามขอบใบด้านใน เมื่อจังหวะและเวลาพร้อม สปอร์เหล่านี้ก็จะออกเดินทางกลายเป็นต้นเฟิร์นต่อไปในอนาคต

เหง้าของกีบแรดเป็นยาสมานแผลที่ดีมากชนิดหนึ่ง หากเราโดนหนามเกี่ยวหรือของมีคมบาด ให้ใช้เหง้าของกีบแรดทา จะทำให้แผลหดตัว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

มีเฟิร์นหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายกันมากจนมือใหม่อย่างผมอาจแยกไม่ออก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้รักเฟิร์น แทะบอกได้ทันทีว่าต้นเฟิร์นที่ยืนสง่าบนหินที่มีเหล่ามอสปกคลุมใต้ต้นนั้นชื่อว่า ‘ต้นห่อทีหล่า’ เฟิร์นที่เป็นตัวชูรสในการทำอาหารของคนบนดอยมาช้านาน ซึ่งเด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

‘โปล่ แปล ดอ’ หรือผักกูด น่าจะเป็นเฟิร์นที่ทุกคนรู้จักดี แต่ใครรู้ว่าเฟิร์นชนิดนี้มีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

นอกจากนี้มีเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ชอบชิมเหล้า ‘โท’ หรือ โชน ที่ชูใบเป็นตัว V ก้านยาวๆ ของโชนถูกนำมาใช้เป็นหลอดดูดสำหรับชิมเหล้าของเหล่าบรรดาแม่บ้าน โดยการริดใบออกให้เหลือแต่ลำต้นยาวประมาณหนึ่งศอก จากนั้นให้เอาไปซุกในผงขี้เถ้าที่ยังมีความร้อนอยู่ ความร้อนจากผงขี้เถ้าจะทำให้ไส้ข้างในหดตัว ทำให้เราดึงไส้ออกได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดดูดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใช้งานต่อไป 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

ส่วน ‘ก่าบอชือ’ กูดเกี๊ยะ เป็นเฟิร์นที่แม่ไก่จะรู้จักดี ทุกครั้งที่แม่ไก่ออกไข่ เจ้าของไก่จะไปตักกูดเกี๊ยะมาใส่ในรังไก่เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกและเป็นที่นอนนุ่มๆ ของแม่ไก่

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

บ้านของเฟิร์น

แทะเล่าว่าเราพบเห็นเฟิร์นได้บนดิน บนหิน ในน้ำ และบนต้นไม้ เฟิร์นยังเป็นบ้านของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม กิ้งก่า ตุ๊กแกหางเฟิร์น ตั๊กแตน หนอน และสัตว์ตัวอื่นๆ ที่พรางตัวเพื่อหลบภัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่พึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฟิร์นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับสัตว์อย่างเสือ ลิง กระทิง นกหัวขวาน ที่ไหนยังมีเฟิร์น อย่างน้อยๆ เราก็พอคาดเดาได้ว่าป่าแห่งนั้นยังคงเป็นป่าที่มีชีวิต มีน้ำมีลำธารที่สะอาด และมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ในนั้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะยังมีชีวิตที่ดี เพราะ ‘ขวัญ’ ยังอยู่กับเรา ผมเพิ่งเข้าใจว่าการที่เราซื้อต้นไม้มาไว้ที่บ้านคือการเรียกขวัญกลับมานี่เอง

เฟิร์นช่วยรักษาความชุมชื้นให้หน้าดิน ช่วยยืดหน้าดินไม่ให้พังทลายยามฝนหลาก ไม่เพียงแค่ร่างกายของเราที่ต้องการต้นไม้ หากแต่จิตใจของเราก็ต้องการพลังจากต้นไม่ไม้น้อยไปกว่ากัน ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือได้นั่งใต้ร่มไม้เราจึงรู้สึกร่มเย็น เฟิร์นจึงทำหน้าที่เป็นสมุนไพรที่รักษาทั้งร่างกายและเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

หลังจากเดินป่าเรียนรู้เรื่องเฟิร์นกับแทะทั้งวัน มุมมองที่มีต่อเฟิร์นของผมเปลี่ยนไป เราอาจจะเคยรู้สึกกับต้นไม้ใบหญ้าว่าเป็นเพียงวัชพืช จนกระทั่งเราได้พาตัวเองไปสัมผัสกับต้นไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งเราคิดว่าไกลตัวกลับมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่แวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับสุขทุกข์ของเรา คนสมัยก่อนเชื่อว่าขวัญของเราเดินทางมากับต้นไม้ ขวัญและกำลังใจจึงเติบโตขึ้นในป่าและกลับคืนสู่ป่าเช่นเดียวกัน 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

แทะตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเฟิร์น เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจ เขากำลังลงมืออย่างช้าๆ แต่มีความหวังว่า สักวันหนึ่งพื้นที่เล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้เราได้กลับมาสนใจเรื่องราวของเฟิร์นและความเกี่ยวข้องของเรากับธรรมชาติ

จริงทีเดียวที่มีคนกล่าวไว้ว่าสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่ง ถ้าโลกของเรามีสุขภาพที่ดี นั่นแสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนคือผู้ที่มั่งมี อาจไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่ความรุ่มรวยที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น สันติสุข ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันซึ่งกัน แบ่งปันพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงบ้านของต้นเฟิร์นด้วย 

ถึงตอนนี้ใครที่กำลังมองหาต้นไม้สักต้นมาไว้ที่บ้าน คงไม่ลืมหยิบเฟิร์นกลับมาด้วยสักต้น เพื่อที่ขวัญและกำลังใจจะกลับมา ในวันที่พวกเราหลายๆ คนต้องกักตัวที่บ้าน ไม่ได้เดินทางเหมือนเช่นเคย

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load