The Cloud x TOYOTA

ปลายฝนต้นหนาว คือช่วงเวลาที่ภูเขาในเชียงใหม่กำลังกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง ต้นไม้ใบหญ้ากำลังลู่ลมและยืนต้นรับน้ำฝนด้วยความเบิกบาน และเป็นช่วงเวลาเหมาะเจาะกับที่เราชาว Alive Trip กำลังเดินทางไปเรียนรู้ธรรมชาติและทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมปกาเกอะญอที่ Lazy Man Collage อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

Alive Trip 01 : Yong Volks คือทริปที่ The Cloud ร่วมกับ TOYOTA และมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ชวนหนุ่มสาวออกเดินทางไปใช้ชีวิต ออกไปค้นหาตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่กับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทั่วประเทศไทย ในทริปนี้เราเดินมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Gap Year Program ของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาเคลื่อนที่ที่พาคนหนุ่มสาวออกเดินทางไปเรียนรู้กับผู้รู้ตัวจริงในด้านต่างๆ ทั่วประเทศไทยตลอด 9 เดือน

ปกาเกอะญอ

ปกาเกอะญอ

ทริปนี้เราเดินทางมาพบกับกลุ่มคนขี้เกียจที่ขยันเล่าเรื่องวิถีของชนเผ่าปาเกอะญอในแบบของตัวเอง ได้แก่ พะตีจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ปกาเกอะญอผู้สืบทอดภูมิปัญญาการดูแลป่าและเป็นเจ้าของสวนคนขี้เกียจ โอชิ-ชินดนัย จ่อวาลู เจ้าของ Lazy Man Collage พื้นที่ที่เปิดให้คนทั่วไปได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีของชาวปกาเกอะญอ แซวะ-ศิวกร โอ่โดเชา เจ้าของ Lazy Man Coffee กาแฟที่เป็นผลผลิตจากสวนคนขี้เกียจ และ คลี-ณัฐพล ธุระวร นักดนตรีร่วมสมัยจากวง Klee Bho ที่ใช้ ‘เตหน่ากู’ เครื่องดนตรีปกาเกอะญอเพื่อถ่ายทอดคติความเชื่อและบท ‘ธา’ ซึ่งเป็นบทกวีของชนเผ่า

ปกาเกอะญอ

เราจะพาไปเรียนรู้วิถีชีวิตและแนวคิดในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติของชาวปกาเกอะญอ และฟังแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด

มนุษย์ = ธรรมชาติ

กาแฟแก้วแรกของเราในวันนั้นเริ่มต้นกันที่ Lazy Man Collage และมีบาริสต้าเป็น โอชิ-ชินดนัย จ่อวาลู นอกจากเขาจะเป็นลูกเขยของพะตีจอนิ เป็นเจ้าของที่นี่ เขายังรับเป็นนักการภารโรงที่คอยทำทุกอย่างเมื่อมีแขกเข้ามาเยี่ยมเยียน

เราล้อมวงสนทนากันในบ่ายวันนั้นเพื่อฟังโลกทัศน์ของปกาเกอะญอจาก พะตีจอนิ โอ่โดเชา (พะตี แปลว่า ลุง ในภาษาปกาเกอะญอ) และโอชิ

ปกาเกอะญอ

ในวัยหนุ่มพะตีจอนิเคยเป็นนักเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิในการอยู่ร่วมกับป่าของคนปกาเกอะญอ เคยเป็นผู้ใหญ่บ้านหนองเต่าที่ปฏิรูปที่ดินทำกินให้กับชาวบ้าน เป็นคนปกาเกอะญอที่รักในรากเหง้าและวิถีของตัวชนเผ่า เป็นปราชญ์ที่สืบทอดวิธีการดูแลป่าตามวิถีของปกาเกอะญอ และเป็นนักสื่อสารที่บอกเล่าเรื่องราวของคนปกาเกอะญอเพื่อสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน

ในวันนี้พะตีจอนิอายุ 74 ปีแล้ว แต่ยังขยันเดินเข้าออกป่าในหมู่บ้านคราวละหลายกิโล และกระตือรือร้นที่จะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เราฟังเช่นเคย

พะตีจอนินำประสบการณ์ในชีวิตมาเปรียบเทียบกับคำสอนของปกาเกอะญอเพื่อทำความเข้าใจความเป็นไปของโลกให้มากขึ้น และพบว่าหลายๆ คำสอนของปกาเกอะญอคือสิ่งที่เป็นสากลสำหรับทุกชาติและศาสนา ใครที่ได้เรียนรู้ก็สามารถนำกลับไปทบทวนชีวิตของตัวเองได้เช่นกัน

คนปกาเกอะญอเรียก ‘โลก’ ว่า ‘ห่อโข่’  ห่อ แปลว่า โลก และโข่ แปลว่า ร้องไห้ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Crying Land เพราะภาษาแรกที่มนุษย์ทุกคนต้องพูดคือร้องไห้ เราต้องร้องไห้ 3 ครั้ง เกิด มีชีวิต และตาย การร้องไห้ทำให้เรามีชีวิต เป็นกฎธรรมชาติที่เราไม่สามารถหลีกหนีได้พ้น และการร้องไห้ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายหรือสิ่งที่เราต้องหลบหลีก การร้องไห้จึงเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ปุถุชนทุกคนกระทำได้โดยไม่ต้องละลายใจ

พะตีจอนิบอกกับเราว่า ปกาเกอะญอ แปลว่า ความเรียบง่าย มุมมองของปกาเกอะญอที่อธิบายโลกและชีวิตจึงไม่ซับซ้อนเกินจะเข้าใจ และสัมพันธ์ไปกับวิถีธรรมชาติที่พวกเขาต้องพึ่งพ

ปกาเกอะญอ

หลักการหนึ่งในการจดจำปรัชญาชีวิตของคนปกาเกอะญอคือการใช้เลข 5 เพื่ออธิบายชีวิตที่เกี่ยวข้องกับวิถีธรรมชาติ

เลข 5 ตัวที่ 1 คือขวัญที่อยู่กับร่างกายของเรา ซึ่งแต่ละส่วนก็หมายถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ขวัญที่ 1 อยู่ที่กระหม่อม หมายถึงคนที่เราให้ความเคารพ เช่น พ่อแม่ของเรา สามีภรรยา พี่น้อง

ขวัญที่ 2 อยู่ที่มือซ้าย และขวัญที่ 3 อยู่ที่มือขวา หมายถึงชุมชนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา

ขวัญที่ 4 อยู่ที่หัวใจ หมายถึงการคิดถึงตัวเอง ใคร่ครวญกับตัวเอง

ขวัญที่ 5 อยู่ที่เท้า หมายถึงโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่ จึงต้องดูแลเอาใจใส่ด้วยเช่นกัน

5 ตัวที่ 2 ก็คือการดำรงชีวิตเป็นมนุษย์ ในชีวิตของเรามักจะประกอบอยู่ด้วย 5 มิติอยู่เสมอๆ คือ โลก สวรรค์ นรก วิญญาณ และความตาย ขณะที่เราอยุู่กับโลกใบนี้คือเรากำลังมีชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็มีโลกของวิญญาณที่เรามองไม่เห็น เวลาที่เรารู้สึกดี มีความสุข เราก็เหมือนอยู่ในโลกของสวรรค์ แต่เวลาที่เราเครียด เราหลงลืมตัวเอง หรือถูกอะไรบางอย่างครบงำ เราก็เหมือนตกอยู่ในนรก อีกโลกหนึ่งคือโลกของผี หมายถึงชีวิตหลังความตาย

ทั้งห้าอย่างนี้คือสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา และมีการเกิดดับเสมอ หน้าที่ของเราคือต้องมีสติรู้ตัวอยู่และระลึกให้ได้ว่าเราจะดูแลแต่ละมิติในตัวเราอย่างไร

ปกาเกอะญอ

และ 5 ตัวที่ 3 คือการอธิบายเกี่ยวกับปัญหาบนโลกใบนี้ ซึ่งเกิดมาจากเราไม่หลุดพ้นไปจากความขัดแย้ง 5 อย่างคือ ความเชื่อ ผลประโยชน์ ทรัพยากร สิทธิ และเงินทอง เมื่อเรามีความเชื่อในเรื่องบางเรื่องแล้วเราก็ไม่ยอมรับความเชื่อของคนอื่น หรือเมื่อเรามีเท่านี้ เราก็อยากมีมากขึ้น หรืออาจจะไม่อยากให้คนอื่นมีเท่าเรา

บทเรียนในบ่ายวันนั้นทำให้เราเห็นว่าโลกทัศน์ของคนปกาเกอะญอนั้นเคารพธรรมชาติมาก ไม่ว่าจะมองในมิติไหน พวกเขาก็จะคิดถึงธรรมชาติไปพร้อมๆ กับคิดถึงตัวเองเสมอ

ทางเลือกที่ยั่งยืน

หลังมื้อเย็นเรามารวมตัวกันอีกครั้งรอบกองไฟ ท้องฟ้าในคืนนั้นมืดสนิทจนเราเห็นพระจันทร์ดวงโตที่ลอยเด่นได้อย่างชัดเจน คืนนี้เราพบกับ แซวะ-ศิวกร โอ่โดเชา ลูกชายของพะตีจอนิที่กลับมาทำการเกษตรที่บ้าน เขาเคยเป็นคนที่เรียนในระบบ แต่เลือกที่จะกลับมาเรียนรู้วิถีชีวิตและศึกษาภูมิปัญญาปกาเกอะญอเพื่อตามหาความสุขที่ยั่งยืนในแบบของตัวเอง

ปกาเกอะญอ

แซวะเล่าให้ฟังว่า หลังจากจบ ม.6 พ่อก็ให้หาเงินเรียนต่อด้วยตัวเอง แต่เขาไม่รู้จะหาเงินไปเรียนได้อย่างไรเลยตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน และพบว่าชีวิตที่บ้านคือการเริ่มใหม่ทุกอย่าง เพราะสิ่งที่เขาเรียนมาในห้องเรียนกับชีวิตจริงคือคนละเรื่องกัน เขาทำนาไม่เป็นจนพี่ๆ ต้องมาคอยบอกคอยสอนจนกว่าจะทำได้

ปกาเกอะญอ

“การที่ผมกลับมาอยู่บ้านมันทำให้ผมได้เรียน 2 อย่างไปพร้อมๆ กัน ด้านหนึ่งคือเรียนรู้เรื่องการเกษตร เรียนรู้วิธีการทำนา ทำไร่ อีกด้านหนึ่งคือการเรียนรู้วิชาการไปพร้อมๆ กัน แต่สุดท้ายเราก็ต้องเลือกว่าจะสมัครงานในเมือง หรือจะทำการเกษตร ผมคิดว่าถ้าผมไปทำงานก็คงต้องเป็นลูกน้องเขา แต่ถ้ากลับมาอยู่บ้าน ผมคิดว่าผมได้อิสระอย่างที่ผมต้องการ ผมเคยลองไปสมัครงานเหมือนกันแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไป เพราะผมชอบชีวิตแบบนี้ และค้นพบทางสายกลางระหว่างโลกปัจจุบันและวิถีชีวิตที่พึ่งตัวเอง ผมจะกลับไปเป็นเกษตรกรอย่างเดียวโดยไม่สนใจโลกเลยก็คงไม่ได้ เพราะเรายังต้องติดต่อกับโลกภายนอก ต้องใช้เทคโนโลยี ต้องพบเจอคนต่างถิ่น เราคงอยู่แบบดั้งเดิมไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเราจะไปอยู่ในเมือง ทำงานบริษัท เราก็คงทำไม่ได้เช่นกัน ตอนนี้ชีวิตผมเลยอยู่กลางๆ ต้องมีความสัมพันธ์กับโลกภายนอกด้วย และต้องพึ่งพาตัวเองได้ด้วย”

แซวะบอกว่า เขาจดจำที่ผู้ใหญ่สอนเขาเสมอว่า “อย่าไปหวังแต่น้ำบ่อหน้า จะต้องไม่ลืมน้ำบ่อที่เคยมีอยู่ อย่าลืมวิถีของบรรพบุรุษที่อยู่กับดิน น้ำ ป่า และภูเขา”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาเลือกชีวิตกลางๆ แบบนี้ และมีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่

ตามปราชญ์ไปฟังเสียงธรรมชาติ

เมื่อรู้ว่าวันนี้จะได้เดินป่ากับพะตีจอนิทุกคนก็รีบมารวมตัวแต่เช้า พะตีพกมีดคู่ใจและเดินนำขบวนพวกเราไปอย่างชำนาญ เป้าหมายของวันนี้คือเราจะเดินขึ้นไปยังจุดบวชป่า 50 ล้านต้นและกินข้าวกันที่นั่น ป่าแห่งนี้คือป่าหมู่บ้านหนองเต่า ป่าที่ถูกแบ่งให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์กว่า 4,000 ไร่

การบวชป่าคือการใช้หลักทางศาสนาเพื่อเป็นกุศโลบายไม่ให้คนตัดไม้ทำลายป่า ต้นไม้ต้นไหนที่ผูกจีวรแล้วชาวบ้านจะไม่กล้าตัด เพราะหากตัดก็เหมือนทำบาปนั่นเอง

ปกาเกอะญอ

ปกาเกอะญอ

ระหว่างทางเราผ่านทุ่งนาของชาวบ้านที่กำลังเจริญเติบโตใกล้เวลาเก็บเกี่ยว เราเดินผ่านแหล่งน้ำธรรมชาติ เดินขึ้นบนทางที่สูงชัน และหยุดฟังพะตีจอนิเล่าเรื่องพืชพรรณแปลกตาที่เราเดินผ่านกันเป็นระยะ เดินไปสักพักฝนก็ปรอยลงมาและลงเม็ดหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกเรายังคงเดินตามพะตีจอนิกันต่อไป แม้ระหว่างทางจะไร้บทสนทนา แต่เสียงฝน เสียงน้ำ และเสียงธรรมชาติ ก็ทำให้การเดินป่าในครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำมากที่สุดเวลาหนึ่งในชีวิต

ปกาเกอะญอ

เรามองลงไปข้างล่างเห็นนาขั้นบันไดของชาวบ้าน เห็นสันเขาอีกฝากที่อยู่ตรงข้าม และเป็นครั้งแรกที่เรารู้ตัวว่าเราตัวเล็กมากแค่ไหนเมื่ออยู่ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของขุนเขา

ปกาเกอะญอ

ยิ่งเดินลึกเข้าไปเราก็เห็นผ้าเหลืองผูกอยู่กับต้นไม้เป็นระยะ แต่หลายต้นก็ไม่มีผ้าผูกแล้ว ที่เป็นแบบนี้เป็นเพราะว่าพะตีจอนิได้ทำการสึกป่า เป็นการเอาผ้าจีวรออกเพื่อให้ต้นไม้ได้เจริญเติบโตไปตามอายุขัยของมัน

เราเดินขึ้นไปถึงที่หมายพร้อมกับฝนที่หยุดตกพอดี จุดสังเกตุของจุดบวชป่าจะมีกระท่อมที่มีจีวรขึงอยู่ ที่นี่คือที่พักของพระป่าที่เข้ามาปฏิบัติธรรมภายในป่า และเป็นจุดบวชป่า 50 ล้านต้น เป็นหนึ่งในโครงการบวชป่าชุมชน 50 ล้านต้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชย์ครบ 50 ปีเมื่อ พ.ศ. 2539

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

ซึ่งคนที่เดินทางไปรับต้นไม้ต้นที่ 50 ล้าน (ต้นพะโล้) พระราชทานจากรัชกาลที่ 9 ก็คือ พะตีจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ปะกาเกอะญอผู้สืบทอดวิธีการบวชป่า และมีความเชื่อว่าคนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ถ้าได้รับการปลูกฝังให้ดูแลป่าอย่างถูกวิธี

เรานั่งพักและกินข้าวที่ห่อมาจากบ้านกันหน้าจุดบวชป่าใต้ร่มไม้ใหญ่ พะตีจอนิแบ่งอะโวคาโดที่เก็บมาจากสวนหลังบ้านให้เรากิน และเอาเมล็ดที่เหลือไปฝังลงดินใกล้ๆ กับกระท่อม และทำสัญลักษณ์ไว้เพื่อรอวันกลับมาดูการเจริญเติบโตอีกครั้ง

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

เราออกจากป่าพร้อมกับขยะทั้งหมดที่เอาเข้าไป และเก็บขยะรายทางที่มีคนทิ้งไว้ออกจากป่าด้วย ตามคำสอนที่พะตีจอนิบอกกับเราว่า “คนกินน้ำก็ต้องรักษาน้ำ คนกินข้าว ต้องรู้จักต้นข้าว คนอยู่ป่าก็ต้องดูแลป่า คนเราใช้ประโยชน์จากสรรพสิ่ง ก็ต้องดูแลสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน”

ปกาเกอะญอ

ขี้เกียจอย่างถูกวิธี

หลังจากลุยป่าและเดินเขาด้วยความชุ่มฉ่ำกันมาครึ่งค่อนวัน ลงจากเขามาแล้วเรายังมีพลังเหลือและไปต่อกันที่ ‘สวนคนขี้เกียจ’ หรือ ‘สวนจอเกอะโดะ’ (จอเกอะโดะ แปลว่า ขี้เกียจ) สวนที่มีชื่อมาจากนิทานเรื่องคนขี้เกียจที่คนปกาเกอะญอเล่าต่อกันจนกลายเป็นปรัชญาชีวิตส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น

ปกาเกอะญอ

หลักการของคนขี้เกียจมีอยู่ว่า ‘ใจเย็น มีสติ และรอได้’ แม้ว่าคนขี้เกียจในนิทานเรื่องนี้จะขี้เกียจมากถึงขนาดนี้ที่ต้องไปนอนรอใต้ต้นไม้เพื่อให้ผลไม้หล่นใส่ปาก ไม่ยอมไปเก็บกินด้วยตัวเอง แต่ก่อนที่เขาจะนอนรอแบบนี้ได้นั้น เขาได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ผลผลิตงอกเงยมาล่วงหน้าแล้ว จึงสามารถนอนรอได้อย่างสบายใจ

ปกาเกอะญอ

นิทานเรื่องคนขี้เกียจไม่ใช่แค่คำสอน แต่กลายมาเป็นเป็นวิถีชีวิต ชื่อสวน ชื่อกาแฟ ชื่อสถานที่ หลักการทำการเกษตร และเป็นคำที่ครอบครัวโอ่โดเชาใช้เรียกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่าพวกเขานี่แหละคือคนขี้เกียจตัวจริง

พะตีจอนิเล่าว่า ก่อนที่จะมาเป็นสวนคนขี้เกียจอย่างทุกวันนี้ เขาเคยทำการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการขายเพราะหวังทำรายได้และทำติดต่อกันอยู่เกือบ 10 ปี แต่กลับมีหนี้สินจากค่าปุ๋ยเคมีและยากำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ทำให้พะตีจอนิยอมแพ้ต่อการทำเกษตร ปล่อยสวนให้หญ้ารกร้างจนภรรยาด่าอยู่นาน 17 ปี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผืนดินได้ฟื้นฟูตัวเองและพืชผลขึ้นเองตามธรรมชาติ สวนที่ถูกปล่อยทิ้งไม่มีการดูแลเพราะความขี้เกียจก็ได้ผลิดอกออกผล และทำให้พะตีได้อีกบทเรียนหนึ่งว่า ‘การทำสวนที่ดีที่สุดคือปล่อยให้สวนได้เติบโตเองตามธรรมชาติ’ จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘สวนคนขี้เกียจ’ เช่นทุกวันนี้

ปกาเกอะญอ

ในพื้นที่ 7 ไร่แห่งนี้ถูกแบ่งเป็นป่า 4 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานอีก 3 ไร่ และมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ที่ปล่อยสัตว์เดินเล่นและหากินได้อย่างสบายใจ ซึ่งในพื้นที่ 3 ไร่นี้ก็ประกอบด้วยพืชที่ใช้ประโยชน์ได้กว่า 100 ชนิด ไม่ว่าจะหยิบจับต้นไหนขึ้นมาพะตีจอนิก็สามารถบอกกับเราได้หมดว่าต้นไหน ส่วนไหน สามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง

ปกาเกอะญอ

ต้นไม้ในสวนของคนขี้เกียจจะมี ‘ขวัญ’ ของเด็กเกิดใหม่ผูกอยู่กับต้นไม้ เด็กที่เกิดในครอบครัวของพะตีจอนิทุกคนจะต้องไปขอสายสะดือที่โรงพยาบาลมาผูกกับต้นไม้เพื่อเป็นกุศโลบายในการดูแลรักษาป่า เพื่อทำให้คนไม่กล้าตัดต้นไม้ทำลายป่า เพราะเชื่อว่าเป็นการทำลายชีวิตของคนคนหนึ่งไปด้วย เมื่อเด็กไม่สบายก็ต้องทำพิธีและดูแลต้นไม้ต้นนั้นเป็นอย่างดีเพื่อให้เด็กกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

ปกาเกอะญอ

ฟังเสียงเพลงจากบทธา

หลังจากผ่านกลางวันที่ยาวนาน ในคืนนี้โอชิได้พาเพื่อนใหม่พร้อมกับเครื่องดนตรีคู่ใจมาให้เราได้รู้จัก เราพบกับ คลี-ณัฐวุฒิ ธุระวร นักดนตรีร่วมสมัยจากวง Klee Bho ที่ใช้ ‘เตหน่ากู’ เครื่องดนตรีปกาเกอะญอเพื่อถ่ายทอดคติความเชื่อและบท ‘ธา’ บทกวีของชนเผ่า เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าชีวิตของเขาและความเป็นปกาเกอะญอ เขาเดินทางมาจากอําเภอกัลยาณิวัฒนาเพื่อมาพบกับเราในค่ำคืนสุดพิเศษนี้

ปกาเกอะญอ

คลีเป็นคนปกาเกอะญอรุ่นใหม่ที่เข้าไปเรียนในเมืองจนถึงปริญญาโท เขาเป็นเด็กที่เติบโตมากับการเล่นดนตรีในโบสถ์และมีโอากาสเรียนต่อด้านดนตรี และเล่นดนตรีเป็นอาชีพมาหลายชนิด จนหันกลับมาเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านคือ ‘เตหน่ากู’ ที่เห็นพ่อเล่นมาตั้งแต่วัยเด็ก

เตหน่ากูของเขาเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ถูกพัฒนาให้ทันสมัยทั้งรูปแบบและวิธีการเล่น เครื่องดนตรีเครื่องสายรูปร่างเหมือนไก่ตัวนี้มีชื่อว่า ‘ไก่กลัวเมีย’ ไก่ตัวผู้จะอยู่ข้างล่าง ส่วนตัวเมียอยู่ข้างบน ซึ่งมีแนวคิดมาจาก วัฒนธรรมปกาเกอะญอ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสายแม่และให้เกียรติผู้หญิง

เหตุผลที่คนปกาเกอะญอมีบทเพลงและบทกวีเพื่อบอกเล่าสิ่งต่างๆ มากมายนั้นเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้บันทึกเรื่องราวเป็นตัวหนังสือ แต่ใช้การร้องสืบทอดเรื่องราวต่อๆ กันมา คลีบอกว่าทุกวันนี้กระบวนการสืบทอดน้อยลงแล้ว คนรุ่นใหม่ก็สนใจวัฒนธรรมกระแสหลักมากกว่า และคิดว่าวิถีปกาเกอะญออาจจะไม่จำเป็นกับยุคสมัยนี้ เขาจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวและสืบทอดวิถีนี้ให้คงอยู่ต่อไป

นอกจากดนตรีแล้วคลียังเป็นคนปกาเกอะญอรุ่นใหม่อีกคนที่เดินทางกลับบ้านมาเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาและทำสิ่งใหม่ในแนวทางของตัวเอง เขากลับไปทำโฮมสเตย์โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากที่บ้าน เพราะเขาเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ทำเป็นธุรกิจได้ เชื่อว่ามีคนมากมายอยากเข้ามาสัมผัสกับธรรมชาติ และเรียนรู้จากเจ้าบ้านซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรม เขาใช้เวลาทำตามความเชื่อของเขาไม่นานครอบครัวก็เห็นภาพตามที่เขาฝันไว้และยอมรับในที่สุด

ปกาเกอะญอ

หลายๆ เพลงที่คลีและโอชิเล่นให้เราฟังในคืนนั้นเป็นเพลงที่อธิบายชีวิตและเรื่องราวของชนเผ่าได้อย่างไพเราะ ภายใต้เสียงที่กังวาลของเตหน่ากูมีทั้งเรื่องคติความเชื่อ ภูมิปัญญา ธรรมชาติ ความฝัน การเดินทาง และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา

เสียงเพลงจากเตหน่ากูในวันนี้เป็นวิธีการบอกเล่าเรื่องราวของชนเผ่าที่เรียบง่าย แต่เข้าไปถึงหัวใจของทุกๆ คน

ปลูกกาแฟเพื่อดูแลป่า

ปกาเกอะญอ

เช้านี้เราเรียนรู้เรื่องกาแฟตั้งแต่ต้นจนจิบกับ แซวะ เจ้าของ Lazy Man Coffee นอกจากทำการเกษตรแบบคนขี้เกียจแล้ว เขายังทำ Specialty Coffee และทำแบบโฮมเมดด้วยตัวเองทุกขั้นตอนที่นี่ เราจะมาเรียนรู้กันว่า คนขี้เกียจเขาทำกาแฟกันอย่างไร และทำไมเขาถึงบอกว่าการปลูกกาแฟสามารถช่วยดูแลป่าได้

ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง เราสังเกตว่าสวนในรั้วบ้านของครอบครัวโอ่โอเชา มีต้นกาแฟปลูกแซมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ให้เห็นเป็นหย่อมๆ แต่กว่าจะทำกาแฟกันจริงจังจนถึงขั้นทำขายกันเช่นทุกวันนี้แซวะบอกว่า เขาเองไม่เคยคิดจะกินกาแฟด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากเขาไม่อยากถางป่าเพื่อทำเกษตร ไม่อยากทำลายหน้าดิน ไม่อยากทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ไม่อยากใช้สารเคมี และไม่อยากเป็นหนี้เพราะการปลูกข้าวโพด เขาจึงปลูกกาแฟเพื่อต่อต้านการทำไร่ข้าวโพดในขณะนั้น และชวนเพื่อนๆ กลุ่มเกษตรกรลุ่มน้ำวางมาเป็นแนวร่วมในการปลูกกาแฟด้วยกัน

ปกาเกอะญอ

แซวะเชื่อว่าความขยันไม่ใช่เรื่องยาก แต่ความขี้เกียจยากกว่า เพราะการทำให้ไปช้าๆ แต่ไปได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

นอกจากจะปลูกเองแล้ว แซวะยังรับซื้อกาแฟจากชาวบ้านเพื่อมาแปรรูปอีกด้วย เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกกาแฟ แม้ว่าตัวเองจะต้องใช้ทุนเยอะมาก แต่เขากลับมองว่านี่เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและดีกว่าการปลูกข้าวโพด

กาแฟของเขามีชื่อแบรนด์ว่า Lazy Man Coffee : Slow down for the earth และมีจุดเริ่มต้นของแนวคิดคือ ปลูกกาแฟเพื่อต้านไร่ข้าวโพด

“เราพยายามแนะนำลูกค้าว่า การจิบกาแฟของเขามีส่วนช่วยในการดูแลป่าได้นะ และสบับสนุนให้ชาวบ้านที่นี่เขามีทางเลือกอื่นนอกจากการปลูกข้าวโพด ส่วนคำว่า Slow down for the earth คือเรื่องของคนขี้เกียจ นิทานของคนปกาเกอะญอที่ผมเล่าให้ฟังบ้างแล้วว่า หลักของคนขี้เกียจคือไม่ต้องทำอะไรเลย เราเป็นแค่คนเล็กๆ คนหนึ่ง พอธรรมชาติมันเติบโตได้ที่มันก็ดูแลเราได้ ถ้าเราไว้ใจธรรมชาติ ธรรมชาติก็ดูแลเรากลับคืนเช่นกัน”

ปกาเกอะญอ

ปกาเกอะญอ

ก่อนจากกันฉันนึกย้อนกลับไปถึงวันก่อนที่พวกเราจะเดินทางมาที่บ้านหนองเต่าแห่งนี้ด้วยกัน ต่างคนต่างก็มีความคาดหวัง หรือมีภาพในจิตนาการที่แตกต่างกันไป แต่วันสุดท้ายก่อนที่เราจะร่ำลาและจากกันไป เราพบว่าภาพความเป็นคนชายขอบ หรือความล้าหลัง เป็นเพียงภาพมายาที่สื่อผลิตซ้ำให้เราเสพเท่านั้น

ความเป็นปกาเกอะญอที่พวกเราได้สัมผัสคือชนเผ่าที่มีวัฒนธรรม มีหลักความเชื่อที่เป็นสากล มีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่งดงาม และเคารพในธรรมชาติมากพอๆ กับความเป็นมนุษย์

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Live Alive

ออกเดินทางไปใช้ชีวิตและค้นหาตัวเอง

12 ธันวาคม 2561
6 K

โตขึ้นมีใครอยากเป็นชาวนาบ้าง

เราเชื่อว่าคำถามนี้คงหาได้ยากในระบบการศึกษาไทย หรือแม้แต่ในครอบครัวของชาวนาที่ทำเกษตรกรรมเลี้ยงชีพมาหลายชั่วอายุคนก็แทบไม่มีใครอยากให้คนรุ่นใหม่เลือกเส้นทางนี้ ทุกครอบครัวล้วนอยากส่งเสริมให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ เพื่อเป็นเจ้าคนนายคนเพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากการเป็นชาวนา จึงทำให้อายุเฉลี่ยของคนเป็นชาวนายิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ชาวนาเป็นอาชีพที่ยากจน ไร้เกียรติ และลำบากมาก จนไม่มีใครอยากให้คนรุ่นใหม่เป็นจริงๆ หรือเป็นเพราะระบบอุตสาหกรรมในบ้านเราที่ปิดกั้นทางเลือกทางอาหาร และทำให้วิถีการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมต้องพ่ายแพ้ไป และถ้าไม่มีคนรุ่นใหม่มาเป็นชาวนา อนาคตของการผลิตข้าวในประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อ

Alive Trip, ชาวนา

นี่คือคำถามที่พวกเราสงสัย จนต้องเดินทางมาหาคำตอบด้วยกันกับ Alive Trip 03 : Harvest Time ที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี หมู่บ้านลุงม่วง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งในช่วงที่เราเดินทางมาที่นี่ก็ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพอดี เราจึงได้เรียนรู้เรื่องข้าวตั้งแต่เริ่มต้นเป็นเมล็ดเล็กจิ๋ว ไปจนถึงกระบวนการเกี่ยวและนวดข้าวที่ออกรวงชูช่อสีทองอยู่กลางทุ่งนากับ อุ้ม-คนึงนิตย์ ชะนะโม และกลุ่มชาวนาไทอีสาน

Alive Trip, ชาวนา Alive Trip, ชาวนา

ทริปนี้เป็นที่ The Cloud ร่วมกับ TOYOTA และมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ ชวนหนุ่มสาวออกเดินทางไปใช้ชีวิต ออกไปค้นหาตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่กับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นทริปสุดท้ายแล้วที่เราร่วมเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Gap Year Program ของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

รู้จักกับชาวนารุ่นใหม่

ภาพคนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาเป็นชาวนาหรือทำการเกษตรเป็นภาพที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะสิ่งที่เรารู้มาจากสมาชิกในกลุ่มชาวนาไทอีสานที่เคยทำวิจัยเรื่องข้าวพบว่า ชาวนาส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ปี เราอาจจะเคยเห็นคนรุ่นใหม่รับจ้างทำนา หรือรับจ้างเกี่ยวข้าวกันอยู่บ้าง แต่เชื่อเถอะว่าน้อยคนนักที่จะลุกขึ้นมาทำนาด้วยตัวเอง และสืบทอดภูมิปัญญาในการปลูกข้าวแบบโบราณตามที่บรรพบุรุษเคยทำมา

Alive Trip, ชาวนา

กลุ่มชาวนาไทอีสาน คือกลุ่มชาวนารุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจอยากอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้านไทยด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม เพื่อความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของทรัพยากรท้องถิ่น

คนหนุ่มสาวเหล่านี้เลือกที่จะกลับบ้านมาเพื่อพึ่งพาตัวเองด้วยการทำการเกษตรอินทรีย์ บางคนอยากเป็นชาวนา บางคนอยากทำสวน บางคนอยากทำเกษตรทั้งๆ ที่เป็นคนเมือง ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย นอกจากจะต้องเรียนรู้ทักษะที่ต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ในชีวิตจริง ทักษะในการทำเกษตรกรรมที่มีธรรมชาติเป็นตัวแปร และยังต้องอดทนต่อแรงเสียดทานจากคนรอบข้างที่ไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเขาทำ

Alive Trip, ชาวนา

อุ้ม-คนึงนิตย์ ชะนะโม หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มชาวนาไทอีสาน เจ้าบ้านใจดีที่เปิดบ้านพาเราไปเรียนรู้เรื่องข้าวๆ ในครั้งนี้ คือชาวนารุ่นใหม่จากจังหวัดบุรีรัมย์ที่กลับมาทำการเกษตรที่ถิ่นฐานบ้านเกิด ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d) เและอยากเปลี่ยนมุมมองให้ทุกคนเห็นว่าชาวนาไทยไม่ใช่คน ‘รากหญ้า’ แต่เป็น ‘รากเหง้า’ ที่เราต้องให้ความสำคัญ

เราอาจจะไม่ตื่นเต้นกับการทำนาของอุ้มเลย ถ้าเธอไม่ได้เล่าให้เราฟังว่าก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นหนึ่งคนที่หลงระเริงกับชีวิตในเมืองมาก่อน

เธอเคยเป็นเด็กสาวจากต่างจังหวัดที่อยากเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ จึงใช้การเรียนมหาวิทยาลัยเป็นข้ออ้างในการออกจากบ้านเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง ในตอนนั้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไร จึงหนีชีวิตการเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ไปเรียนศิลปะกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรเพราะอยากเป็นศิลปินอยู่เกือบ 2 ปี และกลับมาเรียนต่อได้ทันก่อนจะพ้นสภาพนักศึกษา พอพ้นพันธะชีวิตจากช่วงมหาวิทยาลัย อุ้มก็ไม่ได้ทำงานตามที่เธอถนัดแต่จับพลัดจับผลูไปเป็นเซลส์ขายรถยนต์ในช่วงที่มีการให้สิทธิ์รถยนต์คันแรก ซึ่งนับได้ว่าเป็นช่วงยุคทองของการเป็นเซลส์ขายรถเลยทีเดียว

Alive Trip, ชาวนา

“ตอนเป็นเซลส์ขายรถเราขายไม่เป็นเลย แต่ว่าทุกคนอยากได้รถมาก เราก็ขายได้ทุกวัน ช่วงนั้นขายดีมาก และมีเงินเหลือใช้เลยทีเดียว พอเราได้เงินเยอะ เราก็กิน ใช้ เที่ยว ช้อปปิ้ง แบบไม่คิดมาก อะไรที่ต้องมีเราก็ซื้อหมด ของกินที่ว่าดีว่าแพงเราก็ไปทุกร้าน ไปคอนเสิร์ตก็ต้องนั่งแถวหน้า ไอโฟนออกใหม่เราก็จ้างคนไปต่อคิว ตอนนั้นเราเป็นถึงขนาดนั้นเลย เราทำอย่างนั้นจนจะหมดช่วงสิทธิ์รถคันแรก เรามีเงินเก็บอยู่ประมาณหนึ่งแล้ว แต่เราไม่ได้คิดอะไร ก็ใช้จ่ายไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีจิตสำนึกหรือคิดอะไรมาก”

เธอบอกว่า เธอสนุกกับชีวิตช่วงนั้นมาก เพราะเงินเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายและซื้อความสุขให้ตัวเองได้เร็ว แต่พอกลับมาคิดทีหลังเธอกลับไม่ได้รู้สึกดีกับตัวเองเลย และกว่าจะรู้สึกตัวชีวิตก็เจอจุดเปลี่ยนเข้าอย่างจัง

“ช่วงก่อนที่จะหมดสิทธิ์รถคันแรกแม่ก็โทรมาบอกเราว่าแม่ป่วยนะ แม่เป็นลิ้นหัวใจรั่ว รั่วทั้งข้างบนและข้างล่าง วันนั้นเรารู้สึกว่าเราสะเทือนใจมาก ทำไมเราถึงเพิ่งมารู้สึกตัวอีกทีตอนที่เราจะไม่มีแม่แล้ว เราก็นอนคิดอยู่ทั้งคืนว่าเราจะทำยังไงดี เราอยากดูแลแม่ แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้อยากกลับบ้านเลยทันที เราจัดแจงให้แม่ไปหาหมอที่กรุงเทพฯ พยายามพาแม่ไปกินของดีๆ ให้เงินแม่เยอะๆ แต่แม่ก็ไม่ได้รู้สึกดีกับสิ่งที่เราให้เลย เขาแค่อยากกลับบ้านไปกินผัก มากินน้ำพริกที่เขาชอบ เราถึงฉุกคิดได้ว่าเราหาเงินเยอะๆ มาทำไม ที่เราคิดว่าเราหามาปรนเปรอความสุขของตัวเอง จริงๆ แล้วมันใช่ความสุขที่แท้จริงไหม เราเลยตัดสินใจกลับบ้านมาทบทวนตัวเองอยู่หลายเดือน”

Alive Trip, ชาวนา

เมื่อกลับถึงบ้านชีวิตไม่ได้จบบริบูรณ์ มีสายรุ้งพาดผ่านบนท้องฟ้า และชีวิตต่อจากนั้นมีแต่ความสุขเหมือนในละคร เพราะในชีวิตจริงอุ้มยังต้องเจอกับอุปสรรคมากมายที่อาจทำให้ถอดใจจากการเป็นเกษตรกร เธอเริ่มต้นทำทั้งๆ ที่คนรอบข้างไม่เห็นด้วย หลายคนมองว่าสิ่งที่เธอทำอยู่คือการเล่นขายของแบบเด็กๆ ไม่มีทางเปลี่ยนให้คนในหมู่บ้านเข้าใจเกษตรอินทรีย์ได้

“เราค่อยๆ คิดว่าพื้นฐานบ้านเรามีอะไร เรามีที่นางั้นก็ลองทำนาไหม เราเลยลองทำในปีแรกโดยที่หาความรู้จากอินเทอร์เน็ตก่อน เราไปอบรมกับเครือข่ายฅนกินข้าว เกื้อกูลชาวนา ตรงนี้เป็นอีกจุดเปลี่ยนของเราเหมือนกันที่ทำให้เราได้รับข้อมูลชุดใหม่จากครูบาอาจารย์ที่เขาทำเรื่องข้าวมานานอย่าง อาจารย์ตุ๊หล่าง-แก่นคําหล้า พิลาน้อย และ พี่โจน จันได ซึ่งคนเหล่านี้ก็อุทิศตนทำอะไรเพื่อสังคม ทำให้เรากลับมาพร้อมพลังและเปลี่ยนแปลงชีวิตเรามาก”

Alive Trip, ชาวนา

ปัจจุบันอุ้มยังคงทำนาตามวิถีที่เธอเชื่อ นาของเธอเป็นนาดำและเป็นนาอินทรีย์ผืนเดียวในหมู่บ้าน เธอรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ชาวนารุ่นใหม่ในพื้นที่ภาคอีสานที่มีความเชื่อเดียวกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหลายสายพันธุ์ และสื่อสารให้คนกินข้าวได้รู้จักทางเลือกใหม่ๆ ในการกินข้าว และยังทำให้พื้นที่ริมหนองน้ำในหมู่บ้านกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (0๙d) พื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์และพื้นที่ทำกินของชาวบ้านกว่า 40 ครอบครัว ทำให้คนในชุมชนได้รู้จักกับเกษตรอินทรีย์มากขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้

Alive Trip, ชาวนา Alive Trip, ชาวนา

นอกจากอุ้มแล้ว ในทริปนี้เรายังได้รู้จักกับเพื่อนๆ ของเธออีกหลายคนในกลุ่มชาวนาไทอีสาน ไม่ว่าจะเป็น ก็อบ-ว่าที่ ร.ต.เฉลิมศักดิ์ พรำนัก, แน้น-นภัส ตุลยาพิศิษฐ์, ธีร์-ธีร์ธวัช วงศ์ศิริชัยสกุล, มล-กมลชัย ภาคเดียว และ ติ๋ว-นพมาศ เขียวอ่อน ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคนในกลุ่มไม่เคยทำนาหรือทำเกษตรมามาก่อนเลย สมาชิกกลุ่มจึงมีทั้งอดีตครู, อบต., วิศวกร, คนทำคอนเทนท์ที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร

พวกเขาให้ความสำคัญกับกระบวนการคัดเมล็ดพันธุ์ ร่วมกันพัฒนาผลผลิต หาวิธีแปรรูปใหม่ๆ และนำความรู้ความถนัดที่แต่ละคนมีมาแบ่งปันเพื่อให้การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Alive Trip, ชาวนา

หนึ่งในสมาชิกกลุ่มที่ให้ความรู้เรื่องข้าวกับเราตลอดทริปนี้คือ ก็อบ-ว่าที่ ร.ต.เฉลิมศักดิ์ พรำนัก อดีตวิศวกรและคุณครูที่ผันตัวมาเป็นชาวนา เขาคือตัวอย่างของคนรุ่นใหม่จากครอบครัวชาวนาที่ถูกผลักดันให้เรียนสูงๆ ตามค่านิยมของสังคม และเคยมีฝันในวัยเด็กคืออยากจบปริญญาโทคนแรกของหมู่บ้าน เพราะคิดว่าการเรียนให้สูงที่สุดคือสิ่งที่น่าจะสร้างความภาคภูมิใจให้กับเขาและคนรอบข้างได้ แต่เมื่ออยู่ในระบบการศึกษาจริงๆ เขากลับพบว่าทางเลือกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

ก็อบวางแผนไว้ว่าหลังเรียนจบจะทำงานสัก 2 – 3 ปีแล้วค่อยกลับบ้านไปทำนา แต่เมื่อถึงเวลา มักชีวิตไม่ได้มีแบบแผนอย่างที่เราคิดไว้เสมอ ในช่วงปีสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัย รุ่นพี่ที่ก็อบสนิทด้วยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เหตุการณ์นี้สะเทือนความรู้สึกจนทำให้เขากลับมาทบทวนชีวิตอีกครั้งว่าจริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร จึงทำให้เขาสินใจกลับบ้านมาเป็นชาวนาทันทีหลังเรียนจบ

Alive Trip, ชาวนา

ความตั้งใจของก็อบคือเขาอยากอนุรักษ์พันธุ์ข้าวและพืชผักให้มีความหลากหลายเหมือนที่เคยเป็นมา และสนใจการพัฒนาพันธุ์พืชเป็นพิเศษ จึงได้ไปช่วยงานอาจารย์ตุ๊หล่าง-แก่นคําหล้า พิลาน้อย นักพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง เขาเองก็เคยทิ้งชีวิตที่ตัวเองเลือกกลับไปเป็นวิศวกรตามที่เรียนมาและไปเป็นครูอยู่สักพักแต่ก็ยังไม่ใช่อาชีพที่เขาต้องการ จึงมารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ชาวนาไทอีสานในที่สุด

“เมื่อก่อนผมก็คิดว่ากลับไปจะพาชาวบ้านทำเกษตรอินทรีย์ แต่ที่จริงแล้วชาวบ้านเขาไม่เคยทำแบบนั้นกัน ถ้าเราไม่ทำให้เขาเห็นก่อนว่าเราทำเกษตรอินทรีย์ได้จริงๆ เขาก็จะไม่เชื่อ หรือแม้ว่าเราทำให้เขาเห็นแล้ว บางคนเขายังไม่ทำตามเลย ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ดีและยั่งยืนกว่า วันที่เราไปบอกให้เขาปรับปรุงพื้นที่ ปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อรับมือกับภัยพิบัติไม่มีคนเชื่อเราเลย แต่วันหนึ่งที่ภัยแล้งมาถึงแล้วเขาไม่มีข้าวกิน เขาจะรู้ด้วยตัวเอง ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากแล้ว เราทำตามที่เราเชื่อ และเริ่มมีคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าสิ่งที่เราอยู่ทำมันดี เขาก็มาเข้าร่วมกับเรา”

รู้จักวิถีชาวนา

ขั้นตอนแรกของการทำข้าวให้มีคุณภาพ คือการมีสายพันธุ์ข้าวที่ดี และการจะมีสายพันธุ์ข้าวที่ดีได้นั้นต้องมาจากการคัดเมล็ดพันธุ์ด้วยตัวเอง

ธีร์-ธีร์ธวัช วงศ์ศิริชัยสกุล บอกว่า ชาวนาทั่วๆ ไปไม่ค่อยคัดพันธุ์ข้าว เพราะกรมการข้าวแนะนำให้ชาวนาเปลี่ยนพันธุ์ข้าวทุกๆ 2 – 3 ปี แต่สำหรับกลุ่มชาวนาไทอีสานไม่เคยเปลี่ยนพันธุ์ข้าวเลยสักครั้ง และไม่เคยต้องซื้อพันธุ์ข้าวใหม่เพราะพวกเขาคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยตัวเอง

Alive Trip, ชาวนา Alive Trip, ชาวนา

“อาจารย์ตุ๊หล่างสอนว่า การทำนาที่ดีและยั่งยืนคือต้องรู้จักวิธีคัดพันธุ์ข้าวด้วยตัวเอง นอกจากเราจะต้องดำนาเป็น ปลูกข้าวเป็น ขายข้าวเป็นแล้ว จะต้องปรับปรุงพันธุ์ข้าวด้วย การปรับปรุงพันธุ์ข้าวจึงเป็นเหมือนวิชาขั้นแอดวานซ์ของการเป็นชาวนา แต่ถ้าทำเป็นแล้วจะไม่ต้องเสียเงินซื้อเมล็ดพันธุ์จากร้านค้าอีกเลย”

การคัดพันธุ์ข้าว

เหตุผลที่ต้องมีการคัดพันธุ์ข้าวเป็นเพราะว่า ข้าวจะมีการกลายพันธุ์ทุกปี สังเกตไหมว่าคนชอบบ่นว่า ข้าวหอมมะลิเดี๋ยวนี้ทำไมไม่หอมเหมือนเมื่อก่อน เหตุผลเป็นเพราะว่า

Alive Trip, ชาวนา

  1. ข้าวเคมีจะไม่หอมเท่าข้าวอินทรีย์ นี่คือสิ่งที่พิสูจน์กันได้เลยทันทีที่เปิดฝาหม้อหุงข้าว
  2. ข้าวจะมีการกลายพันธุ์ตามการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ น้ำเปลี่ยน ดินเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน ข้าวก็จะปรับตัวไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่คัดพันธุ์ทุกปี ข้าวของเราก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ

ขั้นตอนการคัดพันธุ์ข้าว

Alive Trip, ชาวนา

  1. เริ่มจากเดินในแปลงนา ค้นหาว่ารวงข้าวของเรารวงใหญ่ไหม ทรงกอดีไหม ถ้ารวงใหญ่แต่ทรงกอไม่ดีเราก็ไม่เอา หรือถ้ารวงใหญ่ ทรงกอดี ทนโรค แตกกอได้ดี แต่สุดท้ายเมื่อก็แกะชิมแล้วไม่หอม เราก็ไม่เอา ถ้าเมล็ดข้าวของเราหอม เอามาปลูกต่อไปข้าวก็จะหอม (ถ้าเป็นข้าวขาวจะคัดง่ายหน่อย คัดแค่ความหอมก็ได้แล้ว แต่ถ้าเป็นข้าวสีจะยากกว่าเพราะสีต้องดำสนิททั้งเมล็ด)
  2. พอถึงฤดูลกาลคัดเมล็ดพันธุ์เราจะเอากอที่เก็บไว้มาคัดดูโคนรวง กลางรวง ปลายรวง
  3. คัดเมล็ดแกะดูว่าดำสนิทไหม ถ้าดำสนิทแสดงว่าเป็นพันธุ์ที่ดี เอาไปขยายต่อได้ ถ้าไม่ดำสนิทเราก็เอาไปสีกิน แต่จะไม่ปลูกต่อ
  4. การชิมข้าวเป็นทักษะพิเศษที่ต้องฝึกฝน ต้องเคี้ยวแล้วสูดลมหายใจขึ้น เพื่อให้รับรู้ถึงความหอมของข้าวให้ได้ ซึ่งเราสามารถแกะชิมกันดิบๆ จากรวงได้เลย
  5. ถ้าเราคัดไปแล้วพบว่าเมล็ดข้าวไม่เต็มฝัก อาจจะหมายถึงข้าวได้น้ำไม่เพียงพอ ข้าวเมล็ดเล็กมาก เมล็ดฝ่อ เมล็ดลีบ ถ้าข้าวขาดน้ำจะได้เมล็ดข้าวที่ไม่เต็มฝัก น้ำหนักไม่ได้ที่ และสีไม่ดำสนิท สารอาหารไม่ครบถ้วน แต่ข้าวขาดน้ำจะมีจุดเด่นคือหอมกว่าข้าวที่มีน้ำมาก 

วิธีการคัดเมล็ดพันธุ์

การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวกล้องเพื่อเอาไปปลูกในแปลงพิเศษ สามารถแกะจากฝักแล้วเอาไปเพาะเป็นต้นได้เลย วิธีการนี้จะทำให้ข้าวที่เรานำไปเพาะต่อได้คุณสมบัติเดิมอย่างที่เราต้องการ เช่น ถ้าเราพบว่าข้าวที่เราปลูกทนต่อโรค ปลูกง่าย และรสชาติดี เราอยากปลูกข้าวแบบนี้ต่อไป ก็ให้เก็บเมล็ดข้าวพันธุ์นี้ไว้ แล้วนำไปเพาะเพื่อขยายพันธุ์ในแปลงนาต่อไป

Alive Trip, ชาวนา Alive Trip, ชาวนา

โจทย์ของเราในวันนี้จึงเป็นการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวกล้องคนละ 10 เมล็ด เพื่อเฟ้นหาเมล็ดที่ดีที่สุดที่จะนำไปปลูกต่อ ซึ่งคนที่เป็นคนกำหนดลักษณะพันธุ์ข้าวก็คือชาวนาเอง

  1. เลือกข้าวเปลือก ข้าวเปลือกที่เราเลือกออกมาต้องมีรูปร่างสมบูรณ์ ไม่เว้าแว่ง ไม่ยุบ เลือกเมล็ดที่เต็มฝัก และอ้วน
  2. แกะเมล็ดข้าว เมื่อแกะออกมาแล้ว คุณสมบัติของเมล็ดข้าวสีขาวที่เราต้องการ คือ อ้วน เต็ม เต่ง ไม่บิดเบี้ยว ไม่เป็นท้องไข่ ไม่เป็นท้องปลาซิว และไม่มีสีอื่นแทรกอยู่ในข้าว ส่วนข้าวสีดำจะต้องดำทั้งจมูกข้าว ดำทั้งเมล็ด เมล็ดเรียวยาว และอ้วนสมบูรณ์
  3. ใช้แสงส่องดูความสมบูรณ์ของเมล็ด เมื่อแกะออกมาแล้วให้ส่องดูดีๆ ถ้าไม่บิดเบี้ยวเราก็เลือกไว้ปลูกต่อ เพื่อความละเอียดควรวางข้าวบนกระดาษสีขาว ใช้ไฟส่องหรือใช้แว่นขยายเพื่อหาจุดเว้าแหว่ง ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูงมาก ต้องใช้เวลาเป็นวันๆ ในการคัดเมล็ดพันธุ์จึงไม่เป็นที่นิยมของชาวนาทั่วๆ ไป แต่เมื่อเทียบผลที่ได้คือการได้พันธุ์ข้าวที่ดี มีคุณภาพ และไม่ต้องซื้อพันธุ์ใหม่ทุกๆ ปี ชาวนาไทอีสานบอกว่านี่คือทางที่ยั่งยืนกว่า

หลังจากนั่งคัดกันจนหลังขดหลังแข็งเราก็พบว่าการค้นหาเมล็ดพันธุ์ที่ดีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จากที่ส่งไปคนละ 10 เมล็ด แม้ว่าจะตรวจด้วยเกณฑ์มือสมัครเล่นแล้วก็ยังผ่านกันแค่คนละ 1 เมล็ดเท่านั้น (หรือบางคนก็ไม่ผ่านสักเมล็ดเลย) จึงทำให้เราเข้าใจแล้วว่าการปลูกข้าวก็เป็นงานคราฟต์ได้จริงๆ

การเก็บเกี่ยว

เมื่อติวเข้มเรื่องข้าวกันเสร็จแล้ว เราก็ถือเคียวเกี่ยวข้าวไปยังแปลงนาด้วยกัน เราแอบสงสัยว่าทำไมกลุ่มชาวนาไทอีสานจึงไม่ใส่รองเท้าบู๊ตไปเกี่ยวข้าว แต่เมื่อถึงทุ่งนาเราก็พบว่าที่นาแห้งสนิท

ก็อบ-ว่าที่ ร.ต. เฉลิมศักดิ์ พรำนัก บอกว่า ช่วงก่อนเก็บเกี่ยวจะต้องปล่อยน้ำออกเพื่อให้ข้าวหอม เพราะข้าวที่ขาดน้ำจะมีกลิ่นหอมมากกว่าข้าวที่ได้น้ำมาก แต่ก็ต้องไม่ปล่อยน้ำออกเร็วเกินไป ไม่เช่นนั้นข้าวจะแข็ง การรักษาความหอมของข้าวจึงต้องรักษาระดับน้ำให้พอดี และปล่อยให้ถูกเวลาด้วย

Alive Trip, ชาวนา

ก็อบอธิบบายตามหลักวิทยาศาสตร์ให้พวกเราเข้าใจง่ายๆ ว่า การที่ดินแห้ง โพแทสเซียมที่อยู่ในดินมีโอกาสที่จะระเหยขึ้นมา เหตุผลที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ปลูกข้าวหอมมะลิได้หอมมากก็เป็นเพราะว่าบริเวณใต้พื้นดินของทุ่งกุลาฯ มีเกลือเยอะ การระเหยของเกลือจะทำให้ข้าวได้สารอาหารมากขึ้น ชาวนาไทอีสานจึงมีการหว่านเกลือลงในนาหลังจากปล่อยน้ำออกให้หมดก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้ข้าวได้โพแทสเซียมมากขึ้นจึงได้ข้าวที่หอมมากกว่าปกติ

เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนวดข้าวหรือตีข้าวด้วยแรงงานคน เพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวงได้โดยง่าย สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากขั้นตอนนี้คือ การตีให้ถูกท่าและทำให้ถูกวิธี จะช่วยให้เราไม่เจ็บตัวจากการทำงาน และงานเสร็จไวขึ้นอีกด้วย และขั้นตอนนี้มักจะทำในช่วงบ่ายคล้อย ไปจนถึงมืดค่ำจะได้นวดกันสบายๆ ไม่ต้องตากแดด ถ้าอยากสนุกควรชวนเพื่อนๆ มาเอามื้อเอาแรง (ลงแขก) ด้วยกัน นวดไปร้องเพลงกันไปเพลินๆ ไม่นานก็นวดข้าวได้หมดทุ่ง

ก็อบบอกว่าเมื่อเราเริ่มทำและได้ผ่านการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองแล้ว เราจะรู้ว่าวิธีไหนที่เหมาะกับเรา และทำให้เราทำนาได้อย่างดีที่สุด

Alive Trip, ชาวนา Alive Trip, ชาวนา

รู้จักข้าว 7 สายพันธุ์

ทุกวันนี้ นอกจากข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวเจ้า กข15 ฯลฯ เรารู้จักชื่อพันธุ์ข้าวกี่สายพันธุ์ และรู้หรือไม่ว่าข้าวที่เรากินแต่ละวันมีรสชาติที่แตกต่างกันอย่างไร

ในทริปนี้นอกจากเปิดโลกของการทำนา เจ้าบ้านยังพาเรามาเปิดโลกการกินข้าวอีกด้วย เพราะข้าวที่กลุ่มชาวนาไทอีสานกำลังช่วยกันพัฒนาสายพันธุ์กับอาจารย์ตุ๊หล่าง-แก่นคําหล้า พิลาน้อย มีมากกว่าร้อยสายพันธุ์ ซึ่งในตอนนี้มี 7 สายพันธุ์ที่พวกเขาทดลองปลูกในหลายพื้นที่ภาคอีสานและภูมิใจนำเสนอให้เราได้ชิมกันตลอดทริป

Alive Trip, ชาวนา

อุ้ม-คนึงนิตย์ ชะนะโม บอกว่า “เจตนาของอาจารย์ตุ๊หล่างคือต้องการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อสาธารณะประโยชน์ จึงเป็นภารกิจของกลุ่มชาวนาไทอีสานที่ต้องปลูกเพื่อทดลองไปในตัวด้วยเช่นกัน แต่ทั้งหมดนี้เราต้องใช้ทุนของตัวเองในการทดลอง คนอื่นอาจจะกลับมาบ้านเพื่อทำนาเป็นธุรกิจ ทำเพื่อขาย แต่เราขายเพื่อเอาเงินมาสานต่อการพัฒนาพันธุ์ข้าว มาทำการทดลองปรับปรุงพันธุ์

“บางทีทำแล้วก็เสียหายเพราะธรรมชาติ เพราะมันมีความเสี่ยงสูงในการปลูกข้าวแบบนี้ เราก็ต้องทำใจเหมือนกันที่ใน 1 ไร่เราอาจจะไม่ได้ผลผลิตเท่ากับข้าวพันธุ์อื่นๆ นี่คือการทดลองที่พวกเราต้องทำร่วมกัน แต่ละคนในกลุ่มก็อยู่หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสกลนคร ศรีษะเกษ อุบลราชธานี ชัยภูมิ ยโสธร อำนาจเจริญ แต่ละพื้นที่จะมีสภาพอากาศและสภาพดินที่ต่างๆ กัน ข้าวที่ได้ก็จะคุณภาพต่างกัน ความหอมต่างกัน เมื่อข้าวทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาจนได้ที่แล้วเราก็ได้เอาไปให้คนภายนอกได้ชิมเพื่อให้คะแนนด้วย”

แต่ละสายพันธุ์จะมีรสชาติและความหอมที่แตกต่างกันออกไป บางสายพันธุ์เหมาะที่จะทำเป็นขนมหวาน บางสายพันธุ์เหมาะที่จะกินกับแกง บางสายพันธุ์เหมาะที่จะทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่ปัญหาคือข้าวคุณภาพสูงเหล่านี้มีกระบวนการผลิตที่ใช้เวลาและความละเอียดสูงมาก จึงยากที่จะติดตลาดเหมือนกับข้าวถุงจากโรงงานที่ผลิตแบบอุตสาหกรรม หลายพันธุ์ที่กินแล้วติดใจก็ไม่สามารถหาซื้อได้ที่ไหน ต้องรอผลผลิตจากที่นี่ที่เดียว เราจึงอยากชวนทุกคนมารู้จักข้าวของกลุ่มชาวนาไทอีสานกันแบบคร่าวๆ ก่อนที่จะไปตามหากับข้าวมากินคู่กัน

Alive Trip, ชาวนา Alive Trip, ชาวนา

ข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระ ผสมมาจากข้าวเหนียวเล้าแตก และข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 อายุ 170 วัน เป็นพ่อพันธุ์ของข้าวทั้ง 5 สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมกับข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตร ข้าวเปลือกสีฟาง เมล็ดใหญ่ เรียวยาว ข้าวสารสีขาวใสและวาว ข้าวพันธุ์นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพราะข้าวหอมมะลิทุกวันนี้ไม่ได้หอมอร่อยเหมือนเมื่อก่อน จึงปรับปรุงสัมผัสให้นุ่ม อร่อย และมีกลิ่นหอมของใบเตยมากขึ้น

ข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตร ผสมมาจากข้าวเจ้าปทุมธานีและข้าวเจ้าหอมนิลอายุ 120 วัน เป็นแม่พันธุ์ของข้าวทั้ง 5 สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมกับข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระ ข้าวเปลือกสีฟางอมเทา เมล็ดเรียวยาว ข้าวกล้องสีม่วงดำ เมื่อขัดขาวให้สีขาวใสอมม่วง หุงสุกมีความเหนียวและนุ่ม

ข้าวเจ้าหอมเวชวิสุทธิ์ ผสมมาจากข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระรุ่นที่ 5 กับข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตร รุ่นที่ 5 เช่นเดียวกัน อายุ 175 วัน ข้าวเปลือกสีฟาง เมล็ดเรียวยาว น้ำหนักเบากว่าข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระ ซึ่งเป็นพ่อพันธุ์ เมื่อขัดเป็นข้าวสารมีความขาวใสน่ากิน หุงขึ้นหม้อ และมีความเหนียวนุ่ม

ข้าวเจ้าหอมเพชรราตรี ผสมมาจากข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระรุ่นที่ 5 กับข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตรรุ่นที่ 5 เช่นเดียวกัน อายุ 175 วัน มีเมล็ดเรียวยาวคล้ายกับข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตร ข้าวกล้องมีสีม่วงถึงดำสนิท เมื่อขัดขาวได้สีขาวใสอมม่วง เมื่อนำมาหุงให้กลิ่นหอมเหมือนข้าวเหนียวดำสีลาภรณ์

ข้าวเหนียวดำอสิตะ ผสมมาจากข้าวเจ้าหอมเวสสันตะระรุ่นที่ 5 กับข้าวเจ้าหอมดำสูตะบุตรรุ่นที่ 5 เช่นเดียวกัน อายุ 180 วัน ให้รวงข้าวเล็กกว่าและมีน้ำหนักมากกว่า ลักษณะของข้าวกล้องและข้าวขัดขาวเหมือนกับข้าวเหนียวดำสีลาภรณ์ แต่กลิ่นเหมือนมีข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวดำไปในคราวเดียวกัน

นอกจากเราจะได้รู้เรื่องข้าวอย่างละเอียดแล้ว ในทริปนี้เรายังชวน เชฟแวน-เฉลิมพล โรหิตรัตนะ คนทำ ‘กับข้าว’ ที่เคยใช้ข้าวของกลุ่มชาวนาไทอีสานเดินทางมาร่วมทริปด้วยกัน

Alive Trip, ชาวนา

มื้อเย็นหลังจากการนวดข้าวจนหมดแรงคืออาหารอีสานที่เชฟแวนบอกว่าเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก (แต่เราขอยืนยันด้วยเกียรติของนักกินประจำ The Cloud ว่าอร่อยจริง) ไม่ว่าจะเป็นเนียนบ่าเขือ น้ำพริกมะเขือเผาใส่กุ้งจ่อม หมกปลาส้ม ต้มยำขาหมูใส่หางหมู ปลาเนื้ออ่อนทอด ลาบเนื้อใส่เพี้ยและดีขม กินกับข้าวข้าวเจ้าหอมเวชวิสุทธิ์และข้าวเจ้าหอมเพชรราตรีเข้ากันดีจริงๆ

Alive Trip, ชาวนา Alive Trip, ชาวนา

เชฟแวนบอกว่า ในมุมของคนทำอาหารข้าวถูกดีไซน์มาให้ลดทอนรสชาติอื่นๆ ของอาหาร ข้อดีของข้าวคือมันมีรสชาติในตัวเอง แต่มันไม่ได้ถูกสร้างมาให้เด่นกว่าใคร นี่คือฟังก์ชันของข้าวที่ทำให้คนเราบริโภคได้ทุกวัน

อาหารทุกอย่างในมื้อนี้จึงเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันกับเราว่าการมีข้าวคุณภาพที่ทั้งหอมและรสชาติดีสำคัญกับมื้ออาหารอย่างไร

Alive Trip, ชาวนา

เราอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนให้เกษตรกรทั้งประเทศหันมาทำข้าวอินทรีย์แบบนี้ได้ในเร็ววัน หรือเรียกร้องให้ระบบอุสาหกรรมทำร้ายชาวนาน้อยลง แต่ในฐานะผู้บริโภคถ้าหากเรามีทางเลือกหรือมีโอกาสได้เลือก ทางเลือกของเราจะเป็นการสนับสนุนให้ชาวนารุ่นใหม่เหล่านี้มีพลังที่จะทำงานของพวกเขาต่อไป

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographers

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load