กองทัพ พีค คือเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่มีความสามารถครบเครื่องทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร และเดินแบบ

เริ่มแรกชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเพียงชั่วข้ามคืน ด้วยรูปลักษณ์สุดเท่สไตล์เกาหลี ที่มาพร้อมกับเรื่องเซอร์ไพรส์ว่า เขาคือลูกชายคนเดียวของ ปราบ ยุทธพิชัย ดาราและพิธีกรรุ่นใหญ่ที่มีผลงานมายาวนาน

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

จากความตั้งใจแรกที่คุณพ่ออยากให้เขาเดินตามเส้นทางที่ต้องการโดยไม่อยู่ใต้เงาชื่อเสียง ก็กลายเป็นว่าเขาได้มาอยู่กลางสปอร์ตไลต์ที่มีคนพร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่น

ด้วยความสามารถรอบด้านที่มี โอกาสที่เข้ามา รวมถึงแต้มต่อในการเป็นทายาทคนในวงการบันเทิง เขาย่อมทำงานที่รักในวงการบันเทิงไทยได้โดยง่าย แต่เขากลับเลือกก้าวไปในจุดหมายที่เหนื่อยหนัก โดยไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะสมหวังหรือผิดหวัง 

ชื่อของ กองทัพ พีค จึงกลายเป็นที่จับตาของคนกลุ่มใหญ่กว่าเดิม เมื่อปรากฏชื่อว่าเขาคือเด็กไทยคนแรกและคนเดียวที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ PRODUCE X 101 ซีซั่น 4 รายการเซอร์ไวเวิลเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของเกาหลีใต้ เพื่อเดบิวต์ไอดอลกรุ๊ปวงใหม่ตามรอยรุ่นพี่อย่าง I.O.I, Wanna One และ IZ*ONE

แม้ครั้งนั้นเขาไม่ได้ไปถึงชัยชนะ แต่ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างทางกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่า และเปลี่ยนความคิดของเด็กหนุ่มไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เห็นความรักยิ่งใหญ่ของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีผ่านไป หลังจากปิดกล้องละคร ให้รักพิพากษา ละครเรื่องแรกในชีวิตที่เขาได้รับบทพระเอกเล่นคู่กับ เบลล่า-ราณี แคมเปน กองทัพ พีค กำลังเดินทางไปตามความฝันอีกครั้ง โดยเข้าร่วมแข่งขันรายการใหญ่ที่เฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง เราได้คิวด่วนเพื่อพูดคุยกับเขา ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นพยายามและความทุ่มเท ดูเหมือนว่ากับทุกเรื่องที่ตั้งใจ เขาต้องไปให้สุด ทว่าระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมมองหาความสุขและเลือกใส่ใจผู้คนรอบข้างไปพร้อมกัน

หลายครั้งขณะที่พูดคุยถึงชีวิตและแง่คิดต่างๆ เราถึงกับลืมไปว่า เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียง 19 ปีเท่านั้นเอง

ทำไมก่อนหน้านี้ เราไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา หรือรู้จักคุณในฐานะที่เป็นลูกของพ่อปราบ ยุทธพิชัย มาก่อนเลย

เป็นความตั้งใจของคุณพ่อครับที่จะไม่บอกใครว่าเราเป็นพ่อลูกกัน (ยิ้ม) คุณพ่อตั้งใจไว้ว่าอยากให้พีคสร้างชื่อเสียงและเดินทางสายนี้ด้วยตัวเองแต่แรก เขาเลยไม่เคยพาเข้าวงการ ขนาดชื่อก็ตั้งกันใหม่ เพราะไม่อยากให้ใช้เป็น ‘พีค-กองทัพ ยุทธพิชัย’ ก็ช่วยกันคิดหลายอย่างว่าจะเป็นแค่ ‘พีค กองทัพ’ ดีไหม ชื่อจะสับสนกับคนอื่นไหม สุดท้ายก็มาเป็น ‘กองทัพ พีค’ ฟังแล้วดูแปลกดี มีอยู่คนเดียว และให้คนจดจำเราในชื่อนี้ 

ทั้งที่คุณพ่อไม่เคยพาไปเปิดตัวที่ไหน แล้วทำไมวันหนึ่งกลับเป็นกระแสข่าวดังได้

พีคเอามิวสิกวิดีโอเพลงตอนสอบจบที่อังกฤษที่ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่แต่งเพลงไปจนกำกับมิวสิกวิดีโอมาลงในยูทูบส่วนตัว ปรากฏว่าคนสนใจเยอะมาก และกลายเป็นข่าวว่าคนนี้เป็นลูกของพ่อปราบนะ จำได้ว่าตอนนั้นกำลังทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็มีข่าวพีคเด้งขึ้นมาในฟีด ในใจเราก็ อ้าว เขาเอารูปมาจากไหน เขารู้กันได้ยังไง พอสักพักก็มีข่าวเด้งขึ้นมาเยอะมากจนตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

พอโทรกลับมาที่บ้าน คุณแม่ก็บอกว่าคนสนใจเยอะมาก ทุกคนที่ไปเจอคุณพ่อก็จะถามถึงพีคตลอด มีคนบอกคุณแม่ว่าในโซเชียลข่าวดังมากเลยนะ ยอดวิวคลิปก็ขึ้นมาเป็นแสนภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเลย ถือว่าเยอะมาก และตั้งแต่วันนั้นมาก็ทำให้พีคมาถึงวันนี้ได้ครับ

เรียกว่าผิดไปจากความตั้งใจแรกของคุณพ่ออย่างมาก

ใช่ครับ (หัวเราะ) แต่คุณพ่อก็บอกว่าสักวันคนก็ต้องรู้ คุณพ่อก็ถามว่า พีคนอยด์ไหมที่ต้องอยู่ใต้ชื่อของพ่อ พีคบอกว่า ไม่นอยด์หรอก เราเป็นพ่อลูกกัน เราเดินจับมือกันไปด้วยกันอย่างนี้สนุกกว่า มีความสุขมากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ย้อนไปวัยเด็ก เด็กชายพีคเป็นอย่างไร

เป็นเด็กขี้อายครับ ตอนเด็กๆ พีคเป็นสายนักกีฬา ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้คงเป็นนักกีฬาว่ายน้ำไปแล้ว แต่จริงๆ พีคชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอดอลในใจคือ จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) ดังนั้นการว่ายน้ำส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ปอดแข็งแรง ช่วยซัพพอร์ตการร้องเพลงให้ดี 

แสดงว่ารู้ตัวว่าอยากมาเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

ใช่ครับ คุณพ่อก็รู้ว่าเราชอบร้องเพลง ชอบเต้น เห็นแววมาทางนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเข้าวงการนะ จนเส้นทางนี้มาเริ่มต้นตอนที่พีคได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ ได้รู้จักโรงเรียน Sylvia Young Theatre School ที่เขาสอนเรื่องการเต้นการร้องโดยเฉพาะ พีคเลยลองขอคุณพ่อว่าเป็นไปได้ไหมที่จะไปเรียน 

ตอนนั้นคุณพ่อบอกทันที ไม่ได้ เป็นเด็กอายุสิบเอ็ดจะไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวโดยที่ไม่มีคนดูแลได้ยังไง แต่คุณแม่ก็ช่วยพูดให้ว่า โรงเรียนนี้ไม่รับชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าสิบสองปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายแล้วที่พีคจะเข้าเรียนได้ ให้พีคไปเถอะ แล้วจะไม่เสียใจทีหลัง สุดท้ายคุณพ่อก็ยอม

ทำไมเด็กอายุ 11 ปีวันนั้นถึงมุ่งมั่นที่จะไปเรียนและใช้ชีวิตที่อังกฤษคนเดียว

ตอนนั้นพีครู้สึกว่าอยากไปมาก แต่พอได้ไปจริงๆ ก็ร้องไห้อยากกลับบ้านนะ (หัวเราะ) นี่เป็นทางที่เราเลือกเอง เพราะเมืองไทยไม่ได้มีโรงเรียนที่สำหรับสายนี้โดยเฉพาะ โรงเรียนนี้สอนบัลเลต์ เต้นแท็ป ร้องเพลง การแสดง เขามีเกณฑ์ว่าไม่รับนักเรียนอายุเกินสิบสองปี เพราะร่างกายจะปรับให้เข้ากับการเต้นอย่างบัลเลต์ไม่ได้ เด็กต้องไปออดิชันก่อน แล้วคัดให้เข้าเรียนได้สิบสองคน ซึ่งพอมาเรียนแล้วก็ยังมีการคัดออกอีก สุดท้ายรุ่นของพีคมีรอดจนเรียนจบแค่สามคน

คิดว่าอะไรทำให้คุณเป็นผู้รอด 1 ใน 3 คนนั้น

ไม่รู้เหมือนกันฮะ (ยิ้ม) ตอนแรกเขาบอกว่าพีคเป็นคนไม่เก่ง แต่เป็นคนที่พัฒนาไม่หยุด พีคก็คิดว่าตัวเองไม่เก่งนะ แต่เรียนรู้ได้เร็ว พอได้ย้อนกลับมาดูคลิปเก่าๆ ก็เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องเยอะ ช่วงนั้นเสียงแตกหนุ่ม ร้องเพลงก็เป๋ไป แต่ที่โรงเรียนซัพพอร์ตในสิ่งที่เรารู้ตัวว่าขาดได้ดีมาก ส่วนเรื่องภาษาที่ตอนแรกไปแค่พอพูดได้ ก็มีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ

อีกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้ก็คือ พีคเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก และคิดบวกพอสมควรเลย มุมไหนที่มันเป็นลบ พีคก็จะหามุมเล็กๆ ที่เป็นบวกให้ได้ เอาความกดดันมาเป็นแรงผลักดันมากกว่า 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

สกิลล์ไหนที่โดดเด่นที่สุดในตอนที่เรียน

หลักๆ จะเป็นการเต้น ทั้งเต้นแจ๊ส แท็ป บัลเลต์ คอนเทมโพรารี แต่คุณครูชมพีคมากเรื่องเต้นแท็ป เขาชมจนเขินเลยว่า ตั้งแต่เข้าเรียนมาพีคเป็นเด็กที่เลื่อนขั้นจากแท็ป 1 มาถึง 12 ได้เร็วมาก ภายในปีเดียวพีคเลื่อนจาก 1 ไปอยู่ขั้น 10 ได้แล้ว เขาบอกว่าหาได้ยากมาก ซึ่งพีคก็งงตัวเองว่าทำได้ยังไง (หัวเราะ)

เมื่อเป็นเพียง 1 ใน 3 คนที่เหลือรอดในรุ่น หลังเรียนจบวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร

จริงๆ พีคได้ทุนเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ใน College เขาเห็นศักยภาพและพร้อมจะซัพพอร์ต แต่พอมาปรึกษาที่บ้าน คุณพ่อบอกว่าคิดถึง อยากให้พีคกลับมา โดยยอมแลกกับการที่พีคจะทำอะไรในชีวิตก็ได้ พีคก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัวด้วย เลยทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมา กะว่าจะพักสักสี่เดือนค่อยเข้าวงการ แต่กลายเป็นว่ากลับมาวันแรกก็เข้าวงการเลย 

งานแรกที่ได้กลับมาทำที่ไทยคืองานอะไร

งานเพลงอย่างแรกเลย ตอนอายุสิบสี่ เคยได้มาพูดคุยกับ ลุงปิ๊ก (ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์) ซึ่งลุงปิ๊กรู้ว่าพีครักเพลงและดนตรีมาก กลับมาก็ให้ทำงานเพลงตามที่พีคชอบก่อน ได้ลองทำเพลง Say No กับค่าย Chandelier Music ของพี่หนึ่ง (ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์) พีคแต่งเนื้อร้องภาษาอังกฤษ ทำนอง และเรียบเรียงดนตรีเอง สกิลล์การทำเพลงพวกนี้ที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่มาจากความชอบและจากการลองผิดลองถูกของพีคเอง 

ดูเหมือนว่าการกลับมาทำงานในไทย คุณมีแต้มต่อและโอกาสหลายอย่าง ทำไมเลือกเส้นทางที่หนักและโหดอย่างการไปประกวดรายการไอดอล PRODUCE X 101 ที่เกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก จริงๆ พีคอยากเป็นไอดอลอยู่แล้ว เริ่มต้นจากพีคไปแคสต์งานกับลุงปิ๊ก แล้วได้งานเดินแบบ Seoul Fashion Week จากงานนั้นทางเกาหลีได้เห็นเราและดูผลงานของเราที่เมืองไทย เลยติดต่อให้ไปออกรายการ I Can See Your Voice ของเกาหลี 

หลังจากรายการออกอากาศ รายการ PRODUCE X 101 ก็ติดต่อว่าอยากลองไปออดิชันไหม พีคบินไปออดิชันแล้วก็กลับมาทำงานต่อ วันที่กำลังออกอีเวนต์งานกีฬาของช่อง 3 คือวันที่รู้ผลว่าผ่าน แล้วคืนนั้นต้องบินไปเข้าแข่งขันอย่างกะทันหันมาก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

การเป็นไอดอลมีความพิเศษแตกต่างไปจากนักร้องยังไง

ตามความคิดของพีคซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะครับ ไอดอลคือคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับทุกคอนเซปต์ได้ ต้องมีความสามารถครบทุกอย่าง ทั้งร้อง เต้น แรป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ด้วย ส่วนนักร้องจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า นี่คือในความคิดของพีค ซึ่งพีคก็อยากจะไปเส้นทางนี้

การแข่งขันในรายการเฟ้นหาไอดอลของเกาหลี ดีกรีความโหดสมกับที่เขาร่ำลือกันไหม

พีคเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าต้องหนัก แต่พอไปเจอจริง โอ้โห หนักมาก (เน้นเสียง) ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก บางทีทั้งวันได้นอนสิบห้านาที ก็คือไม่ได้นอนนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วพีคก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลอาทิตย์ละหนึ่งวัน เพราะว่าซ้อมหนัก อากาศหนาว อาหารเราก็กินไม่ได้เพราะเผ็ดมาก พีคกินเผ็ดไม่ได้เลย ต้องปรับตัวเยอะมาก

ทำไมรายการต้องโหดขนาดนั้น

จริงๆ มันคือคอนเซปต์ของรายการด้วยที่เป็น Survival Show ใครแกร่งที่สุดก็อยู่รอด ใครอ่อนแอก็แพ้ไป โจทย์ที่เราได้วันนี้ต้องทำให้ได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ถ้าจะมานอนปล่อยให้เวลาผ่านไปก็ไม่ได้เพราะเราต้องโชว์ ตอนแรกผ่านเข้าไป ร้อยเอ็ดคน แล้วเขาก็คัดออกเป็นหกสิบคน สามสิบคน ยี่สิบคน เหลือสิบเอ็ดคนสุดท้ายที่ได้เดบิวต์

เด็กที่เรียนด้านนี้โดยเฉพาะอย่างคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนของการแข่งขัน

D ครับ เอาจริงๆ พีคว่ามันเหมาะสำหรับพีคแล้วในตอนนั้น คือตอนแรกเราก็ช็อกนิดหนึ่งเพราะอยากได้ C หรือไม่ก็ B แต่เมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวเลย เมื่อวานยังอยู่เมืองไทย รุ่งขึ้นต้องไปถ่ายรายการโดยที่ไปซ้อมในห้องก่อนถ่ายทำ มันก็ไม่ทันอยู่แล้ว ด้วยความเป็นคนคิดบวก พีคก็คิดว่า D ก็ยังดีกว่าที่เราได้ A แล้วเรากดดันมากๆ เราอยู่ที่ D ตรงนี้แล้วไต่ไปเรื่อยๆ ดีกว่า 

แต่จริง ๆ ตอนรู้ผลพีคก็พังนิดหนึ่งแหละ (หัวเราะ) ด้วยความที่เราตั้งใจเต็มที่แล้วนะ ก็ร้องไห้ คือร้องแบบอ่อนแอออกอากาศด้วย ร้องกับตัวเองด้วย พีคก็พังไปหนึ่งวัน แล้วก็คิดว่าเราพังอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ ต้องอัปตัวเองขึ้นมาแล้วไปต่อ 

ผ่านไป 6 เดือน สุดท้ายคุณไม่ได้ชัยชนะ แต่ได้อะไรกลับมาบ้าง

ได้เยอะมากกว่าไม่ได้ ได้เพื่อน ได้ครอบครัว ได้เรียนรู้ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ ถึงแม้เหนื่อยมาก แต่รู้สึกได้ว่าเราพัฒนากว่าเดิมเยอะ จากที่เคยซ้อมคนเดียวก็กลายเป็นซ้อมกับเพื่อน แล้วเราก็ปรับตัวได้เรื่อยๆ จนชินไปกับทุกๆ วัน

ในสเตจก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ พีคทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ได้เลือกใน Position ที่ไม่เคยทำคือแรป และวันนั้นเป็นคอนเสิร์ตในคอนเซปต์ใหม่พอดี เป็นคอนเซปต์ที่ถ้าเลือกทำสองอย่างจะได้คะแนนเพิ่มมากว่า ตอนนั้นพีคอยู่ในอันท้ายๆ แล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมาก สุดท้ายตัวเลือกของพีคคือแร็ป ไม่ก็แร็ปกับเต้น พีคก็เลยเลือกทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้ นั่นคือแร็ปกับเต้น พีคขอเลือกออกจากเซฟโซนแล้วทำให้เต็มที่มากกว่า

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ผลของการเลือกออกจากเซฟโซนเป็นยังไง

พีคแร็ปได้อยู่แล้ว แต่พอต้องมาแร็ปกับเต้น ต้องคิดท่าเอง แต่งเนื้อร้องเอง มันออกมาดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก เพื่อนร่วมทีมก็บอกว่าพีคเก่งมาก เป็นชาวต่างชาติแต่มาแร็ปเกาหลี คือเรื่องภาษาเราไม่ได้อยู่แล้วแหละ แต่ก็มีเพื่อนคอยช่วย ส่วนเรื่องเต้นพีคก็คอยเสนอไอเดียตลอด จะคอยถามพี่ว่าอย่างนี้ดีไหม ก็ออกมาเต็มที่เท่าที่เราทำได้แล้ว จากเบื้องหลังที่เราคอยช่วยคิดโน่นนี่ คนไม่เห็นหรอก แต่มันทำให้พีคมีวันนี้ได้ ตอนนี้แต่งเพลงเองได้ คิดท่าเต้นเองได้ทุกอย่างหมด

ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าเป้าหมายที่ชัยชนะ

พีคแคร์เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องที่เราไม่ได้เดินคนเดียวมากกว่า ถ้าใครในทีมตกหล่นไป พีคจะเฟลมาก เราอยากดึงเขาได้ด้วยกัน ถ้าเขาขาดตรงไหนเราก็กระซิบบอก คือจริงๆ มันเกินหน้าที่แหละแต่เราอยากทำ และพีคว่ามันสนุกกว่านะ 

ถ้าเรามุ่งไปที่เป้าหมาย พอถึงเป้าหมายแล้วพีคเห็นคนส่วนใหญ่จะบอกว่าจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยน เหมือนกับอยู่ที่จุดอิ่มตัว พีครู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เราอยากเอ็นจอยกับการค่อยๆ กระดึ๊บไป ดีกว่าไปถึงแล้วหยุด ไปถึงแล้วไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไงดี

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

มีอะไรไหมที่เด็กจากโรงเรียนสอนเป็นไอดอลโดยเฉพาะไม่เคยรู้ และมาได้รู้จากการแข่งขันครั้งนี้

หลักๆ เลยคือพีคได้รู้ว่าเรามีความอดทนมากกว่าเดิมเยอะมาก เพิ่งรู้เลยว่าเราอดทนเก่ง นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยนะ คือด้วยความที่เป็นคนไม่คิดมาก พีคเลยไม่ได้มองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอดทนเก่งแต่เด็กเลยแหละ

ความอดทนกับน้ำตาเป็นของคู่กับไอดอลหรือเปล่า

ใช่ พีคว่าชีวิตไอดอลไม่คงทน มันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ก็เหมือนชีวิตของทุกอาชีพ มันมีความไม่แน่นอนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ไม่รู้ พีคโตขึ้นมากจากการที่คิดแบบนี้ เรามี Mindset ที่ดีขึ้น มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ เราเหนื่อยมากในแต่ละวัน แต่เรามีมุมเล็กๆ ที่มีความสุขได้ แค่ได้โยนขวดน้ำพีคก็มีความสุขแล้วนะ (หัวเราะ) 

ตอนแข่งขัน มีข่าวดังที่ว่าคุณพ่อไปเดินช่วยหาคะแนนโหวตที่เกาหลีด้วย เวลานั้นรู้ข่าวนี้ด้วยไหม

รู้ครับ ตอนอยู่ในค่าย ทีมงานเอารูปมาให้ดู เพราะที่เกาหลีก็ลงข่าวเหมือนกัน พีคเห็นแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนให้สัมภาษณ์ต่อไม่ไหวเลย ตอนนั้นแปดโมงเช้า คือไม่ได้นอนมาเลย พอมาเจอแบบนี้มันเซนซิทีฟอยู่แล้วก็หนักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นใจเหลือนิดเดียว ใจหนึ่งอยากกลับบ้าน อีกใจก็อยากทำให้ดีที่สุด ดีมากกว่าเดิมสมกับที่พ่อทำให้

เคยคาดคิดไหมว่าคุณพ่อจะทำขนาดนี้

สิ่งที่เขาทำมันเหนือความคาดหมายของพีคมาก ตอนเห็นข่าวพีครู้สึกทั้งตกใจและดีใจ เรารู้ว่าความรักของพ่อยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เพราะปกติแล้วเราจะเหมือนเป็นเพื่อนกัน พ่อเรียกพีคว่า ‘นาย’ พีคเรียกตัวเองว่า ‘เรา’ พอจะทำซึ้งกับพ่อก็ขำกัน เป็นสายเฮฮามากกว่า คุณพ่อไม่ใช่สายแสดงออกหวานๆ อยู่แล้ว แต่พีครู้ว่าเขามีมุมแบบนี้ตลอด ตั้งแต่ที่เขายอมทำงานหนักเพื่อส่งพีคเรียน หรือเขารู้หมดเลยว่าพีคชอบกินอะไร หรือไปรับไปส่งเวลาไปถ่ายละคร ทั้งที่พ่อก็ไม่ค่อยมีเวลา

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อไหมว่าตอนนั้นเขารู้สึกยังไง

ทุกคนถามตลอดว่า ตอนนั้นคุณพ่อรู้สึกยังไง เขาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย ก็แฟนคลับยังทำเพื่อลูกได้ คนเป็นพ่อทำแบบนี้มันน่าอายอะไรเหรอ คุณพ่อบอกว่า เขารู้ว่าต้องมีคนบอกว่ามันอาจจะเสียศักดิ์ศรีนะในการทำแบบนี้ แต่เขาบอกพีคว่าไม่ต้องคิดเรื่องนั้นเลย เพราะคำว่าพ่อไม่ต้องมีความว่าศักดิ์ศรี 

จากงานที่ผ่านมา ชื่อของกองทัพ พีค ไปในสายไอดอลแบบร้องเต้นอย่างเต็มตัว แต่พอกลับไทยคุณก็ได้เล่นละครเรื่องแรกในฐานะพระเอก คิดว่าอะไรทำให้มาทำงานสายการแสดง

บอกตามตรงว่าไม่รู้เลยจริงๆ แต่พีคอยากลองทุกอย่างในวงการบันเทิงอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคาดหวังหรือมั่นใจอะไรในตัวเรา แต่รู้สึกขอบคุณทุกวันที่เลือกให้พีคมาทำงานตรงนี้ ซึ่งพีคไม่คาดคิดว่าจะได้เล่นละครกับพี่เบลล่าด้วย พีคก็ทำเต็มที่เท่าที่ทำได้ อยากให้ละครประสบความสำเร็จ เพื่อทีมงานทุกคนจะได้หายเหนื่อย เพราะรู้ว่าทุกคนเหนื่อยกันมาก 

คุณพ่อได้บอกหรือสอนอะไรกับการทำงานในวงการบ้างไหม

ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ คุณพ่อบอกให้ไหว้ทุกคนนะ เคารพทุกคน เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีในหน้าที่ของตัวเอง 

แล้วก็พกของใช้ส่วนตัวไปนะ พกผ้าเช็ดตัว กางเกงในไป เพราะบางวันเข้าซีนมีฝนตกก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งบางวันฝนตกเอาๆ เปลี่ยนก็ไม่พอ ขับมอเตอร์ไซค์สักพักฝนตกอีกแล้ว (หัวเราะ)

เป็นคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รับนะเนี่ย

พวกเราเป็นคนในแบบที่ไม่มีใครคาดฝันครับ พีคก็งงเหมือนกัน (หัวเราะ) จริงๆ คุณพ่อบอกว่า เขามั่นใจในตัวพีคอยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพีคก็เหมือนเขา ตรงที่เป็นคนตลกเฮฮา ชอบทำให้คนอื่นหัวเราะได้ 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

วันที่ได้มาทำงานในวงการเต็มตัวแล้ว คุณพ่อเคยพูดถึงผลงานของคุณอย่างไรบ้าง

คุณพ่อบอกว่าพีคก้าวไปไกลกว่าเขามาก ในมุมที่พีคทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้คือเรื่องเพลง เพราะเขาไม่มีเซนส์ในเรื่องเพลงเลย เขาภูมิใจในตัวพีคมากในทุกวัน วันนี้เขาก็ภูมิใจที่พีคได้เป็นพระเอกได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาไปฝากหรือดัน สไตล์คุณพ่อก็รู้อยู่แล้วว่า ขนาดเปิดตัวยังไม่อยากเลย (ยิ้ม)

พอปิดกล้องละคร คุณก็ต้องเตรียมตัวไปแข่งขันรายการไอดอลระดับเอเชียต่อเลยทันที

ใช่ครับ รายการนี้ชื่อว่า Asia Super Young ของประเทศจีน เป็นการเฟ้นหาไอดอลระดับเอเชีย ก่อนหน้านี้พีคได้ดูรายการ Street Dance of China ของจีนอยู่แล้วด้วย สำหรับรายการนี้ด้วยโปรดักชันคำว่าเอเชีย ถ้าทำได้พีคก็อยากจะไปให้ถึงระดับนั้น ซึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน แต่จะทำให้ดีที่สุด

ครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะไหม

ได้เตรียมตัวเยอะขึ้น ได้ฝึกภาษาจีนเพิ่มด้วย และที่ผ่านมาการเล่นละครก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าเราต้องมีเซนส์อะไรบ้าง ทำอะไรได้บ้าง ระหว่างถ่ายละครได้แต่งเพลงประกอบละครสองเพลง ซึ่งพีคแต่งเป็นสามภาษาคือ ภาษาเกาหลี ภาษาไทยกับอังกฤษ และภาษาอังกฤษล้วน ก็ได้เรื่อง Music Production และจากที่เคยไปแข่งที่เกาหลีก็ทำให้พีคได้เรื่องการคิดท่าเต้นเองด้วย

ที่สำคัญคือครั้งนี้พีคพก Mindset ที่ต่างไปจากครั้งที่แล้ว คือจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าเราสบายใจ ไม่กดดัน พีคอยากให้ทุกคนเห็นในมุมนี้มากกว่าที่จะเครียด หรือต้องเก่งไปทุกอย่าง อยากให้เห็นในมุมที่เป็นพีคอย่างทุกวันนี้ที่จะมีมุมเด๋อๆ บ้าง (หัวเราะ)

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

อยากแก้มืออะไรจากการแข่งขันในครั้งที่แล้วบ้าง

ครั้งนี้อยากโชว์สกิลล์ให้มากขึ้นกว่าเดิม อยากให้คนได้เห็นว่าพีคทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิมนะ แล้วก็มีมุมอื่นๆ ที่โตขึ้นและคนยังไม่ได้เห็นเท่าไหร่ แต่ยังไม่บอกว่าอะไร ต้องรอดู อยากมอบให้เป็นของขวัญกับแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ตพีคมานาน 

จากที่คุยกันมา บอกได้ไหมว่าเคยไปแข่งขันหรือออดิชันมากี่ครั้งแล้ว

โห เริ่มตั้งแต่ประกวดหนูน้อยสงกรานต์ตอนเด็กเลย ก็น่าจะประมาณยี่สิบครั้งได้ ทุกปีต้องมีสักเวที ว่ายน้ำก็เป็นการแข่งขันนะ เยอะมาก ตอนไปเรียนที่อังกฤษก็นับเป็นออดิชันเหมือนกัน

ทั้งหมดกี่ประเทศ

มีไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ประมาณนี้ แต่ว่าในแต่ละประเทศเหล่านี้ก็ไปมาเยอะมาก 

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ทำไมต้องไปออดิชันหลายเวทีขนาดนั้น

พีคว่าการออดิชันเหมือนเป็นการฝึกตัวเองว่า เราปะทะขีดจำกัดได้ที่ตรงไหน เช่น การออดิชันจะมีโจทย์ที่ให้เวลาสองนาที ต้องร้องเพลงนี้ เต้นแบบนี้ พีคว่ามันสนุกดี 

เพียงแค่อายุ 19 ปี คุณก็ผ่านการเดินทางในเส้นทางการทำงานที่หลากหลายและทรหดมาก เคยรู้สึกว่า มีอะไรในช่วงวัยที่หล่นหายไปบ้างไหม

การเข้ามาในวงการนี้ต้องพร้อมเสียสละหลายอย่างไป ซึ่งพีครู้และทำใจได้ตั้งแต่แรกแล้ว จริงๆ ตอนนี้พีคควรอยู่ในวัยที่ใกล้เรียนจบมหาลัย สิ่งที่หล่นหายคือช่วงที่ได้อยู่กับเพื่อน เพื่อนที่อยู่อังกฤษก็ส่งมาให้ดูตลอดว่าเขาอยู่หอ ไปเรียน มีเพื่อน แต่พีคอยู่ในห้องซ้อมคนเดียว แต่ก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้คิดอะไรมาก

บางคนอาจมองว่าเราเสียความเป็นส่วนตัวหรือชีวิตส่วนตัวไปด้วยนะ ถ้ามองในมุมนั้นก็จะเป็นแบบนั้น แต่ในมุมของพีคคือ มันก็คือชีวิต มันต้องเสียสละอะไรบางอย่างอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน้อยมากกับสิ่งที่เราได้รับกลับมา ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราได้สร้าง ความรักและแรงซัพพอร์ตจากทุกคน ส่วนที่มันจะหายไปคือเล็กน้อยมากสำหรับสิ่งที่ได้รับมา

มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำไหม เช่น ไปกินหมูกระทะกับเพื่อน

นั่นแหละ อย่างนั้นเลย (หัวเราะ) อยากมีฟีลนั้นบ้าง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการที่ได้ไปถ่ายละครก็เหมือนได้ไปเจอเพื่อนนะ ได้มีกลุ่มเพื่อนใหม่ ไปกินข้าวด้วยกัน บางทีอาจจะข้ามรุ่นไปหน่อย แต่รู้สึกว่าเขาเข้าใจวงการ มีฝันเดียวกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน ไปด้วยกันได้ อยู่ในกองก็มีความสุขมาก เหมือนไม่ได้ไปทำงานเลย ทุกคนเทคแคร์ดีมาก อาหารอร่อย อันนี้สำคัญมาก

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

ถ้าวันนี้ไม่ได้ทำงานในวงการ คิดว่าตัวเองจะทำอะไรอยู่ตรงไหน

มันหลายทางมากเลย อาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็หมอ เพราะตอนเรียนพีคได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ทุกตัวเลย ได้แบบ A Star เลยนะ ตอนประถมเคยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ชอบทดลองแบบเอาส้มไปแช่ช่องฟรีซ แล้วเอาออกมาโยนดูว่าจะแตกไหม หรือทดลองอะไรตลอดเลย ตอนอยู่อังกฤษก็ได้ท็อปวิชาวิทยาศาสตร์ตลอดทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือ (หัวเราะ) คงเป็นเพราะความชอบด้วยแหละ 

หรืออีกทางก็อาจเป็นได้คือ นักกีฬาว่ายน้ำ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ก็ไปไกลขนาดเกือบติดทีมชาติแล้ว แต่หยุดไปเพราะซ้อมหนักจนไม่ค่อยมีเวลาเรียน พีคเริ่มเรียนว่ายน้ำตั้งแต่สี่ขวบ พร้อมกับเรียนเปียโนเลย มันควบคู่กันมาตลอด ถ้าไม่ได้มาทางนี้ ก็อาจเป็นนักกีฬาว่ายน้ำก็ได้

กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย
กองทัพ พีค เด็กไทยคนเดียวในรายการ PRODUCE X 101 และกำลังแข่งขันเป็นไอดอลระดับเอเชีย

คุณบอกว่าชีวิตไอดอลไม่ยั่งยืน แล้วอะไรคือความยั่งยืนที่จะหลงเหลือในวันที่อาจจะไม่ได้ทำงานในวงการนี้แล้ว

ความทรงจำ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำเราในฐานะอะไร ความทรงจำนี่แหละที่ยืนยาวไปเรื่อยๆ อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) เรายังจำเขาได้อยู่เลย ไม่หายไปไหน ชื่อนี้แล้วก็ความทรงจำจะยังอยู่ตลอดไป ความสำเร็จและความดังไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว แต่คนจะจดจำเราในฐานะอะไรมากกว่าที่อยู่ตลอดไป

แล้วถ้านึกถึงกองทัพ พีค อยากฝากอะไรไว้ในความทรงจำของทุกคน

อยากให้คนนึกถึงแล้วมีรอยยิ้มกับทุกผลงานของเรา

คิดว่าชีวิตนี้มีอะไรที่ได้ทำแล้ว จะไม่ต้องการทำอะไรในวงการนี้อีกแล้วไหม

โอ้โห มันเยอะมากเลยฮะ สิ่งที่อยากทำมันมีมาเพิ่มทุกวันเลย

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

การเป็นนางแบบนายแบบ ใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีต เดินอยู่บนรันเวย์หรืออยู่บนป้ายบิลบอร์ดตามหัวมุมในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือแอลเอดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก หากคุณไม่ใช่นางแบบระดับแถวหน้าของวงการ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแขกของ Talk of The Cloud วันนี้ ความตั้งใจเป็นแรกของเธอไม่ใช่นางแบบเลยด้วยซ้ำ

เราขออาสาพาไปพูดคุย ทำความรู้จัก กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ นางแบบไทยแท้ที่มีผลงานล่าสุดในโฆษณาแบรนด์ใหญ่อย่าง Alexander Wang ผู้เชื่อว่า ‘นางแบบที่ดี คือนางแบบที่เป็นตัวเองที่สุด’ 

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

จากเด็กหญิงที่เคยอยากเรียนแพทย์ ก่อนผลิกผันมาเจอทางที่ใช่ กลายมาเป็นเด็กสาวดีกรีปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งทำตามฝันด้วยการเรียนต่อปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนบินลัดฟ้าเพื่อไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา พร้อมความตั้งใจเดิมที่จะอยู่ต่างประเทศแค่ 2 ปี กลายมาเป็นการอยู่เกือบถาวร 

กิฟท์หลงใหลในการทำงานเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า และไม่คิดว่างานเสริมที่ทำตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะพาเธอไปไกลถึงรันเวย์แฟชั่นวีก

เธอมีผลงานเด่นร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ทั้ง CHANEL, FENDI, VALENTINO, MOSCHINO, Oscar de la Renta, Cosmopolitan, Elle, Harper’s BAZAAR หรือแบรนด์ที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูเช่น LAFAYETTE 148 กิฟท์ยังเคยฝากผลงานให้เห็นผ่านตาในไทย ร่วมกับเบียร์ช้างและไทเกอร์เบียร์

ในสหรัฐอเมริกา กิฟท์คือหญิงสาวหน่วยก้านดีที่ทำงานเป็นช่างภาพสายสตรีท ไลฟ์สไตล์ ก่อนก้าวเข้าสู่วงการนางแบบอย่างเต็มตัว เธอเคยเป็นพนักงานในร้านอาหารไทยที่แอลเอ ผ่านประสบการณ์การเสิร์ฟอาหารกลางคืน ก่อนขึ้นเดินแฟชั่นโชว์ในตอนเช้ามาก่อน 

ที่เมืองไทย เธอเคยเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สอนเรื่องการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่าย รวมถึงเป็นครูสอนบุคลิกภาพของโรงเรียนสอนการเตรียมความพร้อมในการเป็นนางแบบ 

ถาม-ตอบ เรื่องเส้นทางการ (บังเอิญ) เป็นนางแบบที่ไม่ได้มีดีแค่เดินแบบ ของหญิงสาวผู้เคยมีประสบการณ์การถูกโกงกว่าหมื่นเหรียญฯ ใช้อาชีพนางแบบพิสูจน์ตัวเองกับครอบครัว ได้งานใหญ่เพราะแม่ไม้มวยไทย บทเรียนชีวิตจากอาชีพนี้ และคำแนะนำดีๆ ที่บอกรุ่นน้องเสมอว่า ‘อย่าเดินแบบอย่างเดียว’

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

ความฝันในวัยเด็กของคุณคืออะไร

เราเป็นเด็กทั่วไปเลย ตอนเด็กๆ พ่อแม่เราก็เหมือนคนอื่นๆ ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ ซื้อของเล่นหมอมาให้ ตอนแรกเลยอยากเป็นหมอเหมือนกัน พอขึ้น ม.ปลาย เริ่มรู้แล้วว่าเกรดชีวะ เคมี ฟิสิกส์ ไม่ค่อยดี แต่ภาษาอังกฤษ ไทย สังคม เราได้ 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย สมัยนั้นเป็นเอนทรานซ์ พ่อแม่อยากให้เข้ามหาลัยฯ รัฐบาล แต่ถ้าเอนฯ ติดคณะที่ไม่อยากเรียน เราจะทำในสิ่งที่ไม่อยากทำได้จริงเหรอ มันตั้งสี่ปี ก็เลยบอกพ่อแม่เรียนว่าขอเรียนในสิ่งที่อยากเรียนได้ไหม เลยมาเรียน Film ตอนแรกเขาก็ไม่ให้นะ เราเลยบอกว่า ‘แม่ หนูขอ หนูจะเรียนให้เป็นที่หนึ่งเลย’

ระหว่างเรียนเราก็รับงานนางแบบ เราตัวสูง จบมาไปทำงานผู้ช่วยผู้กำกับที่บริษัทโฆษณา แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นโปรดิวเซอร์ของคอมพิวเตอร์กราฟิก ทำพวกงานอาร์ต เป็นโปรดิวเซอร์ ดีลลูกค้า บรีฟงาน พร้อมกับรับงานถ่ายแบบไปด้วย

ทำไมไม่เอางานนางแบบเป็นงานหลัก

 เราไม่ได้อินมากกับการเป็นนางแบบ เหมือนกับเราเข้ากับสังคมนางแบบไม่ค่อยได้ เราไม่ค่อยแต่งตัวแฟชั่น เราไม่รู้จักแบรนด์ ขนาดมาอยู่อเมริกาแรกๆ เจอ หลิว เหวิน (Liu Wen) นางแบบดัง ไม่รู้จักชื่อนะ แต่จำได้ว่ารูปเขาอยู่บนบิลบอร์ดในนิวยอร์ก ไปขอเขาถ่ายรูปบอกว่าเป็นแฟนคลับ กลับมาจะโพสต์ในอินสตาแกรมแต่ไม่รู้ชื่อเขา ต้องไปเสิร์ช หรือเวลาคนถามว่าเคยเดินให้แบรนด์อะไรมาบ้าง เราก็จำไม่ค่อยได้

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

การเป็นนางแบบของเราคือไปเพราะคนชวนตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว พอเริ่มทำงานบริษัทโฆษณา ด้วยความที่เป็นเด็กจบใหม่ เงินเดือนเราหมื่นสอง เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งไม่รู้มาก่อนว่าการทำ Production House มันจะไม่มีเวลา Clock in / Clock out บางทีลากยาวไปถึงหกโมงเช้า แต่ได้เงินหมื่นสองพันบาทต่อเดือน พอเริ่มทำงานประจำ นางแบบเป็นงานที่ได้เงินพิเศษก็เลยทำ วันจันทร์ถึงศุกร์เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เสาร์อาทิตย์ก็แอบไปรับงานนางแบบ 

เราอยากไปอเมริกามากๆ เพราะไม่เคยไปต่างประเทศคนเดียว ไปไหนก็ต้องไปกับพ่อแม่หรือน้อง อยากฟรีสไตล์ เราเรียนต่อปริญญาโทที่นิเทศฯ จุฬาฯ จบ ทำงานสักพัก พอเก็บเงินได้เลยตัดสินใจไปแอลเอ เพราะอยากเรียนกำกับหนังเพิ่ม 

ไม่ได้คิดจะไปทำงานนางแบบตั้งแต่ต้นเหรอ

เปล่าเลย มาเพื่อมาเรียนหนัง ไม่คิดจะมาเป็นนางแบบ เราตัดผมสั้น สั้นเหมือนผู้ชายเลย ที่ตัดเพราะเหมือนเคยได้ยินมาว่า ค่าตัดผมมันแพง ก็เลยตัดให้สั้น ปรากฏว่ายิ่งตัดสั้น ยิ่งต้องตัดบ่อย (หัวเราะ)

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

พอได้ไปประเทศที่ฝันไว้ มันเหมือนที่คิดไหม

เซอร์ไพรส์ตั้งแต่วันแรก เซอร์ไพรส์หนึ่งคือตั้งใจจะมาพร้อมเพื่อน ปรากฏเพื่อนมาไม่ได้ เลยต้องมาคนเดียวก่อน เซอร์ไพรส์ที่สองคือ โดน ตม. ตรวจหนักมาก เพราะเป็นผู้หญิงเอเชียเดินทางคนเดียว มีกระเป๋ากี่ใบเทของออกทุกใบ ตอนค้นไม่โกรธหรอก โกรธที่ตอนแพ็กกลับไม่ช่วยกันเลย (หัวเราะ) อยู่ตรงนั้นสามชั่วโมงจนคนที่มารอรับนั่งรอกับพื้น

แอลเอก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ร้านอาหารไทยเยอะ คนไทยเยอะมาก เดินไปตรงไหนก็ได้ยินแต่เสียงคนไทย ไม่ค่อยรู้สึกว่าอยู่อเมริกา ลงเรียนภาษาอังกฤษ ระหว่างที่รอเข้าคลาสหนังที่จะเรียน แล้วก็เริ่มหางานทำ ทำงานร้านอาหาร ตอนนั้นทำหกวันเลยนะ สี่ร้าน 

มันเหนื่อยมาก เหนื่อยจนนอนไม่หลับ แล้วเช้าก็ต้องไปเข้าเรียนภาษา วนลูปอยู่อย่างนั้น เราได้แต่เงิน ได้แต่ทำงาน แต่มาทำอะไรที่นี่ก็ไม่รู้ เราถือพอร์ตนางแบบติดมาจากเมืองไทยด้วย เลยคิดว่าจะลองไปหาเอเจนซี่ ตอนนั้นรถก็ไม่มี อยู่แอลเอคนเขาขับรถ มันไกล ไม่มีอูเบอร์ มีแต่แท็กซี่ปกติซึ่งแพง ก็เลยต้องนั่งรถบัส เลิกเรียนภาษาบ่ายสอง มีเวลาสองชั่วโมงให้ไปหาเอเจนซี่ เพราะต้องเข้างานร้านอาหารสี่โมงเย็น กว่าจะถึง รถติด ไปถึงหน้าเอเจนซี่ตอนสามโมง ยังไม่ทันเข้าไปสมัครก็ต้องนั่งรถกลับมาทำงานแล้ว เลยไม่ได้สมัคร

ถ้าไม่ได้สมัครกับเอเจนซี่ แล้วเข้าวงการนางแบบที่โน่นได้ยังไง

ตอนนั้นช่างมันเลย ทำงานร้านอาหารไปเรื่อยๆ รอเรียนฟิล์มให้จบแล้วกลับไทย เพราะจริงๆ ตั้งใจจะอยู่แค่สองปี วันหนึ่งขณะที่เสิร์ฟอยู่ร้านอาหารไทย มีสไตลิสต์ชื่อ Kyle Luu มากินข้าวกับเพื่อนที่ร้าน เขาก็ชี้ๆ มาทางเรา สักพักเดินมาหา ‘ฉันเป็นสไตลิสต์จากนิวยอร์กนะ ยูเป็นโมเดลหรือเปล่า’ สภาพเราในตอนนั้นคือ ใส่ผ้ากันเปื้อนและเสื้อเบียร์ช้าง หน้ามัน ผมสั้นมาก เราอายไม่กล้าบอกว่าเป็นนางแบบเลยตอบว่าไม่ได้เป็น 

‘แน่ใจเหรอ ยูสูงนะ น่าจะเป็นโมเดล ไปถ่ายงานกับฉันพรุ่งนี้ไหม’ เขาถามมาแบบนั้น เราเลยคิดว่าไปถ่ายเล่นๆ ลองดูก็ได้ พอวันรุ่งขึ้นก็ไปถ่ายเลย แล้วเขาก็ถามเราว่ามาอยู่แอลเอทำไม ทำไมไม่ไปนิวยอร์ก น่าจะมีโอกาสได้ทำงานนางแบบต่อ แล้วที่นิวยอร์กก็มีโรงเรียนหนังเหมือนกัน 

เราเลยกลับมาคิดว่าอยากไปเริ่มต้นใหม่ เพราะตอนนี้ที่นี่เราแทบไม่ได้อะไรเลยจากการมาต่างประเทศ แต่ละวันหมดไปกับการเรียนภาษา นั่งรถไปทำงาน กลับบ้าน วนอยู่แบบนี้หกวัน สุดท้ายตัดสินใจย้ายไปนิวยอร์ก ที่ที่ไม่รู้จักใครเลยสักคน กับ Kyle ก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน เขาพาเราเดินหาเอเจนซี่ที่นิวยอร์ก ผมสั้นๆ อย่างนั้นแหละ แล้วก็ได้เซ็นสัญญากับเอเจนซี่แรกชื่อ One Management

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ยังจำงานแรกที่ทำได้ไหม

งานแรกๆ จะเป็นงานเทสต์แบบไม่ได้เงิน เป็นหน้าใหม่หมดทั้งนางแบบ ตากล้อง ช่างหน้า ช่างผม ไม่มีใครได้เงินเลย แต่จะได้เรียนรู้ว่าการทำงานเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้างถึงจะออกมาเป็นผลงานชิ้นหนึ่ง 

ส่วนของเราโป๊ตั้งแต่งานแรก เป็นชุดที่ห้ามใส่เสื้อใน อยู่เมืองไทยไม่เคยต้องแปะหัวนม ใส่บรา กางเกงในก็เต็มตัว ที่นี่ใส่จีสตริง แล้วเรามาจากวัฒนธรรมที่เวลาเปลี่ยนชุดทีแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำ ที่นี่เขาไม่สนใจ ครั้งแรกเราปิดๆ อายๆ คนอื่นก็มองว่าอะไรจะขนาดนั้น (หัวเราะ)

พอได้มาเห็นนางแบบคนอื่นทำงานเลยได้รู้ว่า นางแบบเป็นแค่หุ่นตัวหนึ่ง คนไม่ได้มามองนม มองก้น เราคือหุ่นเหมือนที่ร้านขายเสื้อผ้า 

เขาคัดนางแบบเข้าเอเจนซี่ยังไง

มีสองแบบ หนึ่ง วอร์กอินเข้าไปเลย และสองเขาจะมีแมวมองคอย Scout คนให้ 

ที่นี่เขาไม่ได้เลือกจากความสวยหรือหุ่นดี เพราะมันคือธุรกิจ ฉันพาคนนี้มา คนนี้ต้องทำเงินให้ฉัน ไม่อย่างนั้นจะพามาทำไม ตอนเราไปวอร์กอินเอเจนซี่ ถ้าเขาสนใจเราลุคแรก เขาจะให้กรอกประวัติ ส่วนสูง น้ำหนัก ถ่ายรูป แล้วก็นั่งรอ รอ Booker แต่ละแผนกที่ทำหน้าที่หางานให้นางแบบในเอเจนซี่นั้นๆ มีทั้งแผนกโฆษณา แผนกแฟชั่นโชว์ เขาจะให้เราเดินให้ดู สมมติมี Booker ทั้งหมด 5 คน ส่วนใหญ่ต้องชอบเราหมดถึงจะได้งาน

สองสามปีแรกที่ทำก็ยังไม่รู้ทางตัวเอง แรนด้อมรับงานก่อน ค่อยๆ ดูว่าตัวเองมีสกิลล์ทางด้านไหน แรกๆ ไปแคสติ้งงานโฆษณา เราก็ไม่ค่อยเก็ต เขิน เพราะแคสติ้งโฆษณาที่นี่ บางทีเขาให้เข้าไปพร้อมกันห้าคนเลย เราไม่ได้อยากเล่นในคู่แข่งคนอื่นดู อยากเล่นให้ทีมแคสติ้งดูอย่างเดียว เลยไม่ค่อยได้งาน เขาก็เลยส่งไปแฟชั่นวีก เพราะตัวเราสูง พอจับทางได้พบว่าตัวเองชอบโฆษณาที่สุด สนุก ได้เงินเยอะ ที่สำคัญ เรายังชอบการทำหนัง ถ่ายโฆษณาได้เห็นเบื้องหลังแล้วเรามีความสุข

พอรู้ทางตัวเองก็ได้งานทางนี้เยอะมาก เคยได้งานโฆษณาของรถ Cadillac เขาจ้างเราเป็นตัวหลักเลยนะ ได้ค่าจ้างประมาณหมื่นห้าพันเหรียญฯ ทำห้าวันติดต่อกัน หลังจากถ่ายงานนั้นเสร็จสองสามเดือน ก็ได้ยินว่าเอเจนซี่ที่เราอยู่โกงนางแบบ ตอนนั้นเป็นเอเจนซี่ที่สามที่เคยอยู่ แต่เราไม่คิดว่าตัวเองจะโดน เพราะไม่เคยโดน แล้วก็ไม่เคยเป็นเด็กไม่ดี ถ้าจะโกง เขาคงไปโกงคนอื่นมั้ง ผ่านไปสองสามเดือน ทำไมไม่ได้เงินสักที ทวงเอเจนซี่ก็ให้มาทีละนิดๆ อ้างว่าลูกค้ายังไม่จ่าย เช็กไปทางนายแบบที่เล่นด้วยกันซึ่งอยู่คนละเอเจนซี่เขาก็ได้เงินแล้ว สุดท้ายเลยติดต่อลูกค้าตรงว่าเขาจ่ายเงินเอเจนซี่หรือยัง เขาบอกว่าจ่ายแล้ว

สรุปคือโดนโกง

โดน เราเครียดมาก เกิดมาเงินห้าร้อยบาทยังไม่เคยหายจากกระเป๋า แล้วนี่เป็นหมื่นเหรียญฯ ค่าทนายก็แพง 

พอมีปัญหากับเอเจนซี่ อาชีพนางแบบก็หยุดชะงักเลย เพราะเขาไม่ให้งานเรา ไปหาเอเจนซี่ใหม่ ที่ใหม่ก็ไม่กล้าทำงานกับเรา กลัวโดนฟ้อง เพราะไม่มีใบ Model Release จากที่เก่าว่านางแบบคนนี้จบจากเอเจนซี่นี้แล้ว ต้องมาคิดว่าจะทิ้งเงินก้อนนี้ดีไหม ตอนนั้นเหลือประมาณแปดถึงเก้าพันเหรียญฯ แล้วเพื่อนแนะนำว่ามันมี Small Court เป็นศาลที่ให้คนทั่วไปฟ้องบริษัทใหญ่ มีค่าใช้จ่ายยี่สิบเหรียญฯ พร้อมทนายรัฐมาช่วยว่าความให้ เงื่อนไขคือฟ้องได้มากสุดห้าพันเหรียญฯ เลยเอาวะ กำขี้ดีกว่ากำตด ลุยเองคนเดียว

ไปๆ มาๆ ก่อนวันขึ้นศาล เอเจนซี่ที่โกงโทรมาเจรจาต่อรอง ฉันจะจ่ายเงินยูสามพันเหรียญฯ แล้วไม่ต้องขึ้นศาลได้ไหม เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร งั้นเจอกันในชั้นศาล พูดเท่มากแต่มือสั่นแล้ว (หัวเราะ) แต่สุดท้ายตกลงที่ห้าพันเหรียญฯ

อาชีพนางแบบที่โน่นต่างจากบ้านเราไหม

นางแบบที่นี่เป็นอาชีพหลัก แต่ที่ไทยเหมือนเป็นอาชีพเสริม ไม่มีใครเป็นนางแบบจนร่ำรวยซื้อบ้านได้ ขนาดนางแบบดังๆ ยังทำอย่างอื่นด้วยเลย เขาไม่ได้ทำอาชีพเดียว

แต่ที่อเมริกาจริงจัง ในนางแบบก็แบ่งไปเป็นหลายแขนงอีก มีนางแบบ Acting นางแบบ Hand Talent หรือ Body Talent นางแบบรันเวย์ นางแบบโชว์รูม พอได้ทำก็เริ่มสนุก มันใหม่ มีอะไรมากกว่าที่เรารู้ ได้เจอคนมากมาย ก็เลยกลายเป็นอาชีพที่ชอบขึ้นมา

เราเคยแคสติ้งโฆษณาที่ไทย มีช่างหน้า ช่างผม มีเสื้อให้ใส่ ที่นี่ไม่มีเลย ถ้ามาหน้าโล้น ใส่เสื้อธรรมดา มายังไงเข้าไปอย่างนั้น ถ้ายูไม่เตรียมตัวมาจากบ้าน ยูก็จะเป็นสภาพนั้นเลย หนึ่ง เขาอยากเห็นแอคติ้ง สอง เขาคิดว่าลุคนี้ึืคือคัดตั้งแต่แรกแล้ว 

เช่น หาผู้หญิงเอเชียมีความมั่นใจก็ต้องคัดมาแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องมานั่งแต่งหน้าทำผมให้เห็นภาพ ได้มาแคสติ้งแปลว่าลุคต้องผ่านไปแล้วห้าสิบ หกสิบเปอร์เซ็นต์ ค่อยมาดูยี่สิบ สามสิบเปอร์เซ็นต์ในส่วนของแอคติ้ง ที่เหลือไปดูหน้างาน แต่งหน้าทำผมหน้างาน อาจจะมีบางข้อกำหนดในอีเมลว่า ให้ใส่เสื้อกล้ามสีขาว หรือให้พกยางรัดผมติดไปด้วย แต่ก็แค่นั้น ไปถึงเข้าห้องแคสติ้งเลย สนุกดี ยิ่งทำมาเรื่อยๆ ยิ่งสนุก

แรกๆ ก็ทำควบคู่กับร้านอาหารไทย เพราะงานนางแบบไม่ได้มีทุกวัน อาทิตย์นี้ไม่มีถ่ายแบบ ไปทำร้านอาหารได้สองร้อยถึงสามร้อยเหรียญฯ​ ก็ยังดี ได้มีเพื่อนรู้จักเพื่อน สนุก เหมือนไปแฮงก์เอาต์มากกว่าทำงาน บางทีมีคนมาสัมภาษณ์ ก็บอกเขาไปตรงๆ เลยว่าถ้าสัมภาษณ์หนู หนูบอกเรื่องจริงนะ เพราะหนูทำร้านอาหารจริงๆ ถ้าพี่จะมาให้หนูสัมภาษณ์ความเป็น Luxury Model หนูไม่มี ให้พูดถึงความหรูหราการเป็นนางแบบ หนูไม่พูด หนูจะพูดเรื่องจริง 

นางแบบบางคนทำบาร์เทนเดอร์ แคเทอริ่ง เขาก็ทำจริงๆ มันก็คือหนึ่งอาชีพ เราไม่ได้มองว่าเป็นอาชีพที่แค่ทำไป แต่เราหยุดทำร้านอาหารเพราะเป็นโรคเลือดจางโดยไม่รู้ตัว แล้วไลฟ์สไตล์มันไม่ตรงกับอาชีพนางแบบ บางทีนอนดึกมากต้องตื่นเช้า สิวขึ้นก็ไม่ได้งาน เลยต้องหยุด

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang
ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

นางแบบแต่ละสายใช้ทักษะต่างกันยังไง

เอาง่ายๆ เลย แค่แต่งหน้าก็ไม่เหมือนกันแล้ว เช่น แฟชั่นโชว์ เขาชอบนางแบบที่ไม่แต่งหน้ามา ไม่ต้องทำอะไรมา เพราะต้องลองเสื้อผ้าเขา เสื้อเขาต้องเด่น ส่วนโฆษณาอาจต้องแต่งนิดหนึ่ง แต่ก่อนเราแคสต์แทบตายก็ไม่ได้ เลยไปถามเพื่อนนายแบบโฆษณา ครูพักลักจำ 

เขาบอกว่า เวลาแคสต์โฆษณาเขาจะให้เราอิมโพรไวซ์ด้นสด ให้โจทย์สถานการณ์มาว่าเราจะทำยังไง สมมติยูมีมือถือหนึ่งเครื่อง แล้วต้องข้ามถนน ยูจะข้ามถนนยังไง บางคนอาจจะทำทีโทรศัพท์ บางคนหยิบมือถือมาถ่ายรูป เพื่อนนายแบบคนนั้นบอกว่า ถ้ายูทำให้ต่างจากคนอื่นได้ เขาจะสนใจ

เคยมีโฆษณาหนึ่ง เป็น Michael Jordan ของ Nike ตอนไปแคสต์ไม่บอกยี่ห้อ บอกแค่เป็นสปอร์ตแบรนด์ เขาให้นางแบบเข้าไปห้าคนพร้อมกัน บรีฟของเขาคือ หนึ่ง ให้เต้น สอง ให้ออกกำลังกาย เราโชคดีเป็นคนที่สี่ เลยได้เห็นก่อนสามคน

คนแรกเต้นเซ็กซี่ หน้าสวย ผมยาว เล่นผมไปด้วย คนสองเป็นผิวสี เต้นฮิปฮอป คือคนผิวสีเต้นฮิปฮอปมันเท่กว่าเราอยู่แล้ว คนที่สามเต้นป๊อปคล่องเลย เราก็คิดว่าเอาไงดี สกิลล์การเต้นเราแย่มาก เต้นได้แต่ในผับ เลยขอเพลง Michael Jackson แล้วเต้นตลกเลย ล้มตัว Moon Walk เอาให้ฉีกจากอีกสี่คนไปเลย ปรากฏเราได้งานเฉย ตอนถ่ายจริงๆ ไม่มีมีซีนเต้นอะไรด้วยนะ เลยทำให้เข้าใจว่า อ๋อ ที่จริงคือเขาอยากเห็นบุคลิกภาพว่าเราเป็นคนยังไงมากกว่า

เป็นนางแบบต้องหน้าตาดีและหุ่นดีเสมอไปไหม

เราเคยกลับไทยไปเปิดโรงเรียนสอนกับเพื่อน นักเรียนก็มีความคิดว่านางแบบต้องผอม ต้องสวย ต้องขายาว เขาไม่รู้ว่าอาชีพนางแบบจริงๆ เป็นยังไง มันไม่จำเป็นต้องผอมเสมอไปนะ ที่ผอมเพราะเขาเดินให้แบรนด์นี้ แต่ถ้ายูไปถ่ายแบรนด์ Nike ต้องดูแข็งแรง จะมาผอมก็ไม่ได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีพลัสไซส์ ยิ่งทำให้คนอาชีพนี้หลากหลายขึ้น มีนางแบบ LGBTQ หรือบางคนหน้ามีแต่กระ ก็สวยในแบบของเขา

เราว่าการเป็นนางแบบคือเป็นตัวเองดีที่สุด พอเราเป็นตัวเอง เขาก็เลือกจากเราที่เป็นเรา ถ้าเขาเลือกจากเราที่เป็นคนอื่น ไปเลือกคนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ

สมมติ ฉันอยากผอมเหมือนอีกคน แต่งหน้าทำผมเหมือนเลย เปลี่ยนรูปร่างให้ดีเหมือนเขา ถ้าลูกค้าอยากได้แบบคนนั้น เขาก็ต้องเลือกคนนั้น จะมาเลือกเราทำไม

แต่ถ้ามีคนนั้นและมีกิฟท์ ถ้าลูกค้าชอบแบบกิฟท์ก็เลือกกิฟท์ แต่ถ้าไม่เลือก ก็แปลว่าเขาชอบอีกแบบ

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang
ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

แล้วคุณเคยอยากเป็นเหมือนคนอื่นบ้างหรือเปล่า

เอาจริงๆ ไม่เคย ไม่อยากเป็นคนโน้นคนนี้เลยนะ อาจจะมีแวบๆ แค่ทำไมคนนี้ได้งานแล้วเราไม่ได้ เราต่างจากเขาตรงไหน สมมติแคสติ้งเอเชียสามคน เข้าไปแล้วเขาเลือกคนอื่น เราจะเอ๊ะนิดหนึ่ง พยายามหาคำตอบว่าเรามีอะไรไม่เหมือนเขา เราเดินไม่สวยเท่าเขาเหรอ

มีบางงานที่ไปกี่ทีก็ไม่ได้ เขาเรียกเราไปแคสต์ทุกครั้งแต่ไม่เคยเลือกเลย ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ก็ยังไม่เลือก เราก็จะไปแคสตลอดเพราะอยากเอาชนะเขา จะไปดูว่าเขาเลือกใคร ถ้าเขาเลือกคนนี้ คนเดินแบบนี้ แต่เราเดินกระแทก รอบนี้เราพลาด รอบหน้าลองเดินแบบใหม่ดู เราจะพัฒนาตัวเองจากสิ่งที่เห็น 

หรือแม้แต่เรื่องชุดที่ใส่ไปแคสต์งาน ตอนแรกๆ เราใส่ชุดไปทำงานต่อ ดูมอมแมม เขาไม่เลือก ลองเปลี่ยนเป็นแต่งตัวให้ดูดี หน้าตาสดใส เข้าไปแล้วทักทายเขา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เราดูคนอื่นแล้วลองมาปรับใช้ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นแบบเขานะ เราจะเอากลับมาพัฒนาครั้งหน้าให้เขาเลือกเรามากกว่า

นางแบบที่ดีต้องเป็นยังไง

นางแบบที่ดีต้องเป็นตัวเองที่สุด และหางานที่เหมาะกับตัวเอง ถ้ายังไม่เจอก็ลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะรู้ว่าทางไหนคือทางของเรา

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ความกดดันของการเป็นนางแบบเอเชียในวงการแฟชั่นตะวันตกคืออะไร

มาอยู่ที่นี่แล้วทำให้รู้ว่า ปกติตอนอยู่เมืองไทย เราจะกลัวมากเวลาเจอฝรั่งมาแคสต์ด้วย เพราะคิดว่าเขาต้องเลือกฝรั่งแน่เลย แต่ที่นี่เราแข่งกับเอเชียด้วยกัน ดูว่าเขาจะชอบแบบไหน เพราะถ้าเขาจะหาคนเอเชีย เขาจะ Looking  for Asian ไม่ได้เทียบกับฝรั่ง เราก็มาดูว่าเอเชียน เราต้องแข่งกับเอเชียนกลุ่มไหน หน้าแบนผมยาวหรือหน้าลู่ผมสั้น เขาชอบแบบไหน เขาชอบคนนี้ คนนี้ก็ได้ ถ้าเขาชอบเรา เราก็ได้ มีอยู่สองอย่างเท่านั้นแหละ 

ไม่มีใครมาบอกเขาสวยกว่าเรา เราสวยกว่าเขา ไม่มี มีแค่ลูกค้าเลือกลุคไหน คนไหนที่เหมาะกับแบรนด์เขา อย่าไปคิดว่าเราไม่สวย เราอ้วน ที่นี่ไม่มี เรื่องเชื้อชาติไม่ค่อยมีผล โชคดีที่เราไม่เคยเจอ หรือเราบอกเขาว่าเราเป็นมวยไทยก็ไม่รู้ (หัวเราะ) 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่กดดันเราแน่ๆ คือตัวเอง คนอื่นกดดันเราไม่ได้เลย อย่างช่วงแฟชั่นวีกแรกๆ เราอยู่บ้าน เปิดโซเชียลมีเดียมาเห็นเพื่อนคนอื่นได้เดินก็จะเป็นจะตายแล้ว แต่ถ้าไม่มีอินสตาแกรม เราคงไม่ได้เห็นคนอื่น เราคงอยู่บ้านของเราไปโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะได้เดินอะไร เลยกลับมาคิดว่าจริงๆ แล้ว มันคือตัวเราที่กดดันตัวเอง หลังๆ ไปแคสต์งานก็เลยไม่กดดัน กดดันไปก็เท่านั้น ตื่นเต้น ตัวสั่น ไม่ได้มีผลอะไร หลังๆ เลย ‘เอาวะ ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่ชอบ ถ้าชอบก็ชอบนี่แหละ’

มีวิธียอมรับคำปฏิเสธเหล่านั้นยังไง

มีคนเคยบอกว่า แคสต์งานมันห้าสิบ ห้าสิบ มีแค่ได้กับไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ยูจะหวังอะไรอีก ถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ต้องติดอะไร เอากลับมาพัฒนาตัวเองต่อได้ แต่บางงานถ้าไม่ได้ก็ทิ้งไป ทำไมเขาไม่ชอบ ทิ้งไป ไม่ชอบคือไม่ชอบ ไม่ชอบสำหรับงานนี้ ไม่ต้องเก็บมาโทษตัวเองมาก

หลังจากอยู่นิวยอร์กมา 10 ปี ทำไมถึงตัดสินใจกลับมาแอลเอ ทั้งๆ ที่ศูนย์กลางของวงการแฟชั่นอยู่ที่นิวยอร์ก

ตอนนี้เราอายุสามสิบห้า มันหมดแล้ว แต่ไม่ใช่หมดสิทธิ์นะ ให้เราไปวิ่งแคสต์งานแฟชั่นวีกก็ไม่อยากทำแล้ว ไม่อยากมานั่งลดความอ้วน เราไม่สามารถเป็น New Face ได้แล้วที่นิวยอร์ก อยู่นิวยอร์กงานสนุกๆ จะเป็นงาน Editorial แต่ได้เงินไม่เยอะ ต้องทำควบคู่กับนางแบบโชว์รูม 

วันนี้ก็เพิ่งไปทำมาของ FENDI เวลาเขามีคอลเลกชันใหม่มา อยากโชว์ลูกค้า ก็จ้างนางแบบมาใส่ชุดให้ดู ลูกค้าอยากดูชุดไหน นางแบบก็เปลี่ยนชุดนั้น เราทำอย่างนี้สลับกับโฆษณา เพราะค่าครองชีพที่นิวยอร์กสูงมากๆ หลังๆ เริ่มวนลูป เลยอยากเปลี่ยนมาลองฝั่งตะวันตกบ้าง เซ็นสัญญากับอีกเอเจนซี่แล้วบอกเขาว่าเราขอทำทุกอย่าง ที่นี่เขาไม่ค่อยมีลุคเอเชียผมสั้นแบบเรา เราเลยใหม่สำหรับเขา

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

อาชีพนี้ในแอลเอต่างไปมากแค่ไหน

พอย้ายมาอยู่ฝั่งนี้ เราได้ทำงานที่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ ในโลเคชันที่ต่างไป ไม่ได้เป็นสตูดิโอ ฉากหลังไม่ได้เป็นเมืองๆ แบบนิวยอร์กแล้ว ที่นี่เราได้ถ่ายริมทะเล กลางทะเลทราย มีพื้นที่กว้างๆ มีงานประหลาดๆ ให้เราได้ทำ

เคยเบื่องานจนอยากเลิกทำเหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ เราชอบอาชีพนี้ ชอบมากแต่ไม่คิดจะทำได้นาน พอมาอยู่นี่เขามีนางแบบหัวขาวที่ดูมีความสุข ยังถามตัวเองอยู่ว่าจะทำถึงขนาดนั้นไหม ขณะเดียวกันเราก็ทำอาชีพช่างภาพควบคู่กันไป วันใดวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นนางแบบแล้ว จะมาจริงจังกับงานเบื้องหลังมากกว่านี้ ตอนนี้ก็ทำทุกอย่างเลย

งานที่ชอบที่สุดที่เคยทำมา

แต่ก่อนถ่ายแบบหนังสือเยอะ เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยมีแล้ว เคยทำงานกับ Harper’s BAZAAR, Louis Vuitton, VALENTINO, MOSCHINO, LAFAYETTE 148, Oscar de la Renta, CHANEL, FENDI โฆษณาก็มี Spotify, PEPSI, NIKE ที่ไทยเคยถ่ายโฆษณาเบียร์ช้างและไทเกอร์เบียร์

แต่ถ้าให้เลือกมางานหนึ่ง Alexander Wang ล่าสุดก็ชอบมาก เป็นแบรนด์ที่เราชอบ เขาดังแต่เขาปฏิบัติกับเราดีมาก ไม่เย่อหยิ่ง งานนี้ท้าทายตั้งแต่แคสติ้งโดยการส่ง Self Tape ทำเองที่บ้าน ไม่ต้องไปเจอตัว เพราะเป็นช่วงโควิด-19 โฆษณาเป็นเรื่องสามพี่น้อง เขาจึงหาสามพี่น้องเอเชียที่มีคาแรกเตอร์ต่างกัน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนที่ต่อสู้ได้ เอเจนซี่รู้ว่าเราเป็นมวยไทยเลยส่งให้ ในใจคิดว่าไม่ได้หรอก อยู่นิวยอร์กมาตั้งสิบปียังไม่เคยได้งานจาก Alexander Wang เลย

ตอนนั้นอยู่ฮาวาย สัญญาณไม่มี เขาจะให้อัปโหลด Self Tape ส่งอีเมลไป เราต้องให้แฟนช่วยถ่ายให้ ชุดก็ไม่ได้เตรียมมา เขาให้โชว์แม่ไม้มวยไทย โชว์การต่อสู้ แนะนำตัว หมุนตัว ส่งไปแต่กะว่าไม่น่าได้

ปรากฏโจทย์มารอบสอง ขอหน้าตรง ขอให้ทำท่านี้เพิ่มหน่อย สุดท้ายได้งาน ก่อนถ่ายเขาให้ไปเรียนใช้หอก ตอนถ่ายใช้สตั๊น แต่เขาอยากให้เรามีทักษะการจับสมจริง

การเป็นนางแบบสอนอะไรให้ชีวิตคุณ

คำถามนี้ตอบยาก เราบอกไม่ถูกว่ามันสอนอะไรเรา ครอบครัวก็ไม่ชอบ แต่ก่อนยอมให้ทำเพราะเงินเดือนน้อย ทำอันนี้แล้วได้เงินเพิ่ม พอมาอเมริกาจะเซ็นสัญญาทำวีซ่าโมเดลก็ไม่ค่อยอยากให้ทำ เราเอาอาชีพนี้พิสูจน์ให้เขาเห็นเหมือนกันว่ามันอยู่ได้นะ อยู่รอดได้

ขณะเดียวกัน เราก็เคยท้อกับอาชีพนี้ มันเป็นอาชีพที่ไม่รู้ตารางงาน ควบคุมไม่ได้ บางทีโดนยกเลิกเพราะเขาไม่ชอบเรา ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ คิดจะเลิกหลายครั้งแต่ก็ยังทำอยู่ เลยคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราชอบมันแหละ

คำตอบอาจจะไม่ใช่ว่าได้บทเรียนอะไรจากอาชีพนี้ แต่มันทำให้รู้ว่า ทุกอาชีพต้องสู้ ยิ่งเป็นอาชีพที่คนเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ง่ายมาก ยิ่งกดดัน สองสามปีแรกที่มานิวยอร์ก มีคนเอาเราไปเทียบกับนางแบบคนโน้นคนนี้ เราไม่ชอบเลย เขานั่งนับโชว์เลยนะ กิฟท์ได้กี่โชว์ คนนั้นได้กี่โชว์ หรือตอนกลับไปเมืองไทย คนถามว่าทำโชว์ไหนมาบ้าง ทำไมไม่ได้เดินโชว์นี้ ได้ยินแบบนี้แล้วโคตรน้อยใจเลย กว่าเราจะได้งานแต่ละงานมันยากนะ เขาไม่ได้รู้ว่าหนึ่งงานที่ได้มาจากสิบงานที่ไปแคสต์ ตอนหลังเราไม่สนใจเลย อย่าไปบ้าตามสิ่งรอบข้าง ถ้ารับมาหมดประสาทกินตาย สิ่งที่เราทำได้คือทำงานของเราให้ดี

เขาให้กำลังใจเรารับรู้ เขาไม่ให้ใกำลังใจไม่เป็นไร เพราะว่าเขาไม่ได้จ่ายตังค์ค่าบ้านให้เรา เราไม่เป็นไร เราทำของเรา 

เป็นเหตุผลที่คุณไม่ค่อยโพสต์งานนางแบบลงโซเชียลมีเดียด้วยหรือเปล่า

ไม่เห็นต้องให้ใครรู้ มีคนถามว่าทำไมไม่ค่อยโพสต์เลย เพราะเรามีอยากอื่นที่อยากโพสต์ เราอยากโพสต์ภาพที่ตัวเองถ่าย 

นางแบบบางคนอาจจะบอกว่าฉันทำงานอันนี้ แบรนด์นี้โด่งดัง ก็เป็นทางของเขา แต่เราไม่อยากโชว์ เราได้ไปถ่ายก็จบแล้ว เรามองว่าโมเดลคืออาชีพ ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่สิ่งที่คนคลั่งไคล้

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ยังสนใจในงานเบื้องหลังอยู่ไหม

ยังอยากทำอยู่ หลังๆ ไปเป็นช่างภาพถ่ายภาพสตรีท เริ่มถ่ายไลฟ์สไตล์ ทำอีดิตด้วย อีดิิตวิดีโอ แล้วก็ทำงานนางแบบ ทำจนถึงทุกวันนี้เลย

แต่ฝั่งเบื้องหลังเขาไม่ได้จดจำว่าเราทำได้ ถ้าเขาหาช่างภาพที่แอลเอ เขาก็จะไม่นึกถึงเราก่อน เพราะสำหรับเขา เราเป็นนางแบบ เราก็เลยใช้วิธีการเปลี่ยนชื่อ ถ้าสาย Photography จะเป็นอีกชื่อหนึ่ง ไม่อยากให้คนคิดว่าเราเป็นนางแบบแล้วมาถ่ายรูป อยากให้ตัดเรื่องเป็นนางแบบของเราทิ้งไป 

พอเป็นช่างภาพที่เป็นนางแบบด้วย เพื่อนเราบอกว่าดี ยูรู้จักบอกเขาว่าต้องโพสต์ยังไง รู้ว่าต้องพูดกับนางแบบยังไง ถ้านางแบบงี่เง่าต้องทำยังไง (หัวเราะ)

คลาสเรียนนางแบบของคุณสอนอะไรให้นักเรียน

เราจะถามนักเรียนก่อนว่า ‘หนูอยากเป็นอะไร’ เด็กที่มาเรียนกับเรามีตั้งแต่อายุสิบขวบไปจนถึงผู้ใหญ่ ถ้าเขาตอบว่าอยากเป็นนางแบบ เราจะถามต่อว่าถ้าต้องเลือกอีกอย่าง จะอยากเป็นอะไรอีก เดี๋ยวนี้คนเราไม่ต้องทำอาชีพเดียว

‘ตอนนี้หนูเรียนสถาปัตย์ แต่อยากเป็นนางแบบ’ เราจะบอกว่าเก็บไว้ทั้งสองอย่างได้ไหม ไม่ต้องดร็อปเรียนเพื่อมาเป็นนางแบบหรอก อาชีพนางแบบคือหนึ่งอาชีพที่ต้องยอมรับว่ามันมีวันหมดอายุ 

ยกตัวอย่าง วันก่อนเราไปขี่จักรยานเสือภูเขา ถ้าวันนั้นล้มขึ้นมา หัวแตก วันนี้ก็ไม่ได้ไปทำงานแล้ว สมมติตั้งครรภ์ มีลูก ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว หรือผมสั้น ตัดผมผิด ผมแห้งเสีย ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว และบางอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราทีเดียว เรียนสถาปัตย์ให้จบ เราควรมีความรู้ไว้ ลองคิดดูว่าถ้ามีสองอย่างโคตรเท่เลยนะ เช่น เรียนวิทย์กีฬาฯ และเป็นนางแบบด้วย ได้ทำงานกับ Nike ได้เตะต่อย ออกกำลังกาย เราก็มีวิชาติดตัวให้แตกต่างจากคนอื่น นางแบบบางคนเล่นโยคะ ถ้าเขาจะเลือกแบบเสื้อผ้าโยคะ เขาก็เลือกคนนั้นดีกว่า ไม่มาเลือกเราที่เล่นไม่เป็น

มีน้องคนหนึ่งเป็น LGBTQ+ มาเรียนเป็นนางแบบกับเรา เขาปรึกษาว่าถ้าไปสมัครงานที่ต่างประเทศ บอกว่าเป็นผู้หญิงได้ไหม เขาคิดว่าการเป็นนางแบบต้องเป็นผู้หญิง กล่อมตัวเอง แต่ที่อเมริกาไม่ใช่ ที่นี่มี LGBTQ นางแบบตัดนมทิ้งก็มี ยูบอกเขาเลยว่ายูเป็นแบบนี้ ถ้าเขาเลือกก็เลือกยูแบบนี้ เราเป็นตัวของตัวเอง 

รักอาชีพนี้ได้แต่อย่ายึดติดกับมัน คนสวยกว่าเรามี คนผอมกว่าเรามี คนสูงกว่าเรามี แล้วมันคือแฟชั่น แฟชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ วันนี้เขาชอบหมวยแบบนี้ วันหน้าเขาชอบหมวยอีกแบบหนึ่ง วันหนึ่งเขาชอบคนฟันห่าง วันนี้ชอบคนหน้ามีกระ ถ้าเราเอาเป็นเอาตายกับอาชีพนี้ แล้วเราจะโทษตัวเองว่าทำไมเขาไม่เลือกเรา เราจะโทษตัวเองว่าเราไม่ดีตรงไหน ช่วงหนึ่งเราอาจมีงานเยอะแยะ ทำงานไม่ทัน แต่ช่วงนี้เราไม่มีงานก็ไม่เป็นไร 

เห็นแฟชั่นอันใหม่ที่ย้อนไปแบบเก่าไหม วินเทจมันก็วนอยู่แบบนี้ หาทางของเราให้เจอ หาสิ่งที่เราทำแล้วดีก็พอ

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ภาพ : กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load