นอกจากวันขึ้นปีใหม่ วันเด็ก วันครูแล้ว ที่เราส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน เดือนมกราคมยังมีวันสำคัญอื่นๆ อีก หนึ่งในนั้นคือ ‘วันกองทัพไทย’ ซึ่งตรงกับวันที่ 18 มกราคมของทุกปี โดยเหตุที่เลือกวันที่ 18 มกราคม เนื่องจากวันนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อนเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาของพม่า ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ถ้าพูดถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็จะนึกถึงเหตุการณ์นี้

ผมเลยอยากจะนำเสนอวัดที่มีความสัมพันธ์กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไม่ใช่วัดที่สร้างเป็นอนุสรณ์เนื่องในศึกครั้งนั้นนะครับ แต่เป็นวัดที่พระอนุชาของพระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน นั่นก็คือ ‘วัดวรเชษฐ์’

พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ถือเป็นเอกสารฉบับที่เก่าที่สุดฉบับหนึ่งที่พูดถึงวัดวรเชษฐ์ โดยระบุว่า สมเด็จพระเอกาทศรถได้โปรดให้สร้าง ‘วัดวรเชษฐารามมหาวิหาร’ โปรดให้สร้างพระพุทธรูป มหาเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ กุฏิ กำแพงล้อมรอบ และทรงนิมนต์พระสงฆ์อรัญวาสีหรือพระสายวัดป่ามาเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้

มาดูเอกสารอีกสัก 2 ฉบับนะครับ คำให้การขุนหลวงหาวัดกล่าวว่า สมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างวัดไว้ที่สวนฉลองพระองค์พระเชษฐา เรียกว่า วัดวรเชษฐาราม ส่วนคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราชย์แล้ว โปรดให้ทำพระเมรุถวายพระเพลิงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วทรงสร้างวัดอุทิศพระราชกุศลถวายพระเชษฐาธิราช พระราชทานนามว่า วัดวรเชษฐ์

สังเกตนะครับ ไม่มีเอกสารฉบับไหนเลยที่ระบุว่า วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือเป็นสถานที่เก็บพระบรมอัฐิของพระองค์ท่าน ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องสถานที่ถวายพระเพลิงนั้นน่าจะเกิดจากข้อสันนิษฐานของ คุณบรรจบ เทียมทัด ที่แสดงความคิดในบทความเรื่อง ‘วัดวรเชษฐาราม’ ว่า “เข้าใจว่าถวายพระเพลิงพระบรมศพที่วัดวรเชษฐารามแห่งนี้” ประกอบกับการที่พระราชพงศาวดารส่วนใหญ่มักระบุเหตุการณ์การสร้างวัดและการถวายพระเพลิงในเรียงลำดับกัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย

อีกทั้งในคำให้การขุนหลวงหาวัดระบุว่า สถานที่ถวายพระเพลิงนั้นคือคือบริเวณวัดสบสวรรค์ หาใช่วัดวรเชษฐ์ไม่ ประกอบกับในพระราชพงศาวดารยังให้ข้อมูลอีกว่า มหาเจดีย์ ซึ่งน่าจะหมายถึงเจดีย์ประธานของวัดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มิใช่พระบรมอัฐิแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่ปรากฏเอกสารที่กล่าวว่า พระบรมอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชถูกบรรจุไว้ ณ สถานที่แห่งใด

แต่ความน่าสนใจของวัดวรเชษฐ์ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะในพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามีวัดชื่อ ‘วรเชษฐ์’ อยู่ถึง 2 วัดด้วยกัน วัดแรกชื่อ ‘วัดวรเชษฐาราม’ หรือวัดวรเชษฐ์ในเมือง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระราชวังโบราณ ส่วนอีกวัดหนึ่งชื่อ ‘วัดวรเชตุเทพบำรุง’ หรือวัดวรเชษฐ์นอกเมือง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกนอกเกาะเมือง แล้วแบบนี้ ‘วัดวรเชษฐาราม’ ที่ระบุในเอกสารโบราณคือวัดไหนกันแน่ มาดูกันว่าหลักฐานงานศิลปกรรมที่เหลืออยู่ในวัดทั้งสองแห่งนี้จะบอกอะไรเราได้บ้าง ไปลองดูกัน

วัดวรเชษฐ์

เรามาเริ่มกันที่วัดวรเชษฐารามกันก่อนเลยครับ วัดแห่งนี้มีเจดีย์ประธานทรงระฆังขนาดใหญ่เป็นประธานของวัด มีวิหารตั้งอยู่ด้านหน้า โดยมีอุโบสถอยู่ขนานกัน ถัดไปอีกมีวิหารที่มีเจดีย์รายทรงเครื่องอยู่คู่หนึ่ง มีกำแพงแก้วล้อมรอบอาคารทั้งหมดเอาไว้ โดยมีคูน้ำล้อมรอบบริเวณ

วัดวรเชษฐ์

เจดีย์ประธานของวัดเป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่มีลักษณะอ้วนป้อมบนฐานเตี้ย ที่แม้จะได้รับการปฏิสังขรณ์มาแล้วในอดีต ดูได้จากฐานด้านล่างที่ถูกก่ออิฐหุ้มฐานเอาไว้ แต่ปัจจุบันมีการเปิดให้เห็นฐานด้านในบางส่วนที่เคยถูกก่อหุ้ม แต่ก็ยังรักษารูปแบบที่เทียบได้กับเจดีย์ทรงระฆังรุ่นเก่า เช่น วัดมเหยงคณ์ (สร้างเมื่อ พ.ศ. 1981) หรือวัดพระศรีสรรเพชญ์ (สร้างเมื่อ พ.ศ. 2035) รูปแบบนี้ยังถูกใช้กับเจดีย์ในศิลปะอยุธยาอีกหลายองค์จนถึงสมัยพระเจ้าปราสาททองโดยที่รูปร่างไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ก่อนที่เจดีย์จะมีรูปทรงที่ผอมเพรียวมากขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ดังนั้น อายุของเจดีย์นี้จึงอาจต้องตีอายุกันกว้างๆไว้ก่อน คือพุทธศตวรรษที่ 20 – 22

วัดวรเชษฐ์

ถัดมาคืออุโบสถของวัดซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับเจดีย์ แม้จะไม่เหลือหลังคาแล้วแต่ยังเหลือหลักฐานน่าสนใจหลายอย่าง ทั้งหน้าบันมีการประดับด้วยเครื่องถ้วยหรือการเริ่มเจาะหน้าต่างซึ่งเป็นรูปแบบที่ฮิตในสมัยอยุธยาตอนปลาย คือพุทธศตวรรษที่ 23 แต่ใบเสมาดันเก่ากว่ารูปทรงโบสถ์ซะนี่ เพราะหน้าตาเหมือนใบเสมาวัดพระศรีสรรเพชญ แต่หนาน้อยกว่าและเล็กกว่า ดังนั้น จึงน่าจะมีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 22 แสดงว่าที่ตรงนี้เคยมีอุโบสถหลังเก่ามาก่อนหลังนี้ ต้องเคยมีอุโบสถหลังเก่ากว่านี้มาก่อนแต่อาจจะทรุดโทรม พังทลายไปก่อนแล้ว ก็เลยมีการสร้างขึ้นใหม่บนพื้นที่เดิม เพื่อจะได้ไม่ต้องย้ายอุโบสถไปที่อื่น

วัดวรเชษฐ์ วัดวรเชษฐ์

ส่วนเจดีย์คู่ (ซึ่งไม่ได้อยู่หน้าซองถั่วหมั่นหลีหม่ง) แม้ส่วนบนจะหักหายไปเหลือแต่ฐาน แต่การที่เจดีย์ทั้งสององค์นี้ใช้ฐานสิงห์ ซึ่งเดินวนไปข้างหลังสักหน่อยถึงจะเห็นนะครับ ฐานสิงห์นี้ถือเป็นหนึ่งในฐานเอกลักษณ์ที่นิยมกันมากๆ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย อีกทั้งการที่เจดีย์ยังมีการย่อมุมไม้ 20 ย่อมุมไม้เป็นคำที่ใช้อธิบายการหยักมุม ย่อมุมไม้ 20 หมายความว่ามีทั้งหมด 20 มุม หรือก็คือด้านละ 5 มุมนั่นเอง การทำย่อมุมมากๆ นี้ก็เป็นเอกลักษณ์ของสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน ดังนั้น อายุของเจดีย์คู่นี้จึงอยู่ที่พุทธศตวรรษที่ 23

วัดวรเชษฐ์ วัดวรเชษฐ์

เราจะเห็นว่าภาพรวมของวัดวรเชษฐารามนี้มีอายุสืบเนื่องยาวนานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 เรื่อยมาถึง 23 คือราวๆ 200 ปีเลยทีเดียว แสดงว่าวัดนี้จะต้องเป็นวัดที่มีความสำคัญบางอย่างจึงได้รับการทำนุบำรุงอย่างต่อเนื่อง แถมยังมีหลักฐานบางอย่างที่ร่วมสมัยกับพุทธศตวรรษที่ 22 ซึ่งเป็นปีที่สร้างวัดวรเชษฐ์ที่เราตามหา แต่จะใช่หรือไม่นั้นเราต้องไปดูอีกวัดหนึ่งก่อนครับ

วัดแห่งที่ 2 คือวัดวรเชตุเทพบำรุง วัดแห่งนี้มีปรางค์ขนาดใหญ่เป็นเจดีย์ประธาน โดยมีวิหารอยู่ทางทิศใต้ร่วมกับเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ ในขณะที่อุโบสถอยู่ด้านหลังปรางค์ประธาน มีเจดีย์อีก 2 องค์คือ เจดีย์ทรงปราสาท และเจดีย์รายทรงระฆังขนาดเล็กอยู่ทางเหนือของปรางค์ประธาน โดยอาคารทั้งหมดถูกล้อมด้วยแนวกำแพงเป็นรูปคล้ายกากบาท

วัดวรเชษฐ์

ปรางค์ประธานของวัดนี้มีขนาดใหญ่มีบันไดทางขึ้น 4 ทาง โดย 3 ด้านเป็นมุขประดิษฐานพระพุทธรูปยกเว้นด้านทิศตะวันออกที่เป็นทางเข้าไปในเรือนธาตุ รูปทรงโดยรวมของปรางค์องค์นี้เริ่มกลายเป็นทรงกระบอกซึ่งจะส่งต่อไปยังปรางค์วัดไชยวัฒนาราม ปรางค์ขนาดใหญ่องค์ท้ายของอยุธยา ดังนั้น ปรางค์องค์นี้ย่อมต้องสร้างก่อนปรางค์วัดไชยวัฒนาราม ซึ่งสร้างขึ้นโดยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2173 – 2199) คือต้นพุทธศตวรรษที่ 22

วัดวรเชษฐ์

ทางด้านทิศตะวันตกหรืออาจจะเรียกว่าด้านหลังของปรางค์ประธานมีอุโบสถ ซึ่งมีใบเสมาหน้าตาละม้ายคล้ายกับใบเสมาของวัดวรเชษฐารามเลยครับผม แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกันซึ่งแทนพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ในภัททกัปป์นี้ ได้แก่ พระกกุสันโธ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระสมณโคดม ซึ่งการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกันนี้ไม่เจอในศิลปะอยุธยา แต่เจอในศิลปะพม่าและศิลปะล้านนา เช่นวัดภูมินทร์ออฟน่านที่มีภาพกระซิบรักบันลือโลกที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันนั่นละครับ

วัดวรเชษฐ์ วัดวรเชษฐ์

นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีเจดีย์น่าสนใจอยู่อีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทขนาดใหญ่ซึ่งยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ทางทิศเหนือ บนองค์เจดีย์มีการเจาะช่องประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้านพร้อมกับประดับด้วยลวดลายปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษาซึ่งได้อิทธิพลจากศิลปะล้านนา เมื่อรวมกับรูปทรงของเจดีย์แล้วจะสามารถกำหนดอายุได้ว่าอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 22

หรือเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กที่แม้จะถูกก่ออิฐพอกส่วนฐานเอาไว้และมีขนาดที่เล็ก แต่เราก็ยังเห็นเค้าโครงแบบเดียวกับเจดีย์ประธานวัดวรเชษฐารามอยู่ ประกอบกับวิหารที่ตั้งอยู่ด้านหน้าในแนวเดียวกัน อาคารทั้งสองหลังนี้จึงอาจเป็นส่วนที่เก่าที่สุดของวัดที่สร้างมาแล้วตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 21 และได้รับการบูรณะในเวลาต่อมา

วัดวรเชษฐ์ วัดวรเชษฐ์

พอเราเห็นข้อมูลของวัดวรเชตุเทพบำรุงแล้วจะพบว่าแม้จะมีการสร้างมาราว 1 ศตวรรษก่อนหน้า แต่มีอาคารหลายหลัง ทั้งปรางค์ อุโบสถ เจดีย์บางองค์ มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการสร้างวัดวรเชษฐ์อย่างมาก ทำให้ข้อมูลในตอนนี้โน้มเอียงไปทางวัดวรเชตุเทพบำรุงค่อนข้างมากเลยทีเดียว

แต่การจะตัดสินว่าวัดใดจะเป็น ‘วัดวรเชษฐ์’ ที่เราตามหานั้นจะต้องมาวัดกันที่คุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในพระราชพงศาวดารของวัดวรเชษฐ์เสียก่อน ซึ่งคุณสมบัติมีทั้งหมด 6 ข้อ ประกอบไปด้วย หนึ่ง พระพุทธรูป สอง เจดีย์ประธาน สาม เขตสังฆาวาส สี่ กำแพงแก้ว ห้า เป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี (วัดป่า) และข้อสุดท้าย มีอายุอยู่ในครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 22 ซึ่งตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถ

ถ้าดูตามคุณสมบัติทั้งหกข้อนี้ วัดวรเชษฐารามและวัดวรเชตุเทพบำรุงมีคุณสมบัติข้อที่ 1 – 4 ตรงกันทั้งหมด แม้จะไม่เหลือหลักฐานของสังฆาวาสก็ตาม เพราะเป็นลักษณะทั่วไปของวัดในสมัยอยุธยาอยู่แล้ว พอมาถึงข้อ 5 แม้ว่าตามปกติ ถ้าเราพูดถึงวัดฝ่ายอรัญวาสีหรือวัดป่า เรามักจะนึกถึงวัดที่ตั้งอยู่นอกเมือง ซึ่งวัดวรเชตุเทพบำรุงตั้งอยู่นอกเกาะเมืองในขณะที่วัดวรเชษฐารามตั้งอยู่ภายในเกาะเมือง

อีกทั้งในเอกสารโบราณยังระบุถึงค่ายพม่าแห่งหนึ่งที่ล้อมกรุงศรีอยุธยาทางทิศตะวันตกว่า ค่ายวัดวรเชษฐ ทำให้ถ้าเราตีความแบบดื้อๆ เราก็จะตอบว่า วัดวรเชตุเทพบำรุงคือวัดวรเชษฐ์ที่เราตามหา ทว่าในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมที่มีการกล่าวถึงชื่อของวัดฝ่ายอรัญวาสีหลายวัด ซึ่งหนึ่งในนั้นมีวัดวรเชษฐารามอยู่ด้วย กลับปรากฏชื่อวัดที่อยู่ภายในกำแพงเมือง เช่น วัดธรรมิกราช ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังหลวง หรือวัดสวนหลวงค้างคาวที่ปัจจุบันอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แสดงว่าวัดฝ่ายอรัญวาสีสมัยอยุธยามีทั้งวัดที่ตั้งอยู่ในเมืองและนอกเมือง

มาถึงข้อสุดท้าย ข้อ 6 นั้น วัดวรเชษฐารามเริ่มสร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 และได้รับการปฏิสังขรณ์ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 22 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 23 ในขณะที่วัดวรเชตุเทพบำรุงเริ่มสร้างในช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 21 ก่อนจะได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 22 ถ้าเรามองในหลักเกณฑ์ข้อนี้ ทั้งสองวัดก็ยังอยู่ในเกณฑ์ทั้งคู่ เพียงแต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกสักนิด สมเด็จพระเอกาทศรถครองราชย์สมบัติในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2148 – 2153 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่มีการปฏิสังขรณ์วัดวรชุตเทพบำรุงมากกว่าวัดวรเชษฐารามเล็กน้อย ทำให้แม้จะเพียงข้อเดียว แต่ก็ทำให้ความเป็นไปได้ที่วัดวรเชตุเทพบำรุงจะเป็น ‘วัดวรเชษฐ์’ ที่เรากำลังจะตามหาอยู่นั่นเอง

ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมได้เล่ามาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้น ขอสารภาพตามตรงว่าผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน จะให้ผมฟันธงไปเลยว่าวัดไหนคือวัดวรเชษฐ์นั้นผมคงไม่หาญกล้าขนาดนั้น คงต้องรอต่อไปจนกว่าจะมีข้อมูลใหม่ๆ ออกมาที่จะมาช่วยกันไขปริศนาของวัดวรเชษฐ์ให้กระจ่างต่อไป

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดวรเชษฐารามตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดโลกยสุธาและวัดวรโพธิ์ หากใครสนใจจะไปชมวัดนี้สามารถไปจอดรถบริเวณด้านหน้าวัดได้เลย หรือจะจอดที่วัดโลกยสุธาหรือวัดวรโพธิ์แล้วเดินชมทั้งสามวัดไปพร้อมๆ กันเลยก็ยังได้
  2. วัดวรเชตุเทพบำรุงตั้งอยู่นอกเกาะเมืองพอสมควร หากจะเดินทางมา แนะนำให้ข้ามสะพานบริเวณใกล้วัดกษัตราธิราชแล้วขับไปตามทาง ตัววัดจะอยู่ถึงก่อนสี่แยกวรเชษฐ์เล็กน้อยครับ
  3. การเดินทางไปยังอยุธยานั้นสามารถมาได้หลายทาง ทั้งขับรถส่วนตัว หรือจะนั่งรถสาธารณะ เช่น รถตู้ หรือรถไฟ แล้วหาเช่าจักรยาน จักรยานยนต์ รถสองแถว หรือแม้แต่เหมารถหน้ากบเที่ยว ก็แล้วแต่ท่านจะสะดวกเลยครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load