ครั้งก่อนผมพาไปชมจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างอยุธยาตอนปลายที่เมืองสะกาย ณ วัดมหาเตงดอจี กันแล้ว วัดนี้ถือว่าเป็นที่รู้จักพอสมควรในหมู่คนไทยและมีคนไทยเดินทางไปเที่ยวพอสมควร เนื่องจากตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองมัณฑะเลย์ แต่วัดที่จะพาไปชมวันนี้ต่างออกไป แม้จะมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างกรุงเก่าเช่นเดียวกับวัดมหาเตงดอจี แต่คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักวัดนี้ อีกทั้งที่ตั้งของวัดนี้อยู่ในเมืองที่ไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยวหลักอีกด้วย ซึ่งภาพที่จะนำมาให้ชมกันคือ ‘กู่วุดจีกูพญา’ ณ สำนักสงฆ์หมั่นกินจอง

การค้นพบจิตรกรรมฝาผนังอยุธยาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ คุณอรวินท์ ลิขิตวิเศษกุล นักวิชาการชาวไทยท่านหนึ่งได้ยินคำบอกเล่าว่า มีนักวิชาการชาวพม่านาม จอง แซน วิน ซึ่งเป็นคนแรกและคนเดียวที่เคยเห็นจิตรกรรมฝาผนังนี้และได้คัดลอกพร้อมกับถ่ายรูปไว้ ซึ่งท่านได้พาคุณอรวินท์ไปชม ทำให้เราทราบว่านอกจากวัดมหาเตงดอจีที่เมืองสะกายแล้ว ที่นี่ยังเป็นอีกที่หนึ่งที่มีจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างกรุงเก่าที่เมืองพม่า อย่างไรก็ดี ความรู้นี้เป็นที่รู้กันในหมู่นักวิชาการ ผมจึงคิดว่าอยากจะพาทุกท่านไปชมจิตรกรรมฝาผนังที่นี่กันครับ

วุดจีกูพญา (Wut Kyi Gu Paya) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ โกจองกู ซึ่งมีความหมายว่าคูหาที่มี 9 ห้องนี้ไม่ปรากฏว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 1960 (งานจิตรกรรมฝาผนังด้านในที่เราจะไปชมกันอยู่ร่วมสมัยกับสมัยอยุธยาตอนปลายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24) จัดเป็นกู่หรืออาคารประดิษฐานพระพุทธรูป ถ้าเป็นบ้านเราน่าจะเป็นอาคารประมาณวิหารหรืออุโบสถ ที่ต่างคือภายในอาคารหลังนี้มีการแบ่งห้องออกเป็น 9 ห้อง โดยห้องตรงกลางเป็นห้องสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ในขณะที่ห้องอื่นๆ ปรากฏร่องรอยของฐานที่น่าจะเคยตั้งพระพุทธรูปขนาดเล็กเอาไว้

เนื่องจากอาคารหลังนี้ปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว ภายในจึงค่อนข้างรก ยิ่งดูจากด้านนอก อาคารหลังนี้ดูเป็นอาคารธรรมดาๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซ้ำยังอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ถ้าไม่รู้ว่าข้างในมีของดีที่หาดูได้ยากล่ะก็ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครคิดจะขวนขวายหาวิธีเข้าไปข้างในแน่ๆ

พอเข้าไปข้างในได้เราก็จะเจอสภาพรกๆ ภายในอาคาร พอเราเดินเข้าไปในห้องตรงกลางก็จะพบพระพุทธรูปศิลปะพม่าตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ล้อมรอบด้วยจิตรกรรมฝาผนังสมัยนยองยาน ที่แม้จะสวยงามพอใช้ได้แต่ก็สามารถพบเห็นได้มากในประเทศนี้

วุดจีกูพญา

แล้วของที่เราตามหาอยู่ที่ไหนล่ะ ให้เดินย้อนกลับมาที่ห้องแรกที่เราเดินเข้าไปแล้วเริ่มส่องไฟฉายไปรอบๆ สมบัติล้ำค่าที่เราตามหาก็จะปรากฏสู่สายตาในทันที

ภาพจิตรกรรมที่เขียนอยู่ภายในนี้ต่างจากวัดมหาเตงดอจีอยู่พอสมควร แม้เราจะพบจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยาและจิตรกรรมแบบลูกผสมอยุธยา-พม่าเช่นเดียวกัน แต่จิตรกรรมที่เมืองสะกายเหลือแต่ภาพที่ไม่เล่าเรื่อง ในขณะที่จิตรกรรมที่เมืองมินบูนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและทศชาติชาดก รวมไปถึงภาพนรก แต่เราคงพูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างในไม่ไหว ไม่งั้นจะกลายเป็นรายงานวิชาการไปซะก่อน เพราะฉะนั้น เรามาลองดูกันดีกว่าว่าบนฝาผนังของอาคารหลังนี้ จิตรกรเมื่อครั้งกรุงเก่าแอบซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง

อ๊ะ แต่ก่อนอื่น เนื่องจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่นี่ออกจะดูได้ลำบาก เนื่องจากข้างในอาคารหลังนี้มีการแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ถึง 9 ห้อง เพื่อให้ผู้อ่านที่อยากจะตามไปดูของจริงสามารถหาภาพที่ผมพูดถึงได้ง่ายขึ้น เวลาเข้าไปชมให้นับในใจว่าเราอยู่ในห้องที่เท่าไหร่ โดยนับจากห้องแรกที่เราเข้าไปเป็นห้องที่ 1 และเดินเวียนขวาแบบเดียวกับเวลาเราเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์หรือเจดีย์เลยครับ

วุดจีกูพญา

ที่นี้ เราไปชมของจริงกันดีกว่า

เรามาเริ่มกันที่ห้องแรกก่อนเลย มองขึ้นไปข้างบนเราจะพบฉากที่เราคุ้นเคยในจิตรกรรมไทย นั่นก็คือฉากพุทธประวัติตอนมารผจญนั่นเอง ถ้าบ้านเราจะเจออยู่ที่ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธานในโบสถ์หรือวิหาร แต่ที่เมืองพม่านี้ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการวาดฉากนี้ แต่ที่มันน่าสนใจเป็นวิธีการวางแม่พระธรณีนี่ล่ะ แม้ว่าทั้งเราทั้งเขาต่างก็มีพระแม่ธรณีเหมือนกัน แต่ของเราพระแม่ธรณีจะอยู่ใต้พระพุทธเจ้า (บางทีจะมีหน้ากาลอยู่ใต้พระแม่ธรณีด้วย) มีกองทัพพญามารเข้ามาทั้งสองข้าง โดยฝั่งหนึ่งคือพญามารบุก อีกฝั่งคือพญามารพ่าย

แต่ของพม่าแม่พระธรณีจะอยู่ด้านข้างพระพุทธเจ้าโดยมีกองทัพพญามารเข้ามาด้านเดียว เรียกได้ว่าเปิดด้วยฝีมือช่างไทยกันเลยทีเดียว แต่อาจต้องดูดีๆ เพราะส่วนที่เหลือคือพระแม่ธรณีครึ่งองค์ หน้ากาล และกองทัพมาร 2 ฝั่ง (ซึ่งเหลือเฉพาะส่วนล่างเช่นกัน) ซึ่งถ้าสมบูรณ์อยู่น่าจะอลังการมากแน่ๆ

วุดจีกูพญา

ไม่หมดเท่านั้น ครั้งที่แล้วผมนำเสนอพระอดีตพุทธเจ้าเรียงแถวที่วัดมหาเตงดอจี แต่ที่ห้องแรกนี้มีแถวเทพชุมนุม ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปตามวัดเช่นเดียวกัน เทพชุมนุมก็คือภาพเทวดาหลากหลายกลุ่มเรียงแถวกำลังทำท่าพนมมือ ซึ่งภาพเช่นนี้ไม่มี! ในศิลปะพม่า กระนั้น ถ้าลองสังเกตภาพนี้ดูจะพบว่ามีการปรับปรุงภาพนี้เล็กน้อย โดยมีฝีมือช่างพม่ามาร่วมเขียนภาพนี้ด้วย หน้าตาเทวดาเลยดูคล้ายเทวดาพม่ามากกว่าเทวดาไทย

วุดจีกูพญา

ภาพที่น่าสนใจถัดมาอยู่ในห้องที่ 3 เป็นภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แม้ฉากนี้เราจะพบในจิตรกรรมฝาผนังพม่าเช่นกัน แต่ที่อยากจะให้ดูคือองค์ประกอบของภาพครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นลักษณะของพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยมีรัศมีเปลวไฟอยู่ที่บริเวณพระเศียรก็ดี หรือกรอบด้านนอกที่มีเส้นหยักฟันปลาที่เรียกว่าเส้นสินเทาก็ดี ล้วนเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอยุธยาตอนปลาย ซึ่งพบที่วัดมหาเตงดอจีเช่นเดียวกัน ใครสนใจลองไปดูคอลัมน์อารามบอยตอน แกะรอยช่างอยุธยาสมัยกรุงแตกที่ ‘วัดมหาเตงดอจี’ วัดสัญชาติพม่าศิลปะไทย

วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา

ภาพนรกของพม่าไม่เหมือนของบ้านเรา บ้านเราจะชอบเขียนแทรกอยู่ตามฉากไตรภูมิบ้าง ชาดกบ้าง แต่ที่พม่าจะแทรกอยู่ได้หลายที่ ส่วนใหญ่มักวาดอยู่บริเวณขอบล่างของผนัง แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนรกที่นี่ไม่เหมือนใคร อาจจะเรียกได้ว่าจุดที่เด่นที่สุดของภาพนรกที่นี่อยู่ ณ ห้องที่ 6 เพราะที่ผนังด้านล่างมีข้อความอยู่ 2 แถว แถวบนเป็นภาษาพม่า ซึ่งผมไม่กระดิก อ่านไม่ออกเลย แต่แถวล่างเป็นภาษาไทย ย้ำว่าภาษาไทยจริงๆ ครับ เขียนว่าสังคา_ต_รก แม้จะไม่ครบ แต่คำคำนี้น่าจะหมายถึง สังฆาฏนรก 1 ใน 8 นครขุมใหญ่ สังฆาฏนรก แปลว่า นรกภูเขาบดขยี้ เป็นนรกที่บรรดาสัตว์นรกจะถูกบดขยี้จากภูเขา 2 ลูกที่จะกลิ้งเข้าหากัน น่าเสียดายว่าภาพบริเวณนี้อยู่ในสภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เรายังพอเห็นภูเขาทางฝั่งขวาที่แสดงถึงภูเขาที่มาบดขยี้บรรดาสัตว์นรกในสังฆาฏนรกได้

วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา

สำหรับภาพต้องสงสัยที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรกจะอยู่ในห้องที่ 7 ถัดจากห้องที่มีภาพนรกเลยครับ พอเดินเข้าไปให้หันหลังกลับมองไปทางขวาของทางที่เดินเข้ามา เราจะพบภาพบุคคลชั้นสูงแต่งกายคล้ายกษัตริย์ประทับอยู่บนหลังช้างพร้อมกับองครักษ์ ภาพนี้น่าสงสัยยังไง ลองสังเกตเครื่องแต่งกายของคนที่อยู่บนช้างดีๆ เครื่องทรงของพระองค์แตกต่างจากเครื่องแต่งกายแบบพม่าที่ช่วงเวลาเดียวกันอย่างชัดเจน ท่านมีผิวสีเข้ม สวมพระมาลาปีกสีดำ สวมฉลองพระองค์สีดำ (ถ้าใครนึกไม่ออก ให้นึกภาพชุดเกราะกษัตริย์ในหนังของท่านมุ้ยดูครับ)

ในขณะที่ถ้าเป็นเครื่องทรงกษัตริย์พม่าปกติจะทรงพระมาลาทรงกรวย เจาะพระกรรณใส่กุณฑล เสื้อคลุมยาวแขนยาว ซึ่งชวนให้สงสัยว่าหรือบุคคลในภาพนี้จะไม่ใช่คนพม่า แต่เป็นคนไทย อาจเป็นไปได้ว่าจิตรกรชาวกรุงเก่าต้องการบันทึกภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์พระองค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของเรา เอาไว้บนผนังวัดพม่าก็ได้

วุดจีกูพญา

วุดจีกูพญา

นอกจากวัดมหาเตงดอจีและกู่วุดจีกูพญาแห่งนี้ ปัจจุบันเรายังไม่พบหลักฐานของจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างกรุงศรีอยุธยาในเมืองพม่าเลย (แต่ถ้าเป็นเจดีย์หรือพระพุทธรูปนี่มีนะ พบทั้งตอนกลางของพม่า เช่น สะกาย หรือทางใต้ติดกับชายแดนไทย เช่น ทวาร) แต่ก็ไม่แน่นะว่าในอนาคตอาจจะมีการค้นพบใหม่ๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าบรรพบุรุษของเราเมื่อ 200 กว่าปีก่อนเมื่อเขาถูกกวาดต้อนไปอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศเมียนมากันบ้าง

เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหนักสงฆ์หมั่นกินจองนี้ตั้งอยู่ในเมืองมินบู ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองมักเว อารมณ์เหมือนกรุงเทพฯ-ธนบุรี แต่ฝั่งเมืองมักเวมีที่พักให้เลือกพอสมควรและสามารถหาแท็กซี่สำหรับเดินทางไปชมสถานที่แห่งนี้ได้ง่ายกว่า ถ้าใครจะไปแนะนำให้นอนที่ฝั่งมักเว
  2. สำนักสงฆ์หมั่นกินจองตั้งอยู่ใกล้กับวัดชินพูมินพู (Shinpu Minpu Pagoda) ดังนั้น ถ้าบอกแท็กซี่ว่าจะไปวุดจีกูพญา รับประกันว่าไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าบอกชื่อวัดใกล้ๆ หรือสำนักสงฆ์ยังพอจะได้ลุ้นมากกว่า
  3. เนื่องจากอาคารหลังนี้ปัจจุบันไม่ถูกใช้งานแล้วจึงต้องให้พระมาเปิดประตูให้ ดังนั้น จึงควรเผื่อเวลาและเผื่อใจหากพระท่านไม่อยู่ เราก็จะอดดูอย่างแน่นอน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีคนขับแท็กซี่ใจดีที่จะช่วยตามหาพระที่ถือกุญแจภายในสำนักสงฆ์แห่งนี้ เว้นแต่ว่าสกิลล์การพูดภาษาพม่าของคุณจะอยู่ในระดับที่สามารถสื่อสารได้ดี
  4. อาวุธประจำกายชิ้นสำคัญสำหรับการชมจิตรกรรมฝาผนังที่นี่คือไฟฉาย ไม่แนะนำไฟฉายที่ติดกับมือถือ เพราะกำลังไฟไม่แรงพอแน่นอน ควรพกไฟฉายแรงๆ สักอัน อาจจะเอาแบบสวมหัวก็ได้หากไม่ชอบถือไฟฉายไปถ่ายรูปไป แต่ถ้าไปกับเพื่อนอาจจะผลัดกันถ่ายผลัดกันถือไฟฉายกับเพื่อนก็ได้ เพราะมิฉะนั้นก็จะเจอสภาพแบบเดียวกับผมเจอคือกำลังไฟไม่พอนะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load