ครั้งก่อนผมพาไปชมจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างอยุธยาตอนปลายที่เมืองสะกาย ณ วัดมหาเตงดอจี กันแล้ว วัดนี้ถือว่าเป็นที่รู้จักพอสมควรในหมู่คนไทยและมีคนไทยเดินทางไปเที่ยวพอสมควร เนื่องจากตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองมัณฑะเลย์ แต่วัดที่จะพาไปชมวันนี้ต่างออกไป แม้จะมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างกรุงเก่าเช่นเดียวกับวัดมหาเตงดอจี แต่คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักวัดนี้ อีกทั้งที่ตั้งของวัดนี้อยู่ในเมืองที่ไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยวหลักอีกด้วย ซึ่งภาพที่จะนำมาให้ชมกันคือ ‘กู่วุดจีกูพญา’ ณ สำนักสงฆ์หมั่นกินจอง

การค้นพบจิตรกรรมฝาผนังอยุธยาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ คุณอรวินท์ ลิขิตวิเศษกุล นักวิชาการชาวไทยท่านหนึ่งได้ยินคำบอกเล่าว่า มีนักวิชาการชาวพม่านาม จอง แซน วิน ซึ่งเป็นคนแรกและคนเดียวที่เคยเห็นจิตรกรรมฝาผนังนี้และได้คัดลอกพร้อมกับถ่ายรูปไว้ ซึ่งท่านได้พาคุณอรวินท์ไปชม ทำให้เราทราบว่านอกจากวัดมหาเตงดอจีที่เมืองสะกายแล้ว ที่นี่ยังเป็นอีกที่หนึ่งที่มีจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างกรุงเก่าที่เมืองพม่า อย่างไรก็ดี ความรู้นี้เป็นที่รู้กันในหมู่นักวิชาการ ผมจึงคิดว่าอยากจะพาทุกท่านไปชมจิตรกรรมฝาผนังที่นี่กันครับ

วุดจีกูพญา (Wut Kyi Gu Paya) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ โกจองกู ซึ่งมีความหมายว่าคูหาที่มี 9 ห้องนี้ไม่ปรากฏว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 1960 (งานจิตรกรรมฝาผนังด้านในที่เราจะไปชมกันอยู่ร่วมสมัยกับสมัยอยุธยาตอนปลายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24) จัดเป็นกู่หรืออาคารประดิษฐานพระพุทธรูป ถ้าเป็นบ้านเราน่าจะเป็นอาคารประมาณวิหารหรืออุโบสถ ที่ต่างคือภายในอาคารหลังนี้มีการแบ่งห้องออกเป็น 9 ห้อง โดยห้องตรงกลางเป็นห้องสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ในขณะที่ห้องอื่นๆ ปรากฏร่องรอยของฐานที่น่าจะเคยตั้งพระพุทธรูปขนาดเล็กเอาไว้

เนื่องจากอาคารหลังนี้ปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว ภายในจึงค่อนข้างรก ยิ่งดูจากด้านนอก อาคารหลังนี้ดูเป็นอาคารธรรมดาๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซ้ำยังอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ถ้าไม่รู้ว่าข้างในมีของดีที่หาดูได้ยากล่ะก็ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครคิดจะขวนขวายหาวิธีเข้าไปข้างในแน่ๆ

พอเข้าไปข้างในได้เราก็จะเจอสภาพรกๆ ภายในอาคาร พอเราเดินเข้าไปในห้องตรงกลางก็จะพบพระพุทธรูปศิลปะพม่าตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ล้อมรอบด้วยจิตรกรรมฝาผนังสมัยนยองยาน ที่แม้จะสวยงามพอใช้ได้แต่ก็สามารถพบเห็นได้มากในประเทศนี้

วุดจีกูพญา

แล้วของที่เราตามหาอยู่ที่ไหนล่ะ ให้เดินย้อนกลับมาที่ห้องแรกที่เราเดินเข้าไปแล้วเริ่มส่องไฟฉายไปรอบๆ สมบัติล้ำค่าที่เราตามหาก็จะปรากฏสู่สายตาในทันที

ภาพจิตรกรรมที่เขียนอยู่ภายในนี้ต่างจากวัดมหาเตงดอจีอยู่พอสมควร แม้เราจะพบจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยาและจิตรกรรมแบบลูกผสมอยุธยา-พม่าเช่นเดียวกัน แต่จิตรกรรมที่เมืองสะกายเหลือแต่ภาพที่ไม่เล่าเรื่อง ในขณะที่จิตรกรรมที่เมืองมินบูนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและทศชาติชาดก รวมไปถึงภาพนรก แต่เราคงพูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างในไม่ไหว ไม่งั้นจะกลายเป็นรายงานวิชาการไปซะก่อน เพราะฉะนั้น เรามาลองดูกันดีกว่าว่าบนฝาผนังของอาคารหลังนี้ จิตรกรเมื่อครั้งกรุงเก่าแอบซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง

อ๊ะ แต่ก่อนอื่น เนื่องจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่นี่ออกจะดูได้ลำบาก เนื่องจากข้างในอาคารหลังนี้มีการแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ถึง 9 ห้อง เพื่อให้ผู้อ่านที่อยากจะตามไปดูของจริงสามารถหาภาพที่ผมพูดถึงได้ง่ายขึ้น เวลาเข้าไปชมให้นับในใจว่าเราอยู่ในห้องที่เท่าไหร่ โดยนับจากห้องแรกที่เราเข้าไปเป็นห้องที่ 1 และเดินเวียนขวาแบบเดียวกับเวลาเราเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์หรือเจดีย์เลยครับ

วุดจีกูพญา

ที่นี้ เราไปชมของจริงกันดีกว่า

เรามาเริ่มกันที่ห้องแรกก่อนเลย มองขึ้นไปข้างบนเราจะพบฉากที่เราคุ้นเคยในจิตรกรรมไทย นั่นก็คือฉากพุทธประวัติตอนมารผจญนั่นเอง ถ้าบ้านเราจะเจออยู่ที่ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธานในโบสถ์หรือวิหาร แต่ที่เมืองพม่านี้ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการวาดฉากนี้ แต่ที่มันน่าสนใจเป็นวิธีการวางแม่พระธรณีนี่ล่ะ แม้ว่าทั้งเราทั้งเขาต่างก็มีพระแม่ธรณีเหมือนกัน แต่ของเราพระแม่ธรณีจะอยู่ใต้พระพุทธเจ้า (บางทีจะมีหน้ากาลอยู่ใต้พระแม่ธรณีด้วย) มีกองทัพพญามารเข้ามาทั้งสองข้าง โดยฝั่งหนึ่งคือพญามารบุก อีกฝั่งคือพญามารพ่าย

แต่ของพม่าแม่พระธรณีจะอยู่ด้านข้างพระพุทธเจ้าโดยมีกองทัพพญามารเข้ามาด้านเดียว เรียกได้ว่าเปิดด้วยฝีมือช่างไทยกันเลยทีเดียว แต่อาจต้องดูดีๆ เพราะส่วนที่เหลือคือพระแม่ธรณีครึ่งองค์ หน้ากาล และกองทัพมาร 2 ฝั่ง (ซึ่งเหลือเฉพาะส่วนล่างเช่นกัน) ซึ่งถ้าสมบูรณ์อยู่น่าจะอลังการมากแน่ๆ

วุดจีกูพญา

ไม่หมดเท่านั้น ครั้งที่แล้วผมนำเสนอพระอดีตพุทธเจ้าเรียงแถวที่วัดมหาเตงดอจี แต่ที่ห้องแรกนี้มีแถวเทพชุมนุม ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปตามวัดเช่นเดียวกัน เทพชุมนุมก็คือภาพเทวดาหลากหลายกลุ่มเรียงแถวกำลังทำท่าพนมมือ ซึ่งภาพเช่นนี้ไม่มี! ในศิลปะพม่า กระนั้น ถ้าลองสังเกตภาพนี้ดูจะพบว่ามีการปรับปรุงภาพนี้เล็กน้อย โดยมีฝีมือช่างพม่ามาร่วมเขียนภาพนี้ด้วย หน้าตาเทวดาเลยดูคล้ายเทวดาพม่ามากกว่าเทวดาไทย

วุดจีกูพญา

ภาพที่น่าสนใจถัดมาอยู่ในห้องที่ 3 เป็นภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แม้ฉากนี้เราจะพบในจิตรกรรมฝาผนังพม่าเช่นกัน แต่ที่อยากจะให้ดูคือองค์ประกอบของภาพครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นลักษณะของพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยมีรัศมีเปลวไฟอยู่ที่บริเวณพระเศียรก็ดี หรือกรอบด้านนอกที่มีเส้นหยักฟันปลาที่เรียกว่าเส้นสินเทาก็ดี ล้วนเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอยุธยาตอนปลาย ซึ่งพบที่วัดมหาเตงดอจีเช่นเดียวกัน ใครสนใจลองไปดูคอลัมน์อารามบอยตอน แกะรอยช่างอยุธยาสมัยกรุงแตกที่ ‘วัดมหาเตงดอจี’ วัดสัญชาติพม่าศิลปะไทย

วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา

ภาพนรกของพม่าไม่เหมือนของบ้านเรา บ้านเราจะชอบเขียนแทรกอยู่ตามฉากไตรภูมิบ้าง ชาดกบ้าง แต่ที่พม่าจะแทรกอยู่ได้หลายที่ ส่วนใหญ่มักวาดอยู่บริเวณขอบล่างของผนัง แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนรกที่นี่ไม่เหมือนใคร อาจจะเรียกได้ว่าจุดที่เด่นที่สุดของภาพนรกที่นี่อยู่ ณ ห้องที่ 6 เพราะที่ผนังด้านล่างมีข้อความอยู่ 2 แถว แถวบนเป็นภาษาพม่า ซึ่งผมไม่กระดิก อ่านไม่ออกเลย แต่แถวล่างเป็นภาษาไทย ย้ำว่าภาษาไทยจริงๆ ครับ เขียนว่าสังคา_ต_รก แม้จะไม่ครบ แต่คำคำนี้น่าจะหมายถึง สังฆาฏนรก 1 ใน 8 นครขุมใหญ่ สังฆาฏนรก แปลว่า นรกภูเขาบดขยี้ เป็นนรกที่บรรดาสัตว์นรกจะถูกบดขยี้จากภูเขา 2 ลูกที่จะกลิ้งเข้าหากัน น่าเสียดายว่าภาพบริเวณนี้อยู่ในสภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เรายังพอเห็นภูเขาทางฝั่งขวาที่แสดงถึงภูเขาที่มาบดขยี้บรรดาสัตว์นรกในสังฆาฏนรกได้

วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา

สำหรับภาพต้องสงสัยที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรกจะอยู่ในห้องที่ 7 ถัดจากห้องที่มีภาพนรกเลยครับ พอเดินเข้าไปให้หันหลังกลับมองไปทางขวาของทางที่เดินเข้ามา เราจะพบภาพบุคคลชั้นสูงแต่งกายคล้ายกษัตริย์ประทับอยู่บนหลังช้างพร้อมกับองครักษ์ ภาพนี้น่าสงสัยยังไง ลองสังเกตเครื่องแต่งกายของคนที่อยู่บนช้างดีๆ เครื่องทรงของพระองค์แตกต่างจากเครื่องแต่งกายแบบพม่าที่ช่วงเวลาเดียวกันอย่างชัดเจน ท่านมีผิวสีเข้ม สวมพระมาลาปีกสีดำ สวมฉลองพระองค์สีดำ (ถ้าใครนึกไม่ออก ให้นึกภาพชุดเกราะกษัตริย์ในหนังของท่านมุ้ยดูครับ)

ในขณะที่ถ้าเป็นเครื่องทรงกษัตริย์พม่าปกติจะทรงพระมาลาทรงกรวย เจาะพระกรรณใส่กุณฑล เสื้อคลุมยาวแขนยาว ซึ่งชวนให้สงสัยว่าหรือบุคคลในภาพนี้จะไม่ใช่คนพม่า แต่เป็นคนไทย อาจเป็นไปได้ว่าจิตรกรชาวกรุงเก่าต้องการบันทึกภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์พระองค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของเรา เอาไว้บนผนังวัดพม่าก็ได้

วุดจีกูพญา

วุดจีกูพญา

นอกจากวัดมหาเตงดอจีและกู่วุดจีกูพญาแห่งนี้ ปัจจุบันเรายังไม่พบหลักฐานของจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างกรุงศรีอยุธยาในเมืองพม่าเลย (แต่ถ้าเป็นเจดีย์หรือพระพุทธรูปนี่มีนะ พบทั้งตอนกลางของพม่า เช่น สะกาย หรือทางใต้ติดกับชายแดนไทย เช่น ทวาร) แต่ก็ไม่แน่นะว่าในอนาคตอาจจะมีการค้นพบใหม่ๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าบรรพบุรุษของเราเมื่อ 200 กว่าปีก่อนเมื่อเขาถูกกวาดต้อนไปอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศเมียนมากันบ้าง

เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหนักสงฆ์หมั่นกินจองนี้ตั้งอยู่ในเมืองมินบู ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองมักเว อารมณ์เหมือนกรุงเทพฯ-ธนบุรี แต่ฝั่งเมืองมักเวมีที่พักให้เลือกพอสมควรและสามารถหาแท็กซี่สำหรับเดินทางไปชมสถานที่แห่งนี้ได้ง่ายกว่า ถ้าใครจะไปแนะนำให้นอนที่ฝั่งมักเว
  2. สำนักสงฆ์หมั่นกินจองตั้งอยู่ใกล้กับวัดชินพูมินพู (Shinpu Minpu Pagoda) ดังนั้น ถ้าบอกแท็กซี่ว่าจะไปวุดจีกูพญา รับประกันว่าไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าบอกชื่อวัดใกล้ๆ หรือสำนักสงฆ์ยังพอจะได้ลุ้นมากกว่า
  3. เนื่องจากอาคารหลังนี้ปัจจุบันไม่ถูกใช้งานแล้วจึงต้องให้พระมาเปิดประตูให้ ดังนั้น จึงควรเผื่อเวลาและเผื่อใจหากพระท่านไม่อยู่ เราก็จะอดดูอย่างแน่นอน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีคนขับแท็กซี่ใจดีที่จะช่วยตามหาพระที่ถือกุญแจภายในสำนักสงฆ์แห่งนี้ เว้นแต่ว่าสกิลล์การพูดภาษาพม่าของคุณจะอยู่ในระดับที่สามารถสื่อสารได้ดี
  4. อาวุธประจำกายชิ้นสำคัญสำหรับการชมจิตรกรรมฝาผนังที่นี่คือไฟฉาย ไม่แนะนำไฟฉายที่ติดกับมือถือ เพราะกำลังไฟไม่แรงพอแน่นอน ควรพกไฟฉายแรงๆ สักอัน อาจจะเอาแบบสวมหัวก็ได้หากไม่ชอบถือไฟฉายไปถ่ายรูปไป แต่ถ้าไปกับเพื่อนอาจจะผลัดกันถ่ายผลัดกันถือไฟฉายกับเพื่อนก็ได้ เพราะมิฉะนั้นก็จะเจอสภาพแบบเดียวกับผมเจอคือกำลังไฟไม่พอนะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อ พ.ศ. 2531 หรือ 33 ปีที่แล้ว สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากปราสาทหินพนมรุ้ง ทับหลังที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนามคืนให้กับประเทศไทย ทับหลังที่ทำให้เกิดเพลง ทับหลัง ของวงคาราวที่มีเนื้อเพลงติดหูว่า “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” 

และใน พ.ศ. 2564 สหรัฐอเมริกาได้ส่งคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลับลอบนำออกนอกประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือ ‘ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์’ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ‘ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น’ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่หรือคนที่สนใจจริงๆ แทบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อปราสาทสองแห่งนี้มาก่อนแน่ๆ ผมเลยจะขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองแห่งกันครับ

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Facebook Royal Consulate-General Los Angeles

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับปราสาททั้งสองหลัง ขอเล่าเรื่องการทวงคืนทับหลังทั้ง 2 ชิ้นนี้แบบย่อๆ สักเล็กน้อยครับผม

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเริ่มจากกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งนำโดย นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ และนักวิชาการอิสระกลุ่มหนึ่งได้พบเบาะแสของทับหลังทั้งสองชิ้น ในระหว่างการติดตามทวงคืนประติมากรรมสำริดจากกรุประโคนชัย โดยพบทับหลังทั้งสองชิ้นจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ชอง-มุน ลี (Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture) ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งทับหลังทั้งสองชิ้นมีป้ายระบุชัดเจนว่ามาจากปราสาทแห่งใด เช่น ปราสาทหนองหงส์ (Place of Origin : Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram Province) หรือปราสาทเขาโล้น (Place of Origin : Northeastern Thailand, Khao Lon Temple, Sa Kaeo Province) ประกอบกับหลักฐานเป็นภาพถ่ายเก่าของทับหลังทั้งสองชิ้นเมื่อครั้งยังประดิษฐานอยู่ที่ปราสาท จึงถือเป็นหลักฐานชั้นดีที่นำไปสู่การทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมายังประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม รูปถ่ายที่จะใช้ในการทวงคืนนั้นจะต้องถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 นะครับ เพราะเป็นปีที่มีการออก พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดังนั้น ถ้าโบราณวัตถุใดก็ตามที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศก่อนหน้านี้ก็ทวงคืนไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้ออก ซึ่งรูปถ่ายทั้ง 2 ภาพถ่ายหลัง พ.ศ. 2504 ทั้งคู่ จึงใช้ในกระบวนการนี้ได้

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ 
ภาพ : หนังสือโครงการและรายงาน การสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เล่ม 2 พ.ศ. 2502 หน้า 34
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ทับหลังจากปราสาทเขาโล้น 
ภาพ : หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี หน้า 30

ทับหลังทั้งสองชิ้น ทั้งทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ต่างเป็นทับหลังในศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16 ด้วยกันทั้งคู่ เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันอายุของปราสาทที่ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้เคยอยู่ โดยทับหลังจากปราสาทหนองหงส์นั้นมีรูปพระยม เทพเจ้าแห่งความตาย และเทพประจำทิศใต้ประทับบนหลังกระบือ พาหนะของพระองค์ อยู่เหนือหน้ากาลซึ่งกำลังคายท่อนพวงมาลัย ประดับด้านบนและด้านล่างของทับหลังด้วยลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

ส่วนทับหลังจากปราสาทเขาโล้นนั้นมีหน้ากาลเหมือนกัน แต่ด้านบนเปลี่ยนเป็นรูปเทวดานั่งชันเข่าแทน (บางคนตีความว่าเป็นพระอินทร์ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะไม่ได้ขี่เทพพาหนะอย่างช้างเอราวัณ และของในมือก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นวัชระหรือไม่) และหน้ากาลนั้นเปลี่ยนจากคายท่อนพวงมาลัยเป็นคายก้านขดม้วนต่อเนื่องออกมาแทน ส่วนด้านบนก็ประดับลายกระหนกใบไม้ตั้งขึ้นและใบไม้ห้อยลงเช่นเดียวกัน

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture

เราทำความรู้จักกับทับหลังทั้งสองแล้ว ทีนี้ได้เวลาไปชมปราสาททั้งสองแห่งแล้วครับ

แม้ว่าทั้งปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นจะตั้งอยู่คนละจังหวัด ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ปราสาททั้งสองหลังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือที่ตั้งครับ ปราสาททั้งสองหลังตั้งอยู่บริเวณช่องตะโกของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งช่องตะโกนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายช่องเขาที่เชื่อมต่อพื้นที่ลุ่มน้ำมูลในประเทศไทยและโตนเลสาบในประเทศกัมพูชา โดยปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่บนบนขอบที่ราบสูง ส่วนปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่บนต้นทางที่ราบลุ่ม ลงจากเขตที่ราบสูงเพื่อเดินทางต่อไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทสำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งพบจารึกสำคัญที่เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณเอาไว้ และมุ่งสู่เขตกัมพูชาต่อไป ดังนั้น ปราสาททั้งสองหลังจึงเหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างสองดินแดน มีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่อดีตกาลนับพันปีมาแล้ว

โดยปราสาทหนองหงส์เป็นปราสาทสร้างด้วยอิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานไพทีเดียวกันเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซี่งถือเป็นทิศมงคล มีปราสาทประธานตั้งอยู่ตรงกลางและถึงแม้จะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์กว่าปราสาทบริวารทั้งสองหลัง เพราะยังเหลือส่วนชั้นซ้อนด้านบนอยู่บ้าง แต่ทับหลังซึ่งเคยมีอยู่กับปราสาททั้ง 3 หลังนั้นไม่ปรากฏแล้ว

ทับหลังรูปพระยมทรงกระบือที่ได้คืนมาครั้งนี้เดิมอยู่ที่ปราสาทหลังทิศใต้ (ถ้าหันหน้าไปหากลุ่มปราสาทจะอยู่ทางซ้าย) ส่วนทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและทับหลังรูปพระอินทร์ยังคงสูญหายไป ด้านหน้ากลุ่มปราสาทมีวิหาร (นิยมเรียกกันว่าบรรณาลัย) ตั้งอยู่หน้าปราสาทบริวารหลังทิศใต้ กลุ่มอาคารทั้งหมดมีกำแพงล้อมรอบ โดยมีโคปุระหรือประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ก็คือด้านหน้าและด้านหลังนั่นเอง

การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
การเดินทางกลับบ้านของทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น จากซานฟรานฯ สู่อีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

ในขณะที่ปราสาทเขาโล้นตั้งอยู่ยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่งชื่อว่าเขาโล้น ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์ปราสาทเขาโล้น เป็นกลุ่มปราสาท 4 หลังเรียงตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แถวหน้ามี 3 หลังและแถวหลังมีอีก 1 หลัง แต่ปัจจุบันพังทลายไปจนหมด คงเหลือเพียงปราสาทประธานหลังกลางเพียงหลังเดียวในสภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือชั้นซ้อนด้านบนเล็กน้อย ทับหลังรูปเทวดานั่งชันเข่าเหนือหน้ากาลที่ได้คืนมาเดิมอยู่ที่ปราสาทหลังนี้ครับ 

นอกจากจำนวนปราสาทจะมากกว่าปราสาทหนองหงส์ซึ่งมี 3 หลังแล้ว ที่ปราสาทเขาโล้นแห่งนี้ยังมีจารึกโบราณอยู่ที่กรอบประตูทางเข้า โดยในจารึกมีการระบุศักราช ซึ่งเมื่อแปลงเป็นพุทธศักราชแล้วจะตรงกับ พ.ศ. 1559 สอดคล้องกับอายุของทับหลังจากปราสาทหลังนี้ที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 เลยครับ

เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
เรื่องราวของทับหลัง 2 ชิ้น และการเดินทางกลับปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ และปราสาทเขาโล้น สระแก้ว ปราสาทหินที่บอกเล่าประวัติศาสตร์แดนอีสาน
ภาพ : ทศพล นามปัญญา

และการทวงคืนทับหลังทั้งสองชิ้นนี้กลับมาสู่มาตุภูมิ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทวงคืนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอีกหลายชิ้นที่ไปตกอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ รวมไปถึงในร้านประมูลโบราณวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น แม้บางชิ้นจะมีป้ายที่ระบุชัดเจนถึงสถานที่ตั้งเดิมของโบราณวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ยังมีอีกมากที่ป้ายระบุเพียงข้อมูลอย่างกว้างๆ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะร่วมมือกันรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้โบราณวัตถุเหล่านั้นได้กลับมายังสถานที่ซึ่งพวกเขาเคยอยู่อีกครั้ง

เกร็ดแถมท้าย

  1. ปราสาทขอมนั้นแม้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน แต่จริงๆ แล้วยังพบในภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางและภาคตะวันออก เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณได้เป็นอย่างดี
  2. ทับหลังถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญและมักเป็นชิ้นที่มีความสวยงามที่สุดในปราสาทหินควบคู่ไปกับหน้าบัน นอกจากความสวยงามแล้ว ทับหลังยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยในการกำหนดอายุของปราสาทอีกด้วย
  3. นอกจากทับหลังที่เราได้คืนมาแล้ว ที่ปราสาทหนองหงส์ยังมีโบราณวัตถุน่าสนใจอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโกลนทับหลัง (ทับหลังที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ) ชิ้นส่วนหน้าบัน ฐานรูปเคารพฯ ซึ่งได้จากการขุดศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2545 และปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load