อเล็กซานเดอร์ ไซม่อน เรนเดลล์ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ อเล็กซ์ เรนเดลล์

เป็นชายหนุ่มวัย 29 ปี ที่มีชีวิตน่าสนใจมาก

ชีวิตในวงการบันเทิงของเขามีสีสันแบบยากจะมีใครเหมือน

เข้าวงการบันเทิงตอน 4 ขวบ ช่วงเวลา 3 ปี เล่นหนังโฆษณาไป 40 ตัว

เล่นละครครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ และเล่นอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

เซ็นสัญญากับช่อง 3 ตอนอายุ 16 ปี

ในจุดที่จะเปลี่ยนผ่านจากดาราเด็กสู่พระเอก เขาถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของช่องที่คนพากันจับตา แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า เขาต้องเสียน้ำตาไปกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากโลกออนไลน์ จนถูกผู้จัดถอยไปเล่นบทพระรอง

นั่นเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เขาหันไปตั้งใจเอาดีในด้านการแสดง

ตอนนี้เขาอยู่ในวงการบันเทิงมา 25 ปี เขาคิดและใช้ชีวิตไม่เหมือนคนในวงการบันเทิงส่วนใหญ่

ชีวิตในวงการสิ่งแวดล้อมของเขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

เขาสนใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

เขาทำองค์กรชื่อ Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand) ทำค่ายสิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับเยาวชน ไปทั้งป่าและทะเล

4 ปี เขาทำไป 117 ค่าย ถ้าคุณอยากส่งลูกหลานมาค่าย EEC ต้องตั้งใจจองพอๆ ซื้อบัตรคอนเสิร์ตวงเกาหลี

ไม่แปลกถ้าคุณจะไม่รู้จัก EEC เพราะอเล็กซ์สนใจสร้างงาน มากกว่าสร้างภาพ

ถ้าเอาคำของเขาก็ต้องบอกว่า “ถ้าเราพอใจกับสิ่งที่เรามี ก็ไม่จำเป็นต้องอวดใคร เรามีความสุขคนเดียวได้”

เขาเชื่อเรื่องการสร้างคนและปลูกฝังความคิดที่ดีให้กับเด็กๆ เขาว่า

“นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่มีอะไรจะยั่งยืนไปกว่าการเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์อีกแล้ว”

หล่อ

ถ้าชอบความคิดเขา ไม่ต้องกรี๊ด

“ถ้ามีคนมากรี๊ดแล้วบอกว่าเราหล่อมาก กับคนนั่งเฉยๆ แล้วตบมือด้วยความชื่นชม ผมเลือกอันหลังนะ มันมีความหมายมากกว่า”

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ถ้าพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก คุณนึกถึงอะไร

ช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตผมคือ ช่วงตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ถ้าตัดเรื่องเรียนกับถ่ายละครออกไป ชีวิตมีแต่ฟุตบอล ซ้อมบอลทุกเย็น เคยไปเรียนโรงเรียนฟุตบอลของบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ที่อังกฤษอยู่พักหนึ่งด้วย มีของสะสมเกี่ยวกับแมนยูเต็มไปหมด ผ้าปูที่นอน ตัวตุ๊กตุ่นเล็กๆ นาฬิกา โทรศัพท์ พรม ตอนแรกเราอยู่คอนโดแล้วอยู่กันหลายคน พี่น้องต้องแบ่งห้องกัน คุณแม่ถึงขนาดไปซื้อคอนโดให้อีกห้องเพื่อเราจะได้มีห้องแมนยู เอาไว้ให้ลูกได้เล่น (หัวเราะ) แต่ผมไม่เคยได้นอนนะ มีสนามเล็กๆ โกลหนูด้วย ให้เล่นกับพี่ชาย เวลาไปอังกฤษพี่สาวก็จะบ่น เพราะเราทัวร์แต่สนามบอล

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

จุดเริ่มต้นความบ้าบอลของคุณมาจากไหน

แรงบันดาลใจในการเตะบอลมาจากพี่ชาย ที่โรงเรียนบางกอกพัฒนามีมินิลีกเล่นกันทุกวันศุกร์ตอนเช้า เรายังเล็กไป ได้แต่เชียร์ข้างสนาม อยากเล่นบ้าง พออายุครบสี่ห้าขวบคุณแม่ก็ส่งเข้าไป แล้วก็เล่นจริงจังมาก ผมเล่นบอลทีมโรงเรียนทุกระดับตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 9 ปี 10 ปี 13 ปี ไล่ไปเรื่อยๆ จนชุดใหญ่ มีการแข่งขันของโรงเรียนนานาชาติในอาเซียนชื่อ SEASAC ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ บางกอกพัฒนาไม่ได้เป็นแชมป์มานานมากแล้ว ผมติดทีมปี 2011 2012 2013 เราได้กลับมาเป็นแชมป์ 3 สมัย ไม่แพ้สักเกม ปีแรกผมติดทีม All Stars ของทัวร์นาเมนต์ ปีที่ 2 ได้เป็น MVP (Most Valuable Player – ผู้เล่นยอดเยี่ยม) ของทัวร์นาเมนต์ ปีสุดท้ายผมได้เป็นกัปตันทีม มันเป็นความภูมิใจมาก

คุณเล่นตำแหน่งไหน

ผมเริ่มจากกองหน้าแต่ไม่รอด ยิงไม่เป็น เลยมาเป็นกองกลาง เลี้ยงก็ไม่ค่อยไป เลยมาเป็นกองหลังเวิร์กสุด ผมชอบเสียบ ชอบแย่งบอล ชอบยิงไกล ผมเป็นคนที่ยิงโกลเด้นโกลพาทีมเข้ารอบบ่อยมาก ใน 3 ปีนั้นผมยิงโกลเด้นโกลไป 3 ลูก มีความทรงจำดีๆ เยอะมาก

คิดจะเอาดีด้านการเตะบอลไหม

ตอนที่ทีมอินเตอร์มิลานมาสอนบอลที่ไทย ผมไปเล่นกับเขาพักหนึ่ง ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง โค้ชทีมชาติก็ชวนผมไปลองคัดเยาวชนทีมชาติ ถ้าตอนนั้นผมเลือกทางนั้น ผมก็น่าจะเล่นได้อย่างน้อยก็กึ่งอาชีพ อาจจะอยู่ในสโมสรระดับลีก 2 ลีก 3 พอเรายิ่งโตยิ่งเล่นกับฝรั่งก็ยิ่งรู้ว่ามันไม่ได้อยู่ที่ทักษะอย่างเดียว ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้จริงๆ เราต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุสิบสองสิบสาม ต้องเข้าไปอยู่ในระบบการฝึกซ้อมและ Facility ที่ถูกต้อง ชีวิตส่วนตัวก็จะหาย แต่เราทำตรงนั้นไม่ได้ ก็เสียดาย เวลามีคนถามว่า ถ้าคุณไม่ได้เล่นละครจะทำอะไร ผมว่าไม่พ้นบอลนะ ถ้าเขาไม่เลือกผมเป็นนักฟุตบอล ผมก็ไปเป็นสตาฟฟ์ในทีมบอล ไปเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือไปเรียนเป็นนักกายภาพบำบัด หรืออะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับกีฬา

เข้ามหาวิทยาลัยแล้วยังได้เล่นฟุตบอลอีกไหม

ผมไปซ้อมกับทีมมหาวิทยาลัยอยู่พักหนึ่ง รู้เลยว่ามันไม่ได้อยู่ที่ทักษะแล้ว นักฟุตบอลพวกนี้แรงดีมาก บางคนตัวเล็กกว่าเราแต่แรงดีกว่าเรา เขาเล่นทุกวัน ก็เลยคิดว่าเราอยากไปต่อหรือเปล่า ด้วยหลายๆ อย่างที่เราทำในชีวิตทำให้รู้ว่าเส้นทางฟุตบอลของเราจบลงแล้ว เล่นเพื่อความสนุกอย่างเดียวแล้ว

อเล็กซ์ เรนเดลล์

การเล่นฟุตบอลทุกวันนี้ต่างจากเล่นสมัยเรียนเยอะไหม

ตอนนั้นเวลายิงประตูได้แล้วคนเฮทั้งสนาม มันเป็นความสุขที่หาไม่ได้อีกแล้ว ทุกวันนี้เราเล่นฟุตบอลเพื่อเอาเหงื่อ (หัวเราะ) มันไม่มีการแข่งขัน ผมชอบเล่นกับคนที่เล่นแรง ผมชอบมีการปะทะเล็กๆ น้อยๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมชอบฟุตบอลคือ เราเป็นคนชอบการแข่งขัน มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีด้วย ฝีมือด้วย

ได้อะไรจากการเล่นฟุตบอล

ผมชอบอย่างหนึ่งของฝรั่งมากเลย ฝรั่งเล่นบอลไม่เหมือนคนไทย ในเกมเขาเสียงดังกันมาก ตะโกนโวยวาย ด่าคู่ต่อสู้ ใช้จิตวิทยาในการเล่น แต่พอจบเกม รอยยิ้มมาเลย จับมือกัน กอดกัน ทุกอย่างจบในเกม ทำให้เวลาเล่นเราเสียงดังไปด้วย แต่เวลาเล่นกับคนไทยนี่เสียว เดินกลับไปที่รถจะมีใครมากระทืบเราหรือเปล่า (หัวเราะ) มันทำให้เราเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน งานคืองาน ส่วนตัวคือส่วนตัว เราจะโมโหลูกน้องเราแค่ไหน มันจบแค่งาน เราจะไม่เอากลับมาคิดมาแค้นต่อ จบแล้วก็มาพัฒนากันต่อ การมีน้ำใจนักกีฬา คุณต้องเห็นใจเขา

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ตอนเด็กๆ คุณทำงานในวงการบันเทิงด้วยความรู้สึกแบบไหน

คุณแม่ไม่ได้มองเป็นอาชีพหรือธุรกิจ มันเป็นการไปเรียนรู้สังคม ไปฝึกวินัยในการทำงาน ช่วง 4 ขวบถึงประมาณ 15 การไปกองถ่ายคือไปเล่นกับพี่ๆ อย่างเดียวเลย ผมเป็นเด็กคนเดียวในกองถ่ายทุกกอง ทุกคนจะลากไปหอมไปกอด ซื้อของเล่นมาให้ ตอนผม 8 ขวบ ไปถ่ายงานที่เชียงใหม่แล้วผมร้องไห้คิดถึงบ้าน พี่แอ้ม บรอดคาซท์ ไปหาม้ามาที่กองถ่ายให้เราขี่ จะได้ไม่ร้องไห้ เราไม่รู้สึกว่าเป็นการทำงานเลย จนเซ็นสัญญากับช่อง 3 ประมาณอายุ 16 ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้จริงๆ เราต้องเปลี่ยนความคิดแล้ว มันไม่ใช่เล่นๆ แล้วนะเว้ย

ทำไมเด็กชายอเล็กซ์ถึงได้เล่นโฆษณา 40 ตัวใน 3 ปี หน้าตาดีหรือเล่นดี

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ในแง่การแสดงเขาให้ทำอะไรเราก็ทำ ไม่ได้รู้สึกลำบาก ผมอาจจะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมั้งครับ ตอนทำงานผมไม่เคยเรียกร้อง จะดึกแค่ไหน รอนานแค่ไหน ก็ไม่เคยงอแง คุณแม่ไม่ยอมให้เรื่องพวกนี้เป็นปัจจัยในการปฏิเสธงาน เราก็เลยทำงานเต็มวันได้หลายๆ วันโดยเข้าใจว่ามันเป็นงาน ผมโชคดีที่ตอนเล่นละครผู้กำกับฝึกผมเหมือนผู้ใหญ่ เขาไม่ได้มองเราเป็นเด็ก

ยังไง

เรื่อง หัวใจและไกปืน มีวันหนึ่งต้องถ่ายซีนกลางคืน เป็นฉากบู๊ที่สำคัญ พออยู่หน้าฉากเราก็คิดแบบเด็กๆ ว่า ถ้าเรางอแงเราจะไม่ต้องทำงาน เขาคงปล่อยเรากลับบ้าน แต่อาตู่ (นพพล โกมารชุน) บอกผมว่า ทุกคนรอผมอยู่ ถ้าไม่มีอเล็กซ์ก็ทำงานกันไม่ได้ ผมก็ฮึด เล่นเสร็จอาตู่ก็เข้ามากอด เรื่องต่อๆ มาผมก็ได้ทำงานกับอาหมี พี่นก-ฉัตรชัย (เปล่งพานิช) พี่แอ้ม พี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์) ผมได้เริ่มต้นกับคนที่มาสายแสดงทุกคน ไม่ได้สอนให้เป็นสตาร์สักเท่าไหร่

อะไรทำให้คุณอยากเล่นละครให้ดี

ตอนอายุสิบห้าสิบหกผมได้ถ่ายละครเรื่อง คดีเด็ดเหตุแห่งรัก กับพี่ชาคริต (แย้มนาม) เขาเพิ่งเป็นพระเอก กำลังพีกเลย เห็นเขาแล้วก็คิดว่า ทำไมพี่คนนี้เท่จังวะ มีทางในการแสดงที่ไม่เหมือนใคร มีอยู่ช็อตหนึ่งผมต้องร้องไห้ แล้วหน้าเซ็ตเสียงดังมาก ผมร้องจนร้องไม่ได้อีกแล้ว ผมเลยขออนุญาตทุกคนไปนั่งนิ่งๆ แป๊บหนึ่ง พยายามทำอารมณ์เค้นมันออกมา พี่ชาคริตแอบมาเห็น คืนนั้นพอถ่ายเสร็จเขาก็พูดกับผมว่า I’m your biggest fan ไอไม่เคยเห็นเด็กคนไหนขอไปทำสมาธิก่อนเล่น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือผิด แค่รู้สึกว่ามันจะช่วยเราได้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพี่ชาคริตจะพูดใส่หัวผมตลอดทั้งเรื่องว่า ยูเห็นแบบนี้ไหม ยูไม่ใช่พวกนั้นนะ ยูเป็นพวกนี้ ยูต้องทำแบบนี้ ยูรู้จักโคลิน ฟาร์เรล ไหม รู้จักนักแสดงคนนั้นคนนี้ไหม ยูต้องไปศึกษางานเขา ทุกคนในกองถ่ายยอมรับฝีมือการแสดงของพี่ชาคริตมาก ผมอยากได้รับการยอมรับแบบนี้บ้าง อยากให้คนมองว่า เราเป็นนักแสดงที่ดี พอมาเซ็นสัญญากับช่อง 3 ผมก็เริ่มศึกษาเรื่องการแสดงอย่างจริงจัง

อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเรียนการแสดงกับใคร

เรียนด้วยตัวเอง ผมพยายามจะไปเรียนกับครูระดับใหญ่ๆ ของประเทศ แต่เขาไม่รับเพราะตอนนั้นผมยังไม่ดัง ก็เอาวะ ลุยเองก็ได้ เลยศึกษาเองในยูทูบ มันมี Actor Studio ที่เอานักแสดงดังๆ อย่าง โรเบิร์ต ดาวนีย์ โรเบิร์ต เดอ นีโร เอาตัวเจ๋งๆ ที่เป็นสายการแสดงจริงๆ มาสัมภาษณ์ ให้เล่าวิธีเตรียมตัว ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ช่วงนั้นผมบ้าการแสดงมาก พยายามจะเอามาใช้ในบท

หัวใจของการแสดงที่คุณค้นพบคือ

มันเป็นเรื่องการทำการบ้าน วิธีคิด การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นตัวละคร ตอนถ่ายเรื่อง สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ผมเล่นกับพี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) พอเขาเดินเข้ามาในเซ็ตก็มองกวาดไปทั่วบ้าน ตอนแรกผมนึกว่าเขาวอร์ม แต่เขามองทุกสิ่งทุกอย่าง พยายามทำให้ตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน คนดูจะได้เชื่อว่านี่คือบ้านของเขา เฮ้ย มันละเอียดกว่าที่เราคิดเยอะ

แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ ไม่มีใครที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดนักแสดงจากการเล่นละครแค่ไม่กี่เรื่องหรอก ผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ จากกองเล็กกองน้อย เราไปรับบทเล็กบทน้อย ไปเล่นบันทึกกรรม ละครตอนเช้า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ต้องเอากาวแปะจุกติดหัว กล้องฟิล์มผมก็ทัน รีโหลดผมก็ทัน ต้องรีบพูดบทให้เสร็จก่อนนาทีครึ่งไม่งั้นฟิล์มหมด ต้องใช้ห้องดำต่อฟิล์ม เราเจอการแสดงมาหลายรูปแบบเลยทำให้วันนี้เราเข้าถึงบทในทางที่ถูกได้

ตอนคุณเปลี่ยนผ่านจากดาราเด็กที่ใครๆ ก็รักมารับบทพระเอกดูเหมือนจะไม่ง่ายเท่าไหร่นะ

ผมบิลด์ตัวเองมาหลายปีแล้ว ตอนผมเล่นเรื่อง บัวปริ่มน้ำ กับพี่ปอ (ทฤษฎี สหวงษ์) พี่เข็ม (ลภัสรดา ช่วยเกื้อ) เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ผมได้รับเลือกเป็นพระเอกในเรื่องถัดไปคือ สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ตอนอายุ 17 ตอนนั้นช่อง 3 ยังไม่มีพระเอกรุ่นใหม่เลย เราเป็นคลื่นลูกใหม่คนเดียว ผมคิดว่าเรานี่แหละพระเอกคนต่อไปของวงการ ตอนแรกผมคิดว่าจะได้เป็นพระเอกละครหลังข่าว พอเป็นละครเย็นก็นอยด์ไปรอบหนึ่ง ละครออกไปแล้วเหมือนจังหวะยังไม่ใช่ เรายังเด็กไป รูปร่างเรายังไม่ใช่ ทุกอย่างมันไม่ใช่ เราโดนสังคมพูดถึงในทางลบเรื่องความไม่เหมาะสม ผู้จัดก็ไม่เอาแล้ว ให้เราไปเล่นเป็นตัวสอง เรานั่งร้องไห้ เสียศูนย์ไปพักหนึ่งเลย มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย คนไม่ได้กรี๊ดเรา เราไม่ได้ดัง

แต่วันนี้มองกลับไป มันดีมาก เหมือนนักฟุตบอลที่โดนคัดออกจากทีมในจังหวะที่ถูกต้องมาก เหมือนเลอบรอน เจมส์ หรือไมเคิล จอร์แดน เขามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะเขาเคยผ่านจุดที่ไม่ดีพอสำหรับทีมมาก่อน ผมไม่ได้เทียบตัวเองกับเขานะ (หัวเราะ) ของผมเหมือนจากที่เรากำลังลอยๆ กำลังพราวด์ในตัวเอง อยู่ดีๆ ทุกอย่างก็ฟีบ คุณไม่ใช่อะไรเลย คุณยังเป็นคนเดิม คุณยังต้องพัฒนา

อเล็กซ์ เรนเดลล์

ตอนที่พบว่าคุณยังเป็นพระเอกไม่ได้ คุณได้รับคำแนะนำอะไรบ้าง

บางคนแนะนำว่า ผมต้องทำตัวให้แตกต่าง ต้องไปซื้อแบรนด์เนม อันนี้พูดกันตรงๆ เลยนะ เวลาไปเดินห้างต้องใส่เแว่นดำให้ดูเป็นสตาร์ ทำให้ตัวเองมีราคา จะได้ขายได้ แล้วก็กินนมเยอะๆ จะได้ตัวโตๆ แต่เราดีใจมากที่เราไม่ได้ไปสายนั้น เราเอาเวลาตรงนั้นมาศึกษาการแสดงแทน ผมเห็นพี่ชาย ชาตโยดม (หิรัณยัษฐิติ) ตอนอายุ 20 ปลายๆ ขึ้นไปรับรางวัลการแสดง แล้วก็คิดว่า พี่คนนี้โคตรเท่เลย เป็นนักแสดงจริงๆ ในขณะที่คนอื่นเป็นดารา เราต้องเป็นอย่างนี้ให้ได้ คนต้องซื้อเราที่ผลงาน ไม่ใช่เพราะส่วนสูง หรือว่าไม่เอาเราเพราะองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ละครจะประสบความสำเร็จหรือไม่อาจจะไม่ได้อยู่ที่เราด้วยซ้ำ มันขึ้นกับบท การถ่ายทำ จังหวะออนแอร์ เราจะไปเครียดกับมันทำไม แต่เราควบคุมฝีมือเราได้ เราเลยมุ่งไปด้านนี้ ตอนเล่นหนังผมก็เอาเงินส่วนหนึ่งของค่าตัวไปจ้างแอคติ้งโค้ชของเราเอง

การโดนลดชั้นมาเล่นเป็นนักแสดงตัวสองมีข้อดีบ้างไหม

โชคดีที่ผมไม่ใช่นักแสดงที่ทุกคนคาดหวังว่าต้องประสบความสำเร็จ หมายความว่า ถ้ามีนักแสดงสักคนที่หล่อ องค์ประกอบครบ ช่องจะพยายามดึงส่วนนี้ออกมาสู่สังคมให้มากที่สุดผ่านละครและสื่อต่างๆ แต่ผมไม่ได้ถูกจดจำแบบนั้น ผมต้องทำงานให้หนักคนถึงจะเห็น ถึงจะได้โอกาสเล่นเรื่องต่อไป พอมาเล่นเป็นตัวสองแล้วตั้งใจศึกษาบท มีเรื่องหนึ่งของบรอดคาซท์ผมไปเล่นรับเชิญแค่ 2 ตอน เล่นเป็นเกย์ เล่นแล้วมีความสุขกับบทแบบนี้มาก อยากให้คนเอาบทแปลกๆ มาให้เล่นอีก เราได้แสดงจริงๆ ไม่ต้องห่วงหล่อ ไม่ต้องแบกภาระอะไร บางทีตัวนำก็มีเรื่องการตลาดของตัวละครเข้ามาเกี่ยวเยอะ ต้องดูดีตลอดเวลา ต้องพูดในแนวทางหนึ่ง ต้องมีแพตเทิร์นมาตรฐานบางอย่าง แต่เล่นเป็นตัวสองตัวสามเราไม่ต้องแบกภาระตรงนั้น ผู้จัดก็ให้เราไปเล่นตรงโน้นตรงนี้ บทที่เราได้ก็มีความหมายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

บทแบบไหนที่ผู้จัดจะนึกถึงคุณ

ดราม่า เวลาเจอพี่ๆ ผู้จัดเขามักจะบอกว่า เดี๋ยวรอดราม่าก่อน ได้เจอกันแน่ คอเมดี้ไม่ค่อยนึกถึง ส่วนละครฟีลกู้ดนี่ยากนิดหนึ่งสำหรับผม ตอนนี้ถ้าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับป่าไม้เขาเรียกผมหมด (หัวเราะ) ผมชอบเล่นดราม่านะ แต่เล่นแล้วโคตรเหนื่อย มันใช้อารมณ์เยอะ

มีหลักในการรับงานไหม

ทุกวันนี้ผมถึงจุดที่พอจะเลือกได้ว่าอยากทำงานนี้หรือเปล่า เมื่อก่อนผมต้องทำงานที่ไม่อยากทำเยอะมาก เขาให้ผมแต่งตัวเกาหลีขึ้นไปเต้นอยู่หลายปี ผมก็ต้องทำ บางงานไปหน้างานแล้วก็ต้องสู้กับตัวเอง เช่น งานถ่ายแฟชั่นที่ต้องโพสแบบที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา เราก็ทำมาแล้ว พี่หนุ่ม อรรถพร (ธีมากร) เคยบอกว่า อะไรที่มันไม่ใช่ก็ห่างๆ ไว้บ้าง ก็จริง ทุกคนพูดว่า นักแสดงทุกคนต้องเล่นให้ได้ทุกบท ผมไม่เชื่อ นักแสดงต้องเลือกบทที่เหมาะกับตัวเอง ที่คุณเห็นนักแสดงฮอลลีวูดเล่นบทที่หลากหลาย เขาคิดมาแล้ว เลือกแล้วเลือกอีกกว่าจะรับแต่ละเรื่อง ถ้าเอาบทที่ไกลจากตัวเรามากหรือเชื่อมโยงกับเราไม่ได้มาให้เราเล่นวันละ 30 ฉาก มันก็ไม่ใช่

คุณวางตำแหน่งของตัวเองในวงการบันเทิงไว้ตรงไหน

ผมอยากเป็นเหมือนพี่ชาย (ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) อาหนิง (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ผมเคยใช้ชีวิตแบบเป็นดารามาแล้ว เคยเข้าไปอยู่ในสังคมดารา เคยได้อะไรมาง่ายๆ เคยพยายามทำบางอย่างที่จะสร้างกระแสเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง พอถึงจุดหนึ่งก็รู้ว่าเราหลอกตัวเองมาตลอด เราไม่เหมาะกับสังคมแบบนี้ มันไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ได้ในสิ่งที่เราให้ไปทั้งหมด เราไม่ได้ความจริงใจกลับมา เราเต็มที่กับใคร สุดท้ายเขาก็มองเราเป็นการแข่งขันอยู่ดี ทุกวันนี้ผมไปกองถ่ายแล้วก็กลับบ้าน ถ้าเป็นเพื่อนๆ นักแสดงที่ไม่ได้สนิทกันจริงๆ ชวน ผมก็เลือกไปกับกลุ่มเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันมากกว่า วันว่างก็อยากอยู่กับครอบครัว

อเล็กซ์ เรนเดลล์

สังคมแบบดาราที่คุณไม่ชอบเป็นยังไง

ตอนอายุ 16 ผมเซ็นสัญญากับช่อง 3 ช่วงนั้นผมเล่นซิตคอมเป็นประจำ มีรายได้เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ไม่ได้ขอเงินคุณพ่อคุณแม่แล้ว ยุคนั้นจ่ายค่าตัวเป็นซองเงินสด เสร็จงานเราจะได้ซองที่ข้างในมีเงินเป็นปึกๆ ผมก็ไปซื้อตู้เซฟมา เอาเงินเก็บไว้ในนั้น ทุกอย่างดูง่ายมาก ตอนเด็กๆ ผมไปร้องเพลงตามสวนน้ำลีโอแลนด์ เขาให้ค่าตอบแทน 3,000 5,000 แต่วันที่ผมมาทำงานกับช่อง 3 เขาให้เราเดินในงานแป๊บเดียวได้หมื่นห้า สำหรับเรามันเยอะมาก ทำแค่นี้เนี่ยนะ มันมีงานแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ มันเป็นความพราวด์ที่ทุกอย่างมาเร็ว มาง่าย

เราต้องเข้าห้างไปซื้อแบรนด์ดังๆ ซื้อกระเป๋าสตางค์ ซื้อเข็มขัดที่โชว์ให้เห็นว่าเรามีมันได้นะเว้ย พยายามไปกินข้าวกับคนนั้นคนนี้ ไปมีหน้ามีตาในสังคม ไปเป็นที่ยอมรับของพรรคพวก พยายามอยู่ในสังคมที่ทำให้ทุกคนรับรู้ว่าเรามีอะไร มันเป็นการกระทำที่เราอาจจะยังไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีในตอนนั้น อาจจะยังคิดไม่เป็น ถ้าเราพอใจจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปอวดใคร เรามีความสุขคนเดียวได้ มารู้ตัวอีกทีไม่มีเงินเหลือแล้ว ใช้เที่ยวหมด เราเจอเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่พบว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่ เลยถอยออกมาตั้งหลัก หาจุดยืนใหม่ของตัวเอง ก็คือเรื่องการแสดง ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผมไม่สามารถใส่เข็มขัดมีโลโก้ที่เคยซื้อมาได้แล้ว มันไม่ใช่แล้ว

คุณเริ่มพอใจกับชื่อเสียงของตัวเองเมื่อไหร่

เอาตรงๆ เลยนะ ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็เป็นที่รู้จักของสังคมแล้ว เมื่อก่อนตอนแปดเก้าขวบสิ่งที่ผมต้องทำเวลาไปห้างคือคุณพ่อคุณแม่จะพาไปถ่ายสติกเกอร์กับแฟนคลับ เพราะยุคนั้นเขาเน้นถ่ายสติกเกอร์กับขอลายเซ็น มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ตอนเด็กๆ ผมไปเข้าค่ายของโรงเรียนพร้อมโรงเรียนไทย เป็นช่วงที่ละครกำลังออก คนมารุมถ่ายรูปผมเยอะมาก เราไม่ชอบความรู้สึกที่ต่างจากเพื่อน เพื่อนฝรั่งมันไม่รู้ว่าเราเล่นละคร

แต่ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงจริงๆ เมื่อสองสามปีนี้เอง มันเริ่มอยู่ตัวในการเป็นนักแสดง ก่อนหน้านี้เราดังเป็นช่วงๆ ถ้าละครประสบความสำเร็จก็ดัง ละครไม่มีก็หาย ปีนี้หลังจากคมแฝกออก เหมือนเราได้ก้าวขึ้นมาอีกระดับ คนเห็นเราในบทที่โตขึ้น คนก็จะเข้ามาทักมากขึ้น แต่ไม่ได้ดังแบบมีคนมากรี๊ดนะ แฟนคลับผมจะเป็นป้าๆ เยอะ เขาเห็นเรามาตั้งแต่เด็ก มีความเอ็นดู ผมจะเล่นละครกี่เรื่องๆ เขาก็ยังจำว่าผมเล่นเป็นลูกพี่หนุ่ย อำพล (ลำพูน)

คุณอยากถูกจดจำว่าเป็นนักแสดงแบบไหน

ด้วยวัยของเรา ก็ยังต้องแต่งหน้าทำผมทำตัวให้ดูดีไปออกอีเวนต์ ต้องเป็นตัวแทนของหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง แต่ในระยะยาว ผมอยากเป็นเหมือนนักแสดงต่างประเทศที่ยิ่งอายุเยอะยิ่งเก๋า ยิ่งมีค่า คนยิ่งอยากทำงานด้วย ยิ่งให้เกียรติเคารพในสิ่งที่ทำมา บ้านเราความสนใจของคนมักจะอยู่ที่ช่วง 10 ปีของนักแสดงที่ได้รับบทพระเอก ในวันที่เขาหมดแล้ว เขาก็คงเลี้ยงตัวเองได้ทั้งชีวิต แต่เขาไม่ได้รับการเคารพในทางที่ผมอยากให้คนยอมรับ ผมอยากให้คนบอกว่า เราชอบพี่อเล็กซ์แสดง ถ้ามีคนมากรี๊ดแล้วบอกว่าเราหล่อมาก กับคนนั่งเฉยๆ แล้วตบมือด้วยความชื่นชม ผมเลือกอันหลังนะ มันมีความหมายมากกว่า เพราะเราทำงานหนักเพื่อสิ่งนี้ ผมเวอร์ไปไหมครับ (หัวเราะ)

ทำไมถึงไม่มีผู้จัดการติดตัว

ผมไม่ชอบให้มีคนติดตาม เคยพยายามมีหลายรอบแล้ว แต่สุดท้ายเราเป็นคนดูแลเขา ก็เลยไปเองคนเดียวดีกว่า บางทีไปงานอีเวนต์ต่างจังหวัดผมก็นั่งเครื่องบินไปเองคนเดียว จากสนามบินก็นั่งรถไปที่ห้างเอง ไปติดต่อคนจัดเอง หาทางบินกลับเอง อยู่คนเดียว ไม่คุยกับใครทั้งวัน ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นตลอด ถ้าจะหาคนมาทำงานติดตัวเรา ต้องรู้ใจกันจริงๆ เพราะผมค่อนข้างจุกจิกกับการทำงาน

เวลาว่างทำอะไร

แทบจะไม่ว่างเลย สองสามปีนี้เราทำงานเยอะที่สุดในชีวิตแล้ว เราจับงานหลายอย่างเกินไปนิด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็ว เวลาเราอยู่กรุงเทพฯ ความคิดเราแล่นตลอดเวลา คิดอยากทำโน่นทำนี่ มารู้ตัวอีกทีโปรเจกต์เต็มมือไปหมด เวลาว่างก็เลยต้องไปต่างประเทศจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องงาน เพราะถ้าผมไปดำน้ำที่สิมิลันผมจะนึกถึงเด็กตลอด เพราะมันเป็นที่ทำงานของ EEC เห็นปลาก็จะคิดว่า ถ้าเด็กได้เจอคงชอบเนอะ

งานที่ว่าคือ

มีทั้งละคร ท้ั่ง EEC พอทำ EEC ก็มีงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้ามา ไปประชุม มีองค์กรโน้นโรงเรียนนี้เชิญไปพูด ไปเป็นวิทยากร ไปถ่ายงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไปช่วยงานสารคดีบ้าง ซึ่งไม่ใช่งานที่โด่งดังหรืองานในสื่อหลักเลย เราอยากช่วยทุกคนจนรับปากไปหมด ก็เลยเหนื่อย แต่ทำแล้วโอเค

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ คุณไปที่ไหน

เมื่อก่อนก็ไปญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา หลังๆ ผมไปแต่อุทยานแห่งชาติ ไปประเทศไหนก็หาว่ามีอุทยานแห่งชาติที่ไหนบ้าง ปีหน้าผมจะพาทั้งบ้านไปอเมริกา ก็นั่งวางแผนว่าจะไปอุทยานแห่งชาติ 10 แห่ง มาถึงจุดนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) หลังจากนี้ก็อยากไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เป็นธรรมชาติ อยากไปเปรู โบลิเวีย อาร์เจนติน่า อิหร่าน อินโดนีเซีย ไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเริ่มเที่ยวธรรมชาติตั้งแต่เมื่อไหร่

10 ขวบ ตอนนั้นมีคนชวนผมไปทำเดโมรายการเกี่ยวกับธรรมชาติ เลยชวนกันไปทำความรู้จักกันก่อนที่เขาใหญ่ สุดท้ายรายการนี้ก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่การทำเดโม ผมก็ไม่รู้ว่ามันล้มไปที่ขั้นตอนไหน แต่มันทำให้ผมได้ไปเดินป่ากับครูกต (อลงกต ชูแก้ว) ครูดูแลช้างป่าขาเจ็บชื่อติงลู ครูต้องออกไปให้ยาติงลู ไปจุดเดิมทุกวัน เรียกติงลูออกมา ครูให้ผมเอาเม็ดยายัดเข้าไปในกล้วย แล้วบ้วนน้ำลายใส่กล้วยเพื่อให้มันจำกลิ่นเรา โยนไปทางขวาก็พูดขวา โยนไปทางซ้ายก็พูดซ้าย ให้มันเชื่อง จะได้ยอมให้เรารักษา กลับมาผมก็เอากล่องไปช่วยระดมทุนที่ช่อง 3 ในกองถ่าย เวลานึกถึงธรรมชาติผมก็จะนึกถึงครูกตที่เคยพาเราเข้าไปรักษาช้างในป่า สนุกดี

สนุกยังไง

ครูกตเป็นคนจำแนกช้างทั้งหมดในเขาใหญ่ เขารู้ว่าตัวนี้ลูกใคร ครอบครัวมันมีตัวไหนบ้าง รู้ว่าตัวไหนแก่สุด ตัวไหนใหญ่สุดในเขาใหญ่ รอยตีนที่เห็นก็รู้ว่าของตัวไหน เพราะช้างจะดูแลพื้นที่ของมัน เขาก็จะรู้ว่ารัศมีนี้ใครดูแล เขาควบคุมช้างป่าได้ ช้าง 2 ตัวกำลังจะต่อสู้กัน เขาทำเสียงมัวๆๆๆ มันก็ถอย เราเห็นกับตา สิ่งที่เขาทำกับช้างมันเจ๋งมาก เราได้ใกล้ชิดกับช้างป่าจริงๆ เป็นการเปิดโลกของเราในช่วงนั้น

คุณใช้ชีวิตแบบนั้นนานแค่ไหน

ประมาณ 2 ปี ถึงจะไม่มีรายการ แต่คุณแม่เห็นว่าเราชอบ คุณแม่ก็ชอบ อยากให้เราได้เรียนรู้แบบนี้ เลยพาไปหาครูกตที่เขาใหญ่เรื่อยๆ จนครูกตไปเรียนต่อต่างประเทศ เราไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี เพิ่งมาเจอกันตอนผมเรียนจบนิเทศ

ช่วงเวลา 2 ปีนัั้นส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ได้ความผูกพันกับธรรมชาติแน่นอนครับ สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มีเหตุการณ์ช่วงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น มันทำให้เราไม่ชอบเข้าเมือง ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบรถติด ชอบอะไรเงียบๆ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเริ่มดำน้ำได้ยังไง

ผู้สาวที่คบกันอยู่ในตอนนั้นเขาดำน้ำ เราก็อยากดำบ้าง ตอนไปมัลดีฟส์ผมไปลงคอร์ส DSD (Discover Scuba Diving) ที่โรงแรม เรียนคอร์สเดียวก็ลงทะเลได้เลย จะมีคนช่วยคุม สุดยอดของความสนุกเลย กลับมาก็เรียนดำน้ำแบบ Open Water อยากจะซื้อทริป อยากไปอยู่บนเรืออีก

จะได้ไปอยู่กับผู้สาว

(หัวเราะ) อาจจะมีส่วนด้วย อาจจะเป็นข้ออ้างหนึ่ง ตอนแรกเราชอบโลกใต้น้ำมาก มันเป็นเรื่องปกติที่คนจะชอบโลกใต้น้ำ แต่ผมชอบชีวิตการอยู่บนเรือมากกว่า ชอบการถอดรองเท้า ใส่เสื้อผ้าน้อยๆ ทุกคนวางมือถือของตัวเอง แล้วคุยกัน เป็นเพื่อนกัน ดีต่อกัน จากนั้นผมก็ไปเรียนหลักสูตรที่สูงขึ้น พอทำ EEC ก็เรียนเพื่อเป็น Dive Master ถ้าไม่ได้ทำ EEC ก็คงเป็นแค่นักดำน้ำทั่วไป

ทำไมคุณถึงเริ่มทำ EEC

พอเรียนจบผมอยากไปเขาใหญ่ก็นึกถึงครูกต ลองหาในเฟซบุ๊ก ทักไปว่าครูทำอะไรอยู่ ผมจะไปเขาใหญ่จะขอเข้าไปสวัสดี ครูบอกว่า กำลังจะมีกิจกรรมกับเด็กตาบอดอาทิตย์หน้า ผมก็ชวนเพื่อนกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 คนไปช่วยดูแลเด็กตาบอด ผมทึ่งมากกับสิ่งที่ครูทำ กับความพยายามช่วยพัฒนาเด็กด้อยโอกาส ผมมีส่วนร่วมกับการทำงานการกุศลมาเยอะมาก จริงบ้าง ปลอมบ้าง เห็นมาหมด พอมาเห็นแบบนี้มันโดนมาก ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดีมาก ทำกันเงียบๆ ไม่ต้องมีใครมาเห็น ทำกันด้วยใจ

มันเป็นความผิดพี่เต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) (หัวเราะ) เขาบอกว่าอยากช่วยชีวิตช้าง พูดแบบนี้ผมก็ช่วยด้วย นึกว่าเหมือนไถ่ชีวิตวัวควาย แต่การไถ่ชีวิตช้างมันตัวละล้านห้า มีการซื้อที่ถูกต้อง มีใบอนุญาต มีผู้เชี่ยวชาญไปดูว่าโตมามันจะดุไหม อันตรายหรือเปล่า จะเป็นครูช้างได้หรือเปล่า เราอยากเอาขวัญเมืองมาเป็นครูช้าง ก็เลยทำโปรเจกต์ระดมทุน ทำเสร็จก็มาทำโรงพยาบาลช้าง มีสร้างรถพยาบาลช้างคันแรกของประเทศไทย 48 ชั่วโมงก่อนช้างตายเขายังช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่ผ่านมาช้างมาถึงมือหมอไม่ทัน เพราะไม่มีรถขนช้าง หมอก็เอาเครื่องมือเข้าป่าไปไม่ได้ เราก็ทำเสื้อยืดขายตัวละ 250 บาท ไปขายหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ หน้ากองถ่าย ฝากแฟนคลับไปขาย ทำอยู่ 2 ปีก็ได้เงินครบ ปรากฏว่ามีคนช่วยสนับสนุนรถ เราก็เลยเอาเงินที่ได้มาสร้างคอก สร้างระบบไฮดรอลิกช่วยช้าง ทุกวันนี้รถคันนี้ก็ใช้ช่วยช้างป่าช้างบ้านทั่วประเทศ

ครูกตสอนเด็กๆ ดำน้ำด้วย ช่วงนั้นผมบ้าดำน้ำก็เลยไปดำกับครู เห็นว่าเขาสอนเด็กยังไง มันเป็นจังหวะที่เรากำลังหาอะไรให้ตัวเอง การอยู่ในวงการบันเทิงต้องรอให้คนโทรมา ต้องรอให้คนเรียกตลอดเวลา เราได้แต่นั่งรอ ทำยังไงให้ชีวิตแต่ละวันเป็นการตัดสินใจของเราเอง ตอนแรกผมคิดจะขายชีสเค้ก เอาสูตรของคุณพ่อที่เคยทำให้โรงแรมมาทำ แต่อเล็กซ์ขายชีสเค้กนี่มันนิ่มไปหน่อย มันไม่ใช่เรา (หัวเราะ)

ตอนนั้นเราไปส่องสัตว์ด้วยกัน 4 คน มีผม พี่เต้ย ครูกต ภรรยาครูกต พูดกันไปพูดกันมาว่าเราจะทำองค์กรนี้ขึ้นมา ผมช็อกไปแป๊บหนึ่ง เพราะภาพที่เกิดขึ้นมันชัดมาก ความคิดเราแล่นเร็วมาก มันใช่มาก ผมจับมือเขาตรงนั้นแล้วบอกว่า ผมทำแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ใช่และเหมาะกับผมมากกว่านี้อีกแล้ว เราเริ่มทำด้วยกัน 4 คน ทำทุกอย่างเอง ค่อยๆ ขยายกันมา

คุณเห็นภาพว่า EEC จะทำอะไร

ทำค่ายสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เยาวชน มันเริ่มจากมีกลุ่มผู้ปกครองที่เป็นเพื่อนกันเอาลูกไปเข้าค่ายกับครูกต ผมไปเป็นอาสาสมัครช่วยสอนในค่าย เราเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดี น่าจะเปิดให้เป็นเรื่องเป็นราว มีการจัดการที่เป๊ะ เราใช้เวลาเกือบ 2 ปีศึกษาก่อนจะเปิดค่ายแรก เราทำกันเองหมดเลย พ่อเต้ยเป็นคนออกแบบโลโก้ ผมออกแบบเว็บ ทั้งออฟฟิศจ้างพนักงานประจำแค่คนเดียวมาเป็นผู้ช่วย สร้างขึ้นมาทีละนิด

มั่นใจไหมว่าจะประสบความสำเร็จ

แน่นอน เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและคนชอบแน่ๆ ถ้าเขาได้รู้จัก EEC ต้องรักเรา เอ็นดูเรา สำหรับผมเรื่องศักดิ์ศรีสำคัญนะ เราภูมิใจกับมันมาก เรากล้าพูดว่าเราเป็นคนก่อตั้งองค์กรนี้ สำหรับเรา ไม่มีอะไรเท่กว่า EEC อีกแล้ว ทุกวันนี้เวลาผมไปเจอชาวต่างชาติ ผมแนะนำตัวว่า ทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษา ผมไม่บอกว่าเป็นนักแสดง เพราะจะดึงดูดความสนใจอีกแบบ ซึ่งผมไม่ได้อยากได้ตรงนั้น EEC คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่จะพูดถึงมันตลอดเวลา

ทำไม EEC ถึงน่าเอ็นดู

มันมีแต่เรื่องบวกกับบวก เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ส่วนหนึ่ง ถ้าตัดเรื่องนี้ออก มันเป็นเรื่องของครอบครัว มันคือการเรียนรู้ที่น่ารัก เป็นการสร้างความผูกพันในครอบครัว คนที่มาเข้าค่ายได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในชีวิต EEC สร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ เป็นโปรดักต์น้ำดีในความรู้สึกผม

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

พ่อแม่แบบไหนที่ส่งลูกมาค่าย EEC

มี 2 แบบ คือลูกชอบสัตว์มาก มีครอบครัวหนึ่งพาลูกไปดูวาฬที่นอร์เวย์แล้ว เขาส่งลูกไปดูสัตว์ที่ไหนก็ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีความรู้ที่จะส่งให้ลูกต่อ เขาอยากให้ลูกมาเรียนรู้ต่อกับเรา สอง พ่อแม่ชอบแนวนี้อยู่แล้ว หาอะไรแบบนี้ให้ลูกได้เรียนรู้มานานแล้ว ปลูกฝังให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของตัวลูก

เด็กได้อะไรจากการมาเข้าค่ายธรรมชาติ

เยอะมากครับ เด็กจะได้ทักษะชีวิตหลายอย่างจากการเข้าค่าย การจะเจริญเติบโตมาเป็นนายคนได้ คุณต้องเรียนรู้ที่จะออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองให้ได้ มันเป็นทักษะชีวิตอย่างหนึ่งที่เด็กจะพกติดตัวไปตลอด เด็กบางคนมากับพี่เลี้ยง บางคนมีคนขับรถตู้คันใหญ่ๆ มาส่ง แต่เวลาที่อยู่ในค่าย คุณต้องตื่นเวลาเดียวกัน กินเหมือนกัน ต้องรู้จักรอ รู้จักให้คนอื่น เราเข้มงวดเรื่องวินัยมาก มันเป็นการพัฒนาลูกในเรื่องการเข้าสังคม พ่อแม่ที่มาค่ายด้วยกันจะเห็นลูกเขาอีกแบบมุมไม่เคยเห็นมาก่อน กลับบ้านแล้วเขาอาจจะดื้อเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยเวลาอยู่ที่ค่ายเขาก็เปลี่ยนไป เขารู้จักเคารพกติกา เคารพสิ่งที่อยู่ข้างหน้า โตขึ้นมาเขาจะไม่ทำตัวเหนือกฎหมาย จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จะเคารพคนอื่น มีคุณพ่อคุณแม่บ้านหนึ่งเอาลูกมาฝากเราแล้วบอกว่า ทำยังไงก็ได้ให้พนักงานสองสามพันคนรักลูกผมให้ได้

หมายความว่าอะไร

เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่มีพนักงานสองสามพันคน วันที่ลูกเขาขึ้นมาทำหน้าที่แทน ลูกเขาต้องเป็นหัวหน้าที่ทุกคนรักให้ได้ โจทย์แค่นี้เอง บางคนเป็นเรื่องสมาธิสั้น บางคนมีปัญหาทางสังคมของโรงเรียนมาให้เราช่วยแก้ เด็กบางคนไม่ยอมพูด แต่ตอนนี้กล้าแสดงออกแล้ว นอกจากเรื่องการอนุรักษ์และความรู้แล้ว แต่ละครอบครัวคิดว่า EEC สามารถตอบโจทย์เล็กๆ น้อยๆ ให้เขาได้

กระบวนการไหนทำให้เด็กโตมาแล้วจะกลายเป็นที่รัก

เด็กจะเติบโตมาเป็นคนที่มีคนรักได้เขาต้องมีจิตใจที่ดี เราต้องปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็กๆ ผมเอาเด็ก 4 ขวบไปอยู่กับพี่ออทิสติก 10 ขวบ เด็กคนนั้นขึ้นไปนั่งตักบนวีลแชร์แล้วกอดเขา คุณจะบอกได้ยังไงว่า เด็กคนนี้จะไม่ใช่คนที่จะดูแลเด็กด้อยโอกาสในอนาคต

ผมบอกเด็กเสมอว่า คุณจะเก่งแค่ไหน ประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่มันจะไม่มีค่าเลยถ้าคุณโตขึ้นมาแล้วมีเงิน มีทุกสิ่ง แต่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีพี่น้อง ไม่มีครอบครัวที่จะเอาความสำเร็จนี้ไปแชร์ เราเห็นข่าวคนที่ประสบความสำเร็จแต่แย่งสมบัติกันกี่ครั้งแล้ว ผมไม่ชอบการแตกแยกของครอบครัว เราต้องชื่นชมกันและกัน

เราพยายามทำให้เด็กมีความคิดและจิตใจที่เป็นมิตรกับคน ทักษะการเป็นคนที่ใจกว้างเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณไม่ได้อยากแค่มีความสุข แต่อยากมีความสุขกับคนรอบข้าง คุณต้องใจกว้าง ต้องไม่ตัดสินใจอะไรเลวๆ ต้องบริหารอารมณ์ของตัวเองในทางที่ถูกต้อง มนุษยสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

EEC เปิดมา 4 ปี ทำไป 117 ค่าย ทำไมถึงได้รับความนิยมขนาดนั้น

มันเป็นเรื่องความอิ่มใจของคนที่กลับไปแล้ว ผมไม่เคยคิดว่าที่ EEC เติบโตได้ขนาดนี้เพราะผมเป็นนักแสดง เพราะแฟนละครผมไม่ใช่กลุ่มคนที่จะมาเข้าค่าย โปรโมตไอจีแทบตายไม่ได้คน แต่ได้คนสมัครเพราะปากต่อปาก ผู้ปกครองท่านหนึ่งชอบก็ไปโพสต์เฟซบุ๊กชวนอีก 5 ครอบครัวมา จนถึงจุดที่เรามีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย บางค่ายเรามี Waiting List 20 กว่าครอบครัว ต้นปีที่ผ่านมาเราเปิดรับสมัครค่าย 24 ชั่วโมง ขายไปได้ 600 กว่าที่ คนจองกันทีละ 9 ค่าย 3 ค่าย แต่ละค่ายก็สมัคร 5 คน ผู้ปกครองก็ลุ้นว่าค่ายนี้จะได้ไปหรือเปล่า มันอาจจะเป็นเรื่อง Back to Basic ในค่ายเราห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้แท็บเล็ต ห้ามฟังเพลง ทุกคนต้องอยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ห้ามเอาของออกมากินข้างนอก ห้ามทั้งพ่อแม่และลูก พ่อแม่บางคนมาทุกค่ายเลย บางค่ายลูกมาไม่ได้ พ่อแม่ก็มาเป็นอาสาสมัคร มันเป็นความสุขของเขา โดยเฉพาะกลุ่มพ่อบ้าออปชัน เขาซื้อมีดซื้ออะไรมาแล้วไม่มีที่ใช้ ก็ต้องมาใช้ที่ค่าย EEC (หัวเราะ)

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ทำไมถึงเรียนปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อม

พอผมเรียนจบปริญญาตรีแล้วมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ผมไม่ได้มีความรู้ด้านนี้สักเท่าไหร่ การศึกษาตามค่ายหรือใช้ประสบการณ์ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจในภาพกว้าง เราได้แต่เรียนรู้สิ่งที่อยู่ข้างหน้า ไม่ได้เรียนสิ่งใหม่ๆ ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้ ควรมีพื้นฐานอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจด้านสังคมมากขึ้น ผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เอกสิ่งแวดล้อม ได้ความรู้มากมาย แต่ยังไม่ได้เขียนธีสิสเลยยังไม่จบ คิดว่าวันหนึ่งก็อยากจะเรียนต่อปริญญาเอกนะ

หัวข้อวิทยานิพนธ์ของคุณคือ

การให้อำนาจเด็กเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ในเมืองไทย

ทำไมถึงเชื่อในพลังของเด็ก

ไม่ใช่แค่เชื่อในพลังของเด็ก แต่ผมมีความสุขกับการทำงานกับเด็กมากกว่าด้วยซ้ำ เวลาสอนผู้ใหญ่ดำน้ำ ผมสอนไม่เป็นเลย ไม่รู้จะใช้มุกอะไรมาหลอกล่อเขา แต่ผมเข้ากับเด็กได้ดี ผมมีทักษะที่จะทำให้เด็กสามสี่ขวบมานั่งคุยกันแล้วเป็นเพื่อนกันในวันสองวันได้ ผมผูกพันกับเด็กๆ แล้วก็มีความสุขกับการอยู่กับเด็กๆ

ผมเชื่อในพลังของเด็กเพราะสิ่งที่ผมทำคือ การทำให้เขาเป็นคนดีในวันข้างหน้า ผมต้องการให้เขาเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้าจริงๆ นี่คือการสร้างคน นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่มีอะไรจะยั่งยืนไปกว่าการเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์อีกแล้ว

นึกภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้ยังไง

ตอนอายุ 40 ผมอยากมีครอบครัวแล้ว ตอนนี้ผมก็อยากมีลูกแล้วครับ แต่เรื่องภรรยายังไม่แน่ใจ (หัวเราะ) ผมคิดเรื่องนี้มาเป็นปีแล้ว ผมอยากมีครอบครัวเร็ว อยากเติบโตไปกับลูก ตอน 50 ผมอยากเกษียณแล้ว เพราะผมทำงานก่อนทุกคนมาสิบกว่าปี ผมก็น่าจะเกษียณก่อนทุกคนได้ 10 ปี ก็น่าจะแฟร์นะ ถึงตอนนั้นผมอยากใช้ชีวิตแบบคนที่ประสบความสำเร็จแล้วมีลูกล้อมๆ อยากมีภาพนั้น

เราไม่ค่อยเห็นผู้ชายในวงการบันเทิงอายุ 30 คิดแบบนี้

ก็ใช่ครับ เพราะผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นช่วงที่เราต้องโกย ผมก็ทำไปเรื่อยๆ ผมเป็นคนซีเรียสเรื่องชีวิตส่วนตัว เรื่องเพื่อน เรื่องแฟน มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม งานในวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่ผมอยากทำให้ตัวเองมี Legacy ไปเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย วันหนึ่งเราอาจจะเบื่อก็ได้ อาจจะอยากออกไปทำ EEC เต็มตัว แต่ผมต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เกษียณ ซึ่งการทำ EEC อย่างเดียวยังไปไม่ถึงจุดนั้น

ถ้าคุณอยากให้ผู้หญิงสักคนรู้จักคุณในมุมที่เป็นคุณจริงๆ คุณจะพาเธอไปที่ไหน

ต้องไปอยู่บนเรือไปดำน้ำกันสักสองสามวัน เขาจะได้เห็นผมในมุมที่รีแลกซ์มากๆ ทุกวันนี้เหมือนวัยเด็กเราหายไป ไม่มีเวลามานั่งหัวเราะกันเหมือนเมื่อก่อน พอได้ไปแบบนั้นเราก็จะหลุดๆ นิดหนึ่ง แต่ถ้าคิดในทางซีเรียสก็ต้องพามาที่บ้าน นี่คือพ่อแม่เรา นี่ครอบครัวเรา โอเคไหม ถ้าสุดท้ายแล้วที่บ้านรับไม่ได้ ผมก็คงไม่เสียเวลาพยายาม มันคงไม่ใช่แล้วล่ะ

อเล็กซ์ เรนเดลล์


สถานที่ : 
ร้าน Patom Organic Living

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“Cloud of Thoughts แปลว่าอะไรครับ”

เรานิ่งไปชั่วขณะ เพราะไม่เคยนึกถึงคำแปลภาษาไทยมาก่อน

“ใช่วิมานความคิดหรือเปล่า”

ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เรียงร้อยคำไทยออกมาเป็นคำตอบอันสละสลวย

“ใช่เลยค่ะ ครูสลาใช้ภาษาได้ไพเราะมาก” เราเอ่ยจากใจโดยไม่รู้ว่าจะทำให้ สลา คุณวุฒิ หรือ ครูสลา นักแต่งเพลงแนวลูกทุ่งและศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง) ประจำ พ.ศ. 2564 ยิ้มกว้างด้วยความเขิน

“อาจจะเพราะครูไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เวลามีคนชมเลยรู้สึกเขินตลอด” เขาพูดเสียงเบาพร้อมยิ้มอย่างถ่อมตัว ขณะที่เรามองไปยังชั้นวางของที่มีรางวัลเรียงรายกว่า 30 รางวัล ทั้งพระพิฆเนศทองพระราชทาน, คมชัดลึก อวอร์ด, มหานคร อวอร์ดส และรางวัลอื่น ๆ จากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน

แม้รางวัลบางส่วนจะไม่ได้สลักชื่อครูสลา แต่ก็เป็นชื่อเพื่อนพ้องหรือลูกศิษย์ที่เขาสนับสนุน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ทั้งหมดคือเครื่องการันตีความสามารถในการประพันธ์เกือบ 1,000 บทเพลง ที่ส่งลูกศิษย์ให้กลายเป็นศิลปินชื่อดังมาหลายต่อหลายคน

“ตอนนี้ครูไม่ได้แต่งเพลงเพื่อตัวเอง คิดแค่ว่าเพลงของครูช่วยลูกศิษย์ได้แล้วหรือยัง เพราะปัจจุบันเพลงคือการดูแลชีวิตคนอื่น”

แต่กว่าความตั้งใจและความฝันจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาเป็นเพียงศิลปินลูกทุ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางครู พร้อมหัวใจที่อยากแต่งเพลงให้เก่ง โดยใช้การแต่งกลอนแปด ร่วมกับความไม่รู้ด้านดนตรีเข้าช่วย จนในที่สุดก็กลายเป็น สลา คุณวุฒิ เวอร์ชันปัจจุบัน

“จริง ๆ เคยเล่าให้คนอื่นฟังแล้ว แต่คิดว่ายังไม่เคยเล่าลึกเท่านี้”

เราฟังเรื่องราวของชายผู้มาพร้อมหมวกมิกิและผ้าขาวม้าพันคอคู่ใจ ราวกับนั่งดูหนังกลางแปลงหนึ่งเรื่อง แต่เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้นจนถึงตัวตน ความฝัน และการต่อสู้ผ่านบทเพลงของชาวอีสาน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

จากหนังสือ ถึงอนาคต

พ.ศ. 2505 ณ วัดแห่งหนึ่งในบ้านนาหมอม้า จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) บุญหลาย คุณวุฒิ และชาวบ้านกำลังนั่งชมหนังกลางแปลงจากประเทศญี่ปุ่นเรื่อง สิงห์สลาตัน แต่ระหว่างนั้นมีคนมาตามให้เขากลับบ้านไปหา ก้าน คุณวุฒิ ภรรยาที่เจ็บท้องคลอด

เมื่อหมอตำแยอุ้มเด็กชายตัวโตมาหาพ่อ เขานึกถึงพระเอกหนังกลางแปลงที่ทั้งขาวและหล่อ บุญหลายจึงตั้งชื่อลูกชายว่า ‘สลาตัน’ โดยคืนนั้นมีเด็กชายเกิด 2 คน และชื่อนี้ทั้งคู่

“พอไปแจ้งเกิดกับกำนันซึ่งอยู่อีกหมู่บ้าน ท่านก็ตัดคำว่า ‘ตัน’ ออก โดยบอกว่า สลาตัน คือลมพายุ เด็กจะดื้อ ครูและเพื่อนเลยเป็น 2 สลาในหมู่บ้านเดียวกัน

“อีกปัญหาที่เจอคือ คนชอบอ่านชื่อเป็น สะ-ล่า มากกว่า สะ-หลา พอตอนมัธยม ครูใหญ่บอกว่าอ่านยาก ให้เปลี่ยน แต่พ่อไม่ให้เปลี่ยน เพราะเป็นชื่อพระเอกหนัง คิดว่าถ้าคืนนั้นเป็นหนังฝรั่ง อาจจะได้ชื่อฝรั่งแทน (หัวเราะ)”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ลูกชายคนที่ 4 เติบโตท่ามกลางชีวิตชนบทที่ความสุขและการทำงานเป็นของคู่กัน เมื่อเลิกเรียน เขาเดินหากบ เขียด ขุดปู และวิ่งไล่จับตั๊กแตนตามท้องนา กิจกรรมเหล่านี้เป็นทั้งความสนุกและการหาเสบียงมาเลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าเล่ามากไปกว่านั้น เขาชอบเล่นฟุตบอลที่ลานวัดและอ่านหนังสือด้วย

“เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเรียนตอน ป.5 ตอนประถมต้นไม่รู้เลยว่าตัวเองเรียนเก่ง ไม่อยากไปโรงเรียน ครอบครัวของครูระหกระเหินในช่วงต้น เพราะพ่อแม่มีลูก 6 คน ครูเป็นคนที่ 4 ที่ได้เกิดในบ้านนาหมอม้า ตอนนั้นคุณปู่โดนฟ้องล้มละลาย ที่นาโดนยึด พ่อจึงพาครอบครัวไปอยู่ป่าดงภูจำปา ซึ่งห่างไป 14 – 15 กิโล ถือว่าไกลในสมัยนั้น

“มีน้องอีก 2 คน พี่สาวคนโตกับพี่ชายคนรองต้องเดินทางไปเรียนอีกหมู่บ้าน พอถึงคราวของเรา ด้วยความที่พ่อเคยเสียใจกับการที่เขาไม่เรียนหนังสือ เพราะปู่เป็นคนฐานะดี ส่งลูกเรียนถึงอุบลราชธานี สมัยพ่อใครจบ ม.8 ก็ได้เป็นครูแล้ว แต่พ่อเรียนไม่จบ เขาเลยฝังใจว่าเมื่อถึงคราวลูก เขาต้องส่งลูกเรียน”

เมื่อถึงเวลา บุญหลายพาครอบครัวกลับมาที่บ้านนาหมอม้าอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เด็กชายสลาติดพ่อแม่และพี่สาวมาก ในวันที่พี่สาวตำครกกระเดื่องอยู่ใต้ถุนบ้าน น้องชายกลับวิ่งร้องไห้สวนทางเสียงระฆังของโรงเรียนมากอดเธอ ชีวิตเป็นอย่างนั้นจนเข้า ป.3

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวของเขาไม่ได้ฉุดรั้งความหัวดีที่ฉายแววโดดเด่น เมื่อสอบได้ลำดับที่ 3 – 4 จาก 50 คน และขึ้นเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ซึ่งเป็นห้องของเด็กเรียนอ่อน

“ความเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ทำให้เราเหมือนเป็นคนเก่ง จึงเริ่มอ่านหนังสือ มีวันหนึ่งครูวางหนังสือของ นิมิตร ภูมิถาวร เรื่อง มือที่เปื้อนชอล์ก ไว้ นั่นคือเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้อ่าน เพราะเคยอ่านในหนังสือพิมพ์มาก่อน สมัยนั้นจะมีเรื่องสั้นบางเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ลง ไทยรัฐ และ เดลินิวส์ มี อาจารย์เตรียม ชาชุมพร วาดภาพประกอบ พอเห็นครูมี ก็ขโมยมาอ่านเวลาครูไม่อยู่ สนุกมาก

“นิมิตร ภูมิถาวร ถ่ายทอดเรื่องราวบ้านนอกสุโขทัยได้ตรงใจเด็กบ้านนอกอุบลฯ เหมือนตัวเราได้โลดแล่นอยู่ในเรื่องที่เขาเขียน หลังจากนั้นก็อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่อ่านเรื่อง เด็กที่ครูไม่ต้องการ ถ้าให้แนะนำหนังสืออีกก็ ไผ่แดง ของ ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือหนังสือของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ประภาส ชลศรานนท์ ทุกเล่ม”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ความชอบอ่านหนังสือทำให้เด็กชายผู้นี้พยายามเข้าไปอ่านการ์ตูนเล่มละบาท ขายหัวเราะ และ หนูจ๋า ในบ้านพักครูพร้อมเพื่อน เขาติดหนังสือหนักจนบางครั้งพ่อแม่ต้องตามกลับบ้าน เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนแนวมาอ่าน ฟ้าเมืองไทย ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ โดยมีคอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ เป็นแรงบันดาลใจให้ส่งเรื่องสั้นไปตีพิมพ์ แม้จะไม่สำเร็จ ครูสลาก็ยังฝันต่อจนถึงทุกวันนี้

“ฝัน 2 อย่างที่ชัดเจนมากคือ รับราชการครูให้เร็วที่สุด เพราะครอบครัวลำบาก แม่ป่วยเป็นเบาหวานตั้งแต่เราเรียนมัธยมต้น แม่ไปหาผือที่หนองเพื่อนำมาทอเสื่อ แต่เท้าบวมขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ พ่อเดาว่าน่าจะไปเหยียบหนามในหนอง ตามความเชื่อเลยเอาเท้าไปลนไฟเพื่อเอาหนามออก แต่ความจริงแม่เป็นเบาหวาน เท้าเปื่อยไปแล้ว นอนโรงพยาบาลเกือบ 3 เดือน ระยะทางไปโรงพยาบาลอุบลฯ ไกลเป็นร้อยกิโล ลำบากมาก

“เลยคิดแค่ว่า ต้องได้สวัสดิการให้เร็วที่สุด พ่อแม่ฝากความหวังไว้กับเราและพี่สาวคนที่ 3 เพราะเรียนเก่ง พอได้เป็นครู เราก็จะทำตามความฝันแบบ นิมิตร ภูมิถาวร คือเป็นนักเขียน”

ฟังเขาเล่ามาตั้งแต่ต้น เรามองเห็นความรักและความห่วงใยที่มีต่อครอบครัวจากชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า

หลังจบ ม.3 การเข้าเรียนวิทยาลัยครูอุบลราชธานียังไม่ใช่เรื่องง่าย นักเรียนจากแต่ละตำบลต้องแข่งขันกันเพื่อโควตาครู 1 – 2 ตำแหน่งตามขนาดของพื้นที่ แต่เขาก็ทำสำเร็จ จนได้เข้าเรียนสมใจ นั่นคือเส้นทางของการฝ่าฟันที่ลุล่วงด้วยความพยายาม

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

การเดินทางของภาษาสวรรค์

“พอเข้าเรียนก็ตั้งใจมาก เรามีจุดอ่อนเรื่องการทำอาหารและกลัวการเข้าโรงอาหาร ตอนพักเข้าใจว่าที่เพื่อนไปกันเยอะ คงจะเสียเงินเยอะ ก็เลยไม่ไป ซื้อข้าวเหนียวปิ้งหน้าห้องสมุด แล้วก็อ่านหนังสือ เรียนอยู่ 2 ปีทำอย่างนั้นเกือบทุกวัน ห้องสมุดคือโลกของครู หลัง ฟ้าเมืองไทย กลายเป็น ฟ้าเมืองทอง ก็ยังตามอ่าน มหา’ลัย เหมืองแร่

เขาบอกว่า ทุกวันนี้ได้ซื้อหนังสือก็มีความสุข นั่นคงเป็นสาเหตุให้ตู้อีกใบในห้องเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยาย วรรณกรรม จิตวิทยา ธุรกิจ ภาษา ไปจนถึงธรรมะและเทคโนโลยี

“มีความคิดพื้นฐานว่าเราไม่เก่ง นั่นคือสิ่งที่ขอบคุณตัวเอง แต่มีเรื่องที่เสียดายคือไม่ได้ฝึกกีตาร์ในวันที่ควรจะฝึก ตอนมัธยมต้นเพื่อนเริ่มเล่นกัน เรามีความคิดค่อนข้างรุนแรงเรื่องการต่อต้านตะวันตก ไม่ใช่ของบ้านเราไม่ฝึก แต่ตอนนั้นไปจับแล้วมันก็บ่คือ (มันไม่ใช่) ถ้าสู้ก็คงได้ แต่วันนั้นไม่สู้”

ปัจจุบัน นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่เล่าว่า ตนยังคงเล่นดนตรีไม่เป็นสักชิ้น และยังปรบมือไม่ถูกจังหวะ

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

เราถามเขาว่า หนังสือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแต่งเพลงหรือไม่ เขาตอบว่าหนังสือบังเอิญเข้ามาเสริมได้ถูกเวลา โดยนำสิ่งที่เขาสั่งสมไว้สำหรับความฝันของการเป็นนักเขียนมาใช้กับเรื่องใหม่ที่พบเจอ

“ฝึกเขียนเยอะมาก เคยได้ลงใน ฟ้าเมืองไทย คอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ 1 เรื่อง ฟ้าเมืองทอง อีกเรื่อง และกลอนลง สกุลไทย 1 ครั้ง แต่หนังสือหายตอนย้ายบ้านพักครูบ่อย ๆ เราอยากเขียนจนเอาไปแปะบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ เพราะไม่มีที่นำเสนอ แล้วไปเฝ้าดูว่าเพื่อนจะอ่านไหม ก็ไม่มีคนอ่าน เขาอาจจะไม่อยากเสียเวลา หรือมันอาจจะไม่ดี (หัวเราะ) แต่พอเขียนกลอนหยอกเพื่อน หรือเขียนเพลงให้เพื่อนจีบสาว เพื่อนกลับชอบ เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักกลอน เขียนเป็นแค่กลอนแปด แต่มันกลับกลายมาเป็นการแต่งเพลงในที่สุด”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

สิ่งหนึ่งที่ชายคนนี้รักและเคารพมาตลอดคือ ‘ภาษา’ ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทย ในการสร้างงานทุกมิติจะต้องเคารพการออกเสียง ไม่ทำให้ภาษาแปร่งออกไป ไม่ใช้ภาษาสนองความสะใจ และใช้ภาษาในฐานะศิลปะ

ความผูกพันด้านภาษาที่เป็นรากฐานส่งเสริมการประพันธ์ เริ่มจากเพลงลูกทุ่งและหมอลำที่อยู่ในฉากชีวิตมาตั้งแต่กำเนิด เขาจึงหลงรักบทเพลงแห่งท้องทุ่งนาหมดหัวใจ

“เราไม่ได้ประทับใจแค่เรื่องราวในเพลง แต่ชอบเพราะมันเป็นเพลงประกอบชีวิต ทุกวันนี้เวลาฟัง ฝนเดือนหก ของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เราไม่เข้าใจความหมายของหนุ่มในเพลงว่ากำลังคิดถึงสาว เพราะเราคิดถึงวันที่ไปวางเบ็ดกับพี่ชาย เวลาอยู่บนหลังควายรอแม่ถอนกล้า แล้วริ้นยุงมันกัด เรามองดูแม่เตะกล้า ไม่เกี่ยวกับเพลงเลย แต่ฟังแล้วเห็นภาพแบบนั้น”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ถึงจะชอบ แต่ก็ไม่คิดว่าต้องเขียนเพลง ความรู้สึกนี้เพิ่งแนบมาตอนหยอกล้อกับพี่ชาย

สมัยนั้นมีศิลปินตาบอดคนหนึ่งนามว่า บุญมา เขาสีซอประดิษฐ์ที่ทำมาจากปี๊บฮอลล์ เดินไปตามหมู่บ้านเยี่ยงวณิพก ซึ่งความพิเศษของศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้องคือ การด้นกลอนสด

“ทุกครั้งที่เจอ เขาด้นกลอนสดจนเราทึ่ง ทั้งที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นคนจำเสียงแม่น บอกเวลาถูกทั้งที่ตาบอดตั้งแต่ตอน 8 – 9 ขวบ เพราะไปปีนต้นไม้ แล้วขี้ปลวกหล่นเข้าตา รักษาไม่ถูกวิธี พี่ชายของครูอยากแต่งเพลงให้ได้เหมือนศิลปินบุญมา พี่จึงเริ่มก่อนโดยการแปลงเพลงดัง เช่น ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำ ๆ พี่ชายจะเอาทำนองมา แต่เปลี่ยนเนื้อเป็น ย่างเข้าเดือนเจ็ดไปใส่เบ็ดกับน้องชาย”

ในขณะที่พี่ชายแปลงเพลงไปร้องอวดเพื่อนอย่างสนุกสนาน ได้เสียงตอบรับอย่างดีจากคนในหมู่บ้าน ความฝันของน้องชายจึงได้จุดประกายขึ้น กระนั้น เขาก็ยังเขียนกลอนไม่เป็น ผิดกับพี่ชายที่เขียนเข้าขั้นเก่ง เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง ม.2 ครูวิชาภาษาไทยให้เขียนลำนำประกอบเพลงลูกทุ่ง นั่นจึงกลายเป็นจุดกำเนิดของนักแต่งเพลงชื่อดัง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

รางวัลแด่นักเรียนกลอน

เมื่อได้อาวุธชิ้นที่ 1 มาอยู่ในมือ ว่าที่นักแต่งเพลงก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่เดินตามรอยพี่ชาย เขาคิดเพลงและทำนองเองทั้งหมด จนเริ่มแต่งเพลงตอน ม.2 และเขียนเพลงอย่างเต็มที่ตอนเรียน ป.กศ.สูง (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง) สาขาวิทยาศาสตร์

“มีคนเรียนเอกเดียวกัน 50 คน แต่เรียนไปเรียนมา สอบติดมหาวิทยาลัยจนเหลือ 17 คน ทุกบ่ายวันพฤหัสจะมีตัวแทนแต่ละวิชาเอกส่งกิจกรรมไปแสดงบนเวทีนักศึกษา นั่นทำให้เรารวมตัวกับเพื่อนตั้งวงดนตรีขึ้น ตอนนั้นมีกระแสของ สุรชัย จันทิมาธร หรือ น้าหงา คาราวาน, จรัล มโนเพ็ชร, วงรอยัลสไปรท์ส และ วงชาตรี เราก็รวมตัวกีต้าร์ 2 ตัว เมโลเดียน 1 ตัว แต่พอไปเอาเพลงดังมาแกะ เราดันเล่นไม่เก่งพอที่จะแกะเพลงจากแผ่นเสียง”

ชายผู้มีพรสวรรค์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการอาสาแต่งเพลงให้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของวงที่มีเพลงใหม่ทั้งหมด เขาหยิบยกเนื้อหามาจากในรั้วสถาบัน แต่งเป็นเพลงรักแบบบ้าน ๆ จีบสาวต่างเอก

ความโด่งดังข้ามผ่านไปถึงวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี พวกเขาได้รับคำเชิญไปแสดงถึงที่ แต่น่าเสียดายว่าสมาชิกวงดันเรียนจบกันเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ครูสลาแต่งเพลงได้กว่า 10 เพลง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง สาวชาวหอ ที่ได้นำไปให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ บันทึกเสียง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

“ตอนนั้นเพื่อนจะแยกกันไปบรรจุ เราให้เพื่อนร้องใส่เทปคาสเซ็ตต์ 16 – 17 เพลง พอรุ่งเพชรและ ชาย เมืองสิงห์ ไปโชว์ที่ทุ่งศรีเมือง เลยพากันบุกหลังเวที ห่อเทปไปพร้อมเนื้อเพลง ต่อมาครูรุ่งเพชรบอกว่าที่อัดมาเสียงไม่ชัด เราจึงส่งไปใหม่ตามที่อยู่ จากนั้นก็เงียบหายไปประมาณ 6 – 7 เดือน แต่สุดท้ายเพลง สาวชาวหอ ก็ถูกเลือก เราได้ใจเลยเปลี่ยนจากฝันที่อยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาสู่นักเขียนเพลง”

พ.ศ. 2525 ณ โรงเรียนบ้านไร่ขี โรงเรียนแรกที่ครูได้บรรจุ เขาจำได้ว่า ครูเซียง พี่ชายที่สนิทกันขี่มอเตอร์ไซค์มาหาขณะซักผ้า พร้อมตะโกนอย่างดีใจว่า “สลาได้ลงหนังสือพิมพ์!”

แม้น้ำในหมู่บ้านจะหายาก แต่ความดีใจก็ทำให้เขาเลิกซักผ้า แล้วคว้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ขึ้นมาอ่าน

“ตอนนั้นได้ลงเหมือนคอลัมน์ซุบซิบ น่าจะเป็นของ ยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งเขากำลังโปรโมตเพลง เราตื่นเต้นมาก เพราะเป็นข่าวเขียนว่า รุ่งเพชร แหลมสิงห์ จะกลับมาอีกครั้ง ได้นักแต่งเพลงชื่อดังจากอุบลฯ ชื่อ สลา คุณวุฒิ เพลง สาวชาวหอ

จากนั้นคนดังแห่งอุบลฯ ก็นั่งรอฟังเพลงหน้าวิทยุทรานซิสเตอร์ด้วยใจจดจ่อ พร้อมกันนั้น รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ได้ส่งแผ่นเสียงมาให้ แม้จะไม่มีเครื่องเปิด แต่ชายหนุ่มก็เก็บไว้บนหัวเตียง จนหลายเดือนผ่านไปค่อยได้ยินตามวิทยุ

ความสำเร็จขั้นแรกในวันนั้นทำให้เขาตะบี้ตะบันแต่งเพลงส่ง ทั้งให้ ลพ บุรีรัตน์ ตามที่อยู่ในนิตยสาร ราชาเสียงทอง และฝันไกลที่สุดคือการเขียนเพลงให้ สายัณห์ สัญญา แต่ก็ไร้วี่แววตอบกลับ

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“เขียนได้เยอะและเร็วมาก เพราะเราไม่มีความรู้ในการเขียน คิดอะไรก็เขียน บางวันได้ 2 – 3 เพลง ยืมเทปคาสเซ็ตต์ของเพื่อนอัดปากเปล่า เขียนเนื้อด้วยมือ เพราะพิมพ์ดีดไม่เป็น เฉลี่ยแล้วส่งเพลงเดือนละ 1 ชุด ประมาณ 12 เพลง จากที่คิดว่าเราได้อัดแผ่นเสียงแล้ว ส่งไปไหนคนก็คงรับ แต่มันไม่ใช่เลย”

หลังจากนั้นชีวิตก็ได้รู้จักกับวงคนโคก ซึ่งเป็นวงดนตรีของชาวครู เขาจึงรวมตัวกับเพื่อนตั้งวงเทียนก้อมขึ้น ครั้งนี้เขาแต่งเพลงเองอีกครั้ง พร้อมตระเวนเล่นฟรี กระทั่งได้พบกับ ทวี กาญจนพิมล สมาชิกสภาจังหวัดอำนาจเจริญ และได้รับเงินทุนมา 20,000 บาท ใน พ.ศ. 2528

ครูสลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาหา วิทยา กีฬา ซึ่งพาไปอัดเสียงที่ห้องบันทึกเสียงไพบูลย์สตูดิโอในย่านบางโพ ที่เดียวกับ พรศักดิ์ ส่องแสง มาอัดเพลง หนุ่มนานครพนม ระหว่างอัดเพลงไป เจ้าหน้าที่ก็รื้อมิกเซอร์ 8 แชนแนลเพื่อเปลี่ยนเป็น 16 แชนแนลไปด้วย ฟังดูทุลักทุเล แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยนำเทปคาสเซ็ตต์แบ่งกับเพื่อนไปขาย

“ตอนนั้นขายยากหน่อย ส่วนตอนนี้ต่อให้เพลงที่แต่งมีคนรู้จัก แต่ความรู้สึกที่ได้ฟังก็ยังเหมือนเดิม ครูไม่เคยประมาทเพลง และไม่เคยประมาทคนฟัง พวกเขาคือกรรมการที่ดีที่สุด

“บางคนบอกว่า ครูมีจินตนาการที่ดีในการแต่งเพลง แต่ตัวเราไม่เคยคิดถึงจุดนี้ คิดแค่ว่าเพลงของเราช่วยเด็กได้หรือยัง เขาแปลงความดังเป็นทรัพย์สินเลี้ยงดูครอบครัวได้หรือยัง ถ้าดังก็ขอบคุณ ถ้าไม่ดังก็สู้ต่อ

“สำหรับรางวัลที่ได้มา มันคือสิ่งที่คนอื่นมองเห็นและให้เรา เราไม่มีหน้าที่ไม่รับ เราไม่มีหน้าที่อยากได้ ถ้าเขาให้ เราก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ วันที่ได้ข่าวเรื่องศิลปินแห่งชาติก็น้ำตาไหล ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นอะไรเลย นึกถึงพ่อแม่พี่น้องที่วันนี้เราได้รับการมองเห็น” ครูสลาพูดถึงเป้าหมายในการแต่งเพลง ณ ปัจจุบัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
สมุดจดไอเดียและเนื้อเพลงของครูสลา 1 เล่ม สำหรับนักร้อง 1 คน

การต่อสู้ในดินแดนแห่งท่วงทำนอง เพื่อชีวิตและความฝัน

ความสนใจและความอยากลงมือทำแปรเปลี่ยนเป็นการดูแลชีวิต ตั้งแต่เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของ ค่ายแกรมมี่โกลด์ ที่สอนเขาว่าเพลงมีส่วนสำคัญในการดูแลชีวิตของคนที่สู้เพื่อฝัน

หากใครนึกไม่ออกว่าครูสลาเคยแต่งเพลงให้กับนักร้องคนใดบ้าง เราขอยกตัวอย่างเพลงโปรดและเพลงดังที่ชื่นชอบให้ฟังอย่าง กระทงหลงทาง ร้องโดย ไชยา มิตรชัย, จดหมายผิดซอง ร้องโดย มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ยาใจคนจน ร้องโดย ไมค์ ภิรมย์พร, ปริญญาใจ ร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์, ต้องมีสักวัน ร้องโดย ก๊อท จักรพันธ์, ดอกหญ้าในป่าปูน ร้องโดย ต่าย อรทัย และ ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ร้องโดย ตั๊กแตน ชลดา นอกจากนี้ยังมีนักร้องอีกหลายคนทั้ง ไผ่ พงศธร, ไหมไทย หัวใจศิลป์ รวมไปถึง มนต์แคน แก่นคูน

“แต่ละคนกว่าจะพาตัวเองมาถึงแกรมมี่หรือที่ที่ครูอยู่ได้ เขาทุลักทุเล วันนี้เราเห็นเวทีประกวด เรารู้เลยว่าเขาลำบากกันมากแค่ไหน กว่าจะมายืนบนเวทีต้องเก็บเงิน 3 เดือน ต้องไปรับจ้างตัดอ้อย ปลูกมัน หรือแม่ต้องไปยืมเงินมาให้ ครูจึงพูดกับตัวเองว่า พอเรามั่นคงแล้ว การทำงานให้ใครสักคนอาจเป็นครั้งหนึ่งของเรา แต่ถ้าไม่สำเร็จ มันจะเป็นเพียงครั้งเดียวของเขา”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

นอกจากแต่งเพลงเพื่อเลี้ยงชีวิตของลูกศิษย์และคนรอบกาย ครูสลายังเชื่อว่า เพลงรับใช้ผู้ฟังด้วยการเล่าเรื่องแทนคนที่เล่าไม่เป็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงขอเรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ มากกว่าเป็นศิลปินหรือนักแต่งเพลง แต่เป็นคนเล่าเรื่องผ่านท่วงทำนอง โดยมีภาษาและศิลปะการประพันธ์เป็นเครื่องมือ

“สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งเพลงคือความรู้สึกจริง องค์ประกอบอื่นเรียนและฝึกได้ หัวใจของการเล่าเรื่องคือการทำให้คนรู้สึกจริงกับเรื่องที่เล่า เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนฟัง และต้องสื่อสารผ่านภาษา จังหวะ ถ้อยคำที่อยู่ในกรอบของศิลปะ”

เราถามเขาว่าได้ใส่ตัวตนลงไปในบทเพลงที่แต่งบ้างไหม เขาส่ายหน้าพร้อมบอกว่า ลายเซ็นไม่ใช่จุดมุ่งหมายในการสร้างงาน เว้นแต่คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือลายเซ็นของเขา

“เพลงของครูอาจไม่โดดเด่นเรื่องจังหวะหรือทำนอง ดนตรีของครูคือดนตรีในใจ เพราะเล่นไม่เป็น ครูฝึกตัวเองผ่านการเล่าเรื่อง ดังนั้น เพลงจะมาในกรอบของกลอนแปด 4 บท หรือไม่เกิน 3 บท เล่าเรื่องจบ ฟังแล้วเห็นภาพ”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบทเพลงของครูสลาคือ ‘เสน่ห์ของอีสาน’ ที่อัดแน่นอยู่ในเนื้อหาและอารมณ์

“ภาษาอีสานหรือคำลาวมีความงดงาม แผ่นดินลุ่มแม่น้ำโขงคือแผ่นดินแห่งท่วงทำนอง Land of Melody อันนี้ครูเรียกเองนะ มันมีทำนองลำเต้ย ลำเดิน ลำผญา ถ้าข้ามไปฝั่งลาวก็มีขับเชียงขวาง ขับพวน ขับโสม เต็มแผ่นดิน ถ้าเอาความงามของภาษาและทำนองมาใส่ร่วมกันมันจะเป็นเสน่ห์”

ราวกับได้เข้าคลาสเลกเชอร์เรื่องดนตรี เขาเล่าต่อว่า ในบทเพลงมีวิถีการต่อสู้ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่ม ครูสลาเข้าวงการโดยการชักชวนของวิทยาและน้องชายอย่าง ปัญญา คุณวุฒิ ซึ่งมาเป็นนักจัดรายการวิทยุในกรุงเทพฯ

“ตอนนั้นถ้าเป็นเอฟเอ็มเขาไม่ให้เปิดหมอลำ ไม่ให้พูดภาษาถิ่น คนที่พูดหรือเปิดต้องไปที่วิทยุยานเกราะ ครูชอบ พี่เบิร์ด ธงไชย กับ อัสนี-วสันต์ เขาไม่มีลิมิตเรื่องเพลง แต่อยากให้ศิลปะทุกแขนงได้รับสิทธิ์เท่ากัน เราคิดว่าถ้าเอาคำอีสานมาอยู่ในเพลงให้เยอะขึ้น คงจะสร้างการยอมรับได้บ้าง

“ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนแรก แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนร่วมที่อยากสร้างงานเพลงลูกทุ่งที่มีภาษาถิ่น ด้วย เหตุผลคืออยากให้เพลงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่สื่อโดยไม่มีกำแพง คนบ้านครูอายที่จะบอกว่าตัวเองเป็นใครในวันที่เข้ามากรุงเทพฯ ลูกหลานที่มาทำงาน พอผ่านโคราชก็เริ่มไม่พูดภาษาถิ่น บางวันไปกินข้าว น้องที่เป็นเด็กเสิร์ฟไม่พูดภาษาถิ่นต่อหน้าเรา แต่ไปพูดหน้าห้องน้ำ

“คนที่เป็นฮีโร่เรื่องนี้คือ จรัล มโนเพ็ชร เพราะท่านเอาภาษาเหนืออยู่ในเพลงตั้งแต่เราเป็นนักศึกษา ทำให้พื้นที่สื่อยอมรับ นอกจากนี้ ยังทำให้คนบ้านเรากล้าบอกว่าเราเป็นใคร มีความสุขกับการใช้ชีวิต ครูใช้ภาษาถิ่นเยอะมาก โดยเฉพาะลูกศิษย์อย่าง แดง จิตกร, แมน มณีวรรณ, ต่าย อรทัย และ ศิริพร อำไพพงษ์ ทุกคนคืออัศวินในการสู้เพื่อวัฒนธรรมนี้

“จังหวะของสังคมก็มีส่วน ครูขอบคุณลูกทุ่งเอฟเอ็มและพี่ชาย วิทยา ศุภพรโอภาส ตลอดเวลา เขาทำให้ลูกทุ่งเข้าไปอยู่ในเอฟเอ็ม พอมาถึงวันนี้ ความกล้าและการสร้างงานทำลายกำแพงเหล่านั้น ทำให้ทุกบทเพลงเสมอภาคมากขึ้น”

แม้เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจความจริงจังด้านภาษาของครูสลา แต่ทุกคนที่เกิดทันย่อมรู้ว่ามีการต่อสู้ในโลกดนตรีมาก่อน เมื่อชนะแล้วจึงต้องยืนยันจุดยืน เมื่อพบกับความเท่าเทียม ยิ่งต้องทำให้แสงนั้นเฉิดฉาย เช่นเดียวกับละคร นายฮ้อยทมิฬ ซึ่งพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง ผิดกับละครอื่นที่เคยมีในยุคนั้น นี่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวรบที่สู้เพื่อให้คนอีสานภูมิใจในตัวเอง โดยครูสลาได้รับเกียรติให้แต่งเพลงประกอบละครเรื่องแรกในชีวิต

“จนถึงตอนนี้และต่อไป เพลงลูกทุ่งจะไม่มีวันหมดยุค เพราะลูกทุ่งคือคนไทย เป็นเพลงของเราทุกคน”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

ปัจจุบัน ครูสลาเห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการที่เดินหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน เด็กรุ่นใหม่มีความพร้อมในการแต่งเพลง มีความสามารถด้านดนตรีมาตั้งแต่ในโรงเรียน หากมีเรื่องเล่ามาประกอบยิ่งกลายเป็นบุคลากรคุณภาพ

“คุณภาพคนพร้อมแล้ว หากประเทศมียานที่ดีพอจะส่งความเก่งของเด็กเราไปนานาชาติเหมือนเกาหลี หรือประเทศอื่น ก็รอตรงนั้นอยู่”

ความฝันในวัย 60 ของเขาไม่มีอะไรมาก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และแฟนคลับมามากพอ ก็ถึงเวลาส่งต่อความช่วยเหลือให้คนอื่น เพราะนั่นคือสัญญาที่ครูมีต่อลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า

“มันคือความฝันที่อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์ในวันที่มีแรงพอ ตอนนี้ถึงวัยส่งเสริม นอกจากเขียนเพลงเพื่อลูกศิษย์ ครูก็มีที่นาอยู่ที่อุบลฯ หากสร้างอาคารที่เก็บความเป็นเราเอาไว้ในนั้น สำหรับคนที่อยากศึกษาชีวิตของครูสลา หรืออยากศึกษาการเขียนเพลงของเรา ก็ไปที่นั่นได้ เผื่อเรื่องราวของเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคน”

บทเรียนชีวิตที่ก้าวมาเกินครึ่งศตวรรษสอนให้เขาไม่ยอมแพ้และเดินหน้าทำตามความฝัน ขณะเดียวกัน บทเรียนของความเป็นครูก็สอนให้เขามีความสุขเมื่อเห็นความสุขของผู้อื่น และรู้จักรักลูกคนอื่นให้เหมือนรักลูกตัวเอง

“ถึงจะลาออกจากราชการมานาน แต่ความเป็นครูไม่มีวันเกษียณ และจะอยู่ต่อไปจนหมดลมหายใจ”

เรื่องราวของเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แม้บทสนทนาจะถึงเวลาต้องจบ หลังจากที่เราขอตัวกลับบ้าน ยังมีอีกหลายชีวิตแวะเวียนมาที่ ห้องอัดซำบายใจ เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ซึ่งเจ้าของสถานที่ยินดีต้อนรับนักล่าฝันทุกคน พร้อมสนับสนุนเท่าที่มีกำลัง โดยก่อตั้ง ค่ายซองเดอ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ใช่ แต่ยังไม่ชนะในเวทีต่าง ๆ เพราะสำหรับครูสลาตอนนี้ ไม่มีเป้าหมายใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการแบ่งปัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

(ช่วงพิเศษ หลังตู้ครูสลา)

ระหว่างครูสลาเปลี่ยนบทบาทเป็นนายแบบ เราถามเขาว่าเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“หมวกได้มาโดยบังเอิญ ถ่ายรายการ ชิงช้าสวรรค์ คอนเทสต์ ตอนนั้นมาจากอุบลฯ และมาช้ากว่าเพื่อน ครูเทียม-ชุติเดช ทองอยู่ เลยเอาหมวกให้ใส่ เพราะผมกระเซิงมาก ปรากฏว่าเขาบอกดูดีก็เลยใส่เรื่อยมา

“ผ้าขาวม้า ตอนเรียน ป.กศ.สูง แม่ทอให้ ปกติชาวนาอีสานพอว่างจากงาน หน้าฝนก็ทอเสื่อ หน้าหนาวก็ทอผ้า ทุกบ้านจะมีใต้ถุนสูงและกี่ทอผ้า แม่ก็ทอแล้วแบ่งให้ลูกชายทุกคน ตอนที่เรียน ป.กศ.สูง ปีแรก แม่มีแรงทำ ก็แจกให้คนละผืน พี่ชาย ครู และน้อง เป็นผ้าที่สวยมาก แล้วพอแม่บอกว่าจะให้ เราก็พยายามฝึกใช้ คล้องไปคล้องมา ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ แต่เสียดายว่าผืนที่แม่ทอให้หายไปแล้ว

“เสื้อหม้อห้อม เสื้อผ้าฝ้าย พ่อเคยไปปั่นสามล้อที่นครพนมแล้วชอบเสื้อหม้อห้อมที่ปักเรณูนคร เราก็ใส่มาตลอดตั้งแต่นั้นเหมือนกัน”

เขายิ้มให้กล้องต่ออย่างไม่เขินอาย เราจึงปิดท้ายด้วยการเสนอให้เขาทำแบรนด์ผ้าขาวม้า เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพราะใครจะเป็นพรีเซนเตอร์ที่ดีไปกว่าคนที่ใช้ผ้าขาวม้าทุกวันเช่นเขา!

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load