อเล็กซานเดอร์ ไซม่อน เรนเดลล์ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ อเล็กซ์ เรนเดลล์

เป็นชายหนุ่มวัย 29 ปี ที่มีชีวิตน่าสนใจมาก

ชีวิตในวงการบันเทิงของเขามีสีสันแบบยากจะมีใครเหมือน

เข้าวงการบันเทิงตอน 4 ขวบ ช่วงเวลา 3 ปี เล่นหนังโฆษณาไป 40 ตัว

เล่นละครครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ และเล่นอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

เซ็นสัญญากับช่อง 3 ตอนอายุ 16 ปี

ในจุดที่จะเปลี่ยนผ่านจากดาราเด็กสู่พระเอก เขาถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของช่องที่คนพากันจับตา แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า เขาต้องเสียน้ำตาไปกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วงจากโลกออนไลน์ จนถูกผู้จัดถอยไปเล่นบทพระรอง

นั่นเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เขาหันไปตั้งใจเอาดีในด้านการแสดง

ตอนนี้เขาอยู่ในวงการบันเทิงมา 25 ปี เขาคิดและใช้ชีวิตไม่เหมือนคนในวงการบันเทิงส่วนใหญ่

ชีวิตในวงการสิ่งแวดล้อมของเขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

เขาสนใจสิ่งแวดล้อมตั้งแต่อายุ 10 ขวบ

เขาทำองค์กรชื่อ Environmental Education Centre Thailand (EEC Thailand) ทำค่ายสิ่งแวดล้อมศึกษาสำหรับเยาวชน ไปทั้งป่าและทะเล

4 ปี เขาทำไป 117 ค่าย ถ้าคุณอยากส่งลูกหลานมาค่าย EEC ต้องตั้งใจจองพอๆ ซื้อบัตรคอนเสิร์ตวงเกาหลี

ไม่แปลกถ้าคุณจะไม่รู้จัก EEC เพราะอเล็กซ์สนใจสร้างงาน มากกว่าสร้างภาพ

ถ้าเอาคำของเขาก็ต้องบอกว่า “ถ้าเราพอใจกับสิ่งที่เรามี ก็ไม่จำเป็นต้องอวดใคร เรามีความสุขคนเดียวได้”

เขาเชื่อเรื่องการสร้างคนและปลูกฝังความคิดที่ดีให้กับเด็กๆ เขาว่า

“นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่มีอะไรจะยั่งยืนไปกว่าการเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์อีกแล้ว”

หล่อ

ถ้าชอบความคิดเขา ไม่ต้องกรี๊ด

“ถ้ามีคนมากรี๊ดแล้วบอกว่าเราหล่อมาก กับคนนั่งเฉยๆ แล้วตบมือด้วยความชื่นชม ผมเลือกอันหลังนะ มันมีความหมายมากกว่า”

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ถ้าพูดถึงชีวิตในวัยเด็ก คุณนึกถึงอะไร

ช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตผมคือ ช่วงตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ถ้าตัดเรื่องเรียนกับถ่ายละครออกไป ชีวิตมีแต่ฟุตบอล ซ้อมบอลทุกเย็น เคยไปเรียนโรงเรียนฟุตบอลของบ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ที่อังกฤษอยู่พักหนึ่งด้วย มีของสะสมเกี่ยวกับแมนยูเต็มไปหมด ผ้าปูที่นอน ตัวตุ๊กตุ่นเล็กๆ นาฬิกา โทรศัพท์ พรม ตอนแรกเราอยู่คอนโดแล้วอยู่กันหลายคน พี่น้องต้องแบ่งห้องกัน คุณแม่ถึงขนาดไปซื้อคอนโดให้อีกห้องเพื่อเราจะได้มีห้องแมนยู เอาไว้ให้ลูกได้เล่น (หัวเราะ) แต่ผมไม่เคยได้นอนนะ มีสนามเล็กๆ โกลหนูด้วย ให้เล่นกับพี่ชาย เวลาไปอังกฤษพี่สาวก็จะบ่น เพราะเราทัวร์แต่สนามบอล

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

จุดเริ่มต้นความบ้าบอลของคุณมาจากไหน

แรงบันดาลใจในการเตะบอลมาจากพี่ชาย ที่โรงเรียนบางกอกพัฒนามีมินิลีกเล่นกันทุกวันศุกร์ตอนเช้า เรายังเล็กไป ได้แต่เชียร์ข้างสนาม อยากเล่นบ้าง พออายุครบสี่ห้าขวบคุณแม่ก็ส่งเข้าไป แล้วก็เล่นจริงจังมาก ผมเล่นบอลทีมโรงเรียนทุกระดับตั้งแต่ชุดอายุไม่เกิน 9 ปี 10 ปี 13 ปี ไล่ไปเรื่อยๆ จนชุดใหญ่ มีการแข่งขันของโรงเรียนนานาชาติในอาเซียนชื่อ SEASAC ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ บางกอกพัฒนาไม่ได้เป็นแชมป์มานานมากแล้ว ผมติดทีมปี 2011 2012 2013 เราได้กลับมาเป็นแชมป์ 3 สมัย ไม่แพ้สักเกม ปีแรกผมติดทีม All Stars ของทัวร์นาเมนต์ ปีที่ 2 ได้เป็น MVP (Most Valuable Player – ผู้เล่นยอดเยี่ยม) ของทัวร์นาเมนต์ ปีสุดท้ายผมได้เป็นกัปตันทีม มันเป็นความภูมิใจมาก

คุณเล่นตำแหน่งไหน

ผมเริ่มจากกองหน้าแต่ไม่รอด ยิงไม่เป็น เลยมาเป็นกองกลาง เลี้ยงก็ไม่ค่อยไป เลยมาเป็นกองหลังเวิร์กสุด ผมชอบเสียบ ชอบแย่งบอล ชอบยิงไกล ผมเป็นคนที่ยิงโกลเด้นโกลพาทีมเข้ารอบบ่อยมาก ใน 3 ปีนั้นผมยิงโกลเด้นโกลไป 3 ลูก มีความทรงจำดีๆ เยอะมาก

คิดจะเอาดีด้านการเตะบอลไหม

ตอนที่ทีมอินเตอร์มิลานมาสอนบอลที่ไทย ผมไปเล่นกับเขาพักหนึ่ง ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง โค้ชทีมชาติก็ชวนผมไปลองคัดเยาวชนทีมชาติ ถ้าตอนนั้นผมเลือกทางนั้น ผมก็น่าจะเล่นได้อย่างน้อยก็กึ่งอาชีพ อาจจะอยู่ในสโมสรระดับลีก 2 ลีก 3 พอเรายิ่งโตยิ่งเล่นกับฝรั่งก็ยิ่งรู้ว่ามันไม่ได้อยู่ที่ทักษะอย่างเดียว ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้จริงๆ เราต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุสิบสองสิบสาม ต้องเข้าไปอยู่ในระบบการฝึกซ้อมและ Facility ที่ถูกต้อง ชีวิตส่วนตัวก็จะหาย แต่เราทำตรงนั้นไม่ได้ ก็เสียดาย เวลามีคนถามว่า ถ้าคุณไม่ได้เล่นละครจะทำอะไร ผมว่าไม่พ้นบอลนะ ถ้าเขาไม่เลือกผมเป็นนักฟุตบอล ผมก็ไปเป็นสตาฟฟ์ในทีมบอล ไปเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือไปเรียนเป็นนักกายภาพบำบัด หรืออะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับกีฬา

เข้ามหาวิทยาลัยแล้วยังได้เล่นฟุตบอลอีกไหม

ผมไปซ้อมกับทีมมหาวิทยาลัยอยู่พักหนึ่ง รู้เลยว่ามันไม่ได้อยู่ที่ทักษะแล้ว นักฟุตบอลพวกนี้แรงดีมาก บางคนตัวเล็กกว่าเราแต่แรงดีกว่าเรา เขาเล่นทุกวัน ก็เลยคิดว่าเราอยากไปต่อหรือเปล่า ด้วยหลายๆ อย่างที่เราทำในชีวิตทำให้รู้ว่าเส้นทางฟุตบอลของเราจบลงแล้ว เล่นเพื่อความสนุกอย่างเดียวแล้ว

อเล็กซ์ เรนเดลล์

การเล่นฟุตบอลทุกวันนี้ต่างจากเล่นสมัยเรียนเยอะไหม

ตอนนั้นเวลายิงประตูได้แล้วคนเฮทั้งสนาม มันเป็นความสุขที่หาไม่ได้อีกแล้ว ทุกวันนี้เราเล่นฟุตบอลเพื่อเอาเหงื่อ (หัวเราะ) มันไม่มีการแข่งขัน ผมชอบเล่นกับคนที่เล่นแรง ผมชอบมีการปะทะเล็กๆ น้อยๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมชอบฟุตบอลคือ เราเป็นคนชอบการแข่งขัน มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีด้วย ฝีมือด้วย

ได้อะไรจากการเล่นฟุตบอล

ผมชอบอย่างหนึ่งของฝรั่งมากเลย ฝรั่งเล่นบอลไม่เหมือนคนไทย ในเกมเขาเสียงดังกันมาก ตะโกนโวยวาย ด่าคู่ต่อสู้ ใช้จิตวิทยาในการเล่น แต่พอจบเกม รอยยิ้มมาเลย จับมือกัน กอดกัน ทุกอย่างจบในเกม ทำให้เวลาเล่นเราเสียงดังไปด้วย แต่เวลาเล่นกับคนไทยนี่เสียว เดินกลับไปที่รถจะมีใครมากระทืบเราหรือเปล่า (หัวเราะ) มันทำให้เราเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน งานคืองาน ส่วนตัวคือส่วนตัว เราจะโมโหลูกน้องเราแค่ไหน มันจบแค่งาน เราจะไม่เอากลับมาคิดมาแค้นต่อ จบแล้วก็มาพัฒนากันต่อ การมีน้ำใจนักกีฬา คุณต้องเห็นใจเขา

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ตอนเด็กๆ คุณทำงานในวงการบันเทิงด้วยความรู้สึกแบบไหน

คุณแม่ไม่ได้มองเป็นอาชีพหรือธุรกิจ มันเป็นการไปเรียนรู้สังคม ไปฝึกวินัยในการทำงาน ช่วง 4 ขวบถึงประมาณ 15 การไปกองถ่ายคือไปเล่นกับพี่ๆ อย่างเดียวเลย ผมเป็นเด็กคนเดียวในกองถ่ายทุกกอง ทุกคนจะลากไปหอมไปกอด ซื้อของเล่นมาให้ ตอนผม 8 ขวบ ไปถ่ายงานที่เชียงใหม่แล้วผมร้องไห้คิดถึงบ้าน พี่แอ้ม บรอดคาซท์ ไปหาม้ามาที่กองถ่ายให้เราขี่ จะได้ไม่ร้องไห้ เราไม่รู้สึกว่าเป็นการทำงานเลย จนเซ็นสัญญากับช่อง 3 ประมาณอายุ 16 ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้จริงๆ เราต้องเปลี่ยนความคิดแล้ว มันไม่ใช่เล่นๆ แล้วนะเว้ย

ทำไมเด็กชายอเล็กซ์ถึงได้เล่นโฆษณา 40 ตัวใน 3 ปี หน้าตาดีหรือเล่นดี

ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ในแง่การแสดงเขาให้ทำอะไรเราก็ทำ ไม่ได้รู้สึกลำบาก ผมอาจจะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมั้งครับ ตอนทำงานผมไม่เคยเรียกร้อง จะดึกแค่ไหน รอนานแค่ไหน ก็ไม่เคยงอแง คุณแม่ไม่ยอมให้เรื่องพวกนี้เป็นปัจจัยในการปฏิเสธงาน เราก็เลยทำงานเต็มวันได้หลายๆ วันโดยเข้าใจว่ามันเป็นงาน ผมโชคดีที่ตอนเล่นละครผู้กำกับฝึกผมเหมือนผู้ใหญ่ เขาไม่ได้มองเราเป็นเด็ก

ยังไง

เรื่อง หัวใจและไกปืน มีวันหนึ่งต้องถ่ายซีนกลางคืน เป็นฉากบู๊ที่สำคัญ พออยู่หน้าฉากเราก็คิดแบบเด็กๆ ว่า ถ้าเรางอแงเราจะไม่ต้องทำงาน เขาคงปล่อยเรากลับบ้าน แต่อาตู่ (นพพล โกมารชุน) บอกผมว่า ทุกคนรอผมอยู่ ถ้าไม่มีอเล็กซ์ก็ทำงานกันไม่ได้ ผมก็ฮึด เล่นเสร็จอาตู่ก็เข้ามากอด เรื่องต่อๆ มาผมก็ได้ทำงานกับอาหมี พี่นก-ฉัตรชัย (เปล่งพานิช) พี่แอ้ม พี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์) ผมได้เริ่มต้นกับคนที่มาสายแสดงทุกคน ไม่ได้สอนให้เป็นสตาร์สักเท่าไหร่

อะไรทำให้คุณอยากเล่นละครให้ดี

ตอนอายุสิบห้าสิบหกผมได้ถ่ายละครเรื่อง คดีเด็ดเหตุแห่งรัก กับพี่ชาคริต (แย้มนาม) เขาเพิ่งเป็นพระเอก กำลังพีกเลย เห็นเขาแล้วก็คิดว่า ทำไมพี่คนนี้เท่จังวะ มีทางในการแสดงที่ไม่เหมือนใคร มีอยู่ช็อตหนึ่งผมต้องร้องไห้ แล้วหน้าเซ็ตเสียงดังมาก ผมร้องจนร้องไม่ได้อีกแล้ว ผมเลยขออนุญาตทุกคนไปนั่งนิ่งๆ แป๊บหนึ่ง พยายามทำอารมณ์เค้นมันออกมา พี่ชาคริตแอบมาเห็น คืนนั้นพอถ่ายเสร็จเขาก็พูดกับผมว่า I’m your biggest fan ไอไม่เคยเห็นเด็กคนไหนขอไปทำสมาธิก่อนเล่น ผมก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือผิด แค่รู้สึกว่ามันจะช่วยเราได้

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพี่ชาคริตจะพูดใส่หัวผมตลอดทั้งเรื่องว่า ยูเห็นแบบนี้ไหม ยูไม่ใช่พวกนั้นนะ ยูเป็นพวกนี้ ยูต้องทำแบบนี้ ยูรู้จักโคลิน ฟาร์เรล ไหม รู้จักนักแสดงคนนั้นคนนี้ไหม ยูต้องไปศึกษางานเขา ทุกคนในกองถ่ายยอมรับฝีมือการแสดงของพี่ชาคริตมาก ผมอยากได้รับการยอมรับแบบนี้บ้าง อยากให้คนมองว่า เราเป็นนักแสดงที่ดี พอมาเซ็นสัญญากับช่อง 3 ผมก็เริ่มศึกษาเรื่องการแสดงอย่างจริงจัง

อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเรียนการแสดงกับใคร

เรียนด้วยตัวเอง ผมพยายามจะไปเรียนกับครูระดับใหญ่ๆ ของประเทศ แต่เขาไม่รับเพราะตอนนั้นผมยังไม่ดัง ก็เอาวะ ลุยเองก็ได้ เลยศึกษาเองในยูทูบ มันมี Actor Studio ที่เอานักแสดงดังๆ อย่าง โรเบิร์ต ดาวนีย์ โรเบิร์ต เดอ นีโร เอาตัวเจ๋งๆ ที่เป็นสายการแสดงจริงๆ มาสัมภาษณ์ ให้เล่าวิธีเตรียมตัว ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ช่วงนั้นผมบ้าการแสดงมาก พยายามจะเอามาใช้ในบท

หัวใจของการแสดงที่คุณค้นพบคือ

มันเป็นเรื่องการทำการบ้าน วิธีคิด การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นตัวละคร ตอนถ่ายเรื่อง สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ผมเล่นกับพี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) พอเขาเดินเข้ามาในเซ็ตก็มองกวาดไปทั่วบ้าน ตอนแรกผมนึกว่าเขาวอร์ม แต่เขามองทุกสิ่งทุกอย่าง พยายามทำให้ตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน คนดูจะได้เชื่อว่านี่คือบ้านของเขา เฮ้ย มันละเอียดกว่าที่เราคิดเยอะ

แต่สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องของประสบการณ์ ไม่มีใครที่จะได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดนักแสดงจากการเล่นละครแค่ไม่กี่เรื่องหรอก ผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ จากกองเล็กกองน้อย เราไปรับบทเล็กบทน้อย ไปเล่นบันทึกกรรม ละครตอนเช้า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ต้องเอากาวแปะจุกติดหัว กล้องฟิล์มผมก็ทัน รีโหลดผมก็ทัน ต้องรีบพูดบทให้เสร็จก่อนนาทีครึ่งไม่งั้นฟิล์มหมด ต้องใช้ห้องดำต่อฟิล์ม เราเจอการแสดงมาหลายรูปแบบเลยทำให้วันนี้เราเข้าถึงบทในทางที่ถูกได้

ตอนคุณเปลี่ยนผ่านจากดาราเด็กที่ใครๆ ก็รักมารับบทพระเอกดูเหมือนจะไม่ง่ายเท่าไหร่นะ

ผมบิลด์ตัวเองมาหลายปีแล้ว ตอนผมเล่นเรื่อง บัวปริ่มน้ำ กับพี่ปอ (ทฤษฎี สหวงษ์) พี่เข็ม (ลภัสรดา ช่วยเกื้อ) เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ผมได้รับเลือกเป็นพระเอกในเรื่องถัดไปคือ สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ตอนอายุ 17 ตอนนั้นช่อง 3 ยังไม่มีพระเอกรุ่นใหม่เลย เราเป็นคลื่นลูกใหม่คนเดียว ผมคิดว่าเรานี่แหละพระเอกคนต่อไปของวงการ ตอนแรกผมคิดว่าจะได้เป็นพระเอกละครหลังข่าว พอเป็นละครเย็นก็นอยด์ไปรอบหนึ่ง ละครออกไปแล้วเหมือนจังหวะยังไม่ใช่ เรายังเด็กไป รูปร่างเรายังไม่ใช่ ทุกอย่างมันไม่ใช่ เราโดนสังคมพูดถึงในทางลบเรื่องความไม่เหมาะสม ผู้จัดก็ไม่เอาแล้ว ให้เราไปเล่นเป็นตัวสอง เรานั่งร้องไห้ เสียศูนย์ไปพักหนึ่งเลย มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย คนไม่ได้กรี๊ดเรา เราไม่ได้ดัง

แต่วันนี้มองกลับไป มันดีมาก เหมือนนักฟุตบอลที่โดนคัดออกจากทีมในจังหวะที่ถูกต้องมาก เหมือนเลอบรอน เจมส์ หรือไมเคิล จอร์แดน เขามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะเขาเคยผ่านจุดที่ไม่ดีพอสำหรับทีมมาก่อน ผมไม่ได้เทียบตัวเองกับเขานะ (หัวเราะ) ของผมเหมือนจากที่เรากำลังลอยๆ กำลังพราวด์ในตัวเอง อยู่ดีๆ ทุกอย่างก็ฟีบ คุณไม่ใช่อะไรเลย คุณยังเป็นคนเดิม คุณยังต้องพัฒนา

อเล็กซ์ เรนเดลล์

ตอนที่พบว่าคุณยังเป็นพระเอกไม่ได้ คุณได้รับคำแนะนำอะไรบ้าง

บางคนแนะนำว่า ผมต้องทำตัวให้แตกต่าง ต้องไปซื้อแบรนด์เนม อันนี้พูดกันตรงๆ เลยนะ เวลาไปเดินห้างต้องใส่เแว่นดำให้ดูเป็นสตาร์ ทำให้ตัวเองมีราคา จะได้ขายได้ แล้วก็กินนมเยอะๆ จะได้ตัวโตๆ แต่เราดีใจมากที่เราไม่ได้ไปสายนั้น เราเอาเวลาตรงนั้นมาศึกษาการแสดงแทน ผมเห็นพี่ชาย ชาตโยดม (หิรัณยัษฐิติ) ตอนอายุ 20 ปลายๆ ขึ้นไปรับรางวัลการแสดง แล้วก็คิดว่า พี่คนนี้โคตรเท่เลย เป็นนักแสดงจริงๆ ในขณะที่คนอื่นเป็นดารา เราต้องเป็นอย่างนี้ให้ได้ คนต้องซื้อเราที่ผลงาน ไม่ใช่เพราะส่วนสูง หรือว่าไม่เอาเราเพราะองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ละครจะประสบความสำเร็จหรือไม่อาจจะไม่ได้อยู่ที่เราด้วยซ้ำ มันขึ้นกับบท การถ่ายทำ จังหวะออนแอร์ เราจะไปเครียดกับมันทำไม แต่เราควบคุมฝีมือเราได้ เราเลยมุ่งไปด้านนี้ ตอนเล่นหนังผมก็เอาเงินส่วนหนึ่งของค่าตัวไปจ้างแอคติ้งโค้ชของเราเอง

การโดนลดชั้นมาเล่นเป็นนักแสดงตัวสองมีข้อดีบ้างไหม

โชคดีที่ผมไม่ใช่นักแสดงที่ทุกคนคาดหวังว่าต้องประสบความสำเร็จ หมายความว่า ถ้ามีนักแสดงสักคนที่หล่อ องค์ประกอบครบ ช่องจะพยายามดึงส่วนนี้ออกมาสู่สังคมให้มากที่สุดผ่านละครและสื่อต่างๆ แต่ผมไม่ได้ถูกจดจำแบบนั้น ผมต้องทำงานให้หนักคนถึงจะเห็น ถึงจะได้โอกาสเล่นเรื่องต่อไป พอมาเล่นเป็นตัวสองแล้วตั้งใจศึกษาบท มีเรื่องหนึ่งของบรอดคาซท์ผมไปเล่นรับเชิญแค่ 2 ตอน เล่นเป็นเกย์ เล่นแล้วมีความสุขกับบทแบบนี้มาก อยากให้คนเอาบทแปลกๆ มาให้เล่นอีก เราได้แสดงจริงๆ ไม่ต้องห่วงหล่อ ไม่ต้องแบกภาระอะไร บางทีตัวนำก็มีเรื่องการตลาดของตัวละครเข้ามาเกี่ยวเยอะ ต้องดูดีตลอดเวลา ต้องพูดในแนวทางหนึ่ง ต้องมีแพตเทิร์นมาตรฐานบางอย่าง แต่เล่นเป็นตัวสองตัวสามเราไม่ต้องแบกภาระตรงนั้น ผู้จัดก็ให้เราไปเล่นตรงโน้นตรงนี้ บทที่เราได้ก็มีความหมายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

บทแบบไหนที่ผู้จัดจะนึกถึงคุณ

ดราม่า เวลาเจอพี่ๆ ผู้จัดเขามักจะบอกว่า เดี๋ยวรอดราม่าก่อน ได้เจอกันแน่ คอเมดี้ไม่ค่อยนึกถึง ส่วนละครฟีลกู้ดนี่ยากนิดหนึ่งสำหรับผม ตอนนี้ถ้าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับป่าไม้เขาเรียกผมหมด (หัวเราะ) ผมชอบเล่นดราม่านะ แต่เล่นแล้วโคตรเหนื่อย มันใช้อารมณ์เยอะ

มีหลักในการรับงานไหม

ทุกวันนี้ผมถึงจุดที่พอจะเลือกได้ว่าอยากทำงานนี้หรือเปล่า เมื่อก่อนผมต้องทำงานที่ไม่อยากทำเยอะมาก เขาให้ผมแต่งตัวเกาหลีขึ้นไปเต้นอยู่หลายปี ผมก็ต้องทำ บางงานไปหน้างานแล้วก็ต้องสู้กับตัวเอง เช่น งานถ่ายแฟชั่นที่ต้องโพสแบบที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา เราก็ทำมาแล้ว พี่หนุ่ม อรรถพร (ธีมากร) เคยบอกว่า อะไรที่มันไม่ใช่ก็ห่างๆ ไว้บ้าง ก็จริง ทุกคนพูดว่า นักแสดงทุกคนต้องเล่นให้ได้ทุกบท ผมไม่เชื่อ นักแสดงต้องเลือกบทที่เหมาะกับตัวเอง ที่คุณเห็นนักแสดงฮอลลีวูดเล่นบทที่หลากหลาย เขาคิดมาแล้ว เลือกแล้วเลือกอีกกว่าจะรับแต่ละเรื่อง ถ้าเอาบทที่ไกลจากตัวเรามากหรือเชื่อมโยงกับเราไม่ได้มาให้เราเล่นวันละ 30 ฉาก มันก็ไม่ใช่

คุณวางตำแหน่งของตัวเองในวงการบันเทิงไว้ตรงไหน

ผมอยากเป็นเหมือนพี่ชาย (ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) อาหนิง (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ผมเคยใช้ชีวิตแบบเป็นดารามาแล้ว เคยเข้าไปอยู่ในสังคมดารา เคยได้อะไรมาง่ายๆ เคยพยายามทำบางอย่างที่จะสร้างกระแสเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง พอถึงจุดหนึ่งก็รู้ว่าเราหลอกตัวเองมาตลอด เราไม่เหมาะกับสังคมแบบนี้ มันไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ได้ในสิ่งที่เราให้ไปทั้งหมด เราไม่ได้ความจริงใจกลับมา เราเต็มที่กับใคร สุดท้ายเขาก็มองเราเป็นการแข่งขันอยู่ดี ทุกวันนี้ผมไปกองถ่ายแล้วก็กลับบ้าน ถ้าเป็นเพื่อนๆ นักแสดงที่ไม่ได้สนิทกันจริงๆ ชวน ผมก็เลือกไปกับกลุ่มเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันมากกว่า วันว่างก็อยากอยู่กับครอบครัว

อเล็กซ์ เรนเดลล์

สังคมแบบดาราที่คุณไม่ชอบเป็นยังไง

ตอนอายุ 16 ผมเซ็นสัญญากับช่อง 3 ช่วงนั้นผมเล่นซิตคอมเป็นประจำ มีรายได้เป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ไม่ได้ขอเงินคุณพ่อคุณแม่แล้ว ยุคนั้นจ่ายค่าตัวเป็นซองเงินสด เสร็จงานเราจะได้ซองที่ข้างในมีเงินเป็นปึกๆ ผมก็ไปซื้อตู้เซฟมา เอาเงินเก็บไว้ในนั้น ทุกอย่างดูง่ายมาก ตอนเด็กๆ ผมไปร้องเพลงตามสวนน้ำลีโอแลนด์ เขาให้ค่าตอบแทน 3,000 5,000 แต่วันที่ผมมาทำงานกับช่อง 3 เขาให้เราเดินในงานแป๊บเดียวได้หมื่นห้า สำหรับเรามันเยอะมาก ทำแค่นี้เนี่ยนะ มันมีงานแบบนี้ในโลกด้วยเหรอ มันเป็นความพราวด์ที่ทุกอย่างมาเร็ว มาง่าย

เราต้องเข้าห้างไปซื้อแบรนด์ดังๆ ซื้อกระเป๋าสตางค์ ซื้อเข็มขัดที่โชว์ให้เห็นว่าเรามีมันได้นะเว้ย พยายามไปกินข้าวกับคนนั้นคนนี้ ไปมีหน้ามีตาในสังคม ไปเป็นที่ยอมรับของพรรคพวก พยายามอยู่ในสังคมที่ทำให้ทุกคนรับรู้ว่าเรามีอะไร มันเป็นการกระทำที่เราอาจจะยังไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีในตอนนั้น อาจจะยังคิดไม่เป็น ถ้าเราพอใจจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปอวดใคร เรามีความสุขคนเดียวได้ มารู้ตัวอีกทีไม่มีเงินเหลือแล้ว ใช้เที่ยวหมด เราเจอเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่พบว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่ เลยถอยออกมาตั้งหลัก หาจุดยืนใหม่ของตัวเอง ก็คือเรื่องการแสดง ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผมไม่สามารถใส่เข็มขัดมีโลโก้ที่เคยซื้อมาได้แล้ว มันไม่ใช่แล้ว

คุณเริ่มพอใจกับชื่อเสียงของตัวเองเมื่อไหร่

เอาตรงๆ เลยนะ ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็เป็นที่รู้จักของสังคมแล้ว เมื่อก่อนตอนแปดเก้าขวบสิ่งที่ผมต้องทำเวลาไปห้างคือคุณพ่อคุณแม่จะพาไปถ่ายสติกเกอร์กับแฟนคลับ เพราะยุคนั้นเขาเน้นถ่ายสติกเกอร์กับขอลายเซ็น มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ตอนเด็กๆ ผมไปเข้าค่ายของโรงเรียนพร้อมโรงเรียนไทย เป็นช่วงที่ละครกำลังออก คนมารุมถ่ายรูปผมเยอะมาก เราไม่ชอบความรู้สึกที่ต่างจากเพื่อน เพื่อนฝรั่งมันไม่รู้ว่าเราเล่นละคร

แต่ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงจริงๆ เมื่อสองสามปีนี้เอง มันเริ่มอยู่ตัวในการเป็นนักแสดง ก่อนหน้านี้เราดังเป็นช่วงๆ ถ้าละครประสบความสำเร็จก็ดัง ละครไม่มีก็หาย ปีนี้หลังจากคมแฝกออก เหมือนเราได้ก้าวขึ้นมาอีกระดับ คนเห็นเราในบทที่โตขึ้น คนก็จะเข้ามาทักมากขึ้น แต่ไม่ได้ดังแบบมีคนมากรี๊ดนะ แฟนคลับผมจะเป็นป้าๆ เยอะ เขาเห็นเรามาตั้งแต่เด็ก มีความเอ็นดู ผมจะเล่นละครกี่เรื่องๆ เขาก็ยังจำว่าผมเล่นเป็นลูกพี่หนุ่ย อำพล (ลำพูน)

คุณอยากถูกจดจำว่าเป็นนักแสดงแบบไหน

ด้วยวัยของเรา ก็ยังต้องแต่งหน้าทำผมทำตัวให้ดูดีไปออกอีเวนต์ ต้องเป็นตัวแทนของหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง แต่ในระยะยาว ผมอยากเป็นเหมือนนักแสดงต่างประเทศที่ยิ่งอายุเยอะยิ่งเก๋า ยิ่งมีค่า คนยิ่งอยากทำงานด้วย ยิ่งให้เกียรติเคารพในสิ่งที่ทำมา บ้านเราความสนใจของคนมักจะอยู่ที่ช่วง 10 ปีของนักแสดงที่ได้รับบทพระเอก ในวันที่เขาหมดแล้ว เขาก็คงเลี้ยงตัวเองได้ทั้งชีวิต แต่เขาไม่ได้รับการเคารพในทางที่ผมอยากให้คนยอมรับ ผมอยากให้คนบอกว่า เราชอบพี่อเล็กซ์แสดง ถ้ามีคนมากรี๊ดแล้วบอกว่าเราหล่อมาก กับคนนั่งเฉยๆ แล้วตบมือด้วยความชื่นชม ผมเลือกอันหลังนะ มันมีความหมายมากกว่า เพราะเราทำงานหนักเพื่อสิ่งนี้ ผมเวอร์ไปไหมครับ (หัวเราะ)

ทำไมถึงไม่มีผู้จัดการติดตัว

ผมไม่ชอบให้มีคนติดตาม เคยพยายามมีหลายรอบแล้ว แต่สุดท้ายเราเป็นคนดูแลเขา ก็เลยไปเองคนเดียวดีกว่า บางทีไปงานอีเวนต์ต่างจังหวัดผมก็นั่งเครื่องบินไปเองคนเดียว จากสนามบินก็นั่งรถไปที่ห้างเอง ไปติดต่อคนจัดเอง หาทางบินกลับเอง อยู่คนเดียว ไม่คุยกับใครทั้งวัน ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นตลอด ถ้าจะหาคนมาทำงานติดตัวเรา ต้องรู้ใจกันจริงๆ เพราะผมค่อนข้างจุกจิกกับการทำงาน

เวลาว่างทำอะไร

แทบจะไม่ว่างเลย สองสามปีนี้เราทำงานเยอะที่สุดในชีวิตแล้ว เราจับงานหลายอย่างเกินไปนิด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็ว เวลาเราอยู่กรุงเทพฯ ความคิดเราแล่นตลอดเวลา คิดอยากทำโน่นทำนี่ มารู้ตัวอีกทีโปรเจกต์เต็มมือไปหมด เวลาว่างก็เลยต้องไปต่างประเทศจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องงาน เพราะถ้าผมไปดำน้ำที่สิมิลันผมจะนึกถึงเด็กตลอด เพราะมันเป็นที่ทำงานของ EEC เห็นปลาก็จะคิดว่า ถ้าเด็กได้เจอคงชอบเนอะ

งานที่ว่าคือ

มีทั้งละคร ท้ั่ง EEC พอทำ EEC ก็มีงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเข้ามา ไปประชุม มีองค์กรโน้นโรงเรียนนี้เชิญไปพูด ไปเป็นวิทยากร ไปถ่ายงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไปช่วยงานสารคดีบ้าง ซึ่งไม่ใช่งานที่โด่งดังหรืองานในสื่อหลักเลย เราอยากช่วยทุกคนจนรับปากไปหมด ก็เลยเหนื่อย แต่ทำแล้วโอเค

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ คุณไปที่ไหน

เมื่อก่อนก็ไปญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา หลังๆ ผมไปแต่อุทยานแห่งชาติ ไปประเทศไหนก็หาว่ามีอุทยานแห่งชาติที่ไหนบ้าง ปีหน้าผมจะพาทั้งบ้านไปอเมริกา ก็นั่งวางแผนว่าจะไปอุทยานแห่งชาติ 10 แห่ง มาถึงจุดนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) หลังจากนี้ก็อยากไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เป็นธรรมชาติ อยากไปเปรู โบลิเวีย อาร์เจนติน่า อิหร่าน อินโดนีเซีย ไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเริ่มเที่ยวธรรมชาติตั้งแต่เมื่อไหร่

10 ขวบ ตอนนั้นมีคนชวนผมไปทำเดโมรายการเกี่ยวกับธรรมชาติ เลยชวนกันไปทำความรู้จักกันก่อนที่เขาใหญ่ สุดท้ายรายการนี้ก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่การทำเดโม ผมก็ไม่รู้ว่ามันล้มไปที่ขั้นตอนไหน แต่มันทำให้ผมได้ไปเดินป่ากับครูกต (อลงกต ชูแก้ว) ครูดูแลช้างป่าขาเจ็บชื่อติงลู ครูต้องออกไปให้ยาติงลู ไปจุดเดิมทุกวัน เรียกติงลูออกมา ครูให้ผมเอาเม็ดยายัดเข้าไปในกล้วย แล้วบ้วนน้ำลายใส่กล้วยเพื่อให้มันจำกลิ่นเรา โยนไปทางขวาก็พูดขวา โยนไปทางซ้ายก็พูดซ้าย ให้มันเชื่อง จะได้ยอมให้เรารักษา กลับมาผมก็เอากล่องไปช่วยระดมทุนที่ช่อง 3 ในกองถ่าย เวลานึกถึงธรรมชาติผมก็จะนึกถึงครูกตที่เคยพาเราเข้าไปรักษาช้างในป่า สนุกดี

สนุกยังไง

ครูกตเป็นคนจำแนกช้างทั้งหมดในเขาใหญ่ เขารู้ว่าตัวนี้ลูกใคร ครอบครัวมันมีตัวไหนบ้าง รู้ว่าตัวไหนแก่สุด ตัวไหนใหญ่สุดในเขาใหญ่ รอยตีนที่เห็นก็รู้ว่าของตัวไหน เพราะช้างจะดูแลพื้นที่ของมัน เขาก็จะรู้ว่ารัศมีนี้ใครดูแล เขาควบคุมช้างป่าได้ ช้าง 2 ตัวกำลังจะต่อสู้กัน เขาทำเสียงมัวๆๆๆ มันก็ถอย เราเห็นกับตา สิ่งที่เขาทำกับช้างมันเจ๋งมาก เราได้ใกล้ชิดกับช้างป่าจริงๆ เป็นการเปิดโลกของเราในช่วงนั้น

คุณใช้ชีวิตแบบนั้นนานแค่ไหน

ประมาณ 2 ปี ถึงจะไม่มีรายการ แต่คุณแม่เห็นว่าเราชอบ คุณแม่ก็ชอบ อยากให้เราได้เรียนรู้แบบนี้ เลยพาไปหาครูกตที่เขาใหญ่เรื่อยๆ จนครูกตไปเรียนต่อต่างประเทศ เราไม่ได้เจอกันเกือบ 10 ปี เพิ่งมาเจอกันตอนผมเรียนจบนิเทศ

ช่วงเวลา 2 ปีนัั้นส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ได้ความผูกพันกับธรรมชาติแน่นอนครับ สิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มีเหตุการณ์ช่วงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น มันทำให้เราไม่ชอบเข้าเมือง ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบรถติด ชอบอะไรเงียบๆ

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

คุณเริ่มดำน้ำได้ยังไง

ผู้สาวที่คบกันอยู่ในตอนนั้นเขาดำน้ำ เราก็อยากดำบ้าง ตอนไปมัลดีฟส์ผมไปลงคอร์ส DSD (Discover Scuba Diving) ที่โรงแรม เรียนคอร์สเดียวก็ลงทะเลได้เลย จะมีคนช่วยคุม สุดยอดของความสนุกเลย กลับมาก็เรียนดำน้ำแบบ Open Water อยากจะซื้อทริป อยากไปอยู่บนเรืออีก

จะได้ไปอยู่กับผู้สาว

(หัวเราะ) อาจจะมีส่วนด้วย อาจจะเป็นข้ออ้างหนึ่ง ตอนแรกเราชอบโลกใต้น้ำมาก มันเป็นเรื่องปกติที่คนจะชอบโลกใต้น้ำ แต่ผมชอบชีวิตการอยู่บนเรือมากกว่า ชอบการถอดรองเท้า ใส่เสื้อผ้าน้อยๆ ทุกคนวางมือถือของตัวเอง แล้วคุยกัน เป็นเพื่อนกัน ดีต่อกัน จากนั้นผมก็ไปเรียนหลักสูตรที่สูงขึ้น พอทำ EEC ก็เรียนเพื่อเป็น Dive Master ถ้าไม่ได้ทำ EEC ก็คงเป็นแค่นักดำน้ำทั่วไป

ทำไมคุณถึงเริ่มทำ EEC

พอเรียนจบผมอยากไปเขาใหญ่ก็นึกถึงครูกต ลองหาในเฟซบุ๊ก ทักไปว่าครูทำอะไรอยู่ ผมจะไปเขาใหญ่จะขอเข้าไปสวัสดี ครูบอกว่า กำลังจะมีกิจกรรมกับเด็กตาบอดอาทิตย์หน้า ผมก็ชวนเพื่อนกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 คนไปช่วยดูแลเด็กตาบอด ผมทึ่งมากกับสิ่งที่ครูทำ กับความพยายามช่วยพัฒนาเด็กด้อยโอกาส ผมมีส่วนร่วมกับการทำงานการกุศลมาเยอะมาก จริงบ้าง ปลอมบ้าง เห็นมาหมด พอมาเห็นแบบนี้มันโดนมาก ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดีมาก ทำกันเงียบๆ ไม่ต้องมีใครมาเห็น ทำกันด้วยใจ

มันเป็นความผิดพี่เต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) (หัวเราะ) เขาบอกว่าอยากช่วยชีวิตช้าง พูดแบบนี้ผมก็ช่วยด้วย นึกว่าเหมือนไถ่ชีวิตวัวควาย แต่การไถ่ชีวิตช้างมันตัวละล้านห้า มีการซื้อที่ถูกต้อง มีใบอนุญาต มีผู้เชี่ยวชาญไปดูว่าโตมามันจะดุไหม อันตรายหรือเปล่า จะเป็นครูช้างได้หรือเปล่า เราอยากเอาขวัญเมืองมาเป็นครูช้าง ก็เลยทำโปรเจกต์ระดมทุน ทำเสร็จก็มาทำโรงพยาบาลช้าง มีสร้างรถพยาบาลช้างคันแรกของประเทศไทย 48 ชั่วโมงก่อนช้างตายเขายังช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่ผ่านมาช้างมาถึงมือหมอไม่ทัน เพราะไม่มีรถขนช้าง หมอก็เอาเครื่องมือเข้าป่าไปไม่ได้ เราก็ทำเสื้อยืดขายตัวละ 250 บาท ไปขายหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ หน้ากองถ่าย ฝากแฟนคลับไปขาย ทำอยู่ 2 ปีก็ได้เงินครบ ปรากฏว่ามีคนช่วยสนับสนุนรถ เราก็เลยเอาเงินที่ได้มาสร้างคอก สร้างระบบไฮดรอลิกช่วยช้าง ทุกวันนี้รถคันนี้ก็ใช้ช่วยช้างป่าช้างบ้านทั่วประเทศ

ครูกตสอนเด็กๆ ดำน้ำด้วย ช่วงนั้นผมบ้าดำน้ำก็เลยไปดำกับครู เห็นว่าเขาสอนเด็กยังไง มันเป็นจังหวะที่เรากำลังหาอะไรให้ตัวเอง การอยู่ในวงการบันเทิงต้องรอให้คนโทรมา ต้องรอให้คนเรียกตลอดเวลา เราได้แต่นั่งรอ ทำยังไงให้ชีวิตแต่ละวันเป็นการตัดสินใจของเราเอง ตอนแรกผมคิดจะขายชีสเค้ก เอาสูตรของคุณพ่อที่เคยทำให้โรงแรมมาทำ แต่อเล็กซ์ขายชีสเค้กนี่มันนิ่มไปหน่อย มันไม่ใช่เรา (หัวเราะ)

ตอนนั้นเราไปส่องสัตว์ด้วยกัน 4 คน มีผม พี่เต้ย ครูกต ภรรยาครูกต พูดกันไปพูดกันมาว่าเราจะทำองค์กรนี้ขึ้นมา ผมช็อกไปแป๊บหนึ่ง เพราะภาพที่เกิดขึ้นมันชัดมาก ความคิดเราแล่นเร็วมาก มันใช่มาก ผมจับมือเขาตรงนั้นแล้วบอกว่า ผมทำแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ใช่และเหมาะกับผมมากกว่านี้อีกแล้ว เราเริ่มทำด้วยกัน 4 คน ทำทุกอย่างเอง ค่อยๆ ขยายกันมา

คุณเห็นภาพว่า EEC จะทำอะไร

ทำค่ายสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เยาวชน มันเริ่มจากมีกลุ่มผู้ปกครองที่เป็นเพื่อนกันเอาลูกไปเข้าค่ายกับครูกต ผมไปเป็นอาสาสมัครช่วยสอนในค่าย เราเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดี น่าจะเปิดให้เป็นเรื่องเป็นราว มีการจัดการที่เป๊ะ เราใช้เวลาเกือบ 2 ปีศึกษาก่อนจะเปิดค่ายแรก เราทำกันเองหมดเลย พ่อเต้ยเป็นคนออกแบบโลโก้ ผมออกแบบเว็บ ทั้งออฟฟิศจ้างพนักงานประจำแค่คนเดียวมาเป็นผู้ช่วย สร้างขึ้นมาทีละนิด

มั่นใจไหมว่าจะประสบความสำเร็จ

แน่นอน เพราะมันเป็นสิ่งที่ดีและคนชอบแน่ๆ ถ้าเขาได้รู้จัก EEC ต้องรักเรา เอ็นดูเรา สำหรับผมเรื่องศักดิ์ศรีสำคัญนะ เราภูมิใจกับมันมาก เรากล้าพูดว่าเราเป็นคนก่อตั้งองค์กรนี้ สำหรับเรา ไม่มีอะไรเท่กว่า EEC อีกแล้ว ทุกวันนี้เวลาผมไปเจอชาวต่างชาติ ผมแนะนำตัวว่า ทำงานสิ่งแวดล้อมศึกษา ผมไม่บอกว่าเป็นนักแสดง เพราะจะดึงดูดความสนใจอีกแบบ ซึ่งผมไม่ได้อยากได้ตรงนั้น EEC คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่จะพูดถึงมันตลอดเวลา

ทำไม EEC ถึงน่าเอ็นดู

มันมีแต่เรื่องบวกกับบวก เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ส่วนหนึ่ง ถ้าตัดเรื่องนี้ออก มันเป็นเรื่องของครอบครัว มันคือการเรียนรู้ที่น่ารัก เป็นการสร้างความผูกพันในครอบครัว คนที่มาเข้าค่ายได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ในชีวิต EEC สร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ เป็นโปรดักต์น้ำดีในความรู้สึกผม

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

พ่อแม่แบบไหนที่ส่งลูกมาค่าย EEC

มี 2 แบบ คือลูกชอบสัตว์มาก มีครอบครัวหนึ่งพาลูกไปดูวาฬที่นอร์เวย์แล้ว เขาส่งลูกไปดูสัตว์ที่ไหนก็ได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่มีความรู้ที่จะส่งให้ลูกต่อ เขาอยากให้ลูกมาเรียนรู้ต่อกับเรา สอง พ่อแม่ชอบแนวนี้อยู่แล้ว หาอะไรแบบนี้ให้ลูกได้เรียนรู้มานานแล้ว ปลูกฝังให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของตัวลูก

เด็กได้อะไรจากการมาเข้าค่ายธรรมชาติ

เยอะมากครับ เด็กจะได้ทักษะชีวิตหลายอย่างจากการเข้าค่าย การจะเจริญเติบโตมาเป็นนายคนได้ คุณต้องเรียนรู้ที่จะออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองให้ได้ มันเป็นทักษะชีวิตอย่างหนึ่งที่เด็กจะพกติดตัวไปตลอด เด็กบางคนมากับพี่เลี้ยง บางคนมีคนขับรถตู้คันใหญ่ๆ มาส่ง แต่เวลาที่อยู่ในค่าย คุณต้องตื่นเวลาเดียวกัน กินเหมือนกัน ต้องรู้จักรอ รู้จักให้คนอื่น เราเข้มงวดเรื่องวินัยมาก มันเป็นการพัฒนาลูกในเรื่องการเข้าสังคม พ่อแม่ที่มาค่ายด้วยกันจะเห็นลูกเขาอีกแบบมุมไม่เคยเห็นมาก่อน กลับบ้านแล้วเขาอาจจะดื้อเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยเวลาอยู่ที่ค่ายเขาก็เปลี่ยนไป เขารู้จักเคารพกติกา เคารพสิ่งที่อยู่ข้างหน้า โตขึ้นมาเขาจะไม่ทำตัวเหนือกฎหมาย จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จะเคารพคนอื่น มีคุณพ่อคุณแม่บ้านหนึ่งเอาลูกมาฝากเราแล้วบอกว่า ทำยังไงก็ได้ให้พนักงานสองสามพันคนรักลูกผมให้ได้

หมายความว่าอะไร

เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่มีพนักงานสองสามพันคน วันที่ลูกเขาขึ้นมาทำหน้าที่แทน ลูกเขาต้องเป็นหัวหน้าที่ทุกคนรักให้ได้ โจทย์แค่นี้เอง บางคนเป็นเรื่องสมาธิสั้น บางคนมีปัญหาทางสังคมของโรงเรียนมาให้เราช่วยแก้ เด็กบางคนไม่ยอมพูด แต่ตอนนี้กล้าแสดงออกแล้ว นอกจากเรื่องการอนุรักษ์และความรู้แล้ว แต่ละครอบครัวคิดว่า EEC สามารถตอบโจทย์เล็กๆ น้อยๆ ให้เขาได้

กระบวนการไหนทำให้เด็กโตมาแล้วจะกลายเป็นที่รัก

เด็กจะเติบโตมาเป็นคนที่มีคนรักได้เขาต้องมีจิตใจที่ดี เราต้องปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็กๆ ผมเอาเด็ก 4 ขวบไปอยู่กับพี่ออทิสติก 10 ขวบ เด็กคนนั้นขึ้นไปนั่งตักบนวีลแชร์แล้วกอดเขา คุณจะบอกได้ยังไงว่า เด็กคนนี้จะไม่ใช่คนที่จะดูแลเด็กด้อยโอกาสในอนาคต

ผมบอกเด็กเสมอว่า คุณจะเก่งแค่ไหน ประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่มันจะไม่มีค่าเลยถ้าคุณโตขึ้นมาแล้วมีเงิน มีทุกสิ่ง แต่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีพี่น้อง ไม่มีครอบครัวที่จะเอาความสำเร็จนี้ไปแชร์ เราเห็นข่าวคนที่ประสบความสำเร็จแต่แย่งสมบัติกันกี่ครั้งแล้ว ผมไม่ชอบการแตกแยกของครอบครัว เราต้องชื่นชมกันและกัน

เราพยายามทำให้เด็กมีความคิดและจิตใจที่เป็นมิตรกับคน ทักษะการเป็นคนที่ใจกว้างเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณไม่ได้อยากแค่มีความสุข แต่อยากมีความสุขกับคนรอบข้าง คุณต้องใจกว้าง ต้องไม่ตัดสินใจอะไรเลวๆ ต้องบริหารอารมณ์ของตัวเองในทางที่ถูกต้อง มนุษยสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบตัวเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

EEC เปิดมา 4 ปี ทำไป 117 ค่าย ทำไมถึงได้รับความนิยมขนาดนั้น

มันเป็นเรื่องความอิ่มใจของคนที่กลับไปแล้ว ผมไม่เคยคิดว่าที่ EEC เติบโตได้ขนาดนี้เพราะผมเป็นนักแสดง เพราะแฟนละครผมไม่ใช่กลุ่มคนที่จะมาเข้าค่าย โปรโมตไอจีแทบตายไม่ได้คน แต่ได้คนสมัครเพราะปากต่อปาก ผู้ปกครองท่านหนึ่งชอบก็ไปโพสต์เฟซบุ๊กชวนอีก 5 ครอบครัวมา จนถึงจุดที่เรามีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย บางค่ายเรามี Waiting List 20 กว่าครอบครัว ต้นปีที่ผ่านมาเราเปิดรับสมัครค่าย 24 ชั่วโมง ขายไปได้ 600 กว่าที่ คนจองกันทีละ 9 ค่าย 3 ค่าย แต่ละค่ายก็สมัคร 5 คน ผู้ปกครองก็ลุ้นว่าค่ายนี้จะได้ไปหรือเปล่า มันอาจจะเป็นเรื่อง Back to Basic ในค่ายเราห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามใช้แท็บเล็ต ห้ามฟังเพลง ทุกคนต้องอยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ห้ามเอาของออกมากินข้างนอก ห้ามทั้งพ่อแม่และลูก พ่อแม่บางคนมาทุกค่ายเลย บางค่ายลูกมาไม่ได้ พ่อแม่ก็มาเป็นอาสาสมัคร มันเป็นความสุขของเขา โดยเฉพาะกลุ่มพ่อบ้าออปชัน เขาซื้อมีดซื้ออะไรมาแล้วไม่มีที่ใช้ ก็ต้องมาใช้ที่ค่าย EEC (หัวเราะ)

อเล็กซ์ เรนเดลล์ อเล็กซ์ เรนเดลล์

ทำไมถึงเรียนปริญญาโทด้านสิ่งแวดล้อม

พอผมเรียนจบปริญญาตรีแล้วมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ผมไม่ได้มีความรู้ด้านนี้สักเท่าไหร่ การศึกษาตามค่ายหรือใช้ประสบการณ์ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจในภาพกว้าง เราได้แต่เรียนรู้สิ่งที่อยู่ข้างหน้า ไม่ได้เรียนสิ่งใหม่ๆ ถ้าเราจะเอาดีด้านนี้ ควรมีพื้นฐานอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจด้านสังคมมากขึ้น ผมเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เอกสิ่งแวดล้อม ได้ความรู้มากมาย แต่ยังไม่ได้เขียนธีสิสเลยยังไม่จบ คิดว่าวันหนึ่งก็อยากจะเรียนต่อปริญญาเอกนะ

หัวข้อวิทยานิพนธ์ของคุณคือ

การให้อำนาจเด็กเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ในเมืองไทย

ทำไมถึงเชื่อในพลังของเด็ก

ไม่ใช่แค่เชื่อในพลังของเด็ก แต่ผมมีความสุขกับการทำงานกับเด็กมากกว่าด้วยซ้ำ เวลาสอนผู้ใหญ่ดำน้ำ ผมสอนไม่เป็นเลย ไม่รู้จะใช้มุกอะไรมาหลอกล่อเขา แต่ผมเข้ากับเด็กได้ดี ผมมีทักษะที่จะทำให้เด็กสามสี่ขวบมานั่งคุยกันแล้วเป็นเพื่อนกันในวันสองวันได้ ผมผูกพันกับเด็กๆ แล้วก็มีความสุขกับการอยู่กับเด็กๆ

ผมเชื่อในพลังของเด็กเพราะสิ่งที่ผมทำคือ การทำให้เขาเป็นคนดีในวันข้างหน้า ผมต้องการให้เขาเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันข้างหน้าจริงๆ นี่คือการสร้างคน นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง ไม่มีอะไรจะยั่งยืนไปกว่าการเปลี่ยนจิตใจของมนุษย์อีกแล้ว

นึกภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้ยังไง

ตอนอายุ 40 ผมอยากมีครอบครัวแล้ว ตอนนี้ผมก็อยากมีลูกแล้วครับ แต่เรื่องภรรยายังไม่แน่ใจ (หัวเราะ) ผมคิดเรื่องนี้มาเป็นปีแล้ว ผมอยากมีครอบครัวเร็ว อยากเติบโตไปกับลูก ตอน 50 ผมอยากเกษียณแล้ว เพราะผมทำงานก่อนทุกคนมาสิบกว่าปี ผมก็น่าจะเกษียณก่อนทุกคนได้ 10 ปี ก็น่าจะแฟร์นะ ถึงตอนนั้นผมอยากใช้ชีวิตแบบคนที่ประสบความสำเร็จแล้วมีลูกล้อมๆ อยากมีภาพนั้น

เราไม่ค่อยเห็นผู้ชายในวงการบันเทิงอายุ 30 คิดแบบนี้

ก็ใช่ครับ เพราะผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นช่วงที่เราต้องโกย ผมก็ทำไปเรื่อยๆ ผมเป็นคนซีเรียสเรื่องชีวิตส่วนตัว เรื่องเพื่อน เรื่องแฟน มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม งานในวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่ผมอยากทำให้ตัวเองมี Legacy ไปเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย วันหนึ่งเราอาจจะเบื่อก็ได้ อาจจะอยากออกไปทำ EEC เต็มตัว แต่ผมต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เกษียณ ซึ่งการทำ EEC อย่างเดียวยังไปไม่ถึงจุดนั้น

ถ้าคุณอยากให้ผู้หญิงสักคนรู้จักคุณในมุมที่เป็นคุณจริงๆ คุณจะพาเธอไปที่ไหน

ต้องไปอยู่บนเรือไปดำน้ำกันสักสองสามวัน เขาจะได้เห็นผมในมุมที่รีแลกซ์มากๆ ทุกวันนี้เหมือนวัยเด็กเราหายไป ไม่มีเวลามานั่งหัวเราะกันเหมือนเมื่อก่อน พอได้ไปแบบนั้นเราก็จะหลุดๆ นิดหนึ่ง แต่ถ้าคิดในทางซีเรียสก็ต้องพามาที่บ้าน นี่คือพ่อแม่เรา นี่ครอบครัวเรา โอเคไหม ถ้าสุดท้ายแล้วที่บ้านรับไม่ได้ ผมก็คงไม่เสียเวลาพยายาม มันคงไม่ใช่แล้วล่ะ

อเล็กซ์ เรนเดลล์


สถานที่ : 
ร้าน Patom Organic Living

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นอกจากต้นไม้และหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็คงเป็นการลงทุนนี่แหละ ที่มีคนแห่กันเข้าสู่วงการเยอะเป็นประวัติการณ์ในช่วงโควิด-19 ซึ่งเราเห็นกันได้จากปรากฏการณ์จองหุ้น PTTOR และกระแสที่ใครๆ ก็ซื้อ Cryptocurrency (และใจหายใจคว่ำราวกับนั่งรถไฟเหาะ)

การลงทุนในกองทุนรวม เป็นอีกอย่างที่คนสนใจกันเยอะมาก สถานการณ์นี้ช่วยส่งให้ FINNOMENA แพลตฟอร์มซื้อขายกองทุนกลายเป็นที่พูดถึง และเป็นที่รักของนักลงทุนด้วยความรวดเร็ว

ทีแรกผมคิดว่า FINNOMENA คือสื่อที่ทำเนื้อหาด้านการลงทุน เพราะเขาเล่าเรื่องการลงทุนได้สนุกและมีเสน่ห์ ทั้งผ่านตัวหนังสือ เสียง และวิดีโอ ไลฟ์รายวันก็ทำให้เราเห็นว่า ผู้ชมของพวกเขาแน่นหนาและน่ารักมาก

แต่จริงๆ แล้ว FINNOMENA คือสตาร์ทอัพด้านฟินเทค ทีมงานเกือบทั้งหมดในจำนวนร่วม 200 คน เป็นคนสายเทค ไม่ใช่นักลงทุน

ถ้าไม่เคยรู้จัก ผมขอแนะนำ FINNOMENA ด้วยตัวเลขชุดนี้

ตอนนี้มีคนเปิดบัญชีซื้อกองทุนกับ FINNOMENA กว่า 100,000 คน

ถ้านับเป็นจำนวนเงิน รอบครึ่งปีที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนขยับจาก 14,000 ล้านบาท เป็น 32,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์

ช่วงโควิด-19 มีคนหลายสาขาอาชีพศึกษาเรื่องการลงทุนจนช่ำชอง แล้วมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนให้กับลูกค้าของ FINNOMENA เกือบ 2,000 คน

รายการ Morning Brief รวมทุกข่าวสารเพื่อการลงทุน และให้คำแนะนำเรื่องกองทุน มียอดผู้ชมราว 20,000 คน เกินหน้ารายการวิเคราะห์การลงทุนของสื่อออนไลน์อื่น บางวันก็มากกว่ารายการข่าวช่องดังด้วยซ้ำ

เนื้อหาของ FINNOMENA ในทุกช่องทางเข้าถึงคนแบบออร์แกนิกเดือนละกว่า 100,000,000 Reach

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ เจษฎา สุขทิศ CEO แบงค์-ชยนนท์ รักกาญจนันท์ และ กิ๊ก-กสิณ สุธรรมนัส ผู้ร่วมก่อตั้ง

เจษฎารู้ตัวว่าชอบการลงทุนตั้งแต่ ม.ต้น หลังจากนั้นชีวิตเขาก็ไม่เคยวอกแวกไปทางอื่น

เขาเรียนจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเริ่มทำงานในสายการลงทุนตอนอายุ 20 ปี แล้วเติบโตแบบก้าวกระโดด เขารับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนด้วยวัย 23 ปี แล้วก็นั่งเก้าอี้ CIO (Chief Investment Officer) ที่ CIMB-Principal ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของสายอาชีพนี้ตอนอายุ 30 ปี

เจษฎารักการสื่อสารเรื่องการลงทุนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาใช้นามปากกา FunTalk เขียนเรื่องการลงทุนผ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ เปิดเว็บไซต์ Fundmanagertalk.com ของตัวเอง พอมีเฟซบุ๊กก็เปิดเพจ ซึ่งช่วงหนึ่งถือเป็นเพจการลงทุนที่มีคนติดตามมากที่สุดในประเทศ

เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนอายุ 34 ปี เขาตัดสินใจลาออกมาทำสตาร์ทอัพของตัวเองที่ชื่อ FINNOMENA แปลว่า ปรากฏการณ์ทางการเงิน

วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขคนซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ตัวเลขนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผมทำเรื่องการลงทุนมายี่สิบปีแล้ว ทำอยู่อย่างเดียว เมื่อก่อนคนลงทุนน้อยมาก คนไทยที่มีรายได้มีอยู่สามสิบสามล้านคน ซื้อสลากกินแบ่งฯ ประมาณสิบห้าล้านคน หรือครึ่งหนึ่ง ก่อนโควิดมีพอร์ตลงทุนในหุ้นที่ยังแอคทีฟไม่ถึงล้านคน ซื้อกองทุนรวมล้านกว่าคน คิดเป็นห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้มีรายได้ แต่ถ้าอเมริกาคือตัวเลขจะสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนมาเลเซียประมาณยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

พอเกิดโควิดก็มีการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal สู่ Post-pandemic World ซึ่งเกิดขึ้นในโลกของการลงทุนด้วย Wealth Management กลายเป็นส้มหล่น คนอยู่บ้านเยอะ คนรู้สึกไม่มั่นคง ถ้าโลกเลวร้ายขนาดนี้ ฉันต้องหารายได้เพิ่ม แหล่งรายได้ที่สองก็สำคัญขึ้นมา คนเลยสนใจลงทุนจริงจัง

สุดท้าย แรงกระตุ้นที่อยู่ในยีนของมนุษย์หลักๆ มีสองอย่าง คือความรัก กับ เงิน สถิติอาชญากรรมทั่วโลกอันดับสองคือเรื่องชู้สาว สิ่งที่ทำให้คนฆ่ากันตายมากที่สุดในโลกคือเงิน เงินจึงเป็นสิ่งกระตุ้นที่รุนแรงที่สุดในใจมนุษย์อยู่แล้ว คนอยากรวยก็เสพเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนเยอะขึ้นมากๆ ผมจัดไลฟ์เมื่อหกปีก่อน คนดูหลักร้อย เดี๋ยวนี้สองหมื่น ด้วยการเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของโควิด การ Disrupt ต่างๆ และแรงกระตุ้นจากข้างในของคน ทำให้ช่วงนี้คนสนใจลงทุนเยอะมาก

นักลงทุนหน้าใหม่กลุ่มไหนที่คุณสนใจเป็นพิเศษ

เข้ามากันทุกช่วงอายุเลย คนอายุเยอะๆ ก็เพราะกิจการถูกกระทบ เอาเงินมาลงทุนดีกว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเติบโตมหาศาล ลงทุนแล้วก็ประสบความสำเร็จ พอสำเร็จก็บอกต่อ เลยไหลกันเข้า

กลุ่มที่น่าสนใจคือ น้องๆ รุ่นใหม่ Cryptocurrency ใช้เวลาสั้นมาก ปีสองปีมีนักลงทุนล้านกว่าคนแล้ว เท่ากับที่กองทุนใช้เวลายี่สิบปี เด็กปีสามปีสี่เดี๋ยวนี้มี Crypto Wallet กันหมดแล้ว นี่เป็นอีกกระแส แต่ก็มีกฎหมายน่ารักๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ เขาบอกว่าจะซื้อกองทุนรวมได้ต้องอายุยี่สิบปีขึ้นไป เด็กเรียนเรื่องการเงินตั้งแต่มัธยม สุดท้ายก็ต้องเก็บเงินในบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยศูนย์จุดกว่าๆ เปอร์เซ็นต์ ไปเรื่อยๆ จริงๆ ม.3 ม.4 ควรลงทุนพอร์ตง่ายๆ ได้แล้ว เก็บเงินค่าขนมร้อยบาท ก็ควรลงทุนได้

พอกระแส Cryptocurrency มา ก็ส่งผลบวกไปหาตัวอื่น ทำให้คนอยากลงทุนมากขึ้น ต้นปีที่ผ่านมา PTTOR เปิดให้จองหุ้น เกิดกระแสแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศไทย คือมีจำนวนคนจอง ถ้าผมจำไม่ผิดแปดแสนคน แทบจะเท่าบัญชีหุ้นทั้งประเทศ หลายคนที่จองก็ไม่มีบัญชีหุ้น จองๆ ไปก่อน แล้วค่อยเปิดบัญชีหุ้น พอมีกองทุนอะไรใหม่ๆ คนก็สนใจตามๆ กัน ผมทำกองทุนก็ได้รับกระแสนี้ด้วย น้องๆ หลายคนลงคริปโตฯ แล้วรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าจะหมดข้ามคืนก็หมดเลย พอกดดูเจอ FINNOMENA มีเนื้อหาลงทุนด้วย ยากดีเว้ย ศึกษากันเถอะ ก็เกิดเป็นกระแสแบบนี้ครับ

ตำแหน่งสุดท้ายของคุณก่อนลาออกมาทำ FINNOMENA คือ CIO ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของสายอาชีพนี้ และเป็นความฝันของคุณมาตลอด อะไรทำให้ยอมทิ้งมาทำสตาร์ทอัพ

ผมเคยคิดว่าจะเกษียณด้วยการเป็น Fund Manager จริงๆ นะ เพราะมันโอเคแล้ว มั่นคง ผมก็ทำมาสิบห้าปี จนเมื่อหกปีก่อน ผมเห็นความเปลี่ยนแปลง สาขาของธนาคารเริ่มปิดตัวลง อีกอย่างคนต่างประเทศถึงกับมาดูงานที่เมืองไทย ว่าทำไมผลิตภัณฑ์การลงทุนถึงขายผ่านสาขาธนาคาร แทนที่จะขายผ่านบริษัทแบบที่ปรึกษาการลงทุน ผมเห็น Mega Trend ที่กำลังเปลี่ยน ผมเชื่อว่าเทรนด์ของการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุนจะเปลี่ยนจากสาขาธนาคารไปสู่บริษัทที่ปรึกษา แล้วก็เริ่มเป็นแบบนั้นจริงๆ ช่วงโควิดภาพรวมของอุตสาหกรรมบริหารเงินลงทุนติดลบนะ แต่ธุรกิจของ FINNOMENA โตประมาณหนึ่งเท่าตัว แสดงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

คุณชอบอะไรในอาชีพผู้จัดการกองทุน

ข้อดีอย่างหนึ่งคือ เราต้องกำหนดมุมมองต่อธุรกิจตลอดเวลาว่า ธุรกิจไหนจะเป็นขาขึ้น หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเกือบพันบริษัท ถ้าผมอยากรู้ว่า ธุรกิจธนาคารเป็นยังไงก็นัด คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ คุยในฐานะนักลงทุนสถาบันได้ อยากรู้ว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นยังไง ผมก็นัด คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ คุย ผมทำได้เพราะผมซื้อหุ้นบริษัทเขาทีละมากๆ เป็นหลักร้อยล้าน พันล้าน เวลาผมอยากเจอเขา เขาก็อยากให้เจอ ผมเลยได้คุยกับคนเก่งๆ ระดับประเทศ ได้ฟังความคิดเขา

ผู้บริหารในดวงใจของผมท่านหนึ่งคือ คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ เจ้าของปั๊ม PT โอ้โห ฟังทีไรขนลุกทุกที เราก็มีมุมมองว่า Mega Trend คืออะไร เราจะทำ FINNOMENA ด้วยความเชื่อในเทรนด์อะไร ในโอกาสนั้น อะไรคือจุดแข็งของเราที่คนอื่นไม่มี เราจะไปทำสิ่งนั้น ถ้าถามว่า ทำไมถึงกล้า ก็เพราะมั่นใจจากความรู้ จากมุมมองที่เราเชื่อว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ขออนุมัติภรรยาลาออกยากไหม

ตอนนั้นอายุสามสิบสี่ ก็คุยกับแฟน ยากนะ ต้นทุนค่าเสียโอกาสมันเยอะไง กว่าจะพาตัวเองขึ้นมาถึงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน เงินเดือนเยอะกว่าตอนนี้อีก มีห้องทำงานมองออกไปเห็นตึกสวยๆ มีคนขับรถ มีเลขาฯ ในขณะที่บ้านก็ต้องผ่อน ลูกอ่อนๆ สามคน ถ้าออกมาคือต้องใช้เงินเก็บตัวเอง โชคดีที่ผมซื้อกองทุนตั้งแต่ยังเด็ก เงินเก็บก็โตหลายเท่าตัวเหมือนกัน ตอนออกมาก็คิดว่าอยู่ได้สักสองสามปี ไม่ถึงกับทำให้ครอบครัวลำบาก ไปคุยกับผู้ใหญ่ในวงการธนาคาร เขาว่าถ้าอยากกลับมาเอางานดีๆ ของโลกมนุษย์เงินเดือน สักสองปียังกลับมาได้ เขายังไม่ลืมเธอหรอก แต่ถ้าเลยสองปีไม่ต้องกลับมาแล้ว ไม่มีคนรู้จักแล้ว

แฟนเห็นหน้าผมแบบอยากมาก เขารู้นิสัยผมไง เวลาผมเจอฉันทะ อิคิไก แพสชัน จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นแบบนี้ทุกทีเลย จนช่วงหลังผมสงบลงเยอะ เพราะพาร์ตเนอร์ผมเขาสอนผมทำสมาธิ ผมเป็นคริสต์ แต่ไปบวชมาแล้วนะ ไปอยู่วัด หลวงพ่อปราโมทย์ (ปราโมทย์ ปาโมชฺโช) วิธีคิดก็เปลี่ยนไป เริ่มแก่แล้วด้วยมั้ง ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆ แฟนก็เลยให้ทำ

จำวันสุดท้ายที่ทำงานได้ไหม

แรงกระตุ้นอย่างหนึ่งของผมคือหนังสือเรื่อง Dare to do ของ คุณกรณ์ จาติกวณิช เรื่องการเมืองผมไม่ได้อยู่ฝั่งไหนนะ ช่วงทวิตเตอร์มาปีแรก ผมก็ทวีตคุยกับคุณกรณ์ คุณสุทธิชัย หยุ่น ตลอด เราก็ปลื้มนะ รัฐมนตรีคลังมาตอบเราได้ไง ในหนังสือของคุณกรณ์เล่าเรื่องกบห้าตัวที่ตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อหาชีวิตแบบใหม่ พอตัดสินใจแล้ว สุดท้ายบนขอนไม้ก็ยังมีกบห้าตัวเหมือนเดิม เพราะไม่ลงมือทำสักที ผมอ่านแล้วก็ เฮ้ย ไม่ได้แล้ว อ่านประวัติของ เมย์ After You (กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ) บอย ท่าพระจันทร์ หมูทอดเจ๊จง ก็ยิ่งฮึกเหิม เอาวะ กูต้องลงมือทำแล้ว กระโดดแม่งเลย

ผมทำงานวันสุดท้าย 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 วันนั้นคุณกรณ์จัดงานเปิดตัวหนังสือที่โรงแรมดุสิตฯ พอดี พอผมเก็บของใส่กล่อง ถอดหัวโขนแล้ว ผมก็ไปงาน เจอคุณกรณ์ตัวเป็นๆ ครั้งแรก ผมแนะนำตัวว่า ผม FundTalk ที่ทวีตคุยกัน ผมอ่าน Dare to do แล้วลาออกเลย เขาถามว่า ก่อนหน้านี้ทำอะไร ผมบอกว่า เป็น CIO อยู่ที่ CIMB Principal เขาถามว่า แล้วลาออกมาทำไมเนี่ย ก็ผมอ่านหนังสือพี่ กบมันต้องกระโดดลงน้ำไม่ใช่เหรอ คุณกรณ์บอก ชิบหายแล้ว ถ้าไปแล้วไม่รุ่งไม่เกี่ยวกับพี่นะ (หัวเราะ) ผมคิดในใจว่า อ้าว กูลาออกมาแล้วนะเว้ย (หัวเราะ)

สรุปคือ แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมทำ FINNOMENA คือ หนังสือเล่มหนึ่ง บวกมุมมอง และความเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน ก็จับพลัดจับผลูมาครับ

พอถอดหัวโขน ทิ้งเงินเดือนเยอะๆ แล้ว ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ผู้จัดการกองทุนดูเป็นอาชีพที่หรูหรา แต่ผมเชื่อว่า มันคือหัวโขนทั้งนั้น มนุษย์เราก็มีสองแขน สองขาเหมือนกันหมด ก่อนลาออก ผมดูแลเงินแสนล้าน ซึ่งไม่ใช่เงินผม เป็นเงินนักลงทุน เอาเงินคนโน้นคนนี้มารวมกัน เลยเป็นกองทุนรวม แล้วผมก็บริหาร พอดูแลเงินเยอะๆ ธนาคารต่างประเทศอย่างโกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) หรือเมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ก็เข้ามาหาเรา ตอนผมเป็น CIO ผมเคยกินอาหารอย่างดี บิลออกมาทั้งโต๊ะมื้อละแสน ซึ่งผมไม่ได้จ่ายนะ

ตอนมาทำ FINNOMENA ใหม่ๆ ออฟฟิศอยู่ตรงข้ามสีลมคอมเพล็กซ์ จำได้เลยว่าเวลานั้นต้องประหยัด เงินเดือนตัวเองหมื่นห้า เราต้องเขียมไว้ ปกติเรากินข้าวแกงมื้อละสี่สิบบาท หรูสุดก็ฮะจิบังชามละร้อย มีวันหนึ่ง ตอนเย็นก่อนจัดไลฟ์ ผมข้ามถนนมากับพี่แบงค์ คู่หูของผม เหนื่อยจังเลยว่ะ หาอะไรดีๆ กินหน่อยไหม เรายืนดูโปรโมชันหน้าหมูเกาหลี 359 บาท แล้วก็คุยกันนานมากว่าแพงไปไหมวะ เป็นภาพที่ผมจำได้แม่นเลย

ทำไมคุณถึงทำแต่กองทุน

ผมเปรียบแบบนี้ ถ้าเป็นคริปโตฯ คือน้ำเดือด หุ้นเป็นน้ำร้อน กองทุนเป็นน้ำอุ่น ฝากแบงค์เป็นน้ำเย็น ผมเคยอยู่มาหลายอุณหภูมิแล้ว ผมเลือกที่จะอยู่น้ำอุ่น ไม่อยากไปเล่นกับความโลภของคนมากเกินไป มันน่าเบื่อ ถ้าอยู่น้ำร้อน วิธีทำคอนเทนต์จะเป็นอีกแบบเลย ซื้อหุ้นตัวนี้เดี๋ยวจะขึ้น เดี๋ยวจะรวย ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในสามเดือน มันมีวิธีพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่วัยรุ่นชอบน้ำเดือดๆ แต่ก็ต้องมีที่สำหรับน้ำอุ่นแบบที่อยู่แล้วพอดีๆ

ตอนผมอายุยี่สิบกับสี่สิบก็มีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปเยอะ ผมเลือกน้ำอุ่น ลงเงินไปแล้ว อยากตื่นเช้ามาไม่ต้องทนฟังคนด่าเยอะๆ (หัวเราะ) หวังผลตอบแทนปีละแปดเปอร์เซ็นต์ สิบเปอร์เซ็นต์ สิบปีเงินขึ้นเท่าตัว ไม่ใช่เดือนหนึ่งเงินขึ้นเท่าตัว มันคนละเกมกัน อย่าลืมว่าทำธุรกิจแบบนี้ต้องรับผิดชอบเงินของคนเยอะมากๆ แล้วยิ่งเขาเชื่อเรา มันอาจจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของเขา ผมเลือกที่จะไม่ให้ผลตอบแทนเยอะเกินไป ไม่เสี่ยงเกินไป กองทุนเป็นแบบนั้น กองทุนมีขนาดห้าหกล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่ประมาณหนึ่งในสามของฐานเงินฝากของประเทศเลยนะ ใหญ่มาก

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อดีตนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทยรุ่นแรกอย่างคุณ วางแผนการทำฟินเทคของตัวเองแบบไหน

ผมได้เจอผู้ประกอบการเยอะ ทั้งรุ่นผม รุ่นใหม่ หลายคนมีฝันแต่ไม่เคลียร์ คิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยหรูแบบนั้น หลายคนมีไอดอลเป็น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เป็น สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เป็น เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เลยมีแนวคิดแบบ Change The World เยอะมาก แต่ตอนนี้ซาลงแล้วนะ แนวคิดแบบนี้ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องมีเส้นทางเดินที่ชัดเจน แล้วมีสิ่งที่เรียกว่า Unfair Advantage จริงๆ

ถ้าเป็นศัพท์ของ ไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) โปรเฟสเซอร์ฮาร์วาร์ดที่รัฐบาลไทยเคยจ้างมาพูดชั่วโมงละล้าน เขาใช้คำว่า Durable Comparative Advantage ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ถ้ามีโอกาสสูงที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นค่อยทำ นี่เป็นสิ่งที่ต้องเติมเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลยครับ

อะไรทำให้บริษัทที่ไม่มีใครรู้จัก ขายสินค้าที่น่าเชื่อถืออย่างกองทุนแข่งกับธนาคารได้

พฤติกรรมการรับคุณค่า (Value) ของคนเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเวลาคนจะใช้บริการ Wealth Managemnet เขาคาดหวังสิทธิพิเศษ ได้สมาชิกฟิตเนสฟรี ได้ส่วนลด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งที่ผมขอเรียกว่า Value Creation Content มากขึ้น

ในช่วงโควิดนี้ผมพยายามปรับ Work-life Balance ของชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมทำคือ อยากมีเวลาเล่นกับลูกสามคน ผมเลยหัดเล่นเกม ปกติผมไม่เล่นเลยนะ พอเล่นแล้วก็ติด ก็ดูสตรีมเกม เมื่อก่อนผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระมาก ใครจะมานั่งดูเกมเมอร์สตรีมเกมวะ แต่พอผมเล่นเกมสแลมดังก์ต้องฝึกทำท่าโน้นท่านี้ มันต้องไปดูเกมเมอร์เก่งๆ ทำ พอดูไปเยอะๆ ผมก็เริ่มเติมตังค์ในเกม แบบไม่ไหวแล้ว ผมต้องเก่งกว่านี้จะได้ชนะลูกได้ การเติมตังค์เนี่ยเติมผ่านแอปฯ อะไรก็ได้ แต่ผมเลือกซื้อคูปองผ่าน Boysick Channel เพราะผมดูเขาไปสิบกว่าชั่วโมง จนเป็นแฟนคลับเขา ผมได้ Value Creation Content จาก Boysick ผมมีทางเลือกระหว่างจ่ายเงินเติมเกมให้ Google กับลำบากหน่อยไปซื้อโค้ดโอนเงินผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ผมยอมลำบากเพื่ออุดหนุน Boysick

FINNOMENA ทำแบบนั้น เราทำเนื้อหาด้วยวิธีคิดที่ต่าง ทำเนื้อหาที่ให้คุณค่ากับคน หวังว่าคุณค่าที่ให้ไปคนจะรู้สึกซาบซึ้ง ถ้าเขารู้ว่า FINNOMENA ทำอะไรที่เกี่ยวข้อง เขาจะมาอุดหนุนเราเอง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อะไรทำให้ยอดชมรายการ Morning Brief ของคุณแซงหน้าทุกสื่อธุรกิจ บางวันแซงรายการข่าวดังๆ ด้วยซ้ำ

ต้องให้เครดิตพี่แบงค์ เป็นคนที่บ้าการทำเนื้อหามากๆ ผมว่าเหตุผลหนึ่งคือ ค่ายอื่นเขาอาจจะมีธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นสปอนเซอร์ให้ทุกเดือน ก็มีเนื้อหาของธนาคารนั้นมาเต็มเลย ไปเชิญคนของธนาคารนั้นมาขายของ แต่ FINNOMENA ไม่ได้คิดกับเนื้อหาแบบนั้น เราคิดว่าจะทำเนื้อหายังไงให้คนชอบที่สุด เวลาไลฟ์ผมก็จะขำๆ ให้ลูกเตรียมมุกให้บ้าง เนื้อหาการเงินก็ฟังยากอยู่แล้ว ทำยังไงให้สนุก พอคนให้ค่ากับเนื้อหา ผสมกับ Mega Trend และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนไป บวกกับโมเดลการทำธุรกิจของเรา ก็เป็นโอกาสให้ FINNOMENA เติบโตขึ้นมาได้

อะไรทำให้คนเชื่อใจ FINNOMENA จนคนเอาเงินมาลงทุนด้วยสามหมื่นกว่าล้านบาท

หนึ่ง เราเป็นมิตรกับทุก บลจ. เพราะเราช่วยเอากองทุนเขามาขาย พอเรามีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งเขาก็แฮปปี้กับเรา แล้วเราก็ไม่ได้เป็น บลจ. หรือคู่แข่งเขาด้วย

สอง เราเป็นกลาง ตอนผมอยู่ บลจ. ที่มีบริษัทแม่เป็นแบงก์ ก็มีทำสื่อบ้าง เวลาเขียนก็ต้องเชียร์แบงก์ตัวเอง จะบอกว่ากองทุนของคู่แข่งดีก็ไม่ได้ แต่พออยู่ FINNOMENA ผมแนะนำได้ทุกที่

อีกเรื่อง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่มีความหมายจริงๆ นะ ตอนอยู่ในโลกเก่าของผม ผมแนะนำให้คนขายออกไม่ค่อยได้ ถ้าคนขายกองทุนออกกันหมด เดี๋ยวกองทุนปิด พอเราเป็นกลาง หลักในการแนะนำการลงทุนของเรามีข้อเดียวคือ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน ไม่ต้องสนใจเป้า กล้าแนะนำให้ขาย ไม่กลัวกองทุนมีปัญหา นักลงทุนที่อยู่กับเรานานๆ จะรู้ว่า ที่นี่มันตั้งใจเลือกจริงเว้ย พอบอกให้ขาย มันก็เอาจริงเว้ย

ตอนประกาศให้นักลงทุนเทขาย ผู้จัดการกองทุนเขาไม่โทรมาด่าคุณเหรอ

เวลา FINNOMENA เข้าไปลงทุนในกองทุน ถ้ากองแม่เขามีหมื่นล้าน ผมจะเข้าไม่เกินสามพันล้าน เวลาแนะนำให้ขาย ผมให้ขายหมดนะ ขายจนซีอีโอ บลจ. โทรมาบอกว่าใจเย็นๆ นะ ผมก็บอกว่า พี่ ผมเช็กแล้ว ผมขายไม่กระทบพี่นะ ตอนนี้ลูกค้าผมกำไรเยอะแล้ว ขอเอาเงินออกก่อน เดี๋ยวผมกลับเข้ามาใหม่นะพี่ เขาก็โอเค พี่พวกนี้เจ้านายเก่าผมทั้งนั้นเลย

เวลาเจอคนที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากหาข้อมูล ให้บอกมาเลยว่าให้ซื้ออะไร คุณจะตอบเขายังไง

การลงทุนเป็นความสัมพันธ์ของ ความรู้ กับ ผลตอบแทน ยิ่งคุณรู้ลึก รู้จริงมากเท่าไหร่ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เวลาคนถามว่าซื้ออะไรดี ผมก็บอกได้นะ แต่สุดท้ายคุณก็จะเฟล ถ้ายังลงทุนโดยการฟังว่าซื้ออะไรดี ผมอยากให้คุณลงทุนด้วยการเข้าไปรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร ผมลงทุนก็ไม่ใช่ว่า ไม่ขาดทุนนะ ขาดทุนเป็นปกติ แต่ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

กลไกในการประคับประคองต่อเงินลงทุนของเราจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อระดับความรู้ของเราเพิ่มขึ้น ผมถึงเคี่ยวเข็ญคนที่มาดูไลฟ์แบบเข้มมาก ใครดูวันจันทร์กับพฤหัสนี่มึนตึ้บแน่นอน เพราะมันยากมาก ผมยังบอกทีมงานเลยว่ายากไปไหมวะ เอาขนาดนี้เลยเหรอ พอถามคนดูว่ายากไปไหม คนก็พิมพ์มาว่า เดี๋ยวไปดูซ้ำ ขอสไลด์ด้วย จนกลายเป็นนักเรียนกันหมด มุมหนึ่งก็ภูมิใจนะ มนุษย์เราก็อยากมีประโยชน์ ใจเราจะฟูๆ เวลาทำสไลด์ยากๆ แล้วคนบ่น อยากให้อธิบายใหม่ ผมจะรู้สึกว่าเรามีประโยชน์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

เวลา FINNOMENA ส่งสัญญาณ Tactical Call ให้เข้าลงทุนในกองไหนสักกองเพื่อเก็งกำไร มีเงินเข้ามาสักเท่าไหร่

ประมาณพันล้านบาท

แค่เด้งข้อความกับเขียนบทความสั้นๆ ก็มีเงินเข้ามาพันล้านบาทภายในไม่กี่ชั่วโมง แสดงว่ามุมมองของ FINNOMENA มีอิทธิพลต่อนักลงทุนมากเลยนะ

ตอนตั้ง FINNOMENA ใหม่ๆ ผมคุยกับพี่แบงค์ ผมขอเล่าประวัติพี่แบงค์หน่อยนะ เราอยู่ในวงการเดียวกันมาสิบห้าปี เขาอายุมากกว่าผมหกเดือน แต่ผมเรียกเขาว่าพี่ด้วยความเคารพ เมื่อก่อนเขาใช้ชื่อ Mr.Messenger อยู่ในห้องสินธรที่ Pantip ผมเป็นแฟนคลับเขา ผมชอบเขียนมาตั้งแต่ยังไม่มีบล็อก ไม่มีเฟซบุ๊ก ผมเขียนลงหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ กรุงเทพธุรกิจ พี่แบงค์เขียน Pantip ผมสร้างเฟซบุ๊กเพจให้พี่แบงค์ เพราะเฮียแกโลว์เทคเหลือเกิน ผมบอกว่าสร้างเพจชื่อ Sinthorn ให้แล้ว ลองหัดใช้ แล้วเอาไปทำต่อ ทำทวิตเตอร์ให้เขาด้วยนะ แป๊บเดียวเอง ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กของเขามีคนตามมากว่าผมประมาณห้าเท่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน เมื่อกี้เราคุยถึงไหนนะ

Tactical Call

ผมเคยคุยกับพี่แบงค์เมื่อหกปีที่แล้วว่า ถ้าเรากำหนดมุมมองไปเรื่อยๆ ตั้งใจทำให้ดี แล้ววันหนึ่งไลฟ์เราคนสนใจทั้งวงการ คนแห่ลงทุนตามที่เราแนะนำ มันคงฟินพิลึกนะ ตอนนี้มันชักจะเริ่มมีผลแล้วนะ ผมได้ยินว่า พวก RM (Relationship Manager) ตามธนาคารที่มีกันเป็นร้อยๆ พันๆ คน เขาดู Morning Brief กันหมด ตามดูไลฟ์ของเราตลอด หน่วยวิเคราะห์ของธนาคารก็ดู

คุณพูดอยู่เสมอว่า รายได้ของ FINNOMENA ไม่ได้เก็บจากผู้ลงทุน แต่ได้เปอร์เซ็นต์จาก บลจ.

ใช่ครับ เป็นรายได้ทั้งหมดเลย เพระว่าผมไม่ได้ชาร์ตจากลูกค้า

ถามจริงๆ เนื้อหาที่คุณแนะนำกองทุนต่างๆ ทั้งบทความและในรายการ ไม่มี Advertorial ที่ บลจ. มาจ่ายเงินจ้างให้เชียร์เลยหรือ

ก่อนหน้านี้ไม่มีเลย เป็นศูนย์ครับ แต่หลังๆ เราลองทำแบบนี้ พฤติกรรมการเสพข้อมูลของคน เขาไม่ได้อยากฟัง FINNOMENA อย่างเดียว เขาอยากฟัง Branded Content ด้วย แล้วก็เริ่มมี บลจ. ติดต่อมาว่าอยากแนะนำกองทุนนี้ พร้อมจะจ่ายเงินให้ ก่อนหน้านี้ผมไม่รับเลย แต่ตอนหลังผมรับ แต่ต้องลงเนื้อหาในนามแบรนด์นะ เช่น ผู้เขียนคือ บลจ. A ไม่ใช่ FINNOMENA ผมเป็นสื่อให้ เป็นผู้ดำเนินรายการให้ คุณเอาผู้เชี่ยวชาญมาพูดในนาม บลจ. ซึ่งผมจะไม่เชียร์ ถ้ามีคนถามว่า กองที่เขียนถึงในเว็บ คุณชอบหรือเปล่า ผมก็จะพูดตรงๆ ว่า ผมไม่ได้ชอบหรือชอบ นี่คือข้อตกลงกับทุก บลจ. ผมขอมีอิสระในการคอมเมนต์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

ตอนนี้คุณทำงานในบทบาทไหนเยอะสุด ผู้บริหาร ผู้จัดการกองทุน หรือสื่อมวลชน

น่าจะเป็นเหมือนที่ปรึกษา เป็นโค้ชให้ทีมงานครับ ตอนนี้ขยายทีมกว่าสองร้อยคนแล้ว ตอนเป็นพนักงานประจำ ผมต้องบริหารคนสักสามสิบคน เป็นสายเดียวกันคือ ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์การลงทุน แต่ปัจจุบันค่อนข้างท้าทายกว่า หลักคิดของผมคือ ให้ความสำคัญกับทีมงานอันดับหนึ่ง ลูกค้าอันดับสอง แล้วค่อยผู้ถือหุ้นอันดับสาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ถือหุ้นปลดเราได้

ตอนนี้ทีมงานอันดับหนึ่ง เพราะถ้าทีมทำงานด้วยความรัก จะทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคุณค่าก็จะไปถึงลูกค้าหรือนักลงทุน พอลูกค้าแฮปปี้ ก็ซื้อเราเยอะ บริษัทก็รายได้ดี กำไรดี ผู้ถือหุ้นก็แฮปปี้ เป็นทอดๆ เราทำงานกับคนหลายกลุ่ม ต้องจัดลำดับให้ดีๆ

แต่ส่วนตัวลึกๆ ผมก็ยังชอบทำงานแบบนักวิเคราะห์มากกว่า ผมเขียนบทความหรือจัดพอร์ตการลงทุนให้ลูกค้าได้ทั้งวัน สนุกกว่าเยอะ แต่โดยบทบาทตอนนี้ต้องทำงานบริหารเป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษา คงต้องเป็นแบบนี้อีกพักใหญ่

ดูแลลูกทีมที่เป็นคนสายเทคยากไหม

คนรุ่นใหม่ซึ่งเก่งกว่าเรามากๆ เขาต้องการความเป็นเจ้าของ ต้องการเป้าหมาย แต่ไม่ต้องการให้บอกว่าทำยังไง วิธีการเขาจะไปโซโล่เอง คนรุ่นใหม่ไม่ชอบกลไกการ Approve ผมไม่มีการ Approve แต่ตกลงกันว่า แต่ละส่วน แต่ละทีม แต่ละโปรเจกต์ กติกาคืออะไร เป้าหมายคืออะไร กรอบที่เขาไปได้สุดแค่นี้นะ ถ้ายังอยู่ใน Sandbox นี้ลุยไปเลย แต่ถ้าเลยจุดนี้ไป ต้องมาคุยกัน มันจะไม่ได้อย่างที่เราถูกใจทั้งหมด แต่ถ้าจัดการดีๆ มันจะอะเมซิ่งมาก หลายอย่างที่เกิดที่ FINNOMENA วันนี้ ไม่ได้มาจากไอเดียผม บางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกทางนี้แล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไป แรกๆ ก็ทุกข์หน่อย ดูไม่ได้ดั่งใจเลย สักพักก็ดีเหมือนกันนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าดูข้อมูลบริษัทต่างๆ ดูราคาหุ้นได้ทั้งวันทั้งคืน มันสนุกตรงไหน

ผมชอบอ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทว่า เจ็ดร้อยบริษัทตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ ขยายธุรกิจยังไง เหมือนคนโรคจิตนิดๆ คือ เวลาดูบริษัทประกาศงบการเงิน เหมือนลุ้นหวย ผมมีในใจว่าบริษัทนี้ต้องกำไรดีแน่ๆ เพราะกำลังทำสิ่งนี้อยู่ มั่นใจว่าต้องดีกว่าที่ตลาดคาด พอออกมาดีกว่าจริงๆ ฟินว่ะ อะไรแบบนี้

ทำไมคุณถึงชอบเล่าเรื่องการลงทุน

มันเป็นการเติมเต็มตัวเอง เขียนแล้วรู้สึกมีประโยชน์ รู้สึกได้รับการยอมรับตามทฤษฎี Maslow ผมอินกับอาชีพผู้จัดการกองทุนมาก FundTalk มาจาก Fund Manager Talk ผมมีเว็บไซต์ fundmanagertalk.com วันนี้ก็ยังอยู่นะ เป็นเว็บไซต์ยุคแรกๆ เลย ช่วงหนึ่งเฟซบุ๊กเพจของผมมียอดคนตามและ Engagement สูงที่สุดในหมวดการเงินการลงทุน แต่พอมีคนทำเยอะๆ ก็แซงผมไปกันหมดแล้ว (หัวเราะ) 

ยุคหนึ่ง Fund Manager เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น พื้นฐานมาจากตรงนั้น Fund Manager ก็เลยมา Talk ผมว่าตัวเองมีทักษะเล่าเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย เขียนเรื่องยากๆ ให้อ่านรู้เรื่อง พอทำแล้วก็ได้โปรโมตอาชีพตัวเอง ได้เติมเต็ม ง่ายๆ ก็คือ อยากให้คนรู้จัก แต่พอมองย้อนกลับไป การเขียนของผมมีผลต่ออาชีพ ต่ออะไรหลายๆ อย่างของเรา พาเราไปเจอคนเยอะมากๆ

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน
ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

คุณเติบโตในเส้นทางสายอาชีพเร็วมาก เคยได้รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งจากธรรมศาสตร์ แล้วก็ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดของสายผู้จัดการกองทุนตอนอายุ 30 นิดๆ อะไรทำให้คุณโตเร็วขนาดนี้

ผมชอบงาน Fund Manager มาก พอชอบเราก็เปลี่ยนความชอบเป็นความเชี่ยวชาญ เพราะเราทำไปได้เรื่อยๆ ผมอ่านข้อมูลการลงทุนเหมือนอ่านนิยาย ผมอยู่กับมันได้ทั้งวัน แล้วแรงเราก็เยอะเลยทำงานที่ถีบตัวเองได้ไว ผมเริ่มทำงานตอนอายุยี่สิบ ทำงานถึงสี่ทุ่มทุกวัน แล้วก็เรียนปริญญาโทไปด้วย สอบ CFA (Chartered Financial Analyst) ไปด้วย หนึ่งเลเวลต้องอ่านหนังสือแปดเล่ม ผมทำทุกอย่างพร้อมกัน ถ้าถามว่าอะไรทำให้โตเร็ว ก็เพราะผมมีเป้าหมายที่ชัดมาก นั่นคือความโชคดีอันดับหนึ่ง แล้วก็น่าจะเป็นคนที่กิเลสหนามาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ทะเยอทะยานสูง ก็เลยทำทุกอย่างเหมือนกินเอ็มร้อยห้าสิบตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งนะ จบปริญญาตรีเกรด 2.9 พอเป้าหมายชัด มีแรงฮึด อึดดี ก็เลยพุ่งๆๆ ชนเป้าหมายอย่างเดียว

การไปถึงเป้าหมายเร็ว มีข้อเสียไหม

นั่นคือจุดที่ผมเสียใจ ผมทำงานมาครบยี่สิบปีพอดี พอมองย้อนกลับไป ผมคงย้อนกลับไปเรียน ม.ปลาย สักสามปี ไม่ต้องรีบไขว่คว้าอะไรเร็วขนาดนี้ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมแลกอะไรไปเยอะเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่เราได้มาฟรีๆ ตอนยี่สิบลุยแหลก จนถึงวันนี้ผมยังไม่เคยหยุดเลยนะ ถ้าผมลาออกจากงานทีนึงวันศุกร์ ผมเริ่มที่ใหม่วันจันทร์เลย ไม่เคยหยุด ไม่เคยปิดเทอม

ถ้าโทรหาตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้นาทีนึงอยากบอกอะไร

กินเหล้าให้น้อยๆ หน่อย เดี๋ยวแก่แล้วไม่มีแรง ตอนเด็กๆ ผมเที่ยวหนักมาก ออกไปเที่ยวสองทุ่ม กลับถึงหอที่ธรรมศาสตร์รังสิตตีห้า หลับในห้องเรียนทุกวัน แล้วก็อยากจะบอกตัวเองตอนทำงานใหม่ๆ ว่า การที่เรามีแรงขับแบบนั้น ทำงานหักโหมแบบนั้น มันต้องแลกด้วยอะไรหลายๆ ในชีวิตนะ ช่วงที่ผมถีบตัวเองจัดๆ เพื่อนที่คบกันมาสมัยเด็กๆ ผมไม่คุยเลยนะ เหมือนเราไปเจออะไรบางอย่างที่อยากทำ เราก็สลัดทุกอย่างออกหมด ไม่มีเวลาให้ใครเลย เราอินของเราอยู่คนเดียว เพื่อนๆ เรียกผมว่า เจ็ทเดี๋ยวโทรกลับ ซึ่งผมก็ไม่เคยโทรกลับเลยด้วย ใครชวนไปไหนก็เดี๋ยวโทรกลับ แล้วหายไปเลย เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ เลิกคบไปเยอะเหมือนกัน

มาถึงวันนี้ก็เสียดายนะ เรียน ม.ปลาย ก็เรียนแค่สองปีจบ มันไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ อายุยี่สิบก็เริ่มทำงานแล้ว รีบจังเลย ปกติเขาเป็น Fund Manager กันตอนอายุสามสิบ ผมยี่สิบสามก็เป็นแล้ว การได้เป็นเร็วมันตอบสนองความทะเยอทะยานของตัวเอง แต่บางครั้งการได้เป็น ได้มี ในสิ่งที่อยาก ก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load