01

ปอย ตรีชฎา

ปอย-ตรีชฎา เพชรรัตน์ นั่งรออยู่ที่ Cafe Tabebuya ข้างโรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายประถม)

ที่นี่ไม่ใช่ร้านกาแฟ แต่เป็นมุมกาแฟพร้อมเครื่องชงครบเซ็ตและบาริสต้า สำหรับให้บริการเหล่านักวิจัย คนทำงาน และแขก ได้ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มดีๆ และมีพื้นที่นั่งคิดงานที่ปลอดโปร่งโล่งสบาย

ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของเครือบริษัท BIOMT (บริษัท ไบโอฟาร์มาเทค จำกัด และ บริษัทไบโอฟาร์มาแปซิฟิก จำกัด) สถานที่รับผลิตวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาตรฐาน GMP ที่ใช้เทคโนโลยีระดับโมเลกุลและแล็บสุดล้ำซึ่งตั้งอยู่กลางเมือง

ปอยเป็นเจ้าของที่นี่, คงไม่น่าแปลกใจนัก

ปอยเป็นนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล งานของเธอคือการสวมชุดกาวน์สีขาว ส่องกล้องจุลทรรศน์ ทำงานกับเกลียวดีเอ็นเอ, ใช่-ปอย ตรีชฎา ที่คุณรู้จักนั่นแหละ

แค่คุณไม่เคยรู้จักชีวิตเธอในด้านนี้เท่านั้นเอง

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

02

ปอยชอบวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก

ชีวิตของปอยในวัยเยาว์ถูกเล่าผ่านสื่ออยู่บ่อยครั้ง แต่นี่คือมุมที่คุณอาจไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน

“ปอยชอบวิทยาศาสตร์แนวการแพทย์กับพยาบาลตั้งแต่ประถมค่ะ ปอยเป็นอาสาสมัครประจำห้องพยาบาลช่วยทำแผล ชอบมาก เวลาใครพูดสรรพคุณของสมุนไพรปอยก็จะเชื่อ แล้วตั้งสมมติฐานแบบเด็กๆ ว่าคงเป็นเพราะแบบนี้ เช่น คุณย่ารถมอเตอร์ไซค์ล้ม เอาน้ำผึ้งรวงมาทาแผลที่ถลอก แล้วแผลแห้ง ตกสะเก็ดเร็ว ปอยก็ตั้งสมมติฐานว่า ในน้ำผึ้งรวงต้องมีอะไรที่ทำให้แผลหายเร็ว ปอยจำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยแบบนี้มาตลอด” แล้วน้ำผึ้งมีสรรพคุณนี้จริงไหม เธอว่า

“เมื่อร่างกายเกิดบาดแผล เชื้อโรคและแบคทีเรียจะเข้ามาทางบาดแผล ระบบเม็ดเลือดขาวก็จะเข้ามาทำหน้าที่ในการต้านเชื้อโรค ในน้ำผึ้งมีความเข้มข้นของน้ำตาลสูงมาก ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเจริญเติบโตได้ การทำงานของเม็ดเลือดขาวจึงลดลงไปด้วย ท้ายที่สุดอาการบวมแดงและการอักเสบจึงค่อยๆ หายไป”

จุดเปลี่ยนในชีวิตด้านวิทยาศาสตร์ของปอยเกิดขึ้นตอนเรียน ม.2 เธอนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ด้วยการเขียนสมมติฐานว่า ในอนาคตเราจะไม่พึ่งพาต้นไม้ในการผลิตอาหารอย่างเดียว แต่จะจำลองคลอโรพลาสต์ออกมาให้สังเคราะห์แสงสร้างแป้งให้คนบริโภคได้ งานนี้ปอยชนะ เธอจึงมีความมั่นใจ และอยากเรียนสายวิทย์อย่างจริงจัง

ปอยเรียนต่อมัธยมปลายสายวิทย์-คณิต ที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย ด้วยเป้าหมายที่อยากเป็นหมอ ช่วง ม.4 ก็เรียนได้คะแนนระดับท็อปดี แต่ชีวิตเธอพลิกผันกว่านั้น

03

ปอยคิดแค่ อยากมีแฟน

“ช่วงเรียน ม.6 ความคิดอยากเป็นหมอหายหมดเลย คิดแค่ อยากมีแฟน” ปอยหัวเราะเบาๆ เธอปีนกำแพง โดดเรียน จนหมดสิทธิ์สอบ ไม่สนใจจะเรียนให้จบ ไม่สนใจจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย

โชคดีที่ ไพลิน (ประทีป ณ ถลาง) เพื่อนสนิทของปอยพาปอยไปแก้เกรด ทำทุกอย่างจนเรียนจบ ม.6 พร้อมเพื่อน แต่ไพลินก็ทำให้ปอยสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่สำเร็จ

“คิดว่าจะมีแฟน คิดแค่นั้นเลยจริงๆ” ปอยหัวเราะ

เพื่อนสนิทของปอยสอบติดหมอ วิศวะฯ เข้ามาเรียนในกรุุงเทพฯ ปอยก็หนีแม่ตามเพื่อนมาอยู่กรุุงเทพฯ ในใจก็เยาะเย้ยเพื่อนว่า เรียนหนัก สมน้ำหน้า แต่พอเวลาผ่านไป เห็นเพื่อนไปเรียนหนังสือทุกวัน แต่เธอกลับอยู่กับความว่างเปล่า เลยคิดอยากเรียนหนังสือบ้าง

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech
ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

04

ปอยกลับไปซบอกแม่แบบหน้าแตก

“สุดท้ายปอยก็กลับไปซบอกแม่แบบหน้าแตก บอกแม่ว่าอยากเรียนแล้ว ตอนนั้นที่เดียวที่ยังเปิดรับที่ปอยหาได้คือ คณะนิเทศศาสตร์ ภาคพิเศษ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตปอยเล่าเส้นทางชีวิตบทต่อมา

เรียนได้ 3 เดือน ปอยก็ชนะการประกวดมิสทิฟฟานี่ ปี 2547 จากนั้นเธอก็มีชีวิตในวงการบันเทิงอย่างที่ทุกคนทราบ แต่ที่อาจจะไม่ทราบคือ

ปอยเลิกเรียนมหาวิทยาลัย จนเวลาผ่านไป 2 – 3 ปี เพื่อนๆ เรียนใกล้จะจบแล้ว ปอยก็อยากกลับมาเรียนอีกครั้ง ปอยเลือกเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แทนที่จะเป็นชีววิทยามหาวิทยาลัยเดียวกัน เพราะกลัวความยากของวิทยาศาสตร์ ซึ่งเธอลืมไปแล้วว่า ถึงจะยากแต่ก็เคยทำได้ดี

“ปรากฏว่ากฎหมายยากมาก” ปอยลากเสียงยาว “ยากแบบวัวตายควายล้ม ยากที่สุด ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยเก่งเลย ถึงขนาดปอยต้องไปลงเรียนนิติรามด้วย จะได้เรียนเป็นภาษาไทย เรียนไปสักพักปอยก็ไปดรอป”

ด้วยความที่เป็นนักแสดง ปอยจึงได้รับคำชวนให้ไปเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดง ที่มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งอยู่ในเครือซูเปอร์สตาร์ อะคาเดมี่ ปอยได้เรียนวิชาพื้นฐานหลายอย่างทั้งการแสดง ร้องเพลง ซึ่งเป็นขุุมทรัพย์ให้เธอเอาไปใช้ทำงานในวงการบันเทิง ปอยลงเรียนเพื่อเติมความรู้เรื่อยๆ เรียนๆ ขาดๆ สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เราเดากันได้

เธอยังเรียนไม่จบปริญญาตรี

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

05

ปอยชอบอ่านฉลาก

“มีคนบอกว่า ไม่น่าเชื่อว่าปอยจะอธิบายอะไรในเชิงวิทยาศาสตร์ได้” อย่างเช่น เรื่องน้ำผึ้งรักษาแผลอักเสบ ปอยบอกว่า เรื่องวิทยาศาสตร์หลักๆ ที่เธอสนใจตั้งแต่วัยเยาว์คือเรื่องเกี่ยวกับความสวยความงาม ทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง ไปจนถึงเรื่องการฉีดอะไรทั้งหลาย

เธอสนใจมาตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ตำราของเธอในยุคที่ยังไม่มีกูเกิลคือนิตยสาร CLEO ปอยพลิกอ่านเซกชันบิวตี้ซ้ำไปซ้ำมาจนหน้ากระดาษยับยู่ แค่เรื่องวิตามินซี เธอก็รู้ละเอียดมาก

“ทุกอย่างที่ปอยใช้ต้องมีเหตุผล ปอยชอบอ่านฉลาก ดูส่วนผสม ตอนเด็กๆ มีคนชอบถามว่าใช้อะไร ทำอะไร ปอยจะไม่พูดว่าใช้อันนี้ แต่จะจูงใจด้วยข้อมูลวิทยาศาสตร์ เวลาเล่าก็อินมาก”

ปอยเล่าต่อว่า ในวัย 20 ปี เธอเคยให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ว่าใช้ครีมอะไร ปอยตอบชื่อยี่ห้อตามความจริงโดยไม่ได้ค่าโฆษณา พร้อมเหตุผลที่ศึกษาด้วยตัวเองว่า

“ครีมตัวนี้มีฤทธิ์ทำให้ผิวชั้น Stratum Corneum ของเราซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป เวลาเราทาครีมอื่นเข้าไป ผิวจะดูดซึมเข้าไปได้ดีกว่าปกติ เพราะเราผลัดเซลล์ชั้นข้างบนนั้นแล้ว”

หลังจากรายการออกอากาศ แบรนด์นั้นก็ติดต่อปอยให้เป็นพรีเซนเตอร์ทันที

06

ปอยอยากสวย

“ตอนเด็กอยากมีแฟน ช่วงอายุยี่สิบสาม ยี่สิบสี่ อยากสวยอย่างเดียว ปอยศึกษาว่าอะไรทำให้ผิวสวย จำได้ว่าแต่ละแบรนด์ที่เคยกินมีส่วนผสมใดที่มีประสิทธิภาพ อะไรที่เป็นผลเสีย ปอยเลยอยากทำวิตามินที่ทำให้ปอยสวย ทำไว้กินเอง ไม่ได้คิดเรื่องธุุรกิจเลยเพราะคิดว่าคงทำไม่ได้ เราไม่มีทั้งทุน ทั้งความรู้ด้านธุรกิจ”

จากที่เคยศึกษาผ่านหน้านิตยสารและฉลากข้างขวด ปอยเริ่มสนุกกับการอ่านงานวิจัย เธออินถึงขั้นโทรไปคุยกับนักวิจัยต่อ ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศในหลายมหาวิทยาลัย จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็คือการโทรไปคุยกับ ศาสตราจารย์ ดร.ภก. จีรเดช มโนสร้อย และ ศาสตราจารย์ ดร.ภญ.อรัญญา มโนสร้อย ซึ่งเกษียณจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว พออาจารย์เห็นว่าปอยสนใจงานพวกนี้ เลยชวนเธอไปเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ซึ่งเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์

นี่คือการเรียนปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของปอย

ปอยได้เรียนกับสุดยอดอาจารย์ระดับประเทศ ระหว่างเรียนก็มีไอเดียผุดขึ้นมาตลอด พอได้อ่านงานวิจัยว่า กรุ๊ปเลือดของคนมีนัยยะสำคัญกับการย่อยอาหารและระบบการดููดซึมอาหาร ปอยปรึกษาอาจารย์ว่าอยากทำผลิตภัณฑ์ช่วยควบคุมน้ำหนักตามกรุ๊ปเลือด อาจารย์ก็ช่วยประสานขอทุนวิจัยจาก สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ทำเป็นโครงการวิจัย เมื่อทำออกมาเป็นสินค้าจริงก็ได้รับรางวัล

ปอยมองทุกเรื่องที่เรียนเป็นโอกาส เธอเห็นความเป็นไปได้มากมาย จนแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์วางขาย 3 ตัว คือผลิตภัณฑ์ช่วยเสริมผิว ช่วยย่อยอาหารตามหมู่เลือด และช่วยป้องกันการอักเสบของคนเป็นสิว

พอเรียนได้ 2 ปี ปอยก็ได้รับโอกาสสำคัญให้ไปทำงานที่ฮ่องกงอย่างที่เราทราบข่าว

เธอก็เลยต้องหยุดเรียนอีกครั้ง

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech
ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

07

ปอยคิดเรื่องที่อยากทำจริงๆ มากขึ้น

ปอยเซ็นสัญญากับบริษัทผลิตภาพยนตร์ในฮ่องกง ระยะเวลา 5 ปี แต่ละปีต้องเล่นหนัง 3 เรื่อง พอหมดสัญญา 5 ปี ก็ได้รับการต่อสัญญาอีก 10 ปี

ชีวิตนักแสดงของปอยต้องทำงานทุกวัน นอกจากถ่ายหนังแล้วค่ายก็ยังมีงานพรีเซนเตอร์ งานอีเวนต์ และงานอื่นๆ มาให้ทำตลอด แต่งานที่โหดที่สุด คือการเดินทางไปโปรโมตหนังทุกภูมิภาคทั่วประเทศจีน เป็นการเดินทางแบบลืมวันลืมคืน ทุกวันเต็มไปด้วยคิวงานและความรีบเร่ง

“ทำได้ประมาณห้าปีก็เริ่มเบื่อ ตอนนั้นน่าจะอายุยี่สิบเก้า มีช่วงที่ปอยหดหู่ ไม่รู้เป็นอะไร คงสับสนว่าอนาคตจะเป็นยังไง ทำงานที่ฮ่องกงก็ดูมีอนาคตดีนะ แต่ไม่รู้สึกเหมือนตอนแรกๆ ไม่มีแพสชันกับงานด้านนี้แล้ว เริ่มติสต์ มีงานเข้ามาร้อยเปอร์เซ็นต์ รับแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ อยากกลับไปอยู่ที่ที่มีธรรมชาติ มีต้นไม้เยอะๆ เริ่มคิดเรื่องอาชีพน้อยลง คิดเรื่องที่เราอยากทำจริงๆ มากขึ้น เริ่มมีกลุ่มเพื่อนที่แตกต่างออกไปจากเดิม”

พอเกิดการระบาดของ COVID-19 ปอยก็ถือโอกาสนี้กลับมาตั้งหลักทบทวนชีวิตที่เมืองไทย

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

08

ปอยยอมขับรถไปกลับอโศก-ศาลายา เพื่อไปเรียนแค่ครึ่งชั่วโมง

“ปอยฝันบ่อยมากว่าตัวเองไม่รับผิดชอบเรื่องทำการบ้าน มาจากตอนที่เรียน ม.ปลาย ไม่จบ เพราะไม่ส่งการบ้าน โดดเรียน ผ่านไปสิบปีก็ยังเป็นปม ยังรู้สึกแบบนี้อยู่” ปอยเล่าต่อว่า เธอพยายามคลายปมด้วยการเรียนปริญญาตรีให้จบ ด้วยการโอนหน่วยกิตจากมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มาสมทบกับที่ ม.สยาม ลงทะเบียนเรียนเพิ่มอีกเล็กน้อย เธอก็ได้วุฒิศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต ซึ่งวิชาที่เรียนครึ่งหนึ่งเป็นวิชาวิทยาศาสตร์แท้ๆ

ช่วงที่ COVID-19 ระบาดเมื่อต้น พ.ศ. 2563 ปอยใช้เวลาว่างระหว่างอยู่บ้านลงเรียนเพิ่มเติม เริ่มจากคอร์สไฟแนนซ์ จากนั้นก็พบว่ามหาวิทยาลัยมหิดลเปิดให้เรียนฟรีหลายวิชา แต่มีวิชาเดียวที่เป็นสายวิทยาศาสตร์คือ วิชาประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ปอยก็ลงเรียน เรียนไปบ่นไป เพราะมันยากมาก แต่เธอยิ่งเรียนก็ยิ่งชอบ วิชานี้ควรเรียน 3 เดือน แต่ปอยเรียนอัดทั้งวัน จนเรียนจบภายในเดือนเดียว และทำคะแนนสอบได้ดี

พอปอยเห็นเพจของมหาวิทยาลัยมหิดลแชร์รูปที่ปอยถ่ายคู่กับประกาศนียบัตรที่ได้รับ ปอยก็โทรไปถามว่า มีวิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์วิชาไหนที่คนซึ่งไม่ได้จบมาด้านนี้อย่างเธอเรียนได้บ้าง เธอได้รับคำตอบว่ามีวิชาที่เปิดให้เข้าไปนั่งเรียนเอาความรู้เฉยๆ ไม่ได้วุฒิแต่อย่างใด

นั่นคือวิชาพื้นฐานตัวแรกของหลักสูตรระดับปริญญาโท (นานาชาติ) ด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลและพันธุวิศวกรรมศาสตร์ ของสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล วิชานี้เรียนกันทั้งหมด 6 คน 5 คนเป็นนักศึกษาปริญญาโทของหลักสูตร ปอยเป็นบุคคลภายนอกเพียงคนเดียว แต่สุดท้ายเธอก็สอบผ่านเกณฑ์รายวิชาได้

เมื่อเห็นว่าปอยเรียนได้ ผู้ดูแลหลักสูตรประชุมกันแล้วอนุญาตให้เธอเข้าเรียนในวิชาที่ 2 ของหลักสูตรเดิมต่อได้ ซึ่งไม่เคยเปิดให้คนนอกเรียนมาก่อน พอปอยสอบผ่าน เธอก็ได้รับอนุญาตให้เรียนวิชาที่ 3 4 5 และวิชาที่ 6 ตามลำดับ ซึ่งวิชาที่ 6 เป็นวิชาสุดท้ายในปีการศึกษาที่ 1 ของหลักสูตรปริญญาโท ก่อนจะแยกย้ายไปทำวิทยานิพนธ์

ปอยปรึกษาอาจารย์ว่าจะขอลงทะเบียนเป็นนักศึกษาจริงจัง แม้ว่าคุณสมบัติจะไม่ได้ แต่ปอยก็เรียนและสอบผ่านวิชาที่ยากมากๆ มาได้หมด ทางสถาบันเลยแนะนำให้ยื่นสมัครไปที่บัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย ผลตอบรับแรกคือ ไม่ผ่าน เนื่องจากวุฒิปริญญาตรีไม่ตรงตามคุณสมบัติ

แต่พอจะอนุโลมได้ ถ้าหลักสูตรอนุมัติ

เมื่อเรื่องส่งมาถึงสถาบัน เหล่าผู้ทรงคุณวุฒิก็ประชุมกันแล้วอาจารย์ฝรั่งก็เรียกปอยไปสัมภาษณ์ เขาถามตรงเป้าว่า ในอดีตเธอมีปัญหาเรื่องการเรียนไม่จบ ถ้าเรียนที่นี่แล้วมีอะไรมารบกวนเวลา จะเลิกเรียนอีกไหม ปอยให้คำมั่นสัญญาอะไรกับหลักสูตรได้บ้าง

“ปอยไม่สามารถสัญญาอะไรได้เลย” ปอยพูดสิ่งที่ตอบในวันนั้น “เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีอะไรเข้ามาในชีวิต แต่ตั้งแต่วิชาแรกถึงวิชาสุดท้ายปอยเข้าเรียนเกินเก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ ที่ขาดเรียนคือเป็นงานรัฐที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ปอยหยุดรับงานทั้งหมดที่ฮ่องกงเพื่อเรียน ปอยขับรถจากอโศกไปศาลายาเพื่อเรียนครึ่งชั่วโมงแล้วกลับมาทำงานต่อที่อโศก ขอแค่ได้ไปรู้ครึ่งชั่วโมงก็คุ้มแล้ว สิ่งเหล่านี้พอจะยืนยันความตั้งใจของปอยได้ไหม”

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผลสอบสัมภาษณ์ออกมาว่า นางสาวตรีชฎา จะเป็นนักศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิต สาขา วิชาพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลและพันธุวิศวกรรมศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา 2564 อย่างเป็นทางการ

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

09

ปอยจะอธิบายสิ่งที่ปอยเรียนให้ฟังแบบง่ายที่สุด

“สิ่งมีชีวิตทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือพืช ประกอบขึ้นจากหลายๆ อวัยวะทำหน้าที่ร่วมกัน หากมองลึกลงไปกว่านั้น จะเห็นว่าหนึ่งอวัยวะเกิดจากการร่วมมือกันของเนื้อเยื่อ และท้ายที่สุดแล้วเนื้อเยื่อเหล่านั้นเกิดจากเซลล์หลายๆ เซลล์รวมกัน แต่ละเซลล์เป็นเสมือนบ้านที่เก็บสิ่งที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต นั่นคือรหัสพันธุกรรม และต้องเป็นแบบเฉพาะเหมือนเป็นบาร์โค้ดประจำตัว บ้านแต่ละหลังจะปกป้องสิ่งนี้ให้ดีที่สุด โดนอันตรายน้อยที่สุด เพราะมันหวังว่ารหัสเหล่านี้จะถูกส่งทอดต่อไปยังลูกหลานให้ขยายเผ่าพันธุ์และดำรงอยู่บนโลกใบนี้ให้ได้นานที่สุด เมื่อไหร่ก็ตามที่เซลล์อยากจะทำกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์ เช่น การขยายเผ่าพันธ์ุ หรือทำลายความผิดพลาดบางอย่าง มันจะหยิบบาร์โค้ดที่เป็นของเครื่องมือนั้นๆ มา แล้วทำการก็อปปี้เก็บต้นฉบับไว้อย่างเดิม แล้วเอาโค้ดที่ทำการคัดลอกนั้น มาแปลรหัสเพื่อสร้างเครื่องมือนั้นจริงๆ

“เครื่องมือเหล่านั้นจะอยู่ภายใต้รูปแบบของโปรตีน ในบางครั้งเซลล์จำเป็นต้องควบคุมก้อนโปรตีนที่ผลิตได้ โดยการมีแม่กุญแจในก้อนนั้น มันจะยังไม่ทำงานจนกว่าจะไปเจอลูกกุญแจที่เข้าคู่กัน นี่คือความมหัศจรรย์หนึ่งของร่างกายที่ชาญฉลาดมากในเรื่องการป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะทำไปสู่การกลายพันธุ์ แต่ใดๆ ในโลกล้วนไม่แน่นอน แม้เซลล์มีการระวังตัวมากขนาดนี้ ระบบการทำงานก็ยังมีโอกาสผิดพลาด และสร้างสิ่งต่างๆ ที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ และส่งผลต่อระบบต่างๆ เป็นลูกโซ่ไป นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติในมนุษย์ รวมถึงการเกิดโรคด้วย”

10

ปอยเป็นเจ้าของโรงงาน

ผลพวงจากการเรียนคอร์สไฟแนนซ์ออนไลน์ตอน COVID-19 คือการเอาบัญชีย้อนหลังของบริษัทมาดูแล้วพบว่า ต้นทุนที่มากที่สุุดคือค่าจ้างโรงงานอื่นผลิต ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ปอยเลือกโรงงานที่ดีที่สุด คิดสูตรเอง ซื้อเครื่องจักรเองเอาไปตั้งที่โรงงาน นำเข้าวัตถุดิบเอง และขอ อย. เอง

คุณชลธิชา ชวาลเวชกุล ผู้จัดการและทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัท สก๊อต อินดัสเทรียล จำกัด เพื่อนสนิทและหุ้นส่วน ยืนยันว่าปอยทำโรงงานเองได้ ถ้าทำโรงงานขนาดเล็ก ใช้เครื่องจักรขนาดไม่ถึง 50 แรงม้า จะไม่เข้าข่ายกฎหมายโรงงาน ไม่ได้ใหญ่โตและยุ่งยากอย่างที่คิด

ปอยนึกถึงภาพสถานที่ผลิตยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ของบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่นกลางย่านสุดหรูอย่างกินซ่า เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่เธอเคยไปดู ปอยก็เลยทำขออนุญาตใช้อาคารพื้นที่ 420 ตารางเมตร ในซอยสุขุมวิท 31 เป็นสถานที่ผลิตยาและเครื่องมือทางการแพทย์ ท่ามกลางความงุนงงของเจ้าหน้าที่เขต ว่าจะจัดตั้งสถานที่ผลิตกลางเมืองจริงๆ หรือ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีการปล่อยของเสียอันตรายสู่ภายนอกแต่อย่างใด และกำลังแรงม้าของเครื่องจักรอยู่ในเกณฑ์ บริษัทของเธอก็ได้รับใบอนุญาต

ปอยให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดและระบบต่างๆ ในโรงงานที่ต้องได้มาตรฐานสากล ต้นทุนการผลิตของเธอเลยสูงลิ่ว จนมีคนแนะนำให้เธอไปขอการสนับสนุนของ BOI ปอยก็จัดทำเอกสารกองโตเข้าไปพรีเซนต์จนผ่านเกณฑ์ประเภทกิจการเทคโนโลยีชีวภาพและสถานที่ผลิต

ปอยให้นิยามว่า ธุรกิจของเธอคือการเป็นผู้รับจ้างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารครบวงจร มาตรฐาน GMP ที่ใช้เทคโนโลยีระดับโมเลกุล ปอยแยกธุรกิจออกเป็น 2 บริษัท บริษัทไบโอฟาร์มาเทค ทำงานวิจัย ส่วนบริษัท ไบโอฟาร์มา แปซิฟิก ทำการผลิต

“วันนี้เราเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเอง มีไอเดียอะไรก็ไปขอ อย. แล้วผลิตออกมาได้ตลอด เลยจะมีผลิตภัณฑ์ตามมาอีกหลายแบรนด์” แต่ถึงอย่างนั้น แบรนด์ของเธอเองก็ไม่ได้ผลิตได้เร็วอย่างที่ใจอยาก “ตอนนี้ต้องชะลอๆ เพราะข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ทั้งงานของลูกค้าและยังมีงานวิจัยที่ยังต่อคิวกันอีกเพียบ”

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

11

ปอยทำนวัตกรรมให้เข้าถึงง่าย

“เมื่อก่อนโรงงานทำหน้าที่แค่ผสมสารเอ กับสารบี กับสารซี แล้วตอกเม็ด บรรจุแคปซูล บรรจุกล่อง ทำการศึกษานิดหน่อย แล้วส่งสินค้าให้ผู้ประกอบการ แต่พอปอยศึกษาในระดับโมเลกุล ทำนวัตกรรมให้เข้าถึงง่าย คนก็เลยสนใจเยอะ” ปอยพูดถึงความแตกต่างจากโรงงานอื่นๆ

“น้องๆ ในทีมปอยไม่ได้มีแค่เภสัชกรหรือนักวิทยาศาสตร์การอาหาร แต่ยังมีนักเทคโนโลยีชีวภาพ นักชีวการแพทย์ นักวิศวกรรมเคมี และนักชีววิทยาระดับโมเลกุล น้องๆ ให้ไอเดียใหม่ๆ กับปอยเยอะมาก เพื่อช่วยเพิ่มประโยชน์ถึงขีดสุุด และลดโทษให้เหลือน้อยที่สุด”

นวัตกรรมที่ทีมของปอยช่วยกันสร้างก็คือ การเปลี่ยนการใส่ซองกันชื้นลงในกล่องวิตามิน เป็นการเคลือบฟิล์มที่อิ่มน้ำลงบนเม็ดยา เมื่ออิ่มน้ำแล้วจึงไม่ดูดความชื้นอีก เทียบประสิทธิภาพแล้วดีกว่าใช้ซองกันชื้นเยอะ ไม่มีขยะด้วย

อีกอย่างคือ ลดปริมาณของสารไม่สำคัญในเม็ดยา ซึ่งส่งผลเสียต่อตับไต จาก 50 เปอร์เซ็นต์เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริโภคได้ยาประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่เม็ดเล็กลงและส่งผลต่อตับน้อยลง

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

12

ปอยชอบอาคารเก่า

ช่วงที่ปอยไปทำงานและอยู่ที่ฮ่องกง เธอประทับใจย่านตึกเก่าสวยๆ ซึ่งได้รับการอนุรักษ์อย่างดี ข้างนอกเหมือนเดิม ข้างในใช้ชีวิตอยู่ได้สบาย ถือว่าเป็นย่านที่แพงที่สุดในฮ่องกง เธอนึกได้ว่าภูเก็ตก็มีแบบนี้ ด้วยความที่สนใจอาคารเก่ามากขึ้น พอกลับมาเมืองไทย เธอก็ชวนเพื่อนคอเดียวกันไปเดินดูอาคารเก่า ชิมอาหารโบราณ แล้วก็คิดว่าจะรักษาอาคารเหล่านี้ที่ภูเก็ตอย่างไร

ปอยได้อ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่สรุปว่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวตัวเมืองภูเก็ตอยากมาดูอาคารเก่ามากที่สุด นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตัองอนุรักษ์อาคารเหล่านี้ ซึ่งที่ผ่านมายังได้รับการดูแลที่ไม่ดีนัก ปอยขอนัดพบนายกเทศมนตรีเพื่อเอางานวิจัยไปเล่า แล้วไปชวนคุยว่าท่านจะช่วยอะไรได้บ้าง

จากนั้นไม่นาน เกิดอุบัติเหตุเรือเฟอรี่ล่ม นักท่องเที่ยวจีนไม่มาเที่ยวภูเก็ต ททท. เลยอยากให้ปอยเป็นพรีเซนเตอร์ชวนนักท่องเที่ยวจีนกลับมา

“ปอยบอกว่า ให้ปอยมาช่วยประชาสัมพันธ์มันไม่ช่วยเลย นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่มั่นใจในหลายๆ เรื่อง ถ้าอยากแก้ปัญหาน่าจะต้องแก้แบบนี้ๆ นะคะ ปอยเสนอว่า ภูเก็ตไม่ได้มีแค่แสงสี แต่ในส่วนของเมืองเก่ามีงานวิจัยบอกว่า สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้วันละหกล้านบาทในวันธรรมดา และสิบสองล้านบาทในวันหยุด เราน่ากระตุ้นตรงนี้ นักท่องเที่ยวมีปมกับทะเล เราก็ขอโทษแล้วแก้ไข ช่วงเวลาแก้ไขก็หันมาโปรโมตเมืองเก่าแทน ททท. ก็งงว่าปอยไม่เอาเงินเหรอ ปอยบอกว่า ทำไปก็ไม่เห็นผลหรอก ปอยอยากลองเสนอไอเดียนี้ให้รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ”

หลังจากใช้ความพยายามอยู่นานผ่านหลายช่องทาง สาวภูเก็ตคนนี้ก็ได้เข้าประชุมกับ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ในขณะนั้น พร้อมด้วยผู้ว่าการ ททท. และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย รัฐมนตรีเห็นด้วยกับกลยุทธ์ของปอย เลยให้ปอยพาคณะลงไปดูพื้นที่จริง

“ปอยพาท่านไปดูว่า เมืองเก่าจริงๆ เป็นแบบนี้ ที่ภูเก็ตได้รางวัลด้านอาหารจากยูเนสโก มาจากชาวบ้านที่ทำอาหารโบราณ ไม่ใช่ร้านที่คนไปถ่ายรูป แต่ร้านโบราณดั้งเดิมกำลังจะหายไปเพราะลูกหลานไม่ทำต่อ เขาขายราคาถูกมาก ลูกค้าก็น้อย ปอยอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนตรงนี้”

หลังจากนั้น ภูเก็ตก็ได้รับรางวัลเมืองอนุรักษ์ ผู้ใหญ่จึงเริ่มให้ความสำคัญในการอนุรักษ์เมืองเก่าแบบเป็นรูปธรรม

13

ปอยซื้อบ้านมาทำเอง

ด้วยความรักในอาคารเก่า ด้วยเห็นตัวอย่างการอนุรักษ์ที่ดีจากฮ่องกง และด้วยความเป็นคนภูเก็ต ปอยจึงอยากสร้างตัวอย่างการบูรณะอาคารเก่าให้ทุกคนได้มาเรียนรู้

“ถ้าไม่มีคนทำ ปอยก็ซื้อบ้านมาทำเอง” ปอยเล่าถึงแผนที่เตรียมจะซื้ออาคารเก่าบนถนนถลาง แล้วชวน อาจารย์เต้ย-อริยะ ทรงประไพ เรี่ยวแรงหลักในการบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน กับ อาจารย์ยุ้ย-ดร.วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ จากคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ บินลงไปศึกษาวิเคราะห์ถึงสถาปัตยกรรมโบราณด้วยกัน แล้วหาแนวทางการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง เพื่อทำเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กและคนรุ่นใหม่

“ค่าบูรณะแพงกว่าค่าตึกค่ะ” ปอยหัวเราะ “แต่ทุกคนพยายามช่วยปอยหาทางออก ที่ดินจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ทำคงหากำไรไม่ได้ เพราะถ้าอยากมีรายได้ เราต้องทำลายอาคาร เราทำแค่รื้อของที่ไม่จริงออก เก็บของที่จริงไว้ อยากทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง อาจจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้ามาเรียนรู้”

ในช่วงปีที่ผ่านมา ปอยพาเพื่อนมากมายไปดูอาคารหลังนี้ “ปอยไม่พานักธุรกิจไปดู แต่พาคนที่รักเหมือนเราไปดู ปรึกษาว่าทำยังไงให้เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องได้กำไรหรอก เราไปหาตังค์ด้านอื่นดีกว่า”

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

14

ปอยเป็นนักวิจัย

ไม่ว่าคุณจะจดจำว่า ปอย ตรีชฎา คือใคร แต่ตอนนี้เธอคือ

“นักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล อนาคตของปอยคงอยู่แบบนี้ไปสักพักหนึ่ง ตอนนี้มีแพสชันในด้านงานวิจัยมาก ส่วนงานในวงการบันเทิงจะเลือกรับงานที่ทำแล้วไม่กระทบงานตรงนี้ ปอยชอบโมเดลของดาราหลายคนที่รับงานห้าปีครั้ง แล้วทุกอย่างเป็นมาสเตอร์พีซ อย่าง จอนจีฮยอน (Jun Ji Hyun) หรือ กงยู (Gong Yoo) เขาวางกลยุทธ์ชีวิตไว้ค่อนข้างดี พอเขารับงานน้อย ก็เอาเวลาที่เหลือไปลงทุนทำธุรกิจดีๆ แล้วทำไมเราจะทำแบบนั้นไม่ได้”

ปอยขยายความต่อว่า งานที่รับต้องไม่ขัดกับภาพนักวิจัยและนักธุรกิจ “ถ้าเป็นงานที่ต้องเปิดมากๆ ปอยก็อายน้องๆ ในทีมเหมือนกันนะ แล้วก็เกรงใจครูบาอาจารย์ด้วย” ปอยตอบพร้อมรอยยิ้มเขิน

15

ปอยทำได้ ทุกคนก็ทำได้

ธุรกิจของปอยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ น่าสนใจว่าเธอมองคุณค่าของงานนี้อย่างไร

“โรงงานนี้ทำสิ่งใหม่ๆ ให้คนมีสุขภาพดีขึ้น จากมุมมองของคนที่ชอบตั้งสมมติฐาน แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพ คนเข้าใจว่าการเป็นเจ้าของนวัตกรรมมันยาก แต่ปอยจะทำให้ดูเป็นเรื่องง่าย อยากให้เห็นว่าคนไทยเป็นเจ้าของนวัตกรรมได้ หนังสือเรื่อง Sapiens บอกว่า อีกห้าสิบปีข้างหน้าคนที่เป็นมหาอำนาจจริงๆ ของโลกไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นคนที่กุมเทคโนโลยีชีวภาพ ในอนาคตต้องวัดความเจริญของเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมด้วย ถ้าเราไม่อยากโดนกดขี่โดยประเทศมหาอำนาจ คนในประเทศก็ต้องช่วยกัน

“อีกเรื่องที่ปอยคิดมาตลอดคือ เด็กเรียนสาขาวิทยาศาสตร์น้อยลงทุกปี บางคนเรียนจบก็ไปเป็นนักวิจัยที่ต่างประเทศ เพราะไม่เห็นโอกาสในไทย ทีมงานของเราประกอบด้วยน้องๆ ในสายวิทยาศาสตร์เยอะมาก เขาเคยท้อแท้ว่าโตไปจะทำงานอะไรดี เพราะไม่มีพื้นที่ให้เขาเอาสิ่งที่วิจัยไปทำให้เกิดขึ้นจริง ปอยอยากทำให้เด็กๆ สายวิทย์กล้าคิดนอกกรอบมากขึ้น

“ปอยอยากทำให้เห็นว่า จากพี่ปอยที่ดูเหมือนจะโง่ๆ ท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ลำดับต้นๆ ของประเทศยังยอมรับ เพราะเราพิสูจน์ให้เขาเห็น ขนาดปอยไม่ใช่เด็กแล้ว ยังเรียนได้เลย ถ้าปอยทำได้ นักเรียนสายวิทย์ทุกคนที่กำลังเรียนอยู่ก็ต้องทำได้”

ปอย ตรีชฎา กับบทบาทนักวิจัยด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล  และเจ้าของแล็บผู้สร้างนวัตกรรม Biotech

รับฟังเรื่องราวชีวิตในวัย 34 ปีของปอย ตรีชฎา ได้ที่พอดแคสต์รายการ Coming of Age

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

‘แพงระยับ’

ใครรู้จัก CHANINTR เป็นอันรู้กันว่าสินค้าและของตกแต่งบ้านที่แบรนด์หรูหรานี้รวบรวมมาจากทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ราคาดุเดือดไม่เบา แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ลงและทำให้ CHANINTR ยืนหนึ่งในวงการ คือรสนิยมความงามที่ดีเลิศ คุณภาพสินค้าที่ทนทาน และการดูแลบริการแบบมืออาชีพ 

เบื้องหลังสินค้าของตกแต่งบ้านที่งามเหมือนเสกออกมาจากแคตตาล็อกหนังสือตะวันตก ชนินทร์ สิริสันต์ เริ่มต้นจากธุรกิจทำเฟอร์นิเจอร์สไตล์ตะวันตก ก่อนเปลี่ยนเป็นบริษัทนำเข้าสินค้าตกแต่งบ้านในปี 1994 ทุกวันนี้ธุรกิจของเขาครอบคลุมถึงการตกแต่งทุกส่วนในบ้านและออฟฟิศ ตั้งแต่โซฟา โคมไฟ ม้านั่งในสวน เก้าอี้ทำงาน ฝักบัว ผ้าเช็ดตัว ไปจนถึงช้อนชา แถมยังมี CHANINTR Residences ที่นำของ Luxury ทั้งหมดมาตกแต่งบ้านหลักร้อยล้านบาทในโครงการ WINDSHELL 

เรานัดพบผู้ก่อตั้งแบรนด์อันเป็นตำนานนี้ที่ CHANINTR CRAFT ตึกสีขาวแสนสวยในทองหล่อที่รวมแบรนด์สแกนดิเนเวียนและญี่ปุ่นที่เน้นแนวคิดแฮนด์เมดไว้ด้วยกัน ทุกสิ่งสวยงามเหมือนนิทรรศการงานดีไซน์ชั้นดี ท่ามกลางสินค้าหรูหราเหล่านี้ บทสนทนาของเราแทบไม่มีเรื่องฟุ่มเฟือย 

เราคุยกันเรื่องดีไซน์กับชีวิต บ้าน ความงาม และการทำธุรกิจที่ดี ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กว่าจะมานั่งบนโซฟาสีขาวสะอาดไร้ที่ติ ในตึกใหม่ที่เขาล้อมก้ามปูยักษ์ไว้ตรงกลาง นักธุรกิจคนนี้ผ่านอะไรมามากมาย กว่าจะบุกเบิกตลาดการตกแต่งบ้านเมืองไทยเข้าสู่ยุคร่วมสมัย 

ขอเชิญทำความรู้จัก CHANINTR ผ่านชนินทร์

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

ได้ข่าวว่าตั้งแต่มีโควิด สินค้าของ CHANINTR ขายดีมาก ๆ 

เรียกว่าทั้งวงการ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่เป็นทั่วโลก ธุรกิจสายนี้โชคดีนะครับ เพราะว่าทุกคนก็ต้องอยู่บ้าน ทุกคนก็คงหาทางทำยังไงให้ชีวิตในบ้านดีขึ้น โซฟาเริ่มเก่าแล้ว นั่งไม่ค่อยสบายก็อยากเปลี่ยน หรือเก้าอี้ทำงานตอน Work from Home ก็อยากใช้ของดี ๆ ให้ไม่ปวดหลัง  มันเกิดคำถามและการสำรวจตัวเองว่า สุขภาพชีวิตและของที่มีอยู่ในบ้านมันพอมั้ย หรือควรจะปรับปรุง 

ตอนแรกที่ทุกคนตกใจ ทุกอย่างก็หยุดชะงักไปหมด แต่เวลาผ่านไปเดือนสองเดือนก็เกิดการช้อปปิ้ง ที่เห็นชัดที่สุดคือส่วนธุรกิจออฟฟิศ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ของ Herman Miller พอทุกคนไม่เข้าออฟฟิศ งานแต่งออฟฟิศก็หยุดไปเลย แต่เก้าอี้ออฟฟิศสำหรับ Work from Home ยอดขึ้นไป 10 เท่า จนของไม่พอ สั่งแล้วต้องสั่งอีก

สำหรับเมืองไทยนี่ยังถือว่าน้อย เทียบกับประเทศรวย ๆ อย่างอเมริกายิ่งกว่านี้อีก ยอดขายของบริษัทที่อยู่แถบนั้นเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาที่ตามมาคือผลิตไม่ทัน เพราะหลายโรงงานต้องปิดไป ก็เลยเกิดความผันผวนมากในการผลิต การขนส่ง สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือระยะเวลาที่ต้องรอเนี่ยก็นานขึ้น ราคาก็สูงขึ้น เพราะความต้องการมันสูงกว่าปกติ ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเข้าที่ เรื่องนี้เป็นทั่วโลก มันดึงกันไปดึงกันมา แก้ไม่ง่าย 

ตอนนี้รสนิยมแต่งบ้านของคนไทยเหมือนกับในเมืองนอกไหม

ผมว่าเหมือนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ผมเริ่มธุรกิจมา สมัยนั้นคนที่มีกำลังซื้อ คนที่ไปศึกษาต่างประเทศมา กลับมาก็อยากจะได้ของที่กลิ่นอายเหมือนเมืองนอก ซึ่งถ้าสั่งช่างทำอาจจะไม่เหมือนสักทีเดียว ผมเริ่มจากการเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งของตัวเอง ออกแบบตามสไตล์ของอเมริกา อังกฤษ ซึ่งตอนหลัง ๆ จะเห็นว่าเกือบทุกอย่างมันกลายเป็นสไตล์ต่างประเทศ เช่น อเมริกัน อิตาเลียน พวกอสังหาริมทรัพย์ก็เติบโตเป็นคอนโดมิเนียม การใช้ชีวิตของคนไทยเราเปลี่ยนไป เฟอร์นิเจอร์ก็เปลี่ยนตาม

เวลาเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้ามา คุณรู้เลยไหมว่าอันไหนขายได้แน่นอน

ไม่รู้หรอกครับ ทุกอย่างมีความเสี่ยง หลัง ๆ ก็เรียกได้ว่าต้องลองผิดลองถูก นี่เราเพิ่งลองสั่งเตียงมา 20 กว่าเตียง ผมว่าบางทีถ้าเรามีสูตรสำเร็จมากเกินไป เราก็จะไม่ได้ลองอะไรใหม่ เราก็จะไม่รู้ เราต้องสร้างระบบที่พลาดได้ ลองแล้วเห็นทันทีว่าอะไรขายดี อย่าง Wishbone Chair รู้กันว่ามันเป็น Best Seller ทั่วโลก ตอนแรกขายไม่ค่อยดีเพราะว่าของเลียนแบบเยอะมาก มันเป็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่โดนก็อปปี้มากที่สุดแล้ว แต่ว่าเมื่อมีของจริงมาเมืองไทย คุณค่าของมันก็ยังอยู่ เพราะเห็นชัดถึงคุณภาพ แล้วคุณค่าบางทีก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ คนที่สนใจหรืออยากจะ Collect ของก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเดี๋ยวนี้เก้าอี้ตัวนี้สร้างยอดขายได้ดีที่สุดของแบรนด์นี้

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

อะไรคือวิธีการเลือกแบรนด์มาร่วมงานด้วย

เวลาเราจะร่วมธุรกิจกับใครก็เหมือนแต่งงานกัน ผมต้องไปดูโรงงาน ต้องไปเจอเจ้าของแบรนด์ แล้วคุยว่าเขามีแนวความคิดตรงกันไหม ใช้เวลากว่าจะหาแบรนด์ที่ใช้ได้จริง ๆ พวกแบรนด์ใหญ่ ๆ ยิ่งเป็นการลงทุนใหญ่ ต้องให้พื้นที่โชว์รูมกับเขาเยอะ เพราะเรารู้ว่าเราต้องอยู่กับเขาอีกนาน เขาเองก็ไม่ได้ให้สิทธิ์เราง่าย ๆ ส่วนใหญ่เขาต้องศึกษาพาร์ตเนอร์ค่อนข้างเยอะ ให้ชัวร์ว่าเรามีทั้งสถานที่ดีให้ไหม จะลงทุนให้ไหม คือความพร้อมด้านการเงิน การตลาด เรื่องคนเรื่องอะไร สารพัดอย่าง  

เราอยู่มานาน แล้วลักษณะเราไม่ค่อยชอบอะไรง่าย ๆ สั้น ๆ ด้วย ทำอะไรก็พยายามทำให้มันดีให้นาน อาจจะ Traditional อาจจะ Old School นะ แต่ผมคิดว่าถ้าทำให้นานก็ลงทุนให้ดี ถ้าเกิดทำแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ไม่ทำดีกว่า

วงการนี้มีคนหลายประเภท มีพวกระยะสั้นคือเป็นเหมือนตัวแทนแบรนด์อิตาลี 10 แบรนด์ หน้าที่เขาคือหาดีลเลอร์ว่าปีนี้เจ้าไหนน่าจะจะขายได้ดีสุด ขายไม่ดี ปีถัดไปเขาก็สลับใหม่ ขอแค่ยอดขายดีที่สุด ซึ่งประเภทแบบนั้นเราก็จะไม่เอาตั้งแต่ต้น เพราะเราถือว่าถ้าเราทำแบรนด์ไหน เราก็จะต้องทุ่มเท คือทำทุกอย่างเหมือนเราเป็นพาร์ตเนอร์ของเขาจริง ๆ ให้มันเกิดให้ได้ ก็เลยทำงานค่อนข้างหนัก 

เราค่อนข้างช้า ก็อาจจะโดนคนอื่นเยาะเย้ยนะ แต่เพราะเราทำมานาน พวกแบรนด์ดี ๆ ต่างประเทศที่ให้ความสำคัญว่าใครจะเป็นตัวแทนเขา เขาก็จะมาหาเรา น้อยครั้งที่เราจะออกไปหา ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ต่างประเทศที่มีสตอรี่ แล้วเขาเห็นว่าเราน่าจะแนวทางเดียวกัน และเขาต้องคิดแบบระยะยาว ผมบอกกับแบรนด์ทุกเจ้าที่ติดต่อมาว่า ตลาดไทยเนี่ยเป็นตลาดที่ยาก ยากมาก ๆ ภาษีนำเข้าของไทย 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช่ของฟรีเทรด ภาษีอีก 20 เปอร์เซ็นต์  ของแพง ๆ ของคุณเนี่ย พอมาถึงที่นี่มันยิ่งไปกันใหญ่ ต้องใจเย็น ๆ เราไม่ได้ตั้งราคาทุกอย่างให้เท่ากับต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนใหญ่เราพยายามให้อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ อย่างมาก 25 เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็รับมือค่าใช้จ่าย ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าแบรนด์เขาจะถูกกับตลาดไทยรึเปล่า ซึ่งอันนี้ใช้เวลาหลายปีจริง ๆ กว่าจะสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์พวกสแกนดิเนเวีย

เวลาที่เริ่มทำแบรนด์เป็นกลุ่มพวกนี้ คนไทยส่วนใหญ่เขารู้จักแต่ IKEA ซึ่งเขาเก่งมาก โดยเฉพาะเรื่องปรับราคา คนอาจจะไม่เข้าใจว่าสไตล์คล้าย ๆ กัน ทำไมราคาต่างกันเป็นสิบเท่า ซึ่งมันก็ยาก เราต้องค่อย ๆ ปูทาง ทุบ ๆ ตี ๆ กว่าจะสร้าง CHANINTR CRAFT สำหรับงานแนว ๆ นี้ เพราะว่าเราได้ทดลองจากที่เล็ก ๆ ไม่ถึงร้อยตารางเมตร ยังขายได้ ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้นมา

ลูกค้าก็เห็นว่าเราเป็นยังไง ผมจะไม่เป็นตัวแทนแบรนด์ที่ผมไม่เห็นว่าเจ้าของเขา Stand Behind สินค้าของเขา ผมเคยเจอเคสว่าเก้าอี้ 20 – 30 ตัวเสีย มันเป็นปัญหาเรื่องดีไซน์แน่นอน แต่เขาไม่ยอมรับผิดชอบ บอกผมว่าเขาไม่เกี่ยว ง่าย ๆ สั้น ๆ เลย เราก็รับผิดชอบแทนลูกค้าเลย ลูกค้าไม่ต้องทำอะไร แล้วผมก็ยกเลิกแบรนด์นั้นไปทันที 

แต่ส่วนใหญ่ไม่เกิดอะไรแบบนี้หรอกครับ แบรนด์ส่วนใหญ่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับสินค้าของเขา มั่นใจในของที่ทำ Trust เป็นเรื่องสำคัญมาก ลูกค้าต้องวางใจในสินค้าและตัวเราได้ ซึ่งเราก็ลงทุนเรื่องช่าง เรื่องการซ่อมแซมด้วย มีเทรนนิ่งให้ช่างซ่อมของเรา เผื่อมีปัญหาอะไร เรามีเวิร์กชอปเล็ก ๆ มาเพื่อซ่อมแซมวัสดุแทบทุกอย่าง

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

การทำธุรกิจที่ Honest มาก ๆ ในโลกทุกวันนี้ยากขึ้นไหม

ไม่ได้รู้สึกอย่างงั้นนะครับ คือถ้าพาร์ตเนอร์ดี ของดี พื้นฐานดีตั้งแต่ต้นเนี่ย เราก็ไม่ต้องคิดมาก ทีมมาร์เก็ตติ้งก็พูดได้เต็มปาก ทุกอย่างที่เราทำก็มาจากแบรนด์ที่เขาทำจริง ๆ ไม่ค่อยมีเคสที่เราต้องไปทำอะไรให้มัน Beyond ความจริง สำหรับผมมันไม่ได้ยาก แบรนด์ที่เราทำก็ค่อนข้างสมบูรณ์แบบในตัวเขาเอง

เราอาจจะเป็นรุ่นแรก ๆ ที่เข้ามาในวงการ ตอนที่ผมเริ่มก็มีเจ้าเดียว ภาษีนำเข้าตอนนั้น 40 เปอร์เซ็นต์ หนักมากกว่าตอนนี้เยอะ ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาทำ ด้วยเวลา ด้วยการดูแลลูกค้ามาตลอด เราก็ได้ขยายจากแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ตามบ้าน ไปถึงครัว ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ และการตกแต่งออฟฟิศด้วย เราพยายามฟังลูกค้า จริง ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ก็เน้นจิปาถะ ฟังลูกค้า ตามใจลูกค้า แล้วเราก็พยายามดูว่าลูกค้าสนใจอะไรจริง ๆ

คนอื่นเขาขายของที่ถูกกว่า ทำเร็ว ๆ กว่าตั้งมากมาย ทำไมคุณไม่เชื่อธุรกิจแบบนั้น

ผมชอบเรื่องคุณภาพกับเรื่องดีไซน์มาตั้งแต่เด็ก ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เยอะ ดีไซน์ที่ดีก็ไม่จำเป็นว่าต้องราคาสูงนะครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ ดีไซน์ที่ดีเมื่อมาพร้อมคุณภาพ มันยั่งยืนกว่า อยู่ได้นานกว่า แล้วก็มีอิทธิพลกับสังคม เวลาพูดเรื่อง Sustainability แบรนด์เดนนิช ญี่ปุ่น เขาเล่าให้ผมฟังมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว มันอยู่บนพื้นฐานของเขาตั้งแต่เริ่มต้น เราก็รู้สึกว่าอยากร่วมงานด้วย เพราะว่าเขาดี รักษ์โลก คิดถึงวัสดุทุกอย่างว่าความเป็นมายังไง เราก็รู้สึกมั่นใจกว่าเวลาเราเอาไปขายลูกค้า หรือจะต้องเป็นตัวแทนโปรโมต เรารู้สึกสบายใจ

แบรนด์ไหนที่คุณค้นพบแล้วรู้สึกทึ่ง 

มีแบรนด์เล็ก ๆ ที่ผมชื่นชมมาก เคยได้ยินชื่อแบรนด์ PP Møbler บ้างไหมครับ เล็กกว่า Carl Hansen & Søn หลายเท่า มาจากประเทศเดนมาร์กเหมือนกัน คงลักษณะเดียวกัน คือมีเวิร์กชอปทำงาน แล้วเวิร์กชอปเขาน่ารักมาก เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีมุมเยอะมาก ใต้ถุนบ้านเป็นที่เก็บไม้ เก็บสิ่งที่ตัดเป็นล็อต ๆ มาแล้ว ซอกมุมตามช่องก็มีที่อบไม้ ไม้เป็นสิ่งที่เขาเน้นมากที่สุด เพราะไม้ทั่วไปใช้เวลาอบราว 2 ปี แต่ไม้เขาเนี่ยอายุเกิน 100 ปี แค่นึกภาพต้นทุนของตัวเนื้อไม้ที่เก่าอยู่แล้ว มาอบอีกหลายที ความชื้นนี่เหลือน้อยมาก เพราะฉะนั้นไม้เขาจึงนิ่งและแข็งมาก จากนั้นจึงค่อยเอาไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ทีละตัว

เวิร์กชอปอันนี้ทำให้เราเห็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ มันโฮมเมดจริง ๆ ผิดแผกจากโรงงานที่ใหญ่โต เขาไม่ได้มีทุนมาก แต่ก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณภาพสูงที่สุด ซึ่งในบรรดาแบรนด์เดนนิช ราคาเขาสูงที่สุด ลูกค้าเห็นอาจจะงงว่าแตกต่างกับแบรนด์อื่นตรงไหนบ้าง ของเขาอาจจะหนากว่านิดหนึ่ง มีนู่นมีนี่นิดหน่อย มีคาแรกเตอร์จริง ๆ เฟอร์นิเจอร์อย่างนี้อยู่ไปสักพัก บางทีมันเหมือนมีสปิริตของมันเอง 

เวลาเห็นของก็อปปี้ Wishbone หรือ PP Møbler เนี่ย คนทั่วไปดูไม่ออก แต่ผมเข้าใกล้แล้วจะเห็นความผิดเพี้ยนทันที เป็นเรื่องที่ทั้งดีและไม่ดี เพราะมันก็เป็นภาระทางใจ ของก็อปปี้นี่วันแรกมันสวยดี แต่ยิ่งเวลาผ่านไป 3 ปี 5 ปี เราจะยิ่งเห็นชัดมากขึ้นว่ากาวเริ่มหลุด เชือกถักเปลี่ยนสี ไม่เหมือนของพวก PP Møbler หรือ Carl Hansen & Søn ที่ยิ่งเก่ามันจะยิ่งสวยสง่ามาก

บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR
บ้าน เฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจยั่งยืนแบบ ชนินทร์ สิริสันต์ แห่งแบรนด์ CHANINTR

แรก ๆ ลูกค้าของ CHANINTR คือใคร ในเมื่อของก็แพง คนไทยก็ไม่รู้จัก 

คือคนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพชีวิต ซึ่งเราเริ่มตั้งแต่ Day 1 ด้วยแนวความคิดว่าอยากให้ Everyday Life ดีขึ้นด้วยของใช้ของตกแต่งภายในบ้าน คนที่มาซื้อตั้งแต่ต้นเป็นคนที่เห็นความสำคัญของบ้าน เห็นความสำคัญของชีวิตในบ้าน แล้วก็อยากให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยการตกแต่งบ้าน พูดแบบกว้าง ๆ ทุกคนที่เป็นลูกค้าเราเป็นคนที่มีวิชันหรือมีโปรเจกต์ตลอดเวลา 

เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่คุณตกหลุมรักคืออะไร

อืม อาจจะเป็นพวกเก้าอี้ที่เป็นพวก Modern ที่ซื้อมือสองตอนเด็ก ๆ ตอนสมัยเรียนผมชอบดูพวกของเก่า ของวินเทจ ชอบเก้าอี้ Wireframe แบบ Mesh เก้าอี้แบบ Florida นอกจากนี้ก็จะเป็นพวกสแกนดิเนเวีย ผมชอบของพวกนี้มานาน แต่ว่าก็รู้อยู่ว่ามันขายยาก ก็เลยเพิ่งมากล้าตอนหลัง ๆ  

ธุรกิจเราเริ่มจากนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ของ Baker ซึ่งค่อนข้างเป็นแบรนด์ High-end ของอเมริกา และ McGuire เป็นแบรนด์หวายที่ผมชอบมาก เขาเป็นคนอเมริกันมาอยู่ที่ฟิลิปปินส์ เขาทำให้งานหวายที่เราคุ้นเคยกันไปถึงอีกขั้นหนึ่ง ดีเทลการมัดข้อต่าง ๆ ซับซ้อน ดีไซน์มีทั้งคลาสสิก ทั้งโมเดิร์น แล้วก็ใช้วัสดุธรรมชาติ เป็นจุดเริ่มต้นที่อยากเอาของพวกนี้เข้ามาใช้ เขาชอบวิธีการที่เราจัดโชว์ อยากให้เราเป็นตัวแทน นั่นคือจุดเริ่มต้นธุรกิจนำเข้าของเรา 

คุณเรียนรู้เรื่องดีไซน์จากอะไร

นิวยอร์ก ผมโตที่นั่นตั้งแต่เด็กจนจบ ป.ตรี มีอะไรอาร์ต ๆ เยอะแยะที่ทำให้เราสุขใจ ตอนเด็กผมวาดรูปในสมุดทั้งวัน ไม่ค่อยคุยกับใคร เริ่มต้นจากรถมั้ง เด็กผู้ชายก็วาดแต่รถ โตมาหน่อยก็วาดตามซีรีส์ที่ชอบดู ช่วงวัยรุ่นก็ชอบเสื้อผ้า ช่วงซัมเมอร์กลับมาเมืองไทยก็ออกแบบเสื้อยืด ไปหาเสื้อผ้าที่จตุจักรมาทำลวดลายใหม่ แล้วก็เอากลับไปขายที่อเมริกา เป็นธุรกิจแรกและเป็นงานอดิเรกช่วงอายุ 16 – 18 ทำไปขายเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็เริ่มไปติดต่อพวกร้านค้าในนิวยอร์ก เดินไปบอกเขาว่าเรามีเสื้อผ้าที่ออกแบบเองจากเมืองไทย สนุกครับ รู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าชอบเรื่อง Business ที่ผสมกับเรื่องดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรืออะไรก็ตาม 

แล้วทำไมถึงเลือกเรียนการเงิน

(หัวเราะ) คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างกังวล ถ้ามาสายศิลปะไม่น่าจะได้ ก็เลยเห็นว่าถ้าชอบธุรกิจ ให้ไปเรียนทางภาษีด้วย ผมก็เลยเรียนการเงิน แต่ว่าเลือกสายได้ ผมเรียน Higher Economics กับ Higher Art คือทั้งเศรษฐศาสตร์และอาร์ตพร้อมกัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเลือกแบบนี้ 

ช่วงเรียนก็ทำงานร้านเสื้อผ้าชื่อดังที่นิวยอร์กแล้วก็ร้านอาหารไทยไปด้วย เริ่มสัมผัสโลกการทำงาน ตั้งแต่กวาดถนนหน้าร้าน จัด Display ทำทุกสิ่งทุกอย่าง พวกร้านในนิวยอร์กเป็นร้านแฟชั่น มีพวกดาราดังมาซื้อของ ผมขายเสื้อผ้า ก็เลยคุ้นเคยกับการ Operate ร้าน การทำพวกรีเทล 

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

จากงานแฟชั่น กลับมาสู่เฟอร์นิเจอร์ได้ยังไง

ทั้งหมดมันก็คือเรื่องดีไซน์แล้วก็คุณภาพของโปรดักต์ สมัยเด็ก ๆ ก็อาจจะชอบแฟชั่นมากแหละ แต่ว่าจริง ๆ แล้วก็คือเรื่องดีไซน์ ยิ่งเห็นเฟอร์นิเจอร์มากขึ้นก็ยิ่งเก็บมากขึ้น ตอนนั้นโลกมันค่อนข้างสนุก 

เทรนด์เฟอร์นิเจอร์เมืองไทยตอนคุณกลับมาเป็นยังไง เฟอร์นิเจอร์หลุยส์ ๆ พวกนี้รึเปล่า

(พยักหน้า) ตอนนั้นเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เยอะมาก แล้วทุกอย่างก็สั่งทำ ใครอยากได้อะไรก็เรียกช่างมา ยุคสมัยนั้นมีช่างดี ๆ เยอะจากเซี่ยงไฮ้ งานโมเดิร์นมีน้อยมาก 

ภาพรวมของวงการเฟอร์นิเจอร์จริง ๆ มีหลากหลายสไตล์มาตลอด แต่ว่าสัดส่วนจะเป็นครึ่ง ๆ บางช่วงคลาสสิกมาหนัก ก็จะกินสัดส่วนเยอะ บางช่วงมินิมอลก็เยอะหน่อย ถ้าดูนาน ๆ ก็จะเห็นแนวเทรนด์ เห็น Movement ส่วนใหญ่จะมาเป็นธีม วางขายสักประมาณ 4 – 6 ปีก็จะหายไป เฟอร์นิเจอร์เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจโลกค่อนข้างเยอะ ช่วงที่คนมีเงินเยอะ ก็จะเห็นอะไรที่แสดงความรวยออกมาเยอะ อย่างตอนที่ยุโรปร่ำรวยมากก็มีงานแกะสลัก ลงทอง แต่งาน Modernism เริ่มตั้งแต่ช่วงบาวเฮาส์ แล้วเกิดเป็น Segment ใหม่ยุคต้น 90 เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ

ในระยะเกือบ 30 ปีของแบรนด์ ช่วงเวลาไหนที่คุณต้องปรับตัวเป็นพิเศษ

ในแง่สไตล์ แต่ละสไตล์มีฐานลูกค้าอยู่ตลอด แต่ว่าบางช่วงเราก็อาจจะเสียเปรียบที่เราช้า ไม่มีแบรนด์นู้นแบรนด์นี้ ช่วงแรก ๆ เราหนักไปทางพวกแบรนด์แทรดิชันแนล อเมริกัน โมเดิร์นอิตาเลียนก็จะน้อยหน่อย หลัง ๆ เห็นมามากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็คอยดูว่าแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์ที่ดี มีหลักการเหมือนเรา ให้ความสำคัญเรื่องดีไซน์และคุณภาพเหมือนกับเรา และเป็นของที่เราคิดว่าเป็นตัวแทนเขาได้ระยะยาว อย่าง Minotti เป็นแบรนด์ที่ขายดีมากของเรา เป็นแบรนด์ที่เรียกว่าท็อปมาก ๆ ของโมเดิร์นอิตาเลียน แนวคิดเขาเป็นแบบ Family Business ระยะยาว เพราะฉะนั้นเราก็โอเค 

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

คิดว่าแบรนด์ของคุณมีผลให้คนไทยรสนิยมดีขึ้นรึเปล่า

คนไทยรสนิยมดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าเราเป็นชาติที่รุ่มรวยประวัติศาสตร์ เรื่องดีไซน์ เรื่องอาร์ต คนไทยมีพื้นฐานมาตลอด การมีแบรนด์และดีไซน์ใหม่ ๆ ต่างประเทศเข้ามาให้เลือกยิ่งดีมากขึ้น มีของให้เรียนรู้ทดลองมากขึ้น เอามาลองมิกซ์แอนด์แมตช์ หรือเอามาให้ดีไซเนอร์หรือลูกค้าลองสัมผัสมากขึ้น มันก็สร้างมิติใหม่ ๆ 

อะไรคือคำแนะนำของคุณต่อคนทั่วไป เวลาจะซื้อของแต่งบ้านสักชิ้น

บอกแล้วคงไม่ค่อยดีต่อยอดขายผม (หัวเราะ) แต่ก็อยากให้ลูกค้า Appreciate มัน เข้าใจแต่ละชิ้นที่ซื้อ บางทีรีบทำทุกอย่างให้มันจบ ๆ ไปอาจจะดีสำหรับธุรกิจ คือปิดยอดขายได้อะไรได้ แต่เฟอร์นิเจอร์เนี่ย เราต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจมัน ต้องใช้เวลาให้มันซึมซับเข้าไป ก่อนซื้อต้องพยายามเข้าใจแต่ละห้อง แต่ละมุมที่เราจะใช้สัมผัสของ 

เลือกของต้องคิดลึกนิดหนึ่ง ไม่อยากให้เอาอะไรก็ได้ไปใส่ห้องให้มันเต็ม ในที่สุดก็เราจะไม่ได้ใช้มัน เสียดายทั้งเงินทั้งของด้วย เฟอร์นิเจอร์เหมือนสมาชิกของครอบครัว พออยู่กับมัน เราก็จะเห็นมันแก่ไปด้วยกัน ไม่ได้แปลว่าให้เลือกของแพงนะครับ แต่ต้องเลือกให้ชัวร์

ออฟฟิศคุณสวยขนาดนี้ แล้วบ้านของคุณตกแต่งแบบไหน

เป็นที่รวมของที่ชอบ ผมชอบหลายสไตล์หลายแบรนด์นะ ของสแกนดิเนเวียนผมก็ชอบ ของโมเดิร์นผมก็ชอบ แต่ว่าการที่เราเอามาอยู่ด้วยกันให้มันมี Harmony ได้ก็สำคัญนะครับ ผมพยายามเลือกสัดส่วนและพีเรียดที่มันไปด้วยกันได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีแบรนด์ Liaigre มี McGuire พวกงานเดนนิชก็มี ของเก่าจีนก็มีพวกงานหมิง ผสมกันเบา ๆ เรียบ ๆ แบบหลุยส์ ๆ แกะเยอะ ๆ ไม่ค่อยมี (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ชอบประมาณนี้

ผมชอบของที่ True Honest สิ่งที่มันซื่อตรงกับตัวมันเอง ไม่ชอบกระเบื้องที่เลียนแบบไม้ กระเบื้องที่เลียนแบบหิน ถ้ามันมีของจริงที่ดีอยู่แล้ว ก็ใช้ของแบบนั้น ผมเข้าใจนะว่าคนให้ความสำคัญกับความทนทานเอี่ยมอ่อง แต่ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างดูใหม่เอี่ยม มันจะรู้สึกเฟค ๆ ไม่จริงน่ะ ผมมีโต๊ะหินอ่อนขาว ก็ไม่สนใจเลยถ้ามันจะมีรอย มันเป็นความทรงจำตรงจุดนั้นจุดนี้ มันมีคาแรกเตอร์ที่เกิดจากเวลาและการใช้งาน มันเป็นร่องรอยของการใช้ชีวิตร่วมกับของ บางทีเห็นลูกค้าซื้อของที่เป็นทองแดงแล้วเอาไปใช้ทะนุถนอมให้ใหม่เอี่ยม ผมก็ว่าน่าเสียดาย ของพวกนี้ต้องใช้ถึงจะคุ้ม

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

เราจะได้เห็นอะไรในอนาคตของ CHANINTR 

เห็นสิ่งที่เราเป็นมาตลอด เราคิดตลอดว่าอนาคตคืออะไร ผมชอบเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี ก็เลยคอยดูตลอดเวลา พยายามคิด Solution อะไรใหม่ ๆ ปีนี้เราศึกษาเรื่องโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ชัดเจนขึ้นกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่เราเป็นตัวแทน แล้วก็ผลิตสินค้าใหม่ของ CHANINTR ที่เราพัฒนาร่วมกับดีไซเนอร์ระดับโลก ซึ่งเราก็จะผลิตแถว ๆ นี้ เพื่อให้การขนส่งไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

ทำไมต้องเอาเทรนด์หรือนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับโลกมาจับกับแบรนด์

เพราะเป็นเรื่องที่อยู่เฉยไม่ได้จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่เห็นกับตา (มองไปนอกหน้าต่าง) ทุกวันนี้อากาศข้างนอกเป็นแบบนี้ มันกระทบ Purpose ของบริษัทคือเรื่อง Living Well ทั้งน้ำท่วมเอย ไฟดับเอย เขาพูดกันว่าโควิดนี่เทียบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาไม่ได้เลย สุดท้ายทุกคนต้องหันมา ธุรกิจจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ อะไรที่เราทำได้ก่อน ทำได้เร็ว ก็รีบทำ ทำให้สุดกำลังในทุกปีที่เราทำได้ 

ปีที่ผ่านมาเราปลูกต้นไม้ไป 50,000 ต้น คิดเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท คุณจะซื้อแค่ถ้วยใบเดียวหรือโต๊ะหนึ่งตัว เราก็ปลูกชิ้นละ 1 ต้น เท่ากับจำนวนของที่เราขายไป อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยังไม่มากพอนะครับ แต่มันง่าย และได้ผลเร็ว เราก็ทำก่อน แล้วเราก็พยายามเข้าร่วมอีเวนต์ธุรกิจที่ชักชวนให้คนมีเป้าหมายสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ตั้งเป้าหมายและแสดงผลงานทุกปี เรื่องไหนที่เราไม่รู้ก็พยายามศึกษาจากคนอื่นให้เข้าใจว่าเราจะต้องทำยังไงบ้าง ตึกนี้ทั้งตึกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานโซลาร์ ซึ่งเราคำนวณว่ามันจะคืนทุนใน 1 ปี ในแง่การดำเนินการมันอาจไม่มี Return มากนัก แต่ระบบมันดีกว่า เราก็ต้องทำ 

ไม่รู้ลูกค้าจะชอบมั้ย แต่ว่าเราต้องกล้าเสี่ยง กล้า Disrupt รูปแบบธุรกิจตัวเองบ้าง อย่างเก้าอี้ Aeron ของ Herman Miller เราก็เปิดให้เช่าแบบ Subscription ผ่านออนไลน์แพลตฟอร์มที่เรียกว่า Pergo หารแล้วตกวันละ 60 บาท ถูกกว่ากาแฟแก้วเดียวอีก แล้วเรานั่งเก้าอี้ทำงานทั้งวัน มันช่วยเรื่องสุขภาพและการทำงานได้ เบื่อก็เปลี่ยนคืนบริษัทได้ 2 เดือนที่ผ่านมาออกไปแล้ว 400 ตัว เราตกใจกันมากเลย 

ระบบให้เช่าออนไลน์แบบนี้จะมีมากขึ้นในธุรกิจของเรา เพราะมันดีต่อธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในภาวะเริ่มต้นมาก ๆ แรก ๆ คนไทยอาจจะยังไม่อินหรือหรือไม่เข้าใจ ยังอยากซื้อเป็นเจ้าของมากกว่าเช่า แต่ตอนที่ผมเริ่มขายเฟอร์นิเจอร์สแกนดิเนเวียก็เป็นแบบนี้ ไม่เป็นไรที่เราจะเริ่มเร็วกว่า เรื่อง Subscription เป็นเรื่องใหญ่มาก

หลายคนพูดตรงกันว่าเทรนด์การเช่าในต่างประเทศมาแรง ทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รถ บ้าน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ความหมายของคำว่า Ownership เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ทั่วโลกหลายคนไม่มีความรู้สึกว่าต้องเป็นเจ้าของอะไร ไม่มีรถสปอร์ตก็ไม่เป็นไร เดินทางไปไหนก็เช่ารถ อยากไปพักที่ไหนสวย ๆ ก็เช่า Airbnb พอโมเดลพวกนี้ซึบซับเข้ามาในวัฒนธรรม เราก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง 

จริง ๆ พูดไปมันก็กระทบธุรกิจผมนะ แต่สมมติ Developer จะทำห้องตัวอย่างในเซลส์ออฟฟิศ ซึ่งจะตั้งอยู่แค่ปีสองปี เก็บของไว้ต่อก็ไม่ได้ใช้ ยกเข้ายกออกก็อาจจะเสียหาย เปลืองค่าใช้จ่ายอีก เรายินดีให้เช่าเพราะรูปแบบมันยั่งยืนกว่า หรือในช่วงออกแบบ ถ้าไม่เวิร์กก็เปลี่ยนได้ 

ต้นทุนของการเป็นเจ้าของมันแพงกว่าแค่วันที่เราจ่ายเงินซื้อ มันมีเรื่องการดูแลรักษา การขนย้ายอะไรต่าง ๆ ยิ่งเราเป็นเจ้าของน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อโลกมากขึ้นเท่านั้น

Sustainable แปลว่าเราต้องมี Wealth ลดลงไหม

จริง ๆ ผมคิดว่าถ้าเกิดเราลงทุนธุรกิจใน 5 – 10 ปีข้างหน้า ด้าน Environmental Technology หรืออะไรแนว Sustainability น่าจะไปในเชิงที่ดีมากนะ กองทุนด้านนี้ก็มีเยอะแยะ ไปหาดูได้เลย เพราะว่าทุกอย่างจะไปทางนั้นหมด ยิ่งลูกค้าสนใจ ดีมานด์ก็ยิ่งเพิ่ม แรก ๆ ราคาทุกอย่างเพื่อความกรีนอาจจะสูง แต่มันต้องลดลงมาเรื่อย ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนกว้างขึ้น

สนทนากับ ‘ชนินทร์ สิริสันต์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน ถึงความงามและธุรกิจยั่งยืน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load