ค่ำคืนของวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ถนนทุกสายในกรุงเทพฯ ล้วนเงียบสงัด เพราะเกือบทุกคนต่างรีบกลับบ้าน เพื่อรอชมฉากสุดท้ายของโศกนาฏกรรมความรักระหว่างทหารญี่ปุ่นกับสาวไทย ในละคร ‘คู่กรรม’

แม้ผู้ชมส่วนใหญ่จะทราบดีว่า สุดท้ายเรื่องราวจะเป็นอย่างไร หากแต่เสียงร่ำไห้และคำสัญญาที่อังศุมาลินมอบให้โกโบริว่าจะรักตลอดไป ขณะโอบกอดร่างไร้วิญญาณ ก็ทำเอาหลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ด้วยความสมจริงและเข้าถึงบทบาทของตัวละครนี่เอง ส่งผลให้ คู่กรรม ฝังแน่นในความทรงจำของใครหลายคน ไม่ต่างจากละครอีกหลายเรื่องที่ ‘ดาราวิดีโอ’ ค่ายละครสุดคลาสสิกแห่งช่อง 7 สี รังสรรค์ขึ้น ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ทั้ง ดาวพระศุกร์, บ้านทรายทอง, สายโลหิต, มนต์รักลูกทุ่ง, ทัดดาวบุษยา, ทวิภพ, นางทาส, น้ำใสใจจริง, คือหัตถาครองพิภพ หรือ เบญจา คีตา ความรัก รวมไปถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง สี่ยอดกุมาร, พิกุลทอง, ปลาบู่ทอง สิงหไกรภพ ขวานฟ้าหน้าดำ และ สังข์ทอง ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนกวาดเรตติ้งถล่มทลาย จนหลายคนยกให้เป็นเบอร์ 1 ของวงการ

เพื่อไขเคล็ดลับว่าอะไรที่ทำให้้ค่ายละครแห่งนี้สามารถกุมหัวใจของแฟนละครมาได้ถึงปัจจุบัน ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวนผู้ก่อตั้ง อาหรั่ง-ไพรัช สังวริบุตร และทายาททั้งสองคน หลุยส์-สยาม และ ลอร์ด-สยม มาร่วมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น เบื้องหลังการทำงาน รวมถึงก้าวต่อไปของอาณาจักรละครของครอบครัวสังวริบุตร ทั้ง ดาราวิดีโอ, ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น และสามเศียร ในวันที่วงการโทรทัศน์ไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ
01

จากจอเงินสู่จอแก้ว

เส้นทางชีวิตของอาหรั่ง ต้องเรียกว่าเติบโตมาพร้อมโลกมายาอย่างแท้จริง

เพราะตั้งแต่จำความได้ก็คลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้มาตลอด จำรัส สังวริบุตร คุณแม่ของเขาก็เป็นนักร้องส่งในวงเครื่องสายของสถานีวิทยุศาลาแดง กรมไปรษณีย์โทรเลข ส่วนคุณพ่อ คุ้ม สังวริบุตร แม้จะเป็นทนายความ แต่ก็ชอบเล่นเครื่องดนตรี ต่อมาพอย้ายไปอยู่อ่างทอง ก็ไปเปิดโรงหนังชื่อเฉลิมถิ่น ก่อนจะร่วมกับ สด ศรีบูรพารมย์ อาของ ฉลอง ภักดีวิจิตร เปิดกรุงเทพภาพยนตร์ ทำหนังเรื่อง พระร่วง

“ก่อนหน้านี้หนังไทยทำง่ายนะ จำได้ว่ากองถ่ายของคุณพ่อใหญ่มาก เกณฑ์คนมาเยอะ ชงกาแฟทีหลายๆ โอ่ง ตอนนั้นก็มีคนทักว่า อย่าทำเลยเรื่องพระร่วง พระลอ อะไรเหล่านี้คนเขาห้าม แต่คุณพ่อก็บอกว่าจะทำพระร่วงก่อน แล้วจะทำพระลอตาม แต่ก็ไม่ได้ทำหรอก เจ๊งเสียก่อน ช่วงนั้นผมเด็กมาก ก็ได้แต่ดูเขาทำ ไม่ได้ไปช่วยอะไรหรอกนะ”

พอถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณพ่อของเขาก็หันมาทำกองหนังเร่ ยกทีมไปฉายหนังตามเมืองต่างๆ เมืองละ 3 – 5 วัน อาหรั่งเองก็ติดสอยห้อยตาม ไปช่วยทำนู่นทำนี่ ไปพากย์หนังบ้าง ส่วนใหญ่เป็นบทตัวตลก แม้จะเป็นหน้าที่เล็กๆ แต่ก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า เรื่องราวหรือมุกแบบไหนถึงจะได้ใจผู้ชม และค่อยๆ รู้สึกหลงรักวงการภาพยนตร์โดยไม่รู้ตัว

กระทั่ง พ.ศ. 2493 เขาก็เข้ามาพัวพันในโลกจอเงินเต็มตัว ด้วยการเป็นตากล้องจำเป็น หลังคุณพ่อกลับมาทำหนังเรื่อง รอยไถ ซึ่งมี คำรณ สัมบุญณานนท์ ศิลปินลูกทุ่งคนดังแสดงนำ 

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

“ตอนแรกใครไม่รู้เป็นตากล้อง แต่ถ่ายแล้วมันเสีย ถ่ายไปสักสิบกว่าม้วน ผมสงสารคุณพ่อ เลยถามท่านว่าให้ผมทำไหม คุณพ่อก็ถามว่าทำได้หรือ สุดท้ายก็ให้ผมลองดู สมัยนั้นมันมีกล้องที่พวกนักหนังสือพิมพ์ใช้กันเยอะ ชื่อว่ากล้องมามียา ซึ่งญี่ปุ่นส่งเข้ามา ผมถ่ายรูปไปสามม้วนทั้งที่ไม่เคยแตะมาก่อน แล้วเอาไปนอนวิจัยสามสี่คืนว่า อันนี้มันเป็นอย่างนี้ พอทำได้ผมถึงได้ลงมือถ่ายทำ ถ่ายออกมาแล้ว ปรากฏว่ามันดี ผมก็เลยถ่ายเอง เป็นคนจัดแสง เปิดหน้ากล้อง ซึ่งสมัยนั้นลำบาก เครื่องมือเครื่องไม้ไม่ทันสมัย เปิดแสงผิดนิดหน่อยก็ไม่ได้ พัง ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมาก”

รอยไถ ประสบความสำเร็จอย่างสูง เข้าโรงที่ไหนคนก็แห่ไปชมกันเต็มไปหมด แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ หนังเรื่องนี้ยังให้วิชากับเขามากมาย ครั้งหนึ่งอาหรั่งเคยเล่าว่า วันหนึ่งคำรณจะเอาหนังไปฉาย จึงขับเรือนำม้วนฟิล์มไปส่งมอบให้โรงภาพยนตร์ แต่คงเพราะรีบไปหน่อย เรือจึงคว่ำ ฟิล์มตกน้ำ งมหาอย่างไรก็ไม่เจอ สุดท้ายเขาต้องรีบกลับมาถ่ายทำใหม่ พร้อมรับบทเป็นผู้กำกับเองด้วย ใช้เวลา 20 กว่าวันจึงเสร็จเรียบร้อย และรีบเอาไปฉายต่อทันทีเลย

นับแต่นั้นมา เขาก็กลายเป็นตากล้องมือดีที่ใครหลายคนต้องการร่วมงาน โดยระหว่างนั้นก็พยายามศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ จากต่างประเทศ ทั้งจีน ฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการ ยืนยันจากการคว้ารางวัลตุ๊กตาทอง จากภาพยนตร์เรื่อง แสงสูรย์ มาครอบครองได้ เมื่อ พ.ศ. 2505 

ต่อมาอาหรั่งรวมตัวกับเพื่อนสนิท ทั้งนักแสดงและผู้กำกับ อย่าง มิตร ชัยบัญชา, วิน วันชัย, อนุชา รัตนมาลย์ และ ทานทัต วิภาตะโยธิน เปิดบริษัททำหนังชื่อ วชิรนทร์ภาพยนตร์ ส่วนใหญ่ทำหนังบู๊เป็นหลัก โดยเขารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง มีผลงานสำคัญอย่าง อินทรีแดง ซึ่งได้คู่ขวัญ มิตร-เพชรา มาแสดงนำ

ทว่าท่ามกลางเส้นทางที่ดูสดใส แต่เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายวงการหนังไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาทางธุรกิจ หนังดังแต่ไม่ค่อยได้เงิน อีกส่วนเป็นเพราะดารามีจำกัด หนังจะขายได้ก็ต้องอาศัยนักแสดงดังๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้น การทำงานจึงต้องหมุนไปตามคิวของนักแสดง โอกาสที่จะสร้างผลงานได้ตามใจจึงมีน้อยมาก

“บางครั้งเราต้องมีการขอคิวเขา ได้สักสิบนาทีผมก็เอา จัดทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว เขาแค่วิ่งลงจากรถมาถ่าย เสร็จแล้วก็กลับได้ ซึ่งผมเห็นว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คนสร้างจะไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถเลย”

จังหวะนั้นเองที่มีข้อเสนอซึ่งเปลี่ยนชีวิตของชายผู้นี้ตลอดกาล เมื่อบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ของเรวดี เทียนประภาส เจ้าของนิตยสาร สตรีสาร ได้รับสัมปทานสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่จากกองทัพบก แล้วเผอิญว่าหนึ่งในผู้บุกเบิกสถานี คือ ถาวร สุวรรณ นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์คนดังซึ่งคุ้นเคยกับอาหรั่งมานาน จึงชักชวนให้เขามาร่วมงานที่ช่อง 7 สีด้วยกัน ไพรัชเห็นว่าเป็นโอกาสดีจึงตอบตกลง

และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของค่ายละครสำคัญที่อยู่คู่วงการโทรทัศน์มานาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2511 จนถึงปัจจุบัน

02

เปิดโลกหนังจักรวงศ์

เส้นทางบนโลกจอแก้วของอาหรั่งเริ่มต้นด้วย ‘ปลาบู่ทอง’ ตามคำแนะนำของถาวร 

ครั้งนั้นเขาเปิดบริษัทใหม่ชื่อ สยามฟิล์ม เนื่องจากแต่เดิมยังไม่มีวิดีโอ ต้องถ่ายทำด้วยฟิล์มขนาด 16 มม. และใช้วิธีพากย์เสียงนักแสดงทับลงไป คนยุคก่อนจึงเรียกรายการประเภทนี้ว่า หนังทีวี

อาหรั่งเล่าถึงสาเหตุที่หยิบเรื่องพื้นบ้านมานำเสนอ เพราะชอบอ่านพวกโคลงกลอนตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจเป็นอิทธิพลมาจากคุณแม่ที่เคยเป็นนักร้องมาก่อน และส่วนตัวแล้วก็ชอบดูลิเกลำตัดมาก บางเรื่องดูติดต่อกัน 20 – 30 วัน ไม่มีเบื่อเลย แถมยุคนั้นยังไม่มีใครทำสักเท่าไหร่ ไม่ต้องลงทุนสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังบู๊ที่เคยทำ

เขาตัดสินใจวางเดิมพันด้วยการนำบ้านไปจำนอง ได้เงินมาหมุน 70,000 บาท โดยไม่มีผู้สนับสนุนสักราย อาหรั่งเคยอธิบายเรื่องนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนพร้อมเสียงหัวเราะว่า เป็นเพราะตัวนางร้ายใส่เสื้อสีแดง ส่วนนางเอกสวมชุดสีฟ้า พอไปขอสปอนเซอร์แบรนด์หนึ่งที่ใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ก็เลยไม่ได้รับอนุมัติ

แถมการทำงานก็ทุลักทุเลมาก อย่างวันแรกที่ไปบวงสรวงแถวมีนบุรี ปรากฏว่ามีลูกวัววิ่งเข้ามาแล้วถูกรถชน จนกำนันจะเอาเรื่อง หรือพอถ่ายเสร็จ ล้างฟิล์มออกมาแล้วเสีย บางทีก็ฝนตกถ่ายทำไม่ได้ ต้องค่อยๆ แก้สถานการณ์กันไป

ตอนนั้นเขาต้องถ่ายเอง กำกับเอง ทำงานสารพัดอย่าง โดยวางงบประมาณไว้ตอนละหมื่นกว่าบาท ตั้งใจว่าจะทำสัก 5 ตอน หากสปอนเซอร์ยังไม่เข้าก็คงต้องเลิก แต่ด้วยประสบการณ์สมัยเดินสายหนังเร่ จึงเข้าใจว่าผู้ชมต้องการอะไร ปลาบู่ทอง จึงฮิตติดลมบน มีผู้สนับสนุนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของผลงานหนังพื้นบ้านเรื่องถัดๆ มา ทั้ง ยอพระกลิ่น, ลักษณวงศ์, พิกุลทอง, นางสิบสอง, พระทิณวงศ์ และ อุทัยเทวี รวมทั้งมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทจากสยามฟิล์ม เป็นดาราฟิล์ม เมื่อ พ.ศ. 2513

หากแต่เรื่องที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ขุนแผนผจญภัย ซึ่งได้รับประทานบทจาก เสด็จพระองค์ชายเล็ก-พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ เจ้าของละโว้ฟิล์ม เนื่องจากตอนแรกทรงตั้งใจให้ ท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล พระโอรสนำไปสร้าง แต่ท่านมุ้ยไม่ยอมทำ

“ท่านบอกว่านายหรั่งเรื่องนี้สนุก คือตอนนั้นท่านกำลังโกรธท่านมุ้ย เพราะพูดอะไรก็ไม่ค่อยเชื่อ คนละหัว ท่านก็บอกว่า งั้นก็เอาเรื่องของฉันนี่แหละไปทำ ตอนที่ผมตกลงจะทำ หม่อม (หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา) บอกผมว่า อย่าไปเชื่อเสด็จนะ แค่แปดตอนก็เลิกทำแล้ว ผมก็ถามว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือ หม่อมก็บอกคอยดูสิ ปรากฏว่าแปดตอนเลิกจริงๆ จากนั้นเราก็มาเขียนต่อเอง แต่ใช้เค้าโครงเรื่องเดิม”

ขุนแผนผจญภัย ออกอากาศตอนหัวค่ำ เล่าเรื่องของรักสามเส้าของขุนช้าง ขุนแผน และนางพิม โดยมีโหงพราย ผีสาวซึ่งตามหึงหวงพระเอก กับกุมารทอง คอยสร้างสีสัน หนังทีวีชุดนี้โด่งดังมาก โดยเฉพาะเพลงประกอบ “..เรื่องเก่านมนานปี เราท่านรู้ดี เรื่องขุนช้างขุนแผน..” ก็ติดหูและร้องกันได้เกือบทุกบ้าน แถมยังฉายต่อเนื่องกัน 5 – 6 ปี ออกอากาศมากกว่า 500 ตอน จนกุมารทองโตแล้ว และต้องเปลี่ยนโหงพรายไปหลายหน เนื่องจากกุมารทองตัวโตกว่านางพราย

นอกจากนี้ เสด็จพระองค์ชายเล็กยังประทานหนังสือนิทานจากโรงพิมพ์วัดเกาะ ซึ่งทรงรวบรวมเก็บไว้ในห้องโหร กว่า 300 เรื่อง อาทิ มาลัยทอง, โกมินทร์, แก้วหน้าม้า, โสนน้อยเรือนงาม, พระสุธน-มโนห์รา, อุทัยเทวี และ พิกุลทอง ตลอดจนอนุญาตให้เขากับ ผุสดี ยมาภัย ภรรยาผู้ล่วงลับ ขึ้นไปคัดบทประพันธ์ในห้องบรรทมได้ ด้วยเห็นว่าทั้งคู่มีเจตนารมณ์ที่จะอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมของไทยไปสู่วงกว้าง

อาหรั่งบอกเสมอว่า เขาอยากจะผลักดันหนังทีวีฝีมือไทยให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้ชม เนื่องจากสมัยก่อนมีหนังต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเยอะมาก ทั้งหนังญี่ปุ่น หนังจีน หนังอินเดีย บางทีก็นำเสนอเรื่องอภินิหารหรืออิทธิฤทธิ์ต่างๆ เขาจึงเชื่อสุดใจว่า เทพนิยายแบบไทยๆ ก็น่าจะครองใจผู้ชมได้ ซึ่งสุดท้ายอาหรั่งก็พิสูจน์ให้เห็นได้หลายต่อหลายครั้งว่า การนำเสนอเรื่องพื้นบ้านหรือของโบราณก็ไม่ใช่สิ่งล้าสมัยเสมอไป

หากใครจำได้ในยุคที่การ์ตูนญี่ปุ่นครองเมือง อาหรั่งเชื่อว่า เด็กไทยก็ต้องดูหน้าเด็กไทยด้วยกันเอง จึงเข็นละครที่มีตัวเอกเป็นเด็กอย่าง ขวานฟ้าหน้าดำ, สิงหไกรภพ และ สี่ยอดกุมาร ออกฉาย ซึ่งในที่สุดฮีโร่เด็กก็ไม่ให้ทำผิดหวัง กลายเป็นหนังสุดฮิตขวัญใจผู้ชมทุกเพศทุกวัย และถูกสร้างใหม่อย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบัน

“เราพยายามทำให้ทันยุคทันสมัย และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผู้ชม เพราะเราเป็นเนื้อเรื่องสมัยเก่า จึงต้องทำให้ดูสมจริง เป็นธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องสอดแทรกอะไรที่เป็นไทยๆ ลงไปด้วย”

ละครพื้นบ้านของดาราฟิล์มจึงผสมผสานทั้งคติความเชื่อในการดำเนินชีวิต บทกลอน คำพากย์ การขับเสภา ซึ่งเป็นศิลปะดั้งเดิมของเมืองไทย และลูกเล่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ฉากเหาะเหินเดินอากาศ ฉากแสดงอิทธิฤทธิ์ หรือแม้แต่ตัวละครที่ดึงดูดใจผู้ชม อาทิ น้าผี ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ดาราฟิล์มสร้างขึ้นมาเมื่อ 30 – 40 ปีก่อน

อาหรั่งเคยเล่าว่า ตัวละครนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในเรื่องสี่ยอดกุมาร เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยมีปัญหากับกรรมการเซนเซอร์ ซึ่งมองว่าสร้างผีไร้สาระมาหลอกเด็ก แต่เขาก็ยืนยันว่า ตัวละครผีนั้นมีประโยชน์ เพราะสอนให้ตระหนักถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ หากแต่ผีของอาหรั่งก็ไม่เหมือนใคร เพราะเขาทำเป็นโครงกระดูก แล้ววางคาแรกเตอร์ให้ถือร่มใบบัว พูดเสียงบู้บี้ แถมบางครั้งยังถูกตัวเอกแกล้งหรือหยอกล้ออีกด้วย เพราะฉะนั้น แทนที่คนจะกลัว ก็เลยเป็นตัวตลก สร้างสีสันแทน และถูกนำมาอยู่ในหนังจักรๆ วงศ์ๆ อีกหลายเรื่อง

ที่สำคัญ หนังเหล่านี้ยังเป็นเวทีในการสร้างนักแสดงหน้าใหม่ๆ แก่วงการบันเทิงไทย ทั้ง จตุพล ภูอภิรมย์, รัชนี บุญชูดวง, ปริศนา วงศ์ศิริ, พัลลภ พรพิษณุ, เยาวเรศ นิศากร, ไพโรจน์ สังวริบุตร และ มนฤดี ยมาภัย

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของหนังจักรๆ วงศ์ๆ ทำให้ชื่อของดาราฟิล์มกลายเป็นกระบี่มือหนึ่งของหนังแนวนี้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ผลงานของพวกเขายังสร้างค่านิยมดีๆ ให้แก่เด็กและเยาวชน ทั้งเรื่องความกตัญญู รักความเป็นธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย

03

ละครแห่งความทรงจำ

คู่กรรม (พ.ศ. 2533), ดาวพระศุกร์ (พ.ศ. 2537), มนต์รักลูกทุ่ง (พ.ศ. 2538), สายโลหิต (พ.ศ. 2538) และ ทัดดาวบุษยา (พ.ศ. 2540) คือ ละคร 5 อันดับแรกครองเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลของเมืองไทย และทั้งหมดล้วนแต่เป็นผลงานจากค่ายละครที่ชื่อว่า ดาราวิดีโอ

หลังหยัดยืนคู่วงการเทพนิยายไทยมาพักใหญ่ ช่อง 7 ก็เปิดโอกาสให้ดาราฟิล์ม ผลิตหนังทีวีแนวร่วมสมัย ซึ่งข้อแตกต่างคือ หนังจักรๆ วงศ์ๆ เป็นการเช่าเวลาจากสถานี แต่หนังทีวีหลังข่าวนั้น ช่อง 7 สี ใช้วิธีจ้างผลิต

โดยบุคคลที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางภาพยนตร์โทรทัศน์หลังข่าว คือ คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ บุตรสาวคนเล็กของเรวดี ซึ่งรั้งเก้าอี้ผู้จัดการฝ่ายรายการตั้งแต่ พ.ศ. 2524 โดยระยะแรกมีผู้ผลิตแค่ 2 รายที่ได้รับความไว้วางใจ คือ กันตนาและดาราฟิล์ม โดยดาราฟิล์ม ทางช่อง 7 จ้างผลิตถึง 2 เรื่องต่อสัปดาห์

ผลงานหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้อาหรั่งคือ ดาวพระศุกร์ นำแสดงโดย พล พลากร และ ตุ๋ย-มนฤดี ยมาภัย ซึ่งเป็นหลานสาวของผุสดี ภรรยาของอาหรั่งนั่นเอง เริ่มออกอากาศตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2523 เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงที่ถูกแม่ทิ้งตั้งแต่เกิด แล้วก็ต้องเผชิญความทุกข์ยากมากมาย ทั้งถูกแม่เลี้ยงรังแก จนต้องหนีออกจากบ้าน ต้องอดมื้อกินมื้อ ก่อนชีวิตจะพลิกผัน หลังได้พบกับชายหนุ่มที่ชื่อว่า ภาคย์ กับแม่บังเกิดเกล้าอย่าง ศศิประภา 

ว่ากันว่าความโด่งดังของ ดาวพระศุกร์ ถึงขั้นเคยมีข่าวว่าหมู่บ้านแห่งหนึ่งไฟดับ จึงเหมารถไปยังอีกหมู่บ้าน เพื่อรอดูหนังทีวีเรื่องนี้ แถมเพลงประกอบก็ฮิตติดลมบน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้งที่ยุคนั้นไม่มีใครคิดว่าเพลงละครจะขายได้ ต่อมาอาหรั่งนำเวอร์ชันโทรทัศน์ไปตัดต่อส่งเข้าโรงภาพยนตร์ ก็มีคนตีตั๋วเข้าชมเต็มเกือบทุกรอบ และนี่เองคงเป็นเหตุผลว่าทำไม ดาวพระศุกร์ จึงครองแชมป์เรตติ้งอันดับ 1 ของประเทศอยู่นานหลายปี

อาหรั่งสรุปความโด่งดังนี้ว่าเป็นเหมือนแจ็กพอต ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะตัวเรื่องที่มีความดราม่ามาก จึงเข้าถึงจิตใจของผู้ชมได้ไม่ยาก อีกส่วนมาจากคู่พระนางที่ลงตัวพอดี และที่สำคัญคือ ช่อง 7 ยุคนั้นกำลังเดินหน้าขยายสัญญาณออกอากาศไปทั่วประเทศ ทำให้ทุกบ้านต่างเข้าถึงหนังเรื่องนี้

หลังจากนั้น อาหรั่งก็ยังเดินหน้าสร้างผลงานต่อเนื่อง เช่น ดอกโศก, อุบัติเหตุ, เงา, กระสือ, ปอบผีฟ้า ฯลฯ โดยรูปแบบการทำงาน คือ ทางช่อง 7 จะเป็นฝ่ายกำหนดเรื่องและวางตัวนักแสดง ขณะที่ผู้ผลิตก็สามารถนำเสนอบทประพันธ์ที่น่าสนใจได้ ซึ่งเหตุผลหนึ่งมาจากคุณแดงเป็นผู้อำนวยการนิตยสาร สตรีสาร จึงเข้าถึงนักเขียนและนวนิยายดีๆ มากมาย ซึ่งหลายเรื่องก็ถูกส่งต่อมาให้อาหรั่งสร้างเป็นละคร

ส่วนดาราฟิล์มเอง ก็พัฒนาศักยภาพในการผลิตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากฟิล์มมาเป็นวิดีโอ และหันมาใช้เสียงของนักแสดงจริงแทนเสียงพากย์ จนนำมาสู่การเปลี่ยนชื่อเป็น ดาราวิดีโอ เมื่อ พ.ศ. 2526

นอกจากนี้ยังมีการสร้างโรงถ่ายลาดหลุมแก้ว พร้อมจำลองฉากต่างๆ ทั้งท่าน้ำ ภูเขา กระท่อม เรือนไทย กำแพงเมือง วังเจ้า เพราะอาหรั่งมองว่าละครแต่ก่อนมักสร้างขึ้นในโรงถ่ายที่มีหลังคาปกคลุม เหมือนเอาธรรมชาติเข้ามาใส่ไว้ในห้องสี่เหลี่ยม ทำให้ละครดูไม่สมจริง โดยเริ่มแรกใช้เนื้อที่ 56 ไร่ ก่อนขยายจนกลายเป็นร้อยกว่าไร่ดังปัจจุบัน

เช่นเดียวกับเรื่องบทโทรทัศน์ อาหรั่งก็พิถีพิถันเป็นอย่างมาก โดยเนื้อหาจะต้องเข้าถึงจิตใจของผู้ชม แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเคารพบทประพันธ์ ไม่ทำให้เนื้อหาหรือแก่นเรื่องดั้งเดิมเสียหาย 

แดง-ศัลยา สุขะนิวัตติ์ หลานสาวอีกคนของผุสดี ซึ่งมาช่วยเขียนบทให้ดาราวิดีโอตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร สารคดี ว่า หลังละครออกอากาศไปได้เบรกเดียวเท่านั้น อาหรั่งก็จะโทรศัพท์มาเลย แล้วถามว่า ทำไมฉากนี้ถึงเขียนแบบนี้ หรือเวลาตรวจบท จากที่เขียนมา 20 – 30 หน้า ก็ขีดทิ้งหมดเหลือแค่ 5 หน้า แน่นอนบางคนอาจจะรู้สึกว่าโหด แต่ถ้ามองอีกมุม นี่ถือเป็นการเรียนรู้อย่างดี เพราะเป็นการชี้ให้เห็นว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง ที่สำคัญ เวลาเขียนต้องนึกถึงสิ่งที่คนอยากดู เขียนแต่สิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่เขียนไปเรื่อยๆ 

จากปัจจัยทั้งหมด จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมทุกครั้งที่ช่อง 7 สี ยุคคุณแดงจะทำละครฟอร์มยักษ์ หรือละครที่ต้องยกทีมไปถ่ายทำที่ต่างประเทศ ก็มักมอบหมายให้ดาราวิดีโอเป็นผู้ดูแลเสมอ 

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ
ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

อย่างเรื่องหนึ่งที่ถือเป็นปรากฏการณ์ คือ คู่กรรม ซึ่งสร้างจากบทประพันธ์ของทมยันตี ว่าด้วยเรื่องของโกโบริ ทหารญี่ปุ่นยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มาหลงรักสาวไทยอังศุมาลิน โดยครั้งนั้น ช่อง 7 คว้าตัว เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ศิลปินคนดังมาร่วมงานได้ โดยให้ประกบกับนางเอกน้องใหม่ อย่าง กวาง-กมลชนก โกมลฐิติ ซึ่งกว่าที่ละครเรื่องนี้จะออกมาสู่หน้าจอและผู้ชมทั่วประเทศ ก็ต้องใช้เวลานาน 9 เดือนทีเดียว

“ความยากคือ เราต้องปรับเปลี่ยนตัวละครของเราทั้งหมด อย่างเบิร์ดไม่เคยเป็นทหารมาก่อน ดังนั้นท่าทางหรือท่าเดินต่างๆ ก็ต้องปรับเปลี่ยน เวลาถ่ายก็ใช้มุมมากหน่อย จำได้ว่าเฉพาะตอนแรกเราถ่ายใหม่ถึงห้าครั้ง ทำไปแล้วไม่พอใจก็เริ่มใหม่ จนกระทั่งดี แล้วค่อยเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ตัวละครเขาชินก่อน”

ครั้งนั้นอาหรั่งต้องแบ่งกองถ่ายออกเป็นกองย่อยถึง 8 ทีม โดยให้ผู้กำกับในสังกัด อาทิ มานพ สัมมาบัติ, จรูญ ธรรมศิลป์, สมชาย สังข์สวัสดิ์ คอยควบคุม และพอถึงฉากใหญ่ๆ อย่างฉากระเบิด ทุกคนก็จะมารวมตัว ส่วนการตัดต่อ เขาก็เป็นผู้ควบคุมเอง โดยอาศัยประสบการณ์สมัยเป็นตากล้อง คัดเลือกว่าฉากไหนควรนำมาใช้ ฉากไหนควรตัดออก

คู่กรรม จึงเป็นละครที่สมบูรณ์แบบ อย่างฉากโจมตีจากเครื่องบินก็สมจริงจนแยกไม่ออกว่า ตรงไหนเป็นการตัดต่อด้วยเทคนิค ตรงไหนเป็นการถ่ายจริง นักแสดงก็ดูกลมกลืน ไม่รู้ว่าคนไหนเป็นญี่ปุ่นแท้หรือญี่ปุ่นเทียม 

เมื่อนานมาแล้ว เบิร์ด ธงไชย เคยเล่าถึงความพิถีพิถันของอาหรั่งว่า ฉากก่อนโกโบริตาย มีการระเบิดสถานีรถไฟบางกอกน้อย ตอนนั้นเขาต้องวิ่งฝ่าระเบิดเอฟเฟกต์กว่า 20 ลูก โดยอาหรั่งให้ถ่ายทำแบบต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก พอตกกลางคืน ก่อนจะได้อยู่ในอ้อมกอดของอังศุมาลิน เขายังต้องฝ่าระเบิดอีก 6 ลูก โกโบริถึงจบชีวิตลงได้

ผลจากความทุ่มเทส่งผลให้คู่กรรมดังเป็นพลุแตก ทำเรตติ้งถล่มทลายถึง 40 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ละครไทย ซึ่งแม้จะล่วงเลยมานานกว่า 3 ทศวรรษก็ยังไม่มีใครลบล้างได้สำเร็จ

หลัง คู่กรรม อวสาน อาหรั่งตัดสินใจวางมือจากงานกำกับละครร่วมสมัย หันไปมุ่งมั่นกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เต็มตัว พร้อมตั้งบริษัทสามเศียรขึ้นมา เมื่อ พ.ศ. 2534 เพื่อดูแลละครพื้นบ้านโดยเฉพาะ เขาให้เหตุผลว่าละครสมัยเก่านั้นซับซ้อน จึงต้องอาศัยความทุ่มเทและพิถีพิถันเพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด ส่วนภารกิจในดาราวิดีโอก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทายาททั้งสอง โดยตัวเขาเองจะคอยช่วยสนับสนุนในฐานะที่ปรึกษา

สำหรับ หลุยส์ สยาม บุตรชายคนโต เดิมทีไม่ได้มีแผนจะมาทำละครโทรทัศน์ หลังเรียนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จาก North Texus State University เขาก็ตั้งใจจะตั้งรกรากทำร้านอาหารอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นอาหรั่งนั่นเองที่เรียกตัวกลับมา และเริ่มต้นช่วยงานครอบครัวในฐานะตากล้องและผู้กำกับรายการ

“สิ่งแรกที่ท้าทายคือ ผมต้องมาเป็นลูกน้องคุณสยม (หัวเราะ) เขาก็มาต่อว่าผมทุกวัน เพราะทำอะไรไม่เป็นเลย ก็มาดูสวิทชิ่ง ต้องมาแบกกล้อง ตอนนั้นด้วยความที่ผมดูหนังเยอะ เป็นช่วงที่ MTV กำลังเริ่ม ก็จะมีวัฒนธรรมการถ่ายทำใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ผมก็เอามาประยุกต์ เพราะละครตอนนั้นค่อนข้างจะคอนเซอร์เวทีฟ ภาพจะนิ่งๆ ผมก็พยายามเอาความเป็นคอเมดี้เข้ามาผสม อย่างการถ่าย Handheld ซึ่งสมัยนั้นเป็นของใหม่มาก ซึ่งก็โดนว่าบ้าง แต่เราอยากทดลอง แล้วก็ถามพ่อว่า ถ้าเราเคลื่อนกล้องแบบนี้คิดว่ายังไง แกก็จะบอกว่าทุกอย่างทำได้ แต่ก็ต้องเหมาะสม เช่นฉากกำลังจะร้องไห้ แล้วเราดันไปถ่ายแบบเขย่า คนเขาก็ด่าเอาสิ คือพ่อจะไม่ค่อยสอน แต่จะชอบให้เข้ามาถาม แล้วเขาก็จะตอบ”

หลุยส์รับหน้าที่ผู้กำกับการแสดงครั้งแรก ในละครสั้นเรื่อง 10 บาท ด้วยความบังเอิญ เพราะผู้กำกับอาวุโส จรูญ ธรรมศิลป์ เกิดป่วยกะทันหันมากองถ่ายไม่ได้ ก่อนขยับมารับงานดูแลละครหลังข่าวเต็มตัว

งานของหลุยส์ถือว่าเข้ามาช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของดาราวิดีโอพอดี ทั้งเรื่องความทันสมัยและยังตอบโจทย์ผู้ชมที่เป็นวัยรุ่นมากขึ้น โดยผลงานที่เขาอยู่เบื้องหลังก็อย่างเช่น ปัญญาชนก้นครัว, ความรักของคุณฉุย ตลอดจน ดาวพระศุกร์ เวอร์ชัน ศรราม เทพพิทักษ์ และ สุวนันท์ คงยิ่ง

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

หากแต่ผลงานที่หลายคนจดจำได้ไม่ลืม คือ ละครอิงประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ สายโลหิต, รัตนโกสินทร์ หรือ คือหัตถาครองพิภพ ซึ่งล้วนแต่ได้รับความนิยม โดยแต่ละเรื่อง อาหรั่งในฐานะที่ปรึกษาจะให้ความสำคัญกับความสมจริงและความถูกต้องมากที่สุด ถึงขั้นตั้งฝ่ายข้อมูลทางวิชาการขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อวิเคราะห์ วิจัย และป้อนข้อมูลให้ทีมผลิต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับวงการโทรทัศน์บ้านเรา

หลุยส์จำได้ว่าช่วงที่ถ่ายทำเรื่อง สายโลหิต เกิดเหตุขลุกขลักขึ้นพอสมควร เพราะนอกจากจะต้องระดมพลทีมงานมาช่วยเต็มไปหมดแล้ว ยังเป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่พอดี จึงต้องปรับบทให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จากเดิมที่สู้รบกันบนพื้นหญ้า ก็เปลี่ยนมานั่งเรือสู้กัน แล้วก็มีเผาเรือ ซึ่งถือเป็นฉากที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ชมได้ไม่น้อย

นอกจากนี้ เขายังอยู่เบื้องหลังพวกละครเพลงอย่าง มนต์รักลูกทุ่ง ซึ่งก่อกระแสพี่คล้าวและน้องทองกวาวโด่งดังไปทั่วประเทศ และกลายเป็นต้นกำเนิดละครสไตล์นี้อีกหลายเรื่อง เช่น เงิน เงิน เงิน และ เกาะสวาท หาดสวรรค์

ดาราวิดีโอ และสามพ่อลูกสังวริบุตร ผู้กุมหัวใจผู้ชมละครไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

“เราพยายามทำละครให้แหกหน่อย เลยคิดถึงละครเพลงขึ้นมา ตอนนั้นไม่มีใครทำเลย จำได้ว่าเราสามคนมานั่งคุยกันว่าจะทำยังไงดี พ่อก็บอกว่า เอาเหมือนมิตร-เพชรา ตีโป่งแบบนั้นเลย ก็ปรากฏว่ากลายเป็นแฟชั่นขึ้นมา คนทั้งประเทศก็แต่งตัวแบบ มนต์รักลูกทุ่ง เรื่องนี้เราถ่ายพร้อม สายโลหิต ที่ลาดหลุมแก้ว จำได้ว่ามีฉากร้านตัดผม วันดีคืนดีเข้ามาไม่ได้ เพราะน้ำท่วมไปครึ่งห้องแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนบท เปลี่ยนเพลงเป็นน้ำขึ้นแล้ว คือโคตรมั่วเลย แต่คนดูเขาชอบ ก็ให้อภัย คือ พ.ศ. 2538 เป็นปีที่วุ่นวายสุดๆ แต่ก็เป็นปีที่ละครประสบความสำเร็จมาก”

ส่วนบุตรชายคนรอง ลอร์ด สยม นั้น นอกจากจะกำกับการแสดงละคร อย่างเรื่อง น้ำใสใจจริง, แม่นาคพระนคร เขายังเชี่ยวชาญเรื่องการตัดต่อเป็นพิเศษ เนื่องจากช่วยงานอาหรั่งมาตั้งแต่ยุคดาราวิดีโอยังใช้ฟิล์มถ่าย จนกลายเป็นมือขวาของผู้เป็นพ่อ

“ผมมาจากการตัดต่อ คุณพ่อเป็นคนสอน แล้วไม่รู้ว่าเป็นจิตวิทยาของท่านหรือเปล่า คือถ้าผมอยากจะทำอะไร คุณพ่อจะให้ทำเลย เช่น ตอนที่ผมเพิ่งเริ่มใช้เครื่องมือวิดีโอใหม่ๆ คุณพ่อพูดมาคำหนึ่งว่า ทำให้เต็มที่เลย ผิดไม่เป็นไร เดี๋ยวบอกเองว่าผิดตรงไหน เหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผมว่าคิดอะไรก็ทำออกไปเลย”

อย่างเรื่องเทคนิคการทำภาพ ลอร์ดเล่าว่า สมัยก่อนที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์กราฟิก การทำฉากหรือเอฟเฟกต์ใดๆ ก็ต้องทำแบบสดๆ เช่น ละครจักรๆ วงศ์ๆ เวลาขี่ม้าจะมีฉากหลังเป็นเมืองอยู่ไกลๆ เทคนิคที่ทำก็คือ การใช้กล้องถ่ายกับกระจก โดยจะต้องวาดภาพเมืองต่อเนื่องเป็นภาพเดียวกัน จากนั้นก็ถ่ายภาพผ่านกระจก ซึ่งกว่าจะได้ภาพเมืองภาพหนึ่ง ต้องใช้เวลาวันหนึ่ง พอเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น เขาก็ไม่ลังเลที่จะมาใช้ทดลองกับการถ่ายทำละคร

ตัวอย่างเช่น ศีรษะมาร เมื่อ พ.ศ. 2536 ซึ่งลอร์ดทำให้ศีรษะที่ถูกตัดของปิลันธา ตัวเอกของเรื่องเคลื่อนไหว พูดจาและล่องลอยไปหลอกหลอนผู้คนได้ แม้กระทั่งผู้ชมทางบ้านยังอกสั่นขวัญแขวน หรือ ดั่งดวงหฤทัย เวอร์ชัน ศรราม-นัท มีเรีย ซึ่งเขาเนรมิตฉากของเมืองกาสิกได้อย่างงดงามและสมจริง จนใครหลายคนต้องยกนิ้วให้

ด้วยเหตุนี้ อาหรั่งจึงเปิดบริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น เมื่อ พ.ศ. 2538 ให้ลอร์ดเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อทำหน้าที่ดูแลเรื่องอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ของเครือ โดยคำว่า ‘ดีด้า’ นั้น หลุยส์เป็นคนคิดมาจากคำว่า Digital Dara Video

“เราค่อนข้างจะก้าวหน้ามาก เพราะการตัดต่อด้วยดิจิทัลช่วยได้เยอะ มันดีกว่าแอนะล็อกมาก อย่างละครที่เป็นเทคนิคต่างๆ ตอนนั้นดาราวิดีโอหรือสามเศียร ก็จะโยนให้ดีด้าไปช่วยทำ ทั้งไตเติลหรือฉาก อย่าง สายโลหิต ที่เป็นภาพเมือง ดีด้าเป็นคนทำทั้งหมด” หลุยส์อธิบาย

ต่อมาเมื่อช่อง 7 จะบุกเบิกละครตอนเย็น ดีด้าก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแล โดยเรื่องแรกคือ พันหนึ่งราตรี มีฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษเต็มไปหมด ก่อนจะต่อยอดไปยังละครอีกหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องก็มีเรตติ้งไม่แพ้ละครค่ำเลย จนกระทั่งช่วงหลังจึงได้ขยายมาผลิตละครหลังข่าวควบคู่กันไปด้วย

“ละครเย็นค่อนข้างใกล้ชิดกับครอบครัว เหมือนเราเป็นไทยมุง ลักษณะมุมกล้องก็ไม่ได้ประดิษฐ์เหมือนละครกลางคืนมาก เหมือนกับเราได้ชมกันสดๆ ซึ่งเท่าที่สังเกต ละครเย็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จก็มักเป็นเรื่องสไตล์แบบนี้ เช่น คุณชายตำระเบิด, ผู้พิทักษ์สี่แยก, สาวน้อยอ้อยควั่น หรือแม้แต่ ธิดาวานร” ลอร์ดฉายภาพ

“อีกอย่างคือกลุ่มคนดูต่างกัน ตอนเย็นต้องเป็นคนที่ตื่นเช้าหน่อย ก็จะมานั่งรวมตัวกันกินข้าวกับลูกหลานแล้วก็ดูละคร ซึ่งเขาก็มักจะไม่ได้ดูอะไรที่ซีเรียสมาก คือจะซีเรียสก็ได้ แต่อย่าลืมว่าเรามีผู้ชมที่เป็นเด็กด้วย” หลุยส์ช่วยเสริม 

ตลอดระยะเวลา 50 กว่าปี ดาราวิดีโอ เป็นค่ายละครเดียวที่อยู่กับช่อง 7 สี นับตั้งแต่วันก่อตั้ง จนมาถึงยุคที่สถานีแห่งนี้กลายเป็นช่อง 7 HD หมายเลข 35 จนอาจเรียกได้ว่า เป็นค่ายละครคู่บุญของวิกหมอชิตเลยคงไม่ผิด อาหรั่งบอกว่า สำหรับเขาแล้ว ความสบายใจสำคัญที่สุด หากอยู่แล้วมีความสุขแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

“ผมเริ่มต้นกับช่อง 7 ตั้งแต่สมัยสถานีอยู่เจริญผล อยู่มาเป็นปู่ ไม่เคยมีสัญญาอะไร เป็นสัญญาใจล้วนๆ ที่ผ่านมาก็มีคนชวนเยอะ แต่เราก็พูดให้เขาเข้าใจว่า เหมือนปลาที่น้ำมันเย็นอยู่แล้ว อยู่ได้สบาย เหลียวไปทางไหนก็มีแต่มิตร ก็เลยรู้สึกสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไร ที่สำคัญคือ ช่อง 7 ให้เกียรติเรา เราก็ให้เกียรติช่อง 7 คือเราไม่ทำตัวเหลวแหลก หรือทำสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งในที่สุดก็ทำให้อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี สนุกสนาน” ผู้นำครอบครัวสังวริบุตรกล่าวเปิดใจ

04

ตำนานที่ไม่เคยเก่า

“การทำงานเป็นความสุขในชีวิต แล้วผมก็รักอาชีพนี้มานมนาน ตั้งแต่ต้นก็ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานไปตลอดชีวิต อย่างทุกวันนี้ ผมก็ออกไปได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราก็ใช้วงจรปิดทำงานต่อไป เทคนิคสมัยใหม่มันก็ดีนะ ช่วยต่ออายุเราได้ เพราะสมองเราก็ยังไม่เสีย” อาหรั่งในวัย 90 เอ่ยขึ้นถึงความมุ่งหมายในชีวิตของตัวเอง

เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมา เขาจึงไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ แม้ภารกิจหลายอย่างจะถูกผ่อนถ่ายให้ทายาทแล้วก็ตาม อย่างผลงานหนึ่งที่อาหรั่งอยู่เบื้องหลังคือ ตัวการ์ตูนที่ชื่อ พี่จ้าหรือจ๊ะทิงจา 

“ตอนนั้นเราเริ่มใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกมาช่วยทำละครแล้ว ซึ่งปกติเราจะทำตัวการ์ตูนที่เป็นยักษ์ เป็นสัตว์อะไรต่างๆ แล้วคุณพ่อก็บอกว่า สร้างดาราเด็กมาแล้วหลายคน น่าจะลองสร้างดาราเด็กที่เป็นตัวการ์ตูนดูบ้าง” ลอร์ดเท้าความ

“เขาทำการ์ตูนกันเยอะ ผมก็อยากจะทำบ้าง แต่ยังไม่มีแรงบันดาลใจ ผมก็เลยเล่าให้ คุณสมศักดิ์ ใจกว้าง พ่อของ ไชยา มิตรชัย ฟัง แล้ววันหนึ่งแกก็ฝันว่ามีคนมาเต้น แล้วก็ร้อง จ้ามาจ๊ะทิงจา แล้วเขาคงอายผม เลยบอกว่าไม่รู้เพ้อเจ้อไปหรือเปล่า อาหรั่งไม่เอาก็ได้นะ ผมก็บอกเอาซิ อันนี้ได้เงินเยอะ” อาหรั่งเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

พี่จ้ามีต้นแบบมาจากสุดสาคร ตัวละครสุดคลาสสิกในเรื่อง พระอภัยมณี ที่เด็กที่คนคุ้นเคยกันดี ว่ากันว่าอาหรั่งใช้เวลาอยู่เกือบ 2 ปีในการปรับคาแรกเตอร์ให้เหมาะสม ทั้งขนาดตาที่ต้องโตหน่อย ดูแล้วต้องรู้สึกว่ามีเสน่ห์ จากนั้นก็เพิ่มตัวละครอื่นๆ เข้าไป และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเพลง เพราะนอกจากเพลง จ๊ะทิงจา แล้ว อาหรั่งยังแต่งเพลงเสริมเข้าไป เช่น เพลงสอนเรื่องพยัญชนะไทย ตัวอักษรภาษาอังกฤษ สุภาษิตไทย สูตรคูณ เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่เด็กๆ

หลังออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2545 ปรากฏว่าตัวการ์ตูนพี่จ้าโด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งในหมู่เด็กและผู้ใหญ่ ถึงขั้นที่ดีเจดังคนหนึ่งเคยเล่าว่า มอเตอร์ไซค์วินหน้าปากซอยยังร้องเพลง “จ้ามาจ๊ะทิงจา..มะจ๊ะทิงจา..มะจ๊ะทิงจา” เลย มีการผลิตวีซีดี จัดโรดโชว์ และคอนเสิร์ตต่างจังหวัดเกือบทุกเดือน และเพื่อให้ตัวละครนี้เข้าถึงผู้คนมากที่สุด อาหรั่งจึงริเริ่มสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมจ๊ะทิงจา เพื่อนำการ์ตูนและละครที่เป็นลิขสิทธิ์ของดาราวิดีโอกลับมาฉาย

เช่นเดียวกับละคร โดยเฉพาะพวกจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งอาหรั่งพยายามต่อยอดตลอดเวลา มีการวิจัยและหาข้อมูล เพื่อปรับให้ทันสมัยและเหมาะสมกับผู้ชมที่เปลี่ยนไป หรือแม้แต่ตัวนักแสดงเอง อาหรั่งก็พยายามสรรหาคนหน้าใหม่เข้ามาร่วมงานอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกอินกับเรื่องมากขึ้น เสมือนนักแสดงที่เล่นคือตัวละครตัวนั้นจริงๆ

นี่เองคงเป็นเหตุผลว่า ทำไมละครหลายเรื่องที่เคยถูกสร้างซ้ำหลายรอบ ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย อย่างเรื่อง สังข์ทอง ซึ่งออกอากาศเมื่อ พ.ศ. 2561 จำนวน 110 ตอน สามารถทำเรตติ้งได้สูงถึง 8.472 ซึ่งนับว่าสูงมากท่ามกลางสถานการณ์ที่อิทธิพลของโทรทัศน์ลดลงเช่นนี้

“สาเหตุที่เราทำเรื่องซ้ำ สักเจ็ดแปดปีก็ทำอีกแล้ว ตรงนี้เป็นนโยบายของคุณพ่อ แกบอกว่าเด็กเกิดใหม่ ยังไม่เคยรู้จัก สี่ยอดกุมาร หรือ แก้วหน้าม้า มาก่อน คือเรื่องไทยๆ ที่เป็นเอก มีอยู่ไม่กี่เรื่องหรอก คุณพ่ออยากให้เด็กได้รู้จักนิทานพวกนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องทำให้ไม่เหมือนเดิม คือองค์ประกอบเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น สังข์ทอง คุณพ่อก็เอาวัยรุ่นเข้ามา มีเขยฝรั่ง เขยที่ชอบผู้ชาย หรืออย่างคำกลอน ถ้ามันยาวเกินไป ก็จะกลายเป็นว่า เรารอให้กลอนจบก่อน แล้วเรื่องถึงค่อยเดินต่อ เราก็ต้องปรับให้พอดี” ลอร์ดอธิบาย

“แต่ทั้งนี้การทำงานของผมจะเคารพเจ้าของเรื่อง นี่เป็นกฎเลย เพราะเทพนิยายไทยหลายเรื่อง ผู้ประพันธ์เสียชีวิตไปแล้ว บางเรื่องคนเขียนเป็นเชื้อพระวงศ์ เราก็ต้องให้เกียรติ ยกย่อง แต่ขณะเดียวกัน เราก็อยากประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยด้วย ดังนั้น เวลาเขาไปเขียนบท เราต้องคอยตรวจ คอยดูแลเสมอ” อาหรั่งช่วยเสริม

“ทุกวันนี้คุณพ่อจะมีไอแพดอยู่ข้างตัว แล้วก็ค้นข้อมูลเอง คือเขาเรียนรู้ว่าเด็กชอบอะไร แล้วก็เอามาปรับ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาถามผมว่า หลุยส์ เพลงในละครที่แกทำเขาเรียกว่าอะไร ผมก็บอกไปว่า แร็ป แกก็บอกว่าพ่ออยากเอามาใส่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ แล้วไม่นานนัก แกก็เอาเพลงแร็ปมาใส่อยู่ไตเติ้ลท้ายละครเลย ตอนแรกผมบอกพ่อว่ามันจะเข้ากันเหรอ แกก็บอกว่าลองดู ซึ่งตอนหลังเด็กก็เอาไปเต้นกันโครมครามเต็มไปหมดเลย” หลุยส์ช่วยขยายความ

สำหรับละครร่วมสมัยก็เหมือนกัน อาหรั่งบอกว่า ทุกวันนี้เขายังเปิดชมเป็นประจำและดูเกือบทุกช่อง เพื่อเรียนรู้ศึกษา หากเห็นว่าดีก็นำมาปรับใช้ และเวลาที่ละครของดาราวิดีโอและดีด้าเริ่มออกอากาศ อาหรั่งก็มักจะชวนลอร์ดกับหลุยส์มาพูดคุย เพื่อชี้แนะว่าจุดไหนดี จุดไหนควรแก้ไข

แต่แน่นอน การทำงานทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าท้าทายขึ้น เนื่องจากผู้ชมมีทางเลือกค่อนข้างเยอะ เนื้อหาก็มีเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ที่ผ่านมาพวกเขาพยายามปรับตัวอยู่เสมอ โดยหลักคิดสำคัญอย่างหนึ่งที่อาหรั่งย้ำเสมอคือ อย่ายอมแพ้ และแม้จะแพ้ก็ต้องพยายามต่อไปเรื่อยๆ

“ความร่วมสมัยสำคัญมาก เราไม่สามารถทำคอนเทนต์เดิมๆ ได้ตลอด ต้องยอมรับว่าตัวผมเองค่อนข้างยึดติดของเก่าพอสมควร แต่คุณพ่อก็จะบอกว่า ไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าคนเขาอยากดูอะไร เพราะตลาดเป็นของผู้ชม ถ้าผู้ชมเปลี่ยนไปแล้ว เราก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน และถ้าเกิดทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องกลับมาวิเคราะห์ดูว่า พลาดตรงไหน เพราะฉะนั้น เวลาที่มีคนฟีดแบ็กเข้ามา เราก็ต้องรับฟังอย่างมาก” ลอร์ดขยายความ

อย่างช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เครือดาราวิดีโอก็เริ่มมีทายาทรุ่นใหม่ ทั้ง ฬอน คณวัชร และ ปลื้ม ศิรวิชญ์ บุตรชายสองคนของหลุยส์ กับ ไผ่หลิว อาภานุช บุตรสาวของลอร์ด เข้ามาเสริมทัพช่วยทำงาน ทั้งละครจักรๆ วงศ์ๆ ละครร่วมสมัย รวมถึงละครสั้นอย่าง ฟ้ามีตา ซึ่งดาราวิดีโอทำมาต่อเนื่องถึง 14 ปีแล้ว

โดยแต่ละคนก็จะมีแนวทางและวิธีการนำเสนอในรูปแบบของตัวเอง ไม่เหมือนคนรุ่นปู่หรือรุ่นพ่อ แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ไม่เคยละเลยความคิดของคนรุ่นเดิม และพยายามนำประสบการณ์ดังกล่าวมาผสมผสานจนเกิดเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

“ปกติคุณพ่อจะไม่ใช่นักสอน แต่เป็นนักปฏิบัติ แล้วเราก็ลองทำดูแล้วมาเปรียบเทียบ บางทีเราก็ชวนเขาคุย ชวนเขาเถียงบ้าง เพื่อให้เขาตอบโต้มา ซึ่งพวกรุ่นหลานก็จะทำแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ความท้าทายคือ เราจะถ่ายทอดต้นตำรับของพ่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างไร ทำยังไงให้ดีเหมือนหรือดีกว่าที่เขาทำมา ซึ่งเราก็ต้องค่อยๆ แกะออกจากท่าน เพราะถึงเราจะดูเหมือนแยกกันทำงาน แต่ความจริงแล้วรากฐานทั้งหมดก็มาจากคุณพ่อนั่นเอง” หลุยส์กล่าวสรุป

และทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวของค่ายละครในตำนานที่สร้างปรากฏการณ์นับไม่ถ้วน และยังคงหยัดยืนยึดภารกิจสร้างผลงานที่น่าประทับใจสู่ผู้ชมตลอดไป

ขอบคุณภาพประกอบจาก ช่อง 7 HD, บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด, บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท สามศียร จำกัด, Instagram : Louis_daravo, Samsearn, Lorddida

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– สัมภาษณ์คุณไพรัช-สยาม-สยม สังวริบุตร วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564

– นิตยสาร แม่และเด็ก ปีที่ 14 ฉบับที่ 229 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2534

– นิตยสาร ผู้หญิง ปักษ์หลัง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2537

– นิตยสาร ผู้จัดการ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2539

– นิตยสาร Trendy man ปีที่ 5 ฉบับที่ 52 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2539

– นิตยสาร ขวัญเรือน ปีที่ 33 ฉบับที่ 702 ปักษ์หลัง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544

– นิตยสาร a day ปีที่ 4 ฉบับที่ 42 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547

– นิตยสาร VOLUME ปีที่ 6 ฉบับที่ 130 เดือนกันยายน 2553

– นิตยสาร สารคดี ปีที่ 34 ฉบับที่ 398 เดือนเมษายน พ.ศ. 2561

– หนังสือพิมพ์ อินไซต์ทีวี ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2533

– หนังสือ ที่ระลึกศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2547

– หนังสือ จดหมายเหตุ 60 ปี โทรทัศน์ไทย วิวัฒนการกิจการโทรทัศน์ไทย 

– เว็บไซต์ Pantip กระทู้ (เกร็ดประวัติศาสตร์) ดาวพระศุกร์ 2524 หนังทีวีเรื่องแรกที่เรทติ้งสูงที่สุดของไทย

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“…มองไปไกลที่ดวงดาวสุดขอบฟ้าไกล อยากจะไปไปให้ถึงครึ่งทางแสงเธอ ดวงดารา เหมือนไม่มีวันจะพบเจอ อยากให้เธอ ส่องแสงลงมาพื้นดิน…”

รู้หรือไม่ว่า กว่าที่เพลง ‘ก้อนหินละเมอ’ จะเข้ามาอยู่ในใจของผู้ฟังได้ต้องใช้เวลานานร่วมปี แถมเวอร์ชันแรกที่คนส่วนใหญ่รู้จักยังไม่ใช่ต้นฉบับอีกต่างหาก แต่ด้วยความไพเราะและความโดดเด่นของออริจินอล ทำให้บทเพลงที่ถูกลืมเลือน ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในความทรงจำของใครหลายคน จนกลายเป็นบทเพลงอมตะที่ข้ามกาลเวลา

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

บางทีความสำเร็จของ ก้อนหินละเมอ คงไม่ต่างจากเส้นทางของ Soul After Six เจ้าของผลงานสักเท่าใด เพราะในวันที่เริ่มต้น ต้องถือว่าห่างไกลจากความสำเร็จพอสมควร ด้วยแนวเพลงที่ฉีกจากกระแสนิยมอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังมีโอกาสแสดงสดแบบเต็มวงแค่หนเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คุณภาพและความตั้งใจ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลงานต่างๆ ไม่จางหายไปไหน และกลายเป็นต้นแบบให้นักดนตรีรุ่นใหม่อีกมากมายได้เดินตาม

ในวาระที่ Soul After Six ครบรอบ 25 ปี ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนไปพูดคุยกับ 3 สมาชิก ปึ่ง-ณรงค์ฤทธิ์ สุพรรณเภสัช, ปิงปอง-วิศรุตเทพ สุพรรณเภสัช และ บิ๊ก-ศรุต วิจิตรานนท์ ถึงการเดินทางอันยาวนานที่แม้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ก็ยังคงหยัดยืนบนถนนดนตรี ด้วยพลังความรักและความเชื่อมั่นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ
01

รักแล้ว

หากบอกว่า ชีวิตของทั้งสามคนผูกพันกับเสียงดนตรีมาตั้งแต่เด็กก็คงไม่ผิด เพราะอย่างปึ่งและปิงปองนั้นถูกคุณแม่ส่งไปเรียนเปียโนคลาสสิกตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พอโตขึ้นปึ่งก็เริ่มหัดเบส หัดกีตาร์ หัดกลองตามเพื่อนๆ เมื่อเล่นเป็นก็ไปสอนน้องชายต่ออีกทอด ก่อนฟอร์มวงของตัวเอง และฝึกแต่งเพลงเพื่อเล่นในงานโรงเรียนเซนต์ดอมินิก 

“สมัยมัธยมโรงเรียนจะจัดประกวดดนตรีช่วงวันพ่อ วันแม่ ใครอยากขึ้นแสดง ต้องแต่งเพลงตามคอนเซ็ปต์ หากได้อันดับหนึ่งถึงสี่จะได้ขึ้นไปเล่น ตอนนั้นเราก็ทำวงขึ้นมา โดยผมเล่นคีย์บอร์ด ส่วนปิงปองเป็นนักร้องนำ” ปึ่งย้อนอดีต

สำหรับพวกเขา การเล่นดนตรีคือกิจกรรมยามว่างที่สนุกสนาน โดยที่บ้านย่านสุขุมวิท 17 ของทั้งคู่มีเครื่องดนตรีครบครัน ตั้งแต่กลอง เบส เปียโน และพอถึงวันอาทิตย์ก็มักชวนเพื่อนๆ มาซ้อมเป็นประจำ

เพลงที่เล่นส่วนใหญ่ หากไม่ใช่เพลงฮิต เพลงเพราะในสมัยนั้น มักเป็นเพลงที่มีเครื่องเป่าเยอะๆ ด้วยมองว่า ทำให้เพลงครึกครื้นและมีสีสันมากขึ้น แม้สมาชิกในตอนนั้นแทบไม่มีใครเล่นเครื่องเป่าเลยก็ตาม

 “อย่าเพิ่งใช้คำว่าโซลนะ คือมันยังติดอยู่กับสตริงคอมโบมาตั้งแต่ยุค Grand Ex’ ซึ่งเวลาที่พี่ๆ เขาเล่นเพลงฝรั่ง เขาก็เล่น Earth, Wind & Fire กัน เราเลยชอบการแสดงแบบนั้น วงแปดเก้าคน รู้สึกว่าสนุกดี เวลาที่เราแต่งเพลงเรียบเรียงกันเอง อยากเล่นแบบนั้น กรู๊ฟแบบนี้ แล้วเราก็จินตนาการว่า ถ้าเรามีเครื่องเป่านะ เราก็จะเป่าแบบนี้ มันเหมือนความฝันในการทำเพลงของเด็ก” ปึ่งอธิบาย

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังได้รับอิทธิพลจากเพลงฝรั่ง โดยเฉพาะปลายยุค 80 ถึงต้น 90 ซึ่งเริ่มมีศิลปิน Acid Jazz ดีๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น Jamiroquai, Brand New Heavies, Incognito หรือ James Taylor Quartet ซึ่งแต่ละวงมักมีเครื่องเป่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ พอฟังเสร็จแล้ว ก็พยายามตามหารากของแต่ละวงว่ามีแรงบันดาลใจจากใคร

อย่างเช่น Jamiroquai ให้สัมภาษณ์ว่าชอบ Stevie Wonder ทั้งคู่จึงตามหาผลงานของศิลปินคนดังที่มากกว่า I Just Called To Say I Love You มาลองฟัง ซึ่งวิธีนี้ช่วยทำให้มีพัฒนาการการฟังเพลงที่หลากหลายมากขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขายังแวะเวียนไปตามผับ ตามบาร์ ฟังเพลง พูดคุยกับนักดนตรีหลายๆ คน เช่น วง Bangkok Connection จนคุ้นเคย หรือแม้แต่วงเครื่องเป่ารัสเซียที่มักรวมตัวกันแสดงที่โรงแรมแชงกรีล่าทุกวันอาทิตย์ ปึ่งกับปิงปองยังมีโอกาสได้ชมอยู่บ่อยๆ แล้วก็มีความฝันในการสร้างงานของตัวเองเก็บไว้ลึกๆ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2534 หลังปึ่งเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เขาได้พบรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อว่า บิ๊ก

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

บิ๊กเองก็ไม่ต่างจากสองพี่น้อง เพราะหลงใหลดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เคยฝันอยากขึ้นแสดงดนตรีตามรอย อัสนี-วสันต์ โชติกุล หรือไอดอลยุค 80 อย่างไมโครหรือนูโว แถมยังเคยเรียนเปียโนมาถึง 9 ปีเต็ม พอเจอกันบ่อยๆ ทั้งคู่เลยรู้ว่าต่างเป็นคนคอเดียวกัน จนวันหนึ่งปึ่งจึงชวนบิ๊กมาเล่นเบสให้ เนื่องจากเพื่อนที่เล่นเบสไม่มีเวลามาซ้อมให้แล้ว และจากวันนั้น บิ๊กก็เข้ามาเป็นมือเบสของวงอย่างถาวร

ในเวลานั้นทั้งสามคนมักเล่นเพลงของตัวเองเป็นหลัก อย่าง ก้อนหินละเมอ ปึ่งแต่งไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ส่วนปิงปองมักเอาเพลงที่แต่งไปบันทึกเสียงเล่นๆ ในห้องอัด แล้วส่งไปเข้าเปิดในช่วง Absolute Beginner ทาง Hot Wave FM 91.5 แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีแผนทำอัลบั้มจริงจัง

กระทั่ง พ.ศ. 2537 หลังแต่งเพลงเก็บไว้จำนวนหนึ่ง จึงเริ่มคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะนำเสนอผลงานตามแบบฉบับของตัวเอง ทว่าเมื่อปรึกษาพี่ๆ วง Bangkok Connection อาทิ อั๋น-ปธัยวัฒน์ วิจิตรเวชการบุญ, ต้น-ธีรพงษ์ สวาสดิ์วงศ์ และ ต๊อด-วรรณยศ มิตรานนท์ ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คงเป็นไปได้ยาก เพราะเพลงที่พวกเขาอยากทำนั้นล้วนใช้เครื่องเป่าเป็นองค์ประกอบสำคัญมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

“ช่วงนั้นในตลาดไม่มีเพลงแบบที่เราอยากทำเลย และพอปรึกษาพี่ๆ ซึ่งหลายท่านเป็นโปรดิวเซอร์ในค่ายใหญ่ๆ ทุกคนส่ายหัวหมดเลย เขาบอกว่าถ้าไปเข้าค่าย อาจโดนเปลี่ยน เพราะเพลงที่ใช้เครื่องเป่าแบบนี้ ตอนนี้ไม่มีใครเขาทำหรอก ไปเจอ Executive Producer เขาไม่มีทางยอมให้ทำอยู่แล้ว แล้วยูจะยอมไหม เราก็ปรึกษาแบบนี้อยู่หลายปี” ปึ่งฉายภาพวงการเพลงไทยในยุคนั้น

แม้รู้อยู่เต็มอกว่ายาก ทว่าด้วยความรักและอยากทดลอง ทั้งสามจึงพยายามหาหนทาง เผื่อว่าฝันจะกลายเป็นจริง หนึ่งในนั้นคือการเชิญ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ หุ้นส่วนของ Bakery Music มาฟังทั้งสามคนเล่นดนตรี

“เพื่อนของเราคนหนึ่งรู้จักกับพี่บอย เลยเชิญแกมาฟังเพลงที่บ้าน ตอนนั้นมีเปียโนหลังหนึ่ง กลองชุดหนึ่ง แล้วก็เบสตัวหนึ่ง เราเล่นกันสามชิ้น เล่นสดให้พี่บอยฟัง แล้วค่อยๆ อธิบายว่า ตรงนี้เราอยากให้มีเครื่องเป่า ตรงนี้มีเครื่องสาย ตรงนั้นมีแฮมมอนด์ แต่เหมือนตอนนั้นเราเล่นกันแค่ Rhythm Section ทำให้เพลงอาจยังดูไม่สมบูรณ์ เลยไม่มีความคืบหน้าใดๆ หลังจากนั้น จนเราคิดว่าพี่บอยก็คงไม่สนใจแล้ว” บิ๊กย้อนเหตุการณ์

ทว่าปัญหาในวันนั้น ทำให้พวกเขาตระหนักว่า การเล่นสดหรือนำเสนอเพียงเทปเดโม คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้บริหารค่ายเพลงเข้าใจถึงความตั้งใจได้ จึงคัดเลือกเพลงออกมา 3 เพลง คือ คงรักตลอดไป, อีกทีได้ไหม และ คำเดียวว่า… มาผลิตเป็นมาสเตอร์ที่สมบูรณ์ ทั้งเครื่องดนตรีและการเรียบเรียงเสียงประสาน

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

การบันทึกเสียงนั้น ทำกันที่ Gecco Studio เป็นการทำงานแบบแอนะล็อกล้วนๆ คืออัดด้วยเทปรีล 2 นิ้ว โดยเพลง อีกทีได้ไหม กับ คำเดียวว่า… พวกเขาเล่นกลอง เบส คีย์บอร์ดกันเอง และได้ โปรด-ธนภัทร มัธยมจันทร์ นักดนตรีแจ๊สฝีมือเยี่ยมมาเล่นกีตาร์ให้ ส่วนเพลง คงรักตลอดไป ได้พี่ๆ นักดนตรีที่นับถือ อย่าง ต้น ธีรพงษ์ มาช่วยอัดกีตาร์ และ ต๊อด วรรณยศ มาช่วยอัดกลอง ขณะที่เครื่องเป่าทั้งหมดนั้น ได้นักดนตรีรัสเซียมือดี 3 คน คือ Marat Yuldybaev มือแซกโซโฟน, Genna Kalinin มือทรัมเปต และ Igor Atapin มือทรอมโบน มาช่วยบันทึกเสียง

“ก่อนหน้านั้นซักปีหนึ่ง พี่ต๊อดโทรศัพท์มาบอกว่า กำลังทำวงเล่นที่ผับแถว RCA ได้ทีมเครื่องเป่ารัสเซียมาสามคน จะเล่นเพลงแนว Earth, Wind & Fire, Tower of Power ปึ่งลองมาดูเผื่อปึ่งชอบ ผมก็ไปดูกัน ชวนบิ๊กกับปิงปองไปดูด้วย โอ้โฮเล่นมันมาก” ปึ่งเล่าที่มาของทีมเครื่องเป่าซึ่งเป็นหัวใจหลักของอัลบั้ม

สำหรับชื่อวง ตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งกันเลย กระทั่งบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ห้องอัดจึงถามว่า จะให้เขียนชื่อบนกล่องใส่เทปรีลว่าอย่างไร หรือให้ใส่ชื่อของลูกค้าไปเลย

“ตอนนั้นคุยกับบิ๊กกับปิงปองว่า เราชอบดนตรีโซลใช่ไหม แล้วอัลบั้มที่เราอยากทำก็เป็นโซลแจ๊ส โซลฟังก์ พูดง่ายๆ คือเป็นโซล และเราก็ชอบมาซ้อมดนตรีหลังหกโมงเย็น หลังเลิกเรียนแล้ว ถ้าอย่างนั้นเป็น Soul After Six ไปเลยไหม ง่ายดี” ปึ่งเล่าที่มาของชื่อวง

เมื่อกระบวนการต่างๆ เสร็จเรียบร้อย Soul After Six เริ่มตระเวนไปตามค่ายเล็กๆ หลายค่าย แต่ด้วยแนวเพลงที่ฉีกมากเกินไป ทำให้ทุกค่ายบอกปฏิเสธ พวกเขาจำได้ดีว่า มีอยู่ค่ายหนึ่งบอกว่า ชอบงานมาก แต่ขอเอาเครื่องเป่าออกหมดเลยได้ไหม เหตุผลเพราะนอกจากทำการตลาดยากแล้ว ยังต้องลงทุนสูงอีกด้วย

“เพลงสมัยนั้นที่มีเครื่องเป่าพอมีนะ แต่ไม่ถึงขนาดแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของอัลบั้ม” ปิงปองกล่าว

“สำหรับบางค่าย ถ้าเราทำเพลงให้คนฟังรู้สึกฟังยาก ยูจะไม่มีโอกาสเลย ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องเป่านะ แม้แต่ไลน์กีตาร์ที่ไม่คุ้น ถ้าคุณเล่นโน้ตที่ฉีกจากสูตรสำเร็จ โปรดิวเซอร์บางคนเขาตัดออกทันที” ปึ่งอธิบายต่อ

ผ่านไปนานหลายเดือน วันหนึ่งบิ๊กบังเอิญไปเจอบอยที่ร้านหนังสือแถวทองหล่อ บอยจึงถามความคืบหน้าของเพลงว่าไปถึงไหนแล้ว เป็นจังหวะเดียวกับที่ปึ่งและปิงปอง นำงานมาสเตอร์ไปมอบให้ ดร.กะทิ-สิราภรณ์ มันตาภรณ์ อาของพวกเขา ซึ่งเวลานั้นเป็น GM ของค่าย Bakery Music อยู่พอดี ส่งผลให้ทั้ง 3 คน มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารค่ายขนมปังดนตรีอีกครั้ง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทั้งสามคนรู้สึกแปลกใจ คือการพูดคุยเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะหลังเปิดเพลงมาสเตอร์ทั้ง 3 เพลงกับเพลงเดโมอื่นอีก 3 เพลง สุกี้-กมล สุโกศล แคมปป์ ผู้นำสูงสุดของค่าย ถามกลับทันทีว่า “สามเพลงนี้ ยูขายเท่าไหร่ แล้วเพลงที่เหลือจะอัดที่ไหน” เพียงแค่นั้นก็รู้แล้วว่า สิ่งที่รอมานานได้กลายเป็นจริง และนั่นเองที่นำไปสู่การเปิดตำนานบทใหม่ของดนตรีโซลในเมืองไทย

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ
02

รอ..คงเพียงพอ

อัลบั้มแรกของ Soul After Six วางแผงเมื่อราวๆ กลาง พ.ศ. 2539 

การทำงานครั้งนั้นไม่นานอย่างที่คิด เพราะพวกเขาเตรียมตัวมาก่อนหน้าพอสมควร อย่างเพลงส่วนใหญ่ถูกแต่งเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ 2 ปีก่อน หรือทีมนักดนตรีมักเป็นมืออาชีพที่คุ้นเคย อาทิ อั๋น, ต้น และต๊อด จาก Bangkok Connection ที่สำคัญคือ Bakery Music ยังปล่อยให้ทำงานกันเองเต็มที่ ไม่เข้ามาแทรกแซงเลย แม้กระทั่งตอนอัดเสียงยังยอมให้ออกไปอัดข้างนอก 

“เขาถามว่าใช้ห้องอัดของเขาไหม แต่ตอนนั้นเราอยากได้แอนะล็อก อัดด้วยเทปรีลสองนิ้ว เลยบอกขอทำข้างนอกดีกว่า แล้วก็มาจบที่ 35 Studio ย่านลาดพร้าว” บิ๊กทบทวนเรื่องราว

“ตอนเข้าไปอัดเพลงกัน เหมือนเราเจอพี่สุกี้แค่ครั้งเดียวมั้ง วันที่เขาเอาเสื้อผ้ามาให้ฟิตติ้ง” ปิงปองช่วยเสริม

นอกจากนั้น บิ๊กยังถือโอกาสไปเรียนเบสเพิ่มเติมจากครูเบสระดับตำนาน อย่าง แป๊ป-วิโรจน์ สถาปนาวัฒน์ แห่งวง Infinity ซึ่งต่อมาเขายังชักชวนอาจารย์ให้ร่วมบรรเลงฝีมือในอัลบั้มถึง 2 เพลง คือ รักแล้ว และ ขอเพียงเวลา

“ตอนที่ปิงปองทำเดโมเพลงรักแล้ว ความสามารถของผมไปต่อไม่จริงๆ คือคิดได้ ทำปากได้ แต่เล่นไม่ได้ ผมเลยคุยกับพี่ๆ ที่มาช่วยอัดให้ว่า อยากเรียนเบสเพิ่มเติม เพราะผมเคยเรียนแต่เปียโนกับกีตาร์คลาสสิก ไม่เคยเรียนเบส เขาเลยแนะนำอาจารย์แป๊ปให้ พอไปเรียนเลยรู้ว่าเบสมีรายละเอียดเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่คิดในหัวก็ยังเล่นไม่ได้อยู่ดี จึงบอกปิงปองกับพี่ปึ่งว่าเพลงนี้ให้พี่แป๊ปเล่นดีกว่า ผมเล่นไม่ไหว”

พวกเขาใช้เวลาบันทึกเสียงราวๆ 1 เดือน ก่อนนำผลงานมาสเตอร์ทั้งหมดมาเปิดให้ผู้บริหารฟัง ซึ่งต้องยอมรับว่า งานของ Soul After Six แตกต่างจากตลาดพอสมควร แต่สำหรับ Bakery Music ที่นำเสนองานเพลงที่หลากหลาย ทั้ง ป๊อป ร็อก ฟังก์ กรันจ์ แรป โฟล์ก หรืออาร์แอนด์บี ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่ามีอยู่เพลงหนึ่งที่ผู้ใหญ่ฟังแล้ว รู้สึกว่าหลุดจากภาพรวมไปหน่อย นั่นคือ ก้อนหินละเมอ

“ตอนนั้นพี่บอยบอกว่า ไม่ค่อยเข้ากับอัลบั้ม ซึ่งเรายอมรับนะ แต่ส่วนตัวมองว่า เนื้อเพลงดูแตกต่างจากตลาดในวันนั้น เป็นการเปรียบเทียบ ซึ่งผมว่าไม่ค่อยมีเท่าไหร่ พี่บอยก็ไม่ได้ว่าอะไร หรือให้เอาออก” ปึ่งเปิดประเด็น

“แต่สิ่งที่พี่บอยพูดทำให้เราฉุกคิดอยู่พักหนึ่งว่า หรือเพลงนี้มันไม่เข้าจริงๆ จะหาเพลงอื่นมาแทนดีไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอาออก อัลบั้มที่ออกมา คือเหมือนกับที่เราเซ็ตไว้สิบเพลงตามนั้นเลย” บิ๊กกล่าวเสริม

“แต่ที่ตลกสุดคือ ก้อนหินละเมอ เกือบเป็นเพลงแถมแล้วนะ ใส่ไว้เพลงสุดท้ายของอัลบั้มเลย เหมือนประมาณว่า กูเกือบไม่เอาแล้ว จะหลุดอยู่แล้ว อีกเดี๋ยวไปแน่ๆ” ปิงปองปิดท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ

อย่างไรก็ตาม การออกอัลบั้มเป็นเพียงด่านแรกของการทำงานเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญกว่า คือทำอย่างไรให้อัลบั้มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ครั้งนั้น Soul After Six ไม่ได้จัดทำมิวสิกวิดีโอ เนื่องจากลำพังต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แถม Bakery Music ยังเป็นเพียงค่ายเล็ก ไม่ได้มีสื่อของตัวเอง ช่องทางการโปรโมตหลักจึงเป็นการสัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุ นิตยสาร รวมถึงไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นประเพณีที่ศิลปินไทยยุคนั้นถือปฏิบัติกัน

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งท้าทายสุดๆ เพราะเป็นปัญหาที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน คือ การแสดงสด เนื่องจากนักดนตรีที่มาบันทึกเสียงให้ โดยเฉพาะทีมเครื่องเป่า ติดสัญญาหรืองานประจำ ไม่สามารถมาร่วมเดินสายได้ แถมยุคนั้น คนไทยที่เล่นเครื่องเป่าเป็นทีมก็หายากมาก ทำให้สุดท้ายแล้ว Soul After Six ได้แสดงเป็นเต็มวงเพียงครั้งเดียว ในงานมินิคอนเสิร์ตเปิดการแสดงของ Michael Learns To Rock

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

ครั้งนั้นพวกเขาคิดจะแก้ปัญหาด้วยการฟอร์มวงแบ็กอัปที่ไม่มีเครื่องเป่าขึ้นมา ถึงขั้นชวน เอก-เอกพงศ์ เชิดธรรม มือกลองจากวง Sepia มาซ้อมด้วยกัน และกำลังมองหามือกีตาร์มาช่วยอีกคน แต่สุดท้ายวงนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

“ตอนนั้นเราประชุมกับค่ายหลายรอบมาก แล้วพี่บอยก็พูดว่า ปึ่งครับ ถ้าปึ่งต้องออกไปเล่นโดยที่ไม่มีเครื่องเป่าเลย อย่าเล่นเลยดีกว่าครับ เพราะปึ่งนำเสนอเพลงเครื่องเป่าเกือบสิบเพลง แต่เวลาเล่นสดกลับไม่มีเครื่องเป่าเลย แล้วคนฟังที่ไหนเขาจะจำภาพวง Soul After Six อย่างที่เราอยากให้เป็นได้ ซึ่งผมเห็นด้วยเลย” ปึ่งเท้าความ

ในที่สุดจึงต้องหันไปใช้วิธีเปิด Backing Track แทนการเล่นดนตรีสดๆ ซึ่งนี่เป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาจำไม่ลืมเลย โดยเฉพาะตอนที่ไปแสดงในลานสเก็ตที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหามากมาย

“ตอนนั้นพี่ปึ่งกับปิงปองมีสแตนด์เล็กๆ ส่วนผมไม่ได้เล่นอะไร แต่รู้ว่าทั้งคู่ต้องมีปัญหาแน่ เพราะลานสเก็ตเสียงมันก้องมาก แล้วยังดีเลย์ด้วย ผมเลยออกไปยืนข้างหน้าเพื่อเคาะจังหวะ ให้เขาดูจังหวะจากผม ไม่อย่างนั้นพอเปิดเพลงปุ๊บ เขาจะร้องไม่ได้เลย เพราะสิ่งที่ต้องร้อง มันเลยไปแล้ว คือเขาจะได้ยินเสียงที่เอคโคจากกำแพงกลับมาแทน

“สำหรับผม นี่เป็นความรู้สึกที่แย่สุดๆ เพราะส่วนตัวแล้วผมมีความคาดหวังค่อนข้างสูง ความฝันตั้งแต่เด็กของผมคือนักดนตรี ผมดูวงแบบพี่ป้อม ดูไมโคร เขาอยู่บนเวที เล่นดนตรีมีคนดู แล้วโคตรดี โคตรเท่เลย ผมเลยวาดฝันว่าชุดแรก เราจะได้ขึ้นเวทีแบบนั้นบ้าง แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันไม่เกิดขึ้นเลย” บิ๊กย้อนภาพความทรงจำ

25 ปี Soul After Six จังหวะชีวิตของเจ้าของบทเพลงก้อนหินละเมอ

แม้ภายหลัง Soul After Six จะสามารถคว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวทีสีสันอะวอร์ดส์ คือ ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และเพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม มาครองได้ แต่ปัญหาต่างๆ ยังคงสะสมเรื่อยมา แถมยอดขายเทปก็คืบคลานไปอย่างเชื่องช้า เพลงที่คนฟังพอรู้จักมีเพียง ‘รู้’ แค่เพลงเดียว แถมยังอยู่ในวงแคบๆ อีกต่างหาก 

หลังผ่านมาได้ราวครึ่งปี ตามสัญญาทั้งสามคนต้องเริ่มต้นทำอัลบั้มชุดต่อไป ซึ่งตอนนั้นปิงปองเขียนเพลงใหม่บ้างแล้ว เช่น จังหวะชีวิต และ เห็นฉันไหม? ทว่าปึ่งในฐานะพี่ใหญ่เห็นว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมมีแต่ผลเสีย ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเข้าพบสุกี้ที่บริษัท เพื่อยุติสัญญาของวงที่ยังเหลืออีก 2 ชุดไว้ก่อน

“ผมยอมรับว่าท้อ แต่เราต้องกลับมาเรียนรู้และหาตำแหน่งของวงให้ได้ ตอนนั้นผมพูดตามตรงว่า เรื่องยอดขายทางค่ายอาจไม่แฮปปี้เท่าไหร่ แต่อีกอย่างที่ผมเป็นห่วงมากกว่าคือ การนำเสนอ ซึ่งการไป Backing Track ตลอด ผมว่าไม่เวิร์ก และต่อไปจะกลายเป็นภาพจำ ที่ผ่านมาเราพยายามแก้ปัญหาอยู่ตลอด แต่การหาแบ็กอัปอย่างน้อยหกคนกับเพลงแบบนี้ก็ยากมาก แล้วถ้าปีหน้าผมมาเริ่มชุดที่สอง โดยที่ปัญหายังอยู่ ก็คงต้องวนกันอยู่ในอ่างเรื่อยไป ณ วันนี้วงไม่ได้มีปัญหากับค่าย ค่ายเองก็ไม่ได้โกรธวง แต่ถ้าออกชุดสองแล้วยังเป็นแบบนี้คงมีเคืองกันแน่ๆ ผมเองเห็นว่าค่ายกับเราเป็นพี่เป็นน้องกัน จึงไม่อยากไปให้ถึงจุดนั้น คือคุยกันด้วยความเข้าใจ”

ในการเลิกสัญญาครั้งนั้น สุกี้มีเงื่อนไขง่ายๆ ว่า ภายใน 3 ปีต้องไม่มี Soul After Six ไปปรากฏตัวอยู่ที่ไหน ซึ่งพวกเขาเห็นด้วย เพราะนั่นคือกรอบเวลาดั้งเดิมที่เคยตกลงกันไว้ อีกทั้งช่วงนั้นสมาชิกแต่ละคนเริ่มมีภารกิจอื่นเข้ามา เช่น ปึ่งทำงานประจำ ปิงปองใกล้เรียนจบ ส่วนบิ๊กรับงานแสดงละครบ้างแล้ว

แม้เสียใจที่ต้องหยุดพัก แต่พวกเขาก็ไม่เคยคิดเลิกรากับดนตรีเลย ปึ่งกับปิงปองยังคงแต่งเพลงเก็บไว้ และยังชวนบิ๊กมาซ้อมกันเหมือนปกติ เสมือนรอให้ทุกอย่างพร้อมและลงตัว เพื่อจะได้กลับมาฟอร์มวง Soul After Six อีกครั้ง

03

อีกทีได้ไหม

ในช่วงที่ทุกอย่างเงียบสงบ มีเหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้นกับผลงานของ Soul After Six เมื่อ ธีร์ ไชยเดช นำเพลง รักแล้ว กับ ก้อนหินละเมอ ไปคัฟเวอร์ในอัลบั้ม Bakery Love 3 ด้วยเสียงกีตาร์ที่มีเสน่ห์ บวกกับเนื้อหาการเปรียบเทียบที่ไม่เหมือนใคร ส่งผลให้เพลงที่เคยอยู่นอกสายตาอย่าง ก้อนหินละเมอ โด่งดังทันที

“พี่โอ๋ทำออกมาเพราะมาก สมบูรณ์แบบมากๆ” บิ๊กจำความรู้สึกแรกที่ได้ยิน ก้อนหินละเมอ เวอร์ชันอะคูสติกได้ดี

“ผมคิดมาตลอดว่าทำไมถึงดัง จนมาตกผลึกว่า อาจเป็นเพราะเพลงของเราที่เป็นฟูลแบนด์ไม่สามารถไปเล่นที่ไหนได้ แต่พอเป็นกีตาร์ตัวเดียว มันง่ายมากที่ไปถึงทุกคน เล่นในสวนอาหารก็ได้ ในผับกลางคืนก็ได้” ปิงปองวิเคราะห์

แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ความสำเร็จของ ก้อนหินละเมอ ฉบับธีร์ ไชยเดช ได้ผลักให้เวอร์ชันออริจินอล ซึ่งไม่เคยได้รับการโปรโมตมาก่อน ถูกนำมาเปิดในสถานีวิทยุต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และค่อยๆ แทรกซึมไปในหมู่คนฟัง จนกลายเป็นเพลงฮิตที่โด่งดังข้ามกาลเวลามาตลอด 20 กว่าปี

“ตอนนั้นรู้สึกดีใจ แปลกใจด้วย เพราะถึงอยู่ในตัดสองของการโปรโมต แต่เหมือนเป็นติ่งห้อยท้ายไป เพลงที่ตั้งใจโปรโมตตอนนั้น คือ รอ…คงเพียงพอ เพลงนี้เลยไม่มีใครรู้จัก แต่ตอนหลังผมมาคุยกับพี่ๆ ดีเจ เขาบอกว่าปึ่งรู้ไหม ในกลุ่มดีเจเขาเปิด ก้อนหินละเมอ เพราะว่าชอบกันเอง” ปึ่งเล่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Soul After Six กลับมาเป็นที่รู้จัก

อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไม่เคยมองว่า ความดังของเพลง ก้อนหินละเมอ จะมีอิทธิพลหรือสร้างแรงกดดันใดๆ ต่อการทำงาน เพราะว่าตอนที่เพลงนี้ได้รับความนิยมเป็นช่วงที่วงหยุดพักไปแล้ว โดยระหว่างนั้นทั้งสามยังสนุกกับการเล่นดนตรีในบ้าน แต่งเพลงกันเอง แลกเปลี่ยนซีดีกันฟัง เหมือนย้อนเวลากลับไปช่วงก่อนอัลบั้มแรก

กระทั่ง พ.ศ. 2545 เมื่อรู้สึกว่าพร้อมแล้ว จึงตัดสินใจเข้าไปคุยกับ Bakery Music เพื่อเริ่มต้นผลงานชุดใหม่

การทำงานรอบนี้ ทั้งสามคนพยายามอุดช่องว่างที่เคยเป็นปัญหาให้หมด ตั้งแต่การเซ็นสัญญา จากเดิมที่เคยเซ็นกัน 3 ชุดก็เหลือเพียงชุดเดียว หรือเรื่องการแสดงสด ซึ่งถือว่าโชคดีเพราะตอนอัดเสียงทีมเครื่องเป่า Marat มือแซกโซโฟนพา อ้น-ชยันต์ แก้วแบน มือทรอมโบน มาอัดแทนคนเดิมที่กลับรัสเซียไปแล้ว เลยฝากอ้นช่วยฟอร์มทีมเครื่องเป่าคนไทยเพื่อรองรับงานคอนเสิร์ตต่างๆ ด้วย

ส่วนในแง่การผลิต ถึงแม้ความสดใหม่อาจเทียบกับชุดแรกไม่ได้ แต่ในแง่ความตั้งใจและความพิถีพิถันต้องถือว่าไม่เป็นรองเลย โดยตอนนั้นปิงปองเริ่มนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยทำเพลงบ้างแล้ว จึงสามารถทดลอง ปรับรายละเอียดต่างๆ ได้ตลอดเวลา จนกว่าจะถูกใจที่สุด แล้วค่อยบันทึกเสียงจริง

“ชุดนี้เราขึ้นเดโมในคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่างจากชุดแรกเราที่ต้องจำทุกอย่างไว้ในหัว แล้วถึงเข้าไปทำเดโมในห้องอัด เพราะฉะนั้น มันเลยเหมือนถูกบ่มมาเรื่อยๆ ถ้ายังไม่พอใจก็ลบ ทำใหม่ได้ ดังนั้นผมจึงชอบการอะเรนจ์เมนต์ชุดสองมากกว่าชุดแรก อย่างชุดหนึ่ง ผมยังอยากกลับไปเติมนู่นเติมนี่ แต่พอเป็นชุดสอง ถ้าย้อนกลับไป คงไม่เพิ่มอะไร เพราะถือว่าลงตัวที่สุดแล้ว” ปิงปองอธิบาย

สำหรับพวกเขาแล้ว หลักคิดสำคัญ คือ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะไม่มีทางรู้เลยว่า นี่จะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายหรือเปล่า โดยตอนนั้น Soul After Six มีเวลาในห้องอัดเพียงเดือนเดียว จึงต้องวางแผนทุกอย่างให้รัดกุม ตั้งแต่การเรียบเรียงเสียงประสานที่ต้องทำให้เรียบร้อย ไม่มีการมานั่งแก้เพลงหน้างาน หรือนักดนตรีก็ต้องคิดไว้ก่อนว่าอยากได้ใคร ไม่มีการเปลี่ยนกลางคัน ซึ่งอัลบั้มนี้เขายังได้เชิญนักดนตรีระดับอาจารย์มาช่วยหลายคน เช่น อั๋น-ปธัยวัฒน์ มาช่วยเล่นออร์แกน หรือ สู-สันต์ชัย กุศลพิศาลสุทธ์ มาช่วยอัดกลอง และยังได้มือกีตาร์ฝีมือเยี่ยมถึง 7 คนมาช่วยบันทึกเสียง

“คำพูดหนึ่งที่พี่สุกี้เคยบอก คือ Maximize in Minimum ทุกอย่างมีข้อจำกัดหมด แต่ว่าคุณไปสุดแล้วในทุกๆ ด้านหรือยัง ถ้าคุณไปสุดแล้ว พอมองย้อนกลับมา คุณจะไม่เสียใจอะไรเลย ซึ่งผมเชื่อว่า ที่ผ่านมา เราทำเต็มที่ ไม่ว่าจะเจอข้อจำกัดใดๆ ทั้งทางสมอง งบประมาณ หรือเวลา” ปึ่งฉายภาพการทำงาน

เพราะฉะนั้น การกลับมาครั้งนี้จึงค่อนข้างสมบูรณ์แบบ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ทาง Bakery Music นำอัลบั้มแรกซึ่งหมดจากท้องตลาดไปแล้ว มาผลิตซ้ำพร้อมเพิ่มเพลงเวอร์ชันรีมิกซ์อีก 2 เพลง พอเดือนถัดมาก็ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 The Rhythm โดยมีเพลง เห็นฉันไหม? เป็นตัวนำร่อง

“ตอนนั้นทางค่ายใช้สูตรโปรโมตว่า เห็นฉันไหม? เป็นเพลงที่ขึ้นเบสเหมือนกับ ก้อนหินละเมอ ซึ่งมันช่วยรีเฟอร์อะไรหลายๆ อย่างของผู้ฟังเกี่ยวกับ Soul After Six แล้วส่วนตัวเพลงนี้ค่อนข้างเข้าถึงง่าย สอดคล้องกับโปรดักต์ของวง และนี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเขาถึงทำเอ็มวีเพลงนี้ออกมา” ปึ่งย้อนเวลาไปเมื่อ 19 ปีก่อน

ครั้งนั้น พวกเขาได้กลับมาทำในสิ่งที่ไม่ได้ทำตอนออกอัลบั้มแรก ทั้งการเล่นแคมปัสตามมหาวิทยาลัย เดินสายให้สัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร และเว็บไซต์ ก่อนปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตใหญ่ One in a million with Soul After Six ในวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน

แม้สุดท้ายเพลงใน The Rhythm อาจไม่โด่งดังถึงขั้น ก้อนหินละเมอ แต่ก็ถือว่าน่าพอใจมาก

อย่างเพลง เห็นฉันไหม? ก็ขึ้นชาร์ตอันดับต้นๆ ของสถานีวิทยุหลายคลื่น หรือ วันของเรา กลายเป็นเพลงที่ถูกเปิดในงานแต่งงานอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่สำคัญคือ Soul After Six เริ่มมีกลุ่มแฟนเพลงที่คอยติดตามบ้างแล้ว มีเด็กรุ่นใหม่นำผลงานจากทั้งสองอัลบั้มไปแกะเพื่อเข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ตลอดจนมีวงดนตรีรุ่นน้องหลายวงที่ยกให้พวกเขาเป็นแรงบันดาลใจ

“วงแรกๆ ที่ผมนึกออกเลยคือ ETC ตอนนั้นเขายังไม่ทำอัลบั้มเลย จำได้ว่า มินท์ (ปรชญา รามโยธิน-มือเบสวง ETC) เข้ามาถามผมว่า ท่อนนี้โน้ตตัวสุดท้ายที่พี่เล่น คือตัวนี้ใช่ไหมครับ ซึ่งมินท์เขาใช้ภาษาดนตรี ผมนึกในใจ แย่แล้ว กูจะตอบยังไง เพราะเราเล่นตามฟีลแล้วบังเอิญมันโดนพอดี ผมเลยบอกไปว่า พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน คือพอพี่กดไปตรงนี้ แล้วรู้สึกว่ามันดี ก็เลยใช้” บิ๊กเล่าเหตุการณ์พร้อมเสียงหัวเราะ 

04

จังหวะชีวิต

หลังปล่อยอัลบั้มที่ 2 ได้ราวปีเศษ Soul After Six ทำเซอร์ไพรส์ให้แฟนเพลง ด้วยการออกผลงานใหม่ที่ชื่อ Mellow Mood อัลบั้มคัฟเวอร์ที่รวบรวมเพลงที่ทั้งสามคนชื่นชอบและผูกพัน

จุดเริ่มต้นของอัลบั้มนี้มาจากช่วงนั้น ปึ่งกับสุกี้เดินทางไปร่วมงาน MTV Asia Awards ที่สิงคโปร์ แล้วสุกี้ก็ถามถึงผลงานชุดใหม่ ซึ่งเขาตอบไปว่า ยังไม่ได้คิดเลย เพราะว่าลำพังชุดที่ 2 ยังต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี แต่หากเปลี่ยนเป็นอัลบั้มเพลงคัฟเวอร์ Soul After Six สามารถทำได้ทันที เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยทดลองนำเพลงที่ชอบมาแสดงสดในรายการที่ว่าการดนตรี ทาง FaT Radio ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีพอสมควร

“ตอนที่ผมเสนอเรื่องอัลบั้มคัฟเวอร์ พี่สุกี้บอกว่ามันยากนะ เพราะตามทฤษฎีของเขาต้องเอาเพลงดังมาเล่นถึงขายได้ ผมเลยบอกว่า เท่าที่เห็นศิลปินฝรั่งหลายคน บางทีไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงฮิตแบบล้านตลับก็ได้ เพราะแบบนั้นขอลิขสิทธิ์ยากมาก แต่ถ้าคุณเอาเพลงที่มีคุณค่ามารีอะเรนจ์ให้ดี ตามแบบที่คุณเป็น ผมเชื่อว่าไม่เจ๊ง พอพูดเสร็จ พี่สุกี้ถามเดี๋ยวนั้นเลยบัดเจตเท่าไหร่ ผมก็ตอบเดี๋ยวนั้นเลย เท่านี้ครับ เอาไหม พี่สุกี้บอกว่าเอา มาลองกัน”

หลังกลับมาถึงเมืองไทย ปึ่งจึงชวนบิ๊กกับปิงปองมาช่วยกันคัดเลือกเพลงจนเหลือประมาณ 20 เพลง เพลงส่วนใหญ่ เช่น รักเก่าๆ, สัญญา หรือ ยังไม่ชิน เป็นเพลงที่พวกเขาเล่นสนุกๆ กันมานานหลายสิบปี หรือบางเพลง เช่น คำตอบ ของ Yokee Playboy ถือเป็นเพลงที่ปิงปองประทับใจส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกเพลงจะถูกนำมาใช้ได้ เพราะติดลิขสิทธิ์บ้าง หรือหาเจ้าของเพลงไม่เจอบ้าง แต่มีอีกไม่น้อยที่ต้องใช้เวลาพักหนึ่งถึงได้รับการอนุญาต เช่น เพลง สัญญา ซึ่งเวอร์ชันต้นฉบับเป็นของ บ่น-อนุชิต จุรีเกษ อดีตผู้ประกาศข่าวคนดัง ครั้งนั้นปึ่งถึงขั้นต้องขอนัดพบศิลปินในดวงใจเป็นการส่วนตัวเลยทีเดียว

“ตอนขอนัดพบ ผมเกร็งมาก เจอกันที่ร้านกาแฟแถวสยาม เราก็เตรียมซีดีสองชุดไปให้ ซึ่งตอนแรกพี่บ่นไม่รู้จักเราเลย ไม่เคยฟังด้วย เราก็เล่าให้แกฟังว่าชอบเพลง สัญญา มาก อยากขออนุญาตนำไปทำ แกเลยถามว่าอยากทำเป็นแบบไหน คุยกันไม่เกินสิบนาที พี่บ่นเลยบอกว่าขอไปฟังอัลบั้มของเราก่อน แล้วค่อยให้คำตอบ ผ่านไปอีกวันสองวัน พี่บ่นโทรกลับมาหาผม บอกว่าฟังแล้ว ชอบสองอัลบั้มนี้มาก น้องเอาเพลง สัญญา ไปทำเลย”

หลักคิดในการทำอัลบั้มคัฟเวอร์ของ Soul After Six ไม่ต่างจากอัลบั้มหลักเลย เพราะยังคงความเข้มข้นเหมือนเช่นเดิม แต่สิ่งที่ท้าทายกว่า คือทำอย่างไรให้แตกต่างและหลากหลาย โดยที่ยังคงรักษาคุณค่าของเพลงต้นฉบับไว้ด้วย ซึ่งหลายเพลงใช้วิธีบิดเมโลดี้ ปรับจังหวะใหม่ เช่น หากคิดจะรักก็รัก ของอิทธิ พลางกูร ซึ่งเดิมเป็นเพลงช้าก็ปรับให้เป็นเพลงเร็ว ตลอดจนเพิ่มรายละเอียด อย่างเครื่องเป่าหรือซาวนด์ประกอบเข้าไปเพื่อให้เพลงมีสีสันขึ้น

“สำหรับพวกเราออริจินอลต้องดีที่สุด อัลบั้มนี้จึงไม่ใช่การทำแข่งกับต้นฉบับ ซึ่งความจริง เรากลัวทำเพลงเขาเสียเหมือนกันนะ เพราะหลายเพลงชอบมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นนึกอยู่ว่าจะเรียบเรียงยังไง อย่างบางเพลงไม่มีบราสเซ็กชัน ก็ต้องมานั่งคิดว่า หลุมนี้เอาอะไรหยอดดี พยายามเลือกเสียงมาใส่ เช่น เสียงเบลล์ เสียงกรุ๊งกริ๊งๆ หรือบางทีก็เว้นไว้ แล้วไปบอกมือกีตาร์ว่า หาลูกอะไรมาอุดตรงนี้หน่อย” ปิงปองอธิบาย

Mellow Mood เน้นเพลงเบาๆ ฟังสบายๆ สำหรับหลายคนถือเป็นอัลบั้มที่ฟังเพลิน ติดหู เหมาะกับเวลาขับรถไปต่างจังหวัด จึงไม่แปลกที่เข้าถึงผู้คนในวงกว้างมาก โดยเฉพาะ รักเก่าๆ เพลงเปิดอัลบั้มนั้นติดชาร์ตอยู่นานนับเดือน จนกลายเป็นอัลบั้มที่มียอดจำหน่ายมากที่สุด และนำไปสู่การแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 2 Maximize Mellow Moments with Soul After Six เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งครั้งนั้น Soul After Six ได้เชิญศิลปินต้นฉบับมาร่วมแสดงด้วย ซึ่งหลายๆ คนห่างหายจากเวทีไปนานนับสิบปี

อย่างไรก็ตาม หลังผลงานชุดที่ 3 วางแผงได้ไม่นาน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน Bakery Music เนื่องจากผู้บริหารตัดสินใจลาออกจากค่ายที่ตัวเองก่อตั้ง พวกเขาจึงถือโอกาสหยุดพักด้วยเช่นกัน

“ความจริงเราทราบล่วงหน้าไม่กี่เดือน แล้วตอนนั้นรู้แค่ว่ามีคอนเสิร์ต B-Day เป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนจบ Bakery Music พอเล่นเสร็จ เราก็แยกย้ายไปทำงานของแต่ละคน” ปึ่งฉายภาพวันวาน

“อีกอย่าง ตอนนั้นเราไม่มีเพลงใหม่ในมือด้วย คือไม่ได้เชิงว่าตันนะ แต่เราไม่ได้มานั่งทำเป็นหลักเหมือนก่อน ซึ่งพอไม่มีคำว่าต้องทำอัลบั้มมาบังคับเรา เลยไม่ได้ทำอะไรต่อเลย” ปิงปองกล่าวสรุป

05

คงรักตลอดไป

หลังหยุดพักไปนานถึง 4 ปีเต็ม เมื่อ พ.ศ. 2551 ทั้งสามคนจึงเริ่มกลับมาฟอร์มวงกันอีกครั้ง

“ตอนนั้นไม่มีเพลงใหม่นะ แต่พี่ๆ นักดนตรีอย่างพี่อั๋น เขาอยากกลับมาซ้อม เลยชวนให้มารวมตัวกัน แล้วก็มีพนักงานเก่าของ Bakery Music มาช่วยขายงานให้วง จำได้ว่าเราเล่นคอนเสิร์ตในกรุงเทพฯ โคราช อุบลฯ” ปิงปองเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการกลับมา

หลังเดินสายแสดงคอนเสิร์ตอยู่ 4 ปีเต็ม ก็เป็นพี่ๆ นักดนตรีอีกเช่นเคย ที่ช่วยกันยุให้ทั้งสามคน กลับมาทำเพลงใหม่ ปิงปองจึงนำเพลงที่เขียนไว้นานหลายปี อย่าง ‘เวลา’ มาผลิตเป็นซิงเกิลแรก ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง ยืนยันได้จากยอดรับชมใน YouTube ซึ่งทะลุล้านครั้งไปแล้ว

ในฐานะศิลปินอิสระ Soul After Six ออกซิงเกิลมาแล้วทั้งหมด 5 เพลง คือ เวลา, คนละทางเดียวกัน, กลัว, ลำพัง และ ในฝัน และมีคอนเสิร์ตใหญ่ 1 หน คือ ความทรงจำของก้อนหิน..! เมื่อวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ทว่าสมาชิกทั้งสามก็บอกว่า ยังไม่มีแผนทำอัลบั้มใหม่เลย เพราะการทำอัลบั้มแต่ละชุดต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ ค่อนข้างมาก ทั้งการกำหนดโทนสีและทิศทางของอัลบั้ม หรือแนวเพลงที่หลากหลายแต่ยังต้องกลมกลืนกันด้วย ซึ่งคงไม่ใช่แค่การนำซิงเกิลทั้งหมดมารวมกันอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แม้ Soul After Six จะไม่ใช่วงดนตรีที่โด่งดังอะไร แต่อย่างน้อยๆ การได้กลับมาเล่นดนตรีด้วยกัน ได้เจอแฟนเพลงที่ติดตามมายาวนาน และได้ทราบว่างานของตัวเองนั้นมีอิทธิพลกับคนรุ่นหลังอย่างไร เช่น นักเรียนดนตรีหลายคนยังขวนขวายหาอัลบั้มทั้ง 3 ชุดมาฟัง หรือนำเพลงไปใช้ประกวด ส่งข้อความมาสอบถามเทคนิคต่างๆ ตลอดจนใช้เพลง ก้อนหินละเมอ หัดเล่นเบส เพียงแค่นี้ก็มีความหมายต่อพวกเขามากแล้ว

“สำหรับเราสามคน Soul After Six เป็นสิ่งที่รักแต่ไม่ใช่สิ่งที่เลี้ยงดูชีวิต เหตุผลที่เรายังทำกันอยู่ เพราะเรามีความสุข เราผ่านการตกผลึกมาเยอะ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความทุกข์ ความสุข ความไม่เข้าใจ ความท้อถอย เราจึงไม่ยึดติดอะไร เราคิดว่าแค่ทำให้ดีที่สุด ตามความสามารถตามกำลังที่มี หลังจากนั้นถ้าทำออกไปแล้วยังมีคนฟัง คนรุ่นเรายังชื่นชอบ คนรุ่นหลังกลับมาติดตาม แค่นี้ก็ถือว่าเป็นโบนัสแล้ว” ปึ่งอธิบาย

“แม้เราไม่ได้มีแผนสำหรับ Soul After Six แต่ตราบใดที่เรายังทำเพลงด้วยความสุข ผมเชื่อว่าเดี๋ยวแผนจะตามมาเอง เพราะตอนนี้ปิงปองเองก็ทำเพลงเก็บไว้หลายเพลง แต่กลับกันถ้าทำแล้วต้องมาทุกข์ใจว่า เพลงจะดังไหม มีงานไปต่อยอดหรือเปล่า แบบนั้นไม่ทำดีกว่า แต่ถ้าเป็นวันนี้ ผมบอกได้เลยว่า ยังไงก็ทำต่อ เพราะทำแล้ว ผมรู้สึกว่าชีวิตได้เต็มเติม ความฝันของผมตั้งแต่เด็กคือ นักดนตรี ไม่ใช่ดาราหรือนักแสดง การได้ชื่อว่า บิ๊ก Soul After Six จึงมีความหมายมาก แม้เราไม่มีอัลบั้มใหม่ มีแต่ซิงเกิล แต่ผมเชื่อมั่นว่า เราคงทำกันต่อไปจนกว่าจะหมดแรง” บิ๊กกล่าวบ้าง

“Soul After Six เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก เป็นงานอดิเรกที่ผมโคตรจริงจังกับมันเลย แล้วทุกวันนี้เวลาเบื่อๆ เซ็งๆ ผมจะใช้วิธีเปิดเข้าไปฟังเพลงตัวเองใน YouTube ไปนั่งอ่านคอมเมนต์ ซึ่งมีทั้งชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ถือเป็นสิทธิ์ของคนฟัง แต่เรากลับรู้สึกอุ่นใจ พอฟังแล้วก็นึกว่าตอนนั้นทำอะไรอยู่ เพราะสำหรับผมแล้ว การทำเพลงนั้นเป็นอะไรที่มากกว่าการทำงาน เป็นเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา” ปิงปองสรุปทิ้งท้าย

และนี่คือเรื่องราวของมิตรภาพ และความผูกพันของวงดนตรีเล็กๆ หนึ่งในผู้บุกเบิกเพลงโซลของเมืองไทย ที่ยังคงหยัดยืนและอยากสร้างผลงานที่เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้ฟังแบบนี้เรื่อยๆ ไป 

ขอบคุณภาพประกอบจากวง Soul After Six

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load