ปลายสายของเราวันนี้คือ มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร

“หนูอาจจะพูดไม่รู้เรื่องบ้างนะคะ อยู่บ้านมานานเป็นเดือนแล้วไม่ได้คุยกับใครเลย” เธอรีบออกตัวไปพลาง ขณะที่เรามัวแต่วุ่นวายจัดแจงอุปกรณ์ไอทีสำหรับวิดีโอคอล

เราไม่ได้เจอมินนี่ตัวเป็นๆ เพราะสถานการณ์โรคระบาดตัวร้ายบังคับให้ต้องห่างกันเพื่อความปลอดภัย แต่โชคดีที่ยังมีเทคโนโลยีคอยอำนวยความสะดวกให้บทสนทนาวันนี้เกิดขึ้นมาได้ แม้ขรุขระอยู่บ้าง แต่ออกรสออกชาติไม่แพ้การนั่งลงล้อมวงคุยอย่างปรกติ

มินนี่ ภัณฑิรา จากกระสือสาว สู่ไอดอลรักเรียนสุดดาร์กในเด็กใหม่ ซีซั่น 2

มินนี่โด่งดังชั่วข้ามคืนจากบทกระสือสาย ใน แสงกระสือ ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต เมื่อ พ.ศ. 2562 หลังจากตระเวนแคสต์โฆษณาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปลาย กระทั่งไปประกวด Young Model 2015 อย่างไม่ตั้งใจ จับพลัดจับผลูได้ตำแหน่งรองชนะเลิศและเซ็นสัญญากับช่อง 7HD จึงไม่แปลกใจถ้าใครหลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอผ่านละครเรื่อง บ้านปั้นดาว (2561) ปิศาจหรรษา (2562) หรือล่าสุด มธุรสโลกันตร์ ซึ่งออกอากาศปีก่อนด้วยเรตติ้งสูงลิ่ว

เธอคือดาราสาวรุ่นใหม่ผู้น่าจับตามอง-ข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้

และคงต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะล่าสุดมินนี่ได้รับบทบาทแสนท้าทายอย่าง ‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเธอตีบทนี้จนแตกกระจุย

เจ้าตัวเผยว่าคาแรกเตอร์ไอดอลด้านการเรียนหัวขบถ ผู้ต้องการละทิ้งชีวิตในกรอบสี่เหลี่ยม หันเหสู่หนทางด้านมืด คือขั้วตรงข้ามกับตัวตนของเธออย่างสุดโต่งนั้นท้าทายความสามารถของเธอ

มินนี่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุจริงอยู่ไม่น้อย มองทุกอย่างเป็นเหตุผลตามโลกความเป็นจริง เข้าใจชีวิตและมนุษย์อย่างถ่องแท้ แต่ในมุมตลกขี้เล่น ก็ยังรักษาความแจ่มใส เสน่ห์แห่งวัยเยาว์เอาไว้ได้อย่างไม่บกพร่อง

บทสนทนาต่อไปนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเธออย่างเป็นทางการผ่าน 5 แง่มุมใหม่ ตั้งแต่การเป็น (อดีต) เด็กหน้าใหม่ หลุมรักครั้งใหม่ การหมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ ซีรีส์เรื่องใหม่ ไปจนถึงการวางอนาคตตัวเองแบบใหม่

ขอเชิญไปทำความรู้จักเด็กใหม่คนนี้ได้เลย

มินนี่ ภัณฑิรา จากกระสือสาว สู่ไอดอลรักเรียนสุดดาร์กในเด็กใหม่ ซีซั่น 2

(อดีต) เด็กใหม่

มินนี่ไม่ใช่นักแสดงเด็กใหม่ เพราะเธอเข้าสู่วงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก

(อดีต) เด็กใหม่ในวัย 21 ปีคนนี้ ไม่เหมือนกับคนวัย 21 ที่เราเคยรู้จักมาก่อน เพราะประสบการณ์ที่เจ้าตัวสั่งสมมามากมาย สอนให้นักแสดงสาวคนนี้เติบโตกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก เรียนรู้ที่จะมองคนด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้

อาชีพในฝันของเด็กหญิงมินนี่คืออะไร

เหมือนเด็กส่วนใหญ่เลยคือ อยากเป็นทันตแพทย์ เพราะเคยค้นข้อมูลมาว่าอาชีพนี้ทำงานเป็นเวลามากกว่าหมอในโรงพยาบาล รายได้สมน้ำสมเนื้อกับความเหนื่อย และมากพอจะเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ 

พอโตมาหน่อยเปลี่ยนเป็นหมอผิวหนัง ถึงเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต แทนที่จะเรียนสายศิลป์ ทั้งๆ ที่เข้าวงการมาตั้งแต่เด็ก

เด็กแค่ไหนกันเชียว

ตั้งแต่ยังเดินไม่ได้เลย (หัวเราะ) คุณแม่เป็นนางเอกเอ็มวีให้ ลุงแจ้ (ดนุพล แก้วกาญจน์) จึงอยากดันให้เราเข้าวงการ พาไปแคสต์บททารกคลานในโฆษณาน้ำยาล้างจานกับ ลุงโน่ (นีโน่-เมทนี บุรณศิริ) ปรากฏว่าแคสต์ผ่าน แต่พอออกกองจริงกลับร้องไห้แยจนทีมงานต้องใช้คนอื่นแทน หนูเลยอดออกทีวีเลย น่าเสียดาย

เราเดินสายแคสต์โฆษณามาตลอด เรียกได้ว่าสัมผัสชีวิตฟรีแลนซ์ตั้งแต่เด็ก ที่เริ่มแคสต์งานโฆษณาผ่านบ่อยมากขึ้นคือช่วงนี้

แต่ตำแหน่งรองชนะเลิศเวที Young Model 2015 ก็การันตีว่ามินนี่มีของนะ

ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจประกวดเลย ไปช่วยแต่งหน้าให้รุ่นน้องเฉยๆ เขามาคนเดียว เราเลยสมัครเป็นเพื่อน คิดแค่ว่าไม่เสียหายอะไร และในชีวิตไม่น่าจะได้ทำอีกแล้ว พอประกวดเสร็จถึงรู้ว่าตัวเองไม่ชอบการแข่งขันแบบนี้เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยมินก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น มีสังคมกว้างขึ้นนอกจากเพื่อนในโรงเรียน ได้เรียนรู้เรื่องมารยาทการเข้าสังคมและการวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ประสบการณ์การทำงานตั้งแต่เด็กทำให้มินนี่โตกว่าเพื่อนวัยเดียวกันไหม

ประมาณหนึ่งเลยแหละ การได้เจอโลกกว้างแต่เด็กสอนให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น เช่น ธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่ตัดสินใครหรือเกลียดใครโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเขา แต่จะไตร่ตรองดูให้ดีว่าแต่ละคนเป็นแบบนี้เพราะอะไรหล่อหลอมเขาขึ้นมา การเลี้ยงดูจากครอบครัว สังคมเพื่อน หรือสภาพแวดล้อม เพราะเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลส่วนตัวรองรับการกระทำเสมอ

แต่ก็น่าเสียดายวัยเด็กอันแสนสนุกเนอะ

ตอนที่ติดเพื่อนมากๆ ก็แอบคิดบ้างนะว่าทำไมต้องมานั่งทำงานแบบนี้ แต่พอผ่านมาถึงตกตะกอนได้ ว่าสุดท้ายก็เรียนไปเพื่อทำงานอยู่ดี มองเป็นโชคดีมากกว่าที่พาตัวเองมาเจอโอกาสมากมาย เริ่มเร็วกว่ายิ่งได้เปรียบกว่า แถมเจอกลุ่มเพื่อนซึ่งรักและเข้าใจเรา เลยไม่รู้สึกเสียดายเท่าไหร่เพราะไม่มีอะไรตกหล่นไประหว่างทางมากมาย

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

หลุมรักครั้งใหม่

มินนี่ไม่ตกหลุมรักงานใดที่เธอเคยทำก่อนหน้าเลย จนกระทั่งได้เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต คล้ายตอนที่นางเอกปิ๊งพระเอกแล้วได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข ความรักครั้งนี้คอยเติมแรงไฟให้ (อดีต) นักแสดงหน้าใหม่คนนี้ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่สิ้นสงสัย และมีพลังเต็มเปี่ยมพร้อมสู้งานเสมอ ราวกับเพิ่งเข้าวงการเมื่อวาน

มินนี่เรียนการแสดงอย่างมวยวัดมาตลอด

ไม่เคยเรียนจริงจังเลย โรงเรียนสอนการแสดงของมินคือการไปแคสต์โฆษณา ประสบการณ์จากแต่ละครั้งให้เทคนิคแตกต่างกัน พอได้มาเล่นละครกับช่อง 7HD ถึงได้สัมผัสการแสดงอีกรูปแบบหนึ่ง

เคล็ดลับของมินคือการทำตัวเป็นฟองน้ำทุกครั้ง พื้นฐานเป็นคนชอบถามอยู่แล้ว เวลาเจอรุ่นใหญ่ก็จะซักจนสะอาด พี่จำบทอย่างไร พี่มีวิธีการตีความบทอย่างไร พยายามเรียนรู้จากคนมีประสบการณ์มากกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเวิร์กหรือเปล่า แต่ตอนนี้หน้ากล้องกลายเป็นเซฟโซนของมินไปแล้ว กลับกัน ถ้าต้องยืนพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนจะประหม่าทันที (หัวเราะ)

ไร้กระบวนท่า

วิธีนี้อาจได้เปรียบคนอื่นตรงที่ตีความบทได้อิสระมากกว่า กระโจนลงไปสู่ตัวละครนั้นเต็มตัวโดยไม่มีอะไรมาจำกัด ถ้าเรียนพื้นฐานมา ถึงจะมีตัวเลือกในหัวเยอะแยะไปหมด แต่จะติดอยู่กับกรอบทฤษฎีจนไม่กล้าก้าวออกมาทำอะไรใหม่ๆ

แต่เสียเปรียบตรงถ้าโตขึ้น ได้บทหนักเกินกว่าจินตนาการเองไหวก็ไม่รอด ถึงจุดหนึ่งจึงต้องเรียนเพื่อจัดแจงความรู้และทักษะในหัวให้เป็นระเบียบ ไม่อย่างนั้นจะทำงานลำบาก โชคดีที่มินได้ ครูร่ม (ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์) ครูคนแรกจากการเวิร์กช็อปตอนแสดงเรื่อง แสงกระสือ มาช่วยปรับให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น

ตอนนั้น ม.5 เองหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ตอนนั้น ม.ปลาย เอง ส่วนใหญ่เป็นนักแสดงสมทบ คราวนี้เราเป็นตัวดำเนินเรื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท้าทายและยากแค่ไหน มินเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่หมดทั้งบทและวิธีการทำงาน เป็นบุญที่ได้มีโอกาสเจอนักแสดงเก่งๆ อย่าง พี่โอบ (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) เวลาไปเวิร์คช็อป เขาทำการบ้านมาแทบจะหมดทั้งเล่ม ส่วนหนูเตรียมไปน้อยมาก บรรยากาศโดยรวมกดดันให้เราต้องพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว

ก้าวกระโดดเลยหรือเปล่า

ต้องก้าวกระโดดให้ทันคนอื่นเลยแหละค่ะ

แล้วเข้าใจคนเป็นกระสืออย่างไร

ในแง่บทคือต้องเปิดใจและเชื่อจริงๆ ห้ามปิดกั้นหรือคิดตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการแสดงใช้เทคนิคหลากหลายมาก อย่างการเคลื่อนไหวให้เหมือนกระสือถอดหัว ตอนเวิร์คช็อปก็นอนนิ่งๆ ครูมาดึงหัวกับตัวให้ค่อยๆ ห่างออกจากกัน มินต้องพยายามใช้กล้ามเนื้อจำให้ได้ว่าควรเคลื่อนไหวและรู้สึกอย่างไร หรือเทคนิคการจินตนาการถึงความเจ็บปวด ให้คิดถึงความรู้สึกเหมือนมีมีดมาแทงคอ มีเข็มมาปัก จากหนึ่งเล่ม ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พอเวิร์คช็อปหนักๆ วันถ่ายทำจึงชิลล์ไปเลย ยอมรับเลยว่าโคตรสนุก ตื่นเต้น และมีความสุขทุกครั้งที่ออกกอง

เหมือนมินนี่จะตกหลุมรักภาพยนตร์เลยนะ

ยอมรับเลยค่ะ (หัวเราะ) มินรักความสมจริงของภาพยนตร์ ในฐานะนักแสดง มันเหมือนเราสองคนคุยกันตามปกติโดยไม่ต้องกังวลอะไร แล้วตั้งกล้องบันทึกภาพเอาไว้ กลับกัน ถ้าเป็นละคร ต้องแสดงให้รับกับกล้องเสมอ รุ่นใหญ่หน่อยจะรู้ว่าต้องเริ่มแอคติ้งตอนไฟกล้องติดแล้วรับกับเขา ทำให้มีจังหวะไม่เป็นธรรมชาติอยู่

อีกอย่างคือวิธีการเล่าเรื่อง ละครจะเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา แต่ภาพยนตร์เล่าได้ตั้งแต่ตัวละครเพิ่งเห็น เพิ่งสัมผัส รู้สึกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อจุดประสงค์ของตัวเอง การที่คนดูเห็นภาพรวมทั้งหมดและเมจิกโมเมนต์ที่เกิดขึ้นในกองถ่ายอย่างแรนด้อมคือเสน่ห์มัดใจเลย

กับละครชอบอะไรมากกว่า

ก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาก็ชอบทั้งหมดนะคะ แต่การถ่ายทำละคร หนึ่งวันต้องรีบมากเพราะมีหลายซีน ซึ่งตัดโอกาสไม่ให้ตัวละครได้เล่าเรื่องได้เต็มที่ ภาพยนตร์จะมีเวลาต่อหนึ่งซีนเยอะกว่า ทำให้มินละเอียดกับบทและตัวละครในหน้าฉากได้มากกว่า

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

ความรู้ใหม่

รักแรกพบกับศาสตร์ภาพยนตร์คราวนั้นทำให้นักเรียนสายวิทย์-คณิต อย่างมินนี่ เบนเข็มเป็นเด็กฟิล์มอย่างเต็มตัวในระดับมหาวิทยาลัย จวบจนปัจจุบันก็เข้าสามปีเต็มที่มินนี่ได้ทดลองเรียนรู้งานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างสนุกสนาน

มินนี่เรียนฟิล์มเพราะภาพยนตร์เรื่อง แสงกระสือ

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเหตุผลใหญ่ๆ เลย ประสบการณ์จากการทำงานจริง เช่น การขึ้นเครนกลางดึกเพื่อจัดไฟ หรือการทำควายตายปลอมขึ้นมาทั้งตัว แล้วเอาปลาเค็มไปใส่ไว้ข้างในให้แมลงวันตอมจะได้สมจริง การใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ทำให้อยากลองเรียนรู้งานเบื้องหลังดูบ้าง ถึงรู้ดีว่าเหนื่อยโคตรแน่ๆ แต่ก็พร้อมค่ะ

พอตัดสินใจได้ก็ค้นข้อมูลว่ามีที่ไหนเน้นการลงมือทำมากกว่าเรียนเนื้อหาบ้าง มีอุปกรณ์พร้อม เลยเลือกมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะกล้องตัวละเป็นล้านก็กล้าให้นักศึกษาเบิกมาถ่ายงาน โชคดีที่หนูเอาผลงานเรื่อง แสงกระสือมาขอทุนคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ได้ แฮปปี้มากที่ได้เรียนตามฝันในที่ที่พร้อมสนับสนุนทุกอย่าง

สัมผัสทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังมาแล้ว คิดว่าถนัดเบื้องไหนกว่ากัน

ถนัดหน้ากล้องกว่าอยู่แล้ว แต่มินไม่ทิ้งเบื้องหลังนะ เพราะการทำงานเป็นทีมเราต้องประคับประคองให้ออกมาดีที่สุด แต่สุดท้ายเพื่อนก็ไล่ไปเป็นนักแสดงอยู่ดี (หัวเราะ)

มีครั้งหนึ่งเคยรับหน้าที่เป็นคนตีสเลต โอ้โห นี่มันศาสตร์แขนงใหม่ชัดๆ กดดันมาก เพราะถ้าตีไม่ทันก็ต้องมาตีตอนหลังใหม่ ขานใหม่ เสร็จแล้วก็จดว่าซีนไหนเอาเทคไหน ไม่เอาเทคไหนเพราะอะไร ตอนนี้ยังลืมไปแล้วเลยว่าต้องทำอย่างไร

การเรียนฟิล์มสอนอะไรให้มินนี่บ้าง

สอนให้รู้จักงานในกองถ่ายทุกอย่าง ทำให้ทำงานเบื้องหน้าได้ลึกซึ้งและเข้าอกเข้าใจทีมงานมากขึ้น เช่น พอจบซีนต้องรอย้ายไฟ ก็เข้าใจว่าการย้ายไฟยุ่งยากอย่างไร ไม่หงุดหงิดทีมงานเพราะช้า ตอนแสดง บางจังหวะก็รู้ว่าควรค่อยๆ ขยับตัวเพราะกล้องอาจไม่โฟกัสตาม บางซีนอารมณ์หนักๆ ก็พยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ให้นานกว่าเดิม เพื่อจะได้ต่อกับซีนถัดไปอย่างราบรื่น

แอคติ้งคือวิชาโปรดเลยล่ะสิ

อันดับหนึ่งเลย ถึงแม้เป็นพื้นฐานซึ่งเราเคยเรียนมาแล้ว แต่พอได้อยู่ในคลาสกับอาจารย์คนใหม่ กับเพื่อนชุดใหม่ ก็ได้รับบทเรียนแตกต่างออกไปจากเดิม เพราะประสบการณ์ส่วนตัวที่พวกเขาใช้ในการตีความบทไม่มีทางซ้ำกัน ทุกครั้งที่เรียนจะทำตัวเป็นแก้วเปล่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครเลย 

เขาว่าเด็กฟิล์มชอบดูหนังโคตรๆ นี่จริงไหม

จริงที่สุดเลยค่ะ ชอบมากแบบ ก ไก่ล้านตัว

งั้นขอหนึ่งเรื่องในดวงใจ

ไม่อ้างอิงกับอะไรเลยนะ ล่าสุดที่ดูแล้วประทับใจมากคือเรื่อง My Octopus Teacher เพิ่งได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมปีนี้ มินว้าวมากๆ ในแง่เนื้อหา เพราะเพิ่งรู้ว่าปลาหมึกสายซึ่งมีอายุไขเพียงหนึ่งปีกลับเหมือนคนได้ขนาดนี้ เขาไปหามันทุกวันเพื่อดูการใช้ชีวิต ไปเข้าใจมัน แล้วพอหมึกเห็นผู้ชายคนเดิมบ่อยๆ หมึกก็เริ่มไว้วางใจ เอาหนวดมาจับมือ เกาะขึ้นมาเล่นด้วยเหนือน้ำ 

ส่วนในแง่เทคนิคการถ่ายทำก็เหนือชั้น ใช้ความอดทนสุดๆ และที่สำคัญ (เธอทำเสียงกระซิบ) ทะเลสวยกว่าที่เคยคิดไว้มาก

เรียนฟิล์มแล้วดูหนังสนุกน้อยลงไหม

ไม่เชิงสนุกน้อยลงแต่มุมมองเปลี่ยนไป อย่างดูหนังผีก็คิดว่าเขาจะดีไซน์ให้ออกมาตุ้งแช่ตรงไหน พอผีโผล่ออกมาก็กดหยุด ชะโงกหน้าไปเพ่งดูว่าเขาแต่งเอฟเฟกต์อย่างไรให้ออกมาสมจริง ยิ่งไปดูกับพ่อด้วยนะ จะยิ่งชอบวิเคราะห์กัน เพราะเขาออกกองกับมินทุกครั้ง เสียอรรถรสไปพอสมควร

หลังๆ มาถึงจับมือกันว่าขอเข้าไปดูแบบเอาสนุก (หัวเราะ) เพราะมินชอบดูไปถึงเทคนิคว่าน่าสนใจอย่างไร เผื่อวันหนึ่งเป็นผู้กำกับเราเอาไปใช้บ้าง

แปลว่ามีตำแหน่งเบื้องหลังที่อยากทำ

เมื่อก่อนผู้กำกับเป็นตำแหน่งในฝัน พักหลังมานี้รู้สึกว่าอยากลองเป็นแอคติ้งโค้ช หากในอนาคตคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากพอและมีโอกาสเหมาะก็น่าลองดู อยากรู้ว่าถ้าใช้พลังกายพลังใจของเราส่งผ่านคนอื่นไปแทน จะมีความสุขแค่ไหน แล้วถ้าเขาทำได้เราน่าจะต้องตื้นตันมากกว่าตัวเองทำได้อีก ขนาดเวลาครูสอนแล้วเราทำได้ยังโคตรดีใจเลย 

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

ซีรีส์เรื่องใหม่

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) คือผลงานการแสดงชิ้นใหม่ล่าสุดของมินนี่

‘JennyX’ เป็นบทแนวดาร์กครั้งแรกที่ลบภาพจำความหวานเรียบร้อยของเธอไปได้อย่างเด็ดขาด นอกจากแปลกใหม่และท้าทายสุดๆ แล้ว การพยุงความกล้าและก้าวออกมารับบทซึ่งเจ้าตัวบอกว่าตรงข้ามกับตัวเองสุดขั้ว คือบทเรียนชั้นดีที่หาไม่ได้จากห้องเรียนห้องไหน

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

เล่าถึงบท ‘JennyX’ ใน เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ให้ฟังหน่อย

คือตอนจบมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

เดี๋ยว เอาตอนจบเลยหรอ

(หัวเราะ) เจนนี่เป็นไอดอลด้านการเรียนหนังสือ ไลฟ์สอนทำการบ้าน เป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ถึงซัพพอร์ตมากจนขนาดลาออกจากงานมาเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัว ดูคิวถ่ายงาน ติดต่อกับสปอนเซอร์ หารายได้กับเจน กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวไปโดยปริยาย จนวันหนึ่งรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวเอง ไม่ชอบตัวเอง อยากเป็นคนใหม่ที่แซ่บขึ้น พอมาเจอแนนโน๊ะ ผู้สนับสนุนความคิดนี้ ก็เลยไลฟ์ฆ่าตัวตาย เรื่องเริ่มต้นที่ตรงนี้ค่ะ

บทค่อนข้างดาร์ก ซึ่งดูไม่ค่อยเป็นตัวหนูเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่มีภาพจำว่ามินนี่ต้องน่ารัก สดใส เพราะชอบได้บทเรียบร้อย มีดราม่าบ้างแต่ก็ไม่ดำมืดขนาดนี้มาก่อน

แล้วแบบไหนเป็นตัวมินนี่มากกว่า

ไม่มีอันไหนใกล้เลยค่ะเพราะทั้งสองอย่างมันสุดทุกทาง บทเจนค่อนข้างความคิดเด็กมาก อย่างการเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการแต่งตัวแซ่บขึ้น เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสีผม เจาะโน่นนี่ ก็ไม่ใช่มิน ส่วนภาพเรียบร้อยก็ไม่ใช่ตัวเราทั้งหมด แม้บางครั้งเจอผู้ใหญ่ก็ต้องมีมารยาทด้วยสถานการณ์

ครั้งหนึ่งเคยหันไปคุยกับ พี่เตี๋ยว (ก๋วยเตี๋ยว-จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์) ว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเจนแค่ไปบอกพ่อแม่ตรงๆ ว่าไม่อยากทำแล้ว (หัวเราะ) แต่ด้วยช้อยส์ที่เจนเลือกจึงเกิดเรื่องขึ้นมา ส่วนชีวิตจริงเราสนิทกับพ่อมาก เจนนี่อยู่ตรงข้ามมินเลยก็ว่าได้

ท้าทายมากเลยสิ

สุดๆ บทมันท้าทายว่าเราจะไปถึงจุดที่ตัวละครเชื่อได้ไหม ซึ่งเป็นซีนเหนือจินตนาการมากๆ ถ้าบอกไปอาจสปอยล์ ใบ้แค่ว่าถ้าเกิดขึ้นจริงคงจะรับอารมณ์ไม่ไหว แถมมีบางซีนที่ต้องถืออารมณ์หนักไว้นานๆ ก็ยิ่งยาก ในฐานะนักแสดงที่ต้องถ่ายทอดให้คนดูเข้าถึงตัวเจนนี่ให้ได้มากที่สุด เลยทั้งกดดันและท้าทาย

แล้วมีวิธีเข้าถึงบทบาทอย่างไร

ท้ายที่สุดก็ต้องเชื่อสิ่งที่ตัวละครคิด ปักใจเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ วิธีของหนูมันอาจจะตลกนิดหนึ่งนะ คือ มินนั่งสมาธิแล้วจินตนาการถึงตัวเจนนี่ตอนเด็กๆ ทั้งตามที่บทให้ข้อมูลมาและเราตีความเพิ่ม คิดถึงครอบครัวที่มีพ่อแม่ปลูกฝังแกมยัดเยียดให้ลูกไลฟ์ทำการบ้าน บังคับให้พูดอวยสินค้า ช่วงไหนของชีวิตที่เจนนี่เริ่มเกลียดตัวเอง พยายามหาที่มาที่ไปของตัวละครเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น จากนั้นจึงไปคุยกับผู้กำกับอีกทีว่าเราเห็นภาพตรงกันไหม

บทนี้สอนอะไรให้มินนี่

ทำให้เข้าใจชีวิตมนุษย์มากขึ้นว่าแต่ละคนมีเบื้องหลังไม่เหมือนกัน ซึ่งนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาต่างกัน เราตัดสินคนอื่นด้วยตรรกะของเราไม่ได้ ต้องเข้าใจความสมเหตุสมผลส่วนตัวของคนอื่นด้วย 

ส่วนในแง่การแสดง แม้เราจะจัดการกับอารมณ์ได้ง่ายขึ้น แต่การถ่ายทำไม่อนุญาตให้เล่นสนุกหรือหยุดพักเลย ทำการบ้านเยอะมากและต้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)
เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

อนาคตใหม่

แววตาซึ่งส่งประกายออกมาตลอดการสนทนา คลายความสงสัยเราไปเลยว่าเธอมุ่งมั่นและทุ่มเทต่ออาชีพนักแสดงมากแค่ไหน ความรักที่ได้รับตอบแทนกลับมาจากแฟนคลับ คือเครื่องยืนยันว่าในอนาคตเธอจะไม่ยอมผ่อนปรนคุณภาพการแสดงอย่างแน่นอน

อาชีพนักแสดงสำหรับมินนี่คืออะไร

คือตัวกลางในการสื่อสารตัวละครออกไปผ่านการตีความของนักแสดง มินว่าอาชีพนักแสดงนี่มีเวทมนตร์นะ เพราะล่าสุดเห็นข่าว น้าค่อม (อาคม ปรีดากุล) แล้วคิดถึง เลยกลับไปย้อนดูภาพยนตร์ที่แกเคยเล่น พบว่าเราผูกพันกับเขามาก แม้ไม่เคยเจอกันในชีวิตจริง เสียใจต่อการจากไปของเขาเหมือนญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว เลยกลับมาคิดได้ว่าวันหนึ่งอยากไปถึงจุดที่สร้างความรู้สึกพิเศษกับคนดูผ่านผลงานการแสดงให้ได้เหมือนกัน

มินยังไม่มั่นใจเหมือนกันนะว่าตัวเองเป็นนักแสดงที่ดีแล้วหรือยัง แต่การทำการบ้านและรับผิดชอบต่อบทบาทอย่างดีที่สุดคือหนึ่งข้อที่หนูไม่เคยทิ้ง เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางเข้าใจ ท้ายที่สุดก็แสดงออกมาอย่างขอไปที หนูว่านักแสดงมีหน้าที่หาเป้าหมายของตัวละครให้เจอแล้วเชื่ออย่างนั้น

แล้วเป้าหมายสูงสุดของมินนี่ล่ะ

พักหลังมานี้เพิ่งตกตะกอนได้ว่าคือการอยู่อย่างมีความสุข เพราะแท้จริงแล้วชีวิตมันก็แค่นี้เอง เกิดมา ทำงาน หาเงินให้คนที่เรารัก กินของอร่อยๆ ซื้อของที่อยากได้ เจ็บป่วย และตายไปในที่สุด ธรรมชาติโคตรจะตรงไปตรงมา มนุษย์เองที่ไปปรุงแต่งให้ยุ่งยาก เช่น อยากได้ของเกินตัว ของไม่จำเป็น ทั้งที่แค่ได้อยู่บ้านกับพ่อกับน้องก็มีความสุขแล้ว เคยนั่งมองกระเป๋าที่เก็บเงินซื้อนานมาก เพราะคิดอยากขายเอามาซื้อกุ้งเผากินด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

มินนี่หาความสุขได้เก่งจัง 

ความสุขอยู่รอบตัวเลยค่ะ แต่ถ้าพูดในฐานะนักแสดง การมีคนมาชอบหนังที่เราเล่นก็ดีใจมากแล้วนะ แต่ความสุขสุดๆ เลยคือการมีคนรักตัวตนเราจริงๆ ไม่เฉพาะบางบทบาท เหมือนกับที่รักพี่หม่ำ แม้เขาจะไม่ได้ตลกตลอดเวลา บางคนคาดหวังให้เราเรียบร้อย พอมาเจอตัวจริงติ๊งต๊องหน่อยก็เลิกชอบ เลยอยากให้มีความสุขและรักหนูอย่างที่หนูเป็นมากกว่า 

ดูรักแฟนคลับมาก

มินมองว่าแฟนคลับคือครอบครัว คือแรงสนับสนุนหลักที่พาเรามาถึงจุดนี้ ถ้าพวกเขาแฮปปี้ คนที่จะแฮปปี้กว่าก็คือตัวมินเอง ยอมรับว่าลึกๆ เลย กลัวคนไม่เสพผลงานของเรา มินมองว่าอาชีพนักแสดงก็เหมือนบิตคอยน์ เกิดขึ้นจากคนไปให้ค่า นักแสดงก็เหมือนเหรียญบิตคอยน์เหรียญหนึ่งเท่านั้น ถ้าคนเลิกให้ค่าก็กลายเป็นศูนย์กลับสู่สามัญ

ถ้าเกิดเป็นจริงอย่างนั้นในอนาคตล่ะ

ไปเป็นแม่ค้าเลยค่ะ (หัวเราะ) เพิ่งรู้ตัวเองว่าชอบขายของ แต่ก่อนถ้าใครเคยเดินตลาดละลายทรัพย์อาจจะจำหน้าหนูได้ เพราะเคยร้อยลูกปัดคริสตัลแล้วนั่งปูเสื่อตะโกนขาย ตอนนั้นมีความสุขมากๆ ที่ได้ดีไซน์เอง ทำมือเองอย่างตั้งใจ แฮปปี้ที่ลูกค้าได้ของดีไปใช้อย่างคุ้มค่า จริงๆ แล้วถ้าเทียบกันมันก็เหมือนกับที่หนูตั้งใจเล่นทุกเรื่องเพื่อให้คนดูได้รับสิ่งที่คุ้มค่าเขามากที่สุด

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“มวยไทยเป็นกีฬาที่เจ็บตัว ต้องปะทะร่างกาย แต่สิ่งที่เจ็บมากกว่าร่างกาย คือจิตใจ คือแผลที่รักษาไม่ได้ มันเลยเจ็บเจียนตายเหมือนนรก”

เสียงของ เมย์-ศิวัช เดชารัตน์ อธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง ว่าทำไมลิมิเต็ดซีรีส์ตีแผ่วงการมวยไทยของเน็ตฟลิกซ์ถึงมีชื่อว่า ‘Hurts like Hell’ เจ็บเจียนตาย

เรานัดพบเขาที่ร้านลิขิตไก่ย่าง นอกเหนือจากความอร่อยอันเลื่องชื่อลือชา คือร้านนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังเวทีมวยราชดำเนินมานานกว่า 50 ปี

บทเพลงสมัยคุณแม่ยังสาว ดังคลอบทสนทนาที่ว่าด้วยมวยไทยเป็นสำคัญ สลับกับการซดน้ำต้มยำรสจัด และผลัดกันตักส้มตำปูปลาร้าสุดแซ่บ ประหนึ่งพูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปในบ่ายวันเสาร์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

อาจฟังดูแล้วไม่เข้ากัน ถ้ามองว่ามวยเป็นกีฬาดุเดือด เต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเท่านั้น มือเขียนบทผู้ทุ่มเทเวลาทั้งปีศึกษามวย กำลังจะเปิดเผยเบื้องหลังให้เราฟังในไม่ช้า ว่าอะไรทำให้น้องใหม่ในวงการภาพยนตร์ หมกมุ่นกับการเขียนบทอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ยังออกอาวุธไม่เป็นเหมือนใครเขา จนถึงวันที่ก้าวขาขึ้นบนสังเวียนต่อหน้าคนกว่า 190 ประเทศอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ใช่ไหว้ครู แต่เมย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มีเพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ เบิร์ด ธงไชย เป็นแทร็กเปิดตัว สนับสนุนโดยร้านลิขิตไก่ย่าง

ก่อนเสียงระฆังจะดัง เกร๊ง

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หักปากกาเซียน

ปัจจุบันเมย์เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ควบโปรดิวเซอร์บางเวลาที่วันนี้วันดี สตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ล้านนา จ.เชียงใหม่ จากความชอบส่วนตัวทำให้เขาคลุกคลีอยู่กับการเขียนบทมานาน ทั้งรายการโทรทัศน์ สารคดี วาไรตี้ หนังสั้น นำเสนอผ่านหลากหลายช่องทาง โดยงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ เมย์บอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนรู้เยอะ

“พอได้ลองหาข้อมูลเยอะ ๆ ได้เจาะประเด็นหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย รู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ 

“เคยทำรายการเกี่ยวกับชาวนาทั้งปี 70 เทป เรารู้เลยว่าถ้าลาออก เราไปทำนาได้เลย เพราะรู้ขั้นตอนทุกอย่างหมด พันธุ์ข้าว เวลาปลูก เคล็ดลับ เราเชี่ยวชาญด้านข้าวไปแล้ว (หัวเราะ)”

ยิ่งในแง่ภาพยนตร์ เมย์เป็นคนหนุ่มอายุ 30 ที่ยังคงสนุกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนบทไปเรื่อย ๆ เสพงานเยอะเท่าไร ก็อยากรู้อยากลองทำมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจแบบเขา อาชีพเขียนบทที่ต้องศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รู้อย่างถ่องแท้ จึงเปรียบได้กับความท้าทายในการทำงาน และถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จนถึงวันที่ นิ้ง-ภัทนะ จันทร์เจริญสุข (โปรดิวเซอร์ Hurts Like Hell) และ แชมป์-กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ (ผู้กำกับ Hurts Like hell) ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียการทำหนังเกี่ยวกับมวยไทย มี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับเขา อย่างแรกคือดีใจ เพราะความใฝ่ฝันของเมย์ในฐานะคนเขียนบท คือการที่บทของตัวเองจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ ติดตรงที่พอเรื่องมวยฮุคเข้าที่กกหู เขาก็ใช้คำว่า “แบลงก์ไปเลย”

“เราไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงกับศูนย์นะ แต่รู้ในแง่ของคนทั่วไปว่ามวยเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เราโตมากับปู่ที่ชอบดูมวยมาก แต่ไม่เคยรู้ว่ามวยเป็นยังไง เราเห็นสารคดีมวยไทยเยอะ มีการนำเสนอหลายแบบ แต่ก็ไม่อินเท่าไร”

ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะหมกมุ่นและเจาะลึกมัน เหมือนที่เขาศึกษาจนมั่นใจว่าทำนาเป็นแล้วนั่นแหละ

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

คลุกวงใน

ครอบครัวของนิ้งเคยทำกิจการค่ายมวยมาก่อน ทำให้รู้เรื่องลับ ๆ หลายอย่างในวงการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ความตั้งใจของหัวเรือทั้งสองแห่งวันนี้วันดีสตูดิโอ จึงเป็นการนำเสนอเรื่องมวยในมุมมองที่แตกต่างออกไป 

เล่าอย่างย่อใน 2 บรรทัดสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นซีรีส์กึ่งสารคดีที่หยิบเอาปัญหาที่ซุกไว้ใต้เวทีมวยมาเปิดเผย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง อัดแน่นด้วยนักแสดงมากฝีมือและโปรดักชันมากคุณภาพ

แต่กว่าจะเป็นซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การรับชม บอกเลยว่าคนทำงานเบื้องหลังที่เรียกตัวเองว่า ทีมโนเนม ก็เลือดตกยางออกไม่แพ้นักแสดงในหนัง โดยเฉพาะคนสร้างเรื่องอย่างเมย์ ถึงขนาดออกปากมาว่า “ถ้าไม่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในสนามเขา ‘เล่น’ อะไรกัน”

“เราเริ่มหาข้อมูลตามสื่อ หนังสือ ใกล้ ๆ ตัวเราก่อน มันจะนำไปสู่ข้อมูลบางอย่าง มีคนบางคนอยู่ในนั้น คนที่เราอยากไปสัมผัสจริง ๆ และมีใครบ้าง มีกี่ประเภท เพราะต้องหาตัวละครมาทำหนัง เราติดต่อคนในวงการจากคนใกล้ตัว ขอไปคุยกับเจ้าของค่ายนี้ได้ไหม อ่านข่าวไหนน่าสนใจก็ขอไปคุยกับเขา ทั้งเซียนมวย โปรโมเตอร์ นักมวย เทรนเนอร์ คนขายตั๋ว เยอะมาก 

“ถ้าจำไม่ผิด เราคุยไปเกือบ 50 คน เพราะเราไม่ได้อยากรู้แค่ข้อมูล เราอยากรู้ความรู้สึก พฤติกรรม ความเข้าใจของเขา ยิ่งถ้าเหตุการณ์รุนแรง เราก็อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในข่าวนั้น ๆ”

หลังผ่านการหว่านหาข้อมูลจากทั่วทุกสารทิศ ได้ข่าวมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าข่าวไหนจะกลายเป็นหมัดเด็ด เป็นข่าวที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากเขียน ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการทั้งหมด สำคัญคือต้องพิจารณาว่าผู้คนรอบ ๆ ข่าวนี้มีใครบ้าง และพฤติกรรมไหนที่ต่อยอดเป็น Conflict ของหนังได้

ความโชคดีคือทุกคนในวงการมวยไทยให้ความร่วมมือกับเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ฟัง แม้บางเรื่องราวจะกระทบกระเทือนกับจิตใจมากก็ตาม (และอาจกระทบกระทั่งกับคนบางกลุ่ม) แตกต่างจากงานสารคดีชิ้นก่อน ๆ ที่เมย์บอกว่าหลายคนก็เลือกที่จะเก็บเงียบ

สิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญ คือไม่ใช่แค่หยิบยกข่าวที่น่าสนใจขึ้นมาเท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปคุยกับบุคคลในข่าวจริง ๆ และเรื่องราวทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง 

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หากใครได้ดูแล้วจะพบว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาเลือก คือข่าวของ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) นักมวยเด็กที่ต้องเสียคู่ชกไปจากการแพ้น็อกในยกที่ 3 นับเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมย์มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับทั้งเจ้าของค่ายมวย ผู้ปกครอง และตัวพุฒเอง

“ด้วยความที่เหตุการณ์มันยังใหม่มาก กลายเป็นว่าความรู้สึกของพุฒมันยังอยู่ เขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ระบาย ได้พูดคุยกับเรา ไม่ได้อยากเก็บมันไว้คนเดียว ใจจริงของเขาก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเขา ว่ามันคือกีฬา เขาทำตามหน้าที่ เขาแทบจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำที่ไม่ได้พูดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเราหนักแน่นขึ้น”

ด้วยกระบวนการถ่ายทำ ต้นเรื่องทุกคนจะได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ให้เมย์ไปจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง ฟีดแบ็กของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันว่า ถึงแม้จะถูกเล่าในแง่มุมดำมืด แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อวงการมวยไทย 

วัตถุประสงค์ของพวกเขา ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่วงการมวยไทยจนคนดูรู้สึกในแง่ลบ เพียงแต่อยากนำเสนอให้เข้าใจว่า ทุก ๆ อย่างดำเนินเช่นนี้มาโดยตลอด ทุกเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอไป เมย์ในตอนแรกก็เคยจำลองว่าโลกของมวยต้องโหดร้ายรุนแรงเช่นนั้น แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปในแต่ละด้านมากเท่าไร จากคนที่เคยมองเพียงผิวเผยก็เริ่มเข้าใจบริบท ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ติดกับดักสีเทาที่วางไว้

“เราไม่ได้อยากตีแผ่ แต่อยากให้เข้าใจมากขึ้น ทุกคนก็แค่พยายามจะอยู่ในวงการนี้ให้ได้”

เหมือนนักมวยที่โดนซัดจนน่วมขอโอกาสชกในยกต่อไปก็ไม่ปาน

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

นักชกข้ามรุ่น

จากคำถามที่เตรียมมาจากบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องทราบให้ได้ ว่าทำไมการเล่าเรื่องของ Hurts Like Hell จึงเป็นกึ่งสารคดี คือสัมภาษณ์บุคคลจริงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งเป็นพลังของการแสดง ทั้งที่วงการมวยไทยมีอะไรให้เล่าอีกเป็นมหากาพย์ เมย์ตอบว่าเขาไม่ต้องการให้คนดูเกิดคำถามกับหนัง ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงจากการดูจบเพียง EP แรก

“ถ้าเราดูหนังแล้วตั้งคำถามตลอดว่ามันคืออะไรเหรอ เราจะเริ่มงง แล้วจะดูไม่สนุก สิ่งที่ทีมโปรดักชันกังวลคือ คนดูจะรู้เรื่องไหม เราเล่าดีพอรึยัง จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่ทำให้คนดูเข้าใจและสนุกด้วย เป้าหมายของเราคือการทำยังไงให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ด้วยความที่วันนี้วันดีผ่านการทำสารคดีมามากมาย ความถนัดจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับนักชกมวยที่ยังไม่พร้อมข้ามรุ่น เพราะโปรเจกต์นี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน ต้องอาศัยความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถัดมาคือแพสชันเต็มเปี่ยมของนิ้งและแชมป์ สองเพื่อนซี้ผู้อยากมีภาพยนตร์ของตัวเองสักวัน รวมถึงตัวเมย์ที่ก็เพิ่งเคยเขียนบทหนังขนาดยาวเป็นครั้งแรก

“ทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับเขามีความตั้งใจสูงมาก เราไม่อยากให้ความตั้งใจนั้นเสียไปเพราะเรา อะไรที่มีเรางัดออกมาหมดเลย ต้องใส่ให้สุด ถ้าคุณใส่ไม่สุด คุณก็อย่าใส่เลยดีกว่า

ตอนแรกที่เริ่มเขียน เรารีวิวกับทีมทุกคน คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน นั่งคุยกับเขา เล่าให้ฟัง แล้วให้เขาสะท้อนมาว่างงตรงไหน ควรปรับอะไรบ้าง เหมือนเป็นการทำสำรวจและพัฒนาบทตัวเองไปด้วย”

ทำไปทำมา ก็เนิ่นนานจนกินเวลามากกว่า 2 ปีที่เมย์หมกมุ่นกับการทำบทให้เสร็จสมบูรณ์ แบ่งเป็นการทำข้อมูลและลงมือเขียนอย่างละครึ่ง สิริรวมแล้ว 21 ดราฟต์ พัฒนาลากยาวมาจนถึงช่วงโปรดักชันแบบที่ซือแป๋ยังต้องเรียกอาจารย์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

ออกอาวุธลับ

“เทคนิคการเล่าของเรามันมีเหตุการณ์หลายอย่างซ่อนอยู่ มุมมองทุกตอนแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน มีคำหนึ่งที่พี่แชมป์กับพี่นิ้งพูดตลอดว่า ทำยังไงให้หนังมันดูมีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไร” เมย์เล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนทำบทช่วงแรก ๆ

แน่นอนว่าระยะเวลาทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป มีข่าวเกิดขึ้นอีกมากมายในวงการมวยนับตั้งแต่วันแรก เมย์เองก็รอบรู้มากขึ้น มีไดเรกชันหลาย ๆ อย่างที่อยากใส่ ความยากคือการปะติดปะต่อเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพวกนี้ให้ร้อยเรียงกันไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 21 ดราฟต์ คือโครงเรื่องและคอนเทนต์ในแต่ละตอนที่มั่นใจแล้วว่าเต็มอิ่ม เป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงมีแค่ 4 ตอน อาศัยเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยนัยยะสำคัญแอบแฝง 

คล้ายจะเป็นไฟลต์บังคับให้คนดูดูครบทุกตอนใช่ไหม – เราแย็บไปที

“ใช่ครับ” เมย์ขอโอกาสอธิบาย

“สิ่งหนึ่งที่คนเขียนบททุกคนต้องมี คือการวาง Easter Egg ที่ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ เกิดความสงสัยว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเราก็ลุ้นนะว่าจะมีใครที่จับสังเกตเราได้ไหม ไม่ใช่ใส่ไปแล้วคนดูงง”

แอบกระซิบหนึ่งอย่างให้รู้กันเท่านี้ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่บนโต๊ะทำงานของพัดใน EP แรก ขอเพียงกวาดสายตาดูดี ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังทำบทเสร็จคือการสร้างตัวละคร ที่เราจะพูดคุยกันต่อในยกถัดไป นักแสดงเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบทร่วมกันกับเมย์ ผ่านการเวิร์กชอปเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มวยเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน คำพูด คาแรกเตอร์ ท่วงท่าต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เช่น เซียนมวยจะมีสัญลักษณ์ในการเล่นพนันที่คนนอกดูแล้วไม่เข้าใจ และจะเล่นกันไวมาก เป็นงานหนักของเมย์ที่ต้องเขียนบทเพื่อให้คนดูตามทันภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ระหว่างเวิร์กชอปกับนักแสดง เราเอาตัวคนจริง ๆ มาเทรนกันจริง ๆ พอคุยกัน 3 มุมก็เริ่มเห็นไดเรกชันใหม่ ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขบท พัฒนาจนชัวร์ ว่านี่คือบทที่พร้อมถ่าย

“ถึงแม้พี่นิ้งกับพี่แชมป์จะบอกว่า พี่อยากถ่ายแล้วนะ แต่ด้วยความที่เราอยากทำให้มันดี เราก็จะไม่ปล่อยผ่าน ก็เอาวะ ขออีกหน่อยแล้วกัน เราว่ามันยังไม่พร้อม”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ลงสนาม

พาร์ตของการสัมภาษณ์คนจริง พวกเขาคัดเลือกจากการสืบถามคนในวงการว่าใครคือตัวจริงที่สุดในเรื่องนั้น ๆ แต่พาร์ตของการแสดง พวกเขาเลือกคนจากแววตา เพราะตั้งใจให้สื่อสารผ่านสีหน้า และคิดว่าจะมีบทสนทนาเพียงหยิบมือในเรื่องนี้

แค่ปล่อยใบปิดของซีรีส์ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงมากฝีมือเบียดเสียดกันอยู่บนโปสเตอร์ จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของโปรดักชันเฮาส์ขนาดเล็กที่ไม่เคยทำหนัง

ย้อนกลับไปตอนทำบทเสร็จ 

“ทุก ๆ การสร้างตัวละคร มันจะมีหลักในใจว่าเรามองเห็นภาพนักแสดงคนไหน”

จินตนาการของเขาประกอบด้วย ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม 3 ทหารเสือตัวจริงที่กระโจนออกมาจากบทภาพยนตร์ราวกับฝันไป 

“โอ้โห หน้าหนังเราจะใหญ่มากนะ แล้วเราต้องทำยังไงดีวะ” เมย์กุมขมับ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

มวยถูกคู่

จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เมย์ได้มาคือพี่ปูในบทบาท วิรัตน์ กรรมการมวย นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานการแสดงหนังต่างประเทศมามากมาย หลังได้เห็น Proposal และหน้าตาทีมงานวัยรุ่น พี่ปูก็ตบปากรับคำทันที

เมย์เล่าว่าพี่ปูต้องเรียนรู้ภาษามวยทุกอย่าง การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่นับ 1 2 3 หรือจะสั่งให้ชกตอนไหนก็ได้ ทีมงานจึงจัดให้พี่ปูไปเทรนกับกรรมการห้ามมวยจริง ๆ จนได้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดให้พี่ปูลองขึ้นไปเป็นกรรมการตัวจริงในการแข่งขันมวยจริง ๆ ด้วยซ้ำไป 

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาคือพี่เอกในบทบาท เสี่ยคม เซียนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เมย์บอกว่าเป็นการติดต่อพูดคุยที่งงมาก เพราะจากที่เกริ่นนำเพียงสั้น ๆ พี่เอกกลับต้องการให้เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ต่อมาจึงเป็นการนัดเจอที่ทีมงานต้องบินลัดฟ้าเหมือนเชียงใหม่อยู่ใกล้แค่ปากซอย

พวกเขาร่วมกันสร้างปูมหลังของเสี่ยคมตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าวงการมวย ระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรที่ต้องฟันฝ่ามาบ้าง กระเป๋าใบเล็กที่แนบกายไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้บรรจุแค่เงินจำนวนมาก แต่คนอย่างเสี่ยคมที่ดูอันตรายแม้เพียงสบตา พี่เอกคิดว่ากระเป๋าใบนี้ควรต้องมีปืน 

ทีมงานเตรียมปืนถ่ายหนัง 9 มม.ให้ตามคำขอ แม้ไม่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของเสี่ยคมจนคนดูรู้สึกได้

ถัดมาคือพี่ปีเตอร์ในบทบาท ต้อย ครูมวย แม้จะเป็นนักแสดงในดวงใจของเมย์ แต่เขาก็ขออนุญาตเปลี่ยนลุคให้พี่ปีเตอร์ด้วยการทำแผลเป็นและตัดผมสั้น 

ในหนังจะเห็นว่าครูต้อยต้องเข้าฉากกับวิเชียร (น้องภู-ภูริภัทร พูลสุข) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งน้องภูเป็นนักมวยเด็กตัวจริง ส่วนพี่ปีเตอร์เป็นครูมวยที่ต่อยมวยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ตอนถ่ายทำจึงเป็นน้องภูเสียมากกว่าที่คอยบอกคิวว่าครูมวยคนนี้ควรจะตั้งรับลำแข้งของเขายังไง 

ทีมงานพาพี่ปีเตอร์ไปซึมซับบรรยากาศการต่อยมวยเด็กจริง ๆ พาไปดูการฝึกซ้อมที่ค่ายมวยของพ่อน้องภู ฝึกฝนจนมีลักษณะเหมือนครูมวยทุกประการ และเป็นคู่ซ้อมจริงด้วย โดยเฉพาะการเห็นครูมวยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างเวทีด้วยตา ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นระทึกขนาดนั้น

ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบทบาท พัด เซียนมวยผู้ทะเยอทะยาน ถูกตามหาในเวลาต่อมา เพียงบอกณัฏฐ์ว่าจะได้แสดงกับใครบ้าง เขาก็มาแคสต์ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้มากความ

“ประจวบเหมาะกับเขาเพิ่งสึก ผมก็สกินเฮดเลย ลุคนี้เท่มาก พอเขามาแคสต์ บทนี้มันไม่มีทางหลุดจากณัฏฐ์ไปแน่นอน”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ท่าไม้ตาย

เมื่อบทประพันธ์พร้อมใช้ นักแสดงพร้อมลงสนาม ก็ถึงคราวเปิดกล้องถ่ายทำ 

หนึ่งในซีนที่ทรงพลังที่สุด และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ไทยสำหรับเรา คือการพบกันระหว่างพี่ปูและพี่เอกบนรถแท็กซี่ เราถือโอกาสขอบคุณเมย์ที่คืนกำไรให้กับคนดูโดยไม่ต้องขอ

“ซีนนี้เป็นซีนที่… “ เขาเว้นวรรค “พูดแล้วขนลุกนะ”

“ในครั้งแรกที่เราได้ 2 คนนี้มา ทีมเราคิดกันเลยว่าทำยังไงให้เสือ 2 ตัวนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน

“เราไม่อยากให้เขาเถียงกัน แต่อยากให้เขาเฉือนกันด้วยคำพูด ด้วยความรู้สึก ด้วยการแสดง ซึ่งเป็นซีนที่เวิร์กชอปบ่อยมาก แก้แล้วแก้อีก เคลียร์กันทีละไดอะล็อกเลยว่าพูดทำไม พูดเพราะอะไร มันไม่ใช่แค่สื่อสารกันเอง แต่มันกำลังสื่อสารกับคนดูทั้งหมด 

ตอนที่ถ่ายทำเสร็จคือ เชี่ย พวกพี่แม่งคมว่ะ ผมจะตัดยังไงให้คมเหมือนที่พี่เล่นกันได้วะ” 

รวมไปถึงซีนระเบิดอารมณ์ระหว่างณัฏฐ์และเม้ง (ภัทรพล ทองสุขา รับบท วิโรจน์) ที่ใช้วิธีถ่ายแบบลองเทคยาวเกือบ 2 นาที เป็นอีกซีนที่เมย์รู้สึกทึ่ง เพราะการแสดงที่ดึงพลังกันได้ตลอดเวลา การตัดสลับของสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ต้องเฉียบคมเพื่อขับเน้นให้คนดูรู้สึกได้ 

เช่นเดียวกับบรรดาซีนชกมวยทั้งหลาย แค่ดูก็รู้สึกถึงหมัดหนัก ๆ ที่ 2 ฝ่ายสาวใส่กันไม่ยั้งมือ แต่ใครจะรู้ว่าความเป็นจริงเจ็บปวดมากกว่านั้น

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์
เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

พวกเขาถูกโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม พักกองถ่ายไป 8 เดือนจนนักแสดงต้องขอรื้อฟื้นด้วยการเวิร์กชอปใหม่ หลังถ่ายทำกันไปแล้วเกินครึ่ง

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 8 เดือนที่หายหน้าไปตัดต่อนี้เอง เมื่อพบว่าฉากต่อยมวยบนเวทีทั้งหมดดูเหลาะแหละไม่สมจริง จากการขอให้นักมวยออกหมัดแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมีแรงถ่ายทำทั้งวันให้ได้

พวกเขาตัดสินใจถ่ายฉากต่อยมวยทั้งหมดใหม่ในปีที่ 3 ของการทำซีรีส์ ใช่ อ่านไม่ผิด

คราวนี้เมย์ขอให้นักมวยออกแรงเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปได้ก็ขอให้ต่อยหมัด ตีเข่า ฟันศอก กันจริง ๆ จนนักมวยฝ่ายแดงร้องโอด ว่าการถ่ายทำเพื่อความสมจริงวันนี้เหนื่อยยากกว่าการฟิตซ้อมทั้งเดือนเสียอีก 

หัวใจใหญ่กว่าตับ

นึกขอโทษเมย์ในใจที่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไม่มาก จากการพูดคุยกันเมามันจนเดินทางมาถึงยกสุดท้ายในที่สุด 

คุณรู้สึกยังไงเวลาคนพูดว่า Hurts Like Hell เป็น Original Series ที่ดีที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ไทย – เราแย็บไปอีกทีจากคำชื่นชมที่ได้ยินมาหนาหู 

“ช่วงแรกรู้สึก 2 อย่าง หนึ่ง กลัว สอง ดีใจ 

“ดีใจเพราะมันเป็นหนังเรา แม้มันจะไม่ดีแต่เราได้ฉายแล้ว เหมือนความรู้สึกของการส่งลูกเรียนจบ ขอบคุณทุกอย่างที่สู้มา 4 ปีกว่าจะเสร็จ ทำให้เราใจฟูในการพัฒนาตัวเองในวงการนี้ต่อไป จากที่เคยพยายามเดินเข้าไปหาแสง จากที่เขาเคยยืนหันหลังให้ ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วหยิบกล้องมาหาเรา 

“แต่ก็กลัวว่าที่เขาชมมามันดีจริงใช่ไหม เรารับฟีดแบ็กจากสื่อเยอะมาก แต่เราก็อยากได้ฟีดแบ็กจากคนดูจริง ๆ แม้กระทั่งของคนในวงการมวย จะดีหรือไม่ดีก็ได้นะ เพราะการสะท้อนของคนดูจะทำให้โปรเจกต์ต่อไปดีขึ้น” 

ประสบการณ์คือเชิงมวยที่เมย์ได้จากสังเวียนแรกในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับทักษะที่ไม่มีทางเข้าใจด้วยการอ่านในหนังสือ ผ่านการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาหานักมวยสมัครเล่นอย่างเขา

เราชวนเมย์ย้อนกลับไปตอนต้นของบทสนทนา ว่าเขาใช้เวลาศึกษาเรื่องการทำนาจนเชื่อว่าตัวเองปลูกข้าวเป็น หากเทียบกันหมัดต่อหมัด การคลุกคลีอยู่กับวงการมวยไทยนานหลายปี เราเองก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังอยู่ในยกที่เท่าไรของชีวิต

“เราเพิ่งก้าวขึ้นมาบนเวที และต่อยให้คนดูเห็นว่า เฮ้ย ไอ้คนนี้เชิงมวยแม่งดีว่ะยกแรก แต่จริง ๆ แล้ว เราว่ามันเพิ่งจบไฟต์ที่หนึ่ง 

“นักมวยคนหนึ่งมีไฟต์ต่อเป็นร้อย ๆ นี่คือไฟต์แรกของเราและทีมงาน นี่คือไฟต์แรกที่เราต่อยกัน 5 ยกจนคะแนนมันออกแล้ว ชนะหรือเสมอไม่รู้ขึ้นอยู่กับคนดู เราได้ประสบการณ์จากไฟต์นี้ และไฟต์ต่อไปเราจะเตรียมร่างกาย จะฟิตซ้อมยังไง จะข้ามรุ่นได้ไหม มันคือหลังจากนี้ 

“ขึ้นอยู่กับคนดู เซียนมวย เขาจะตามดูเราต่อไปไหม ส่วนคู่ต่อสู้คนต่อไปของเรา คือเราต้องชนะใจคนดูในไฟต์หน้าให้ได้”

แม้คนไทยบางส่วนจะไม่นิยมชมชอบหนังไทย แต่ความรู้สึกของเราหลังได้รับชมผลงานคนไทย ได้สนทนากับเลือดใหม่ของวงการตรงหน้า และได้ตั้งตารอเสียงลั่นระฆังในไฟต์ต่อไปอย่างมีความหวัง

พาลให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังไทยในเวทีโลก เคยกล่าวไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ทีมงานเบื้องหลังทุกคนทำให้เรายังคงเชื่อมั่นในประโยคเดียวกันนี้ 

Long live cinema 

ภาพยนตร์จงเจริญ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load