ปลายสายของเราวันนี้คือ มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร

“หนูอาจจะพูดไม่รู้เรื่องบ้างนะคะ อยู่บ้านมานานเป็นเดือนแล้วไม่ได้คุยกับใครเลย” เธอรีบออกตัวไปพลาง ขณะที่เรามัวแต่วุ่นวายจัดแจงอุปกรณ์ไอทีสำหรับวิดีโอคอล

เราไม่ได้เจอมินนี่ตัวเป็นๆ เพราะสถานการณ์โรคระบาดตัวร้ายบังคับให้ต้องห่างกันเพื่อความปลอดภัย แต่โชคดีที่ยังมีเทคโนโลยีคอยอำนวยความสะดวกให้บทสนทนาวันนี้เกิดขึ้นมาได้ แม้ขรุขระอยู่บ้าง แต่ออกรสออกชาติไม่แพ้การนั่งลงล้อมวงคุยอย่างปรกติ

มินนี่ ภัณฑิรา จากกระสือสาว สู่ไอดอลรักเรียนสุดดาร์กในเด็กใหม่ ซีซั่น 2

มินนี่โด่งดังชั่วข้ามคืนจากบทกระสือสาย ใน แสงกระสือ ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต เมื่อ พ.ศ. 2562 หลังจากตระเวนแคสต์โฆษณาตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปลาย กระทั่งไปประกวด Young Model 2015 อย่างไม่ตั้งใจ จับพลัดจับผลูได้ตำแหน่งรองชนะเลิศและเซ็นสัญญากับช่อง 7HD จึงไม่แปลกใจถ้าใครหลายคนจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอผ่านละครเรื่อง บ้านปั้นดาว (2561) ปิศาจหรรษา (2562) หรือล่าสุด มธุรสโลกันตร์ ซึ่งออกอากาศปีก่อนด้วยเรตติ้งสูงลิ่ว

เธอคือดาราสาวรุ่นใหม่ผู้น่าจับตามอง-ข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้

และคงต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะล่าสุดมินนี่ได้รับบทบาทแสนท้าทายอย่าง ‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเธอตีบทนี้จนแตกกระจุย

เจ้าตัวเผยว่าคาแรกเตอร์ไอดอลด้านการเรียนหัวขบถ ผู้ต้องการละทิ้งชีวิตในกรอบสี่เหลี่ยม หันเหสู่หนทางด้านมืด คือขั้วตรงข้ามกับตัวตนของเธออย่างสุดโต่งนั้นท้าทายความสามารถของเธอ

มินนี่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุจริงอยู่ไม่น้อย มองทุกอย่างเป็นเหตุผลตามโลกความเป็นจริง เข้าใจชีวิตและมนุษย์อย่างถ่องแท้ แต่ในมุมตลกขี้เล่น ก็ยังรักษาความแจ่มใส เสน่ห์แห่งวัยเยาว์เอาไว้ได้อย่างไม่บกพร่อง

บทสนทนาต่อไปนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเธออย่างเป็นทางการผ่าน 5 แง่มุมใหม่ ตั้งแต่การเป็น (อดีต) เด็กหน้าใหม่ หลุมรักครั้งใหม่ การหมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ ซีรีส์เรื่องใหม่ ไปจนถึงการวางอนาคตตัวเองแบบใหม่

ขอเชิญไปทำความรู้จักเด็กใหม่คนนี้ได้เลย

มินนี่ ภัณฑิรา จากกระสือสาว สู่ไอดอลรักเรียนสุดดาร์กในเด็กใหม่ ซีซั่น 2

(อดีต) เด็กใหม่

มินนี่ไม่ใช่นักแสดงเด็กใหม่ เพราะเธอเข้าสู่วงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก

(อดีต) เด็กใหม่ในวัย 21 ปีคนนี้ ไม่เหมือนกับคนวัย 21 ที่เราเคยรู้จักมาก่อน เพราะประสบการณ์ที่เจ้าตัวสั่งสมมามากมาย สอนให้นักแสดงสาวคนนี้เติบโตกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก เรียนรู้ที่จะมองคนด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้

อาชีพในฝันของเด็กหญิงมินนี่คืออะไร

เหมือนเด็กส่วนใหญ่เลยคือ อยากเป็นทันตแพทย์ เพราะเคยค้นข้อมูลมาว่าอาชีพนี้ทำงานเป็นเวลามากกว่าหมอในโรงพยาบาล รายได้สมน้ำสมเนื้อกับความเหนื่อย และมากพอจะเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ 

พอโตมาหน่อยเปลี่ยนเป็นหมอผิวหนัง ถึงเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต แทนที่จะเรียนสายศิลป์ ทั้งๆ ที่เข้าวงการมาตั้งแต่เด็ก

เด็กแค่ไหนกันเชียว

ตั้งแต่ยังเดินไม่ได้เลย (หัวเราะ) คุณแม่เป็นนางเอกเอ็มวีให้ ลุงแจ้ (ดนุพล แก้วกาญจน์) จึงอยากดันให้เราเข้าวงการ พาไปแคสต์บททารกคลานในโฆษณาน้ำยาล้างจานกับ ลุงโน่ (นีโน่-เมทนี บุรณศิริ) ปรากฏว่าแคสต์ผ่าน แต่พอออกกองจริงกลับร้องไห้แยจนทีมงานต้องใช้คนอื่นแทน หนูเลยอดออกทีวีเลย น่าเสียดาย

เราเดินสายแคสต์โฆษณามาตลอด เรียกได้ว่าสัมผัสชีวิตฟรีแลนซ์ตั้งแต่เด็ก ที่เริ่มแคสต์งานโฆษณาผ่านบ่อยมากขึ้นคือช่วงนี้

แต่ตำแหน่งรองชนะเลิศเวที Young Model 2015 ก็การันตีว่ามินนี่มีของนะ

ตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจประกวดเลย ไปช่วยแต่งหน้าให้รุ่นน้องเฉยๆ เขามาคนเดียว เราเลยสมัครเป็นเพื่อน คิดแค่ว่าไม่เสียหายอะไร และในชีวิตไม่น่าจะได้ทำอีกแล้ว พอประกวดเสร็จถึงรู้ว่าตัวเองไม่ชอบการแข่งขันแบบนี้เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยมินก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น มีสังคมกว้างขึ้นนอกจากเพื่อนในโรงเรียน ได้เรียนรู้เรื่องมารยาทการเข้าสังคมและการวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ประสบการณ์การทำงานตั้งแต่เด็กทำให้มินนี่โตกว่าเพื่อนวัยเดียวกันไหม

ประมาณหนึ่งเลยแหละ การได้เจอโลกกว้างแต่เด็กสอนให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น เช่น ธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่ตัดสินใครหรือเกลียดใครโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเขา แต่จะไตร่ตรองดูให้ดีว่าแต่ละคนเป็นแบบนี้เพราะอะไรหล่อหลอมเขาขึ้นมา การเลี้ยงดูจากครอบครัว สังคมเพื่อน หรือสภาพแวดล้อม เพราะเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลส่วนตัวรองรับการกระทำเสมอ

แต่ก็น่าเสียดายวัยเด็กอันแสนสนุกเนอะ

ตอนที่ติดเพื่อนมากๆ ก็แอบคิดบ้างนะว่าทำไมต้องมานั่งทำงานแบบนี้ แต่พอผ่านมาถึงตกตะกอนได้ ว่าสุดท้ายก็เรียนไปเพื่อทำงานอยู่ดี มองเป็นโชคดีมากกว่าที่พาตัวเองมาเจอโอกาสมากมาย เริ่มเร็วกว่ายิ่งได้เปรียบกว่า แถมเจอกลุ่มเพื่อนซึ่งรักและเข้าใจเรา เลยไม่รู้สึกเสียดายเท่าไหร่เพราะไม่มีอะไรตกหล่นไประหว่างทางมากมาย

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

หลุมรักครั้งใหม่

มินนี่ไม่ตกหลุมรักงานใดที่เธอเคยทำก่อนหน้าเลย จนกระทั่งได้เล่นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต คล้ายตอนที่นางเอกปิ๊งพระเอกแล้วได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข ความรักครั้งนี้คอยเติมแรงไฟให้ (อดีต) นักแสดงหน้าใหม่คนนี้ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่สิ้นสงสัย และมีพลังเต็มเปี่ยมพร้อมสู้งานเสมอ ราวกับเพิ่งเข้าวงการเมื่อวาน

มินนี่เรียนการแสดงอย่างมวยวัดมาตลอด

ไม่เคยเรียนจริงจังเลย โรงเรียนสอนการแสดงของมินคือการไปแคสต์โฆษณา ประสบการณ์จากแต่ละครั้งให้เทคนิคแตกต่างกัน พอได้มาเล่นละครกับช่อง 7HD ถึงได้สัมผัสการแสดงอีกรูปแบบหนึ่ง

เคล็ดลับของมินคือการทำตัวเป็นฟองน้ำทุกครั้ง พื้นฐานเป็นคนชอบถามอยู่แล้ว เวลาเจอรุ่นใหญ่ก็จะซักจนสะอาด พี่จำบทอย่างไร พี่มีวิธีการตีความบทอย่างไร พยายามเรียนรู้จากคนมีประสบการณ์มากกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเวิร์กหรือเปล่า แต่ตอนนี้หน้ากล้องกลายเป็นเซฟโซนของมินไปแล้ว กลับกัน ถ้าต้องยืนพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนจะประหม่าทันที (หัวเราะ)

ไร้กระบวนท่า

วิธีนี้อาจได้เปรียบคนอื่นตรงที่ตีความบทได้อิสระมากกว่า กระโจนลงไปสู่ตัวละครนั้นเต็มตัวโดยไม่มีอะไรมาจำกัด ถ้าเรียนพื้นฐานมา ถึงจะมีตัวเลือกในหัวเยอะแยะไปหมด แต่จะติดอยู่กับกรอบทฤษฎีจนไม่กล้าก้าวออกมาทำอะไรใหม่ๆ

แต่เสียเปรียบตรงถ้าโตขึ้น ได้บทหนักเกินกว่าจินตนาการเองไหวก็ไม่รอด ถึงจุดหนึ่งจึงต้องเรียนเพื่อจัดแจงความรู้และทักษะในหัวให้เป็นระเบียบ ไม่อย่างนั้นจะทำงานลำบาก โชคดีที่มินได้ ครูร่ม (ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์) ครูคนแรกจากการเวิร์กช็อปตอนแสดงเรื่อง แสงกระสือ มาช่วยปรับให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น

ตอนนั้น ม.5 เองหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ตอนนั้น ม.ปลาย เอง ส่วนใหญ่เป็นนักแสดงสมทบ คราวนี้เราเป็นตัวดำเนินเรื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท้าทายและยากแค่ไหน มินเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่หมดทั้งบทและวิธีการทำงาน เป็นบุญที่ได้มีโอกาสเจอนักแสดงเก่งๆ อย่าง พี่โอบ (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) เวลาไปเวิร์คช็อป เขาทำการบ้านมาแทบจะหมดทั้งเล่ม ส่วนหนูเตรียมไปน้อยมาก บรรยากาศโดยรวมกดดันให้เราต้องพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว

ก้าวกระโดดเลยหรือเปล่า

ต้องก้าวกระโดดให้ทันคนอื่นเลยแหละค่ะ

แล้วเข้าใจคนเป็นกระสืออย่างไร

ในแง่บทคือต้องเปิดใจและเชื่อจริงๆ ห้ามปิดกั้นหรือคิดตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการแสดงใช้เทคนิคหลากหลายมาก อย่างการเคลื่อนไหวให้เหมือนกระสือถอดหัว ตอนเวิร์คช็อปก็นอนนิ่งๆ ครูมาดึงหัวกับตัวให้ค่อยๆ ห่างออกจากกัน มินต้องพยายามใช้กล้ามเนื้อจำให้ได้ว่าควรเคลื่อนไหวและรู้สึกอย่างไร หรือเทคนิคการจินตนาการถึงความเจ็บปวด ให้คิดถึงความรู้สึกเหมือนมีมีดมาแทงคอ มีเข็มมาปัก จากหนึ่งเล่ม ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พอเวิร์คช็อปหนักๆ วันถ่ายทำจึงชิลล์ไปเลย ยอมรับเลยว่าโคตรสนุก ตื่นเต้น และมีความสุขทุกครั้งที่ออกกอง

เหมือนมินนี่จะตกหลุมรักภาพยนตร์เลยนะ

ยอมรับเลยค่ะ (หัวเราะ) มินรักความสมจริงของภาพยนตร์ ในฐานะนักแสดง มันเหมือนเราสองคนคุยกันตามปกติโดยไม่ต้องกังวลอะไร แล้วตั้งกล้องบันทึกภาพเอาไว้ กลับกัน ถ้าเป็นละคร ต้องแสดงให้รับกับกล้องเสมอ รุ่นใหญ่หน่อยจะรู้ว่าต้องเริ่มแอคติ้งตอนไฟกล้องติดแล้วรับกับเขา ทำให้มีจังหวะไม่เป็นธรรมชาติอยู่

อีกอย่างคือวิธีการเล่าเรื่อง ละครจะเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา แต่ภาพยนตร์เล่าได้ตั้งแต่ตัวละครเพิ่งเห็น เพิ่งสัมผัส รู้สึกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อจุดประสงค์ของตัวเอง การที่คนดูเห็นภาพรวมทั้งหมดและเมจิกโมเมนต์ที่เกิดขึ้นในกองถ่ายอย่างแรนด้อมคือเสน่ห์มัดใจเลย

กับละครชอบอะไรมากกว่า

ก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาก็ชอบทั้งหมดนะคะ แต่การถ่ายทำละคร หนึ่งวันต้องรีบมากเพราะมีหลายซีน ซึ่งตัดโอกาสไม่ให้ตัวละครได้เล่าเรื่องได้เต็มที่ ภาพยนตร์จะมีเวลาต่อหนึ่งซีนเยอะกว่า ทำให้มินละเอียดกับบทและตัวละครในหน้าฉากได้มากกว่า

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

ความรู้ใหม่

รักแรกพบกับศาสตร์ภาพยนตร์คราวนั้นทำให้นักเรียนสายวิทย์-คณิต อย่างมินนี่ เบนเข็มเป็นเด็กฟิล์มอย่างเต็มตัวในระดับมหาวิทยาลัย จวบจนปัจจุบันก็เข้าสามปีเต็มที่มินนี่ได้ทดลองเรียนรู้งานทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างสนุกสนาน

มินนี่เรียนฟิล์มเพราะภาพยนตร์เรื่อง แสงกระสือ

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเหตุผลใหญ่ๆ เลย ประสบการณ์จากการทำงานจริง เช่น การขึ้นเครนกลางดึกเพื่อจัดไฟ หรือการทำควายตายปลอมขึ้นมาทั้งตัว แล้วเอาปลาเค็มไปใส่ไว้ข้างในให้แมลงวันตอมจะได้สมจริง การใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ทำให้อยากลองเรียนรู้งานเบื้องหลังดูบ้าง ถึงรู้ดีว่าเหนื่อยโคตรแน่ๆ แต่ก็พร้อมค่ะ

พอตัดสินใจได้ก็ค้นข้อมูลว่ามีที่ไหนเน้นการลงมือทำมากกว่าเรียนเนื้อหาบ้าง มีอุปกรณ์พร้อม เลยเลือกมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะกล้องตัวละเป็นล้านก็กล้าให้นักศึกษาเบิกมาถ่ายงาน โชคดีที่หนูเอาผลงานเรื่อง แสงกระสือมาขอทุนคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ได้ แฮปปี้มากที่ได้เรียนตามฝันในที่ที่พร้อมสนับสนุนทุกอย่าง

สัมผัสทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังมาแล้ว คิดว่าถนัดเบื้องไหนกว่ากัน

ถนัดหน้ากล้องกว่าอยู่แล้ว แต่มินไม่ทิ้งเบื้องหลังนะ เพราะการทำงานเป็นทีมเราต้องประคับประคองให้ออกมาดีที่สุด แต่สุดท้ายเพื่อนก็ไล่ไปเป็นนักแสดงอยู่ดี (หัวเราะ)

มีครั้งหนึ่งเคยรับหน้าที่เป็นคนตีสเลต โอ้โห นี่มันศาสตร์แขนงใหม่ชัดๆ กดดันมาก เพราะถ้าตีไม่ทันก็ต้องมาตีตอนหลังใหม่ ขานใหม่ เสร็จแล้วก็จดว่าซีนไหนเอาเทคไหน ไม่เอาเทคไหนเพราะอะไร ตอนนี้ยังลืมไปแล้วเลยว่าต้องทำอย่างไร

การเรียนฟิล์มสอนอะไรให้มินนี่บ้าง

สอนให้รู้จักงานในกองถ่ายทุกอย่าง ทำให้ทำงานเบื้องหน้าได้ลึกซึ้งและเข้าอกเข้าใจทีมงานมากขึ้น เช่น พอจบซีนต้องรอย้ายไฟ ก็เข้าใจว่าการย้ายไฟยุ่งยากอย่างไร ไม่หงุดหงิดทีมงานเพราะช้า ตอนแสดง บางจังหวะก็รู้ว่าควรค่อยๆ ขยับตัวเพราะกล้องอาจไม่โฟกัสตาม บางซีนอารมณ์หนักๆ ก็พยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ให้นานกว่าเดิม เพื่อจะได้ต่อกับซีนถัดไปอย่างราบรื่น

แอคติ้งคือวิชาโปรดเลยล่ะสิ

อันดับหนึ่งเลย ถึงแม้เป็นพื้นฐานซึ่งเราเคยเรียนมาแล้ว แต่พอได้อยู่ในคลาสกับอาจารย์คนใหม่ กับเพื่อนชุดใหม่ ก็ได้รับบทเรียนแตกต่างออกไปจากเดิม เพราะประสบการณ์ส่วนตัวที่พวกเขาใช้ในการตีความบทไม่มีทางซ้ำกัน ทุกครั้งที่เรียนจะทำตัวเป็นแก้วเปล่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครเลย 

เขาว่าเด็กฟิล์มชอบดูหนังโคตรๆ นี่จริงไหม

จริงที่สุดเลยค่ะ ชอบมากแบบ ก ไก่ล้านตัว

งั้นขอหนึ่งเรื่องในดวงใจ

ไม่อ้างอิงกับอะไรเลยนะ ล่าสุดที่ดูแล้วประทับใจมากคือเรื่อง My Octopus Teacher เพิ่งได้รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมปีนี้ มินว้าวมากๆ ในแง่เนื้อหา เพราะเพิ่งรู้ว่าปลาหมึกสายซึ่งมีอายุไขเพียงหนึ่งปีกลับเหมือนคนได้ขนาดนี้ เขาไปหามันทุกวันเพื่อดูการใช้ชีวิต ไปเข้าใจมัน แล้วพอหมึกเห็นผู้ชายคนเดิมบ่อยๆ หมึกก็เริ่มไว้วางใจ เอาหนวดมาจับมือ เกาะขึ้นมาเล่นด้วยเหนือน้ำ 

ส่วนในแง่เทคนิคการถ่ายทำก็เหนือชั้น ใช้ความอดทนสุดๆ และที่สำคัญ (เธอทำเสียงกระซิบ) ทะเลสวยกว่าที่เคยคิดไว้มาก

เรียนฟิล์มแล้วดูหนังสนุกน้อยลงไหม

ไม่เชิงสนุกน้อยลงแต่มุมมองเปลี่ยนไป อย่างดูหนังผีก็คิดว่าเขาจะดีไซน์ให้ออกมาตุ้งแช่ตรงไหน พอผีโผล่ออกมาก็กดหยุด ชะโงกหน้าไปเพ่งดูว่าเขาแต่งเอฟเฟกต์อย่างไรให้ออกมาสมจริง ยิ่งไปดูกับพ่อด้วยนะ จะยิ่งชอบวิเคราะห์กัน เพราะเขาออกกองกับมินทุกครั้ง เสียอรรถรสไปพอสมควร

หลังๆ มาถึงจับมือกันว่าขอเข้าไปดูแบบเอาสนุก (หัวเราะ) เพราะมินชอบดูไปถึงเทคนิคว่าน่าสนใจอย่างไร เผื่อวันหนึ่งเป็นผู้กำกับเราเอาไปใช้บ้าง

แปลว่ามีตำแหน่งเบื้องหลังที่อยากทำ

เมื่อก่อนผู้กำกับเป็นตำแหน่งในฝัน พักหลังมานี้รู้สึกว่าอยากลองเป็นแอคติ้งโค้ช หากในอนาคตคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากพอและมีโอกาสเหมาะก็น่าลองดู อยากรู้ว่าถ้าใช้พลังกายพลังใจของเราส่งผ่านคนอื่นไปแทน จะมีความสุขแค่ไหน แล้วถ้าเขาทำได้เราน่าจะต้องตื้นตันมากกว่าตัวเองทำได้อีก ขนาดเวลาครูสอนแล้วเราทำได้ยังโคตรดีใจเลย 

‘JennyX’ ในซีรีส์เรื่อง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) ซึ่งออนแอร์ทาง Netflix

ซีรีส์เรื่องใหม่

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2) คือผลงานการแสดงชิ้นใหม่ล่าสุดของมินนี่

‘JennyX’ เป็นบทแนวดาร์กครั้งแรกที่ลบภาพจำความหวานเรียบร้อยของเธอไปได้อย่างเด็ดขาด นอกจากแปลกใหม่และท้าทายสุดๆ แล้ว การพยุงความกล้าและก้าวออกมารับบทซึ่งเจ้าตัวบอกว่าตรงข้ามกับตัวเองสุดขั้ว คือบทเรียนชั้นดีที่หาไม่ได้จากห้องเรียนห้องไหน

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

เล่าถึงบท ‘JennyX’ ใน เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ให้ฟังหน่อย

คือตอนจบมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

เดี๋ยว เอาตอนจบเลยหรอ

(หัวเราะ) เจนนี่เป็นไอดอลด้านการเรียนหนังสือ ไลฟ์สอนทำการบ้าน เป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ถึงซัพพอร์ตมากจนขนาดลาออกจากงานมาเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัว ดูคิวถ่ายงาน ติดต่อกับสปอนเซอร์ หารายได้กับเจน กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวไปโดยปริยาย จนวันหนึ่งรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ตัวเอง ไม่ชอบตัวเอง อยากเป็นคนใหม่ที่แซ่บขึ้น พอมาเจอแนนโน๊ะ ผู้สนับสนุนความคิดนี้ ก็เลยไลฟ์ฆ่าตัวตาย เรื่องเริ่มต้นที่ตรงนี้ค่ะ

บทค่อนข้างดาร์ก ซึ่งดูไม่ค่อยเป็นตัวหนูเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่มีภาพจำว่ามินนี่ต้องน่ารัก สดใส เพราะชอบได้บทเรียบร้อย มีดราม่าบ้างแต่ก็ไม่ดำมืดขนาดนี้มาก่อน

แล้วแบบไหนเป็นตัวมินนี่มากกว่า

ไม่มีอันไหนใกล้เลยค่ะเพราะทั้งสองอย่างมันสุดทุกทาง บทเจนค่อนข้างความคิดเด็กมาก อย่างการเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการแต่งตัวแซ่บขึ้น เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสีผม เจาะโน่นนี่ ก็ไม่ใช่มิน ส่วนภาพเรียบร้อยก็ไม่ใช่ตัวเราทั้งหมด แม้บางครั้งเจอผู้ใหญ่ก็ต้องมีมารยาทด้วยสถานการณ์

ครั้งหนึ่งเคยหันไปคุยกับ พี่เตี๋ยว (ก๋วยเตี๋ยว-จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์) ว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเจนแค่ไปบอกพ่อแม่ตรงๆ ว่าไม่อยากทำแล้ว (หัวเราะ) แต่ด้วยช้อยส์ที่เจนเลือกจึงเกิดเรื่องขึ้นมา ส่วนชีวิตจริงเราสนิทกับพ่อมาก เจนนี่อยู่ตรงข้ามมินเลยก็ว่าได้

ท้าทายมากเลยสิ

สุดๆ บทมันท้าทายว่าเราจะไปถึงจุดที่ตัวละครเชื่อได้ไหม ซึ่งเป็นซีนเหนือจินตนาการมากๆ ถ้าบอกไปอาจสปอยล์ ใบ้แค่ว่าถ้าเกิดขึ้นจริงคงจะรับอารมณ์ไม่ไหว แถมมีบางซีนที่ต้องถืออารมณ์หนักไว้นานๆ ก็ยิ่งยาก ในฐานะนักแสดงที่ต้องถ่ายทอดให้คนดูเข้าถึงตัวเจนนี่ให้ได้มากที่สุด เลยทั้งกดดันและท้าทาย

แล้วมีวิธีเข้าถึงบทบาทอย่างไร

ท้ายที่สุดก็ต้องเชื่อสิ่งที่ตัวละครคิด ปักใจเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ วิธีของหนูมันอาจจะตลกนิดหนึ่งนะ คือ มินนั่งสมาธิแล้วจินตนาการถึงตัวเจนนี่ตอนเด็กๆ ทั้งตามที่บทให้ข้อมูลมาและเราตีความเพิ่ม คิดถึงครอบครัวที่มีพ่อแม่ปลูกฝังแกมยัดเยียดให้ลูกไลฟ์ทำการบ้าน บังคับให้พูดอวยสินค้า ช่วงไหนของชีวิตที่เจนนี่เริ่มเกลียดตัวเอง พยายามหาที่มาที่ไปของตัวละครเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น จากนั้นจึงไปคุยกับผู้กำกับอีกทีว่าเราเห็นภาพตรงกันไหม

บทนี้สอนอะไรให้มินนี่

ทำให้เข้าใจชีวิตมนุษย์มากขึ้นว่าแต่ละคนมีเบื้องหลังไม่เหมือนกัน ซึ่งนำไปสู่วิธีการแก้ปัญหาต่างกัน เราตัดสินคนอื่นด้วยตรรกะของเราไม่ได้ ต้องเข้าใจความสมเหตุสมผลส่วนตัวของคนอื่นด้วย 

ส่วนในแง่การแสดง แม้เราจะจัดการกับอารมณ์ได้ง่ายขึ้น แต่การถ่ายทำไม่อนุญาตให้เล่นสนุกหรือหยุดพักเลย ทำการบ้านเยอะมากและต้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)
เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

อนาคตใหม่

แววตาซึ่งส่งประกายออกมาตลอดการสนทนา คลายความสงสัยเราไปเลยว่าเธอมุ่งมั่นและทุ่มเทต่ออาชีพนักแสดงมากแค่ไหน ความรักที่ได้รับตอบแทนกลับมาจากแฟนคลับ คือเครื่องยืนยันว่าในอนาคตเธอจะไม่ยอมผ่อนปรนคุณภาพการแสดงอย่างแน่นอน

อาชีพนักแสดงสำหรับมินนี่คืออะไร

คือตัวกลางในการสื่อสารตัวละครออกไปผ่านการตีความของนักแสดง มินว่าอาชีพนักแสดงนี่มีเวทมนตร์นะ เพราะล่าสุดเห็นข่าว น้าค่อม (อาคม ปรีดากุล) แล้วคิดถึง เลยกลับไปย้อนดูภาพยนตร์ที่แกเคยเล่น พบว่าเราผูกพันกับเขามาก แม้ไม่เคยเจอกันในชีวิตจริง เสียใจต่อการจากไปของเขาเหมือนญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว เลยกลับมาคิดได้ว่าวันหนึ่งอยากไปถึงจุดที่สร้างความรู้สึกพิเศษกับคนดูผ่านผลงานการแสดงให้ได้เหมือนกัน

มินยังไม่มั่นใจเหมือนกันนะว่าตัวเองเป็นนักแสดงที่ดีแล้วหรือยัง แต่การทำการบ้านและรับผิดชอบต่อบทบาทอย่างดีที่สุดคือหนึ่งข้อที่หนูไม่เคยทิ้ง เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางเข้าใจ ท้ายที่สุดก็แสดงออกมาอย่างขอไปที หนูว่านักแสดงมีหน้าที่หาเป้าหมายของตัวละครให้เจอแล้วเชื่ออย่างนั้น

แล้วเป้าหมายสูงสุดของมินนี่ล่ะ

พักหลังมานี้เพิ่งตกตะกอนได้ว่าคือการอยู่อย่างมีความสุข เพราะแท้จริงแล้วชีวิตมันก็แค่นี้เอง เกิดมา ทำงาน หาเงินให้คนที่เรารัก กินของอร่อยๆ ซื้อของที่อยากได้ เจ็บป่วย และตายไปในที่สุด ธรรมชาติโคตรจะตรงไปตรงมา มนุษย์เองที่ไปปรุงแต่งให้ยุ่งยาก เช่น อยากได้ของเกินตัว ของไม่จำเป็น ทั้งที่แค่ได้อยู่บ้านกับพ่อกับน้องก็มีความสุขแล้ว เคยนั่งมองกระเป๋าที่เก็บเงินซื้อนานมาก เพราะคิดอยากขายเอามาซื้อกุ้งเผากินด้วยซ้ำ (หัวเราะ)

มินนี่หาความสุขได้เก่งจัง 

ความสุขอยู่รอบตัวเลยค่ะ แต่ถ้าพูดในฐานะนักแสดง การมีคนมาชอบหนังที่เราเล่นก็ดีใจมากแล้วนะ แต่ความสุขสุดๆ เลยคือการมีคนรักตัวตนเราจริงๆ ไม่เฉพาะบางบทบาท เหมือนกับที่รักพี่หม่ำ แม้เขาจะไม่ได้ตลกตลอดเวลา บางคนคาดหวังให้เราเรียบร้อย พอมาเจอตัวจริงติ๊งต๊องหน่อยก็เลิกชอบ เลยอยากให้มีความสุขและรักหนูอย่างที่หนูเป็นมากกว่า 

ดูรักแฟนคลับมาก

มินมองว่าแฟนคลับคือครอบครัว คือแรงสนับสนุนหลักที่พาเรามาถึงจุดนี้ ถ้าพวกเขาแฮปปี้ คนที่จะแฮปปี้กว่าก็คือตัวมินเอง ยอมรับว่าลึกๆ เลย กลัวคนไม่เสพผลงานของเรา มินมองว่าอาชีพนักแสดงก็เหมือนบิตคอยน์ เกิดขึ้นจากคนไปให้ค่า นักแสดงก็เหมือนเหรียญบิตคอยน์เหรียญหนึ่งเท่านั้น ถ้าคนเลิกให้ค่าก็กลายเป็นศูนย์กลับสู่สามัญ

ถ้าเกิดเป็นจริงอย่างนั้นในอนาคตล่ะ

ไปเป็นแม่ค้าเลยค่ะ (หัวเราะ) เพิ่งรู้ตัวเองว่าชอบขายของ แต่ก่อนถ้าใครเคยเดินตลาดละลายทรัพย์อาจจะจำหน้าหนูได้ เพราะเคยร้อยลูกปัดคริสตัลแล้วนั่งปูเสื่อตะโกนขาย ตอนนั้นมีความสุขมากๆ ที่ได้ดีไซน์เอง ทำมือเองอย่างตั้งใจ แฮปปี้ที่ลูกค้าได้ของดีไปใช้อย่างคุ้มค่า จริงๆ แล้วถ้าเทียบกันมันก็เหมือนกับที่หนูตั้งใจเล่นทุกเรื่องเพื่อให้คนดูได้รับสิ่งที่คุ้มค่าเขามากที่สุด

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 (Girl From Nowhere Season 2)

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load