25 กันยายน 2563
123 K

เรารู้จักเทมเป้ (Tempeh) ครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากการเดินทางไปเข้าร่วมเวิร์กช็อปเรียนรู้การทำอาหารหมัก (Fermentation) หลากหลายเมนูที่จังหวัดเชียงใหม่ ในตอนนั้นเทมเป้เป็นอาหารชนิดเดียวที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

เราได้มีโอกาสลองทำตามครูผู้สอนและพบกว่าการทำถั่วหมักชนิดนี้ไม่ได้ซับซ้อนเลย ใช้เวลาหมักบ่มแค่ 2 – 3 วันก็พร้อมทานแล้ว ทำให้เริ่มสนใจเทมเป้มากยิ่งขึ้น

มันเป็นอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองหมักทั้งเมล็ดแบบเดียวกับมิโซะและนัตโตะของญี่ปุ่นแต่ไม่ใช่อาหารของญี่ปุ่น มีความคล้ายเต้าหู้แต่ก็ไม่ใช่อาหารในวัฒนธรรมจีน แล้วเทมเป้เป็นอาหารของชาติไหนกันนะ

เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมจึงพบว่าเทมเป้เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวอินโดนีเซีย เป็นซูเปอร์ฟู้ดที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวชวามากว่า 200 ปี คนอินโดเรียกว่าเตมเป ซึ่งเกิดจากการหมักบ่มถั่วทั้งเมล็ดด้วยเชื้อราชนิดดี จนเกิดเป็นเส้นใยสีขาวนวลช่วยยืดถั่วให้ติดกันแน่นจนเป็นก้อน

จากประสบการณ์ของเรา เทมเป้มีกลิ่นหอมคล้ายเห็ดสด ยิ่งถ้าห่อด้วยใบตองก็จะมีกลิ่นหอมจากใบตองเจือมาด้วย มีรสชาติกลมกล่อมบางๆ ในตัวเองแบบรสอูมามิ เนื้อสัมผัสเคี้ยวอร่อย กินสดก็ดี นำไปปรุงอาหารก็ได้

เทมเป้เป็นอาหารในกลุ่มโปรตีนแบบเดียวกับเต้าหู้ นิยมใช้ถั่วเหลืองทำเพราะหาซื้อง่าย ราคาไม่แพง และมีโปรตีนสูง และดีไปกว่านั้น ยังเป็นมิตรกับระบบย่อยในร่างกาย เพราะจัดเป็นอาหารประเภทโพรไบโอติกส์

โดยธรรมชาติถั่วที่ผ่านการหมักจะมีคุณค่าทางโภชนาการดีกว่าถั่วที่ไม่ได้ผ่านการหมัก โปรตีนที่เกิดขึ้นในเทมเป้จะถูกย่อยเป็นโปรตีนที่มีขนาดเล็กลง และส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นโปรตีนหน่วยเล็กที่สุดที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ แม้แต่คนที่แพ้ถั่วเหลืองผ่านระบบภูมิคุ้มกันก็มีแนวโน้มทานได้ ในขณะที่พวกเขาดื่มนมถั่วเหลืองไม่ได้ เพราะนมถั่วเหลืองไม่ผ่านกระบวนการหมักบ่ม

สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้
สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

เมื่อพิจารณาในแง่มุมของอาหารเพื่อสุขภาพตามหลัก Whole-food, Plant-based นั่นคือการรับประทานอาหารพืชเป็นหลักในรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติและผ่านกระบวนการน้อยที่สุด เพื่อคงคุณค่าของสารอาหารตามธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด เทมเป้ก็ถูกจัดอยู่ในอาหารกลุ่มนี้ด้วยเพราะเป็นการกินถั่วทั้งเมล็ด ผ่านกระบวนการน้อยเพียงแค่ต้มถั่วให้สุกเท่านั้น

ในขณะที่เต้าหู้ไม่จัดเป็น Whole-food เพราะมีการแยกกากทิ้งเพื่อเอาแต่น้ำ กระบวนการแยกกากแยกน้ำนี้เองทำให้สารอาหารตามธรรมชาติในถั่วเหลืองลดลง โปรตีนในเต้าหู้จึงมีปริมาณน้อยกว่าเทมเป้เมื่อเทียบด้วยน้ำหนักที่เท่ากันทางโภชนาการ ตรงนี้จึงเป็นความแตกต่างของเทมเป้และเต้าหู้ที่เผินๆ ดูจะคล้ายกัน

จากประโยชน์ข้างต้น เราพิจารณาแล้วว่าเทมเป้ควรค่าแก่การบรรจุไว้ในชีวิตประจำวัน เราจึงสนใจการทำเทมเป้ทานเองที่บ้าน ส่วนหนึ่งเพราะต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ จึงยิ่งเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องสร้างแหล่งโปรตีนจากพืชให้ตัวเอง แต่การจะทำเทมเป้ได้ต้องมีกล้าเชื้อ คล้ายกับการทำข้าวหมากก็ต้องมีลูกแป้ง

กล้าเชื้อของเทมเป้มีลักษณะเป็นผงสีขาว เป็นราชนิดดีสายพันธุ์ Rhizopus Oligosporus สิ่งที่ทำให้เกิดเส้นใยสีขาวนวลปกคลุมถั่ว ในระหว่างการหมักบ่มเทมเป้ก็ยังมีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นมิตรกับร่างกายเกิดขึ้นคือ Lactic Acid Bacteria แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในขนมปังยีสต์ธรรมชาติ เป็นเชื้อโพรไบโอติกส์ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดปัญหาท้องเสียจากเชื้อโรคต่างๆ และยังเป็นแหล่งของวิตามินบีหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ที่คนทานวีแกนและมังสวิรัติได้ยินแล้วจะต้องถูกใจ เพราะวิตามินบี 12 ปกติพบได้ในเนื้อสัตว์ไม่ค่อยพบในอาหารจากพืช

ต้องขอบคุณเชื้อแบคทีเรียบนก้อนเทมเป้ที่ช่วยผลิตวิตามินบี 12 ส่งมอบมาถึงผู้ทาน ทำให้ช่วยตัดความกังวลเรื่องภาวะโลหิตจางไปได้ ย้อนไป 2 ปีที่แล้ว กล้าเชื้อเทมเป้ไม่ได้หาซื้อง่ายเท่าวันนี้ ในปัจจุบันเราสั่งซื้อจากร้านค้าออนไลน์ได้เลย

ข้อดีของการทำเองคือประหยัด ได้ของสดใหม่ คุณภาพดีที่สุด และสนุกกับการเลือกชนิดถั่วที่ชอบได้ นอกจากถั่วเหลืองแล้ว เราใช้ถั่วลูกไก่ ถั่วแดงอะซูกิ ถั่วเลนทิล ควินัว มาผสมกับถั่วเหลืองแบบดั้งเดิมก็ได้ เพื่อสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ ของเราขึ้นมา

การทำเทมเป้ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นการสร้างอาหารที่สัมพันธ์ไปกับเวลาและธรรมชาติ เราเพียงทำหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมทางวัตถุดิบให้เหมาะสม ที่เหลือก็เป็นบทบาทของเหล่าจุลชีพที่ทำหน้าที่คล้ายกับพ่อครัวตัวจิ๋ว ทำงานร่วมกับอุณหภูมิและอากาศช่วยผลิตอาหารพลังชีวิตให้แก่เรา เกิดเป็นโปรตีนจากพืชที่บริสุทธิ์เป็นมิตรกับลำไส้ แถมด้วยความภูมิใจเล็กๆ ที่เราเป็นผู้จัดหาของดีมีประโยชน์ให้กับร่างกายของเราและคนที่เรารักด้วยตัวของเราเองได้

อุปกรณ์

  1. โหลสำหรับแช่ถั่ว มีฝาปิดหลวมๆ ใช้โหลแก้วดีที่สุด
  2. หม้อขนาดใหญ่สำหรับต้มถั่ว
  3. เครื่องชั่งดิจิทัล
  4. กระชอนไว้กรองถั่ว
  5. ถาดมีรูระบายอากาศไว้ผึ่งถั่วหลังต้มเสร็จ
  6. ชามหรืออ่างสำหรับคลุกกล้าเชื้อ
  7. ใบตอง ก่อนนำใบตองไปใช้ อังไฟให้ร้อนสักหน่อยเพื่อให้ใบตองเหนียวไม่แตกง่าย ถ้าไม่มีใช้ถุงพลาสติกสำหรับใส่อาหารแทนได้ ให้เจาะรูที่ถุง ระยะห่างประมาณ 1 ตารางเซนติเมตร เพราะระหว่างการหมักบ่มกล้าเชื้อต้องการออกซิเจน ส่วนใบตองนั้นไม่ต้องเจาะ เพราะอากาศถ่ายเทผ่านเยื่อใบตองอยู่แล้ว
  8. ไม้กลัดหรือหนังยาง

 วัตถุดิบ

  1. ถั่วเหลืองซีกเลาะเปลือก ในตัวอย่างใช้ 500 กรัม
  2. กล้าเชื้อเทมเป้ 4 – 5 กรัม
สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

วิธีทำ

(ระยะเวลาทั้งหมด 4 วัน)

  1. ล้างถั่วด้วยน้ำสะอาด 2 – 3 รอบ ในขณะล้างอาจมีเปลือกถั่วลอยน้ำออกมา ให้ล้างจนเปลือกถั่วเหลือน้อยที่สุด ในการทำเทมเป้เราไม่ต้องการเปลือกถั่ว เพราะเปลือกถั่วจะขัดขวางการเจริญเติบโตของกล้าเชื้อเทมเป้
สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

2. แช่ถั่ว 24 – 48 ชั่วโมงจนเกิดกลิ่นเปรี้ยว เพราะกล้าเชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะเป็นกรด ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำดื่มในการแช่ ใส่น้ำให้ท่วมความสูงเกินถั่วไปอีกหนึ่งเท่าเพราะในช่วงเวลาที่แช่ ถั่วจะพองตัวขึ้นอีก

สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

3. ทิ้งน้ำแช่ถั่ว ล้างถั่วอีกครั้ง และต้มถั่วในน้ำใหม่ ควรใช้น้ำดื่มเหมือนเดิม ตั้งไฟให้น้ำเดือดก่อนแล้วค่อยนำถั่วลงไปต้ม ต้มไฟกลางค่อนแรง 30 นาที ถั่วจะสุกแต่ไม่นิ่ม มีลักษณะกรุบๆ ในระดับ Al Dente

สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

4. ปิดไฟและกรองน้ำต้มถั่วออกทันที นำถั่วที่ต้มเสร็จมาผึ่งพัดลมให้เย็นลงและแห้งไวที่สุด แห้งแบบยังมีความชื้นอยู่นิดหน่อย อาจใช้ไดร์เป่าผมร่วมด้วย

สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

5. คลุกกล้าเชื้อกับถั่ว โดยใช้ปริมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักถั่วสุก ในตัวอย่างเริ่มต้น 500 กรัม ต้มแล้วมีน้ำหนัก 840 กรัม จึงใช้กล้าเชื้อที่ 4.2 กรัม

สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

6. ห่อด้วยใบตองและรวบให้แน่น หรือใส่ถุงพลาสติกเจาะรูเกลี่ยให้แน่นเต็มถุง แล้ววางบนตะแกรงที่อากาศถ่ายเทได้ ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง ประมาณ​ 2 วัน ไม่เกิน 3 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในเวลานั้น (รูปตัวอย่างหมักบ่ม 2 วันกว่าๆ) ระยะนี้เป็นระยะที่มีกลิ่นหอมและทานง่ายสุด ใน 12 ชั่วโมงแรกอาจจะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากนั้นถั่วจะค่อยๆ ร้อนขึ้น เป็นไอและเริ่มจับตัวเป็นก้อนมีใยขาวๆ ขึ้นปกคลุม

สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้
สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้
สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

7. เมื่อครบเวลา ก้อนเทมเป้จะยังอุ่นๆ อยู่ ก็นำมาทานหรือเก็บเข้าตู้เย็นทั้งที่ยังอุ่นได้เลย ช่องธรรมดาควรทานภายใน 1 อาทิตย์ ช่องฟรีซเก็บได้ประมาณ​ 1 เดือน

สูตรทำเทมเป้ (Tempeh) ถั่วเหลืองหมักที่โปรตีนสูงกว่าเต้าหู้และแม้จะแพ้ถั่วเหลืองก็ทานได้, วิธีทำเทมเป้

*หมายเหตุ : เทมเป้ที่หมักบ่มนานเกิน 3 วันก็ยังทานได้ แต่จะทานยากขึ้นเพราะเริ่มมีกลิ่นที่ฉุนขึ้น จากก้อนสีขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล แต่ถ้านานจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ลองนำไปแปรรูปเป็นเครื่องปรุงรสได้

 เมนูที่แนะนำ

  • เทมเป้สดจิ้มกับน้ำพริกกะปิ
  • เทมเป้ผัดกะเพรา
  • เทมเป้ซอสเทอริยากิ
  • พาสต้าซอสเพสโต้ใส่เทมเป้
  • เทมเป้ทอดคลุกซอสถั่วเหลือง

Writer

Avatar

จุฑามาส บูรณะเจตน์

นักออกแบบอิสระ รับจ้างทั่วไป หนึ่งในสมาชิกโอดีเอ (object design alliance) ทำสบู่เป็นงานอดิเรกและทำอาหารกินเองเป็นกิจวัตร

Photographer

Avatar

ปิติ อัมระรงค์

นักออกแบบอิสระ รับจ้างทั่วไป หนึ่งในสมาชิกโอดีเอ (object design alliance) และถ่ายรูปเป็นงานอดิเรก

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

24 ธันวาคม 2565
2 K

ในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาสนใจ Sustainable Fashion กันอย่างจริงจังมากขึ้น ใช้เวลาทำความรู้จักแบรนด์ที่ให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน สืบหาประวัติและที่มาก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อของชิ้นหนึ่ง ตั้งใจเตรียมตัวและเดินทางไปงานแลกเสื้อผ้า รวมถึงสนับสนุนการสวมใส่เสื้อผ้ามือสอง

แต่นั่นคือทั้งหมดของแฟชั่นยั่งยืนแล้วหรือยัง 

อีกทางเลือกหนึ่งที่เริ่มลงมือทำเองได้ที่บ้าน คือ ‘การซ่อมแซมเสื้อผ้า’ ซึ่งลดกระบวนการผลิตจากทรัพยากรใหม่ต่าง ๆ และเสริมส่งให้อายุการใช้งานเสื้อผ้าของคุณ รวมไปถึงอายุของโลกของเรายาวขึ้นอีกนิด วิธีการซ่อมที่อยากแนะนำนั้นไม่ซับซ้อน เพียงใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในบ้าน ผสานกับความสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัว เสกให้เสื้อผ้าเก่านั้นดูใหม่ขึ้นในพริบตา

วิธีซ่อมเสื้อผ้าด้วยการปักแสนง่าย ยืดอายุเสื้อตัวโปรดให้อยู่คู่ตู้ไปนานๆ

ซ่อม กับ ผ้า

กว่าเสื้อผ้าสุดเก๋ตัวหนึ่งในตู้จะเดินทางมาอยู่บนตัวเรานั้น มันผจญภัยผ่านหลายกระบวนการแทบนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาวัสดุ การผลิตในระบบอุตสาหกรรมผ่านแรงงานจำนวนมาก การบรรจุใส่หีบห่อและขนส่ง การวางขายในร้านหรือออนไลน์ ไปจนถึงการทำลายชิ้นส่วนที่ไม่ผ่านการควบคุมคุณภาพ

เสื้อผ้าแต่ละชิ้นจะอยู่กับผู้บริโภคนานที่สุดในช่วง ‘การใช้งาน’ เมื่อเสื้อผ้าเกิดร่องรอยขึ้น ผู้ใส่ก็อาจไม่อยากใช้งานเสื้อผ้านั้นอีกต่อไป เพราะรู้สึกว่า ‘มันเก่า ไม่สมบูรณ์ ดูไม่เรียบร้อย’ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแนวคิดการซ่อมเสื้อผ้าเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น กลายเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจและกำลังถูกพูดถึงในหลายประเทศ นั่นคงเป็นเพราะทุกคนตระหนักเรื่องความยั่งยืน และร่วมอยากเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้น เราลองลงมือเย็บปักพร้อมกันทีละขั้นตอน

วิธีซ่อมเสื้อผ้าด้วยการปักแสนง่าย ยืดอายุเสื้อตัวโปรดให้อยู่คู่ตู้ไปนานๆ

ซ่อม กับ เข็ม

‘เย็บ ปัก ถัก ร้อย’ หลายคนแค่ฟังก็รู้สึกยาก เพราะนึกถึงวิธีการที่ละเอียดจนน่าปวดหัว อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็น่าจะใช้งานไม่ง่าย จะทำตามอย่างไรยังคิดไม่ออก ใจเย็นก่อน! เราคัดเลือกอุปกรณ์คู่ใจในการเริ่มลงมือซ่อมเสื้อผ้าครั้งแรกสำหรับมือใหม่มาให้แล้ว 

ไม่ต้องมีจักรเย็บผ้าอันใหญ่ ๆ เพราะการเย็บปักด้วยมือนั้นง่าย เริ่มต้นทำด้วยเข็ม ด้าย และอื่น ๆ อีกมากมายในวิชา กพอ.

1. เสื้อผ้าที่มีร่องรอย

2. เข็มเย็บผ้าหรือเข็มปักผ้า

3. ด้าย ไหมปัก หรือไหมพรม 

4. สะดึง

5. เข็มหมุด

6. กรรไกรก้ามปูหรือทั่วไป

7. ดินสอหรือชอล์กเขียนผ้า

วิธีซ่อมเสื้อผ้าด้วยการปักแสนง่าย ยืดอายุเสื้อตัวโปรดให้อยู่คู่ตู้ไปนานๆ

ซ่อม กับ มือ

1. หยิบเสื้อผ้าที่มีร่องรอยซึ่งเก็บซ่อนไว้ไม่ยอมโยนทิ้งไปขึ้นมาสักหนึ่งชิ้น ร่องรอยดังกล่าวจะเป็นรูขาด รอยเลอะเปรอะเปื้อน หรือความไม่ตั้งใจใดก็ได้

2. สังเกตร่องรอย แล้วลองใช้เวลาทบทวนที่มาและเรื่องราวของเสื้อผ้าชิ้นนั้น

3. ขึงสะดึงให้ตึงรอบ ๆ ร่องรอย จะได้สะดวกต่อการทำงานเย็บปัก

วิธีซ่อมเสื้อผ้าด้วยการปักแสนง่าย ยืดอายุเสื้อตัวโปรดให้อยู่คู่ตู้ไปนานๆ

4. ร่างลวดลายอย่างง่าย โดยอาจอิงกับจินตนาการหรือสิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงจากเรขาคณิต และเส้นสายจากธรรมชาติ

5. ในที่นี้เราเลือกเสื้อสีส้มตัวโปรดที่ไม่ได้หยิบมาซ่อมสักที เสื้อเชิ้ตนี้มีรอยขาดขนาดเล็กตรงด้านหลังของแขนขวา ร่องรอยไม่ได้ใหญ่มาก แต่เวลาใช้งานเพื่อนบางคนก็มักจะทักว่า “เสื้อขาดตรงนี้หรือเปล่า” ตอนนี้คงถึงเวลารักษารอยกันแล้วล่ะ

6. ขอหยิบรูปทรง ‘Sparkle’ ซึ่งมีลวดลายเหมือนประกายส่องแสงและขั้นตอนการเย็บไม่ซับซ้อนจนเกินไป ผนวกกับเรื่องราวในตอนนั้นที่ซื้อเสื้อตัวนี้จากตลาดที่อากาศร้อน และมีแสงแดดจากพระอาทิตย์ส่องเป็นประกาย 

วิธีซ่อมเสื้อผ้าด้วยการปักแสนง่าย ยืดอายุเสื้อตัวโปรดให้อยู่คู่ตู้ไปนานๆ

7. นำรูปทรงที่เลือกสรรในจินตนาการหรือในอินเทอร์เน็ตมาลงมือร่างที่ร่องรอยบนผ้า โดยใช้ดินสอหรือชอล์กเขียนผ้า หากไม่มี ใช้ดินสอหรือสีธรรมดาเขียนลงไปอ่อน ๆ ก็ได้

วิธีซ่อมเสื้อผ้าด้วยการปักแสนง่าย ยืดอายุเสื้อตัวโปรดให้อยู่คู่ตู้ไปนานๆ

8. เลือกสีด้ายที่เข้ากับผ้าในมุมมองของคุณ จะเป็นคู่สีตรงข้าม สีข้างเคียงกัน หรือสีที่โปรดปรานก็ย่อมได้ ในที่นี้ขอเลือกสีที่ชอบซึ่งเป็นสีส้ม อ่อนลงเล็กน้อยและไม่โดดจากสีเสื้อจนเกินไป จากนั้นจึงร้อยด้ายเข้าในเข็ม และมัดปมที่ปลายด้าย

วิธีซ่อมเสื้อผ้าด้วยการปักแสนง่าย ยืดอายุเสื้อตัวโปรดให้อยู่คู่ตู้ไปนานๆ

9. ปักเข็มขึ้นมาบนผ้าจุดหนึ่งตามรอยดินสอ ให้ปมที่ผูกไว้อยู่ด้านในเสื้อผ้า และปักเข็มลงบนจุดต่อไปตามที่ร่างไว้ 

แปลงความสร้างสรรค์เป็นลวดลายปัก ลงมือซ่อมเสื้อผ้าที่รักให้อยู่ไปนาน ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน

10. ปักขึ้นและลงเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากสร้างกรอบให้รูปทรง จากนั้นปักขึ้นลงคล้ายการระบายสีให้เต็มพื้นที่ รูปทรงจะปรากฏขึ้นช้า ๆ ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับลวดลายที่เลือกว่าซับซ้อนมากน้อยเท่าไร ต้องใช้เวลาแค่ไหนในการรังสรรค์

แปลงความสร้างสรรค์เป็นลวดลายปัก ลงมือซ่อมเสื้อผ้าที่รักให้อยู่ไปนาน ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน

11. ในระหว่างนี้เราเลือกใช้ด้ายมากกว่าหนึ่งสี เพื่อเพิ่มความสดใสให้กับเสื้อเชิ้ตที่มีอายุขัยตัวนี้ และตั้งใจสื่อสารว่านี่เป็นลวดลายที่มีมิติ สร้างขึ้นจากความละเมียดละไม ไม่ได้ต้องการลบร่องรอยให้กลืนหายไป

แปลงความสร้างสรรค์เป็นลวดลายปัก ลงมือซ่อมเสื้อผ้าที่รักให้อยู่ไปนาน ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน

12. ซ่อมเสร็จแล้ว! เสื้อเชิ้ตตัวเก่านี้ดูใหม่ขึ้นเป็น ‘ประกาย’ จากพลังความตั้งใจและความสร้างสรรค์ พร้อมให้นำไปสวมใส่ต่อ

แปลงความสร้างสรรค์เป็นลวดลายปัก ลงมือซ่อมเสื้อผ้าที่รักให้อยู่ไปนาน ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน

ซ่อม กับ ใส่

สวมใส่ไปกับรอยซ่อม ไม่ต้องเขินอาย! 

แม้เสื้อผ้าตัวแรกที่ผ่านการซ่อมแซมสำเร็จแล้ว อาจดูไม่สมบูรณ์และถูกใจสักทีเดียว ไม่เป็นไร นี่คือการเรียนรู้และลงมือทำจากฝีมือของเราที่พัฒนาต่อไปได้เรื่อย ๆ ขั้นตอนการเย็บปักถักซ่อมเบื้องต้นนี้ เป็นเพียงวิธีการพื้นฐานที่ทุกคนทดลองหาวิธีการที่เหมาะกับตัวเองได้โดยการลงมือทำต่อไป พอซ่อมเสร็จแล้ว อย่าลืมนำเสื้อผ้าที่มีร่องรอยและลวดลายไปสวมใส่เป็นประจำด้วยความภาคภูมิใจ เพราะความสร้างสรรค์ล้วนเกิดขึ้นด้วยความพยายามจากสองมือของเรา 

การซ่อมเสื้อผ้าเป็นอีกทางเลือก หากคุณอยากเริ่มลงมือทำอะไรง่าย ๆ ด้วยตัวเองที่บ้าน การเย็บปักลวดลายให้ร่องรอยเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะลดปริมาณการใช้จ่ายเพื่อซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ สนับสนุนการบริโภคแฟชั่นอย่างยั่งยืน หรือทำให้อยากใช้งานเสื้อผ้าตัวนั้นต่อไป แต่ยังสร้างสมาธิระหว่างการเย็บปัก ความภูมิใจในการเริ่มต้นลงมือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แถมยังนำผลงานสร้างสรรค์ลวดลายต่าง ๆ ไปอวดเพื่อนได้ด้วยนะ 

แปลงความสร้างสรรค์เป็นลวดลายปัก ลงมือซ่อมเสื้อผ้าที่รักให้อยู่ไปนาน ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน

วันไหนเสื้อผ้าเกิดร่องรอย ก็ซ่อมแซมวนไป จนกว่าจะสวมใส่ต่อไม่ได้!

หากอยากรู้แนวคิดและหลักการซ่อมแซมเสื้อผ้า เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการยืดอายุเสื้อตัวโปรดต่อไป ลองมาทำความรู้จักกับ Community ที่ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า ใช้งานซ้ำ และเล่าเรื่องราวแฟชั่นยั่งยืน ได้ที่

https://www.facebook.com/amore.amend

Writer

Avatar

วีณา พันธุ์ธีรานุรักษ์

นักออกแบบที่ชอบแอบบอกว่าตัวเองเป็นเป็ด สนใจเรื่องความยั่งยืนไปจนถึงการพบคนแปลกหน้า และสักวันจะเลี้ยงหมาที่ตั้งชื่อเผื่อเอาไว้ให้ได้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load