เมนเทอร์ลูกเกด’

ใครๆ ต่างเรียก เมทินี กิ่งโพยม จากบทบาทที่เธอได้รับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ใต้แสงไฟสาดส่อง ลูกเกดคือนางแบบ นักแสดง พิธีกร และเมนเทอร์ที่สตรองจนคนดูตามเกาะขอบจอ สนุกและอินไปกับ ‘พี่เกด’ เอนเตอร์เทนเนอร์มืออาชีพในเรียลิตี้โชว์

นั่นเป็นงานเกดที่กรุงเทพฯ ส่วนบ้านเกดอยู่พังงา” เมทินีบอกด้วยรอยยิ้ม เมื่อเราพบเธอข้างสระว่ายน้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ขณะนั่งคุยกันบนอัฒจันทร์ สกาย กิ่งโพยม ชาร์พเพิลส์ ลูกชายนักกีฬาของเธอก็กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในสระเบื้องล่าง

วันนี้ผู้ที่คนในวงการนางแบบต่างยอมรับจะเปิดเผยมุมชีวิตที่ไม่ฉูดฉาดและอาจไม่เร้าใจเหมือนในทีวี แต่เป็นมุมที่จริงใจ เข้าใจง่าย

เราชวนเธอคุยในฐานะแม่-แม่ที่สนับสนุนการเติบโตของลูกอย่างเต็มที่ แม่ที่ผลักดันลูกสู่ลู่วิ่ง ทางจักรยาน และสระว่ายน้ำ

แม่ที่เชื่อว่ากีฬาคือครูที่สอนบทเรียนอันมีค่า

ลูกเกด, เมทินี , สกาย

พาท้องฟ้าไปหาทะเล

ลูกเกดเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก และอาจเป็นเพราะเหตุผลนี้ ที่เธอเห็นคุณค่าของมัน

เธอ และ เอ็ดเวิร์ด ชาร์พเพิลส์ ผู้เป็นสามี ปลูกฝังการเล่นกีฬาให้ลูกชายตั้งแต่ยังเด็ก โดยเริ่มจากการสนับสนุนให้ลูกชายคนเดียวเป็นนักกีฬาเทนนิส แต่การส่งเด็กชายไปคอร์ตกีฬาในกรุงเทพฯ ไม่ประสบความสำเร็จ

สกาย-ลูกชายของเธอที่ชื่อแปลว่าท้องฟ้า หลงรักทะเลและมีความสุขกับการว่ายน้ำ ในที่สุดครอบครัวกิ่งโพยม-ชาร์พเพิลส์ จึงตัดสินใจย้ายบ้านจากเมืองหลวงมาลงหลักปักฐานที่ภาคใต้ของเมืองไทย

พอเราย้ายมาอยู่พังงาถึงได้รู้ว่าจริงๆ น้องเขารักการว่ายน้ำมาก ตอนแรกเราแค่อยากให้เขามีทักษะ แต่ไปๆ มาๆ โค้ชเห็นว่าน้องมีแวว ก็เลยเริ่มสอนท่าและเทรนให้ลงแข่ง ผลที่เห็นชัดคือรูปร่างของเขา การว่ายน้ำทำให้เขามีกล้าม ไม่มีไขมัน แล้วสูงมาก เขาอายุ 8 ขวบ แต่ดูสูงเหมือนเด็กอายุ 10 ขวบ แล้วความคิดเขาก็เปลี่ยนด้วย” ว่าถึงตรงนี้เธอก็มองไปยังลูกชายที่ยังว่ายท่าฟรีสไตล์อยู่ในสระเบื้องหน้า

ความคิดของเขาเปลี่ยนไปอย่างไร” เราถาม

เขาอาจจะยังมีความเป็นเด็ก ยังมีความงอแง แต่การที่เด็กอายุ 8 ขวบคนนึงเทรนว่ายน้ำ 5 วัน วันละชั่วโมงครึ่ง มันสอนให้เขามีวินัย อยู่กับตัวเอง ไม่เหมือนฟุตบอลที่หันไปคุยกับเพื่อนได้ แต่ว่ายน้ำคือกีฬาที่คุณต้องอยู่กับ you, yourself เท่านั้น”

ลูกเกด, เมทินี , สกาย
ลูกเกด, เมทินี , สกาย

นี่คือคุณสมบัติของนักกีฬาที่จะได้ใช้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ที่ฝึกด้วยอัตราเดียวกัน สกายมีพัฒนาการที่ดีอย่างเห็นได้ชัด

การชนะการแข่งขันเป็นเรื่องง่ายสำหรับเด็กชาย เรื่องนี้ทำให้ลูกเกดดีใจและกังวลกับความประมาทไปในขณะเดียวกัน คุณแม่ลูกหนึ่งจึงพยายามสนับสนุนให้ลูกชายฝึกซ้อมเป็นประจำ แต่ในขณะเดียวกันก็บาลานซ์ไม่ให้มากเกินจนลูกชายต่อต้านเพราะเบื่อหน่าย ด้วยความฝันลึกๆ ว่าเขาจะกลายเป็นนักกีฬามืออาชีพและติดทีมชาติไทย

เกดอยากให้น้องสกาย be the best that he can be. เป็นไมเคิล เฟลป์ส เมืองไทย” เธอยิ้มเมื่อพูดถึงชื่อยอดนักว่ายน้ำชาวอเมริกันเจ้าของสถิติ 23 เหรียญทองในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “อยากให้วันหนึ่งเขาไปแข่งซีเกมส์ ไปแข่งโอลิมปิก แต่ก็ไม่รู้จะได้มั้ย คือเขาไม่รู้ว่าเขามีทักษะ แต่เกดอยากให้เขาตั้งใจและโฟกัส พยายามบอกเขาให้ใส่ใจในการฝึกซ้อมหน่อยเถอะ เกดสอนเขาว่าถ้าลูกพยายามลูกจะเก่งมากๆ เหมือนชีวิตเรา ถ้ายูมีเป้าหมายแล้วยูมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ว่าจะ set your mind ว่าอะไร ยูก็จะทำมันได้ และทำมันได้ดี นี่คือคุณสมบัติของนักกีฬาที่จะได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะการเรียนหรือทำงาน”

แม้ว่างานของเมทินีจะอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ทุกครั้งที่สกายมีนัดแข่งว่ายน้ำ ลูกเกดจะเคลียร์ทุกคิวเพื่อกลับบ้านมาเป็นกำลังใจและช่วยลูกชายเตรียมตัวในคืนก่อนการแข่งขัน เมื่อการตัดสินแพ้ชนะจบลง เธอจึงบินกลับไปทำงานต่อ มีเพียงกรณีฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้นถึงจะใช้วิธีวิดีโอคอลหาครอบครัวแทน

“เกดเป็นผู้ปกครองที่เหนื่อยมาก แต่ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน เกดให้ความสำคัญกับลูก เราต้องทำให้เขาเห็นว่าเราซัพพอร์ตเขา และสิ่งที่เขาทำมันเป็นเรื่องที่ดี”

ลูกเกด, เมทินี , สกาย
ลูกเกด, เมทินี , สกาย

เราต้องสอนเขาว่า sportmanship คืออะไร

ตั้งแต่น้องสกายเป็นนักกีฬา เกดเองก็รู้เลยว่าเกดเป็นแม่ที่เคี่ยวเข็ญลูก ประมาณว่า สกาย go! go! อะไรอย่างนี้” ลูกเกดเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ

เรื่องต่อมาที่แม่ลูกได้เรียนรู้ไปพร้อมกันคือ ทั้งคู่ชอบการแข่งขัน เด็กบางคนอาจไม่ชอบหรือกลัวการต่อสู้ในสนามกีฬา แต่เมื่อนิสัยทั้งครอบครัวพ้องต้องกัน การแข่งขันจึงเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้ร่วมสนุก ร่วมลุ้นชัยชนะ และเฉลิมฉลองหรือปลอบโยนกันหลังเกมจบลง

เวลาพาสกายไปแข่ง เกดจะเป็นคุณแม่ที่ supportive และค่อนข้างเสียงดัง ทุกโรงเรียนเขาจะรู้เลยว่าทีม manta ray ของโรงเรียนน้องสกายจะเสียงดังที่สุด เกดจะตะโกนให้โรงเรียนน้องสกายทุกคนเลย ปกติเวลาอยู่ในน้ำ เด็กๆ จะไม่ได้ยินเสียงเชียร์ แต่ทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลยว่าได้ยินเสียงของแม่สกาย ไม่มีภาพของลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม นางงามมิสไทยแลนด์เวิลด์ ปี 1992 หรือซูเปอร์โมเดล ไม่มี! การเป็น celebrity มันเป็นโลกที่กรุงเทพฯ”

อยู่ที่นี่ เราเป็นทีมซัพพอร์ตลูกไม่ว่าเขาจะชนะหรือแพ้ บางทีเห็นว่าน้องไม่พร้อมแล้วเสียใจ เราก็ทำได้แค่ปลอบเขา บอกเขาว่า เห็นมั้ยครับ ถ้ายูตั้งใจเทรนมากกว่านี้ ยูก็จะทำได้ดีกว่านี้ และไม่ว่าเขารู้สึกดีหรือแย่ เราต้องสอนเขาว่า sportmanship คืออะไร ไม่ใช่เอาแต่ใจตัวเอง แม่นักกีฬาก็ต้องมีใจนักกีฬา สอนสิ่งดีๆ ให้กับลูก เกดคิดว่าสอนเขาไปเรื่อยๆ วันนึงเขาคงเข้าใจ”

ลูกเกด, เมทินี , สกาย
ลูกเกด, เมทินี , สกาย
ลูกเกด, เมทินี , สกาย

กีฬาทำให้ชีวิตจริงเราเป็นนักสู้

ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ลูกเกดบอกว่ากีฬาได้หล่อหลอมสิ่งหนึ่งให้กับลูกชายของเธอ

สิ่งนั้นเรียกว่า สปิริต

ย้อนกลับไป การลงสนามว่ายน้ำครั้งแรกของสกายเริ่มต้นเมื่ออายุ 5 ขวบ และวันนั้น ผลจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของเด็กชายตั้งแต่ก่อนกระโดดลงสระ

เจ๊งค่ะ” เธอหัวเราะให้เรื่องราวตลกร้ายเมื่อวันวาน “ครั้งแรกที่พาสกายไปแข่งว่ายน้ำ น้องจะต้องว่ายฟรีสไตล์ 50 เมตรครั้งแรก วันนั้นเราตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาวอร์มอัพที่สระว่ายน้ำตอน 7 โมงเช้า ทุกคนตื่นเต้นดีใจมาก แพ็กคูลเลอร์ แซนด์วิช น้ำ นม ทุกอย่าง แต่กว่าน้องจะได้ลงแข่งก็ 10 โมงกว่า จากที่คึกคักพร้อมจะลง พอได้ยิน On your mark! สกายก็ร้องไห้แล้วก็ลงจากแสตนด์ พอเขาให้สัญญาณเสียงออกตัว คนอื่นก็ว่ายไปหมด เกดกับคุณเอ็ดเวิร์ดก็งง อ้าว ทำไมไม่ว่ายล่ะ เขาบอกว่าเขาตกใจ พอเพื่อนๆ แข่งเสร็จแล้ว เขาก็ร้องไห้ อยากแข่ง แต่แข่งไม่ได้แล้ว”

ความพ่ายแพ้ครั้งแรกเป็นบทเรียนที่ 1 ของการตื่นสนาม โค้ชเริ่มเทรนสกายและเด็กคนอื่นๆ ด้วยเครื่องเสียงที่ใช้ในวันแข่งจริง เมื่อถึงวันตัดสินเจ้าสระครั้งต่อมา เด็กชายคว้าชัยชนะมาได้สำเร็จ พร้อมไฟลุกโชนที่จะโดดลงน้ำเพื่อแข่งขัน อีกครั้ง และอีกครั้ง มาจนทุกวันนี้

กีฬาทำให้ชีวิตจริงเราเป็นคน active เป็นนักสู้ ไม่ยอมแพ้ อดทน เราก็พยายามสอนเขาว่า สกาย เวลาแพ้ มันไม่ได้แปลว่ายูเป็นลูสเซอร์ ยูต้องแพ้ให้เป็น ไม่ใช่มีแต่ชนะตลอด เราก็พยายามบอกเขา สอนเขาว่าถ้ายูชนะได้ทุกครั้งมันก็ดี มันสุดยอดอยู่แล้ว แต่ถ้ายูแพ้ไม่ใช่ว่ายูต้องนั่งร้องไห้ ซึ่งมันก็เคยเกิดขึ้นแล้ว เขาแพ้แล้วร้องไห้ รู้สึกเฟล แล้วเวลาชนะ ต้องชนะให้เป็น ไม่ใช่ว่าชนะแล้วเดินเชิด เฮ้ย ไอชนะ I’m better than you ไม่ใช่ เราต้องไปเชคแฮนด์กับเพื่อน หรือเวลาแพ้ก็ไม่ใช่มางอแงร้องไห้ ยูก็ต้องไปยินดีกับเพื่อนที่ชนะด้วย”

สุดท้ายสปิริตนักกีฬาคือผลลัพธ์ของการเคี่ยวกรำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นยามชนะและพ่ายแพ้ล้วนขยายอาณาเขตความกว้างขวางของหัวใจ

ลูกเกด, เมทินี , สกาย

กีฬาเป็นครูชีวิต

อเมริกันฟุตบอล ฟิตเนส เวทเทรนนิ่ง วิ่ง โยคะ พิลาเต้ เมทินีเล่นมาแล้วทั้งหมด และเปลี่ยนกิจกรรมมาเรื่อยๆ จนถึงต้นปีที่ผ่านมา เธอตัดสินใจลองเล่นไตรกีฬา ฝึกทั้งวิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ ด้วยสาเหตุหลักคือครอบครัว

ปีนี้เกดตั้งใจว่าจะออกจาก comfort zone ของตัวเอง เริ่มจากการว่ายน้ำ เกดชอบว่ายน้ำแต่ว่ายผิดมาตลอด วิธีที่ถูกต้องไม่เคยว่ายเป็นเลย เห็นลูกชายว่ายน้ำทั้งที เลยคิดว่าถึงเวลาที่เราจะลองบ้าง ส่วนสกายเขาเกลียดการวิ่งเลยทิ้งไตรกีฬา พอเกดตัดสินใจมาเทรนวิ่งและปั่นจักรยานกับเขา เขาเลยกลับมาชอบวิ่ง ไตรกีฬาช่วยให้เราเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันด้วย

บรรยากาศสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่พังงามันชวนให้เราออกกำลังกาย เราอยู่ใน community ที่ใส่ใจกับสุขภาพ มันน่าเสียดายถ้าเรา 3 คนไม่เล่นกีฬา สกายจะมัวแต่อยู่กับสกรีน แม่เอาแต่ตอบอีเมล พ่อก็ส่งงาน มันไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างเราเลย กีฬาเป็นกิจกรรมที่ทำให้พ่อ แม่ ลูก ใกล้ชิดกันมากขึ้น เกดกับสกายจะเทรนไตรกีฬาด้วยกัน ส่วนน้องสกายกับคุณพ่อจะเทรนฟุตบอลด้วยกัน มันทำให้เรามีเวลาอยู่ด้วยกันได้มากขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น และดูแลหุ่นด้วย ช่วงที่อยู่พังงาเราออกกำลังด้วยกัน เวลามาส่งน้องที่โรงเรียน เกดกับคุณเอ็ดเวิร์ดจะไปออกกำลังกายด้วย”

จังหวะการใช้ชีวิตของเมทินีต้องใช้พลังงานมากมาย จนเราสงสัยว่าการลงทุนลงแรงกับกีฬาทำให้เธอเหนื่อยหรือท้อบ้างรึเปล่า คุณแม่ลูกหนึ่งตอบอย่างชัดเจน

“เหนื่อย แต่ว่าคุ้มค่าค่ะ เกดคิดว่า Sport is a great teacher. กีฬาเป็นครูชีวิต สอนให้ยูอดทน เป็นผู้ชนะที่ดี ผู้แพ้ที่ดี ทำให้แข็งแรง มีมิตรภาพ มีความสัมพันธ์ที่ดี

สิ่งที่ได้จากกีฬาเอามาใช้ในชีวิตจริงได้” ลูกเกดสรุป

เมื่อคุยถึงตรงนี้ สกายก็ก้าวขึ้นจากสระน้ำ เด็กชายผิวสีแทนวิ่งตรงมาทิศที่เราคุยกันอยู่ ก่อนคนที่เธอรักที่สุดในชีวิตจะเข้ามาหา เมนเทอร์เกดยิ้ม แล้วตอบคำถามสุดท้ายว่าสิ่งที่ยากจริงๆ ในชีวิตคืออะไรกันแน่

ลูกเกด, เมทินี , สกาย

การเลี้ยงลูกมันยากเพราะว่าเด็กคนนี้เกิดมาเป็นผ้าขาว ใสสะอาด ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ เราวาง outline ให้เขาได้ว่ายูควรจะทำแบบนี้ สิ่งนี้ดี สิ่งนี้ถูก แต่การเพนต์สีลงไป จะลงโทนสีขาว สีดำ สีเขียว มันอยู่ที่เขา ว่าเขาจะ imprint ชีวิตของเขาให้มีสีอะไรบ้าง จะเดินทางไปในเส้นทางไหน เกดหวังว่าเขาจะเป็นแบบที่เราต้องการ แต่ถ้าเขาไม่เลือกเราก็ต้องทำใจ

อย่างน้อยในวันที่เขาโตเป็นผู้ใหญ่ กีฬาและพื้นฐานที่เราปลูกฝังมาจะอยู่กับเขาตลอดไป”

 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Sport is a Great Teacher

บทเรียนชีวิตและความคิดที่ได้จากกีฬา

The Cloud X MILO

 

นาทีที่ผมยืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ภาพความทรงจำในชีวิตการดูฟุตบอลก็ย้อนกลับมาชนิดตั้งตัวไม่ทัน

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าของน้องๆ นักฟุตบอลไทยทั้งสี่คนอย่าง ยูโร-ภูตะวัน จันทร์อินทร์, แจ๊ค-สิปปกร สีดำอ่อน, บูม-บดินทร์ พรหมมา และ เอิร์ธ-นครินทร์ โม้แพง ซึ่งได้รับคัดเลือกในโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona มาฝึกซ้อมที่สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นกาตาลุญญาร่วมกับเด็กๆ จากหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจาไมก้า นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โคลอมเบีย ปานามา ฯลฯ

การเดินทางมาฝึกซ้อมกับโค้ชระดับโลกที่สโมสรบาร์เซโลน่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เกิดจากความเชื่อที่เหมือนกันของสโมสรยักษ์ใหญ่และแบรนด์ไมโล ว่ากีฬาคือครูของชีวิตจนทั้งสองแบรนด์จับมือเป็นพาร์ตเนอร์ชิพสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะให้กับเด็กๆ เพื่อเป็นหนึ่งในเส้นทางความฝันของเหล่าเด็กๆ จากทั่วโลก

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

นอกจากช่วงเวลาที่อยู่ในสนามฟุตบอล ทีมงานของสโมสรยังจัดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เด็กๆ ได้เยี่ยมชมส่วนที่เป็นมิวเซียมของสโมสร

เมื่อเดินเข้าไปภายใน เจ้าหน้าที่ผู้เป็นคนพาทัวร์มิวเซียมก็เริ่มเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรบาร์เซโลน่า โดยย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่สโมสรยังไม่ได้เป็นยอดทีมที่คว้าแชมป์เป็นกอบเป็นกำอย่างเช่นทุกวันนี้ และเมื่อยิ่งเดินลึกเข้าไป เราเริ่มเห็นถ้วยรางวัลวางเรียงราย

โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona

สโมสรบาร์เซโลน่า

คล้ายเราเห็นสโมสรแห่งนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดินลึกเข้าไป

ผมเดินตามน้องๆ เข้าไปจนกระทั่งมายืนอยู่หน้าถ้วยรางวัลฟุตบอล UEFA Champions League ซึ่งเป็นถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในบรรดาถ้วยรางวัลของสโมสรในทวีปยุโรป

Camp Nou

บาร์เซโลน่าคว้าถ้วยรางวัลที่มีชื่อเล่นว่า ‘Big Ears’ ถ้วยนี้มาแล้ว 5 ครั้ง สูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ในทวีปยุโรป

นอกจากความสำเร็จของสโมสร มิวเซียมแห่งนี้ยังเป็นที่บรรจุความสำเร็จของนักฟุตบอลในทีมอีกด้วย โซนหนึ่งที่เด็กๆ มุงกันจนแทบไม่มีที่ว่างคือโซนที่รวมสิ่งของต่างๆ ของ ลิโอเนล เมสซี่ ยอดนักฟุตบอลชาวอาเจนไตน์ซึ่งเป็นขวัญใจอันดับ 1 ของแฟนบอลบาร์เซโลน่า

สิ่งของเหล่านั้นมีทั้งรองเท้าสตั๊ดและเสื้อฟุตบอลที่เมสซี่สวมใส่ในนัดสำคัญ

ผมถามเด็กบางคนที่ยืนดูว่ารู้สึกยังไง เขาบอกว่า โตขึ้นอยากเป็นแบบนี้ อยากเป็นแบบเมสซี่ และจะเป็นให้ได้

หากการซ้อมในสนามเป็นเหมือนขั้นตอนหนึ่งในการเดินตามความฝัน การเยี่ยมชมมิวเซียมคงเป็นเหมือนกระตุ้นปลุกเร้าให้เหล่าเด็กน้อยเดินตามความฝันต่อไป เป็นการจุดไฟในหัวใจให้ลุกโชน

Camp Nou

นอกเหนือเด็กนานาชาติจากโครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ผมเห็นเด็กๆ จำนวนไม่น้อยเดินตามผู้ปกครองเยี่ยมชมโซนต่างๆ ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้ และจากการฟังภาษาที่เขาพูดคุยอย่างออกรสขณะเดินชม ทำให้ผมรู้ว่าจำนวนไม่น้อยเป็นชาวกาตาลันนี่แหละ

นี่อาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนว่าวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาของดินแดนแห่งนี้แข็งแกร่งเพียงใด

ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งที่บาร์เซโลน่าผมได้คุยกับอดีตโค้ชทีมชาติไทยอย่าง โค้ชหรั่ง-ชาญวิทย์ ผลชีวิน ถึงประเด็นนี้ โค้ชผู้มีประสบการณ์ข้องเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทยมาหลายสิบปีบอกว่า ในบ้านเราวัฒนธรรมทางด้านกีฬายังไม่แข็งแรง ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าใดๆ ทั้งหมด

“ที่นี่ชุมชนเขาแข็งแกร่งมาก” โค้ชหรั่งบอกผม

‘ที่นี่’ ในความหมายของโค้ชหรั่งหมายถึงเมืองบาร์เซโลน่า ‘แข็งแกร่ง’ ในความหมายของเขาหมายถึงวัฒธรรมการเล่นกีฬาที่ฝังรากลึกจนเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตอย่างแยกไม่ออก กีฬาไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมจนมีพื้นที่จำกัดเหมือนในบ้านเรา

“ถ้าเรามีสนามกีฬาเยอะๆ ช่วยได้มั้ย” ผมสงสัย

“ถ้าวัฒนธรรมเรื่องกีฬาเราแข็งแรงเมื่อไหร่มันไปได้ เราจะเห็นว่าสโมสรหลายสโมสรพยายามสร้างอะไรเพียบเลย แล้วถามว่าพ่อแม่พาลูกไปมั้ยล่ะ ไม่มี ซึ่งมันเสียเงินไปเปล่าๆ

“คือถ้าคุณมีเงินก็ไปสร้างสนามได้แหละ แต่คำถามสำคัญคือคุณสร้างวัฒนธรรมหรือยัง สิ่งนี้สำคัญกว่า สนามคุณใช้เวลาสร้างแค่กี่เดือน แต่วัฒนธรรมคุณต้องใช้เวลาสร้างเท่าไหร่ล่ะ ให้คนในจังหวัดคุณ ในประเทศคุณหันมาเล่นกีฬา” โค้ชชาญวิทย์ทิ้งคำถามไว้อย่างน่าคิด

ผมนึกถึงโครงการคัดเลือกเยาวชนมาฝึกซ้อมที่สโมสรบาร์เซโลน่าอย่าง โครงการ Milo Futsal 2017 Road to Barcelona ที่สร้างพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มีเวทีในการแสดงออกความสามารถทางด้านกีฬา และอีกหลายๆ สิ่งที่ไมโลพยายามทำ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสื่อสารว่า กีฬาให้อะไรกับชีวิตมากกว่าที่เราคิด หรือที่เขาใช้คำว่า Sport Is a Great Teacher

สำหรับผม นี่ถือเป็นหนึ่งในความพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมเกี่ยวกับกีฬาให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในบ้านเราที่วัฒนธรรมกีฬายังไม่แข็งแรง

กีฬาสำคัญยังไง ทำไมจึงพยายามผลักดันเรื่องกีฬาให้เกิดขึ้นในสังคมไทย” ผมชวน คุณอนุพงศ์ รณกรกิจอนันต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไมโล ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของน้องๆ ทั้งสี่คุยในวันสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกันที่บาร์เซโลน่า

“การเล่นกีฬาส่วนสำคัญอยู่ที่การซ้อม ทำซ้ำๆ จนกระทั่งจากทักษะของเราจากศูนย์เริ่มมาเป็นสองสามสี่ จนกระทั่งถึงขั้นเพอร์เฟกต์ ซึ่งกว่าที่เราจะเพอร์เฟกต์มันน่าเบื่อนะ เด็กๆ ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ให้ได้ว่าการที่เขาจะเก่งได้มันไม่ใช่แค่ข้ามคืนแน่นอน เด็กๆ ต้องรู้จักเอาชนะความรู้สึกตัวเอง ก้าวข้ามความน่าเบื่อหน่ายให้ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้หนังสือมันสอนไม่ได้ แต่วันหนึ่งที่เด็กก้าวข้ามไปได้ เขาจะรู้ว่าความสำเร็จต้องใช้ความพยายาม

“สุดท้ายคือเรื่องที่ผมรู้สึกจากการได้ยินจากพ่อแม่ จากการจัดแข่งฟุตซอลของไมโลมาหลายปี คือในสังคมไทยค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเด็กที่เรียนเก่ง แล้วหลายครั้งที่วัฒนธรรมแบบนี้มันเป็นดาบสองคม มันทำให้เด็กที่อาจจะไม่ได้เรียนดีในห้องเรียนรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ซึ่งการเล่นกีฬานี่แหละ มันเป็นอีกด้านหนึ่งที่บอกว่า เด็กสามารถสร้างความมั่นใจของตัวเองได้ผ่านการเล่นกีฬา

“เด็กบางคนอาจจะอยู่ในห้องเรียนแล้วไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่เมื่อเขาลงสนามแล้วแทบจะเป็นเหมือนศิลปิน ซึ่งการที่เราเปิดสนามให้เขาได้แสดงความสามารถแบบนี้ มีสนามให้เขาได้เล่นฟุตซอล มันทำให้ตัวเขาเองมีความมั่นใจ แล้วพ่อแม่จะรู้สึกภูมิใจในตัวเขามากกว่าที่จะดูแค่ผลการศึกษา

“ชีวิตเราไม่ได้มีแค่ด้านนั้น มันมีด้านอื่นให้ภูมิใจ ทำให้เด็กๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง เขาไม่ได้เป็นเด็กหงอๆ แม้เขาจะไม่ได้เรียนเก่งก็ตาม ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องค้นพบได้ในการเล่นกีฬา” คุณพงศ์เล่าเสร็จแล้วชวนย้อนมองเด็กไทยทั้ง 4 ที่มาร่วมทริปในครั้งนี้

เมื่อถามถึงอนาคต ว่าวันหน้าปีหน้า จะยังมีเด็กไทยได้โอกาสบินมาฝึกซ้อมกับสโมสรบาร์เซโลน่าอีกไหม คุณพงศ์บอกว่าโครงการนี้จะมีอย่างต่อเนื่องแน่นอน

หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่า น้องๆ แต่ละคนแต่ละประเทศต่างเตรียมตัวกลับไปยังประเทศบ้านเกิด

ใช่หรือไม่ว่าไม่มีงานเลี้ยงใดหรอกที่ไม่เลิกลา สิ่งสำคัญคืองานเลี้ยงนั้นมันทิ้งสิ่งใดไว้ในใจเรามากกว่า

Camp Nou

บางคนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่าช่วงเวลา 3 วันที่เด็กๆ มาฝึกซ้อมที่บาร์เซโลน่านั้นสั้นเกินไป ซึ่งแน่นอนว่ากว่าที่เด็กคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักฟุตบอลได้ในอนาคตนั้นต้องใช้เวลาแรมปีหรืออาจทั้งชีวิต เวลา 3 วันไม่ได้เปลี่ยนให้ใครเป็นยอดนักเตะในช่วงข้ามคืนอยู่แล้ว ประเด็นนี้ใครก็รู้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลา 3 วันที่ว่านี้ไม่มีค่า

ตรงกันข้ามมันได้สร้างสิ่งที่สำคัญมากๆ ในหัวใจเด็กทุกคน

“ผมว่าช่วงที่อยู่ที่นี่เด็กๆ แต่ละคนจะมีโอกาสได้ก้าวข้ามความกลัวของตัวเองไม่มากก็น้อย อย่างน้องยูโรตอนที่เขาเป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย แต่โมเมนต์หนึ่งที่เขาได้ออกไปแสดงความสามารถ ไปโชว์เดาะลูกฟุตบอลแล้ววิดพื้นโชว์ ผมว่าเขาคงภูมิใจ แล้วเขาได้รางวัลเป็นลูกฟุตบอลกลับมา โมเมนต์นั้นเขาได้รู้สึกว่าเราไม่แพ้ใคร เรามีข้อดี

“อีกอย่างผมรู้สึกดีที่เด็กๆ จะได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาฉุกคิดในแบบที่เขาจะไม่ได้เจอยามอยู่เมืองไทย อย่างเช่นการเจอเด็กต่างชาติ ทำให้เด็กไทยมองเห็นว่าเราแตกต่างกัน แล้วเราจะเรียนรู้อะไรจากความแตกต่างนั้นมาใช้กับชีวิตเรา ทั้งหมดนี้มันเป็นการเดินทางของเด็กคนหนึ่ง มันจะทำให้เขาพัฒนาในอนาคต ตอนอยู่ที่บาร์เซโลน่ามันมีทั้งโมเมนต์ที่ขึ้นและลง ดีและแย่ ซึ่งเขาจะได้เรียนรู้ด้วยตัวเองว่า ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะพาเขากลับจากโมเมนต์ที่เขารู้สึกดาวน์ขึ้นมาได้

“ผมเชื่อว่าจะเทรน 2 วัน 3 วัน 5 วัน กลับไปอาจไม่แตกต่างกันมาก สิ่งสำคัญคืออะไรอยู่ในหัวของเขาตอนที่เขากลับมา แล้ววันหนึ่งเวลาที่เขาอยากจะไปต่อในเส้นทางเขา เขาจะใช้เหตุการณ์ในหัวพวกนี้เป็นตัวทำให้เขาฮึดขึ้นมา ไม่ยอมแพ้”

แม้ผมจะไม่อาจรู้ว่าในหัวของน้องๆ ทั้งสี่มีสิ่งใดบรรจุอยู่ แต่ดูจากแววตาอันเต็มไปด้วยประกายแห่งความฝันและมุ่งมั่น ผมก็พอเดาได้ว่าภายในนั้นไม่ได้ว่างเปล่า

Camp Nou

ย้อนอ่าน EPISODE 1 ได้ที่นี่
ย้อนอ่าน EPISODE 2 ได้ที่นี่

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load