เซ็นทรัล อยุธยา เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากใครมีโอกาสได้ผ่านไปท่องเที่ยว หรือขับรถผ่านทางถนนสายเอเชีย คงจะเห็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่แกะกล่องของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตั้งโดดเด่นมาแต่ไกล

ด้วยระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ไม่ถึงอึดใจ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงเป็นหมุดหมายการเดินทางที่สะดวกง่ายดาย ทั้งคนรักประวัติศาสตร์ ก็มีโบราณสถานเรียงรายทั่วทั้งในและนอกเกาะเมืองให้เลือกชมจุใจ สำหรับสายชิมก็มีให้ลองหลากหลาย ทั้งเมนูขึ้นชื่ออย่างกุ้งเผาตัวใหญ่ หรือโรตีสายไหมให้หิ้วติดมือกลับบ้าน ส่วนชาวคาเฟ่ฮอปปิ้ง พักหลังมานี้มีร้านสวย ๆ เกิดขึ้นกันเป็นดอกเห็ด ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะเวียนมาอยู่เสมอ

การขยับตัวอีกครั้งของเมืองมรดกโลกแห่งนี้จึงถือว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ และเป็นเสมือนประตูด่านแรกของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเก่า เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่อนาคตอันใกล้จะมีทั้งศูนย์วัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ สำหรับให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว และ Transportation Hub จุดรวมรถโดยสารเพื่อพานักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่วัดวาอารามต่าง ๆ ภายในเกาะเมือง

นอกจากนี้ยังมีโรงแรมและคอนโดมิเนียมอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ ส่งเสริมให้คนใช้เวลามาเที่ยวอยุธยานานขึ้น มากกว่าแค่เป็นทริปแบบวันเดียว ไปเช้า-เย็นกลับ เพราะช่วงกลางคืนเอง อยุธยาก็มีเสน่ห์ที่ต่างออกไป อย่างแสงสีที่ส่องสาดไปตามโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ ถือเป็นอีกหนึ่งมุมที่ต่างไปจากตอนเช้า เมื่อนักท่องเที่ยวใช้เวลาเยอะขึ้น ผลพลอยได้ยังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ให้กับชาวบ้าน

โดยเป็นความตั้งใจของ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ในฐานะผู้พัฒนาโครงการเซ็นทรัล อยุธยา ที่ต้องการให้โครงการนี้เปรียบเสมือนสปอตไลต์ส่องให้อยุธยาเรืองรองในระดับโลก พร้อมทั้งวางบทบาทให้เป็นมากกว่าแค่สถานที่มาช้อปปิ้ง แต่เป็น ‘Center of Life – ศูนย์กลางการใช้ชีวิต’ ของคนในชุมชน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่สร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่นและกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดให้เจริญ โดยเป็นส่วนช่วยเติมเต็มด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ที่ที่อดีตคืออนาคต…ที่ที่เริ่มต้นจากคำว่า ‘จินตนาการ’

นอกจากนี้อัตลักษณ์ของ ‘อยุธยา’ ยังสะท้อนอยู่บนโลโก้ Central Ayutthaya ที่มีลูกเล่นบนอักษร A ที่เปิดพื้นที่จินตนาการให้นึกถึงยอดเจดีย์และสถาปัตยกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั่นเอง

โดยสอดคล้องกับ Brand Identity ใหม่ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลคือ ‘เซ็นทรัล + โลเคชั่น’ สื่อถึงการเป็น Center of Life ศูนย์กลางแห่งการใช้ชีวิตของผู้คนและชุมชน รวมไปถึงการสะท้อนอัตลักษณ์อันโดดเด่นของจังหวัดหรือที่ที่เซ็นทรัลตั้งอยู่ 

ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจจริงของทางเซ็นทรัลพัฒนา ด้วยบทบาทของ Place Maker นักพัฒนาพื้นที่ที่ต้องการสร้างคุณภาพชีวิตและอนาคตที่ดีให้กับทุกที่ที่เข้าไปพัฒนา ด้วยวิสัยทัศน์ ‘Imagining better futures for all มุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุด เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน’

การออกแบบที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกรุงเก่า

คนอยุธยาภูมิใจที่บ้านเมืองของตนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

เซ็นทรัลจึงนำเอาแรงบันดาลใจจากเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทั้งเมืองหลวงเก่าและเป็นเมืองมรดกโลก คล้ายกันกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาใช้เป็นโมเดล คือมีทั้งโซนเมืองเก่าและโซนเมืองใหม่อยู่ร่วมกัน

เป็นการบ้านของทางเซ็นทรัลและทีมดีไซเนอร์ที่ร่วมกันทำงาน ก่อนผลลัพธ์จะออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ ‘Thai Twist’ ที่นำเอาความเป็นไทยมาเล่าในรูปแบบร่วมสมัย สื่อถึงความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาครั้งอดีต และแสดงความเป็นท้องถิ่นผสานกับความโมเดิร์น ถ่ายทอดผ่านการออกแบบตกแต่งทั้งภายในและภายนอกของศูนย์การค้า

ทีมสถาปนิกและนักออกแบบจาก Onion ที่ฝากผลงานไว้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างโรงแรมศาลา อยุธยา และ บ้านป้อมเพชร รับหน้าที่สร้างสรรค์ ‘ฟาซาด’ หรือเปลือกอาคารที่คอยห่อหุ้มโครงสร้างของอาคาร ซึ่งถือเป็นฉากแรกด้านหน้าที่คอยต้อนรับยามได้มาเยือนศูนย์การค้าแห่งนี้

ภาพจำของอยุธยาในสายตาของใครหลายคน คือโบราณสถานที่ก่อร่างสร้างขึ้นจากอิฐสีแดงส้ม ปูนฉาบสีขาวที่พอหลงเหลือตามอาคารเก่าแก่ และสีทองที่ปรากฏอยู่ตามองค์ประกอบสถาปัตยกรรมในวัด-วัง ดีไซเนอร์หยิบเอาทั้ง 3 สีนี้มาเป็นโทนหลัก และด้วยความที่มีพื้นที่ติดกับถนน 2 สาย ด้านหน้าติดกับถนนสายเอเชีย เส้นทางหลวงสายหลักไปสู่ภาคเหนือของประเทศ ส่วนด้านข้างเป็นถนนอโยธยา เป็นเส้นทางสัญจรเพื่อเข้าไปสู่เกาะเมืองด้านใน จึงออกแบบให้ฟาซาดทั้ง 2 ฝั่งถนนแตกต่างกัน โดยแต่ละฝั่งต่างก็ให้ความรู้สึกอิงแอบเข้ากับกับบริบทของพื้นที่ที่ไม่เหมือนกัน

ฟากถนนสายเอเชีย ทำเป็นฟาซาดสีขาวและสีทองดูทันสมัยสะดุดตาเมื่อมองจากระยะไกล ให้ความรู้สึกดูยิ่งใหญ่และเรียบหรู แต่เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ จะพบว่าแผ่นปิดหน้าทั้งสีทองและสีขาวนั้น เกิดจากการร้อยเรียงกันของรูปทรงสามเหลี่ยมหยักไปมาขนาดแตกต่างกันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘จอมแห’ กรอบการออกแบบเจดีย์หรือเครื่องยอดอาคารในงานช่างไทย และการ ‘ย่อมุมไม้สิบสอง’ รูปแบบของส่วนฐานเจดีย์ที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นการซ่อนรายละเอียดของงานสถาปัตยกรรมไทยโบราณมาผสานในรูปแบบที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว

เบื้องหลังการดีไซน์ Central Ayutthaya ที่ทำให้ทุกส่วนในห้างสรรพสินค้าเล่าเรื่องท้องถิ่น

อีกฝั่งหนึ่งเป็นฟาซาดที่ใช้อิฐเป็นวัสดุหลัก มีรูปทรงโค้งโอบรับให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง โดยสร้างความพิเศษยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบให้เป็นอิฐรูปครึ่งวงกลม สั่งเผาพิเศษจากโรงอิฐท้องถิ่นที่ยังใช้กรรมวิธีการผลิตอิฐแบบโบราณชนิดเดียวกันกับที่ใช้ก่อเจดีย์ อิฐจำนวนมหาศาลก่อเรียงสับหว่างต่อกันขึ้นไปคล้ายกำแพงขนาดใหญ่ เมื่อมองภาพกว้างจะให้ภาพคล้ายพื้นผิวภายนอกของเครื่องจักสาน งานหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อของชาวอำเภอบางปะหัน ที่มักทำกันช่วงหมดหน้านา

เบื้องหลังการดีไซน์ Central Ayutthaya ที่ทำให้ทุกส่วนในห้างสรรพสินค้าเล่าเรื่องท้องถิ่น

ยังไม่ทันเดินเข้าด้านใน ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดและการออกแบบที่สอดแทรกความเป็นเมืองเก่าอย่างครบครัน

บอกเล่าเรื่องราวผ่านงานดีไซน์

เซ็นทรัล อยุธยา เป็นสถานที่เดินเที่ยวสนุกและคงจะถูกใจชาว Instagram อยู่ไม่น้อย เพราะในทุกชั้น มีประติมากรรมและงานประดับตกแต่งที่แฝงความเป็นไทยอยู่แทบทุกส่วน เดินไปก็เพลินเหมือนกำลังชมเรื่องราวของชาวอยุธยาไปตลอดทาง แถมยังเก็บภาพกลับบ้านได้แบบไม่ซ้ำมุม

เริ่มตั้งแต่ก้าวเข้ามาด้านในบริเวณโถงด้านหน้า จะเจอกับประติมากรรมพานพุ่มสีทองขนาดใหญ่คอยตั้งต้อนรับ เป็นงานประณีตศิลป์โบราณที่ดีไซน์ออกมาแบบร่วมสมัย สื่อถึงสิ่งสักการะบูชาในพุทธศาสนา 

เบื้องหลังการดีไซน์ Central Ayutthaya ที่ทำให้ทุกส่วนในห้างสรรพสินค้าเล่าเรื่องท้องถิ่น

เข้ามาอีกนิดเป็นประติมากรรมคู่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน โดยหยิบเอาส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดมาใช้ตั้งชื่องานอย่าง ‘อู่ข้าว-อู่น้ำ’ สำหรับอู่ข้าว นำเสนอภาพความอุดมสมบูรณ์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ในอดีต เป็นรูปควาย กองฟาง และเกวียน โดยใช้วิธีการสานขึ้นเป็นรูป ส่วนอู่น้ำ บอกเล่าถึงวิถีชีวิตริมแม่น้ำของชาวอยุธยา ผ่านสุ่มดักปลาขนาดใหญ่ที่ใช้ทำประมงพื้นบ้าน เรือ และปลาตะเพียนสาน อีกสัญลักษณ์หนึ่งของอยุธยา ชิ้นงานทั้งสองนี้ นอกจากเป็นจุดถ่ายภาพแล้ว ยังเป็นจุดนั่งพักคอยด้วย

เบื้องหลังการดีไซน์ Central Ayutthaya ที่ทำให้ทุกส่วนในห้างสรรพสินค้าเล่าเรื่องท้องถิ่น
เบื้องหลังการดีไซน์ Central Ayutthaya ที่ทำให้ทุกส่วนในห้างสรรพสินค้าเล่าเรื่องท้องถิ่น

ขึ้นมาชั้นบนสุดบริเวณโซนฟู้ดคอร์ต ออกแบบที่นั่งกินอาหารเป็นรูปถ้วยชามเบญจรงค์สีสันสดใส เขียนลวดลายเป็นเอกลักษณ์ครั้งกรุงเก่า ส่วนร้านอาหารต่าง ๆ ก็ตกแต่งโดยได้แรงบันดาลใจมาจากตู้กับข้าวของบ้านไทยสมัยก่อน เดินต่อไปอีกหน่อย เป็นโซน Co-working Space สำหรับเป็นพื้นที่อ่านหนังสือหรือนั่งทำงาน ประติมากรรมตรงนี้ทำเป็นเครื่องถ้วยลายครามสีฟ้า-ขาว เขียนลายอย่างจีนวางซ้อนกันไปมา สะท้อนให้เห็นถึงสถานะเมืองท่าค้าขายอันรุ่งเรืองในอดีตของกรุงศรีอยุธยาที่มีการติดต่อค้าขายกับอาณาจักรจีน

เบื้องหลังการดีไซน์ Central Ayutthaya ที่ทำให้ทุกส่วนในห้างสรรพสินค้าเล่าเรื่องท้องถิ่น
เบื้องหลังการดีไซน์ Central Ayutthaya ที่ทำให้ทุกส่วนในห้างสรรพสินค้าเล่าเรื่องท้องถิ่น

นอกจากนี้ ด้านนอกยังมีกิมมิกเก๋ ๆ เชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวออกตามหาฝาท่อ ซึ่งทำเป็นลายสัญลักษณ์ที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับอยุธยาทั้ง 7 แบบกระจายอยู่รอบศูนย์การค้าให้เจอ จะเป็นลวดลายอะไรบ้าง ลองไปเดินเล่นตามหากันดูได้ตามอัธยาศัย

ห้างสรรพสินค้าใหม่ในเมืองเก่า กับงานออกแบบร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่น และความตั้งใจเป็นประตูบานแรกสู่อยุธยา
ห้างสรรพสินค้าใหม่ในเมืองเก่า กับงานออกแบบร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่น และความตั้งใจเป็นประตูบานแรกสู่อยุธยา

ศูนย์การค้าที่โยงใยทุกส่วนเข้ากับท้องถิ่น

หากเดินเล่นถ่ายรูปจนจุใจ อยากหาของฝากติดไม้ติดมือกลับไปบ้าน มีโซน ‘ตลาดเพลินนคร’ เป็นตลาดที่ระลึกและของฝากของดีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ขนมไทยพื้นบ้านหากินยาก กุ้งเผายอดฮิตก็มีขาย ไปจนถึงโรตีสายไหมเจ้าดัง ทางเซ็นทรัลได้ชวนผู้ประกอบการในจังหวัดมารวมไว้อยู่ภายในศูนย์การค้าแห่งนี้ ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างโอกาสค้าขายให้กับคนในท้องถิ่น สำหรับนักท่องเที่ยวมาแล้วก็ได้ช้อปครบจบภายในที่เดียว

ห้างสรรพสินค้าใหม่ในเมืองเก่า กับงานออกแบบร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่น และความตั้งใจเป็นประตูบานแรกสู่อยุธยา

ที่กลางตลาดเพลินนคร สร้างเป็นเรือนไทยใต้ถุนสูงขนาดใหญ่ ขึ้นไปถ่ายภาพด้านบนได้ หรือจะนั่งพักทอดสายตาลงมายังตลาดด้านล่าง ก็มีการจัดโต๊ะตามมุมต่าง ๆ ของบ้านไว้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินไฮไลต์ที่ห้ามพลาด

ห้างสรรพสินค้าใหม่ในเมืองเก่า กับงานออกแบบร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่น และความตั้งใจเป็นประตูบานแรกสู่อยุธยา

ออกมาด้านนอกมี ‘ลานพระนคร’ อยู่ด้านหน้าฟาซาดอิฐ ทำหน้าที่เป็นลานกิจกรรมสาธารณะที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตลอด ทั้งเป็นจุดพบปะนั่งพักผ่อน หรือเป็นตลาดหมุนเวียนสับเปลี่ยนร้านค้าไปตามแต่ละเทศกาล เป็นทั้งตลาดเช้าหรือไนต์มาร์เก็ตก็ได้ แถมยังยินดีให้เยาวชนในจังหวัดมาเปิดท้ายขายสินค้าแฮนด์เมด หรือหน่วยราชการหรือองค์กรในจังหวัดยังสามารถยืมใช้พื้นที่จัดกิจกรรมได้

ห้างสรรพสินค้าใหม่ในเมืองเก่า กับงานออกแบบร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่น และความตั้งใจเป็นประตูบานแรกสู่อยุธยา

หากมาแวะเลือกซื้อหาสินค้าที่ลานพระนคร ยังมีจุดสำหรับถ่ายภาพเอาไว้เช็กอินเก๋ ๆ ลงโซเชียลว่ามาถึงอยุธยาแล้ว อย่างสะพานข้ามบ่อบัวด้านข้างลาน และมาลัยดอกไม้ชนิดต่าง ๆ ที่ถักร้อยอักษรเป็นคำว่า ‘อยุธยา’ ในรูปแบบสามมิติตั้งอยู่ด้านหน้าด้วย

ห้างสรรพสินค้าใหม่ในเมืองเก่า กับงานออกแบบร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่น และความตั้งใจเป็นประตูบานแรกสู่อยุธยา

ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจจริงของทางเซ็นทรัล ที่อยากเปิดพื้นที่สร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น และกระจายรายได้ให้ชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดให้เจริญ โดยอาศัยเป็นส่วนช่วยเติมเต็มด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรียกได้ว่าเบื้องหลังของศูนย์การค้าแห่งนี้ คือแนวคิดโยงใยกับท้องถิ่นที่แทรกไว้แทบทุกส่วนเลยทีเดียว

Writer

Avatar

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
142

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.

Writer

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

เกษม ตั้งทรงศักดิ์

นักกิจกรรมสังคม สิ่งแวดล้อม เขียนหนังสือเป็นงานหลังเกษียณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load