3 กุมภาพันธ์ 2565
2 K

หากจะมีสิ่งไหนที่เป็นนามธรรมที่สุดบนโลกนี้ สิ่งนั้นอาจคือเวลา

ทว่าเสน่ห์ของนามธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเวลา ความรัก ความตาย หรือกระทั่งชีวิต คือการกระตุ้นให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ดิ้นรนค้นหาความหมายของมัน

ภาพยนตร์เรื่อง ‘Anatomy of Time’ คือหนึ่งในความพยายามนั้น มันพาเราไปสำรวจเรือนร่างของเวลาผ่านความสัมพันธ์ของชายหญิงชราคู่หนึ่ง ซึ่งแทบไม่หลงเหลือเยื่อใยความรักต่อกัน แต่ยังอยู่ดูแลกันจนวันสุดท้าย-ด้วยพันธนาการที่ยากจะอธิบาย

หลังได้รับเลือกให้ไปฉายตามเทศกาลหนังทั่วโลกในปีที่ผ่านมา พร้อมคว้ารางวัลจากหลายสถาบัน ชื่อของ เก่ง-จักรวาล นิลธำรงค์ ขึ้นแท่นเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยที่น่าจับตา เช่นเดียวกับ

ผลงานเรื่องล่าสุดของเขาที่ได้รับคำชื่นชมทั้งในแง่งานภาพที่มีเอกลักษณ์ละเมียดละไม บทภาพยนตร์สดใหม่ รวมถึงการนำเสนอประเด็นที่เป็นสากล 

สื่ออย่าง The Hollywood Reporter เขียนถึงผลงานเรื่องนี้ว่า “จักรวาล วาดประวัติศาสตร์ครอบครัวของเขา เพื่อสร้างภาพประทับใจของแม่ซึ่งอุทิศตนเพื่อดูแลพ่อที่ป่วยหนัก ก่อนพาผู้ชมกระโดดเข้าสู่ห้วงการระลึกถึงชีวิตและความสูญเสียในประเทศไทย บ้านเกิดของเขา” 

ในวัย 45 ปี จักรวาลมีอาชีพหลักเป็นอาจารย์ประจำสาขาภาพยนตร์และภาพถ่าย คณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คลุกคลีอยู่ในแวดวงภาพยนตร์และศิลปะ ทั้งในฐานะของผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ สลับบทบาทมาเป็นศิลปินบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อมีไอเดียใหม่ ๆ งานของเขาครอบคลุมตั้งแต่ภาพยนตร์สั้น วิดีโออาร์ต ไปจนถึงศิลปะจัดวาง (Installation)

ไม่ว่าโดยบังเอิญหรือตั้งใจ จุดร่วมอย่างหนึ่งที่ปรากฏในงานของจักรวาล คือการนำเอาความทรงจำส่วนตัวมาตีแผ่และทำความเข้าใจ สอดแทรกด้วยกลิ่นอายของปรัชญาและศาสนา ท้าทายให้ผู้ชมขบคิดและแปลความหมาย

ในวาระที่ Anatomy of Time ได้ฤกษ์เข้าฉายในประเทศไทย เราชวนเขามาสนทนาถึงแก่นแท้ของคำว่าเวลา ความสัมพันธ์ที่หาคำอธิบายไม่ได้ และกระบวนการตามหาความทรงจำที่หล่นหาย-ทั้งในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ และในฐานะปุถุชนที่ยังไม่หลุดพ้นจากวังวนแห่งความทุกข์

จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ

สังเกตว่าหนังที่คุณทำหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องล่าสุดคือ Anatomy of Time มีจุดตั้งต้นจากประสบการณ์ชีวิตส่วนตัว อยากทราบว่าทำไมถึงสนใจนำแง่มุมชีวิตของตัวเองมาเล่าผ่านภาพยนตร์

จริง ๆ แล้วไอเดียของเรื่องนี้ต่อเนื่องมาจากเรื่อง Vanishing Point (2015) ซึ่งโฟกัสที่เรื่องของพ่อ เล่าผ่านมุมมองของพ่อเป็นหลัก พอทำเรื่องนั้นเสร็จ ผมรู้สึกว่าเรายังไม่ได้มองในมุมของ ‘แม่’ หรือภรรยาของผู้ชายคนนี้เลย จึงเป็นความตั้งใจว่า ถ้าจะทำหนังเรื่องต่อไป ผมอยากลองสำรวจมุมนั้นดูบ้าง 

ทั้งสองเรื่องนี้มีประเด็นที่ทับซ้อนกันอยู่ คือพูดถึงเรื่อง ‘ความทุกข์’ เหมือนกัน ความต่างคือใน Vanishing Point มันเหมือนการสำรวจความทุกข์ และหาทางที่จะออกจากความทุกข์นั้น แต่ใน Anatomy of Time มันคือการมองย้อนกลับไปว่าในอดีต คนสองคนเคยมีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกัน ผมอยากย้อนกลับไปสำรวจว่า ในวันที่เขารู้สึกตกหลุมรักกัน มันเป็นยังไง ผ่านมุมมองผู้หญิงซึ่งมีความละเอียดอ่อนกว่า

คำถามหลัก ๆ ตอนทำ Anatomy of Time คืออะไร

ตอนเริ่มเขียนบท แรงบันดาลใจสำคัญคือ ผมได้เห็นช่วงเวลาสุดท้ายที่คุณแม่ดูแลคุณพ่อ ก่อนคุณพ่อจะเสีย ผมสงสัยว่า ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งถึงทุ่มชีวิตเพื่อดูแลชายแก่คนหนึ่งจนวันตาย ทั้งที่เราก็ไม่ได้เห็นเขามีความรักหรือเยื่อใยต่อกันมานานแล้ว คำถามคืออะไรที่ทำให้เขายังคงทำสิ่งนั้นต่อไป อะไรที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้ เพราะคนรุ่นนี้ รวมถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไป อาจไม่เข้าใจแล้วว่าความสัมพันธ์แบบนี้คืออะไร

ถ้าให้เปรียบเทียบ คงเหมือนสมัยก่อนที่คนจีนแต่งงานแล้วอวยพรให้ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ซึ่งอาจไม่เวิร์กแล้วกับคนยุคปัจจุบัน ถ้าเป็นผม ผมรู้สึกว่าถ้าไม่รักกันแล้ว จะทนถือไม้เท้าถือกระบองกันไปทำไม ทำให้ผมอยากเข้าใจมุมมองนี้ ตอนนั้นเลยเริ่มหาคำตอบจากการไปบวช และเริ่มต้นเขียนบทหนังเรื่องนี้ตอนที่บวชอยู่ 

เมื่อเข้าสู่กระบวนการเขียนบท จนถึงถ่ายทำ คำตอบที่คุณสงสัยมันคลี่คลายขึ้นไหม 

ผมมาเห็นคำตอบชัดขึ้นตอนทำหนังเสร็จแล้ว และเอาไปฉายในเทศกาลที่ต่างประเทศ หลังฉายเสร็จมีนิตยสารของโปแลนด์มาขอสัมภาษณ์ผม คนสัมภาษณ์บอกว่าเขาอินกับหนังมาก ซึ่งระหว่างสัมภาษณ์ไป จู่ ๆ เขาก็เล่าเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับแม่ให้ฟัง แล้วบอกว่าหลังดูหนังจบ เขาโทรหาแม่ บอกแม่ว่าเขาดีใจมากที่แม่เลิกกับพ่อได้ เขาเข้าใจแล้วว่าแม่ต้องผ่านอะไรมา 

นั่นคือจุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันเข้าถึงคนดูได้ในหลาย ๆ มิติ นี่แหละคือสิ่งที่หนังต้องการ สุดท้ายแล้วมันอาจไม่ได้ต้องการคำตอบจากคนรุ่นก่อนขนาดนั้น แต่เป็นการตั้งคำถามกับคนรุ่นปัจจุบันมากกว่า 

แล้วตัวคุณเอง ในฐานะที่ประสบพบเจอความสัมพันธ์แบบนี้มาโดยตรง สุดท้ายแล้วคุณทำความเข้าใจกับมันยังไง

ผมมองว่าความสัมพันธ์ก็คล้ายกับเวลา คือไม่มีความจริงแท้แน่นอน ตัวเราในวันที่ยังไม่มีครอบครัว กับตัวเราในวันที่แต่งงานกัน หรือวันที่ต้องตายจากกันไป อาจไม่ใช่เราคนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมไม่ได้เชื่อว่าคนเราต้องรักกันเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย แต่ขณะเดียวกัน ชีวิตมันก็มีเหตุผล มีกลไกที่ทำให้แต่ละคนโคจรมาเจอกัน ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ตรงนี้ผมว่าน่าสนใจ

สังเกตว่าชื่อหนังภาษาไทยคือ ‘เวลา’ ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องอะไรกับนวนิยายซีไรต์ชื่อเดียวกันของ ชาติ กอบจิตติ หรือเปล่า เพราะดูจากพล็อตเรื่องและคอนเซ็ปต์แล้ว น่าจะมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่  

เกี่ยวครับ เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ตอนผมเขียนบท จะมีตัวละครหนึ่งที่เขียนขึ้นมาจากหนังสือของพี่ชาติเลย และมีฉากที่เกิดขึ้นในบ้านพักคนชราเหมือนกับในหนังสือ พอเขียนบทเสร็จ เราส่งบทให้พี่ชาติดูด้วย เพราะเราไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันคือ Adaptation หรือเปล่า พอพี่ชาติได้อ่านบท แกบอกว่ามีนิดเดียวเอง ไม่เป็นไร ใช้ได้เลย 

แต่นอกจากหนังสือ อย่างที่บอกไปว่า มันตั้งต้นมาจากชีวิตจริงของผมเอง บวกกับจินตนาการที่ผมใส่เพิ่มเข้าไป อย่างช่วงที่เล่าเรื่องในอดีตทั้งหมด อันนั้นมาจากการขอดูรูปเก่า ๆ ของแม่ แล้วจินตนาการออกมาหมดเลย 

จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ
จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ

ในแง่ของการทำบทหนัง ด้วยความที่เรื่องราวตั้งต้นมาจากครอบครัวคุณเอง คุณต้องรีเสิร์ชอะไรเพิ่มเติมไหม ที่บอกว่าต้องจินตนาการ คือจินตนาการอะไร 

อย่างแรกคือผมเอารูปเก่า ๆ ของแม่ในสมัยก่อนมาดู แล้วก็คุยกับแม่บ้าง ซึ่งแม่ก็มักจะบอกว่า จำเรื่องสมัยก่อนไม่ค่อยได้แล้ว คนที่ช่วยได้มากกว่าจะเป็นน้า (น้องสาวของแม่) ที่เล่ารายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีกว่า 

แต่พอเอาเข้าจริง กลายเป็นว่าเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ที่เขียนออกมา เป็นจินตนาการของเราเองมากกว่า โดยเฉพาะพาร์ตที่เล่าถึงอดีต พอเปิดเจอรูปเก่า ๆ ของแม่ในสมัยก่อน ผมรู้สึกว่าแม่เราโคตรสวยเลยว่ะ แล้วมันมีอยู่รูปหนึ่งที่แม่ผมถ่ายกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่พ่อ ดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นโค้ชทีมฟุตบอล ไม่ก็ครูพละ พอเห็นรูปนั้น ผมก็ลองจินตนาการต่อว่า ถ้าสมมติเขาเป็นแฟนกัน ผมอาจไม่ได้เกิดมาก็ได้ หรือบางทีชีวิตของแม่อาจดีกว่านี้ ผมเริ่มจากจุดนั้น แล้วค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวขึ้นมา

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ คอนเซ็ปต์ใหญ่ที่คลุมหนังเรื่องนี้ไว้ก็คือ ‘เวลา’ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายในหลายมิติ อยากรู้ว่าในมุมมองของคุณ เวลาคืออะไร 

เมื่อพูดถึงคำว่าเวลา คนมักจะมองมันเป็นเส้นตรง คือมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถ้าพูดในเชิงพุทธศาสนา จุดสมมติต่าง ๆ ทั้งอดีตและอนาคต มันไม่มีอยู่จริง มันมีแค่ปัจจุบัน แต่ถ้ามองในมุมฟิสิกส์ เวลาคือมิติที่ 4 ซึ่งไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนกัน แต่เป็นเส้นโค้ง การมองจากหลาย ๆ มุมแบบนี้ สุดท้ายมันทำให้เราไม่ไปเชื่อหรือยึดติดว่าเวลาต้องเป็นเส้นตรงเสมอไป 

สำหรับผม เวลามันมีเท่าเดิม แต่ในระยะเวลาที่เท่ากัน สิ่งที่มากระทบกับเรา ณ ช่วงเวลานั้น ๆ มีผลให้เรารู้สึกว่าเวลานั้นสั้น-ยาวแตกต่างกันไป ผมว่าสิ่งนี้น่าสนใจ นึกภาพง่าย ๆ ว่าเวลาที่เรามีความสุข กับเวลาที่เรารอคอย แม้จะเป็นเวลา 5 นาทีเหมือนกัน แต่ความรู้สึกในใจมันไม่เท่ากัน ผมว่าเวลามันคือสิ่งนั้น มันคืออะไรก็ตามที่มีผลให้ 5 นาทีนั้นช้าหรือเร็ว 

แล้วคุณเอาไอเดียนี้มาใส่ในหนังอย่างไร

ไอเดียของผมคือการหานิยามให้กับคำว่าเวลา โดยใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ ถ้าได้ดูหนัง จะสังเกตว่ามันเริ่มต้นด้วยความตาย แล้วจบด้วยความตาย เหตุผลที่เป็นแบบนั้น เพราะผมคิดว่าความตายมันไม่ได้มีอยู่จริงในชีวิตเรา ในแง่ที่เราไม่สามารถมีประสบการณ์นั้นได้ด้วยตัวเอง นอกจากจะเป็นคนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้ หมายความว่าเรารู้จักความตายผ่านความตายของคนอื่นอีกที แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความตายมาถึงเรา เมื่อนั้นแหละที่ ‘เวลา’ ของเราหมดลง

สำหรับผม ความตายคือสิ่งที่ทำให้เวลาหยุดลง ผมเลยเลือกเปิดเรื่องด้วยความตาย แล้วเล่าย้อนเวลากลับไปในวันที่ยังมีชีวิต แล้วปิดด้วยความตายอีกรอบ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ความตายของคนคนหนึ่ง อาจหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของใครอีกคนก็ได้

ก่อนหน้านี้ หนังส่วนใหญ่ที่คุณทำจะเป็นหนังแนวทดลอง (Experimental) แต่กับเรื่อง Anatomy of Time เข้าใจว่าเป็นเรื่องแรกที่มีเส้นเรื่องเหมือนหนังทั่วไป อยากรู้ว่าทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้ 

จริง ๆ แล้วเหตุปัจจัยในการทำหนังแต่ละเรื่อง เกิดมาจากตัวผมเองล้วน ๆ ไม่ได้มีใครมาบังคับ อย่างตอนที่ทำ Vanishing Point เสร็จ และรู้ว่าหนังเรื่องต่อไปที่จะทำ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่ ผมก็อยากท้าทายตัวเองด้วย อยากออกจากเซฟโซนของตัวเองที่ทำหนังแนวทดลองมาตลอด ดังนั้นเรื่องนี้จึงตั้งใจว่าจะทำออกมาเป็นแนวเรียลลิสม์ (Realism) ซึ่งกระบวนการจะแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่เคยทำมา ตั้งแต่การเขียนบท จนถึงการถ่ายทำ ตัดต่อ 

ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยมั่นใจ แต่สุดท้ายตัวบทมันได้รับการพิสูจน์ ตอนที่เอางานไปขายในตลาดคนทำหนังต่างประเทศ แล้วมีโปรดิวเซอร์ที่เขาชอบและรู้สึกเชื่อมโยงกับผลงานของเรา ทำให้เริ่มมั่นใจว่าบทของเราน่าจะเข้าถึงคนได้เยอะ จากนั้นก็ค่อยพัฒนามาทีละสเต็ป ทีละกระบวนการ หลัก ๆ คือไปในแนวเรียลลิสม์  

จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ
จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ

ในมุมของคนที่ทำหนัง และในฐานะเป็นเจ้าของเรื่องโดยตรงด้วย คุณได้ค้นพบหรือเรียนรู้อะไรจากการทำหนังเรื่องนี้ไหม

อาจตอบไม่ตรงกับคำถามเท่าไหร่ แต่ผมอยากแชร์ให้ฟังว่า คุณพ่อผมเสียก่อนจะถ่ายหนังเรื่องนี้ประมาณ 2 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า

ประเด็นคือก่อนหน้านั้น เรามีกระบวนการ Pre-production มาตลอด เขียนบทไว้แล้ว เตรียมพร้อมถ่ายทำ ปรากฏว่าพอพ่อเสีย ผมได้เห็นกระบวนการจัดงานศพ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือลอยอังคาร จำได้ว่าวันที่ลอยอังคารเสร็จ ผมเห็นว่าแม่ดูสบาย เหมือนเขาไม่ทุกข์แล้ว แม่ที่เคยทุกข์ทนกับการแต่งงานจนถึงวันสุดท้ายที่พ่อจากไป ตอนนี้แม่สบายแล้ว 

ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือมันจบแล้ว หนังที่ผมตั้งใจจะถ่าย แทบไม่มีความหมายอะไร เพราะมันคงถ่ายทอดหรือถ่ายเทความรู้สึกนั้นออกมาไม่ได้ 

หลังผ่านเหตุการณ์นั้นมา ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันพ้นไปจากเรื่องของครอบครัวผมแล้ว เหมือนแยกขาดจากกันโดยสมบูรณ์ เราเลยต้องมานั่งคิดกันใหม่ว่าจะพัฒนาตัวละครยังไง เราอยากถ่ายทอดมันออกมาแบบไหน พูดง่าย ๆ ว่าถ้าพ่อยังอยู่ หนังคงออกมาเป็นอีกแบบหนึ่งเลย 

สมมติว่าเป็นแบบนั้น คิดว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง 

ข้อแรกคือความรู้สึกที่ผมมีต่อมัน วิธีการถ่ายทอดมันออกมา คงไม่ใช่แบบนี้ อีกอย่างที่เปลี่ยนแน่ ๆ คือโลเคชัน เพราะผมใช้บ้านแม่เป็นโลเคชันในการถ่ายทำเลย ซึ่งเป็นที่ที่พ่อเคยนอนป่วยอยู่ตรงนั้น ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ยังเก็บไว้ที่เดิม กลายเป็นว่ามันยิ่งช่วยหนุนเสริมหนังไปโดยปริยาย แต่ถ้าพ่อยังอยู่ เราคงใช้ที่นี่ไม่ได้

อันนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมงานด้วย เพราะตอนแรกเราเล็งว่าจะใช้บ้านของอดีตภรรยานายพลคนหนึ่ง แต่ติดปัญหาว่าบ้านหลังนั้นอยู่ในเขตราชการ เขาเปิดให้เช่าถ่ายทำหนัง แต่ราคาแพงมาก และต้องกำหนดช่วงเวลาถ่ายทำที่แน่นอน ทำให้เราทำงานกันยาก ทีมงานเลยคุยกันว่า ไปถ่ายที่บ้านของแม่พี่เถอะ นักแสดงจะได้ไปอยู่เลย และเวิร์กชอปกันที่นี่เลย ซึ่งสุดท้ายเราก็มองว่าเป็นทางเลือกที่ดี 

สังเกตว่าในหนัง มีการสอดแทรกบริบทสังคมการเมืองที่ส่งผลกระทบกับตัวละครเข้าไปด้วย แต่ไม่ได้ทำในลักษณะที่ตรงไปตรงมา อยากรู้ว่าคุณให้น้ำหนักกับการใส่ประเด็นเหล่านี้ในหนังอย่างไร

จริง ๆ ในบทดราฟต์แรก มีเรื่องพวกนี้เยอะกว่าที่เห็นในหนัง แต่พอถึงกระบวนการช่วงหลัง ๆ มันถูกตัดออกไป เหตุผลหลักคือเราอยากให้หนังโฟกัสที่ชีวิตตัวละครหลักมากกว่า สมมติถ้าไปฉายเมืองนอกอย่างเดียว ผมจะไม่กังวลเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่พอเป็นเมืองไทย ผมรู้สึกว่าเวลาคนมองงานศิลปะสักชิ้น หรือมอง Object อะไรก็แล้วแต่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถถอดแว่นที่มีรสนิยมทางการเมืองของตัวเองออกไปได้ ผลที่ตามมาคือ เราจะไม่มีทางมองเห็นเนื้อในของผลงานนั้นจริง ๆ 

ดังนั้น ถ้าในหนังมันมีมิติทางการเมืองที่ถูกใส่เข้าไปเยอะ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตัดสินด้วยแว่นเหล่านั้น แล้วความสนใจในตัวละครที่เราอยากให้คนโฟกัสเป็นหลัก จะหายไปหรือถูกลดทอนไป ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

หมายความว่าจริง ๆ แล้ว คนทำหนังอาจมีทัศนคติหรือรสนิยมทางการเมืองของตัวเองได้ แต่เวลาทำหนังออกมา ต้องระมัดระวังเหมือนกัน

ใช่ เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าคนอยากรู้ประวัติศาสตร์จริง ๆ เขาไปหาอ่านที่ไหนก็ได้ มันไม่จำเป็นต้องเล่าประวัติศาสตร์ในหนัง แต่ถามว่าเรามีความตั้งใจที่จะใส่เรื่องพวกนี้เข้าไปไหม ก็มี ความตั้งใจของผมคืออยากทำให้คนดูจบแล้วอยากกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ ผ่านเรื่องราวหลังบ้านของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเมียอดีตนายพล

เราอาจไม่ได้พูดตรง ๆ ว่าประวัติศาสตร์มันโหดร้ายยังไง แต่เราทำให้เห็นว่าชีวิตผู้หญิงคนนี้แม่งโคตรเป็นทุกข์เลย แล้วเดี๋ยวคนที่สงสัยหรืออยากรู้ เขาก็ไปหาต่อเองว่าจริง ๆ แล้วนายพลคนนี้ทำอะไรไว้บ้าง

ผมมองว่าทัศนคติทางการเมือง แง่หนึ่งมันเป็นเรื่องรสนิยม เมื่อเราเข้าใจว่ามันรสนิยม ซึ่งเป็นอัตวิสัย เราจึงไม่สามารถเอารสนิยมของเราไปตัดสินใครได้ ยิ่งเป็นการทำหนัง ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องพยายามไปโน้มน้าวให้คนมาเชื่อหรือชอบแบบเดียวกับเรา 

 ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่เชื่อว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และใช้หนังชำแหละความทรงจำ

เท่าที่ฟังมา สังเกตว่าคุณค่อนข้างสนใจเรื่องศาสนาและปรัชญา ความสนใจเหล่านี้มีที่มาที่ไปยังไง

คงเป็นอิทธิพลที่ได้มาตั้งแต่ตอนเรียน ผมเรียนที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นงานที่เราต้องทำ จะเกี่ยวกับสัญลักษณ์ ความหมายทางพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นโครงใหญ่ที่เด็กศิลปากรในยุคนั้นสนใจกัน ก็คือเรื่องศาสนา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจศึกษา 

ต่อมาเมื่อผมได้ไปเรียนที่เมืองนอก ผมอยากรู้จักมันให้ลึกซึ้งขึ้น ก็ไปไล่อ่านหนังสือดาไลลามะ หนังสือที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธในเวอร์ชันฝรั่ง ซึ่งทำให้เราเห็นเมืองไทยจากระยะไกล ทำให้เข้าใจแนวคิดต่าง ๆ มากขึ้น พอถึงเวลาที่ตัดสินใจกลับมาทำหนังเลยเลือกที่จะทำสิ่งนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เราสนใจมานาน ถ้าเป็นคำพระก็คงพูดว่า “มาดูเถิดสงฆ์” คือสงสัยอะไรก็มาดูเลย อย่าแค่สงสัยอย่างเดียว ต้องลองปฏิบัติ สุดท้ายผมก็เลยไปบวชอยู่ช่วงหนึ่ง คือช่วงก่อนที่จะทำหนังเรื่องนี้แหละ บวชวัดป่าเลย 

ตอนที่ตัดสินใจบวช คุณสงสัยหรืออยากรู้เรื่องอะไร

ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องชีวิต เรื่องความทุกข์ อยากเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะจัดการกับมันได้ยังไง 

ความทุกข์ในที่นี้ หมายถึงทั้งเรื่องกายภาพและเรื่องจิตใจ ซึ่งตอนนั้นผมไปสายลึกเลย ไปถึงเรื่องญาณ เรื่องการทำสมาธิ จริงจังมาก เมื่อก่อนผมจะปวดหัวบ่อย เคยกินพาราบ่อยจนติด กระทั่งวันหนึ่งที่ผมตัดสินใจว่าจะเลิกกินพารา แล้วหันไปนั่งสมาธิแทน พูดง่าย ๆ คือใช้ธรรมะโอสถ 

จำได้ว่า ผมเคยนั่งสมาธิจนถึงขั้นที่รู้สึกว่าร่างกายแยกออกจากความเจ็บปวด ของแบบนี้ต้องลองเองถึงจะรู้ ผมเลยยิ่งทำให้ผมสนใจสิ่งนี้มันคืออะไร แต่พอไปบวชจริง ๆ อาจารย์ท่านก็บอกว่า สิ่งที่เรารู้สึก มันมีของมันอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่สาระ 

ทำไมถึงตัดสินใจบวชตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ผมว่าการบวชมันต้องคิด การบวชตามประเพณีเฉย ๆ มันไม่ได้อะไร ผมมองว่าการบวชก็เหมือนการทำวิจัยเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่เราศึกษามันใหญ่และละเอียดอ่อนมาก ถ้าเราอยากรู้จริง ๆ เราต้องทุ่มตัวลงไป ทำแบบฉาบฉวยไม่ได้ ตอนที่ผมจะบวช ผมเตรียมตัวอยู่เป็นปี และเป็นช่วงที่ผมมีลูกแล้วด้วย

 ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่เชื่อว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และใช้หนังชำแหละความทรงจำ

พอได้บวชแล้วเป็นยังไง รู้สึกว่าคิดถูกไหม

มันทำให้ผมเข้าใจหลาย ๆ อย่างชัดเจนขึ้นเลยนะ เมื่อก่อนผมจะเป็นคนสุดโต่งกว่านี้ แต่ผลจากการบวชมันทำให้เราไม่ซีเรียสกับทุกอย่างจนเกินไป อาจเรียกว่าปล่อยวางก็ได้ มุมมองหนึ่งที่ผมได้มาจากการบวช คือการมองทุกอย่างเป็นเหมือนเหง้า (Rhizome) ที่เชื่อมถึงกันหมด แทนที่จะมองว่าเป็นรากซึ่งแตกแขนงเป็นกิ่งก้านใบ 

สมมติเรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตว่าเป็น ‘ราก’ ที่งอกออกมาเป็นลำต้น กิ่ง ใบ จนออกมาเป็นดอกผลในทุกวันนี้ ถ้าเกิดว่าดอกผลที่งอกมามันไม่เวิร์ก ใช้ไม่ได้ แปลว่าเราต้องโค่นต้นไม้ทิ้งไปเลยถูกไหม แต่ถ้าเรามองเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้น ๆ ว่าเป็น ‘เหง้า’ และทุกเหง้าเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล เหง้าบางเหง้ายังอยู่ ส่วนบางเหง้าก็ตายไปแล้ว เราจะเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องไปรื้อมัน หรือถ้าอยากรื้อ ก็รื้อไม่ได้ เพราะมันเป็นเหง้าเดียวกัน การไปบวชทำให้ผมเห็นภาพเหล่านี้ได้กว้างขึ้น 

สำหรับคุณ การบวชกับการทำหนัง ทำให้พบคำตอบบางอย่างของชีวิตในลักษณะเดียวกันไหม กระบวนการเพื่อที่จะได้คำตอบนั้นต่างกันอย่างไร

ต่างกันแน่นอน อย่างตอนที่ผมจะบวช ผมบอก พี่เจี๊ยบ-กฤติยา กาวีวงศ์ (ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center) ว่าผมจะไปบวชนะพี่ แกก็ถามเราว่าจะไป Residency เหรอ (หัวเราะ) ผมเคยไปเป็น Resident ที่อัมสเตอร์ดัมอยู่ 2 ปี ความรู้สึกมันคล้าย ๆ แบบนั้นแหละ เป็นการไปฝังตัวเพื่อทำงานหรือค้นหาอะไรบางอย่าง คล้ายการทำวิจัยชิ้นหนึ่ง ถ้าเทียบกับการทำหนัง สโคปมันจะกว้างขึ้น เพราะมันคือการทำงานเป็นกลุ่ม คือการประนีประนอมกับทีมงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว 

ผมเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นพระ ตอนนั้นผมเพิ่งกลับมาจากอเมริกา เพื่อนถามว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ผมบอกว่าทำหนัง ทำวิดีโออาร์ต เพื่อนก็พูดมาคำหนึ่งว่า งานแบบนี้เป็นงานที่ ‘ไกลใจ’ หมายความว่า ถ้าเทียบกับงานศิลปะอื่น ๆ เช่น เพนต์ติ้ง มือเรา ใจเรา กับผืนผ้าใบ มันใกล้กันมาก แต่พอเป็นหนัง มันไกลใจ ผมฟังแล้วก็เห็นด้วย เพราะกระบวนการทำหนังมันมีหลายเลเยอร์ที่กั้นอยู่ ทำให้สิ่งที่อยู่ในใจเรากับหนังเวอร์ชันไฟนอลที่ออกมา ไม่ได้ตรงไปตรงมาหรือเป็นดั่งใจเราขนาดนั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร สุดท้ายแล้วมันคือวิธีการทำงานแบบหนึ่ง

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า คุณทำหนังในฐานะที่เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ทุกวันนี้ยังคิดแบบนั้นอยู่ไหม 

ใช่ครับ อย่างที่บอกไปว่า การทำหนังคือการประนีประนอมกับทีมงาน กับข้อแม้หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมา อาจไม่ได้เป็นดั่งใจร้อยเปอร์เซ็นต์ 

แต่สิ่งที่ผมจะไม่ประนีประนอมเด็ดขาด คือไอเดียตั้งต้นหรือที่มาของมัน มันควรมาจากเราที่เป็นคนสร้างงานเป็นหลัก ตรงนี้แหละที่เป็นจุดที่ทำให้เรายังรักษาความเป็นงานศิลปะในการทำหนังไว้ได้ สุดท้ายมันยังเป็นผลผลิตที่ออกมาจากตัวเรา เป็นเรื่องของครอบครัวเรา เป็นปมในชีวิตเรา เป็นสิ่งที่เราประเมินแล้วว่ามันมีความเป็นสากล และน่าจะแชร์กับคนอื่นได้

 ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่เชื่อว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และใช้หนังชำแหละความทรงจำ
 ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่เชื่อว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และใช้หนังชำแหละความทรงจำ

Writer

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และ The101.world ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการฝึกหัด ถนัดในการเรียบเรียงน้ำเสียงและความคิดของผู้คนออกมาเป็นงานเขียนที่น่าสนใจ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“มวยไทยเป็นกีฬาที่เจ็บตัว ต้องปะทะร่างกาย แต่สิ่งที่เจ็บมากกว่าร่างกาย คือจิตใจ คือแผลที่รักษาไม่ได้ มันเลยเจ็บเจียนตายเหมือนนรก”

เสียงของ เมย์-ศิวัช เดชารัตน์ อธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง ว่าทำไมลิมิเต็ดซีรีส์ตีแผ่วงการมวยไทยของเน็ตฟลิกซ์ถึงมีชื่อว่า ‘Hurts like Hell’ เจ็บเจียนตาย

เรานัดพบเขาที่ร้านลิขิตไก่ย่าง นอกเหนือจากความอร่อยอันเลื่องชื่อลือชา คือร้านนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลังเวทีมวยราชดำเนินมานานกว่า 50 ปี

บทเพลงสมัยคุณแม่ยังสาว ดังคลอบทสนทนาที่ว่าด้วยมวยไทยเป็นสำคัญ สลับกับการซดน้ำต้มยำรสจัด และผลัดกันตักส้มตำปูปลาร้าสุดแซ่บ ประหนึ่งพูดคุยเรื่องจิปาถะทั่วไปในบ่ายวันเสาร์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

อาจฟังดูแล้วไม่เข้ากัน ถ้ามองว่ามวยเป็นกีฬาดุเดือด เต็มไปด้วยความรุนแรงเพียงเท่านั้น มือเขียนบทผู้ทุ่มเทเวลาทั้งปีศึกษามวย กำลังจะเปิดเผยเบื้องหลังให้เราฟังในไม่ช้า ว่าอะไรทำให้น้องใหม่ในวงการภาพยนตร์ หมกมุ่นกับการเขียนบทอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่วันแรกที่ยังออกอาวุธไม่เป็นเหมือนใครเขา จนถึงวันที่ก้าวขาขึ้นบนสังเวียนต่อหน้าคนกว่า 190 ประเทศอย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ใช่ไหว้ครู แต่เมย์เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ มีเพลง ด้วยรักและผูกพัน ของ เบิร์ด ธงไชย เป็นแทร็กเปิดตัว สนับสนุนโดยร้านลิขิตไก่ย่าง

ก่อนเสียงระฆังจะดัง เกร๊ง

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หักปากกาเซียน

ปัจจุบันเมย์เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ควบโปรดิวเซอร์บางเวลาที่วันนี้วันดี สตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ล้านนา จ.เชียงใหม่ จากความชอบส่วนตัวทำให้เขาคลุกคลีอยู่กับการเขียนบทมานาน ทั้งรายการโทรทัศน์ สารคดี วาไรตี้ หนังสั้น นำเสนอผ่านหลากหลายช่องทาง โดยงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นประเด็นปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ เมย์บอกว่ามันทำให้เขาเป็นคนรู้เยอะ

“พอได้ลองหาข้อมูลเยอะ ๆ ได้เจาะประเด็นหลาย ๆ อย่าง ทำให้เราเข้าใจโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย รู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ซึ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ๆ 

“เคยทำรายการเกี่ยวกับชาวนาทั้งปี 70 เทป เรารู้เลยว่าถ้าลาออก เราไปทำนาได้เลย เพราะรู้ขั้นตอนทุกอย่างหมด พันธุ์ข้าว เวลาปลูก เคล็ดลับ เราเชี่ยวชาญด้านข้าวไปแล้ว (หัวเราะ)”

ยิ่งในแง่ภาพยนตร์ เมย์เป็นคนหนุ่มอายุ 30 ที่ยังคงสนุกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเขียนบทไปเรื่อย ๆ เสพงานเยอะเท่าไร ก็อยากรู้อยากลองทำมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจแบบเขา อาชีพเขียนบทที่ต้องศึกษาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้รู้อย่างถ่องแท้ จึงเปรียบได้กับความท้าทายในการทำงาน และถือว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จนถึงวันที่ นิ้ง-ภัทนะ จันทร์เจริญสุข (โปรดิวเซอร์ Hurts Like Hell) และ แชมป์-กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ (ผู้กำกับ Hurts Like hell) ปรากฏตัวพร้อมกับไอเดียการทำหนังเกี่ยวกับมวยไทย มี 2 ความรู้สึกเกิดขึ้นกับเขา อย่างแรกคือดีใจ เพราะความใฝ่ฝันของเมย์ในฐานะคนเขียนบท คือการที่บทของตัวเองจะถูกทำเป็นภาพยนตร์ ติดตรงที่พอเรื่องมวยฮุคเข้าที่กกหู เขาก็ใช้คำว่า “แบลงก์ไปเลย”

“เราไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงกับศูนย์นะ แต่รู้ในแง่ของคนทั่วไปว่ามวยเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง เราโตมากับปู่ที่ชอบดูมวยมาก แต่ไม่เคยรู้ว่ามวยเป็นยังไง เราเห็นสารคดีมวยไทยเยอะ มีการนำเสนอหลายแบบ แต่ก็ไม่อินเท่าไร”

ถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะหมกมุ่นและเจาะลึกมัน เหมือนที่เขาศึกษาจนมั่นใจว่าทำนาเป็นแล้วนั่นแหละ

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

คลุกวงใน

ครอบครัวของนิ้งเคยทำกิจการค่ายมวยมาก่อน ทำให้รู้เรื่องลับ ๆ หลายอย่างในวงการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ความตั้งใจของหัวเรือทั้งสองแห่งวันนี้วันดีสตูดิโอ จึงเป็นการนำเสนอเรื่องมวยในมุมมองที่แตกต่างออกไป 

เล่าอย่างย่อใน 2 บรรทัดสำหรับคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ดู Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นซีรีส์กึ่งสารคดีที่หยิบเอาปัญหาที่ซุกไว้ใต้เวทีมวยมาเปิดเผย ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง อัดแน่นด้วยนักแสดงมากฝีมือและโปรดักชันมากคุณภาพ

แต่กว่าจะเป็นซีรีส์น้ำดีที่ควรค่าแก่การรับชม บอกเลยว่าคนทำงานเบื้องหลังที่เรียกตัวเองว่า ทีมโนเนม ก็เลือดตกยางออกไม่แพ้นักแสดงในหนัง โดยเฉพาะคนสร้างเรื่องอย่างเมย์ ถึงขนาดออกปากมาว่า “ถ้าไม่ศึกษาเรื่องนี้ เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในสนามเขา ‘เล่น’ อะไรกัน”

“เราเริ่มหาข้อมูลตามสื่อ หนังสือ ใกล้ ๆ ตัวเราก่อน มันจะนำไปสู่ข้อมูลบางอย่าง มีคนบางคนอยู่ในนั้น คนที่เราอยากไปสัมผัสจริง ๆ และมีใครบ้าง มีกี่ประเภท เพราะต้องหาตัวละครมาทำหนัง เราติดต่อคนในวงการจากคนใกล้ตัว ขอไปคุยกับเจ้าของค่ายนี้ได้ไหม อ่านข่าวไหนน่าสนใจก็ขอไปคุยกับเขา ทั้งเซียนมวย โปรโมเตอร์ นักมวย เทรนเนอร์ คนขายตั๋ว เยอะมาก 

“ถ้าจำไม่ผิด เราคุยไปเกือบ 50 คน เพราะเราไม่ได้อยากรู้แค่ข้อมูล เราอยากรู้ความรู้สึก พฤติกรรม ความเข้าใจของเขา ยิ่งถ้าเหตุการณ์รุนแรง เราก็อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในข่าวนั้น ๆ”

หลังผ่านการหว่านหาข้อมูลจากทั่วทุกสารทิศ ได้ข่าวมาเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง ก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าข่าวไหนจะกลายเป็นหมัดเด็ด เป็นข่าวที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากเขียน ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการทั้งหมด สำคัญคือต้องพิจารณาว่าผู้คนรอบ ๆ ข่าวนี้มีใครบ้าง และพฤติกรรมไหนที่ต่อยอดเป็น Conflict ของหนังได้

ความโชคดีคือทุกคนในวงการมวยไทยให้ความร่วมมือกับเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ฟัง แม้บางเรื่องราวจะกระทบกระเทือนกับจิตใจมากก็ตาม (และอาจกระทบกระทั่งกับคนบางกลุ่ม) แตกต่างจากงานสารคดีชิ้นก่อน ๆ ที่เมย์บอกว่าหลายคนก็เลือกที่จะเก็บเงียบ

สิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญ คือไม่ใช่แค่หยิบยกข่าวที่น่าสนใจขึ้นมาเท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปคุยกับบุคคลในข่าวจริง ๆ และเรื่องราวทั้งหมดต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเรื่อง 

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

หากใครได้ดูแล้วจะพบว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่พวกเขาเลือก คือข่าวของ ฟ้าใหม่ ว.สุดประเสริฐ (พุฒ ลูกร่มเกล้า) นักมวยเด็กที่ต้องเสียคู่ชกไปจากการแพ้น็อกในยกที่ 3 นับเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมย์มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับทั้งเจ้าของค่ายมวย ผู้ปกครอง และตัวพุฒเอง

“ด้วยความที่เหตุการณ์มันยังใหม่มาก กลายเป็นว่าความรู้สึกของพุฒมันยังอยู่ เขาเองก็รู้สึกเหมือนได้ระบาย ได้พูดคุยกับเรา ไม่ได้อยากเก็บมันไว้คนเดียว ใจจริงของเขาก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 

เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเขา ว่ามันคือกีฬา เขาทำตามหน้าที่ เขาแทบจะรู้สึกอึดอัดด้วยซ้ำที่ไม่ได้พูดกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้คอนเทนต์ของเราหนักแน่นขึ้น”

ด้วยกระบวนการถ่ายทำ ต้นเรื่องทุกคนจะได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ให้เมย์ไปจะถูกใช้ไปทำอะไรบ้าง ฟีดแบ็กของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันว่า ถึงแม้จะถูกเล่าในแง่มุมดำมืด แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อวงการมวยไทย 

วัตถุประสงค์ของพวกเขา ไม่ได้ตั้งใจตีแผ่วงการมวยไทยจนคนดูรู้สึกในแง่ลบ เพียงแต่อยากนำเสนอให้เข้าใจว่า ทุก ๆ อย่างดำเนินเช่นนี้มาโดยตลอด ทุกเหตุการณ์ที่มีความร้ายแรง ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงเอยด้วยความเจ็บปวดเสมอไป เมย์ในตอนแรกก็เคยจำลองว่าโลกของมวยต้องโหดร้ายรุนแรงเช่นนั้น แต่ยิ่งศึกษาลึกลงไปในแต่ละด้านมากเท่าไร จากคนที่เคยมองเพียงผิวเผยก็เริ่มเข้าใจบริบท ความเป็นไปต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ติดกับดักสีเทาที่วางไว้

“เราไม่ได้อยากตีแผ่ แต่อยากให้เข้าใจมากขึ้น ทุกคนก็แค่พยายามจะอยู่ในวงการนี้ให้ได้”

เหมือนนักมวยที่โดนซัดจนน่วมขอโอกาสชกในยกต่อไปก็ไม่ปาน

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

นักชกข้ามรุ่น

จากคำถามที่เตรียมมาจากบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องทราบให้ได้ ว่าทำไมการเล่าเรื่องของ Hurts Like Hell จึงเป็นกึ่งสารคดี คือสัมภาษณ์บุคคลจริงครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งเป็นพลังของการแสดง ทั้งที่วงการมวยไทยมีอะไรให้เล่าอีกเป็นมหากาพย์ เมย์ตอบว่าเขาไม่ต้องการให้คนดูเกิดคำถามกับหนัง ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงจากการดูจบเพียง EP แรก

“ถ้าเราดูหนังแล้วตั้งคำถามตลอดว่ามันคืออะไรเหรอ เราจะเริ่มงง แล้วจะดูไม่สนุก สิ่งที่ทีมโปรดักชันกังวลคือ คนดูจะรู้เรื่องไหม เราเล่าดีพอรึยัง จำเป็นจะต้องเลือกวิธีการที่ทำให้คนดูเข้าใจและสนุกด้วย เป้าหมายของเราคือการทำยังไงให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้”

ด้วยความที่วันนี้วันดีผ่านการทำสารคดีมามากมาย ความถนัดจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับนักชกมวยที่ยังไม่พร้อมข้ามรุ่น เพราะโปรเจกต์นี้ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน ต้องอาศัยความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถัดมาคือแพสชันเต็มเปี่ยมของนิ้งและแชมป์ สองเพื่อนซี้ผู้อยากมีภาพยนตร์ของตัวเองสักวัน รวมถึงตัวเมย์ที่ก็เพิ่งเคยเขียนบทหนังขนาดยาวเป็นครั้งแรก

“ทีมโปรดิวเซอร์และผู้กำกับเขามีความตั้งใจสูงมาก เราไม่อยากให้ความตั้งใจนั้นเสียไปเพราะเรา อะไรที่มีเรางัดออกมาหมดเลย ต้องใส่ให้สุด ถ้าคุณใส่ไม่สุด คุณก็อย่าใส่เลยดีกว่า

ตอนแรกที่เริ่มเขียน เรารีวิวกับทีมทุกคน คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน นั่งคุยกับเขา เล่าให้ฟัง แล้วให้เขาสะท้อนมาว่างงตรงไหน ควรปรับอะไรบ้าง เหมือนเป็นการทำสำรวจและพัฒนาบทตัวเองไปด้วย”

ทำไปทำมา ก็เนิ่นนานจนกินเวลามากกว่า 2 ปีที่เมย์หมกมุ่นกับการทำบทให้เสร็จสมบูรณ์ แบ่งเป็นการทำข้อมูลและลงมือเขียนอย่างละครึ่ง สิริรวมแล้ว 21 ดราฟต์ พัฒนาลากยาวมาจนถึงช่วงโปรดักชันแบบที่ซือแป๋ยังต้องเรียกอาจารย์

สังเวียนแรกของ ศิวัช เดชารัตน์ มือเขียนบทซีรีส์มวยไทย Hurts Like Hell ที่ใช้เวลาสร้าง 4 ปี

ออกอาวุธลับ

“เทคนิคการเล่าของเรามันมีเหตุการณ์หลายอย่างซ่อนอยู่ มุมมองทุกตอนแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน มีคำหนึ่งที่พี่แชมป์กับพี่นิ้งพูดตลอดว่า ทำยังไงให้หนังมันดูมีอะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไร” เมย์เล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนทำบทช่วงแรก ๆ

แน่นอนว่าระยะเวลาทำให้กระแสสังคมเปลี่ยนไป มีข่าวเกิดขึ้นอีกมากมายในวงการมวยนับตั้งแต่วันแรก เมย์เองก็รอบรู้มากขึ้น มีไดเรกชันหลาย ๆ อย่างที่อยากใส่ ความยากคือการปะติดปะต่อเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพวกนี้ให้ร้อยเรียงกันไปได้ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยตลอด 21 ดราฟต์ คือโครงเรื่องและคอนเทนต์ในแต่ละตอนที่มั่นใจแล้วว่าเต็มอิ่ม เป็นเหตุผลว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้ถึงมีแค่ 4 ตอน อาศัยเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยนัยยะสำคัญแอบแฝง 

คล้ายจะเป็นไฟลต์บังคับให้คนดูดูครบทุกตอนใช่ไหม – เราแย็บไปที

“ใช่ครับ” เมย์ขอโอกาสอธิบาย

“สิ่งหนึ่งที่คนเขียนบททุกคนต้องมี คือการวาง Easter Egg ที่ทำให้คนดูอยากติดตามต่อ เกิดความสงสัยว่าตอนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น บางครั้งเราก็ลุ้นนะว่าจะมีใครที่จับสังเกตเราได้ไหม ไม่ใช่ใส่ไปแล้วคนดูงง”

แอบกระซิบหนึ่งอย่างให้รู้กันเท่านี้ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่บนโต๊ะทำงานของพัดใน EP แรก ขอเพียงกวาดสายตาดูดี ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังทำบทเสร็จคือการสร้างตัวละคร ที่เราจะพูดคุยกันต่อในยกถัดไป นักแสดงเองก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาบทร่วมกันกับเมย์ ผ่านการเวิร์กชอปเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มวยเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน คำพูด คาแรกเตอร์ ท่วงท่าต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เช่น เซียนมวยจะมีสัญลักษณ์ในการเล่นพนันที่คนนอกดูแล้วไม่เข้าใจ และจะเล่นกันไวมาก เป็นงานหนักของเมย์ที่ต้องเขียนบทเพื่อให้คนดูตามทันภายในเวลาไม่กี่วินาที

“ระหว่างเวิร์กชอปกับนักแสดง เราเอาตัวคนจริง ๆ มาเทรนกันจริง ๆ พอคุยกัน 3 มุมก็เริ่มเห็นไดเรกชันใหม่ ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนแก้ไขบท พัฒนาจนชัวร์ ว่านี่คือบทที่พร้อมถ่าย

“ถึงแม้พี่นิ้งกับพี่แชมป์จะบอกว่า พี่อยากถ่ายแล้วนะ แต่ด้วยความที่เราอยากทำให้มันดี เราก็จะไม่ปล่อยผ่าน ก็เอาวะ ขออีกหน่อยแล้วกัน เราว่ามันยังไม่พร้อม”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ลงสนาม

พาร์ตของการสัมภาษณ์คนจริง พวกเขาคัดเลือกจากการสืบถามคนในวงการว่าใครคือตัวจริงที่สุดในเรื่องนั้น ๆ แต่พาร์ตของการแสดง พวกเขาเลือกคนจากแววตา เพราะตั้งใจให้สื่อสารผ่านสีหน้า และคิดว่าจะมีบทสนทนาเพียงหยิบมือในเรื่องนี้

แค่ปล่อยใบปิดของซีรีส์ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เมื่อนักแสดงมากฝีมือเบียดเสียดกันอยู่บนโปสเตอร์ จนยากจะเชื่อว่านี่คือผลงานของโปรดักชันเฮาส์ขนาดเล็กที่ไม่เคยทำหนัง

ย้อนกลับไปตอนทำบทเสร็จ 

“ทุก ๆ การสร้างตัวละคร มันจะมีหลักในใจว่าเรามองเห็นภาพนักแสดงคนไหน”

จินตนาการของเขาประกอบด้วย ปู-วิทยา ปานศรีงาม, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ และ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม 3 ทหารเสือตัวจริงที่กระโจนออกมาจากบทภาพยนตร์ราวกับฝันไป 

“โอ้โห หน้าหนังเราจะใหญ่มากนะ แล้วเราต้องทำยังไงดีวะ” เมย์กุมขมับ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

มวยถูกคู่

จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เมย์ได้มาคือพี่ปูในบทบาท วิรัตน์ กรรมการมวย นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานการแสดงหนังต่างประเทศมามากมาย หลังได้เห็น Proposal และหน้าตาทีมงานวัยรุ่น พี่ปูก็ตบปากรับคำทันที

เมย์เล่าว่าพี่ปูต้องเรียนรู้ภาษามวยทุกอย่าง การเป็นกรรมการไม่ใช่แค่นับ 1 2 3 หรือจะสั่งให้ชกตอนไหนก็ได้ ทีมงานจึงจัดให้พี่ปูไปเทรนกับกรรมการห้ามมวยจริง ๆ จนได้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดให้พี่ปูลองขึ้นไปเป็นกรรมการตัวจริงในการแข่งขันมวยจริง ๆ ด้วยซ้ำไป 

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อมาคือพี่เอกในบทบาท เสี่ยคม เซียนใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เมย์บอกว่าเป็นการติดต่อพูดคุยที่งงมาก เพราะจากที่เกริ่นนำเพียงสั้น ๆ พี่เอกกลับต้องการให้เขาเล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมดเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ต่อมาจึงเป็นการนัดเจอที่ทีมงานต้องบินลัดฟ้าเหมือนเชียงใหม่อยู่ใกล้แค่ปากซอย

พวกเขาร่วมกันสร้างปูมหลังของเสี่ยคมตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าวงการมวย ระหว่างทางมีอุปสรรคอะไรที่ต้องฟันฝ่ามาบ้าง กระเป๋าใบเล็กที่แนบกายไว้ตลอดเวลาคงไม่ได้บรรจุแค่เงินจำนวนมาก แต่คนอย่างเสี่ยคมที่ดูอันตรายแม้เพียงสบตา พี่เอกคิดว่ากระเป๋าใบนี้ควรต้องมีปืน 

ทีมงานเตรียมปืนถ่ายหนัง 9 มม.ให้ตามคำขอ แม้ไม่ปรากฏให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของเสี่ยคมจนคนดูรู้สึกได้

ถัดมาคือพี่ปีเตอร์ในบทบาท ต้อย ครูมวย แม้จะเป็นนักแสดงในดวงใจของเมย์ แต่เขาก็ขออนุญาตเปลี่ยนลุคให้พี่ปีเตอร์ด้วยการทำแผลเป็นและตัดผมสั้น 

ในหนังจะเห็นว่าครูต้อยต้องเข้าฉากกับวิเชียร (น้องภู-ภูริภัทร พูลสุข) ค่อนข้างเยอะ ซึ่งน้องภูเป็นนักมวยเด็กตัวจริง ส่วนพี่ปีเตอร์เป็นครูมวยที่ต่อยมวยยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ตอนถ่ายทำจึงเป็นน้องภูเสียมากกว่าที่คอยบอกคิวว่าครูมวยคนนี้ควรจะตั้งรับลำแข้งของเขายังไง 

ทีมงานพาพี่ปีเตอร์ไปซึมซับบรรยากาศการต่อยมวยเด็กจริง ๆ พาไปดูการฝึกซ้อมที่ค่ายมวยของพ่อน้องภู ฝึกฝนจนมีลักษณะเหมือนครูมวยทุกประการ และเป็นคู่ซ้อมจริงด้วย โดยเฉพาะการเห็นครูมวยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างเวทีด้วยตา ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องลุ้นระทึกขนาดนั้น

ส่วน ณัฏฐ์ กิจจริต ในบทบาท พัด เซียนมวยผู้ทะเยอทะยาน ถูกตามหาในเวลาต่อมา เพียงบอกณัฏฐ์ว่าจะได้แสดงกับใครบ้าง เขาก็มาแคสต์ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้มากความ

“ประจวบเหมาะกับเขาเพิ่งสึก ผมก็สกินเฮดเลย ลุคนี้เท่มาก พอเขามาแคสต์ บทนี้มันไม่มีทางหลุดจากณัฏฐ์ไปแน่นอน”

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

ท่าไม้ตาย

เมื่อบทประพันธ์พร้อมใช้ นักแสดงพร้อมลงสนาม ก็ถึงคราวเปิดกล้องถ่ายทำ 

หนึ่งในซีนที่ทรงพลังที่สุด และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ไทยสำหรับเรา คือการพบกันระหว่างพี่ปูและพี่เอกบนรถแท็กซี่ เราถือโอกาสขอบคุณเมย์ที่คืนกำไรให้กับคนดูโดยไม่ต้องขอ

“ซีนนี้เป็นซีนที่… “ เขาเว้นวรรค “พูดแล้วขนลุกนะ”

“ในครั้งแรกที่เราได้ 2 คนนี้มา ทีมเราคิดกันเลยว่าทำยังไงให้เสือ 2 ตัวนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน

“เราไม่อยากให้เขาเถียงกัน แต่อยากให้เขาเฉือนกันด้วยคำพูด ด้วยความรู้สึก ด้วยการแสดง ซึ่งเป็นซีนที่เวิร์กชอปบ่อยมาก แก้แล้วแก้อีก เคลียร์กันทีละไดอะล็อกเลยว่าพูดทำไม พูดเพราะอะไร มันไม่ใช่แค่สื่อสารกันเอง แต่มันกำลังสื่อสารกับคนดูทั้งหมด 

ตอนที่ถ่ายทำเสร็จคือ เชี่ย พวกพี่แม่งคมว่ะ ผมจะตัดยังไงให้คมเหมือนที่พี่เล่นกันได้วะ” 

รวมไปถึงซีนระเบิดอารมณ์ระหว่างณัฏฐ์และเม้ง (ภัทรพล ทองสุขา รับบท วิโรจน์) ที่ใช้วิธีถ่ายแบบลองเทคยาวเกือบ 2 นาที เป็นอีกซีนที่เมย์รู้สึกทึ่ง เพราะการแสดงที่ดึงพลังกันได้ตลอดเวลา การตัดสลับของสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ ต้องเฉียบคมเพื่อขับเน้นให้คนดูรู้สึกได้ 

เช่นเดียวกับบรรดาซีนชกมวยทั้งหลาย แค่ดูก็รู้สึกถึงหมัดหนัก ๆ ที่ 2 ฝ่ายสาวใส่กันไม่ยั้งมือ แต่ใครจะรู้ว่าความเป็นจริงเจ็บปวดมากกว่านั้น

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์
เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

พวกเขาถูกโควิด-19 เล่นงานจนอ่วม พักกองถ่ายไป 8 เดือนจนนักแสดงต้องขอรื้อฟื้นด้วยการเวิร์กชอปใหม่ หลังถ่ายทำกันไปแล้วเกินครึ่ง

บาดแผลใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง 8 เดือนที่หายหน้าไปตัดต่อนี้เอง เมื่อพบว่าฉากต่อยมวยบนเวทีทั้งหมดดูเหลาะแหละไม่สมจริง จากการขอให้นักมวยออกหมัดแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อมีแรงถ่ายทำทั้งวันให้ได้

พวกเขาตัดสินใจถ่ายฉากต่อยมวยทั้งหมดใหม่ในปีที่ 3 ของการทำซีรีส์ ใช่ อ่านไม่ผิด

คราวนี้เมย์ขอให้นักมวยออกแรงเพิ่มเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปได้ก็ขอให้ต่อยหมัด ตีเข่า ฟันศอก กันจริง ๆ จนนักมวยฝ่ายแดงร้องโอด ว่าการถ่ายทำเพื่อความสมจริงวันนี้เหนื่อยยากกว่าการฟิตซ้อมทั้งเดือนเสียอีก 

หัวใจใหญ่กว่าตับ

นึกขอโทษเมย์ในใจที่อาหารบนโต๊ะพร่องลงไม่มาก จากการพูดคุยกันเมามันจนเดินทางมาถึงยกสุดท้ายในที่สุด 

คุณรู้สึกยังไงเวลาคนพูดว่า Hurts Like Hell เป็น Original Series ที่ดีที่สุดของเน็ตฟลิกซ์ไทย – เราแย็บไปอีกทีจากคำชื่นชมที่ได้ยินมาหนาหู 

“ช่วงแรกรู้สึก 2 อย่าง หนึ่ง กลัว สอง ดีใจ 

“ดีใจเพราะมันเป็นหนังเรา แม้มันจะไม่ดีแต่เราได้ฉายแล้ว เหมือนความรู้สึกของการส่งลูกเรียนจบ ขอบคุณทุกอย่างที่สู้มา 4 ปีกว่าจะเสร็จ ทำให้เราใจฟูในการพัฒนาตัวเองในวงการนี้ต่อไป จากที่เคยพยายามเดินเข้าไปหาแสง จากที่เขาเคยยืนหันหลังให้ ตอนนี้เขายืนขึ้นแล้วหยิบกล้องมาหาเรา 

“แต่ก็กลัวว่าที่เขาชมมามันดีจริงใช่ไหม เรารับฟีดแบ็กจากสื่อเยอะมาก แต่เราก็อยากได้ฟีดแบ็กจากคนดูจริง ๆ แม้กระทั่งของคนในวงการมวย จะดีหรือไม่ดีก็ได้นะ เพราะการสะท้อนของคนดูจะทำให้โปรเจกต์ต่อไปดีขึ้น” 

ประสบการณ์คือเชิงมวยที่เมย์ได้จากสังเวียนแรกในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับทักษะที่ไม่มีทางเข้าใจด้วยการอ่านในหนังสือ ผ่านการแก้ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาหานักมวยสมัครเล่นอย่างเขา

เราชวนเมย์ย้อนกลับไปตอนต้นของบทสนทนา ว่าเขาใช้เวลาศึกษาเรื่องการทำนาจนเชื่อว่าตัวเองปลูกข้าวเป็น หากเทียบกันหมัดต่อหมัด การคลุกคลีอยู่กับวงการมวยไทยนานหลายปี เราเองก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังอยู่ในยกที่เท่าไรของชีวิต

“เราเพิ่งก้าวขึ้นมาบนเวที และต่อยให้คนดูเห็นว่า เฮ้ย ไอ้คนนี้เชิงมวยแม่งดีว่ะยกแรก แต่จริง ๆ แล้ว เราว่ามันเพิ่งจบไฟต์ที่หนึ่ง 

“นักมวยคนหนึ่งมีไฟต์ต่อเป็นร้อย ๆ นี่คือไฟต์แรกของเราและทีมงาน นี่คือไฟต์แรกที่เราต่อยกัน 5 ยกจนคะแนนมันออกแล้ว ชนะหรือเสมอไม่รู้ขึ้นอยู่กับคนดู เราได้ประสบการณ์จากไฟต์นี้ และไฟต์ต่อไปเราจะเตรียมร่างกาย จะฟิตซ้อมยังไง จะข้ามรุ่นได้ไหม มันคือหลังจากนี้ 

“ขึ้นอยู่กับคนดู เซียนมวย เขาจะตามดูเราต่อไปไหม ส่วนคู่ต่อสู้คนต่อไปของเรา คือเราต้องชนะใจคนดูในไฟต์หน้าให้ได้”

แม้คนไทยบางส่วนจะไม่นิยมชมชอบหนังไทย แต่ความรู้สึกของเราหลังได้รับชมผลงานคนไทย ได้สนทนากับเลือดใหม่ของวงการตรงหน้า และได้ตั้งตารอเสียงลั่นระฆังในไฟต์ต่อไปอย่างมีความหวัง

พาลให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังไทยในเวทีโลก เคยกล่าวไว้ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 74 ทีมงานเบื้องหลังทุกคนทำให้เรายังคงเชื่อมั่นในประโยคเดียวกันนี้ 

Long live cinema 

ภาพยนตร์จงเจริญ

เบื้องหลัง ‘Hurts Like Hell - เจ็บเจียนตาย’ ซีรีส์ตีแผ่มวยไทยที่ใช้เวลาสร้างนาน 4 ปี และเขียนบทถึง 21 ดราฟต์

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load