3 กุมภาพันธ์ 2565
2 K

หากจะมีสิ่งไหนที่เป็นนามธรรมที่สุดบนโลกนี้ สิ่งนั้นอาจคือเวลา

ทว่าเสน่ห์ของนามธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเวลา ความรัก ความตาย หรือกระทั่งชีวิต คือการกระตุ้นให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ดิ้นรนค้นหาความหมายของมัน

ภาพยนตร์เรื่อง ‘Anatomy of Time’ คือหนึ่งในความพยายามนั้น มันพาเราไปสำรวจเรือนร่างของเวลาผ่านความสัมพันธ์ของชายหญิงชราคู่หนึ่ง ซึ่งแทบไม่หลงเหลือเยื่อใยความรักต่อกัน แต่ยังอยู่ดูแลกันจนวันสุดท้าย-ด้วยพันธนาการที่ยากจะอธิบาย

หลังได้รับเลือกให้ไปฉายตามเทศกาลหนังทั่วโลกในปีที่ผ่านมา พร้อมคว้ารางวัลจากหลายสถาบัน ชื่อของ เก่ง-จักรวาล นิลธำรงค์ ขึ้นแท่นเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยที่น่าจับตา เช่นเดียวกับ

ผลงานเรื่องล่าสุดของเขาที่ได้รับคำชื่นชมทั้งในแง่งานภาพที่มีเอกลักษณ์ละเมียดละไม บทภาพยนตร์สดใหม่ รวมถึงการนำเสนอประเด็นที่เป็นสากล 

สื่ออย่าง The Hollywood Reporter เขียนถึงผลงานเรื่องนี้ว่า “จักรวาล วาดประวัติศาสตร์ครอบครัวของเขา เพื่อสร้างภาพประทับใจของแม่ซึ่งอุทิศตนเพื่อดูแลพ่อที่ป่วยหนัก ก่อนพาผู้ชมกระโดดเข้าสู่ห้วงการระลึกถึงชีวิตและความสูญเสียในประเทศไทย บ้านเกิดของเขา” 

ในวัย 45 ปี จักรวาลมีอาชีพหลักเป็นอาจารย์ประจำสาขาภาพยนตร์และภาพถ่าย คณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คลุกคลีอยู่ในแวดวงภาพยนตร์และศิลปะ ทั้งในฐานะของผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับ สลับบทบาทมาเป็นศิลปินบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อมีไอเดียใหม่ ๆ งานของเขาครอบคลุมตั้งแต่ภาพยนตร์สั้น วิดีโออาร์ต ไปจนถึงศิลปะจัดวาง (Installation)

ไม่ว่าโดยบังเอิญหรือตั้งใจ จุดร่วมอย่างหนึ่งที่ปรากฏในงานของจักรวาล คือการนำเอาความทรงจำส่วนตัวมาตีแผ่และทำความเข้าใจ สอดแทรกด้วยกลิ่นอายของปรัชญาและศาสนา ท้าทายให้ผู้ชมขบคิดและแปลความหมาย

ในวาระที่ Anatomy of Time ได้ฤกษ์เข้าฉายในประเทศไทย เราชวนเขามาสนทนาถึงแก่นแท้ของคำว่าเวลา ความสัมพันธ์ที่หาคำอธิบายไม่ได้ และกระบวนการตามหาความทรงจำที่หล่นหาย-ทั้งในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ และในฐานะปุถุชนที่ยังไม่หลุดพ้นจากวังวนแห่งความทุกข์

จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ

สังเกตว่าหนังที่คุณทำหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องล่าสุดคือ Anatomy of Time มีจุดตั้งต้นจากประสบการณ์ชีวิตส่วนตัว อยากทราบว่าทำไมถึงสนใจนำแง่มุมชีวิตของตัวเองมาเล่าผ่านภาพยนตร์

จริง ๆ แล้วไอเดียของเรื่องนี้ต่อเนื่องมาจากเรื่อง Vanishing Point (2015) ซึ่งโฟกัสที่เรื่องของพ่อ เล่าผ่านมุมมองของพ่อเป็นหลัก พอทำเรื่องนั้นเสร็จ ผมรู้สึกว่าเรายังไม่ได้มองในมุมของ ‘แม่’ หรือภรรยาของผู้ชายคนนี้เลย จึงเป็นความตั้งใจว่า ถ้าจะทำหนังเรื่องต่อไป ผมอยากลองสำรวจมุมนั้นดูบ้าง 

ทั้งสองเรื่องนี้มีประเด็นที่ทับซ้อนกันอยู่ คือพูดถึงเรื่อง ‘ความทุกข์’ เหมือนกัน ความต่างคือใน Vanishing Point มันเหมือนการสำรวจความทุกข์ และหาทางที่จะออกจากความทุกข์นั้น แต่ใน Anatomy of Time มันคือการมองย้อนกลับไปว่าในอดีต คนสองคนเคยมีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกัน ผมอยากย้อนกลับไปสำรวจว่า ในวันที่เขารู้สึกตกหลุมรักกัน มันเป็นยังไง ผ่านมุมมองผู้หญิงซึ่งมีความละเอียดอ่อนกว่า

คำถามหลัก ๆ ตอนทำ Anatomy of Time คืออะไร

ตอนเริ่มเขียนบท แรงบันดาลใจสำคัญคือ ผมได้เห็นช่วงเวลาสุดท้ายที่คุณแม่ดูแลคุณพ่อ ก่อนคุณพ่อจะเสีย ผมสงสัยว่า ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งถึงทุ่มชีวิตเพื่อดูแลชายแก่คนหนึ่งจนวันตาย ทั้งที่เราก็ไม่ได้เห็นเขามีความรักหรือเยื่อใยต่อกันมานานแล้ว คำถามคืออะไรที่ทำให้เขายังคงทำสิ่งนั้นต่อไป อะไรที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้ เพราะคนรุ่นนี้ รวมถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไป อาจไม่เข้าใจแล้วว่าความสัมพันธ์แบบนี้คืออะไร

ถ้าให้เปรียบเทียบ คงเหมือนสมัยก่อนที่คนจีนแต่งงานแล้วอวยพรให้ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ซึ่งอาจไม่เวิร์กแล้วกับคนยุคปัจจุบัน ถ้าเป็นผม ผมรู้สึกว่าถ้าไม่รักกันแล้ว จะทนถือไม้เท้าถือกระบองกันไปทำไม ทำให้ผมอยากเข้าใจมุมมองนี้ ตอนนั้นเลยเริ่มหาคำตอบจากการไปบวช และเริ่มต้นเขียนบทหนังเรื่องนี้ตอนที่บวชอยู่ 

เมื่อเข้าสู่กระบวนการเขียนบท จนถึงถ่ายทำ คำตอบที่คุณสงสัยมันคลี่คลายขึ้นไหม 

ผมมาเห็นคำตอบชัดขึ้นตอนทำหนังเสร็จแล้ว และเอาไปฉายในเทศกาลที่ต่างประเทศ หลังฉายเสร็จมีนิตยสารของโปแลนด์มาขอสัมภาษณ์ผม คนสัมภาษณ์บอกว่าเขาอินกับหนังมาก ซึ่งระหว่างสัมภาษณ์ไป จู่ ๆ เขาก็เล่าเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับแม่ให้ฟัง แล้วบอกว่าหลังดูหนังจบ เขาโทรหาแม่ บอกแม่ว่าเขาดีใจมากที่แม่เลิกกับพ่อได้ เขาเข้าใจแล้วว่าแม่ต้องผ่านอะไรมา 

นั่นคือจุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันเข้าถึงคนดูได้ในหลาย ๆ มิติ นี่แหละคือสิ่งที่หนังต้องการ สุดท้ายแล้วมันอาจไม่ได้ต้องการคำตอบจากคนรุ่นก่อนขนาดนั้น แต่เป็นการตั้งคำถามกับคนรุ่นปัจจุบันมากกว่า 

แล้วตัวคุณเอง ในฐานะที่ประสบพบเจอความสัมพันธ์แบบนี้มาโดยตรง สุดท้ายแล้วคุณทำความเข้าใจกับมันยังไง

ผมมองว่าความสัมพันธ์ก็คล้ายกับเวลา คือไม่มีความจริงแท้แน่นอน ตัวเราในวันที่ยังไม่มีครอบครัว กับตัวเราในวันที่แต่งงานกัน หรือวันที่ต้องตายจากกันไป อาจไม่ใช่เราคนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมไม่ได้เชื่อว่าคนเราต้องรักกันเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย แต่ขณะเดียวกัน ชีวิตมันก็มีเหตุผล มีกลไกที่ทำให้แต่ละคนโคจรมาเจอกัน ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ตรงนี้ผมว่าน่าสนใจ

สังเกตว่าชื่อหนังภาษาไทยคือ ‘เวลา’ ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องอะไรกับนวนิยายซีไรต์ชื่อเดียวกันของ ชาติ กอบจิตติ หรือเปล่า เพราะดูจากพล็อตเรื่องและคอนเซ็ปต์แล้ว น่าจะมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่  

เกี่ยวครับ เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ตอนผมเขียนบท จะมีตัวละครหนึ่งที่เขียนขึ้นมาจากหนังสือของพี่ชาติเลย และมีฉากที่เกิดขึ้นในบ้านพักคนชราเหมือนกับในหนังสือ พอเขียนบทเสร็จ เราส่งบทให้พี่ชาติดูด้วย เพราะเราไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันคือ Adaptation หรือเปล่า พอพี่ชาติได้อ่านบท แกบอกว่ามีนิดเดียวเอง ไม่เป็นไร ใช้ได้เลย 

แต่นอกจากหนังสือ อย่างที่บอกไปว่า มันตั้งต้นมาจากชีวิตจริงของผมเอง บวกกับจินตนาการที่ผมใส่เพิ่มเข้าไป อย่างช่วงที่เล่าเรื่องในอดีตทั้งหมด อันนั้นมาจากการขอดูรูปเก่า ๆ ของแม่ แล้วจินตนาการออกมาหมดเลย 

จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ
จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ

ในแง่ของการทำบทหนัง ด้วยความที่เรื่องราวตั้งต้นมาจากครอบครัวคุณเอง คุณต้องรีเสิร์ชอะไรเพิ่มเติมไหม ที่บอกว่าต้องจินตนาการ คือจินตนาการอะไร 

อย่างแรกคือผมเอารูปเก่า ๆ ของแม่ในสมัยก่อนมาดู แล้วก็คุยกับแม่บ้าง ซึ่งแม่ก็มักจะบอกว่า จำเรื่องสมัยก่อนไม่ค่อยได้แล้ว คนที่ช่วยได้มากกว่าจะเป็นน้า (น้องสาวของแม่) ที่เล่ารายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีกว่า 

แต่พอเอาเข้าจริง กลายเป็นว่าเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ที่เขียนออกมา เป็นจินตนาการของเราเองมากกว่า โดยเฉพาะพาร์ตที่เล่าถึงอดีต พอเปิดเจอรูปเก่า ๆ ของแม่ในสมัยก่อน ผมรู้สึกว่าแม่เราโคตรสวยเลยว่ะ แล้วมันมีอยู่รูปหนึ่งที่แม่ผมถ่ายกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่พ่อ ดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นโค้ชทีมฟุตบอล ไม่ก็ครูพละ พอเห็นรูปนั้น ผมก็ลองจินตนาการต่อว่า ถ้าสมมติเขาเป็นแฟนกัน ผมอาจไม่ได้เกิดมาก็ได้ หรือบางทีชีวิตของแม่อาจดีกว่านี้ ผมเริ่มจากจุดนั้น แล้วค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวขึ้นมา

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ คอนเซ็ปต์ใหญ่ที่คลุมหนังเรื่องนี้ไว้ก็คือ ‘เวลา’ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายในหลายมิติ อยากรู้ว่าในมุมมองของคุณ เวลาคืออะไร 

เมื่อพูดถึงคำว่าเวลา คนมักจะมองมันเป็นเส้นตรง คือมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถ้าพูดในเชิงพุทธศาสนา จุดสมมติต่าง ๆ ทั้งอดีตและอนาคต มันไม่มีอยู่จริง มันมีแค่ปัจจุบัน แต่ถ้ามองในมุมฟิสิกส์ เวลาคือมิติที่ 4 ซึ่งไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนกัน แต่เป็นเส้นโค้ง การมองจากหลาย ๆ มุมแบบนี้ สุดท้ายมันทำให้เราไม่ไปเชื่อหรือยึดติดว่าเวลาต้องเป็นเส้นตรงเสมอไป 

สำหรับผม เวลามันมีเท่าเดิม แต่ในระยะเวลาที่เท่ากัน สิ่งที่มากระทบกับเรา ณ ช่วงเวลานั้น ๆ มีผลให้เรารู้สึกว่าเวลานั้นสั้น-ยาวแตกต่างกันไป ผมว่าสิ่งนี้น่าสนใจ นึกภาพง่าย ๆ ว่าเวลาที่เรามีความสุข กับเวลาที่เรารอคอย แม้จะเป็นเวลา 5 นาทีเหมือนกัน แต่ความรู้สึกในใจมันไม่เท่ากัน ผมว่าเวลามันคือสิ่งนั้น มันคืออะไรก็ตามที่มีผลให้ 5 นาทีนั้นช้าหรือเร็ว 

แล้วคุณเอาไอเดียนี้มาใส่ในหนังอย่างไร

ไอเดียของผมคือการหานิยามให้กับคำว่าเวลา โดยใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ ถ้าได้ดูหนัง จะสังเกตว่ามันเริ่มต้นด้วยความตาย แล้วจบด้วยความตาย เหตุผลที่เป็นแบบนั้น เพราะผมคิดว่าความตายมันไม่ได้มีอยู่จริงในชีวิตเรา ในแง่ที่เราไม่สามารถมีประสบการณ์นั้นได้ด้วยตัวเอง นอกจากจะเป็นคนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้ หมายความว่าเรารู้จักความตายผ่านความตายของคนอื่นอีกที แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความตายมาถึงเรา เมื่อนั้นแหละที่ ‘เวลา’ ของเราหมดลง

สำหรับผม ความตายคือสิ่งที่ทำให้เวลาหยุดลง ผมเลยเลือกเปิดเรื่องด้วยความตาย แล้วเล่าย้อนเวลากลับไปในวันที่ยังมีชีวิต แล้วปิดด้วยความตายอีกรอบ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ความตายของคนคนหนึ่ง อาจหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของใครอีกคนก็ได้

ก่อนหน้านี้ หนังส่วนใหญ่ที่คุณทำจะเป็นหนังแนวทดลอง (Experimental) แต่กับเรื่อง Anatomy of Time เข้าใจว่าเป็นเรื่องแรกที่มีเส้นเรื่องเหมือนหนังทั่วไป อยากรู้ว่าทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้ 

จริง ๆ แล้วเหตุปัจจัยในการทำหนังแต่ละเรื่อง เกิดมาจากตัวผมเองล้วน ๆ ไม่ได้มีใครมาบังคับ อย่างตอนที่ทำ Vanishing Point เสร็จ และรู้ว่าหนังเรื่องต่อไปที่จะทำ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่ ผมก็อยากท้าทายตัวเองด้วย อยากออกจากเซฟโซนของตัวเองที่ทำหนังแนวทดลองมาตลอด ดังนั้นเรื่องนี้จึงตั้งใจว่าจะทำออกมาเป็นแนวเรียลลิสม์ (Realism) ซึ่งกระบวนการจะแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่เคยทำมา ตั้งแต่การเขียนบท จนถึงการถ่ายทำ ตัดต่อ 

ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยมั่นใจ แต่สุดท้ายตัวบทมันได้รับการพิสูจน์ ตอนที่เอางานไปขายในตลาดคนทำหนังต่างประเทศ แล้วมีโปรดิวเซอร์ที่เขาชอบและรู้สึกเชื่อมโยงกับผลงานของเรา ทำให้เริ่มมั่นใจว่าบทของเราน่าจะเข้าถึงคนได้เยอะ จากนั้นก็ค่อยพัฒนามาทีละสเต็ป ทีละกระบวนการ หลัก ๆ คือไปในแนวเรียลลิสม์  

จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ
จักรวาล นิลธำรงค์ ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือชำแหละความทรงจำ

ในมุมของคนที่ทำหนัง และในฐานะเป็นเจ้าของเรื่องโดยตรงด้วย คุณได้ค้นพบหรือเรียนรู้อะไรจากการทำหนังเรื่องนี้ไหม

อาจตอบไม่ตรงกับคำถามเท่าไหร่ แต่ผมอยากแชร์ให้ฟังว่า คุณพ่อผมเสียก่อนจะถ่ายหนังเรื่องนี้ประมาณ 2 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า

ประเด็นคือก่อนหน้านั้น เรามีกระบวนการ Pre-production มาตลอด เขียนบทไว้แล้ว เตรียมพร้อมถ่ายทำ ปรากฏว่าพอพ่อเสีย ผมได้เห็นกระบวนการจัดงานศพ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือลอยอังคาร จำได้ว่าวันที่ลอยอังคารเสร็จ ผมเห็นว่าแม่ดูสบาย เหมือนเขาไม่ทุกข์แล้ว แม่ที่เคยทุกข์ทนกับการแต่งงานจนถึงวันสุดท้ายที่พ่อจากไป ตอนนี้แม่สบายแล้ว 

ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือมันจบแล้ว หนังที่ผมตั้งใจจะถ่าย แทบไม่มีความหมายอะไร เพราะมันคงถ่ายทอดหรือถ่ายเทความรู้สึกนั้นออกมาไม่ได้ 

หลังผ่านเหตุการณ์นั้นมา ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันพ้นไปจากเรื่องของครอบครัวผมแล้ว เหมือนแยกขาดจากกันโดยสมบูรณ์ เราเลยต้องมานั่งคิดกันใหม่ว่าจะพัฒนาตัวละครยังไง เราอยากถ่ายทอดมันออกมาแบบไหน พูดง่าย ๆ ว่าถ้าพ่อยังอยู่ หนังคงออกมาเป็นอีกแบบหนึ่งเลย 

สมมติว่าเป็นแบบนั้น คิดว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง 

ข้อแรกคือความรู้สึกที่ผมมีต่อมัน วิธีการถ่ายทอดมันออกมา คงไม่ใช่แบบนี้ อีกอย่างที่เปลี่ยนแน่ ๆ คือโลเคชัน เพราะผมใช้บ้านแม่เป็นโลเคชันในการถ่ายทำเลย ซึ่งเป็นที่ที่พ่อเคยนอนป่วยอยู่ตรงนั้น ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ยังเก็บไว้ที่เดิม กลายเป็นว่ามันยิ่งช่วยหนุนเสริมหนังไปโดยปริยาย แต่ถ้าพ่อยังอยู่ เราคงใช้ที่นี่ไม่ได้

อันนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมงานด้วย เพราะตอนแรกเราเล็งว่าจะใช้บ้านของอดีตภรรยานายพลคนหนึ่ง แต่ติดปัญหาว่าบ้านหลังนั้นอยู่ในเขตราชการ เขาเปิดให้เช่าถ่ายทำหนัง แต่ราคาแพงมาก และต้องกำหนดช่วงเวลาถ่ายทำที่แน่นอน ทำให้เราทำงานกันยาก ทีมงานเลยคุยกันว่า ไปถ่ายที่บ้านของแม่พี่เถอะ นักแสดงจะได้ไปอยู่เลย และเวิร์กชอปกันที่นี่เลย ซึ่งสุดท้ายเราก็มองว่าเป็นทางเลือกที่ดี 

สังเกตว่าในหนัง มีการสอดแทรกบริบทสังคมการเมืองที่ส่งผลกระทบกับตัวละครเข้าไปด้วย แต่ไม่ได้ทำในลักษณะที่ตรงไปตรงมา อยากรู้ว่าคุณให้น้ำหนักกับการใส่ประเด็นเหล่านี้ในหนังอย่างไร

จริง ๆ ในบทดราฟต์แรก มีเรื่องพวกนี้เยอะกว่าที่เห็นในหนัง แต่พอถึงกระบวนการช่วงหลัง ๆ มันถูกตัดออกไป เหตุผลหลักคือเราอยากให้หนังโฟกัสที่ชีวิตตัวละครหลักมากกว่า สมมติถ้าไปฉายเมืองนอกอย่างเดียว ผมจะไม่กังวลเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่พอเป็นเมืองไทย ผมรู้สึกว่าเวลาคนมองงานศิลปะสักชิ้น หรือมอง Object อะไรก็แล้วแต่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถถอดแว่นที่มีรสนิยมทางการเมืองของตัวเองออกไปได้ ผลที่ตามมาคือ เราจะไม่มีทางมองเห็นเนื้อในของผลงานนั้นจริง ๆ 

ดังนั้น ถ้าในหนังมันมีมิติทางการเมืองที่ถูกใส่เข้าไปเยอะ มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตัดสินด้วยแว่นเหล่านั้น แล้วความสนใจในตัวละครที่เราอยากให้คนโฟกัสเป็นหลัก จะหายไปหรือถูกลดทอนไป ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

หมายความว่าจริง ๆ แล้ว คนทำหนังอาจมีทัศนคติหรือรสนิยมทางการเมืองของตัวเองได้ แต่เวลาทำหนังออกมา ต้องระมัดระวังเหมือนกัน

ใช่ เอาเข้าจริงแล้ว ถ้าคนอยากรู้ประวัติศาสตร์จริง ๆ เขาไปหาอ่านที่ไหนก็ได้ มันไม่จำเป็นต้องเล่าประวัติศาสตร์ในหนัง แต่ถามว่าเรามีความตั้งใจที่จะใส่เรื่องพวกนี้เข้าไปไหม ก็มี ความตั้งใจของผมคืออยากทำให้คนดูจบแล้วอยากกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ ผ่านเรื่องราวหลังบ้านของชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเมียอดีตนายพล

เราอาจไม่ได้พูดตรง ๆ ว่าประวัติศาสตร์มันโหดร้ายยังไง แต่เราทำให้เห็นว่าชีวิตผู้หญิงคนนี้แม่งโคตรเป็นทุกข์เลย แล้วเดี๋ยวคนที่สงสัยหรืออยากรู้ เขาก็ไปหาต่อเองว่าจริง ๆ แล้วนายพลคนนี้ทำอะไรไว้บ้าง

ผมมองว่าทัศนคติทางการเมือง แง่หนึ่งมันเป็นเรื่องรสนิยม เมื่อเราเข้าใจว่ามันรสนิยม ซึ่งเป็นอัตวิสัย เราจึงไม่สามารถเอารสนิยมของเราไปตัดสินใครได้ ยิ่งเป็นการทำหนัง ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องพยายามไปโน้มน้าวให้คนมาเชื่อหรือชอบแบบเดียวกับเรา 

 ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่เชื่อว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และใช้หนังชำแหละความทรงจำ

เท่าที่ฟังมา สังเกตว่าคุณค่อนข้างสนใจเรื่องศาสนาและปรัชญา ความสนใจเหล่านี้มีที่มาที่ไปยังไง

คงเป็นอิทธิพลที่ได้มาตั้งแต่ตอนเรียน ผมเรียนที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นงานที่เราต้องทำ จะเกี่ยวกับสัญลักษณ์ ความหมายทางพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นโครงใหญ่ที่เด็กศิลปากรในยุคนั้นสนใจกัน ก็คือเรื่องศาสนา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจศึกษา 

ต่อมาเมื่อผมได้ไปเรียนที่เมืองนอก ผมอยากรู้จักมันให้ลึกซึ้งขึ้น ก็ไปไล่อ่านหนังสือดาไลลามะ หนังสือที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธในเวอร์ชันฝรั่ง ซึ่งทำให้เราเห็นเมืองไทยจากระยะไกล ทำให้เข้าใจแนวคิดต่าง ๆ มากขึ้น พอถึงเวลาที่ตัดสินใจกลับมาทำหนังเลยเลือกที่จะทำสิ่งนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เราสนใจมานาน ถ้าเป็นคำพระก็คงพูดว่า “มาดูเถิดสงฆ์” คือสงสัยอะไรก็มาดูเลย อย่าแค่สงสัยอย่างเดียว ต้องลองปฏิบัติ สุดท้ายผมก็เลยไปบวชอยู่ช่วงหนึ่ง คือช่วงก่อนที่จะทำหนังเรื่องนี้แหละ บวชวัดป่าเลย 

ตอนที่ตัดสินใจบวช คุณสงสัยหรืออยากรู้เรื่องอะไร

ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องชีวิต เรื่องความทุกข์ อยากเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะจัดการกับมันได้ยังไง 

ความทุกข์ในที่นี้ หมายถึงทั้งเรื่องกายภาพและเรื่องจิตใจ ซึ่งตอนนั้นผมไปสายลึกเลย ไปถึงเรื่องญาณ เรื่องการทำสมาธิ จริงจังมาก เมื่อก่อนผมจะปวดหัวบ่อย เคยกินพาราบ่อยจนติด กระทั่งวันหนึ่งที่ผมตัดสินใจว่าจะเลิกกินพารา แล้วหันไปนั่งสมาธิแทน พูดง่าย ๆ คือใช้ธรรมะโอสถ 

จำได้ว่า ผมเคยนั่งสมาธิจนถึงขั้นที่รู้สึกว่าร่างกายแยกออกจากความเจ็บปวด ของแบบนี้ต้องลองเองถึงจะรู้ ผมเลยยิ่งทำให้ผมสนใจสิ่งนี้มันคืออะไร แต่พอไปบวชจริง ๆ อาจารย์ท่านก็บอกว่า สิ่งที่เรารู้สึก มันมีของมันอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่สาระ 

ทำไมถึงตัดสินใจบวชตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ผมว่าการบวชมันต้องคิด การบวชตามประเพณีเฉย ๆ มันไม่ได้อะไร ผมมองว่าการบวชก็เหมือนการทำวิจัยเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่เราศึกษามันใหญ่และละเอียดอ่อนมาก ถ้าเราอยากรู้จริง ๆ เราต้องทุ่มตัวลงไป ทำแบบฉาบฉวยไม่ได้ ตอนที่ผมจะบวช ผมเตรียมตัวอยู่เป็นปี และเป็นช่วงที่ผมมีลูกแล้วด้วย

 ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่เชื่อว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และใช้หนังชำแหละความทรงจำ

พอได้บวชแล้วเป็นยังไง รู้สึกว่าคิดถูกไหม

มันทำให้ผมเข้าใจหลาย ๆ อย่างชัดเจนขึ้นเลยนะ เมื่อก่อนผมจะเป็นคนสุดโต่งกว่านี้ แต่ผลจากการบวชมันทำให้เราไม่ซีเรียสกับทุกอย่างจนเกินไป อาจเรียกว่าปล่อยวางก็ได้ มุมมองหนึ่งที่ผมได้มาจากการบวช คือการมองทุกอย่างเป็นเหมือนเหง้า (Rhizome) ที่เชื่อมถึงกันหมด แทนที่จะมองว่าเป็นรากซึ่งแตกแขนงเป็นกิ่งก้านใบ 

สมมติเรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตว่าเป็น ‘ราก’ ที่งอกออกมาเป็นลำต้น กิ่ง ใบ จนออกมาเป็นดอกผลในทุกวันนี้ ถ้าเกิดว่าดอกผลที่งอกมามันไม่เวิร์ก ใช้ไม่ได้ แปลว่าเราต้องโค่นต้นไม้ทิ้งไปเลยถูกไหม แต่ถ้าเรามองเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้น ๆ ว่าเป็น ‘เหง้า’ และทุกเหง้าเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล เหง้าบางเหง้ายังอยู่ ส่วนบางเหง้าก็ตายไปแล้ว เราจะเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องไปรื้อมัน หรือถ้าอยากรื้อ ก็รื้อไม่ได้ เพราะมันเป็นเหง้าเดียวกัน การไปบวชทำให้ผมเห็นภาพเหล่านี้ได้กว้างขึ้น 

สำหรับคุณ การบวชกับการทำหนัง ทำให้พบคำตอบบางอย่างของชีวิตในลักษณะเดียวกันไหม กระบวนการเพื่อที่จะได้คำตอบนั้นต่างกันอย่างไร

ต่างกันแน่นอน อย่างตอนที่ผมจะบวช ผมบอก พี่เจี๊ยบ-กฤติยา กาวีวงศ์ (ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center) ว่าผมจะไปบวชนะพี่ แกก็ถามเราว่าจะไป Residency เหรอ (หัวเราะ) ผมเคยไปเป็น Resident ที่อัมสเตอร์ดัมอยู่ 2 ปี ความรู้สึกมันคล้าย ๆ แบบนั้นแหละ เป็นการไปฝังตัวเพื่อทำงานหรือค้นหาอะไรบางอย่าง คล้ายการทำวิจัยชิ้นหนึ่ง ถ้าเทียบกับการทำหนัง สโคปมันจะกว้างขึ้น เพราะมันคือการทำงานเป็นกลุ่ม คือการประนีประนอมกับทีมงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว 

ผมเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นพระ ตอนนั้นผมเพิ่งกลับมาจากอเมริกา เพื่อนถามว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ผมบอกว่าทำหนัง ทำวิดีโออาร์ต เพื่อนก็พูดมาคำหนึ่งว่า งานแบบนี้เป็นงานที่ ‘ไกลใจ’ หมายความว่า ถ้าเทียบกับงานศิลปะอื่น ๆ เช่น เพนต์ติ้ง มือเรา ใจเรา กับผืนผ้าใบ มันใกล้กันมาก แต่พอเป็นหนัง มันไกลใจ ผมฟังแล้วก็เห็นด้วย เพราะกระบวนการทำหนังมันมีหลายเลเยอร์ที่กั้นอยู่ ทำให้สิ่งที่อยู่ในใจเรากับหนังเวอร์ชันไฟนอลที่ออกมา ไม่ได้ตรงไปตรงมาหรือเป็นดั่งใจเราขนาดนั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร สุดท้ายแล้วมันคือวิธีการทำงานแบบหนึ่ง

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า คุณทำหนังในฐานะที่เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ทุกวันนี้ยังคิดแบบนั้นอยู่ไหม 

ใช่ครับ อย่างที่บอกไปว่า การทำหนังคือการประนีประนอมกับทีมงาน กับข้อแม้หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมา อาจไม่ได้เป็นดั่งใจร้อยเปอร์เซ็นต์ 

แต่สิ่งที่ผมจะไม่ประนีประนอมเด็ดขาด คือไอเดียตั้งต้นหรือที่มาของมัน มันควรมาจากเราที่เป็นคนสร้างงานเป็นหลัก ตรงนี้แหละที่เป็นจุดที่ทำให้เรายังรักษาความเป็นงานศิลปะในการทำหนังไว้ได้ สุดท้ายมันยังเป็นผลผลิตที่ออกมาจากตัวเรา เป็นเรื่องของครอบครัวเรา เป็นปมในชีวิตเรา เป็นสิ่งที่เราประเมินแล้วว่ามันมีความเป็นสากล และน่าจะแชร์กับคนอื่นได้

 ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่เชื่อว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และใช้หนังชำแหละความทรงจำ
 ผู้กำกับ Anatomy of Time ที่เชื่อว่าเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง และใช้หนังชำแหละความทรงจำ

Writer

Avatar

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และ The101.world ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการฝึกหัด ถนัดในการเรียบเรียงน้ำเสียงและความคิดของผู้คนออกมาเป็นงานเขียนที่น่าสนใจ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load