เวลาค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูง เราหยิบหน้ากาก N95 ใส่ก่อนออกจากบ้านได้ แต่น้องหมาน้องแมวที่บ้านทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนอนรอให้เราช่วย
และนั่นคือเหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด
PM 2.5 คืออะไร และทำไมถึงอันตรายแม้แต่กับแมว
PM 2.5 หรือ particulate matter with diameter of less than 2.5 micron คือฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เล็กพอที่จะเข้าสู่ปอดและระบบเลือดได้โดยตรง ส่งผลต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับมนุษย์เราพอรู้จักกันดีแล้ว แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงที่บ้าน?
น.สพ.ณฐวุฒิ คณาติยานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยงพรีเมียร์ อธิบายว่า มลภาวะทางอากาศรวมถึง PM 2.5 เป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์อื่นๆ โดยส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งสัตว์ต่างๆ จะได้รับผลกระทบแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับกลไกร่างกายของสัตว์แต่ละชนิด
ความน่ากังวลคือสัตว์เลี้ยงไม่สามารถบอกเราได้ว่าตัวเองไม่สบาย จนกว่าอาการจะแสดงออกมาชัดเจนแล้ว

ใครเสี่ยงมากที่สุด ไม่ใช่ทุกตัวเท่ากัน
น.สพ.เกษตร สุเตชะ สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน อธิบายว่า สัตว์ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบมากคือ สัตว์ปีก สุนัขและแมวที่มีลักษณะหน้าสั้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสุนัขและแมวที่มีใบหน้าสั้นจะมีระบบทางเดินหายใจที่มีการกรองฝุ่นได้ไม่ดีเท่ากับสุนัขและแมวที่มีลักษณะหน้ายาว ส่วนสัตว์เลี้ยงประเภทนก เนื่องจากมีการเลี้ยงในกรง จึงทำให้ไม่สามารถหนีฝุ่นควันได้
หมายความว่าถ้าบ้านคุณมีเพอร์เซีย บริติช ชอร์ตแฮร์ สก็อตติชโฟลด์ ปั๊ก หรือบลูด็อก พวกเขาคือกลุ่มแรกที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษในฤดู PM 2.5 ทุกครั้ง
นอกจากนี้ สัตว์อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยง คือสัตว์ที่เพิ่งเกิด สัตว์อายุมาก และสัตว์ป่วยเรื้อรัง
สรุปได้ว่ากลุ่มเสี่ยงสูงของสัตว์เลี้ยงกับ ฝุ่นละออง PM 2.5 คือ หน้าสั้น + อายุมาก + มีโรคประจำตัว = ต้องระวังเป็นพิเศษ
อาการที่บอกว่าน้องได้รับ PM 2.5 เข้าไปแล้ว
สัตวแพทย์อธิบายว่าอาการที่มาหาหมอจะคล้ายกับเป็นหวัด ซึ่งหวัดมักเจอช่วงฤดูหนาวที่อากาศเปลี่ยน สัตว์ก็จะเป็นหวัดได้ง่าย แต่ฝุ่นก็ส่งผลให้อาการทางเดินหายใจแย่ลง และเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อมะเร็งได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นสุนัขหรือแมวหน้าสั้นจะยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น
สังเกตอาการเหล่านี้ในน้องเมื่อค่าฝุ่นสูง ไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจหอบหรือหายใจมีเสียง ตาแดงหรือมีขี้ตามาก เซื่องซึม ไม่อยากกิน กินน้ำน้อยลง เหล่านี้คือสัญญาณที่ไม่ควรปล่อยผ่าน
การสัมผัสกับ PM 2.5 เป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด มะเร็งจมูก และมะเร็งอื่นๆ และยังส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในเพศเมีย อาจทำให้มีปัญหาในการตั้งท้อง แท้งลูก หรือคลอดก่อนกำหนด

6 วิธีดูแลสัตว์เลี้ยงในฤดู PM 2.5
1. ลดเวลาออกนอกบ้านให้น้อยที่สุด
เมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ลดการพาน้องออกเดินเล่นกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็นที่ฝุ่นมักสูง ถ้าจำเป็นต้องพาออกไป ควรทำเป็นระยะสั้นๆ และเลือกพื้นที่ที่มีต้นไม้มากและห่างจากถนนหลัก
2. เช็ดตัวน้องทุกครั้งหลังออกข้างนอก
ถ้าค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐานติดต่อกันเป็นเวลานาน พอกลับบ้านควรใช้ผ้าชุบน้ำหรือทิชชูเปียก เช็ดเอาฝุ่นออกจากตัวและเท้าให้น้องด้วย เพราะฝุ่นที่ติดมากับขนสัตว์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการหายใจและการเลียขน
3. ปิดหน้าต่างในช่วงฝุ่นสูง
แม้จะดูเหมือนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว แต่หลายบ้านที่เลี้ยงสัตว์ยังชอบเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท วันที่ค่าฝุ่นสูงควรปิดหน้าต่างและใช้เครื่องปรับอากาศแทน
4. เพิ่มน้ำสะอาดและดูแลความชุ่มชื้น
เมื่ออากาศแห้งและมีฝุ่นมาก เยื่อเมือกในระบบทางเดินหายใจของสัตว์เลี้ยงจะแห้งมากกว่าปกติ การมีน้ำสะอาดให้ดื่มตลอดเวลาช่วยให้เยื่อเมือกทำงานได้ดีขึ้นในการกรองสิ่งแปลกปลอม
5. สังเกตอาการอย่างสม่ำเสมอ
สัตว์ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ควรเฝ้าสังเกตอาการ หากมีอาการไอ จาม หอบ ให้รีบพาไปหาสัตวแพทย์
6. เปิดเครื่องฟอกอากาศในบ้านตลอดเวลา
ข้อนี้สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายคนยังมองข้ามอยู่ เพราะสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ใช้เวลาในบ้านนานกว่าเราเสียอีก

เลือกเครื่องฟอกอากาศสำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงอย่างไร
ในช่วง PM 2.5 สูง เครื่องฟอกอากาศในบ้านคือเพื่อนที่ดีที่สุดของน้องหมาน้องแมว แต่ก่อนจะซื้อ มีสิ่งที่ควรรู้ดังนี้
ต้องมีแผ่นกรอง HEPA
เครื่องฟอกอากาศที่ใช้แผ่นกรอง HEPA สามารถดักจับอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กสุดได้ถึง 0.3 ไมครอน รวมถึงเชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ
ต้องมีแผ่น Activated Carbon หรือ Charcoal
เครื่องฟอกอากาศบางรุ่นมีแผ่นกรอง Activated Carbon เสริม ซึ่งช่วยดักจับกลิ่นต่างๆ เช่น กลิ่นควัน กลิ่นอุจจาระ กลิ่นจากสัตว์เลี้ยง รวมถึงสารเคมีบางชนิดและก๊าซที่ไม่พึงประสงค์ได้ดี
สำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง แผ่นคาร์บอนช่วยได้ทั้งเรื่องฝุ่นและเรื่องกลิ่น ซึ่งเป็นสองปัญหาหลักในคราวเดียว
ดูค่า CADR ให้เหมาะกับพื้นที่
ข้อควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อ ได้แก่ ขนาดพื้นที่ห้อง ค่า Airflow คุณภาพแผ่นกรอง เซนเซอร์วัดคุณภาพอากาศ ค่า CADR ระดับเสียง ความประหยัดไฟ และฟังก์ชันเสริม
ค่า CADR บอกว่าเครื่องสามารถฟอกอากาศในห้องขนาดเท่าไหร่ได้ต่อชั่วโมง ถ้าซื้อเครื่องที่ CADR ต่ำเกินไปสำหรับห้องขนาดใหญ่ ประสิทธิภาพจะตกอย่างมาก ให้ตั้งเป้าว่าเครื่องควรฟอกอากาศได้อย่างน้อย 5 รอบต่อชั่วโมงสำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง
วางในห้องที่น้องอยู่มากที่สุด
เครื่องฟอกอากาศไม่ควรวางในห้องที่สวยที่สุด แต่ควรวางในห้องที่น้องใช้เวลามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น และควรเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ตอนที่ค่าฝุ่นพุ่ง
ฝุ่นในบ้านก็อันตรายไม่แพ้ฝุ่นนอกบ้าน
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่าอยู่ในบ้านปลอดภัยจาก PM 2.5 แล้ว แต่ความจริงคือฝุ่นสามารถเล็ดลอดเข้ามาทางช่องว่างต่างๆ ได้ และยังมีแหล่งฝุ่นในบ้านด้วยกันเอง เช่น ขนสัตว์ สะเก็ดผิวหนัง ฝุ่นไรฝุ่น และกลิ่นจากอาหาร
เครื่องฟอกอากาศช่วยให้อากาศภายในบ้านส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดี นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ และช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์และก๊าซ VOCs ที่เป็นอันตราย
ประโยชน์ของเครื่องฟอกอากาศสำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฤดูฝุ่น แต่ใช้ได้ตลอดทั้งปี
เมื่อต้องพาน้องไปหาหมอ
ถ้าน้องมีอาการหายใจลำบาก หอบ หรืออาการทางเดินหายใจที่ไม่ดีขึ้นใน 24-48 ชั่วโมง อย่ารอ ในช่วง PM 2.5 สูงติดต่อกันหลายวัน แม้แต่สัตว์ที่แข็งแรงก็อาจมีอาการสะสมได้
สัตวแพทย์อาจพิจารณาตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อประเมินสุขภาพปอดและทางเดินหายใจ และอาจให้ยาบรรเทาอาการในบางกรณี สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้น้องทนกับอาการอยู่คนเดียวเพราะ “ดูแล้วไม่น่าหนักมาก”
เพราะสัตว์เลี้ยงไม่สามารถบอกเราได้ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน การสังเกตและดูแลป้องกันก่อนจึงสำคัญกว่าการรอจนมีอาการชัดเจนเสมอ เครื่องฟอกอากาศสำหรับบ้านเลี้ยงแมวหมา
