The Cloud x Qatar Airways

เพื่อนฝรั่งรายแรกของสยามคือโปรตุเกส ชนชาติที่อยู่ริมฝั่งตะวันตกสุดของยุโรป ความห่างไกลจากดินแดนอื่นๆ ทำให้โปรตุเกสเป็นชาตินักเดินเรือที่ล่องมหาสมุทรไปทั่วโลก

มิตรภาพระหว่างสยามและโปรตุเกสจึงเกิดขึ้นมานานกว่า 500 ปี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตในบางกอกตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติก็เจริญงอกงามตลอดมา

เดือนกรกฎาคมนี้ The Cloud และ Qatar Airways จัดทริป Walk with The Cloud 19 : Portuguese Passage เชิญผู้สนใจไปแกะรอยเส้นทางโปรตุเกสในบางกอก 

เริ่มจากเยี่ยมสถานเอกอัครราชทูตแห่งแรกของกรุงเทพฯ แล้วไปเยี่ยมวัดกาลหว่าร์ ชม ‘รูปพระตาย’ รูปไม้แกะสลักพระศพของพระเยซูเจ้า พร้อมฟังเรื่องราวการสืบประวัติรูปไม้เก่าแก่จากไอบีเรีย ที่ปกติจะนำออกมาให้สาธารณชนเห็นเพียงปีละครั้งเท่านั้น 

จากนั้นล่องเรือไปชมวัดซางตาครู้สและชุมชนกุฎีจีน ชุมชนชาวโปรตุเกสที่สืบเชื้อสายมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนและรับประทานอาหารสไตล์สยามโปรตุเกส ก่อนจะชิมขนมฝรั่งแสนอร่อยแกล้มประวัติศาสตร์ที่ร้านขนมฝรั่งธนูสิงห์

โดยมีวิทยากรหลักๆ ได้แก่ เบญจรัศมี รุจน์รวีหิรัญ อาจารย์สอนภาษาและวัฒนธรรมโปรตุเกส และผู้หลงรักวัฒนธรรมของประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์ นักประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาผู้โตมากับวัดกาลหว่าร์ เจ้าของคอลัมน์ ครุ่นคริสต์ ใน The Cloud และ รัฐนันท์ เจียมปัญญารัช มัคคุเทศก์ภาษาโปรตุเกส

เนื่องจาก Qatar Airways เพิ่งเปิดเส้นทางบินใหม่ไปลิสบอน เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโปรตุเกส หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลกนี้ เคยเป็นศูนย์กลางของยุโรปในการค้าขายกับทั่วโลก ทั้งแอฟริกา ตะวันออกไกล รวมถึงราชอาณาจักรสยาม ผู้ร่วมทริปที่มางานนี้จึงได้สิทธิลุ้นตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปสัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโปรตุเกสที่ลิสบอนด้วยตนเองด้วย

กลับจากการแกะรอยโปรตุเกสในกรุงเทพฯ มาหมาดๆ เราจึงขอเก็บเรื่องราวการสัมผัสร่องรอยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวโปรตุเกส พร้อมทำความรู้จักเพื่อนฝรั่งรายแรกของสยามอย่างลึกซึ้งมาฝาก

จากโปรตุเกสถึงสยาม

หลังจาก วาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือชาวโปรตุเกสค้นพบเส้นทางเดินเรือมาอินเดีย 13 ปีต่อมาใน พ.ศ. 2054 ชาวโปรตุเกสกลุ่มแรกก็เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา อะฟงซู ดือ อัลบูแคร์คือ (Afonso de Albuquerque) ได้ส่ง ทูตดูอาร์เต เฟอร์นันเดส (Duarte Fernandes) มาที่ราชสำนักสยามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ว่าการเข้ามายังประเทศราชของสยาม มิได้มีเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกรุงศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์แห่งไมตรีจิตระหว่างโปรตุเกสและสยามจึงเริ่มต้นขึ้น 

ชาวโปรตุเกสหลายคนเริ่มตั้งรกรากในกรุงศรีอยุธยา บ้างเป็นพ่อค้า บ้างแบ่งปันความรู้เรื่องการทหาร โดยเฉพาะเรื่องปืนไฟซึ่งสำคัญในยุคสงคราม บ้างเผยแผ่ศาสนา โดยมิชชันนารีโปรตุเกสได้สร้างโบสถ์ขึ้น 3 หลัง และที่บ้านโปรตุเกสมีผู้คนอยู่รวมกันถึง 3,000 คน 

ถึงกรุงศรีอยุธยาจะเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 แต่ชาวโปรตุเกสก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับชาวสยามมาตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยชาวโปรตุเกสดั้งเดิมได้อพยพมาสร้างชุมชนในบางกอก แม้เวลาผ่านมากว่า 500 ปี แต่ร่องรอยวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจากยุโรป ยังคงหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ที่กรุงเทพมหานคร 

สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส

สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส

สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสคือสถานทูตแห่งแรกในบางกอกก่อตั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สถานที่แห่งนี้ยังคงได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านมากกว่า 150 ปี

กำแพงด้านนอกของสถานทูตมีภาพสตรีทอาร์ตหน้าคน ฝีมือศิลปินสตรีทอาร์ตชาวโปรตุเกสรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง วีลส์ (Vhils) ที่ลงมือตระเวนถ่ายรูปคนในชุมชน และนำมาเจาะบนกำแพงจนเป็นภาพจำสวยๆ ของย่านเจริญกรุง

สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส
สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส

ทำเนียบทูตโปรตุเกสที่ตั้งเด่นอยู่ด้านหลังกำแพงก็สวยเด่นไม่แพ้กัน อาคารทรงโคโลเนียลอย่างโปรตุเกสผสมผสานความเป็นไทยได้อย่างลงตัว เดิมทีวัสดุที่ตั้งใจนำมาก่อสร้างเป็นวัสดุที่ส่งตรงมาจากโปรตุเกส แต่เรือขนส่งล่มเสียก่อน ทำเนียบโปรตุเกสจึงก่อสร้างขึ้นด้วยวัสดุในท้องถิ่น กลมกลืนเข้ากับชุมชนโดยรอบเป็นอย่างดี

ภายในอาคารถูกออกแบบและจัดวางได้อย่างดีจนคาดไม่ถึงว่าในอดีตของอาคารที่สวยงามสะดุดตาแห่งนี้ถูกใช้งานมาหลากหลายรูปแบบ เป็นทั้งคุกและอาคารเก็บอาวุธ ทำให้ในปัจจุบันอาคารแห่งนี้ยังคงมีปืนใหญ่เก่าแก่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์ประดับไว้ให้ชม

หากสังเกตให้ดี บนปืนใหญ่แต่ละกระบอกจะมีตราประทับของกษัตริย์และแผ่นดินโปรตุเกสอยู่ ภายในอาคารก็ตกแต่งได้อย่างสวยงาม ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทำให้ภายในอากาศถ่ายเท ลมพัดเย็นสบายตลอดวัน

สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส
สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส

สำนักงานทูต และบรรยากาศสวนร่มรื่น

อาคารปูน 2 ชั้นสีเหลืองนวลนี้ เดิมเป็นโกดังเก่าอายุกว่า 100 ปี สำหรับเก็บสินค้าที่ขนส่งมาทางเรือ เมื่อการขนส่งทางบกและยุคสมัยเปลี่ยนไป โกดังเก่าที่เคยอัดแน่นไปด้วยสินค้าหลากหลายประเภทจึงถูกทิ้งให้ว่างเปล่า

ก่อนที่สถานทูตจะจับมือกับสถาปนิกและวิศวกรชาวโปรตุเกสร่วมกันเปลี่ยนโกดังร้างให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง จนกลายเป็นสำนักงานทูตสุดทันสมัยอย่างทุกวันนี้

สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส
สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส

ไม่เพียงแต่สถาปัตยกรรมที่สวยงาม บรรยากาศโดยรอบสถานทูตก็ร่มรื่นน่ามองไม่เป็นรอง เพราะแวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์อันสงบร่มเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้นไม้เขียวขจีและสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะนกยูงที่เดินเฉิดฉายอวดความสวยงามได้อย่างอิสระ นับเป็นสถานที่แสนพิเศษในย่านเจริญกรุง

ที่ตั้ง : ซอยถนนเจริญกรุง 30 แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ

เปิดวันจันทร์-ศุกร์ สำหรับผู้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตเท่านั้น

เวลา 08.30 – 12.30 น. และ 13.30 – 16.30 น.

วัดกาลหว่าร์

วัดกาลหว่าร์

โบสถ์งดงามที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในชุมชนตลาดน้อย เป็นอีกร่องรอยที่แสดงถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวโปรตุเกสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

ชาวโปรตุเกสผูกพันกับคริสต์ศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในอดีตมิชชันนารีโปรตุเกสได้รับอภิสิทธิ์ ‘ปาโดรอาโด’ (Padroado) ให้เผยแผ่คำสอนต่างๆ ในต่างแดน ต่อมาเกิดปัญหาระหว่างโปรตุเกสกับมิชชันนารีประเทศอื่น สันตะสำนักแห่งกรุงโรมทราบถึงความขัดแย้งนี้ จึงจัดตั้งสมณกระทรวงการเผยแพร่ความเชื่อ ‘โปรปากันดา ฟีเด’ (Propaganda Fide) เพื่อทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมโดยตรง และแต่งตั้งชาวฝรั่งเศสเป็นประมุขมิสซังสยาม ทำให้ชาวโปรตุเกสรู้สึกไม่พอใจที่ชาวฝรั่งเศสมาเป็นผู้ปกครอง 

เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่อพยพมายังบางบอก และเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี ชาวโปรตุเกสจึงได้มาอาศัยรวมกัน ณ ค่ายซางตาครู้ส แต่ด้วยความขัดแย้งที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา เมื่อทราบว่าวัดซางตาครู้สจะถูกปครองโดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ชาวโปรตุเกสกลุ่มหนึ่งจึงแยกตัวออกมาตั้งชุมชนใหม่และนำของมีค่าอย่างยิ่งมาด้วย นั่นคือรูปแม่พระลูกประคำและรูปพระศพของพระเยซูเจ้า 

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสสร้างวัด และสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2330 ด้วยโครงสร้างไม้ เพื่อให้ชาวคริสตังได้ประกอบพิธีทางศาสนา พร้อมกับนำรูปแม่พระลูกประคำและรูปพระศพของพระเยซูเจ้าจากกรุงศรีอยุธยามาประดิษฐานไว้ที่นี่ โดยตั้งชื่อว่า ‘วัดกาลหว่าร์’ ตามชื่อรูปพระตาย

วัดกาลหว่าร์
วัดกาลหว่าร์

นอกจากนี้ยังมีห้าง Falck & Beidek Department Store ที่ก่อตั้งโดยชาวยุโรป เป็นอาคารที่เก่าแก่กว่า 1 ศตวรรษและยังคงสภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อาคารปูนสีขาวที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตกอย่างอลังการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ห้างสิงโต’ ที่ผู้คนเรียกกันอย่างนี้เพราะว่าตัวอาคารถูกประดับด้วยปูนปั้นรูปหัวสิงโตขนาดใหญ่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปัจจุบันยังคงเป็นห้างโบราณที่เปิดให้เข้าชมอยู่ในชื่อว่า O.P Place ภายในมีทั้งลิฟท์เก่าแก่ที่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ โคมระย้าขนาดยักษ์ และมีงานฝีมือแขนงต่างๆ เช่น อัญมณี ผ้าไหม และโบราณวัตถุขายอีกด้วย

อาคารโบสถ์ของวัดกาลหว่าร์ได้รับการสร้างใหม่ถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเป็นโบสถ์ไม้ ตลอดระยะเวลา 50 ปีแรกไม่มีมิชชันนารีมาปกครองดูแลที่นี่ เนื่องจากชาวโปรตุเกสไม่ยอมรับชาวฝรั่งเศส แต่หลังจากนั้นก็เริ่มปรับตัวและยอมรับในที่สุด ต่อมาโบสถ์ไม้แห่งนี้ทรุดโทรมลง ใน พ.ศ. 2380 บาทหลวงอัลบรังค์ (Albrand) มิชชันนารีคณะมิสซังต่างประเทศประจำกรุงปารีสองค์แรกที่ได้เข้ามาปกครองวัดกาลหว่าร์จึงได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และทำพิธีเสกขึ้นในวันฉลองแม่พระ ที่นี่จึงได้รับชื่ออีกหนึ่งชื่อว่า ‘วัดแม่พระลูกประคำ’ 

วัดกาลหว่าร์

ต่อมาใน พ.ศ. 2433 คุณพ่อแดซาลส์ (Dessalles) เจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์คนสำคัญได้รื้อโบสถ์หลังที่ 2 และระดมทุนสร้างโบสถ์หลังปัจจุบันขึ้นจนเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2440 คุณพ่อได้บันทึกไว้ในจดหมายระหว่างก่อสร้างโบสถ์หลังนี้ว่า 

“โบสถ์หลังใหม่จะกลายเป็นอนุสรณ์สถานที่น่าจดจำ และเป็นความภาคภูมิใจของชาวสยาม” 

โบสถ์สไตล์โกธิครีไวเวิล (Gothic Revival) ที่ใหญ่โตโอ่อ่าและสวยงาม มีลักษณะเป็นยอดสูงขึ้นสู่ฟ้า โครงสร้างภายในโอ่โถง เพดานโค้งสัน ยอดหลังคาแหลม พร้อมระฆังกังวานจากประเทศฝรั่งเศสที่เรียกผู้คนให้มาร่วมพิธี

แม้โบสถ์หลังนี้จะมีอายุกว่าร้อยปี แต่คริสตศาสนิกชนวัดกาลหว่าร์ก็ดูแลรักษาวัดไว้อย่างดี ทำให้มีหลายส่วนที่นับได้ว่าเป็นของเก่าแก่หลงเหลือให้คนรุ่นใหม่ได้เชยชม ไม่ว่าจะกลไกการตีระฆังแบบดั้งเดิม พื้นกระเบื้องหรือว่ากระเบื้องหลังคาที่มีส่วนผสมของทองแดงทำให้มีความสวยงามและทนทานผ่านสภาพอากาศและกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน

วัดกาลหว่าร์

ประติมากรรมและจิตรกรรมภายในโบสถ์ ทุกองค์ประกอบล้วนเต็มไปด้วยความหมาย ไม่ว่าจะฝ้าเพดานที่มี 8 ช่อง ซึ่งมีความหมายในทางดาราศาสตร์โบราณถึงดาวศุกร์ที่เป็นดาวประจำรุ่งของแม่พระลูกประคำ ต้นและเถาองุ่นซึ่งหมายถึงพระเยซูกับพระศาสนจักร หน้าต่างประดับกระจกสีที่แสดงเรื่องราวต่างๆ ของข้อรำพึงแห่งสายประคำ

วัดกาลหว่าร์

รูปพระตายของพระเยซูเจ้าและรูปแม่พระลูกประคำเป็นสิ่งที่อยู่กับคริสตชนวัดกาลหว่าร์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจวบจนปัจจุบัน วัดกาลหว่าร์ยังคงนำรูปพระตายที่อายุกว่า 300 ปีมาประกอบพิธีใน ‘คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์’ ของทุกปี โดยเชิญรูปพระตายที่ประดิษฐานอยู่ในบุษบกประดับด้วยดอกไม้ และแห่ออกไปรอบวัดกาลหว่าร์ ส่วนรูปแม่พระลูกประคำก็ยังคงประดิษฐานไว้ภายในโบสถ์ ให้คนสวดภาวนาจวบจนทุกวันนี้

ที่ตั้ง : ซอยวาณิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ

เปิดทุกวัน

เวลา 08.30 – 16.30 น.

0 2266 4849

วัดซางตาครู้ส

ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบรรยากาศสงบร่มเย็น เป็นที่ตั้งของวัดเก่าอันมีสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เป็นที่พักพิงใจของผู้คนมากหน้าหลายตา แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปแต่ผู้คนก็ยังคงแวะเวียนมาที่วัดนี้เสมอ

วัดกาลหว่าร์

หลังกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 ชาวคริสตังหลายชนชาติที่ยอมรับการปกครองของชาวฝรั่งเศสได้อพยพมายังบางกอกพร้อมกับ คุณพ่อกอร์ (Corre) มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสที่ขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเพื่อขอพระราชทานเงินและเรือพายสำหรับดำรงชีพ 

ต่อมาวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้พระราชทานที่ดินให้คุณพ่อกอร์ เนื่องจากวันนั้นตรงกับวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขนและเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตั้งชื่อวัดและที่ดินผืนนี้ว่า ‘ซางตาครู้ส’ หมายถึงไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ในภาษาโปรตุเกส วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของคริสตชนหลากหลายเชื้อชาติ 

ในขณะนั้นวัดซางตาครู้สเป็นเพียงวัดเล็กๆ ไม่มีแม้แต่ข้างฝา มีเพียงแค่เสาและหลังคา ก่อนที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะพระราชทานเงินช่วยเหลือ เวลาผ่านมากว่า 65 ปีในสมัย พระสังฆราช ฌอง ปอล กูร์เวอซี (Jean Paul Courvezy) ได้มอบหมายให้ คุณพ่อฌอง บัปติส ปัลเลอกัวส์ (Jean Baptiste Pallegoix) สร้างวัดหลังใหม่ขึ้นแทนที่วัดหลังเดิม โบสถ์หลังนี้จึงสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2379 ด้วยสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 รูปทรงประยุกต์ไทยจีนและผสมผสานศิลปะฝรั่ง วัดแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘วัดกุฎีจีน’

วัดกาลหว่าร์

ใน พ.ศ. 2456 คุณพ่อกูเลียลโม กิน ดา ครู้ส (Gulielmo Kinh Da Cruz) เห็นว่าวัดหลังนี้ทรุดโทรมมากแล้ว จึงดำริสร้างวัดหลังใหม่ขึ้น ทำให้ทั้งภายในและภายนอกของวัดซางตาครู้สเป็นสถาปัตยกรรมเรเนสซองส์ผสมนีโอคลาสสิก ใช้ประกอบศาสนกิจเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ 

วัดกาลหว่าร์

โบสถ์ซางตาครู้สมีโถงสูงโปร่ง โครงสร้างแบบอาคารโบราณ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือวิธีการใช้ผนังทั้งสองด้านเป็นจุดรับน้ำหนังจากหลังคาและใช้เสาลอยเป็นส่วนรับน้ำหนังของฝ้าเพดาน ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีแสดงถึงเหตุการณ์ต่างๆของศาสนาคริสต์รวมถึงภาพพระเยซูเจ้าในอิริยาบทต่างๆ มียอดโดมรูปแบบอิตาลีคล้ายกับโดมแห่งมหาวิหารฟลอเรนซ์ ดูหรูหราและสวยงามตระการตา

ที่ตั้ง : 1 ซอยกุฎีจีน ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

เปิดเวลาประกอบพิธีมิสซา

0 2472 0153

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

แม้พิพิธภัณฑ์จะซ่อนตัวอยู่ภายในซอยชุมชนกุฎีจีน แต่ผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้ามาชมบ้านหลังนี้อย่างสม่ำเสมอ เพราะชุมชนกุฎีจีนเป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวสยามเชื้อสายโปรตุเกส ที่เก็บวัฒนธรรมและวิธีชีวิตแบบผสมผสานไว้เต็มเปี่ยม ภายในชุมชนยังมีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประดับตกแต่งบุษบกด้วยดอกไม้ การร้อยตาข่ายดอกไม้สำหรับห่มรูปพระตาย การแสดงละครในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่สูตรอาหารโปรตุเกสต่างๆ ที่หากินได้ยากในปัจจุบัน ชุมชนกุฎีจีนยังคงเก็บงำสูตรลับความอร่อยไว้อย่างดี

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

บ้านไม้ 3 ชั้นถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานจากบ้านที่ถูกทิ้งให้ว่างเปล่า กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมข้อมูลของชาวโปรตุเกสไว้มากมาย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการเข้ามาของชาวโปรตุเกส วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมอาหาร คำศัพท์โปรตุเกสที่ประเทศไทยรับมาใช้ การแต่งกาย รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น แถมยังคงขายขนมปังสัพแหยกสูตรดั้งเดิมที่ชวนให้คนรุ่นใหม่ได้มาลิ้มลองความอร่อยด้วย 

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

บนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน ทั้งสำหรับการดำรงชีวิต เครื่องครัว อุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมรวมถึงกุศโลบายอันเฉียบแหลมของชุมชนด้วย นั่นคือ ‘ผีหัวพริก’ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘ผีหนูเลี้ยบ’ ผีเด็กประจำหมู่บ้านกุฎีจีนที่มักถูกใช้เป็นกุศโลบายในการกำชับให้เด็กๆ ที่ออกไปวิ่งเล่นในชุมชนรีบกลับบ้านให้ทันก่อน 6 โมงเย็น เพราะไม่อย่างนั้นจะถูกผีหนูเลี้ยบจับตัวไป 

ชั้นบนสุดถูกออกแบบให้ขึ้นไปชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและชุมชนโดยรอบได้อย่างสุดลูกหูลูกตาอีกด้วย

ที่ตั้ง : ซอยวัดกัลยาณ์ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

เปิดวันอังคาร-อาทิตย์

เวลา 09.30 – 18.00 น.

08 1772 5184

ขนมฝรั่งธนูสิงห์

ขนมฝรั่งธนูสิงห์ โปรตุเกส

ในสมัยก่อนผู้คนนิยมใช้ไข่ขาวในการรีดผ้า ทำให้มีไข่แดงเหลือใช้เป็นจำนวนมาก จึงนำมาประยุกต์ทำเป็นขนมมากหน้าหลายตาสีสันเหลือนวลน่ากินตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ขนมจากโปรตุเกสที่ตกทอดมายังแดนสยามก็ไม่ได้มีเพียงแค่ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองเท่านั้น แต่ยังมี ‘ขนมฝรั่ง’ แสนอร่อย เนื้อเนียนนุ่ม กลิ่นหวานหอมนี้อีกด้วย

หากเดินเข้ามาภายในชุมชนกุฎีจีนจะพบ ‘ร้านธนูสิงห์’ ร้านขนมฝรั่งสูตรเก่าแก่ของชุมชนโปรตุเกสที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่า 200 ปี ในอดีตขนมฝรั่งเป็นขนมที่นิยมกินพร้อมน้ำชาหลังจากเสร็จสิ้นพิธีในโบสถ์ จึงนับเป็นขนมที่ช่วยสร้างและกระชับความสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้แน่นแฟ้น 

ร้านแห่งนี้ยังคงยึดมั่นใช้สูตรโบราณ สูตรต้นตำหรับแท้ๆ ความพิเศษของขนมฝรั่งเนื้อเนียนนุ่มนี้คือการใช้วัตถุดิบที่บรรจงคัดสรรมาเป็นอย่างดีแค่ 3 อย่างเท่านั้น นั่นคือ แป้ง น้ำตาล และไข่ นำมาตีให้ขึ้นฟู ทำสดใหม่วันต่อวัน ทำให้ได้ขนมฝรั่งกรอบนอกนุ่มในที่ติดอยู่ในใจของผู้คนชุมชนกุฎีจีนและนักท่องเที่ยวหลายชนชาติมานับร้อยปี

ความพิเศษของร้านขนมร้านนี้ไม่ได้มีเพียงแค่วัตถุดิบเท่านั้น แต่พวกเขาบรรจงและตั้งใจในทุกอณู ทั้งทำพิมพ์ใส่ขนมขนาดพิเศษที่ขึ้นรูปและจับจีบด้วยมือเองทุกชิ้น เตาที่ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษให้เหมาะกับเนื้อขนมฝรั่งสูตรพิเศษนี้เท่านั้น รวมทั้งไม้พายไม้สักที่ตกทอดมารุ่นสู่รุ่น

ปัจจุบันร้านธนูสิงห์จำหน่ายขนมฝรั่ง 2 รูปแบบ ทั้งแบบดั้งเดิมที่เป็นขนมเค้กเนื้อนุ่ม และแบบโรยหน้าด้วยลูกเกดหรือฟักเชื่อม ซึ่งเป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาของชาวจีน แสดงถึงความผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนกุฎีจีนไว้ด้วย

ที่ตั้ง : ซอยกุฎีจีน 7 ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

เปิดทุกวัน 

เวลา 09.00 – 17.00 น.

0 2465 5882 / 08 1483 0303

โปรตุเกส

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

28 พฤศจิกายน 2563
1 K

The Cloud x KIATNAKIN PHATRA

รู้ไหม นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ชื่อ ‘บางกอก’ ถูกตั้งตามลักษณะพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะกอกน้ำริมเจ้าพระยาในอดีต 

มองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ ต้นไม้คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับการก่อร่างสร้างกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้น นอกจากศิลาจารึก โบราณวัตถุ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่าแล้ว เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการเติบโตและคงอยู่ของต้นไม้ได้เช่นกัน

วันเวลาล่วงเลย จากเวนิสตะวันออกที่เต็มไปด้วยคูคลอง สู่เมืองบกที่การพัฒนารุดหน้าและเติบโต ต้นไม้โบราณที่เติบโตมาพร้อมกับเมืองหลงเหลืออยู่น้อยแทบจะนับต้นได้ เราจึงชักชวนผู้อ่านร่วมแกะรอยประวัติศาสตร์ ผ่านการเยี่ยมชมต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านผ่านร้อนหนาวมานับร้อยปี ในย่านเก่าแก่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวการผันเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมไปตามยุคสมัย ภายในคลองรอบกรุง ในทริป Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees เมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

จากความตั้งใจของ The Cloud และกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ร่วมด้วย BIG Trees กลุ่มคนที่ต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง โดยเราได้ ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ผู้อำนวยการกลุ่มภูมิสถาปัตยกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ดร.วิภากร ธรรมวิมล ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ชนัตฎา ดำเงิน รุกขกร อรยา สูตะบุตร และ สันติ โอภาสปกรณ์กิจ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม BIG Trees มาเป็นวิทยากรประจำทริป

แม้สายฝนจะโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้ ตลอดจนบรรยากาศและความสนุกสนานของทริปลดน้อยลงเลย เตรียมหมวกและน้ำดื่มให้พร้อม นี่คือ 20 เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจของชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์จากอดีต ที่มีลมหายใจและเติบโตมาพร้อมกับเมืองจนถึงปัจจุบันไปพร้อมกัน

01 

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ในแง่ภูมิทัศน์เมือง ต้นไม้ใหญ่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะแสดงถึงการตั้งอยู่ของชุมชนหรือสถานที่สำคัญที่มีความหมาย เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในประกอบไปด้วยพระบรมมหาราชวัง และวังของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ ตั้งแต่ในอดีตมีการปลูกต้นไม้และจัดภูมิทัศน์ไว้อย่างดี

ต่อมาเมื่อสยามเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วังบางส่วนเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานไปตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง อย่างวังหน้าที่ถูกปรับพื้นที่เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ 

ต้นไม้เก่าแก่และการทำภูมิทัศน์โบราณรูปแบบต่างๆ จึงตกทอดกลายเป็นมรดกจากยุคเก่าที่ติดมากับพื้นที่ บางต้นยังคงอยู่ แต่บางต้นล้มหายตายจากไปตามสภาพการดูแลและเวลาที่ล่วงไป

ต้นโพธิ์ บริเวณลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คือหนึ่งในต้นไม้เก่าแก่ประจำวังหน้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในบริเวณที่มีชัยภูมิเป็นที่นัดหมายและชุมนุมทางการเมืองของนักศึกษามายาวนาน ในสมัยแรกเริ่ม ตึกโดมมีปีกซ้ายขวา ขนาดอาคารยาวกว่าที่เห็นในปัจจุบันมาก แต่หลังจากเหตุการณ์ช่วง พ.ศ. 2519 ตึกโดมถูกตัดส่วนปีกซ้ายขวาออกไปเหลือเท่าที่เราเห็นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ต้นโพธิ์ต้นนี้เคยเป็นที่เซ่นไหว้หัวหมูขอพรสำหรับการสอบของเหล่านักศึกษา แต่ถูกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สั่งห้าม เพราะมองว่าเป็นความงมงายและติดสินบนเจ้าที่ ในปัจจุบันต้นโพธิ์จึงกลายเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของธรรมศาสตร์แทน 

02

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นกร่างที่ตั้งอยู่หน้าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นเสมือนจิตวิญญาณของเด็กศิลปากรที่ยุคหนึ่งผูกพันกับมันมากจนถึงขั้นเรียกต้นไม้ต้นนี้ว่าคุณปู่กร่าง ถ้าเทียบตามรูปภาพโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 เราจะเห็นยอดของต้นกร่างต้นนี้สูงขึ้นมาเหนือหลังคาตึก ทำให้อนุมานได้ว่า คุณปู่ต้นนี้มีอายุมากเกิน 100 ปีแล้ว 

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

แม้ว่าทั้งต้นกร่างที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและต้นโพธิ์ที่ลานโพธิ์ของธรรมศาสตร์จะดูสวยงาม แผ่กิ่งก้านใบออกเป็นร่มเงาให้กับเรา แต่ในความจริงนั้น ทั้งสองต้นโตขึ้นได้มากกว่านี้ แต่เพราะสภาพพื้นที่ที่ถูกอาคารปิดล้อม ทำให้เราไม่สามารถชื่นชมความงามของต้นไม้ทั้งสองต้นอย่างเต็มที่ 

03

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ในอดีต บริเวณพื้นที่ของกรมศิลปากรเคยเป็นที่ตั้งของวังมาก่อน ซึ่งมีถึง 3 วังด้วยกัน และมีต้นไม้โบราณที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน คือต้นกร่างและต้นยางอินเดีย ซึ่งนอกจากสองต้นนี้แล้ว ยังมีต้นจันทร์อีกต้นหนึ่งแทรกตัวอยู่ข้างหลังพิพิธภัณฑ์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ตึกที่เคยเป็นท้องพระโรงเก่ามาก่อน ต้นจันทร์นับเป็นต้นไม้ใหญ่อีกต้นที่ถูกลืมเลือนไป ถ้าใครมีโอกาสแวะไปกรมศิลป์ ก็เดินไปแวะทักทายคุณปู่ต้นไม้ต้นนี้กันได้นะ 

04

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

เคยได้ยินคำว่า ‘โพธิ์ไทรไกรกร่าง’ กันไหม 4 ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ คือต้นไม้ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์และพระพุทธประวัติ นอกจากแสดงฐานานุศักดิ์ของเจ้านายแล้ว ต้นไม้เหล่านี้ต้องใช้พื้นที่ในการเติบโตแผ่กิ่งก้านออกไปรอบด้าน จึงเหมาะให้ร่มเงากับพื้นที่ที่มีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นที่นิยมปลูกกันมากในวัดและวังสมัยก่อน

05

แนวคิดในการปลูกต้นไม้และการออกแบบภูมิทัศน์โบราณของไทย ได้อิทธิพลมาจากประเทศอินเดียและจีนเป็นหลัก แนวคิดแบบอินเดียมีความเชื่อมโยงกับพุทธประวัติ ความเชื่อ และความศรัทธา มองต้นไม้เป็นแหล่งอาหารและยารักษาโรค ในขณะที่แนวคิดแบบจีน นิยมใช้ตกแต่งสวนเพื่อความสวยงาม และถือเป็นการบำบัดจิตใจชนิดหนึ่ง มักพบเห็นได้ในรูปแบบของเขามอและต้นไม้สวยงามในวัง

ดังนั้น ต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในจึงจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือไม้มงคลและไม้ผล ไม้มงคลมักปลูกในพื้นที่วัง ส่วนไม้ผลมักปลูกริมคูคลอง เพื่อให้ประชาชนเก็บดอกผลรับประทานได้

06

นอกจากการปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงามและประโยชน์ คนไทยสมัยก่อนก็นิยมปลูกต้นไม้ในเชิงสัญลักษณ์ด้วย เช่น การปลูกต้นยางนาที่โตสูงชะลูดจนมองเห็นจากที่ไกลๆ ไว้ในบริเวณวัด ทำให้คนที่เดินทางมาสังเกตเห็นต้นยางนาแล้วรู้ได้ทันทีว่าใกล้จะเข้าถึงเขตวัดแล้ว 

ในบริเวณภาคเหนือ เช่นเชียงตุงและเชียงใหม่ ก็มีการปลูกต้นไม้ในลักษณะนี้เหมือนกัน เรียกว่าไม้หมายเมืองเพื่อสัญลักษณ์ให้ผู้คนที่กำลังเดินทางเข้ามารับรู้ว่ากำลังใกล้ถึงเมืองแล้ว ต้นไม้จึงเป็นเหมือนจุดเช็กอินในสมัยก่อน

07

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นยางอินเดียที่เรานิยมปลูกกันอยู่ตอนนี้ สามารถเจริญเติบโตจนใหญ่มาก ขนาดที่ว่าในสมัยก่อนเราใช้ลำต้นของมันผูกล่ามช้างได้เป็นสิบๆ เชือก ดังนั้น ถ้าใครมีต้นยางอินเดียอยู่ที่บ้านและคิดจะนำมันลงกระถาง อย่าลืมหาพื้นที่กว้างๆ ให้รากและกิ่งก้านได้แผ่ออกไป และไม่ควรปลูกใกล้ตัวอาคารก่อสร้างเด็ดขาด 

08

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ถ้าเดินเลียบคลองคูเมืองเดิมต่อไปจะเจอกับกลุ่มต้นตะเคียน 4 – 5 ต้นที่หน้าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นต้นไม้ชุดดั้งเดิมที่รัชกาลที่ 1 ทรงปลูก เพื่อใช้ในการสร้างเรือ อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของกรุงรัตนโกสินทร์ จากภาพถ่ายโบราณที่หลงเหลืออยู่ เห็นได้ว่าต้นตะเคียนเคยถูกปลูกมากในบริเวณนี้ เพื่อสร้างความเขียวชอุ่มให้กับผู้คนที่ผ่านไปมา

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

นักประวัติศาสตร์ค้นพบผังภูมิทัศน์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ระบุตำแหน่งและชนิดต้นไม้ที่ปลูกริมคลองคูเมืองเดิม ทั้งต้นพิกุล จำปี มะม่วง และขนุน แต่ปัจจุบันต้นไม้ดั้งเดิมแทบทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยต้นไม้ชุดใหม่ จากการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะริมคลองหลายครั้ง รวมถึงการสร้างสิ่งปลูกสร้าง อย่างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่จำเป็นต้องก่อสร้างทับคลองคูเมืองเดิมทิศเหนือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เมื่อระบบถนนกลายเป็นการสัญจรหลัก

ข้างๆ กันนั้น เราจะเจอสะพานหก ซึ่งยกขึ้นลงได้สำหรับเรือสัญจรผ่านไปมา แต่เป็นอันจำลองที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ส่วนของจริงผุพังลงไปมากแล้ว สันนิษฐานว่าเคยตั้งอยู่ที่แถวโรงสี ข้างอนุสาวรีย์สหแห่งชาติหรืออนุสาวรีย์หมู ไม่ไกลกันเท่าไรจากตำแหน่งปัจจุบัน

09

ถัดจากเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในออกมาเพียงข้ามฝั่งคลองคูเมืองเดิม คือแพร่งภูธร แพร่งนรา และแพร่งสรรพศาสตร์ จุดเริ่มต้นการค้าที่เชื่อมต่อไปยังเยาวราชและเจริญกรุง สถาปัตยกรรมเก่าบริเวณนี้ได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเศสที่เป็นห้องแถวล้อมรอบคอร์ทสี่เหลี่ยม หากสังเกตดีๆ จะเห็นต้นไม้ใหญ่เหลือรอดอยู่บ้างในบางคอร์ท

คลองคูเมืองเดิมจึงเป็นเหมือนเส้นแบ่งเขตของรัตนโกสินทร์ชั้นนอกและในออกจากกัน จากการสำรวจพื้นที่ยังขุดเจอโบราณสถานต่างๆ เช่น กำแพงเมืองเดิม ร่องรอยของรถรางต่างๆ ภูมิสมาคมสถาปัตยกรรมแห่งประเทศไทยและกรมศิลปากร จึงเริ่มโครงการปรับภูมิทัศน์และ Live Museum เพื่อให้เป็นอีกสถานที่หนึ่งสำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ 

10

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นมะฮอกกานีต้นใหญ่บริเวณหลังกระทรวงกลาโหม กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของพื้นที่บริเวณนี้ เพราะความสวยงามของใบและกิ่งที่แผ่ออกเห็นเด่นชัดมาแต่ไกล ครั้งหนึ่งเคยเกือบถูกเปลี่ยนให้เป็นต้นขนุนเพราะความเข้าใจผิดแต่มีเอกสารเก่ายืนยันถึงที่มาของต้นไม้ได้ จึงได้รับการดูแลแทนการขุดทิ้งไป ซึ่งทั้งหมดเป็นความร่วมมือกันจากหน่วยงานของภาครัฐ ทหาร และภาคประชาชน ทำให้ต้นไม้นี้กลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง 

09

เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองใหญ่ในต่างประเทศ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความศิวิไลซ์ในการวางผังและการจัดการพื้นที่เมือง จึงดำริให้สร้างสนามหลวงอย่างพลาซ่าในยุโรปและปรับปรุงถนน พร้อมปลูกต้นไม้อย่างเป็นระเบียบสวยงามเช่นถนนฌ็องเซลิเซ่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

โดยประยุกต์แนวคิดการปลูกไม้ผลอย่างต้นมะขามเข้าไป เพราะต้นมะขามเป็นพืชสารพัดประโยชน์ ประชาชนเก็บใบ เปลือก ผล ไปรับประทานได้ และที่สำคัญคือใบละเอียด เช่นเดียวกับต้นมะฮอกกานี ไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาได้ดีแม้มีใบขนาดเล็ก เพราะใบเล็กละเอียดเหล่านี้ปลิวไปได้และทำความสะอาดง่าย ไม่อุดตันท่อระบายน้ำ ไม่ทำให้บ้านเมืองสกปรก 

นอกจากนั้น ท่านยังคิดชื่อต้นมะขามด้วยเองสื่อถึงความน่าเกรงขาม แต่ในปัจจุบันนั้นหลงเหลือต้นมะขามที่อยู่มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มเพียงประมาณ 20 – 30 ต้นเท่านั้น 

10

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

เมื่อก่อนต้นมะขามตรงสนามหลวงเคยสุขภาพแข็งแรงมาก จนกระทั่งช่วงที่เป็นตลาดนัดสนามหลวง ทำให้มะขามถูกใช้เป็นเสาผูกผ้าใบกางเต็นท์ของแม่ค้า บ้างก็ถูกเทน้ำร้อนราด ทำให้ไม่เจริญเติบโต แต่ในปัจจุบันกำลังถูกฟื้นฟูจากความร่วมมือกันของภาครัฐและกลุ่ม BIG Trees 

11

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

อุทยานพระราชวังสราญรมย์สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นที่ประทับปลายรัชสมัยของพระองค์ แต่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อน ภายหลังรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้จัดสวนของตามแบบสวนอังกฤษ และทรงใช้อุทยานแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างชาติ มีการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมและตกแต่งอุทยานด้วยสระน้ำพุ สวนดอกไม้ โดยเฉพาะกุหลาบแดง ไม้ดอกที่ทรงโปรดปราน เรื่อยมาจนถึงการจัดงานฤดูหนาวในสมัยรัชกาลที่ 6

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 ทรงโปรดเกล้าฯ มอบอุทยานแห่งนี้ให้รัฐบาล จากนั้นจึงมีการปรับปรุงและเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกๆ ของสยาม และหลังจากปลี่ยนมือมาอยู่ในการดูแลของคณะราษฎร จึงมีการสร้างสำนักงานของคณะราษฎรไว้ภายในพื้นที่อีกด้วย 

แม้ที่นี่จะมีพันธุ์ไม้หายากมากมายที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้นำมาปลูกไว้ แต่ต้นจามจุรีและมะขาม สองไม้ยืนต้นเก่าแก่ในไทยก็ยังคงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่นี่ตลอดมา

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

12

ภายในสวนสราญรมย์ยังมีอนุสาวรีย์ของพระนางเรือล่ม หรือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หนึ่งในพระราชินีของรัชกาลที่ 5 ที่เสด็จประพาสบางปะอิน ก่อนเกิดเหตุการณ์เรือล่มและไม่มีใครช่วยเหลือพระนางได้ เนื่องจากกฎมณเฑียรบาลในสมัยก่อน รัชกาลที่ 5 จึงทรงมีรับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์นี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อพระนาง

13

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ย้อนกลับไปช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พื้นที่บริเวณมิวเซียมสยามเคยเป็นวังที่พระทับของเจ้านายถึง 5 พระองค์ เรื่อยมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์มีพระบรมราชโองกางให้จัดตั้งกระทรวงพาณิชย์ขึ้นที่นี่ เนื่องจากอยู่ใกล้ย่านการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

นอกจากอาคารกระทวงพาณิชย์ที่ต่อมาถูกปรับปรุงเป็นมิวเซียมสยาม จะเป็นสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าที่ออกแบบและก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคนั้นแล้ว ยังมีต้นไทรเก่าแก่อีก 2 ต้นที่เติบโตมาพร้อมกับอาคารตั้งแต่ยังเป็นกระทรวงพาณิชย์

14

เนื่องจากไม่มีการบันทึกเรื่องราวแรกเริ่มของต้นไทรคู่นี้เอาไว้ จึงคาดว่าอาจมีจุดเริ่มต้นได้ 2 กรณี คือ ตั้งใจปลูก เพราะเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางพุทธประวัติ จึงนำมาปลูกไว้ในสถานที่สำคัญ หรือเติบโตขึ้นเองจากการทิ้งเมล็ดของนกที่บินมาบริเวณนี้ เนื่องจากต้นไทรเป็นไม้ยืนต้นที่ทนทานและมีระบบรากแข็งแรงมาก 

ความน่าสนใจคือ ในช่วงปรับปรุงอาคารและภูมิทัศน์เป็นมิวเซียมสยาม นักประวัติศาสตร์และนักออกแบบต้องร่วมมือกันประเมินคุณค่าของต้นไม้และองค์ประกอบต่างๆ โดยรอบพื้นที่ ต้นไทรใหญ่คู่นี้ทรงคุณค่าทั้งทาง Tangible และ Intangible ระบบก้านใบและรากค้ำจุนพื้นที่มาเนิ่นนาน พอๆ กับความเคารพศรัทธาที่ผู้คนมอบให้อย่างไม่เสื่อมคลาย

15

เคยมีโครงการสำรวจต้นไม้เก่าแก่ของประเทศไทยตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ค้นพบว่า ความเชื่อเรื่องผีของคนไทยมีส่วนช่วยในการรักษาต้นไม้ จากการศึกษาพบว่า ต้นไม้เก่าแก่ส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่มักถูกปลูกอยู่ตามบริเวณอาณาเขตวัด ซึ่งต้นไม้ที่โตสมบูรณ์และแข็งแรงที่สุดมักอยู่ตามป่าช้าที่ไม่มีใครกล้าไปรบกวน

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเกร็ดความรู้ที่เราได้รับจาก Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees สัปดาห์หน้า เตรียมพบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าผ่านต้นไม้โบราณ ที่ชี้ให้เห็นรูปแบบการดำรงชีวิต ความศรัทธา การเปลี่ยนแปลงของเมืองและสังคมในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่เรื่องราวการวางผังเมืองโบราณ วิสัยทัศน์เกี่ยวกับการปลูกต้นในเมืองของเจ้านายหลายพระองค์ในอดีต เรื่อยมาจนถึงเรื่องราวการเคลื่อนไหวของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในปัจจุบัน เพื่ออนุรักษ์ต้นไม้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ 

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load