แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ เป็นเจ้าของบ้านนี้

เธอเป็นนักเขียน นักเดินทาง 

เธอทำสำนักพิมพ์ด้วย นั่นคือสำนักพิมพ์มาลาฤดูร้อน มีหนังสือ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ออกมาเมื่อ 2 ปีก่อน กับหนังสือ ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน ออกมาในปีนี้

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก เล่าเรื่องราวการเดินทางไปอินเดีย ประเทศที่เธอไปครั้งแรกเมื่อ 12 ปีก่อน และราวๆ 30 ครั้ง คือจำนวนการไปอีกของเธอนับถึงปีนี้ 

ซินญอริต้าในชุดผ้ากันเปื้อน เล่าเรื่องราวการเดินทางไปเม็กซิโก โดยมี ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินชาวเม็กซิกัน เป็นทั้งแรงดึงดูดและแรงผลักดันให้เธอไปทำความรู้จักประเทศนี้

และนั่นก็เหมือนจะเป็นเหตุผลหลักๆ ของบรรยากาศและรายละเอียดในบ้านหลังนี้ บ้านที่รอเธอกลับมานั่งเขียนทุกเรื่องราวการเดินทาง

เริ่มด้วยสีชมพู

ตอนที่เข้ามาในหมู่บ้านนี้ครั้งแรก เราเลือกบ้านหลังนี้เพราะกำแพง เพราะสเปซของมันอยู่ด้านในสุด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เราเชื่อว่าการที่คนเราตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างให้กับตัวเอง การตัดสินใจที่เกิดขึ้นมันมักจะมาจากพื้นฐานชีวิตบางอย่าง อย่างเรา ตอนเด็กๆ เราเป็นคนที่รู้สึกไม่มั่นคง ขาดความ Secure เวลาจะต้องเลือกพื้นที่อะไรสักอย่างเราเลยมักจะมองหากำแพงเป็นอย่างแรกเสมอ 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

จนโตมา พอถึงช่วงชีวิตของการเลือกบ้าน วันที่ขับรถเข้ามาในหมู่บ้านนี้ หลังอื่นเราไม่มองเลยนะ เราขับชิดในมองหาแต่บ้านหลังที่ติดกำแพงอย่างเดียวเลย นั่นหมายถึงจะต้องเป็นบ้านที่อยู่หลังสุดท้ายของซอย จนพอเจอหลังที่ใช่ปุ๊บ วันแรกที่ย้ายเข้ามากับลูก ยังไม่ได้ขนอะไรมาจากบ้านเก่าทั้งนั้น มันต้องมาลองนอนดูก่อนเพื่อให้รู้ว่าพอนอนจริงแล้ว เราต้องการให้อะไรมันมาอยู่ในบ้านหลังนี้อีกบ้าง จำได้เลยวันแรกที่มามีฟูกมาอย่างเดียวกับหมอนและผ้าห่ม เอามาแค่นั้นล่ะ ยกขึ้นไปวางบนห้องโล่งๆ นอนกับลูก หาทิศแทบตาย กว่าจะเจอทิศลงตัวว่าควรจะหันหัวไปทางไหน

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยสีเทา

ตอนแรกที่เข้ามา อารมณ์บ้านหลังนี้ก็เป็นเหมือนบ้านในหมู่บ้านทั่วไปนั่นล่ะ คือทุกอย่างสีขาวหมด ทั้งฝ้า กำแพง พื้น แต่เราเป็นคนชอบสีสัน เพราะฉะนั้น พอเข้ามาเจอบ้านที่มีแต่สีขาวว้องไปหมดเลยเนี่ย เรารู้สึกว่าเราอยู่ไม่ได้ มันขาดความอุ่น เราก็เลยใส่สีเทาลงไปให้กับผนังและฝ้าในบ้านก่อน แล้วก็ค่อยๆ หยอดสีอื่นๆ หยอดชิ้นเฟอร์นิเจอร์ตามเข้ามา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มหยอดด้วยโซฟา

สำหรับเรา มุมที่สำคัญที่สุดในบ้านคือมุมนั่งเล่นกลางบ้าน เพราะอย่างน้อยถ้ายังไม่มีข้าวของอะไรเลย การมีโซฟาสักตัวมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มีที่ให้นั่งเล่นนอนเล่นในช่วงกลางวัน เพราะฉะนั้น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่ขนเข้ามาเลยเป็นโซฟาตัวเก่าของปู่ มันเป็นโซฟาวัสดุหนังที่ดูเชยๆ หน่อย แต่พอเอาผ้าอินเดียมาคลุมไว้ มันก็กลายเป็นอีกอารมณ์แล้ว หลังจากเราสร้างมุมนั่งเล่นกลางบ้านนี้ขึ้นมาได้ ของชิ้นอื่นๆ มันก็ค่อยๆ ถูกขนตามเข้ามาจากบ้านหลังเก่า 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยโต๊ะกินข้าว

ตามมาด้วยโต๊ะกินข้าว ซึ่งโต๊ะกินข้าวเราก็เป็นโต๊ะไม้ธรรมดาๆ นี่ล่ะ ให้ช่างไม้ประกอบขึ้นมาเพื่อเป็นโต๊ะกินข้าวที่นั่งได้สองคน เพราะเราอยู่บ้านกับลูกแค่สองคน แต่ด้วยความเป็นคนชอบดอกชอบลาย จะปล่อยโต๊ะให้มันเป็นไม้เพลนๆ ก็ไม่ได้อีก เลยไปเอาผ้าอินเดียลายดอกมาคลุมมันไว้ วันไหนเบื่อลายนี้ เราก็แค่เปลี่ยนผ้าผืนใหม่ ที่บ้านเราผ้าเยอะ ไปอินเดียทีเราจะชอบขนผ้าคอตตอนกลับมา ราคาผ้าที่นู่นมันถูก ลายมันสวยด้วย

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มเข้ามุมอยู่กับงาน

เวลาทำงาน เราต้องการมุมที่ทำให้เราได้รู้สึกถึงคำว่าอยู่กับตัวเองจริงๆ รู้สึกนิ่งได้มากที่สุด คือในบ้านเราอาจจะมีอะไรเยอะแยะไปหมดสารพัดสิ่ง แต่พอเป็นมุมทำงานแล้ว มันคือมุมที่ทำให้เรามีสมาธิในการทำงานได้ดีที่สุด คือทุกวันนี้อาจจะมีร้านกาแฟเป็นพันเป็นหมื่นแห่งให้เลือกไปนั่งเขียนงาน ซึ่งเราเคยลองหลายทีแล้ว ไม่รอดสักที มันเขียนไม่ออก ไม่รู้ทำไม เขียนไม่เคยเสร็จสักที ต้องเขียนที่บ้านเท่านั้นถึงจะเสร็จ คือโต๊ะทำงานในบ้านเรามันจะเป็นมุมในสุดของบ้าน ที่เรานั่งหันหน้าออกไปทางหน้าต่างที่เห็นเป็นแผงต้นไม้ ซึ่งตรงนี้ล่ะคือมุมที่ใช่สำหรับเรา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยมุมอยู่กับหนังสือ

มุมตรงชั้นหนังสือนี่ ด้วยความที่ลูกเราเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาตั้งแต่เด็ก และตัวเราเองก็เป็นคนทำงานหนังสือมาก่อน เพราะฉะนั้น เรากับลูกจะมีหนังสืออยู่เยอะ ซึ่งพอมีห้องนั่งเล่น มีโต๊ะกินข้าว และมุมทำงานแล้ว มุมต่อมาที่ต้องมีแน่ๆ ก็คือมุมเก็บหนังสือ เราให้ช่างทำตู้เก็บหนังสือบิลท์อินสูงจรดเพดานขึ้นมา ส่วนที่นั่งข้างชั้นหนังสือก็ใช้เป็นฟูกเตียงเดียวขนาด 3 ฟุตของเก่านี่ล่ะ เอามาวางและใช้ผ้าคลุมเอา ซึ่งพอมีผ้ามาคลุมแล้วก็ไม่มีใครดูออกเลยว่ามันคือฟูก วิธีนี้มันเวิร์กมากเลยนะสำหรับบ้านที่อยากมีที่นั่งที่นอนสบายๆ แต่ไม่อยากลงทุนซื้อเบาะที่นั่งหรือโซฟาใหม่ พอวางหมอนสีๆ ลงไป อะจบ งามล่ะ

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่อินเดีย

สีสันในบ้านนี้ทั้งหมด แน่นอน มันมาจากอินเดีย คือถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อนหน้านี้ เราก็ไม่ใช่เป็นคนที่ใช้สีอะไรเยอะขนาดนี้หรอก (บ้านนี้สิบปี) คือสมัยนั้นเป็นคนชอบลายชอบดอกอยู่แล้วล่ะ แต่ยังแมตช์คู่สีไม่เป็น จนกระทั่ง 12 ปีก่อนกับการไปอินเดียครั้งแรก จำได้ว่าครั้งแรกที่อยากไปที่นั่นเพราะเราเห็นงานภาพถ่ายของช่างภาพฝรั่งคนหนึ่ง มันเป็นงานจากเทศกาลสาดสี (Holi Festival) ในภาพนั้นคือคนอินเดียกำลังสาดสีกันอยู่ในวัดแห่งหนึ่ง มันเป็นภาพของพิธีกรรมที่ดูขลังมาก แสงสวยฝุ่นสีฟุ้งกระจายไปหมด วันนั้นพอเราได้เห็นภาพถ่ายนั้น เราก็หูย อยากไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้างจัง ก็เลยนำมาซึ่งการตัดสินใจไปอินเดียครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาของเรา ซึ่งอินเดียสอนเราเยอะมากในเรื่องของการใช้สี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อที่อินทีเรีย

บ้านคือที่ที่พอคนเราอยู่ไป สิ่งที่เราเป็นมันก็จะปรากฏออกมาเอง ตามกำแพง ตามผนัง ตามเก้าอี้ รวมไปถึงแม้กระทั่งจานชามที่เราเลือกใช้ ตัวเราเอง วันแรกที่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้และต้องนึกถึงเรื่องของการตกแต่ง เราก็ไม่ได้มีภาพอะไรอยู่ในหัวสักเท่าไหร่หรอก เราแค่ขอให้ทุกอย่างมันเปิดโล่งโฟลถึงกันได้หมด ช่วงแรกที่ย้ายเข้ามา บางส่วนของชั้นล่างที่หมู่บ้านเขากั้นพื้นที่ห้องเอาไว้ เราก็ทุบออกหมดเลย จากนั้นด้วยความที่เราเป็นคนชอบสี เราก็ค่อยๆ หยิบข้าวของหรือชิ้นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสีมาวางลงไปตามมุมต่างๆ ของบ้านให้ทั่ว และค่อยๆ ใส่พร็อพชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้าไปตามมุมต่างๆ เหล่านั้น

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่สีสัน

เราเป็นคนชอบคู่สีอยู่ไม่กี่คู่หรอก และโทนสีที่เราชอบใช้มันก็มักจะเป็นเฉดสีแบบอินเดีย เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องเป็นสีเฉดอินเดียหรอกนะ แต่มันเป็นของมันเองแบบธรรมชาติ อย่างคู่สีที่เราใช้บ่อยๆ ก็เช่นเขียว-ม่วงและเหลือง-ชมพู ซึ่งคู่สีสองคู่สีนี้ จับไปวางอยู่ตรงไหนมันก็รอด ไปกับอย่างอื่นในบ้านเราได้หมด เราว่าสีแบบที่คนอินเดียใช้ในชีวิตประจำวันเป็นสีที่ซับซ้อนนะ อย่างเวลาพูดถึงสีเหลือง ก็จะมีเลเยอร์แยกออกไปอีก เช่น เหลืองมะนาว เหลืองมัสตาร์ด เหลืองไข่ไก่ ฯลฯ สีอินเดียก็เหมือนคนอินเดียนั่นล่ะ เดายากและคาดไม่ถึง เราเลยชอบสีอะไรแบบนี้ บางคนมาบ้านเราอาจจะไม่ชอบสีในแบบเราเลยก็ได้ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนจะมีสีในแบบของตัวเอง สำหรับเราเวลาผนังบ้านสีเทามันมาเจอกับพร็อปกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่เป็นสีๆ เราว่ามันทำให้ภาพรวมบรรยากาศในบ้านที่รู้สึกอุ่นดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยเส้นสาย

จากเรื่องสีแล้วก็เป็นเรื่องของเส้นสาย เส้นสายในที่นี้หมายถึงพวกโมบายและเครื่องแขวนต่างๆ ในบ้าน เราชอบอะไรที่มันดูระโยงระยาง ถ้าไม่มี เราจะรู้สึกว่าอะไรมันขาดหายไป เราชอบบ้านที่ให้ความรู้สึกของคำว่าแน่น คือแต่ละมุมของบ้านจะติดนั่นติดนี่ห้อยนั่นห้อยนี่เอาไว้ นี่มีของอยู่ในห้องเก็บของอยู่อีกเยอะมากที่ยังไม่ได้เอามาติด บางอย่างก็เก็บไว้จนลืมไปแล้ว

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่มองเห็น

ของที่เห็นอยู่ในบ้านหลังนี้ ส่วนใหญ่ได้มาจากความสงสัย คือพอไปเดินเจอ ก็จะสงสัยในที่มาของมัน พอคนขายเล่าให้ฟัง หรือของชิ้นนั้นมันมีประวัติที่มาน่าสนใจ เราก็จะซื้อ แต่ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างนะ บางอย่างที่พอฟังข้อมูลแล้ว มันไม่ได้รีเลตอะไรกับเราเลย เราก็ไม่ซื้อ เราเป็นคนชอบเรื่องวัฒนธรรม ชอบงานฝีมือของคนพื้นถิ่นจากชาติต่างๆ ฉะนั้น ข้าวของที่เราเลือกซื้อโดยส่วนใหญ่จะเป็นพวกงานคราฟต์ ขนกลับไทยยากแค่ไหนก็จะต้องขนกลับมาให้ได้ ซึ่งวิธีการขนของเราคือจะต้องขนยังไงก็ได้โดยไม่ให้เสียค่าน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม เรามีเทคนิคของเราเองในการแพ็กในการขน

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยถามหา

อย่างแผ่นเหล็กหัวใจ เวลาไปเม็กซิโกเราจะเห็นเขาขายกันเต็มตลาดไปหมด บางคนอาจไม่ได้สงสัยว่ามันคืออะไร แต่เราเองถ้าเกิดความสงสัย เราจะต้องหาคำตอบให้ได้ จนเราไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นเหล็กนี้ว่า การแต่งตัวของคนเม็กซิกันในช่วงยุคหนึ่งจะผสมด้วยศิลปะแนวบาโรกอยู่เยอะ ซึ่งความบาโรกที่ว่านี้หมายรวมถึงพวกแพตเทิร์นรูปหัวใจที่ตกแต่งอยู่บนเสื้อผ้าของคนเม็กซิกันในยุคนั้นด้วย โดยรูปทรงหัวใจถือเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อสารถึงนักบุญต่างๆ จนผ่านมาในยุคหลังๆ รูปทรงหัวใจก็พัฒนามาเป็นแผ่นสังกะสีรูปหัวใจเพื่อเป็นสินค้าจำหน่ายในตลาด 

ทุกวันนี้คนเม็กซิกันเองก็ซื้อแผ่นเหล็กนี่ไปตกแต่งตามบ้านกันนะ หรืออย่างตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ที่เราได้มาจากเม็กซิโกก็มีที่มาที่น่าสนใจ คือในสมัยโบราณจะมีตุ๊กตาที่เรียกว่าลูปิต้า เราจะเห็นตุ๊กตาลูปิต้านี้ได้ตามหน้าห้องพักของผู้หญิงหากิน ซึ่งมันมีความหมายซ่อนอยู่ โดยถ้าห้องไหนมีตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ลูปิต้าวางอยู่หน้าห้อง ก็แปลได้ว่าผู้หญิงหากินห้องนั้นมีนักการเมืองหรือพวกข้าราชการมาจองตัวไว้แล้ว ห้ามใครยุ่งเด็ดขาด พอเรารู้ที่มาของตุ๊กตาแบบนี้แล้ว ก็เลยซื้อกลับมา มันแปลกดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยซื้อหา

รังโกลี (Rangoli) เป็นศิลปะการวาดภาพในแบบของชาวฮินดูด้วยทรายหรือผงสีของอินเดีย โดยเฉพาะวันเทศกาลดิวาลี (Diwali) ซึ่งเปรียบเทียบได้กับวันปีใหม่ของคนที่นั่น ทุกบ้านจะช่วยกันสร้างลวดลายรังโกลีบนพื้นบ้านอย่างสวยงามกันเต็มที่ เพราะคนที่นั่นเขาถือว่าเมื่อเทศกาลนี้มาถึง เราจะต้องทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านให้น่าอยู่ พร้อมสร้างลวดลายที่เต็มไปด้วยสีสันและจุดเทียนสว่างไสว เพื่อที่เทพเจ้าต่างๆ จะได้อยากแวะเวียนเข้ามาให้พรในบ้าน 

หนึ่งในวิธีการสร้างลวดลายของเขาก็คือการเอาแผ่นลวดลายมาขึงบนเฟรมแบบนี้ จากนั้นเอาทรายสีมาร่อนผ่านเฟรมจนเกิดเป็นลวดลายที่พื้น ตอนที่ซื้อแผ่นเฟรมนี้กลับมา เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเอากลับมาร่อนสร้างลายที่พื้นบ้านอะไรหรอก เราแค่เห็นว่ามันสวยดีและราคาถูกมากด้วย ก็เลยซื้อกลับมาสามสิบอัน กะว่าจะเอามาแขวนตกแต่งบ้าน นี่เพิ่งแขวนไปได้สี่ห้าอันเอง จำวันที่ไปยืนซื้อที่ร้านได้ คนขายถามเราว่าซื้อไปทำไมเยอะแยะ จะขนไปขายที่เมืองไทยเหรอ 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่หีบห่อ

เวลาไปตามบ้านของคนในอินเดีย เราจะเห็นว่าทุกบ้านต้องมีหีบ จะเอาขนาดไหนล่ะมีหมด ตั้งแต่ขนาดมินิสุดๆ ใช้เก็บเหรียญเก็บเงิน ไปจนขนาดใหญ่ที่เขาใช้เก็บเสื้อผ้าแทนตู้เสื้อผ้าเลยก็มี ซึ่งหีบเหล่านี้ ถ้าย้อนไปในสมัยที่มีการแบ่งแยกดินแดนปากีสถานกับอินเดีย พวกศิลปินในสมัยนั้นจะใช้หีบนี่ล่ะเป็นสัญลักษณ์ของสถานการณ์การแบ่งแยกที่เกิดขึ้น 

ซึ่งในยุคนั้นคนอินเดียเองก็ไม่ได้มีเงินขึ้นเครื่องบินหรือมีทางเลือกที่หลากหลายมากนักในการเดินทาง สายการบินก็ไม่ได้มีเยอะแบบทุกวันนี้ การเดินทางที่คนอินเดียใช้เป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบันจึงเป็นรูปแบบของการเดินทางด้วยรถไฟ และนั่นเลยทำให้การรถไฟของอินเดียมันยิ่งใหญ่มาก เป็นหัวใจเป็นชีวิตของเขาเลยล่ะ เวลาคนอินเดียจะอพยพขนย้ายข้าวของกันทีกับการเดินทางที่ต้องใช้เวลายาวนานเป็นวันเป็นคืน ถ้าขนของใส่กระเป๋าเสื้อผ้าทั่วไป ข้าวของก็คงพินาศแน่ หีบอะลูมิเนียมก็เลยเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดเพราะมันสมบุกสมบัน จะถูกโยนถูกทับยังไงก็ไม่เป็นไร เราชอบความจุของหีบนี้ ทุกครั้งเวลากลับจากอินเดีย เราเลยต้องซื้อหีบกลับมาด้วย ค่อยๆ สะสมมาทีละใบสองใบ

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยห่อหีบ

หีบใบนี้แต่เดิมเป็นสีเงิน พอซื้อมาจากในตลาด เราก็ไปหาช่างที่ดาร์จิลิ่งให้เพนต์ให้ ตอนส่งหีบให้เขาเราก็ไม่ได้บอกตรงๆ นะว่าเราต้องการลายอะไร เราแค่ให้โจทย์เขาว่าเราอยากได้ลายดอกไม้ที่บอกความเป็นดาร์จิลิ่ง จนผ่านไปหนึ่งคืน เขาก็ยกหีบลายดอกไม้ที่เขาเพนต์เสร็จมาให้เรา ทุกวันนี้เวลาเห็นหีบใบนี้ เราก็จะนึกถึงดาร์จิลิ่งอยู่เสมอ เราใช้หีบใบนี้เก็บของจากอินเดียที่เรามีความทรงจำกับมัน ของบางชิ้นก็ดูไร้สาระมากนะ แต่มันมีคุณค่าทางใจกับเรา

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย
แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มจะฉุกคิด

หลังจากไปเที่ยวเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเม็กซิโกเป็นประเทศที่โฉ่งฉ่างมาก ทั้งสีทั้งเสียงทั้งความอีเหละเขละขละข้างทางของประเทศนี้ที่มันลงตัวสุดๆ ได้อย่างสวยงามแบบไม่น่าเชื่อ แต่จำได้ว่าพอหลังกลับมาจากทริปนั้น ทันทีที่เราเปิดประตูเดินเข้าบ้าน เรายืนมองไปรอบๆ ตัวเอง อยู่ดีๆ เราก็ถามตัวเองขึ้นมาว่า นี่ฉันจะมีข้าวของเยอะแยะไปทำไมเนี่ย ทำไมมันเยอะไปหมดแบบนี้ ทุกวันนี้ทำไมคนเราต้องมีข้าวของเยอะแยะ ทำไมเราต้องอยากได้นั่นอยากได้นี่ เราซื้อมาแล้วและเราก็เก็บมันไว้ในลังในห้องเก็บของ เก็บจนลืม หรือจริงๆ แล้ว การซื้อของเป็นเพียงเพราะเราแค่ต้องการเป็นเจ้าของ แค่นั้นหรือเปล่า พอยืนคิดแบบนั้นแล้ว เราก็พูดกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ฉันจะซื้อของที่เกินความจำเป็นให้น้อยลง 

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

ต่อด้วยคิดได้

จากนั้นมา เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองนะ เพราะโดยปกติเวลาไปเดินทาง ระหว่างทางเรามักจะได้ของติดมือติดไม้อยู่เสมอ ของบางชิ้นก็ไร้สาระสุดๆ คือไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ จนหลังจากทริปเม็กซิโกรอบนั้น เวลาไปไหนเราก็จะซื้อเฉพาะสิ่งที่อยากเก็บอยากสะสมจริงๆ พูดกับตัวเองเสมอว่าเราไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่างในโลก

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เริ่มที่เดินทาง

รูปแบบงานของเรามันคือการเอาตัวเองออกไปเก็บข้อมูลนอกบ้านเพื่อกลับมานั่งเขียนที่บ้าน โดยปกติ เราเลยเป็นคนที่ใช้เวลาอยู่บ้านเยอะ ไม่เบื่อหรอกนะอยู่บ้าน เพราะชีวิตหลักๆ ของเราก็มีอยู่สองอย่างนี่ล่ะ คือถ้าไม่อยู่บ้านก็ไปเดินทาง เราถือว่าช่วงเวลาเขียนงานอยู่บ้านคือช่วงเวลาหารายได้ของเรา พอหาได้จุดหนึ่งที่เราตั้งไว้แล้ว เราก็เอาเงินไปเดินทางต่อ เป็นวัฏจักรแบบนี้

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

เพื่อกลับมาอยู่บ้าน

คนที่ใช้ชีวิตราบเรียบ ไม่ยึดติดไม่กระเสือกกระสนแสวงหาอะไรมากเป็นคนที่โชคดีมากนะ ซึ่งตัวเราเอง คงอีกไกลกว่าจะไปถึงจุดนั้น เพราะทุกวันนี้ถึงเราจะมีความอยากได้นั่นอยากได้นี้ในช่วงระหว่างทางน้อยลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราตัดใจได้ทั้งหมด ซึ่งบางทีไอ้ความที่ยังไม่รู้จักพอแบบนี้เนี่ย มันก็ทุกข์เหมือนกันนะ 

หรืออย่างบ้านเราเอง ถามว่าทุกวันนี้ถ้าต้องเคลียร์ของทั้งหมดออกไปให้กลายเป็นบ้านสีขาวเพลนๆ เลย เราอยู่ได้ไหม เราคิดว่าเราคงอยู่ไม่ได้ เพราะสีสันเหล่านี้มันเติมเต็มชีวิตในแต่ละวันของเรา สำหรับเรา บ้านมันคือที่ที่เราอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกเป็นตัวเองได้มากที่สุดโดยไม่มีใครมาตัดสิน และสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเดินทางไกลรอบโลกแค่ไหนก็ตาม เราก็ต้องกลับมาบ้านอยู่ดี

แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ, บ้านของนักเขียน นักเดินทาง พัทริกา ลิปตพัลลภ ที่สีสันในบ้านทั้งหมดมาจากอินเดีย

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

LIVE LOVE LAUGH

เรื่องราวของคนน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่

ตอนแรกที่ ศุภชัย เพ็ชรี่ ตัดสินใจมาเช่าอพาร์ตเมนต์ที่นี่ ก็ด้วยเหตุผลประมาณนี้

1. กำลังจะเป็นฟรีแลนซ์ ห้องที่เคยเช่าอยู่เล็กเกินไปสำหรับจะใช้เป็นที่ทำงานด้วย

2. รูปแบบของอาคารที่เป็นอพาร์ตเมนต์ยุคเก่า (สร้างให้เจ้าหน้าที่ UN มาเช่า) ช่างถูกใจ

3. โลเคชันใกล้เมือง แต่ค่อนข้างมีความสงบ

และ 4. แฟนชวนมาแชร์ค่าห้องนี้ ซึ่งเขาก็ว่าดีเพราะได้จ่ายน้อยกว่า แต่อยู่มากกว่า และของเยอะกว่า 

ตอนนี้เหตุผลข้อ 1 – 3 ยังอยู่ ส่วนข้อ 4 ไม่มีแล้ว แต่เขาก็ยังอยู่ที่ห้องนี้

แม้จะต้องอยู่คนเดียวก็ตาม

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

ลองอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

ตอนย้ายมาใหม่ๆ พอมีเวลาเลยได้ทดลองทำนู่นทำนี่ภายในห้อง ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ทั้งแต่งห้อง ทำสวน จัดระเบียง แล้วพอดีได้ไปช่วยงานถ่ายภาพคอนโดฯ รู้สึกว่าการไปช่วยเซ็ตช่วยจัดมันสนุกดี ก็เริ่มมีงานเซ็ตมากขึ้น แล้วก็สนุกมาก เราไม่ต้องพยายามมากเกินไปเหมือนตอนเป็นช่างภาพกับสไตลิสต์ แม้ว่าตอนนั้นจะเป็นยุคของช่างภาพกับสไตลิสต์ 

ไม่ค่อยมีคนอยากทำเซ็ตเพราะไม่ค่อยได้เครดิต ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ตอนแรกก็รู้สึกน้อยใจว่าทำไมไม่ได้เครดิต แต่วันหนึ่งจำไม่ได้ว่างานไหนนะ มีนางแบบเดินมาบอกว่า “นี่เซ็ตของเธอน่ะทำให้ฉันทำงานง่ายขึ้นเยอะเลย ทำให้ฉันเก็ตมู้ด” เราก็เลยเริ่มรู้สึกว่า อ๋อ งานของเราจริงๆ ก็คือนี่แหละ อาชีพคือ Prop Stylist หรือ Set Designer ได้หมดเลย 

ถ้าสถานที่มีมาแล้วแต่เอาของไปเติมก็คือ Prop Stylist ถ้าสร้างขึ้นมาใหม่เลยคือ Set Designer ซึ่งพอมีงานมาเรื่อยๆ ของในห้องนี้ก็พัฒนาไปพร้อมกัน พัฒนาคือทั้งเยอะขึ้นและสไตล์ชัดขึ้น ชัดคือชอบอะไรที่มันเก่าๆ ไม่ถึงขนาดเก่ามาก ไม่ได้เก่าแบบแอนทีก ไม่ได้เก่าหรูหรา แต่มีความเป็นโฟล์กและฟังกี้หน่อยๆ เหมือนยายกับหลานอยู่ด้วยกัน 

เลือกอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

ที่เห็นในนี้มาพร้อมทั้งอาชีพกับการเติบโตภายใน เติบโตภายในคือการไม่ต้องการให้ใครหรืออะไรมาเติมเต็มเราแล้ว มันเริ่มอยู่ตัวแล้วว่าอยากได้อะไรก็ทำเอา ไม่อยากออกไปข้างนอกก็ทำบ้านให้น่าอยู่ แล้วก็เลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่อยากเก็บ ซึ่งไม่ใช่แค่ของนะ แต่รวมถึงคนรู้จักคนที่เคยสนิทด้วย หรือความทรงจำใดๆ ก็ตาม ของที่ซื้อจะต้องเป็นของที่อยู่กับเราไปเรื่อยๆ เพราะทุกครั้งที่ซื้อไม่เคยคิดว่าเดี๋ยววันหนึ่งต้องขาย ตอนนี้ถ้าจะมีเพื่อนใหม่มีแฟนใหม่หรือมีใครใหม่ก็จะเป็นเหมือนตอนซื้อของ นั่นคือ ไม่ได้เอาเข้ามาเพื่อวันหนึ่งที่เราจะตัดเขาออกไป 

เยอะอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

ทั้งหมดนี่คือเลือกแล้วจริงๆ ถ้าดูดีๆ จะมีของที่ซ้ำๆ กัน อย่างของสีแดงในบ้านก็จะเยอะมาก ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ชอบสีแดงเลย แต่พอสังเกตตัวเองก็ เฮ้ย จริงๆ ชอบสีแดงว่ะ ทุกจุดในบ้านจะมีสีแดง แล้วพอซื้อของก็จะมีสีแดง สีแดง สีแดง ของคล้ายๆ กัน ซ้ำๆ กันที่เยอะมากคือ หมอน กระเป๋าเดินทาง ตะกร้าปิกนิก รองเท้า หมวก ถุงผ้า ทุกอย่างเยอะหมดเลย ทั้งเกี่ยวกับงานและความชอบส่วนตัวนะ ของที่ไม่เยอะเลยคือเครื่องใช้ไฟฟ้า พวกของเทคโนโลยีไม่ค่อยมี ยกเว้นโคมไฟ 

ชอบอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

การเอาของเยอะๆ มาอยู่ในห้องแบบที่เห็นนี้มีเรื่องบังคับอยู่คือ ถ้าเก็บทุกอย่างเพื่อให้บ้านไม่รก ก็จะไม่เห็นเลยว่าในบ้านมีอะไรอยู่ และจะเกิดปัญหาคือการซื้อของซ้ำ ซึ่งเปลืองเงิน เปลืองที่เก็บ และกลายเป็นของทิ้งที่จะเป็นขยะต่อไป ซึ่งช่วงหลังไม่พยายามสร้างขยะ จึงต้องเห็นว่ามีอะไรอยู่ในบ้านบ้าง เลยไม่เก็บใส่กล่อง พอไม่อยู่ในกล่อง ไม่อยู่ในห้องเก็บของ ไม่ได้ไปเช่าโกดังเก็บ จึงเป็นที่มาของเรื่องบังคับเรื่องที่สอง นั่นคือต้องจัดให้อยู่ด้วยกันได้ 

อย่างแรกต้องจับของมาทีละชิ้น ตอนนั้นมือกับสมองจะทำงานพร้อมกัน แบ่งง่ายๆ ก่อนด้วยสี แล้วตามด้วยวัสดุ ที่วิธีการเป็นอย่างนี้ได้เพราะมันชัดเจนแล้วว่าเราชอบอะไร ของที่เราไม่ชอบไม่ได้อยู่ในนี้ แล้วค่อยมากรุ๊ปปิ้งว่าควรอยู่ยังไงกัน

ฝึกอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

พวกนี้ต้องทำทุกวันๆ ถึงจะรู้ว่า มีสีคู่ตรงข้ามมาหยอดแค่ไหนแล้วจะพอดี ของอะไรวางใกล้กันแล้วดูดีขึ้น พอทำไปเรื่อยๆ มันไม่คิดแล้วไง จะออโต้ละ ซึ่งต้องเริ่มจากการทำ ทำ แล้วก็ทำน่ะ บ้านนี้เป็นเหมือนบ้านฝึกเซ็ตติ้งนะ เพราะว่าเวลาทำงานเซ็ตมันกดดันมาก ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่สวยแล้ว มีเรื่องเวลาเรื่องการบริหารจัดการ ต้องวางแผนแล้วอธิบายให้ลูกน้องฟังได้ด้วย เราก็ได้ฝึกกับของในบ้านนี่แหละ เอาของที่ดูไม่เข้ากันมาจัดให้อยู่ด้วยกันได้ แล้วก็ฝึกๆๆ ไปเรื่อยๆ เออ ยังงี้แหละ แล้วพอถึงเวลาทำงานจริงก็จะไม่คิดแล้ว จับนู่นจับนี่มาผสมกันได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ฝึกอยู่ทุกวัน 

แต่สำหรับคนเริ่มต้นและอาจไม่รู้ทฤษฎีอะไรเลย ก็ให้เลียนแบบไปก่อน หาข้อมูล หาภาพ ดูจากที่ไหนก็ได้ ทำไปก่อน เปิดดูเลย จัดวางเหมือนเลย และอย่าไปพอใจกับอะไรง่ายๆ ปรับจนรู้สึกว่ามันเป็นพื้นที่ของเรา เพราะเป็นบ้านของเรา ใครจะไม่ชอบก็เรื่องของเขาสิ ที่สำคัญคือ เราต้องชอบ แล้วพอแก้ไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีประสบการณ์ และรู้ว่าของอย่างนี้อยู่บ้านนี้ไม่ได้หรอก ไม่เหมาะกับบ้านเรา 

เริ่มอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของ ศุภชัย เพ็ชรี่

เปิดประตูเข้ามาจะเจอตรงนี้ก่อน สำหรับเรามันเป็นจุดที่เข้ามาเจออย่างแรก และเป็นจุดสุดท้ายก่อนออก ตรงนี้แทบจะไม่มีของเลยถ้าเทียบกับจุดอื่น ก็เลยเป็นแบบเปิดเข้ามาปุ๊บ ข้างนอกมันหนักแล้ว ตรงนี้ก็โล่งนิดหนึ่ง และตอนกลับมา หมาจะวิ่งเข้ามาหา เลยเป็นที่ที่นั่งเล่นกับหมาหรือนั่งพักก็ได้ให้หายเหนื่อย ข้าวของจากการทำงานก็จะมากองตรงนี้ก่อนแล้วกระจายเก็บเข้าที่ เป็นเหมือนจุดกระจายสินค้า 

แต่เนื่องจากเป็นคนชอบเห็นรองเท้าเยอะๆ และมักเกิดปัญหาบ่อยๆ กับการใส่รองเท้าคือใส่ออกมาแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ว่ะ ต้องเดินกลับเข้าห้อง ส่องกระจก เปลี่ยน ลองใหม่ๆๆๆ ทั้งที่สีดำเหมือนกันนะ แต่มีดีเทลนิดหนึ่งที่ต่างก็ไม่ได้ ก็เลยทำให้รองเท้าทั้งหลายต้องอยู่ตรงนี้ เพราะเปลี่ยนง่ายเปลี่ยนสะดวก 

ไม่ตั้งใจอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ครัวนี่ใช้ทุกวัน ช่วงทำอาหารกินก็ทำกินทุกวัน จุดดีคือแสงที่มาจากระเบียงไม่สว่างและไม่มืดเกินไป ถ้าสว่างมากๆ แสงแรงๆ เวลาทำอาหารแล้วมันเครียด เมื่อก่อนครัวสว่างมากกว่านี้อีก เลยเริ่มมีของห้อยมีชั้นมาบังบ้าง แล้วก็อยากให้พื้นที่ในห้องค่อยๆ ไล่ความมืดลงมา จากระเบียง มาครัว มาตรงกลาง เป็นการไล่มู้ด 

นอกจากแสงดีแล้ว ที่ดีอีกอย่างคือโต๊ะตรงกลางที่ทำเอง ตอนย้ายมาแรกๆ ตกงานไม่มีเงิน ก็เอาไม้ลังมาต่อเป็นโต๊ะเอง ช่วยกันทำกับแฟนคนเก่า แล้วได้เป็นโต๊ะที่ความสูงกำลังดีกับการทำอาหารของเรา เป็นฟังก์ชันที่ลงตัวแบบไม่ตั้งใจ หรือแม้กระทั่งเก้าอี้สตูฯ ที่ได้มาก็ยังพอดีอีก 

ผ่อนอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ตรงนี้เป็นที่นอนกลางวันในวันที่ไม่ได้ออกไปทำงาน เมื่อก่อนจะนอนตรงจุดทีมืดกว่านี้ พักหลังๆ อยากให้การนอนกลางวันอยู่ในจุดที่ยังมีแสงอยู่ แล้วก็มีสวนมีต้นไม้ให้ดู เมื่อก่อนเคยนอนเล่นตรงระเบียงแล้วไม่ค่อยรู้สึกผ่อนคลาย เสียงดังไปบ้าง ร้อนไปบ้าง สว่างไปบ้าง 

ปลูกอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ระเบียงนี่หลักๆ ไว้กินข้าวเช้ากลางวันเย็น ไม่กินข้าวตรงครัวเลย ต้องแยกไปกินตรงนี้ มีคนหนึ่งพูดไว้แล้วโดนใจตัวเองมาก คือเขาบอกว่า “เวลามันหากันได้ แต่เราไม่แบ่งไปให้มันเอง” เช่น ไม่มีเวลากินข้าว ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย แต่จริงๆ หาให้ได้ เพราะมัวแต่ห่วงทำนี่นั่นนู่น บางเดือนที่งานยุ่งมากแต่ตอนเช้ายังไงก็ต้องให้มีคุณภาพที่สุด ต้องกินอาหารเช้า ก็เลยตัดอย่างอื่น เช่น ไม่ดูทีวี แล้วจดจ่อกับสิ่งที่ต้องทำ คือกินกาแฟ กินอาหารเช้า 

สวนบนระเบียงนี่เพิ่งเคลียร์ต้นไม้ที่อยู่มาเกือบสิบปีออกไปเยอะมาก ที่เห็นนี่คือเคลียร์แล้ว จะมีช่วงหนึ่งที่นั่งได้แค่สองที่ ทั้งๆ ที่จริงๆ นั่งได้สี่ถึงห้าที่ เวลาเพื่อนมาก็จะเบียดๆ ขอทางกัน แต่ก็ไม่ได้อยากได้ระเบียงที่โล่งๆ นะ แล้ววันหนึ่งมีเรื่องภัยแล้ง เราก็ เฮ้ย… เราใช้น้ำในการรดน้ำไปเท่าไหร่ เลยเคลียร์ต้นไม้ที่ต้องรดน้ำทุกวันออกไป เคลียร์ไปสามวันนะเฉพาะตรงนี้ ตอนเคลียร์เสร็จเราก็หงุดหงิดไปอาทิตย์หนึ่ง เพราะต้นไม้ไม่สวยเหมือนก่อน ต้องเตือนตัวเองว่าดีแล้ว รอจนถึงหน้าฝนแล้วค่อยทำให้มันเยอะเหมือนเดิมก็ได้ 

เคลียร์อยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

การเคลียร์บ้านในบางจุดนี่ถ้าได้เริ่มมันจะไม่มีวันจบสิ้น ตอนคุยกับพี่ที่สนิทกันก็จะบอกว่า เคลียร์บ้านนี่เริ่มไม่ได้ ถ้าเริ่มแล้วจะไม่มีวันจบ เราก็เลยบอกว่าต้องเคลียร์ในวันที่มีนัด จะได้รีบๆ ทำให้เสร็จ และถ้าไม่เสร็จแต่พอถึงเวลานัดก็ทิ้งไว้แบบนั้นเลย ทิ้งไว้งั้นแหละ แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยทำใหม่ แต่อย่างน้อยได้โครงแล้วละ คือถ้าเคลียร์วันที่ว่างก็จะทำทั้งวัน ซึ่งเหนื่อยและเกินลิมิต ควรทำวันที่มีนัด จะมีประสิทธิภาพมากกว่า จะคิดจะวางแผนมีวินัย มีสมาธิ ไม่งั้นจะอีเรื่อยเฉื่อยแฉะไปเรื่อยๆ โอย… เหนื่อย พักกินกาแฟกินข้าวก่อนดีกว่า แล้วมันก็ไม่เสร็จ 

นอนอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

เมื่อส่วนอื่นๆ ของเยอะแล้ว ห้องนอนจึงต้องโล่งๆ แต่สุดท้ายก็ไม่น้อยขนาดนั้น เพราะพออยู่คนเดียวเราก็ไม่ประนีประนอม บนเตียงหมอนเยอะมาก เพื่อนก็ด่าว่าทำไมต้องเยอะขนาดนี้ สุดท้ายก็นอนหมอนใบเดียวและนอนขอบเตียงด้วย บางวันหมาหรือแมวมานอนด้วยก็ต้องเผื่อที่ไว้ให้ 

ชอบภาพหมอนบนเตียงเยอะๆ รู้สึกอบอุ่น และพออยู่คนเดียว ถ้าวันไหนนอนฝันไม่ดีแล้วตื่นมาตอนดึกมันเลวร้ายมากเลยนะ ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง ไม่มีใครมาถามว่าเป็นไร เกิดอะไรขึ้น จะโทรไปหาเพื่อนก็ตีสามแล้ว ก็เลยหมอนนี่แหละช่วยได้ ก็เพราะมันมีกลิ่น มีกลิ่นเรา กลิ่นหมา กลิ่นแมว หรือช่วงไหนพ่อแม่มานอนก็จะมีกลิ่นนั้น ก็เอามาล้อมๆๆๆ ตัว ก็โอเค กลับไปนอนได้ใหม่แล้ว 

ก็เพราะต้องนอนอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ห้องนอนจะเปลี่ยนตามซีซั่น แต่ไม่ได้เปลี่ยนตามเทรนด์นะ ตอนหน้าร้อนก็ทำห้องนอนให้เป็นหน้าร้อน หน้าหนาวก็ทำให้เป็นหน้าหนาว เปลี่ยนผ้าปู เปลี่ยนของตกแต่ง เปลี่ยนแค่เล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกว่าเปลี่ยน และพอมีหมามีแมวไปเที่ยวไหนลำบาก แต่ยังคิดถึงบรรยากาศการไปนอนโรงแรมดีๆ ที่พักดีๆ 

มีอยู่วันหนึ่งไปช้อปปิ้งกับพี่สาว ก็สงสัยว่าทำไมผ้านวมนี่แพงจังเลย ทำไมผ้าปูแพงจังล่ะ แต่เอ๊ะ! ทำไมเวลาไปนอนโรงแรมคืนละห้าพันถึงยอมจ่าย คุยไปคุยมาก็… ถ้างั้นซื้อมาทำที่บ้านเลยสิ คืนละห้าพัน ถ้านอนสองคืนก็หมื่นหนึ่ง แล้วหมื่นหนึ่งซื้ออะไรได้บ้าง เปรียบเทียบเงินเอาแล้วตั้งงบจากตรงนั้น ก็เลยทำห้องนอนของให้เหมือนที่ที่เราอยากไปพัก จะได้ไม่รู้สึกโหยหาการไปนอนโรงแรมดีๆ ขนาดนั้น และยังนอนได้ทุกคืนด้วย

มืดอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ตรงนี้คือจุดอับแสงที่สุด ตอนแรกไม่ชอบเลย จะไม่อยู่ที่นี่ก็เพราะตรงนี้ เมื่อก่อนชอบบ้านสว่าง ชอบมาก หาวิธีทำให้สว่างที่สุด แล้วได้อ่านสัมภาษณ์ของสถาปนิกเรื่องบ้านไทย เขาพูดว่าบ้านเมืองไทยดีไซน์มาให้มืด บ้านไม้ส่วนใหญ่จะมืด หน้าต่างก็เล็ก เพราะข้างนอกแสงมันเยอะ การเข้ามาในบ้านแล้วมืดทำให้ผ่อนคลาย เราก็แบบจริงเปล่าวะ ยังไม่ได้เชื่อนะ ก็เลยลองปรับวิธีคิดใหม่ ปรับไลท์ติ้งให้รู้ว่ากลางวันคือกลางวัน กลางคืนคือกลางคืน เพื่อที่ชีวิตจะไม่ได้สับสนกับเวลาจนเกินไป เออ มืดบ้างก็ดีว่ะ แล้วก็เริ่มให้ตรงนี้มาเป็นที่ดูหนัง เซ็ตไลท์ติ้งได้ตามใจ ถ้าอยากให้สว่างมากก็ทำได้ อยากให้สว่างน้อยก็ทำได้ ที่อื่นในบ้านทำไม่ได้

(เคย) มืดอยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ตอนต้องอยู่คนเดียวใหม่ๆ ห้องนี้อยู่ไม่ค่อยได้นะ ต้องขึ้นไปใช้เวลาบนดาดฟ้า แล้วก็มีต้นไม้บางต้นที่ต้องการแดดร้อยเปอร์เซ็นต์เราก็เอาขึ้นไป ทำงานบางงานมีต้นไม้เหลือกลับมาเยอะมากก็เอาขึ้นไป ทยอยๆ ขนขึ้นไป ทำไปเรื่อยๆ ก็มีคนมาใช้ จากเคยเป็นแค่ที่ตากผ้า ก็เริ่มสนุกและเลยเถิด พอทำแล้วสวย มีความสุข มีพื้นที่โล่ง มองออกไปไกลๆ มีเสียงนก ก็สนุก 

เราไม่ได้ลงทุนให้ใคร เราลงทุนให้ตัวเอง ไปซื้อต้นไม้สบายใจ รดน้ำต้นไม้สบายดี แค่นี้ ได้ปลูกอัญชันแล้วเก็บมาทำแห้งส่งให้แม่ด้วย และบนนี้ยังเป็นเหมือนวัด คือตอนนี้เราไม่ได้เลือกศาสนาอะไรเลย แต่ก็ยังค่อนไปทางพุทธอยู่ ยังต้องชำระล้างจิตใจ ตอนเช้าขึ้นไปก็จะกวาดใบไม้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทบทวน เพราะไม่ใช่ที่เรา ถ้าภาษาพุทธก็คือยึดติดน้อยกว่า และทำให้หมาเรามีที่วิ่งด้วย อย่างหมาที่อยู่ข้างล่างอพาร์ตเมนต์ก็จ้องจะวิ่งออกไปข้างนอก ทั้งที่ที่ข้างล่างก็เยอะอยู่แล้ว หมาเราก็เหมือนกัน

เหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่
อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ไม่ได้อยู่คนเดียว

ทำไมไม่ซื้อบ้านหรือคอนโดฯ คือถ้าเป็นคอนโดฯ ก็ต้องใหญ่เพราะต้องมีที่เก็บของ ส่วนบ้านถ้ามีนี่จะกลายเป็นเรื่องหลักในชีวิตที่ต้องหาเงินเยอะมาก แล้วไม่ใช่แค่เรื่องบ้าน พ่อแม่ก็แก่แล้ว เราเองตอนแก่ไปต้องอยู่คนเดียวอีก กว่าจะผ่อนบ้านหมด บ้านพังอีก ก็ตั้งคำถามไปเรื่อยๆ เพราะคนในวัยเดียวกันซื้อบ้านกันไปหมดแล้ว ผ่อนหมดไปแล้ว 

บ้านเก่า คอนโดฯ เก่า อพาร์ตเมนต์เก่ามีเยอะมาก แต่คนไม่อยู่ แต่เราชอบทำให้ที่เก่าๆ แบบนี้มันน่าอยู่ขึ้นมาได้ แล้วพอเป็นอพาร์ตเมนต์ที่ไม่ได้มีรั้วมีพื้นที่ขอบเขตของใครของมันขนาดนั้น ก็ทำให้เรารู้สึกไม่เหงาตายคนเดียวอยู่ในบ้าน บางวันที่เปิดประตูเข้ามาแล้วห้องนั้นเปิดไฟ ห้องนี้มีเสียงลอดมาเบาๆ มันอุ่นใจเหมือนกันนะ

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ก็บอกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

อยู่อพาร์ตเมนต์กับข้าวของมากมายก็รู้สึกผูกพัน ถึงขนาดสร้างเรื่องราวและพูดคุยกับข้าวของก็มีนะ วันไหนหาของไม่เจอก็จะดุแล้วบอกว่า หยุด หยุดได้แล้ว เหนื่อยแล้วนะ ออกมาเดี๋ยวนี้ เลิกแกล้งได้แล้ว คือมันผูกพันน่ะ และก็เป็นสิ่งที่เราเลือก 

ในชีวิตมีสิ่งที่เลือกได้น้อยมาก แต่อย่างน้อยพวกนี้คือสิ่งที่เราเลือก และอีกมุมเขาก็คงเลือกเราแหละ เดินๆ อยู่ก็เหมือนมีอะไรมากระซิบ มาทางซ้ายนี่สิ เดินเข้ามาอีกนิดหนึ่ง มองทางขวาหน่อย นี่ไงเจอกันแล้ว เราชอบทำให้มันเกินจริงเพื่อให้เข้ามาแล้วอบอุ่น อยู่คนเดียวได้ 

แต่จากไป…

อพาร์ตเมนต์ยุคเก่า บ้านที่มีของเยอะ มีของซ้ำ และมีแต่ของสีแดง ของศุภชัย เพ็ชรี่

ถ้าตายไป แล้วเลือกเอาอะไรไปได้ชิ้นหนึ่ง ก็จะไม่เอาอะไรไปเลย ไปเฉยๆ ไปคนเดียว มันไม่ควรเลือกน่ะ ถ้าเลือกอันนี้ก็จะมีคำถามต่อมาว่า ทำไมชิ้นนั้นไม่เอามา และถ้ามีชีวิตหลังความตายจริงๆ สิ่งที่เลือกมาก็อาจจะไม่จำเป็น งั้นก็ไม่เอาไปสักอย่างเลยดีกว่า

Writer & Photographer

มนูญ ทองนพรัตน์

ชอบไปบ้านคนอื่นแต่ชอบอยู่บ้านตัวเอง ตื่นเต้นกับความคิดของคนที่มีต่อที่อยู่อาศัย เพราะบ่อยครั้งที่เรื่องเล่าถึงเรื่องราวรอบๆ ตัวจะบอกถึงเรื่องจริงที่อยู่ข้างในตัวได้เสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load