29 มิถุนายน 2562
4 PAGES

The Cloud x KBank Live

ชีวิตยามราตรีของชาวบางกอกในยุคแรกเริ่ม เกิดขึ้นหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่มีพระราชดำริให้ตัดถนนกว้างขวางอย่างตะวันตกขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2404 ชาวบ้านเรียกถนนนี้ว่า ‘ถนนใหม่’ ก่อนที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานนามถนนสายนี้ว่า ‘เจริญกรุง’

การสร้างถนนเส้นนี้ขึ้นทำให้ชาวตะวันตกทยอยมาอยู่ย่านบางรักมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการคมนาคมสะดวกสบาย บ้านเมืองก็เริ่มพัฒนา จากไม่มีไฟฟ้าก็กลับกลายเป็นเมืองที่สว่างไสว ตึกรามบ้านช่องผุดขึ้นมากมายตามความเจริญรุ่งเรือง เมืองหลวงจึงเริ่มครึกครื้นเต็มไปด้วยแสงไฟและกิจกรรมในยามราตรี ชาวบางกอกจึงเริ่มออกเที่ยวกลางคืนกันอย่างสนุกสนานบันเทิงใจบนถนนเส้นนี้

ปัจจุบันย่านเจริญกรุงเต็มเปี่ยมด้วยความทรงจำและวัฒนธรรมมากมาย แม้จะผ่านไปตามกาลเวลาแต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันน่าหลงใหลอยู่ The Cloud และ KBank Live จึงจับมือกันจัด ‘Walk with The Cloud 18 : เที่ยวกลางคืน’ พาทุกท่านสวมรอยเป็นชาวบางรัก เรียนรู้วิถีชีวิตและหมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนกัน 

บ้าน

อยู่อย่างชาวบางกอก

ก่อนออกไปเที่ยวกลางคืน ขอเริ่มต้นที่บ้านเป็นอันดับแรก เพราะหากพูดถึงวิถีชีวิตแล้ว คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงบ้าน แหล่งรวมวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม ตัวอย่างบ้านชาวเจริญกรุงแบบโบราณที่ยังสมบูรณ์มากคือ ‘พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก’ หรือ ‘พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร’

แต่เดิมที่นี่เป็นของ คุณแม่สอาง สุรวดี ซึ่งยกที่ดินผืนนี้ให้กับ อาจารย์วราพร สุรวดี ผู้เป็นลูกสาว จากนั้นอาจารย์วราพรตั้งใจเปลี่ยนบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้คนรุ่นหลังเข้าใจวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อน โดยจัดเก็บข้าวของเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ และยกอยู่ในความดูแลของสำนักงานเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

ที่นี่ดำรงอยู่ในย่านบางรักมานับร้อยปี ผ่านเหตุการณ์สำคัญอย่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวและร่องรอยของอดีตมากมาย นอกบ้านมีหลุมหลบภัยที่ใช้กันจริงในขณะที่กำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และบ่อน้ำที่แต่ก่อนบ้านสุรวดีเคยใช้สำหรับจอดเรือที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทาง

ภายในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ประกอบไปด้วยบ้าน 3 หลัง

หลังแรกเป็นอาคารไม้ 2 ชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2480 ใช้งบในการสร้างรวมทั้งสิ้น 2,400 บาท เป็นบ้านหลังที่ครอบครัวสุรวดีเคยใช้อาศัยอยู่ในอดีต ทำให้ภายในเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นธรรมชาติและหาชมได้ยากในสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นเปียโนงาช้างตัวเก่งของคุณแม่สอางค์ น้ำหอมในสมัยรัชกาลที่ 6 เครื่องเล่นแผ่นเสียงไขลาน และอีกมากมายที่ยังคงสภาพไว้ได้อย่างดีเยี่ยม 

ภายในห้องแต่ละห้องจะพบร่องรอยของวัฒนธรรมต่างชาติอยู่ เช่น ชุดดินเนอร์ฝรั่ง ถ้วยชามลวดลายจีน หรือหนังสือตำราภาษาอังกฤษนับสิบๆ เล่ม แต่จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมต่างชาติที่รับมานั้นถูกนำมาผสมผสานจัดวางเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว

สถาปัตยกรรมบ้านหลังนี้โปร่งโล่ง ทำให้มีลมพัดเข้าออกบ้านตลอดเวลา ห้องแต่ละห้องมีประตูทะลุหากันได้ นอกจากนี้บริเวณผนังฉลุเป็นลวดลายสวยงาม เพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก บ้านเรือนและห้องต่างๆ ออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนของบ้านเรา 

หากลองสังเกตห้องรับประทานอาหารให้ดี จะพบภูมิปัญญาที่น่ารักในสมัยก่อน นั่นคือการซ่อมกระจกที่ร้าว โดยการประยุกต์นำเหรียญสตางค์ในสมัยนั้นมาประกบทับกระจก และใช้ลวดร้อยเข้าหากันตามรอยร้าวเพื่อยึดกระจกให้สามารถใช้งานได้ต่อไป

บ้านหลังถัดมาเป็นบ้านไม้ 2 ชั้นที่มีโถงกว้างขวางบริเวณชั้นล่าง แต่เดิมบ้านหลังนี้เป็นของ คุณหมอฟรานซิส คริสเตียน สามีคนแรกของคุณแม่สอางค์ แต่เดิมเปิดเป็นคลินิกและบ้านพักอาศัยอยู่บริเวณทุ่งมหาเมฆ แต่ต่อมาคุณหมอฟรานซิสล้มป่วยและเสียชีวิต ทำให้บ้านหลังนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่ อาจารย์วราพรจึงเคลื่อนย้ายบ้านมาปลูกใหม่ที่บางรักโดยย่อขนาดลงเล็กน้อย และนำข้าวของเครื่องใช้ของคุณหมอมาจัดแสดง จะเห็นได้ว่าชั้นบนของบ้านมีอุปกรณ์การแพทย์และอุปกรณ์การทำงานมากมาย เช่น ตาชั่งกลับหัว รวมถึงโต๊ะทำงานของคุณหมอด้วย

หลังสุดท้ายเป็นตึกแถว 2 ชั้นจำนวน 8 คูหา ชั้นล่างจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และของสะสมของครอบครัวสุรวดีมากมาย ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวและวิถีชีวิตของชาวบางกอกได้อย่างดี มีทั้งอุปกรณ์ทำครัว เครื่องทำไอศครีมโบราณ ปิ่นโตโบราณ บัตรประชาชนและใบขับขี่ในยุคแรก รวมทั้งอุปกรณ์หัตถกรรมมากมาย

ส่วนชั้นสองจัดแสดงเรื่องราวที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะภายในเขตบางรัก บอกเล่าตั้งแต่ที่มาของชื่อบางรัก บุคคลสำคัญ วิวัฒนาการของเขตบางรัก สถานที่ที่น่าสนใจ รวมทั้งวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบางกอกในสมัยนั้นด้วย

ห้าง

เที่ยวอย่างชาวบางกอก

ออกจากบ้านแล้วก็ได้เวลาเที่ยว ความเจริญรุ่งเรืองและเฟื่องฟูของย่านเจริญกรุงสมัยก่อนทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนและปักหลักอยู่ในประเทศไทยมากมาย ธุรกิจห้างสรรพสินค้าแสนโก้หรูผุดขึ้นเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็น ‘ห้างแบดแมน’ หรือ ‘Harry Badman & Co.’ ที่ก่อตั้งโดยนายแบดแมน ชาวอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2422 เป็นห้างที่หรูหรา และจำหน่ายสิ่งของที่ทันสมัยอย่างมากในสมัยนั้น เช่น สุรา ยารักษาโรคต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีห้าง Falck & Beidek Department Store ที่ก่อตั้งโดยชาวยุโรป เป็นอาคารที่เก่าแก่กว่า 1 ศตวรรษและยังคงสภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อาคารปูนสีขาวที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตกอย่างอลังการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ห้างสิงโต’ ที่ผู้คนเรียกกันอย่างนี้เพราะว่าตัวอาคารถูกประดับด้วยปูนปั้นรูปหัวสิงโตขนาดใหญ่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปัจจุบันยังคงเป็นห้างโบราณที่เปิดให้เข้าชมอยู่ในชื่อว่า O.P Place ภายในมีทั้งลิฟท์เก่าแก่ที่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ โคมระย้าขนาดยักษ์ และมีงานฝีมือแขนงต่างๆ เช่น อัญมณี ผ้าไหม และโบราณวัตถุขายอีกด้วย

ส่วนห้างแรกของชาวไทยคือ ‘ห้างนายเลิศ’ ของ นายเลิศ เศรษฐบุตร คหบดีไทยเชื้อสายจีนที่สร้างห้างสูง 7 ชั้น เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจของชาวบางกอกเป็นอย่างมาก นายเลิศนำเข้าสินค้าหรูหรามากมาย เช่น ลิ้นจี่กระป๋อง ผงกาแฟ จักรยาน จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจตกต่ำลง ทำให้ห้างซบเซาลงและปิดตัวไปในที่สุด ในปัจจุบันห้างนายเลิศยังคงตั้งเด่นอยู่บริเวณแยกสี่พระยาให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมอยู่ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ห้างสูงระฟ้าของประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว

โรงแรม

พักอย่างชาวบางกอก

‘ทรอคาเดโร’ ชื่อสุดโก้นี้ถูกตั้งตามชื่อของจตุรัส Palais du Trocadéro ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามหอไอเฟลในประเทศฝรั่งเศส โรงแรมทรอคาเดโรขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนสุรวงศ์ ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2470 โดยมี คุณฉวี บุนนาค เป็นผู้ก่อตั้ง ตัวโรงแรมมี 2 อาคาร แบ่งเป็นห้องพักจำนวน 45 ห้องพัก ซึ่งโรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมแห่งแรกที่มีการใช้ลิฟต์และเครื่องปรับอากาศ ทำให้นับว่าเป็นโรงแรมที่หรูหราและทันสมัยที่สุดในขณะนั้น นอกจากเป็นที่พัก ยังเป็นแหล่งเต้นรำของชาวบางกอกอีกด้วย

ร้านอาหาร

กินอย่างชาวบางกอก

ร้านอาหารเก่าแก่สไตล์กวางตุ้งแห่งนี้ชื่อ ‘นิวเฮงกี่’ ร้านอาหารเก่าแก่ย่านบางรักที่สืบทอดความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น อาหารจีนเป็นเอกลักษณ์เด่นของพื้นที่แถบนี้ เพราะนอกจากมีชาวตะวันตกอาศัยอยู่มากมาย ชาวจีนยังพักอาศัยและเปิดร้านอาหารในย่านบางรักด้วย บรรยากาศร้านอบอวลไปด้วยบรรยากาศเก่าๆ ชวนให้นึกถึงอดีต มีเมนูเก่าที่อาหารยังราคาไม่กี่สตางค์ติดไว้บนผนัง ส่วนเมนูปัจจุบันมากมายหลากหลายให้เลือกทานทั้งอาหารจีนและอาหารไทย

ส่วนของหวาน ชาวบางกอกติดใจของหวานเย็นๆ ตั้งแต่ได้รู้จักน้ำแข็ง ซึ่งยุคแรกเป็นของนำเข้าจากสิงคโปร์ ต่อมาเมื่อนายเลิศ เศรษฐบุตร ตั้งโรงงานน้ำแข็ง อาหาร และเครื่องดื่มไทย ก็สนุกขึ้นเป็นกอง หนึ่งในเมนูของหวานยอดฮิตสมัยโบราณคือไอศครีมกะทิใส่เยลลี่ ขอแนะนำร้าน ‘ฮงฮวด’ ร้านไอศครีมเก่าแก่ในซอยเจริญกรุง 43 ที่ยังคงรสชาติดั้งเดิมของไอศครีมไว้อย่างเข้มข้น แม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป กระบวนการผลิตบางขั้นตอนก็อาจถูกพัฒนาไปตามกาลเวลา แต่ร้านเก่าแก่อายุกว่า 70 ปียังคงใช้สูตรเดิมและวัตถุดิบคุณภาพ เพื่อรักษารสชาติไอศครีมเยลลี่ที่เป็นเอกลักษณ์นี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ลิ้มลอง

โรงหนัง

ชมอย่างชาวบางกอก

อิ่มท้องแล้วก็ดูหนังช่วงกลางคืนต่อที่ ‘โรงหนังปรินซ์ รามา’ อาคารเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ที่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2455 ที่นี่เคยเป็นโรงบ่อนหลวง ก่อนจะถึงยุคเฟื่องฟูที่พัฒนาจนกลายเป็นโรงภาพยนตร์ สมัยก่อนการดูหนังครั้งแรกของชาวบางกอกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก และพากันมาดูกว่า 600 คนในคืนเดียว

ปัจจุบันโรงหนังสแตนด์อโลนนี้ได้รับการปรับปรุงโครงสร้างเป็นโรงแรม Prince Theater Heritage Stay Bangkok โดยหลงเหลือการตกแต่งสไตล์ Art Deco ให้เราได้ชื่นชมบริเวณด้านหน้าของโรงหนัง คือกระจกสีที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงหนังปรินซ์ รามา บริเวณล็อบบี้ยังเป็นโรงหนังจอใหญ่ซึ่งจัดฉายหนังทุกวัน งานนี้ทางโรงแรมใจดีเปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปฉายหนังเงียบขาวดำสุดคลาสสิกที่นี่เพื่อรำลึกถึงอดีตกันด้วย

เต้นรำ

ลีลาอย่างชาวบางกอก

การรับอิทธิพลจากชาติตะวันตกในสมัยนั้นทำให้ดนตรีแจ๊สของชาวอเมริกาและแอฟริกันเข้ามายังประเทศไทย และเกิดเป็นกระแสนิยมสู่ชาวบางกอกในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 ทำให้โรงแรมหรือร้านอาหารหลายแห่งในขณะนั้นนิยมเปิดดนตรีแจ๊สเพื่อให้แขกได้มาเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน อาทิ โรงแรมทรอคาเดโร โรงแรมโอเรียลเต็ล และกลายเป็นกิจกรรมฮอตฮิตมากๆ ของชาวบางกอก เราจึงปิดท้ายที่ The Hop คอมมูนิตี้ลับแสนอบอุ่นที่ซ่อนอยู่บนถนนสีลม ซึ่งพาคุณย้อนเวลาไปออกลีลาอย่างชาวบางกอก นอกจากจะชวนให้ซึบซับบรรยากาศเก่าๆ แล้ว ที่นี่ยังมีคลาสเปิดสอนการเต้นสวิงสำหรับทุกคนให้ได้มาขยับแข้งขยับขาออกลีลาไปพร้อมๆ กัน

ใครมีบรรจุภัณฑ์พลาสติกเหลือใช้ สามารถส่งไปให้ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ท่ามะขาม จังหวัดกาญจนบุรี ผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกได้ โดยมีข้อแม้ว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกเหล่านั้นต้องแห้ง สะอาด และแยกชนิดกันมาให้เรียบร้อย โดยส่งไปที่ เลขที่ 213 ม.2 ซ.พัฒนา1 ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 71000

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ