หากมีการบันทึกรายชื่อศิลปินที่แจ้งเกิดตั้งแต่งานชิ้นแรกปรากฏโฉม ชื่อของ ทรงศีล ทิวสมบุญ ย่อมถูกจดจารอยู่ในนั้น

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2548 ถั่วงอกและหัวไฟ หนังสือเล่มแรกของเขาสร้างปรากฏการณ์ให้คนไทยได้รู้จักคำว่า Graphic Novel หรือนิยายภาพ

ลายเส้นดิบและบรรยากาศมืดหม่นเป็นเอกลักษณ์บนหน้ากระดาษยังเป็นรสชาติใหม่ที่นักอ่านลองแล้วติดใจ ชนิดหนังสือพิมพ์ซ้ำแทบไม่ทัน

สิบกว่าปีผ่านไป ทรงศีลผลิตผลงานสู่สายตาผู้อ่านมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 เล่ม ทั้งที่เป็นเล่มเดี่ยว และซีรีส์ เช่น Improvise  Nine Lives Once Upon Sometimes และ ฝุ่น กับ ฝนมรกต รวมถึงก้าวไปเป็นบรรณาธิการเล่มให้หนังสือรวมนิยายภาพอย่าง โรงละครเที่ยงคืน และ ACROSS

นิยายภาพไม่ใช่แค่งานอดิเรก แต่ทรงศีลเจาะจงวางมันในช่องงานหลักที่รักหนึ่งเดียวในชีวิต

นั่นย่อมหมายถึงประสบการณ์ บทเรียนเข้มข้นที่งอกเงยจากแต่ละลายเส้นและตัวอักษร

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ทรงศีลมีผลงานใหม่เป็นนิยายภาพสีชื่อ Nine Lives : The Broken Song

ก่อนหนังสือเล่มล่าสุดจะถึงมือเขา ฉันก้าวเข้าห้องทำงานของทรงศีล ชวนเขาสนทนาถึงเรื่องราวการเติบโตนับแต่หนังสือเล่มแรก

ทรงศีล ทิวสมบุญ

วรรณกรรมทันสมัย

หากพลิกสำรวจงานเขียนเรื่องแรกในชีวิตของทรงศีล จะพบคำว่า ‘วรรณกรรมทันสมัย’ ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ตรงส่วนระบุหมวดหมู่หนังสือ เพราะคำว่านิยายภาพไม่ใช่สิ่งที่นักอ่านคุ้นเคย แม้แต่สำนักพิมพ์จึงลังเลว่าควรจัดประเภทงานนี้อย่างไร

แต่ที่น่าสนใจคือเมื่อฉันลองชวนทรงศีลเหลียวมองวันเวลานั้น ก็พบว่าสิ่งที่ชวนสับสนไม่แพ้หมวดหนังสือคือชีวิตผู้แต่ง

ทรงศีลย้อนเล่าว่าเขาในตอนนั้นเป็นบัณฑิตหนุ่มจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ฝันอยากเป็นนักดนตรี แต่เพิ่งพบสดๆ ร้อนๆ จากชีวิตจริงว่าไม่ได้อยากเป็นสิ่งที่ฝัน เมื่อชีวิตเรรวนกะทันหัน แถมการก้าวพ้นรั้วสถานศึกษายังหมายถึงการต้องพึ่งพาตัวเอง ชายหนุ่มจึงเลือกใช้สิ่งที่ถนัดนั่นคือทักษะการวาดให้เป็นประโยชน์

ทรงศีลเริ่มจากการวาดภาพประกอบให้นิตยสาร a day ก่อนได้รับโอกาสให้ออกหนังสือเล่มแรก

ถั่วงอกและหัวไฟ

ตอนนั้นเอง เขาจึงพบว่าไม่ใช่แค่การเล่นดนตรีที่ไม่เป็นอย่างที่เคยคิด

การทำหนังสือก็เช่นกัน

“เราไม่มีความรู้เรื่องการทำหนังสือเลยจริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีใครเข้ามาประกบเราเพราะหนังสือเป็นแนวที่แปลก พอทำเสร็จก็โดนแก้ทั้งเล่มเพราะทำผิดขั้นตอน คืออัดตัวหนังสือรวมกับภาพจนแก้ไขคำผิดไม่ได้” ทรงศีลเล่าความทุลักทุเลของนักทำหนังสือมือใหม่

ไม่ใช่แค่นั้น กระทั่งเนื้อเรื่องที่ว่าด้วยการผจญภัยของ 2 ตัวละครเด็กเร่ร่อนซึ่งอยู่กับเขามาตั้งแต่มัธยมอย่าง ‘ถั่วงอก’ และ ‘หัวไฟ’ ก็ไม่ได้ไหลลื่นสู่หน้ากระดาษอย่างที่คาดไว้

“เราค้นพบว่าวาดเล่นกับวาดจริงไม่เหมือนกันเลย” ทรงศีลอธิบาย “บางคนวาดเล่นมาเรื่อยๆ แล้วคิดว่าต้องพร้อมแน่ๆ  เราจะบอกจากประสบการณ์ว่าไม่พร้อมเลย (หัวเราะ) คือพอจะเขียนจริง เราต้องเลือกนะ ต่อให้มีไอเดียมหาศาลแค่ไหนก็ต้องเลือกว่าจะเอายังไง เพราะเขียนออกไปแล้วตามกลับไปแก้ไม่ได้ ซึ่งตอนตัดสินใจนี่แหละที่ไม่ง่ายเหมือนที่เขียนเล่นมาตลอด”

หนังสือ

แต่ท่ามกลางความสับสนทั้งมวล นิยายภาพเล่มแรกในชีวิตเขาก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง ทีละหน้า ทีละหน้า

เพราะมีบางสิ่งในใจที่แจ่มกระจ่างเหลือเกิน

“ตอนที่เขียนเราไม่รู้ว่าตัวเองคิดหรือเชื่ออะไรอยู่ แต่เข้าใจว่าต้องการอะไร” ทรงศีลเอ่ยถึงนักวาดวัย 24 คนนั้น  “ไม่รู้ว่านี่คือความมั่นใจได้รึเปล่า เพราะเราไม่มีบุคลิกของคนมั่นใจนะ และมันไม่ใช่ความมั่นใจแบบที่โฆษณาพยายามทำให้วัยรุ่นยุคนี้เห็นว่า มั่นใจต้องทำหน้าตาแบบนี้ ต้องพูดแบบนี้ แต่เรารู้จริงๆ ว่าตัวเองต้องการอะไร ถึงบางทีจะหาคำอธิบายไม่ได้เลย แต่ข้างในรู้อยู่แล้วว่าจะเอาอะไร แล้วฝีมือมีแค่ไหนก็พยายามไล่ตามไปให้ดีที่สุด”

และเมื่อมองย้อนไป ทรงศีลก็ตระหนักถึงความจริงที่ศิลปินหลายคนเคยผ่านพบ

วรรณกรรมทันสมัยซึ่งเริ่มจากขนาดราว 100 หน้า ก่อนขยายเป็นราว 300 หน้าเรื่องนั้นคือผลงานที่ไม่อาจสร้างได้ในวันวัยอื่นของชีวิต

ทรงศีล ทิวสมบุญ

“ณ ตอนนั้นที่เราเป็นวัยรุ่น มันมีสิ่งที่ต้องการพูดออกมาดังๆ ซึ่งสิ่งนั้นก็มีความสดแบบที่ทำซ้ำไม่ได้แล้ว มันคือการใช้สัญชาตญาณมากกว่าความรู้ พอคนมาถามว่าทำแบบนั้นเพราะอะไร ไม่รู้ แค่รู้สึกว่า อันนี้ต้องแบบนี้ เราไม่ได้คิดถึงคนอ่านเลย แต่พยายามรวบรวมทุกอย่างที่คิดว่าสนุกที่สุดแล้วใส่เข้าไป”

แม้เต็มไปด้วยคำว่าครั้งแรกและความไม่สมบูรณ์แบบ หนังสือเล่มแรกจึงนับเป็นเดิมพันที่คุ้มค่า

“เราเคยคิด ณ ตอนนั้นว่า ทำแล้วถูกแก้มันแสดงถึงความไม่พร้อม เรายังรู้น้อยเกินกว่าจะทำหนังสือ ต้องไปเรียนไปอะไรอีกรึเปล่าวะ แต่บางทีถ้ารอให้ถึงวันที่พร้อม ความสดไม่อยู่แล้ว เราเลยรู้สึกว่าอะไรที่ปรารถนาจะทำจริงๆ ณ ช่วงเวลาหนึ่งก็พยายามทำบ้าง

“ไม่ต้องรอ เพราะมันอาจไม่มีวันนั้นจริงๆ”

หนังสือ

ทางแยกในสายหมอก

นิยายภาพสีขาวดำเรื่องนั้นปรากฏตัว และกลายเป็นปรากฏการณ์

ไม่ใช่เพียงแวดวงนักอ่าน แต่รวมถึงตัวทรงศีลที่ในตอนนั้นกำลังเรียนปริญญาโทเพราะคิดว่าต้องเป็นอาจารย์เพื่อเลี้ยงตัวเองให้ได้

หากคุณเคยอ่าน Nine Lives นิยายภาพของทรงศีลที่ดำเนินไปด้วยเหล่าแมว ตอนหนึ่งในนั้นกล่าวถึงการเผชิญหน้าของแมวตัวหนึ่งกับ ‘ทางแยกในสายหมอก’ ทางแยกลึกลับที่ยากจะเลือกได้ว่าควรไปทางไหน เพราะไม่รู้ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า

สิ่งที่ต้องทำคือ ‘ตอบใจ’ ตัวเองให้ชัดเจนเสียก่อน

“ตอนนั้นที่คิดคือชีวิตแบบไหน ชีวิตแบบไหนมากกว่าทำงานอะไร พอเห็นชีวิตที่เราจะต้องไปเป็นหลังเรียนจบ ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่ว่าเราไม่มีความสุขแน่เลย เพราะฉะนั้น เขียนหนังสือไปดีกว่า ระหว่างวัน ระหว่างเดือน ระหว่างปี มันมีความสุข”  นักวาดตรงหน้าฉันย้อนเล่าถึงการใคร่ครวญและตัดสินใจ

Nine Lives

แล้วทรงศีลก็พบว่าทางสายที่เลือกมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้เขาและครอบครัว ช่วยให้ทำงานที่รักต่อไปได้

ทางเส้นนั้นยังช่วยฉุดเขาขึ้นจากห้วงเวลาเลวร้าย ตัวอย่างดีที่สุดคือ Nine Lives ซึ่งถูกเขียนในช่วงเวลาที่ทรงศีลผิดหวังรุนแรงจากความรัก

“เรารอดมาได้ด้วยครอบครัวที่โอเคและการทำงานหนัก” ทรงศีลบอกฉัน “อยู่กับความจริงน่ะ ไม่ค่อยมีเวลาไปฟูมฟายเท่าไหร่ แล้วสิ่งที่เรียนรู้ก็คือช่วงที่เละมากๆ เรายังทำหนังสือที่ดีที่สุดคือ Nine Lives ออกมาได้ เพราะฉะนั้น คงไม่มีข้อแม้หรอกคนเรา เฮ้ย ชีวิตลำบากเขียนไม่ได้ มึงจะเขียนก็เขียนได้แหละ ยิ่งลำบากน่ะดี พลังงานทั้งนั้น  ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราทำงานได้ตลอด ไม่ได้ถือว่าอะไรจะเป็นข้ออ้างเท่าไหร่ แม้แต่ช่วงทำบ้านใหม่เพื่อแต่งงานหรือช่วงคุณแม่ป่วยหนักก่อนจะเสีย เราก็ทำงานไปด้วย เราบอกได้เลยว่าหนังสือเล่มไหนอยู่ในช่วงชีวิตไหน และคุณภาพมันไม่ต่างกันเลย”

Graphic novel

หนังสือ

ที่สำคัญ มากไปกว่าความช่วยเหลือชั่วครั้งคราว ทรงศีลค้นพบว่าการวาดคือสิ่งที่ช่วยฉุดรั้งให้เขายังใช้ชีวิตปกติอย่างปกติสุขได้

“ช่วงที่เราหยุดเขียน มานั่งอยู่ในรถแล้วไม่รู้จะไปไหน เราเคยพิมพ์คำว่า ‘ว่างเปล่า’ ในกูเกิล แล้วเชื่อหรือเปล่า แม่งมีคนคุยเรื่องนี้โคตรเยอะเลยในโลกนี้ รู้สึกว่างเปล่าทำยังไงดี เราก็รู้สึกว่าเหี้ยแล้ว ก็เริ่มมีสติขึ้น แล้วเคยถามเพื่อนด้วยนะว่าเป็นอย่างนี้ควรไปหาจิตแพทย์รึเปล่าวะ ถ้าป่วยแล้วไม่รู้ตัวจะไม่ดีรึเปล่าวะ เพื่อนก็บอกว่าไม่ต้องหรอก ซึ่งไม่ต้องจริงๆ แค่ทำงานนั่นแหละ สำหรับเรานะ ทำงานโดยที่ไม่จำเป็นว่าหนังสือต้องเสร็จออกมาแล้วถึงจะรู้สึกดีด้วย ไอ้ช่วงที่ทำน่ะมันจะดีขึ้น เหนื่อยหน่อยแต่ดีขึ้น คล้ายออกกำลังกาย ที่จริงวิ่งก็เหนื่อยมากใช่มั้ย แต่ก็รู้สึกสดชื่น บางทีเราก็รู้สึกว่าต้องเขียน ไม่งั้นจะป่วย”

ทางสายที่เลือกมอบอะไรให้ทรงศีลมากมาย แต่แน่นอน ย่อมมีสิ่งที่ต้องแลกไปเพื่อรักษารางวัลเหล่านี้ไว้

ถ้าเราดูแลงานได้ดี งานก็ดูแลเรา-ชีวิตที่ผ่านมาสอนเขาอย่างนั้น

หนังสือ

เบื้องหลังหนังสือคุณภาพเล่มแล้วเล่มเล่า จึงมีชายคนหนึ่งนั่งลงตั้งใจสร้างงานคุณภาพวันแล้ววันเล่า

“เราชอบดูวงดนตรีที่แก่หรือเลยจุดพีกไปแล้วว่าเขารู้สึกยังไง ใช้ชีวิตยังไงบ้าง Radiohead ยังเล่นเพลง Creep อยู่หรือเปล่า เพราะเรารู้สึกว่ามีช่วงปีที่รุ่งโรจน์อยู่จริงๆ แต่พอผ่านมาก็มีทั้งช่วงที่ง่ายและยาก งานไม่ได้ขายดีแบบนั้นตลอดหรอก แต่นั่นก็ทำให้เรามีวินัยขึ้น เหตุผลหนึ่งคือ เราอยากเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและดีขึ้นถ้าทำได้ อีกอย่างคือถ้าไม่เขียนก็ป่วยอยู่แล้ว จะไปมีคำถามทำไมว่าจะเขียนหรือไม่เขียน รู้อยู่แล้วว่าเขียนต้องเหนื่อย แต่ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าไม่ทำจะป่วย เพราะฉะนั้นเขียนเรื่อยๆ คงจะดีที่สุด เรารู้สึกว่ามีความสุขที่เป็นแบบนั้น

“อีกเรื่องที่เพิ่งเข้าใจคือ ตอนคิดจะเป็นนักเขียน มีบางแวบที่เราคิดว่าจะอยู่บนสรวงสวรรค์ ใส่ชุดคลุมลายหรูหรานั่งอยู่ในคฤหาสน์ เขียนอะไรวันละนิดหน่อย แล้วคนก็จะมารอคอยว่าเมื่อไหร่เราจะยอมขายรูปข้างหลังในราคารูปละ 20 ล้าน (หัวเราะ) แต่พอมาอยู่กับชีวิตจริงแล้ว เราเลยเข้าใจว่าการยืนระยะสำคัญ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอยู่กับงานที่รักและสรวงสวรรค์ทุกวัน ถ้ารักจริงต้องทนส่วนที่ไม่ชอบให้ได้”

ทรงศีล ทิวสมบุญ

ขณะเดียวกัน ขวบปีที่ล่วงเลยก็ทำให้ทรงศีลค่อยๆ เรียนรู้ว่าการจะดูแลงานที่รักได้ดีต้องอาศัย ‘ความสมดุล’

“ตอนแรกที่มาอยู่บ้านหลังนี้ เราจะทำโต๊ะทำงานไว้สัก 3 ชุด แต่ละโต๊ะจะเขียนหนังสือ 1 เล่ม จะเขียนสัก 3 เรื่องไปพร้อมกัน แต่ทำไม่ไหว เหนื่อย แล้วก็มีช่วงหนึ่งที่อัดงานอย่างเดียว ร่างกายพังมาก ปวดหลังจนคิดว่าไม่น่าจะหายแล้ว รักษาอยู่นาน” เขาย้อนเล่าความบ้าระห่ำช่วงก่อนหน้า “ตอนนี้เลยรักษาสมดุลมากขึ้น แล้วก็พบว่าปริมาณงานมันไม่ได้ลดน้อยลงเสียหน่อย ในบางครั้งกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ และที่จริงมันเป็นภาคบังคับของร่างกายเราด้วย เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะฉะนั้น มันบีบบังคับให้เราต้องคิดและเลือกมากขึ้น เอาทุกอย่างไม่ได้ ซึ่งพอเลือกแล้วก็สับสนน้อยลง พอสับสนน้อยลงก็มีความสุขขึ้น”

เมื่อเข้าใจเส้นทางที่เดินอยู่และยอมแลกเพื่อเดินต่อ เราจึงยังเห็นทรงศีลบนทางสายที่เลือก

ก้าวต่อจากทางแยกในสายหมอกหนาแห่งนั้น เรื่อยไปแต่ไม่หยุด

นิยายภาพ

Nine Lives : The Broken Song

จากหนังสือเล่มเล็กเล่มแรก เดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 ทรงศีลประกาศว่าเขาจะมีผลงานเล่มใหม่

Nine Lives : The Broken Song เป็นนิยายภาพสีที่มีไซส์ใหญ่ยักษ์เกินหน้าเกินตาเล่มอื่น รวมถึงภาคแรกที่ห่างกันกว่า 10 ปี

หนังสือเล่มใหญ่เล่มล่าสุดของทรงศีลสะท้อนอีกบุคลิกหนึ่งของเขาชัดเจน นั่นคือการหนีจากตัวเองในงานชิ้นเก่า ทดลองสำรวจพรมแดนใหม่เสมอ

ไม่รู้สึกหรือว่าการออกจาก Comfort Zone ตลอดมันน่ากลัว-ฉันสงสัย

“ถามว่ากลัวมั้ยก็มีกลัวนะ แต่ก็นั่นแหละ วัยมันบังคับให้เราเลือก ถ้าเราตัดสินใจแล้วจะกลัวบ้างก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ เพราะถ้าไม่เจอกับเรื่องที่กลัวบ้าง บางทีจะทำอะไรไม่สำเร็จเอา” นักวาดตรงหน้าเอ่ยตอบ

ภาพประกอบ

และหากถามว่าอะไรทำให้เขาอยู่และฝ่าฝันความกลัวไปได้

คำตอบของทรงศีลคือ ‘ความปรารถนา’

“เรากลัวและกังวลอยู่บ่อยๆ แต่ความปรารถนาจะนำไป” เขาบอก “อย่างเล่มที่เพิ่งเขียน เราเขียนถึงตัวละครเดิมที่เคยเขียนเมื่อ 10 ปีก่อน แค่บรรทัดแรกขึ้นมา เราก็รู้สึกว่าอยากจะเห็นจริงๆ เหมือนไม่มีอะไรสำคัญกว่านี้แล้ว ณ เวลานี้  ถ้าไม่ได้ทำให้สำเร็จต้องคาใจมากๆ ในระดับที่คิดว่าคงทนไม่ได้ ซึ่งเรามักมีความรู้สึกอย่างนี้กับเรื่องต่างๆ ก็เลยข้ามผ่านความกลัวและกังวลในชีวิต ก่อนจะมีภรรยาก็มีเรื่องให้กลัวสารพัด เวลาที่เราตั้งใจจะอยู่กับใครสักคนจริงๆ ทุกอย่างน่ากลัวได้หมด แต่ถ้าเราอยากทำสิ่งนี้จริงๆ อยากเห็นวันคืนหลังจากนั้น อยากรู้ว่าหลังจากเจ้าหญิงเจ้าชายได้อยู่ด้วยกันแล้วเป็นยังไงต่อ ถึงกลัวก็ทนได้”

Nine Lives

อย่างไรก็ตาม การกระโดดออกจาก Comfort Zone ครั้งนี้ของทรงศีลยังมีรายจ่ายอื่น

นั่นคือการต้องลงแรงทำงานหนักที่สุดในชีวิต

“ตอนแรกรู้สึกว่าต้องเป็นการทำงานที่รื่นรมย์แน่ๆ เพราะเล่มก่อนหน้าของเราเป็นสีขาวดำและดาร์กมาก พอถึงเล่มนี้ เราก็รู้สึกว่าจะระบายสี ใช้ชีวิตอยู่กับสีสักพักเป็นการผ่อนคลาย ปรากฏ 6 เดือนนั้นหนักที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลย (หัวเราะ) แต่ก็ทำให้เรียนรู้อีกขั้นหนึ่งว่า ตอนคิดถึงสิ่งที่น่าทำมันรื่นรมย์หมดแหละ แต่คนมหาศาลในโลกนี้ทำแล้วไม่สำเร็จเพราะไปทำจริงแล้วเหนื่อยมาก และคิดว่าไม่เห็นออกมาดีเท่าที่คิด สงสัยจะไม่รอด เราเองก็มีช่วงกลางเล่มที่รู้สึกว่า ระบายสีกากมาก เคยระบายได้แต่ไม่ได้จับมานาน ทำไมมันไม่ได้เรื่องขนาดนี้ พอนึกว่าเราเก่งแต่เราไม่เก่งเลย ตอนนั้นแหละที่เริ่มรู้สึกเหนื่อยจริงๆ

“ช่วงหลังเราเลยเข้าใจว่า ถ้าคิดจะทำอะไร อย่าไปทำเพราะคิดว่าจะสบาย พอมีโปรเจกต์ก็จะคิดว่า ในแง่ลำบากที่สุด เราโอเคกับมันหรือเปล่า ทุกอย่างกลายเป็นของยากได้เสมอนะ แต่จะไม่เป็นไรเลยถ้าอยากทำจริงๆ เดี๋ยวมันเสร็จจนได้แหละ”

ถ้วยกาแฟ

จากการสร้างงานล่วงเลยสู่เรื่องเนื้อใน แม้ไปพบเขาก่อน Nine Lives : The Broken Song เล่มจริงจะมาถึง แต่ฉันก็มีโอกาสได้อ่านงานของเขาในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลเป็นกรณีพิเศษ

นี่คือเรื่องรัก-ฉันเชื่ออย่างนั้น แต่ทรงศีลบอกว่าคนที่ได้อ่านบางคนก็ตีความไปถึงสิ่งอื่น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่บทสนทนาของเราจบลง ฉันก็ได้ค้นพบว่ามี ‘ความรัก’ ปรากฏในนิยายภาพแสนงดงามเล่มนี้แน่นอน

เป็นความรักต่อบางสิ่งที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ถั่วงอกและหัวไฟเพิ่งตั้งไข่ตราบจนวันนี้

โต๊ะทำงาน

“ตอนนี้เราคิดว่าเข้าใจความรักในแบบของตัวเองมากขึ้น รู้สึกแยกออกว่า อันนี้คือเรารักนะ  ซึ่งความรักแบบนั้นมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้” ผู้สร้าง Nine Lives : The Broken Song ค่อยๆ อธิบาย  “ตอนแรกเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าการวาดรูปสำคัญขนาดไหน เหมือนมีคนที่ควรรักอยู่ตลอด แต่เราไปทุ่มเทให้ดนตรี ฟูมฟายตอนวงแตก ซึ่งไม่จำเป็นเลย เมื่ออยู่กับสิ่งนี้มา 10 ปี เราถึงเรียนรู้ว่าสิ่งที่ไม่ค่อยได้นึกถึงเพราะอยู่กับมันจนชินช่วยชีวิตเราหมดเลยนะ โดยไม่มีข้อแม้มากมาย ช่วงที่ป่วยใจที่สุด ถ้าไม่ทำงานนี่ไม่รอด แล้วมันก็ช่วยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีด้วยนะ โอเค ไม่ได้หรูหราหรอก แต่เราก็มีความสุขกว่าการไปทำงานอื่นๆ จะมีสักกี่อย่างในชีวิตคนที่อยู่เคียงข้างขนาดนี้ อะไรจะพังมันก็ยังอยู่

“เราเริ่มเห็นสิ่งนี้จริงๆ แล้วก็เริ่มมองไปที่งานแล้วรู้สึกอีกแบบ จากเมื่อก่อนตอนวัยรุ่นรู้สึกว่า เฮ้ย นี่งานเรา อวดด้วยความภูมิใจปนคะนองหน่อยๆ เดี๋ยวนี้ความรู้สึกเปลี่ยนเป็นว่า นี่เพื่อนผมนะ อยู่กันมานาน เขาดีจริงนะ ลองดูเขาจริงๆ หน่อย อ่านจริงๆ หน่อยได้มั้ย และต่อให้วันหนึ่งเราเกิดตื่นมาแล้วคิดว่าจะเล่นหุ้น แล้วหลังจากนั้น 5 วันเล่นได้ 500 ล้านเลย เราก็ต้องเขียนอยู่ดีนะ

“รักจนเข้าใจแล้วว่าต้องเขียนอยู่ดี เพราะรู้ว่าจะป่วย รู้ว่าจะไม่มีความสุขเท่านี้” ทรงศีลจบประโยค กลางแสงแดดยามบ่ายแก่ที่สาดผ่านกระจกใสมายังห้องทำงาน

ห้องที่นักวาดคนหนึ่งคงมานั่งร่างภาพบนกระดาษในวันรุ่งขึ้น เฉกเช่นวันคืนที่ผ่านมา

ทรงศีล ทิวสมบุญ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง

การเติบโตของนักเขียนจากเล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อฟ้าใส เป็นหญิงสาวที่เรียกชื่อเล่นของ สรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ว่าพ่อค่ะ

ถ้าคุณคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ ฉันคิดว่าคุณคงเคยเห็นผลงานเขียนของพ่อมาบ้าง อาจเป็นคอลัมน์ ‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ คอลัมน์การเมืองอย่าง ‘Xคลูซีฟ’ หรือหนังสือประวัติบุคคลอย่าง ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม และ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ผลงานของพ่อที่ทุกคนรู้จักกันตลอดหลายสิบปีคือสิ่งที่อยู่หน้าบ้าน ส่วนฉันคือคนที่อยู่หลังบ้านค่ะ เคยไปนั่งเล่นแถวโต๊ะทำงานพ่อที่บริษัทมติชนมาบ้าง ได้เห็นพ่อเดินบ่นว่าคิดชื่อหนังสือไม่ออกตอนใกล้งานหนังสือ และปั่นต้นฉบับหนีเดดไลน์อยู่บ่อยๆ 

ในวันนี้ ถึงเวลาที่ฉันโตพอจะนั่งลง ณ โต๊ะทำงานตัวเอง แล้วบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ค่ะ

มีเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องที่เคยและไม่เคยรู้ รวมถึงหลายเรื่องที่ได้รู้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม 

ฉันสนุกมากที่ได้จดบันทึกชิ้นนี้

หวังว่าคุณจะรื่นรมย์กับการอ่านนะคะ

01 

พ่อเป็นลูกของนักอ่าน

สมัยปู่ยังอยู่ ฉันมักได้เจอปู่ตอนกลับไปจันทบุรีช่วงงานเช็งเม้งประจำปี ปู่จะนั่งอยู่ในห้องนอนที่ชั้นสองของบ้าน ภายในห้องนอกจากเตียงและโทรทัศน์ ยังมีหนังสือกองอยู่เป็นตั้งสูง

เมื่อลองทวนเข็มนาฬิกากลับไป ฉันพบว่าปู่เป็นอย่างนั้นก่อนฉันเกิดเสียอีก 

พ่อเล่าให้ฟังว่าปู่เป็นนักอ่านตัวยง สมัยเด็กๆ ที่บ้านพ่อเลยเต็มไปด้วยหนังสือ ตั้งแต่เหล่าพ็อกเก็ตบุ๊กปกแข็งที่มีหนึ่งในส่วนประกอบหลักคือนิยายกำลังภายใน จนถึงหนังสือพิมพ์และนิตยสารอย่าง มติชนสุดสัปดาห์ ที่พ่อบอกว่าปู่เป็นสมาชิกมาตั้งแต่เล่มแรก

ถ้ามองหนังสือในฐานะสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ และเทียบกับฐานะครอบครัวพ่อในวันนั้นที่ไม่ดีนัก นับได้ว่าปู่ลงทุนกับสิ่งนี้อย่างจริงจัง และเพราะอย่างนั้น แม้ไม่เคยสอนเป็นคำพูด ลูกๆ ก็กลายเป็นหนอนตัวอ้วนตามรอยปู่ 

ซึ่งเมื่อย้อนมองกลับไป ความเป็นนักอ่านของปู่สะท้อนถึงการเป็นคนสนใจโลกรอบตัวเสมอ 

พ่อเองก็มีคุณสมบัตินี้อยู่เต็มๆ 

นอกจากนั้น เมื่อความเป็นนักอ่านเต็มเปี่ยม มันก็ขยายวงกว้างมาสู่การลงมือเขียน 

จากที่ฉันเคยแอบเห็นว่าปู่เขียนจดหมายรักถึงย่าอย่างแสนน่ารัก เมื่อถึงรุ่นลูก พ่อและพี่น้องในวัยเด็กก็รวมตัวกันทำหนังสือทำมือแบบเขียนเองอ่านเองในชื่อ ‘อดุลยา’ พอโตขึ้น พี่น้องของพ่อยังกลายเป็นนักเขียนเต็มตัว อาทิ คุณลุงคนโตสุดของฉันที่ถึงขั้นเคยเป็นนักเขียนมีนิยายลงเป็นรายเดือน 

ส่วนพ่อก็รู้ตัวว่าพอจะเขียนหนังสือได้ แต่ไม่ได้สนใจจนลงมือทำจริงจังเหมือนพี่น้อง 

“ไม่มีความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักเขียนเลย แต่รู้ว่าเขียนได้ จำได้ว่าหนังสือเฟรนด์ชิปตอนมัธยมปลาย มีเพื่อนเขียนบอกพ่อว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าพ่อจะเป็นนักเขียน” พ่อย้อนเล่าความทรงจำ 

ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะนั่งขีดเขียนเรื่องลงกระดาษ เราจึงพบเด็กชายสรกลวิ่งไปเตะบอลกับเพื่อนฝูงแทน

แน่นอนว่า สุดท้ายเราจะได้เห็นพ่อนั่งเขียนงานยาวนานเป็น 10 ปี แต่นั่นเป็นเรื่องราวหลังจากนั้น

ต้องมาคั่นฉากกันก่อนด้วยอีกส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของพ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

02

พ่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

แม้ฉันจะเลือกเรียนที่อื่น แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นสถานที่พิเศษเสมอ เพราะมันบรรจุความทรงจำของพ่อและแม่ที่เป็นหนุ่มสาวธรรมศาสตร์ทั้งคู่เอาไว้ 

ขณะที่แม่เป็นสาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด พ่อคือหนุ่มเมืองจันท์ที่เข้าเมืองหลวงมาเพราะเลือกเรียนธรรมศาสตร์โดยตั้งใจ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 

พ่อมักเล่าเสมอเรื่องพลังการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล เพราะตอนนั้นสื่อไม่ได้หลากหลาย มีเสรีภาพเท่าวันนี้ จนทำให้พ่อรู้สึกดีใจเมื่อได้ยินว่านักศึกษาโดนปราบ

มารู้ความจริงเอาภายหลัง เมื่อพี่ชายคนโตของพ่อที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดลกลับมาบ้าน พร้อมเรื่องราวอีกด้าน หนังสือและอัลบั้มวงประกายดาวซึ่งเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษามหิดล หลังจากวันนั้น พ่อที่สนใจบ้านเมืองเป็นทุนจึงมองธรรมศาสตร์ด้วยสายตาใหม่ และเลือกสอบเอนทรานซ์เข้าที่นี่อย่างไม่ลังเล

แล้วก็ไม่ผิดหวัง

“บรรยากาศอบอุ่นแบบที่ใฝ่ฝันไว้ว่า ธรรมศาสตร์คือดินแดนแห่งประชาธิปไตย ดินแดนแห่งเรื่องการเมือง เรื่องความเท่าเทียม” พ่อเล่าถึงหนึ่งในช่วงดีที่สุดของชีวิต 

วันเวลานั้นเป็นยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ประมาณ 5 ปี พ่อในฐานะนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ได้มีโอกาสสนทนากับรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ตรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้เห็นว่าอุโมงค์ลับที่ร่ำลือกันแท้จริงเป็นเพียงท่อระบายน้ำ รวมถึงได้โดดไปร่วมทำกิจกรรมซึ่งยังกรุ่นกลิ่นอายสังคมการเมือง 

พ่อนั่งเล่นหมากรุกใต้คณะ วิ่งเตะบอลกับเพื่อน ไปพร้อมๆ กับเป็นประธานคณะ แล้วไปต่อที่ตำแหน่งอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้หัดจัดม็อบรวมมวลชน รวมถึงร่วมจัดกิจกรรมสำคัญอย่างงานรำลึก 6 ตุลาฯ 

แม้ชื่อของธรรมศาสตร์จะถูกตัดคำว่าการเมืองออกไปนานแล้ว แต่พลังของที่แห่งนี้ยังเข้มขลัง ช่วยรดน้ำให้ความสนใจบ้านเมืองของพ่อทั้งหยั่งรากลึกและแตกกิ่งก้านงอกงาม 

“พ่ออยู่ธรรมศาสตร์สี่ปี มุมคิดการเมืองชัดเจน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะวิเคราะห์หรือมีจุดยืนทางการเมือง มันก็ชัดเจน พ่อไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบเลวร้ายน้อยที่สุด และการเลือกตั้งคือกระบวนเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดในการเลือกว่า คนส่วนใหญ่เห็นว่าจะให้ใครบริหารประเทศ”

ขณะเดียวกัน พลังการรวมตัวของหนุ่มสาวก็ช่วยลับมิติความคิดให้พ่อ

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“กิจกรรมนักศึกษาทำให้บางทีตอนดึกๆ เรานั่งคุยกันในเรื่องที่ไม่ใช่งาน คุยเรื่องชีวิตคืออะไร มนุษย์คืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องกึ่งนามธรรมที่ถกเถียงกันอย่างหนักแต่นำไปสู่ปัญญา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ดีมาก และเป็นช่วงที่ควรต้องคุยถึงสิ่งเหล่านั้น”

 หากชีวิตคือเส้นทางทอดยาวและประกอบสร้างขึ้นด้วยชิ้นส่วนมากมาย ช่วงเวลาในธรรมศาสตร์ก็คือหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญ แม้ไม่ใช่ช่วงผลิตผลงาน แต่ทรงพลังในฐานะรากอีกเส้นที่ช่วยให้พ่อเป็นพ่อทุกวันนี้ 

ก่อนที่เมื่อเวลา 4 ปีสิ้นสุดลง พ่อจะเดินออกจากมหาวิทยาลัยไปสู่จิ๊กซอว์อีกชิ้นสำคัญ

นั่นคือการเข้าสู่โลกหนังสือพิมพ์

03

พ่อเป็นนักข่าว

ฉันรู้ว่าพ่อเป็นนักข่าว ไม่ใช่เพราะเห็นตำแหน่งใดบนนามบัตร แต่รู้สึกได้

เวลาอยู่บ้าน วันไหนเกิดเหตุการณ์สำคัญ บ้านเราแทบเปลี่ยนร่างเป็นสำนักสื่อ เพราะพ่อเล่นตามข่าวจากทุกช่องแบบไม่ยอมคลาดสายตา และทั้งที่ลาออกจากการเป็นสื่อมาหลายปี พ่อก็ยังไปร่วมกินข้าว คุยเรื่องข่าวกับเพื่อนพี่น้องตระกูล มติชนสุดสัปดาห์ ทุกอาทิตย์

“พ่อคิดว่านักข่าวคือความอยากรู้อยากเห็น เวลาคุยเรื่องหนึ่งแล้วอยากรู้ว่าทำไมทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้เพราะอะไร พอรู้สึกว่า เฮ้ย เรื่องนี้น่าสนใจ ไม่เคยรู้เบื้องหลังเรื่องนี้ เรดาร์จะจับทันทีเลย” พ่ออธิบายถึงสิ่งที่เป็นเนื้อเป็นตัว

เพราะอย่างนั้น ไม่น่าแปลกใจที่ตอนพ่อเรียนจบ แล้วได้เริ่มงานแรกที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ บัณฑิตหนุ่มคนนั้นจะเมามันกับงานหนักระดับทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์เป็นที่สุด 

 “ตอนนั้นพ่อจบมาใหม่ๆ ห้าวน่ะ เป็นช่วงหนุ่มที่งานเยอะ ออกไปทำข่าวเสร็จกลับมาพิมพ์ข่าว ตอนเย็นลงไปเตะบอล ขึ้นมาพิมพ์ข่าวต่อ เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวต้มโดยยังคุยกันเรื่องข่าวอยู่ กลับมาพิมพ์ข่าวต่อ แล้วก็นอนค้างโรงพิมพ์ด้วยการเอาเก้าอี้มาต่อกัน ตื่นเช้ามาก็ไปอาบน้ำ ชงกาแฟ แล้วก็มานั่งพิมพ์งานต่อ ชีวิตอยู่กับงานแบบนี้ มันสนุก” พ่อเล่าเรื่องตัวเองในวัย 20 ต้น

ไม่ใช่แค่ได้ทำงานข่าวที่ชอบ พ่อยังสนุกมากเวลาได้โจทย์ใหม่มาให้รับมือ หนึ่งในเรื่องที่พ่อมักเล่าเป็นกรณีศึกษา คือ การเขียนสกู๊ปใหญ่ขนาด 2 หน้าหนังสือพิมพ์ช่วงวันหยุดยาว (ตัวช่วยช่วงโฆษณาน้อยแล้วหน้ากระดาษเหลือเยอะ) ซึ่งพ่อชอบหาวิธีเล่าแบบใหม่ๆ ให้คนอ่านงานเขียนยาวและเยอะจนจบ 

“เวลาเขาให้งานกลางๆ มา มันมีอยู่สองอย่างที่เราคิดได้คือ หนึ่ง โยนงาน กับสอง โอกาสในการเรียนรู้” พ่อพูดถึงวิธีคิด “ถ้าคิดว่าโยนงาน เราจะตั้งการ์ดแล้วรู้สึกว่าทำไมพี่ไม่ให้คนนั้นไป แต่ถ้าคิดว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เราจะคิดว่ามันคือโอกาสได้เขียน ดีไม่ดีก็ได้ลอง บางเรื่องที่ไม่ค่อยรู้เรื่องก็จะได้ค้นข้อมูลแล้วได้ความรู้เพิ่ม” 

การเปิดรับโอกาสนำไปสู่ประตูบานใหม่ จากสกู๊ปชิ้นแรก พ่อได้เขียนชิ้นต่อๆ ไป แล้วสุดท้าย สกู๊ปเหล่านั้นก็ไปผ่านตา เสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการบริหาร มติชนสุดสัปดาห์ ในขณะนั้นที่กำลังมองหาเรื่องธุรกิจมาใส่ในเล่ม 

พี่เสถียรถามพ่อว่า ถ้าจะเขียนประวัตินักธุรกิจรุ่นใหม่ มีใครน่าสนใจ

พ่อเอ่ยชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ 

และนี่คือต้นกำเนิดซีรีส์ประวัติทักษิณ ชินวัตร ในหนังสือ มติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งผสมผสานระหว่างเขียนใหม่จากการค้นข้อมูลเก่าและการคุยเพิ่มอีกเล็กน้อย 

ซีรีส์ที่กลายเป็นหนังสือเล่มแรกของสรกล อดุลยานนท์

04

พ่อเป็นคนเขียนหนังสือ

ทักษิณ ชินวัตร อัศวินคลื่นลูกที่สาม คือชื่อเต็มของหนังสือเล่มนั้น 

แม้มีหนังสือมาแล้วหลายสิบเล่ม แต่พ่อยังจดจำความตื่นเต้นของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งได้ และเล่าว่าตอนหนังสือเล่มนี้ออกมาก็มียอดขายน่าชื่นใจ เพราะจังหวะเหมาะเจาะกับการที่คุณทักษิณเป็นดาวรุ่งในวงธุรกิจ อีกทั้งยังกลับมาขายดีในหลายปีให้หลังเมื่อนักธุรกิจคนนี้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

ขณะฉันที่ซึ่งหยิบหนังสือมาดูได้พบความตื่นเต้นอีกแบบ เพราะที่หน้าคำอุทิศ มีชื่อแม่และฉันอยู่ตรงนั้น

“นก-ฟ้าใส” ผู้เป็นพลังแห่งชีวิต

“เป็นพลังจริงๆ” พ่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามยืนยัน “คนที่เป็นพ่อแม่ก็อย่างนี้แหละ พอมีลูก เรารู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต ไม่อย่างนั้นก็อาจคิดถึงแค่ชีวิตเราสองคน พอมีคนคนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันก็ต้องทำอะไรเพื่อสิ่งเหล่านี้” 

แล้วจากวันของการพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ่อก็มีโอกาสเขียนประวัติบุคคลอีกหลายเล่ม เล่มที่ฉันชอบเป็นพิเศษคือ ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน “ตัน โออิชิ” ที่พ่อได้สัมภาษณ์คุณตันแบบลงลึกจนตัดสินใจเลือกเล่าจากมุมคุณตันไปเลย แทนที่จะเล่าจากสายตาคนนอก และเป็นงานเขียนที่ตกผลึกวิธีเล่าแล้ว

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

“เล่มนี้ถือว่าเขียนดี ได้ประมวลกระบวนท่าทั้งหลายมา ทั้งเรื่องการวางโครงเรื่อง ประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ที่เก๋าขึ้น รวมถึงวิธีที่เราเคยเขียนสกู๊ปสองหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์แล้วทำให้คนอ่านติดตามได้ เช่น ช่วงไหนควรเป็นล้อมกรอบ ช่วงไหนควรเป็นบทสัมภาษณ์ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น” พ่อทบทวนให้ฟัง

และแน่นอน เรื่องราวคุณทักษิณจากตัวอักษรของพ่อไม่ได้แค่พาพ่อเดินต่อบนทางสายประวัติบุคคล แต่ยังเปิดทางสายสำคัญอีกเส้น เมื่อพี่เสถียรชวนพ่อเปิดคอลัมน์เล่าเรื่องธุรกิจแบบง่ายๆ ใน มติชนสุดสัปดาห์

‘ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ’ และ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ จึงมีโอกาสลืมตาดูโลก มาเคียงคู่กับชื่อ ‘สรกล อดุลยานนท์’ ที่เล่าเรื่องการเมืองและธุรกิจแบบลงลึก 

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

จากการโฟกัสเรื่องธุรกิจย่อยง่ายเพื่อตอบโจทย์หนังสือที่มีกลุ่มเป้าหมายคือปัญญาชนท้องถิ่น (พี่เสถียรเปรียบไว้เห็นภาพว่าคือผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยโสธร) ผสมกับโจ๊กตลกซึ่งพ่อชอบ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจคลี่คลายเป็นพื้นที่ซึ่งพ่อใช้นั่งคุยสบายๆ กับคนอ่าน โดยคง 3 ดีเอ็นเอหลักไว้ คือ ธุรกิจแบบง่ายๆ แรงบันดาลใจ และอารมณ์ขัน เมื่อคุณเปิดอ่านคอลัมน์นี้ จึงเป็นไปได้ที่จะเจอหนังสนุกที่พ่ออยากชวนดู หรือบางทีก็เจอวีรกรรมลูกที่พ่อแอบหยิบมาเม้า

ฟาสต์ฟู้ดฯ จะแวะเวียนมาพบผู้อ่านบนหน้ากระดาษทุกวันอังคาร รู้อีกที แต่ละสัปดาห์ก็เลยผ่าน กลายเป็นเวลายาวนานเกินกว่า 20 ปี 

“มีบางวันที่ตัน แต่ไม่มีความรู้สึกว่าจะเลิกเขียน เพราะยังมีเรื่องเล่าอยู่” พ่อบอกฉัน “แล้วมันเหมือนคุยกับเพื่อนที่เจอกันทุกสัปดาห์ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคิดว่าต้องคมที่สุด ดีที่สุด มันเป็นเรื่องเล่าของอาทิตย์นั้น พ่อชอบคำของพี่ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่บอกว่า งานเขียนเขามีมาตรฐานอยู่ระดับหนึ่ง เขาเขียนไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้แน่นอน แต่จะสูงกว่าแค่ไหนไม่รู้ หรือจะเท่ากับมาตรฐานก็โอเค พ่อก็เหมือนกัน มีมาตรฐานระดับหนึ่ง คือเขียนแล้วอ่านรู้เรื่องและได้อะไรบางอย่าง 

“แต่เวลารวมเล่มอีกเรื่องนะ มาตรฐานสูง เพราะการเขียนลงคอลัมน์มันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ เวลารีไรต์ เราต้องนึกว่าเรื่องนี้อาจจะอ่านในอีกหกเดือน บางเรื่องก็ต้องตัดทิ้งไปเลย”

อย่างไรก็ตาม พ่อที่ได้เขียนงานลงนิตยสารซึ่งตัวเองอ่านมาแต่เล่มแรก แถมยืนระยะได้ยาว ก็ยังไม่ค่อยอยากเรียกตัวเองว่านักเขียน

“พ่อรู้สึกว่างานตัวเองไม่ได้ลึกซึ้งลุ่มลึก ไม่ใช่นิยาย เป็นการเล่าเรื่องธรรมดาเท่านั้นเอง สมัยก่อนพ่อจะใช้คำเรียกตัวเองว่าเป็นแค่คนเขียนหนังสือ เวลาใครเรียกนักเขียนมันจะเขินๆ” พ่อบอกฉัน

แต่บางที คำเรียกขานอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น เมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดพ่อก็เขียนหนังสือมาแล้วมากกว่า 30 เล่ม (เฉพาะ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ คือ 32 เล่ม) ได้พบเรื่องประทับใจจากผู้อ่านมากมาย อีกทั้งงานเขียนยังพาพ่อต่อยอดไปทำสิ่งอื่นอีกหลากหลาย อาทิ รายการ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ที่เคยออกอากาศทางช่อง Workpoint TV และพอดแคสต์ THE POWER GAME

และเมื่อตั้งใจทำไปเรื่อยๆ พ่อก็เป็นคนเขียนหนังสือมาถึงปีที่ 58 ของชีวิต 

พร้อมกับที่โลกเข้าสู่ปี 2021 และหมุนเร็วขึ้นทุกที

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

05

พ่อเป็นคนมีความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่

ขณะที่ยังคงพบปะผู้อ่านในหน้าฟาสต์ฟู้ดธุรกิจสม่ำเสมอ วันสองวันก่อน พ่อเพิ่งมาถามฉันถึงเรื่อง Reach กับ Engagement ของเฟซบุ๊ก เพราะพ่อมีแฟนเพจที่เอาไว้โพสต์เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้คนอ่านฟัง 

ส่วนเมื่อวาน พ่อเพิ่งทดลองเข้าไปแจมในแอปพลิเคชัน Clubhouse ที่ชักฮอตขึ้นเรื่อยๆ (เร็วๆ นี้คุณอาจเจอพ่อเปิดห้องของตัวเองทดแทน THE POWER GAME ที่จบซีซั่นไปแล้วก็ได้)

ในปี 2021 ที่โลกแห่งการสื่อสารผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง และยังมีคลื่นลูกใหม่ซัดมาไม่ขาดสาย ฉันเห็นพ่อยังคงสนุกกับการมองหาช่องทางเล่าเรื่องที่อยากเล่า ไม่ต่างจากนักข่าวหนุ่มคนนั้นที่เฝ้าครุ่นคิดว่าจะเล่าเรื่องใส่ 2 หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์อย่างไรดี

 “ถ้าเรายังอยากนำเสนอความคิดต่อเรื่องต่างๆ อยู่ เหมือนการเป็นนักข่าว เป็นคอลัมนิสต์ แล้วโลกวันนี้ยังมีช่องทางให้เราเสนอความคิด แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” พ่อกล่าวเรียบง่าย

เมื่อละสายตาจากการสื่อสารกับผู้อ่าน คุณจะพบพ่อเปิดประตู เดินออกไปนอกบ้าน รดน้ำสารพัดต้นไม้อย่างตั้งอกตั้งใจ

“แก่แล้วนิ่งขึ้น ไม่ตื่นเต้นกับอะไรมาก ตื่นเต้นกับต้นไม้มากกว่าแล้ว บางทีเห็นต้นโมกที่ใบร่วงอยู่ ลองให้ปุ๋ยให้น้ำมัน สามสี่วัน เฮ้ย ใบออก ดีจังเลย” นักทดลองที่มีแล็บเป็นสวนหน้าบ้านบอกฉัน 

อาจกล่าวได้ว่า พ่อที่วันนี้ลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์หลายปีแล้วได้ผ่อนฝีเท้าลง สังเกตสิ่งรอบตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้ามีเรื่องใหม่น่าสนใจก็ยังพร้อมกระโดดเข้าไปสนุกกับมัน 

อาจพูดได้อีกอย่างคือ ไม่ว่าชีวิตจะเคลื่อนไปสู่จุดไหน เป็นจุดที่ต้องเจออะไร พ่อก็ยังคงยืนอยู่ได้อย่างรื่นรมย์

“ชีวิตที่ผ่านมา พ่อชอบที่ตัวเองปรับตัวได้กับทุกช่วงเวลา จะให้เป็นอะไรก็หาความสุขได้เสมอ พ่อเคยบอกน้องหลายคนที่มีปัญหาเรื่องงานว่า มันเหมือนนักฟุตบอล เวลาลงสนามก็มีความสุขกับเกมให้มากที่สุด ส่วนวันโดนให้พักอยู่ข้างนอกก็ให้มีความสุขในฐานะคนดู อยู่ในร่มเงา ไม่ร้อน อยู่กลางสนาม ร้อนแต่ได้เล่น อยู่ในจุดไหน หาความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ให้เจอ” พ่อบอก แล้วหัวเราะเมื่อโดนฉันบ่นว่าโฆษณาผลงาน

“เวลาเซ็นหนังสือ ความสุข ณ จุดที่ยืนอยู่ พ่อเขียนว่า จุดหลายจุดรวมกันเป็นเส้น เส้นทางแห่งความสุข ถ้าคุณมีความสุขครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ยังไงมันนำพาคุณสู่ชีวิตที่มีความสุขแน่นอน”

บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว
บันทึกชีวิต ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ด้วยตัวอักษรของลูกสาว

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load