ถ้าพูดถึงปราสาทหิน ทุกคนอาจจะนึกถึงบรรดาปราสาทหินในภาคอีสานของเรา อย่างปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง หรืออาจจะไปนึกถึงปราสาทหินในประเทศกัมพูชา อย่างปราสาทนครวัด ปราสาทบายน 

เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้จะไปไหนมาไหนยังไม่ค่อยสะดวก จะไปดูปราสาทหินใหญ่ๆ ในกัมพูชาก็ยาก วันนี้เลยจะขอพาไปชมสถานที่แห่งหนึ่งที่จำลองรูปแบบปราสาทหินโบราณมาแบบใกล้เคียงมากเลยทีเดียว นั่นคือ ‘ปราสาทนครหลวง’ แห่ง ‘วัดนครหลวง’ นั่นเองครับ

ปราสาทนครหลวง ปราสาทหินสไตล์ขอมของกษัตริย์อยุธยา ที่คนมักคิดว่าถอดโมเดลมาจากนครวัด

ปราสาทนครหลวง หรือ พระมหาปราสาทพระนครหลวง หรือ พระที่นั่งนครหลวง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2174 ในรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ภายหลังจากการสร้างวัดไชยวัฒนาราม 1 ปี โดยพระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียม กล่าวถึงการสร้างปราสาทนครหลวงเอาไว้ว่า

…ศักราช 993 ปีมะแมศก ทรงพระกรุณาให้ช่างออกไปถ่ายอย่างพระนครแลปราสาทกรุงกัมภุชประเทศเข้ามา ให้ช่างกระทำพระราชวังเป็นที่ประทับร้อน ตำบลริมวัดเทพจัน สำหรับจะเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท จึงเอานามเดิมซึ่งถ่ายมาใช้ชื่อว่า พระนครหลวง…

ปราสาทนครหลวงนี้ นอกจากใช้เป็นสถานที่ประทับในระหว่างเสด็จขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทแล้ว ยังมีหลักฐานอีกว่า สถานที่แห่งนี้ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธียิงอัตนาหรือการสวดอาฎานาฏิยสูตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีตรุษหลวง จัดขึ้นในเดือน 4 และพระราชพิธีกวนข้าวทิพย์และถวายข้าวยาคูแก่พระสงฆ์ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่กระทำในเดือน 10 

ทว่าต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก ศูนย์กลางอำนาจย้ายลงมายังกรุงเทพมหานคร ความทรงจำและความสำคัญของปราสาทนครหลวงแห่งนี้ก็ค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไป จากปราสาทของพระมหากษัตริย์ กลายเป็นวัดขึ้นใน พ.ศ. 2352 โดย ตาปะขาวปิ่น ผู้สร้างมณฑปและรอยพระพุทธบาท 4 รอยไว้ที่ลานชั้นบนสุดของปราสาทนครหลวง ก่อนที่ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานผ้าพระกฐินที่วัดแห่งนี้ และมีพระราชประสงค์ให้บูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทนครหลวง แต่สุดท้ายไม่ได้ทำ เพราะมีอาคารประดิษฐานรอยพระพุทธบาท 4 รอยอยู่ข้างบนแล้ว จะรื้อออกก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

และไม่ใช่แค่รัชกาลที่ 4 เท่านั้นนะครับ แม้แต่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็เคยเสด็จมาที่ปราสาทนครหลวงแห่งนี้เช่นกันใน พ.ศ. 2421 เมื่อครั้งเสด็จทางชลมารคประพาสมณฑลอยุธยา และเสด็จประทับร้อนที่นี่ ที่สำคัญ ในครั้งนั้นทรงให้มีการสำรวจปราสาทนครหลวง โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ากาพย์กนกรัตน์ ทำการรังวัดและทำผังถวาย แต่ในการเสด็จครั้งนั้น ศาลาพระจันทร์ลอยยังเป็นแค่ร่องรอยอาคารบนเนินเฉยๆ แสดงว่าศาลาพระจันทร์ลอยสร้างขึ้นหลัง พ.ศ. 2421 ซึ่งเป็นปีที่รัชกาลที่ 5 เสด็จมาแน่นอน 

แต่ก่อนที่เราจะไปชมของจริงกัน มีเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งที่จะชวนคุยกันก่อนครับ นั่นก็คือ ต้นแบบของปราสาทนครหลวงนี้นั่นเอง

แม้ว่าในพระราชพงศาวดารกล่าวว่านำรูปแบบของปราสาทหินจากประเทศกัมพูชามาสร้างปราสาทนครหลวง ซึ่งถามว่าเหมือนกับปราสาทหิน 100 เปอร์เซ็นต์ไหมก็คงไม่ใช่ แต่ถือว่าใกล้เคียงยิ่งกว่าอาคารใดๆ ในสมัยอยุธยา ทว่าในพระราชพงศาวดารกลับไม่ได้ระบุว่าปราสาทที่ว่าคือปราสาทอะไร คนส่วนใหญ่มักจะตีความกันว่าน่าจะเป็นปราสาทนครวัดอย่างแน่นอน เพราะเป็นปราสาทสำคัญและขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองพระนครของกัมพูชา 

แต่หากเปรียบเทียบรูปแบบแล้วจะเห็นจุดต้องสงสัยอยู่จุดหนึ่ง คือจำนวนยอดของปราสาทครับ หากนับจำนวนยอดทั้งหมด ปราสาทนครหลวงมีทั้งสิ้น 29 ยอด รวมยอดประธานและยอดบริวาร ในขณะที่ปราสาทนครวัดมีแค่ 9 ยอดเท่านั้น ต่างกันถึง 20 ยอดเลยนะครับ แถมแผนผังยังต่างกันอีกต่างหาก

ปราสาทนครหลวง ปราสาทหินสไตล์ขอมของกษัตริย์อยุธยา ที่คนมักคิดว่าถอดโมเดลมาจากนครวัด

ในเมืองพระนครของกัมพูชามีปราสาทหินอยู่มากมาย มีปราสาทอยู่หลังหนึ่งซึ่งมี 29 ยอดเท่ากับปราสาทนครหลวงเลยครับ ปราสาทแห่งนั้นก็คือ ‘ปราสาทบาปวน’ นั่นเอง ซึ่งถือเป็นปราสาทสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองพระนครเพราะตั้งอยู่ในเขตพระราชฐาน จึงมีสถานะประหนึ่งปราสาทหินสำคัญประจำพระราชวัง ซึ่งตรงกับคำอธิบายในพระราชพงศาวดารว่า ‘ปราสาทกรุงกัมภุชประเทศ’ พอดีเป๊ะเลย จึงสรุปได้ว่า ปราสาทนครหลวงได้แรงบันดาลใจมาจากปราสาทบาปวน ไม่ใช่ปราสาทนครวัดแต่อย่างใดนะครับ

ปราสาทนครหลวง ปราสาทหินสไตล์ขอมของกษัตริย์อยุธยา ที่คนมักคิดว่าถอดโมเดลมาจากนครวัด

ทีนี้ก็ได้เวลาไปชมปราสาทนครหลวงของจริงกันแล้วครับ

ปราสาทนครหลวง ปราสาทหินสไตล์ขอมของกษัตริย์อยุธยา ที่คนมักคิดว่าถอดโมเดลมาจากนครวัด

ปราสาทนครหลวงเป็นอาคารหลังใหญ่ที่สุดในวัดนครหลวงเลยครับ และมุมสวยที่สุดที่จะเห็นปราสาทนครหลวงได้กว้างที่สุดก็คือบริเวณสนามหญ้า (เดินทะลุไปทางด้านหลังศาลาพระจันทร์ลอยได้เลย) เพราะจะเห็นภาพรวมทั้งหมดของปราสาทนครหลวงในมุมกว้างแบบสุดๆ ซึ่งเราจะเห็นความย้อนแย้งกันระหว่างความใหม่กับความเก่า มีทั้งส่วนที่ยังเป็นอิฐเปลือยซึ่งเป็นของดั้งเดิม และส่วนที่มีฉาบปูนมีหลังคา ซึ่งเป็นของที่ทำในสมัยหลังแล้วด้วย

ความเป็นปราสาทขอมที่ผมได้เกริ่นมาตั้งแต่แรก จะเห็นได้ชัดเจนจากจุดนี้เลยครับ นั่นคือการมีฐานซ้อนกันถึง 3 ชั้น พบได้ในปราสาทขอมสำคัญหลายแห่ง อย่างปราสาทนครวัด ปราสาทบาปวน หรือปราสาทบายน ก็จะมีส่วนนี้อยู่ โดยชั้นที่ 1 และ ชั้น 2 ยังคงสภาพดั้งเดิมสมัยอยุธยาเอาไว้ได้ดีเลยทีเดียว แม้ส่วนยอดปราสาทบริวารจะหักหายไปไม่สมบูรณ์แล้วก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม ส่วนประตูและบันไดมีการฉาบปูนเอาไว้ และมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างจากส่วนที่เป็นอิฐอย่างชัดเจน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะส่วนนี้เกิดจากการบูรณะในสมัยรัตนโกสินทร์ ราวสมัยรัชกาลที่ 4 นั่นเอง 

พอเราเดินขึ้นไปบนฐานชั้นแรก เราจะพบทางประทักษิณมีร่องรอยของฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเอาไว้โดยรอบ และมีพระปรางค์ตั้งอยู่ตามตำแหน่งคล้ายๆ กับที่วัดไชยวัฒนาราม แค่เปลี่ยนจากเมรุทิศเมรุรายของวัดไชยวัฒนารามเป็นปรางค์ทิศและปรางค์มุม ปรางค์บางองค์ยังเหลือสภาพเกือบสมบูรณ์เลยครับ ถ้าเข้าไปข้างใน เราก็จะเห็นการก่ออิฐของส่วนยอดปราสาทอย่างชัดเจน

สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์
สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์

เมื่อขึ้นไปถึงฐานชั้นบนสุดของปราสาทนครหลวงซึ่งถือเป็นส่วนที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะทั้งหมดล้วนผ่านการสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์แทบทั้งสิ้น แทนที่พระมหาปราสาทนครหลวงเดิมที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งน่าจะสร้างเป็นอาคารเครื่องไม้ตามจารีตการสร้างพระราชมณเฑียรของพระมหากษัตริย์ด้วยไม้ 

แน่นอนว่าพระมหาปราสาทนครหลวงนั้นได้เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาจนไม่เหลือร่องรอยใดๆ แล้ว กลายเป็นสาเหตุให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าปราสาทนครหลวงยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ถ้าสมมติว่าปราสาทนครหลวงนี้สร้างไม่เสร็จจริง พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาก็คงไม่ใช้สถานที่แห่งนี้สำหรับประทับ เมื่อเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท หรือใช้ประกอบพระราชพิธีต่างๆ หรอกครับ 

ที่ฐานชั้นบนสุดนี้เป็นที่ตั้งของมณฑปจตุรมุข ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเอาไว้ข้างใน ล้อมรอบด้วยระเบียงคด ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายเอาไว้หลายขนาด หน้าบันของมณฑปมีจารึกระบุข้อความว่า “มณฑป พระนครหลวง ปฏิสังขรณ์ขึ้นเมื่อปีรัตนโกสินทร์ศก 122”  ตรงกับ พ.ศ. 2446 ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งน่าจะเป็นการบูรณะโดย พระปลัดปลื้ม (ต่อมาคือ พระครูวิหารกิจจานุการ (ปลื้ม)) พระชาวอำเภอนครหลวงที่ไปบวชอยู่ ณ วัดจักรวรรดิราชาวาส และได้มาบูรณปฏิสังขรณ์วัดนครหลวงแห่งนี้

สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์

มณฑปที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทมีรูปแบบค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีการประดับหน้าบันอะไร มียอดเป็นมณฑป แต่ก่อนเข้าไปชมข้างในมณฑป เราจะพบรูปพระคเณศที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณด้านเข้าด้านหน้า ซึ่งพระคเณศองค์นี้อาจดูแปลกตาไปสักหน่อย เพราะท่านนั่งอยู่บนแท่นหัวกะโหลก เชื่อกันว่ามีต้นแบบมาจากพระคเณศศิลปะชวาตะวันออกจากจันทิสิงหาส่าหรี สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 และจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 

ผู้สำเร็จราชการชาวฮอลันดาน้อมเกล้าฯ ถวายพระคเณศองค์นี้แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสชวาเมื่อ พ.ศ. 2439 ไม่เชื่อลองเทียบกันดูครับว่าคล้ายกันขนาดไหน

สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์
สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์

พอเข้ามาข้างในก็จะพบกับรอยพระพุทธบาท 4 รอยขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางอาคาร ในแต่ละด้านมีแท่นฐาน ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาเอาไว้หลายองค์และหลายปาง ทั้งปางที่พบเห็นได้ทั่วไปอย่างปางมารวิชัย และปางที่พบได้ไม่บ่อยนักอย่างปางป่าเลไลยก์ด้วยครับ 

ส่วนรอยพระพุทธบาท 4 รอยที่อยู่ตรงกลางนี้ถือเป็นรอยพระพุทธบาท 4 ขนาดใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยครับ โดยรอยพระพุทธบาททั้ง 4 เรียงจากใหญ่ไปเล็กและมีการเรียงสลับไปมา เชื่อกันว่าตาปะขาวปิ่นผู้สร้างได้แรงบันดาลใจมาจากวัดพระพุทธบาทสี่รอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือว่าศักดิ์สิทธิ์มากโดยเฉพาะกับชาวเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ รอยพระพุทธบาทที่ปราสาทนครหลวงนี้มีลวดลายมงคล 108 ประการอยู่บนรอยพระพุทธบาทด้วย แต่ที่เชียงใหม่เป็นรอยพระพุทธบาทธรรมชาติ จึงไม่มีลายใดๆ ครับผม

สืบประวัติ ปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์
สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์

นอกจากปราสาทนครหลวงแล้ว ภายในวัดนครหลวงยังมีอาคารที่น่าสนใจหลังอื่นอีกด้วยครับ มาเริ่มกันที่ศาลาพระจันทร์ลอย ในอดีตเคยมีอาคารบางหลังอยู่ในบริเวณนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาคารก็ชำรุดทรุดโทรมลง ชาวบ้านจึงได้นำอิฐจากอาคารหลังเดิมไปสร้างวัดจนไม่เหลือสภาพใดๆ จนกระทั่งพระปลัดปลื้มสร้างศาลาพระจันทร์ลอยแห่งนี้ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 หลัง พ.ศ. 2421 ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการบูรณะมณฑปรอยพระพุทธบาทบนปราสาทนครหลวง 

ศาลาหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานศิลาพระจันทร์ลอย เป็นแผ่นหินทรงกลมขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นธรรมจักรแต่ไม่มีซี่ มีการแกะสลักเป็นพระพุทธรูป เจดีย์ และรูปสัตว์เอาไว้บนแผ่นหินนี้ด้วย

สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์
สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์

ที่สำคัญ ศิลาพระจันทร์ลอยนี้เดิมไม่ได้อยู่ที่วัดนี้ แต่นำมาจากวัดอื่น แถมโบราณวัตถุชิ้นนี้ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากทีเดียวเลยครับ

ศิลาพระจันทร์ลอยนี้เล่ากันว่าลอยน้ำมาตามแม่น้ำป่าสัก (ลอยน้ำอีกแล้ว ตามสไตล์ของวัตถุศักดิ์สิทธิ์หลายชิ้นที่มักมีประวัติลอยน้ำมา) และจุดที่พบศิลานี้เป็นจุดแรกก็คือบ้านศิลาลอย อำเภอท่าเรือ แต่ชาวบ้านไม่สามารถนำหินนี้ขึ้นมา จนลอยต่อไปยังวัดเทพจันทร์ และวัดแห่งนี้แหละครับที่นำศิลาพระจันทร์ลอยขึ้นมาสำเร็จ แต่ไม่ได้สำเร็จทันทีนะครับ ตอนแรกเกือบไม่ได้เหมือนกัน จนสมภารวัดเทพจันทร์ผู้มีวิชาอาคมต้องนำสายสิญจน์ 3 เส้นไปคล้องจึงนำขึ้นมาได้ และประดิษฐานยังวัดแห่งนี้

แล้วศิลาพระจันทร์ลอยมาอยู่ที่วัดนครหลวงได้ยังไง มาฟังกันต่อนะครับ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงมหาดไทยได้อัญเชิญศาลาพระจันทร์ลอยนี้ไปเก็บไว้ที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร โดยอัญเชิญขึ้นที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาท่าเรือนี้ถูกเรียกว่า ‘ท่าพระจันทร์’ มาจนถึงปัจจุบันเลยครับ ซึ่งก็แน่นอนครับว่าท่าพระจันทร์นี้ ก็คือท่าพระจันทร์ตรงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั่นเอง

แต่ศิลานี้อยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ไม่นานก็มาเหตุให้ต้องกลับไปยังอำเภอนครหลวงอีกครั้ง เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงพระสุบินว่า ให้นำพระจันทร์ลอยกลับไปไว้ยังที่เดิม จึงอัญเชิญศิลาพระจันทร์ลอยนี้กลับไปยังอำเภอนครหลวง แต่แทนที่จะกลับไปยังวัดพระจันทร์ลอยดังเดิม ศิลานี้กลับนำมาประดิษฐานยังวัดนครหลวงแทน และอยู่มานับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากศาลาหลังนี้ประดิษฐานศิลาพระจันทร์ลอย หน้าบันของศาลาหลังนี้จึงเป็นรูปพระจันทร์ในม่านเมฆ แล้วข้างในก็ไม่ได้มีแค่ศิลาพระจันทร์ลอยนะครับ ยังมีพระพุทธรูปหินทรายแดงอีกหลายองค์ประดิษฐานอยู่ในนี้ด้วยครับ

แน่นอนว่าเมื่อมีวัดก็ต้องมีโบสถ์หรืออุโบสถด้วยครับ อุโบสถของวัดนครหลวงเป็นจุดที่ค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยมีคนไปชมเท่าไหร่ แต่ก็สวยอย่างเรียบง่ายทีเดียวครับ ตัวอาคารน่าจะสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม ทั้งใบเสมาหินทรายแดงที่อยู่รอบอาคารและพระประธานข้างใน ต่างก็เป็นศิลปะอยุธยาด้วยกันทั้งคู่ 

อ้าว แต่ผมบอกว่าตอนแรกเลยที่นี่ไม่ใช่วัด และอุโบสถหลังนี้มาได้ยังไง ก็คงมาตอนที่มีการปรับเปลี่ยนที่นี่จนกลายเป็นวัดนั่นละครับ โดยอาจอัญเชิญทั้งพระประธาน ทั้งใบเสมามาจากวัดร้างในบริเวณใกล้เคียงก็ได้ เพราะถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่า ใบเสมารอบอุโบสถนี้มีอยู่ประมาณ 2 รูปทรงซึ่งต่างกันอย่างมาก ผิดวิสัยใบเสมาที่ในวัดเดียวกันมักจะมีรูปแบบเดียวกัน ดังนั้น จึงอาจเป็นเครื่องยืนยันว่าทั้งพระประธานและใบเสมา 2 รูปทรง น่าจะอัญเชิญมาจากที่อื่นจริงๆ

สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์
สืบประวัติปราสาทนครหลวง ปราสาทหินที่ถอดโมเดลจากขอม แปลงเป็นวัดในสมัย ร.4 และกลายเป็นที่ตั้ง ‘พระจันทร์’ จากท่าพระจันทร์

เห็นไหมครับว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความทรงจำบางอย่างก็ค่อยๆ เลือนหายไปด้วยกันเช่นกัน จากปราสาทราชวังกลายสภาพเป็นวัด ซึ่งหากมองในมุมหนึ่ง ก็น่าเสียดายที่เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นปราสาทนครหลวงในสภาพสมบูรณ์ เมื่อครั้งยังเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์อีกแล้ว

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กลายเป็นเรื่องดีที่การเปลี่ยนสภาพในครั้งนั้น ทำให้ปราสาทนครหลวงคงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ในสภาพที่ยังปรากฏร่องรอยความยิ่งใหญ่ในอดีตเอาไว้ได้พอสมควร ไม่เสื่อมหายพังทลายไปเช่นโบราณสถานหลายแห่งที่สิ้นสภาพ จนไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้ให้คนรุ่นหลังได้จดจำ

เกร็ดแถมท้าย

  1. นอกจากวัดนครหลวงแล้ว ใกล้ๆ กันยังมี ‘วัดใหม่ประชุมพล’ อีกหนึ่งวัดเก่าแก่ของอำเภอนครหลวงซึ่งมีทั้งโบสถ์เก่า ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนปลาย และจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลายที่ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างดี รวมไปถึงเจดีย์องค์ใหญ่ที่มีจิตรกรรมอยู่ข้างในด้วยครับ
  2. ส่วนใครที่สนใจเรื่องราวของวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งวัดนครหลวงตั้งอยู่ในระหว่างเส้นทางจากพระนครศรีอยุธยาไปไหว้พระพุทธบาทนั้น ผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว อ่านเพิ่มเติมได้นะครับ
  3. ถ้าใครสนใจเรื่องราวของปราสาทนครหลวงแบบลึกซึ้ง ขอแนะนำบทความใน วารสารหน้าจั่ว ชื่อ ปราสาทนครหลวง อยุธยา ของ อ.เกรียงไกร เกิดศิริ และคณะได้เลยครับ เขียนวิเคราะห์ได้น่าสนใจและลึกซึ้งมากเลยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load