เนื่องจากวันที่ 15 กันยายนเป็นวันศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย วันนี้เลยจะพาไปชมหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของ อ.ศิลป์ พีระศรี ครับ

 หลายคนพอพูดถึงผลงานของ อ.ศิลป์ ก็จะนึกถึงบรรดาอนุสาวรีย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช พระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จริงๆ แล้วในบรรดาผลงานทั้งหมดของ อ.ศิลป์ มีพระพุทธรูปอยู่ด้วยหนึ่งองค์ ซึ่งเป็นองค์ใหญ่มากๆ ซะด้วย นั่นก็คือพระประธานของ ‘พุทธมณฑล’ จังหวัดนครปฐมนั่นเอง วันนี้เลยจะชวนไปเดินเล่นออกกำลังกาย พร้อมกับชมงานศิลปกรรมที่งดงามที่พุทธมณฑลกันสักหน่อยครับ

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

จริงๆ แล้วโปรเจกต์การสร้างพุทธมณฑลครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างที่นครปฐมนะครับ แต่เป็นที่จังหวัดสระบุรี โดยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2487 แต่สุดท้ายไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลหลังยุคจอมพลได้ยกเลิกโปรเจกต์นี้ไป จนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบใน พ.ศ. 2495 จึงได้ปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดความคิดที่จะสร้างปูชนียสถานเพื่อเป็นพุทธบูชาและพุทธานุสรณียสถาน เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบ 2500 ปี ว่าง่ายๆ ก็คือสร้างขึ้นเพื่อฉลองวาระกึ่งพุทธกาลใน พ.ศ. 2500 นั่นเอง ในโอกาสนี้รัฐบาลยังได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์สร้างพุทธมณฑล ณ บริเวณที่ก่อสร้างพระประธานของพุทธมณฑล ซึ่งการก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2500 มีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การก่อสร้างชะลอตัวลงเพราะปัญหาด้านงบประมาณ

ต่อมาใน พ.ศ. 2521 รัฐบาลของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้รื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง และกลายเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยโอนภาระงานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ มีกรมศาสนาเป็นเจ้าของงบประมาณ ซึ่งมาจากทั้งรัฐและเงินบริจาคของประชาชน อีกทั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังได้รับงานก่อสร้างพุทธมณฑลไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้การก่อสร้างคืบหน้าไปมาก 

การก่อสร้างมาเสร็จสมบูรณ์ในรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลังจากที่พระประธานของพุทธมณฑลสร้างเสร็จ โดยรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศขณะนั้น) เสด็จประกอบพิธีสมโภชในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ใช้เวลาในการสร้างทั้งสิ้น 25 ปีด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ยาวนานมากๆ เลย

แน่นอนว่า ถ้าผมพูดถึงพุทธมณฑล สิ่งแรกที่ทุกคนจะนึกถึง ก็คือพระประธานองค์ใหญ่ที่มีชื่อสุดยาวว่า ‘พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์’ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูงถึง 15.875 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปปางลีลาหล่อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์เลยครับ 

และด้วยขนาดใหญ่นี้ ปริมาณสำริดที่ใช้จึงมากถึง 17,543 กิโลกรัม และต้องหล่อแยกชิ้นส่วนถึง 137 ชิ้นก่อนนำมาประกอบกับโครงเหล็ก และปรับแต่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน เกิดเป็นพระพุทธรูปลีลาที่มีรัศมีเป็นเปลวสูง ครองจีวรแบบมีสังฆาฏิพาด ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้น ขณะที่พระหัตถ์ขวาห้อยลง พระบาทขวากำลังอยู่ในเยื้องย่างโดยอยู่บนฐานบัว ซึ่งมีชื่อของพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ฐานล่างสุด

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ พีระศรี ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะสุโขทัย ภายในระเบียงคดของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่ออกแบบให้สมจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นริ้วจีวรที่มีสังฆาฏิพาดทับจีวร และมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ซึ่งการทำกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะไทย และพบที่พระพุทธรูปองค์นี้เพียงองค์เดียวอีกด้วย 

ก่อนจะสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ ได้สร้างองค์ต้นแบบที่มีความสูง 2.14 เมตรขึ้น ก่อนจะขยายเป็น 15.875 เมตร ซึ่งเท่ากับ 2,500 กระเบียด (1 กระเบียด = ¼ นิ้ว) ตรงกับงานฉลองกึ่งกลางพุทธกาล 2500 ปีพอดิบพอดี ทำให้พระพุทธรูปองค์นี้ใหญ่กว่าต้นแบบถึง 7.5 เท่า 

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

แต่พระประธานพุทธมณฑลไม่ใช่ทั้งหมดของที่นี่นะครับ ภายในพุทธมณฑลยังมีจุดควรชมอีกหลายจุด แถมแต่ละจุดยังอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑลนี้ด้วยครับ ไม่ว่าจะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน และวิหารพุทธมณฑล

สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตั้งอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑล โดยทิศที่สังเวชนียสถานแต่ละแห่งตั้งอยู่นั้นอ้างอิงจากในพุทธประวัติ มีพระประธานของพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสังเวชนียสถานนั้น หากแปลตรงตัวจะมีความหมายว่า ‘สถานที่ควรสังเวช’ เป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้แสวงบุญเกิดความสังเวชในความอนิจจัง ไม่มีอะไรยั่งยืนแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ตาม 

สังเวชนียสถานทั้ง 4 ประกอบไปด้วยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้านี้ ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับทัวร์แสวงบุญประเทศอินเดียที่คนไทยนิยมเดินทางไปกัน และที่พุทธมณฑลแห่งนี้ก็ได้จำลองสถานที่ทั้ง 4 มาได้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากไปไกลถึงอินเดีย มาชมที่พุทธมณฑลนี้ก่อนได้เลยครับ

ความน่าสนใจและเป็นจุดร่วมของสังเวชนียสถานทั้ง 4 ก็คือ ไม่มีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเอาไว้เลยแม้แต่องค์เดียว แต่มีการเลือกใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อแทนเหตุการณ์ทั้ง 4 แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศิลป์ในระยะแรกเคยทำมาก่อนแล้ว เพราะในยุคที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ การจะบอกเล่าพุทธประวัติลงไปบนภาพสลักจะใช้วิธีการนี้เช่นกัน แต่ที่พุทธมณฑลมีการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างน่าสนใจมากทีเดียว

เริ่มจากสถานประสูติ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเหนือเฉียงเหนือก่อนนะครับ ที่นี่แสดงเหตุการณ์ตอนประสูติโดยหยิบเอาฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเดิน 7 ก้าว เทียบได้กับองค์ประกอบของการตรัสรู้ เรียกว่า โพชฌงค์ 7 ดังนั้น ณ ตำบลประสูติแห่งนี้จึงมีดอกบัวอยู่ทั้งสิ้น 7 ดอกด้วยกัน มี 1 ดอกอยู่ตรงกลางและอีก 6 ดอกล้อมรอบ บนดอกบัวแต่ละดอกจะมีรูปรอยพระพุทธบาทเอาไว้ดอกละ 1 รอย แต่ละรอยจะมีชื่อแคว้นทั้ง 7 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรม ประกอบด้วย กาสี โกศล มคธ อังคะ วัชชี มัลละ สักกะ กุรุ และวังสะ โดยที่ขอบของรอยพระพุทธบาทแต่ละรอยจะจารึกด้วยอาสภิวาจาของพระพุทธเจ้าที่ทรงเปล่งในวันนั้นว่า

“อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐ เสฏโฐหะมัสมิอะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว”

แปลว่า ในโลกนี้เราเป็นหนึ่ง เราเป็นยอด เราเป็นเลิศประเสริฐที่สุด การเกิดครั้งนี้ของเรา เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปอีกไม่มีสำหรับเรา

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ถัดมาคือสถานที่ตรัสรู้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าเหตุการณ์สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และที่ตำบลตรัสรู้นี้ก็แสดงฉากนี้ครับ โดยแสดงเป็นพุทธบัลลังก์ดอกบัวทรงสามเหลี่ยมปลายมนว่างเปล่า อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2536 ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ตำบลตรัสรู้ ที่นี่มีจารึกพระคาถาเอาไว้ที่พุทธบัลลังก์ เป็นข้อความอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ต่อมาคือสถานปฐมเทศนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใต้ และก็เช่นเดียวกับที่สถานตรัสรู้ ฉากสำคัญของเหตุการณ์ย่อมเป็นฉากที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และตำบลปฐมเทศนาได้แสดงฉากนี้เอาไว้ด้วยธรรมจักรขนาดใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมจักรในศิลปะทวารวดี ตั้งอยู่บนฐาน ด้านหน้ามีแท่นอยู่ 5 แท่น แทนปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยแต่ละแท่นจะมีรูปดอกบัวอยู่ 1 ดอกแต่ไม่มีชื่อปัญจวัคคีย์แต่ละรูปกำกับเอาไว้ 

และปิดท้ายที่สถานปรินิพพาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่แสดงฉากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ ทำเป็นแท่นพุทธบัลลังก์อยู่ระหว่างต้นสาละ 2 ต้น โดยมีแท่นเล็กๆ ของพระอานนท์อยู่ข้างหนึ่ง 

ซึ่งต้นสาละทั้ง 2 ต้นเป็นคนละสายพันธุ์กันนะครับ ต้นสาละต้นที่ใหญ่กว่าเป็นต้นสาละลังกา เป็นต้นสาละที่พบได้ทั่วไปตามวัดในเมืองไทย มีเอกลักษณ์คือดอกสีชมพูและมีผลเป็นลูกกลมคล้ายปืนใหญ่ ส่วนอีกต้นซึ่งเล็กกว่านั้นเป็นต้นสาละอินเดียที่หาชมได้ยาก มีดอกเป็นช่อสีขาวหรือเหลืองอ่อน (แต่ที่พุทธมณฑลนี้ปักป้ายสลับกันนะครับ ใครไปอ่านป้าย อย่าเผลอเชื่อตามป้ายนะครับ) 

ส่วนแท่นพุทธบัลลังก์เป็นฐานบัวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนแกะสลักเป็นรูปดอกบัวเรียงกัน 3 ดอก ส่วนที่ผ้าทิพย์แกะสลักเป็นลายใบไม้ร่วง พร้อมจารึกข้อธรรมว่า

โย โว อานนฺท มยาธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา หันททานิ ภิกขะเว อามันตะยามิโว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ

แปลว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไป 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงล้วนมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด อันเป็นปัจฌิมโอวาทของพระพุทธองค์

ที่นี่เราลองมาดูอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง เริ่มกันด้วยพระวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยวัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้บริจาคเงินในการจัดสร้างทั้งหมด เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสที่เจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ และใช้เวลา 9 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2541 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200 ล้านบาท

ตรงกลางมีพระเจดีย์มหารัชมังคลาจารย์ เป็นเจดีย์ 9 ยอดตั้งอยู่กลางอาคารทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม บนหลังคามีเจดีย์ทรงระฆังอยู่ 9 องค์ องค์ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก ภายในเจดีย์แต่ละองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระสิวลี รวมถึงพระผงวัดปากน้ำเอาไว้ด้วย ภายในประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ตั้งอยู่ตรงกลาง โดยที่บนหลังคาทรงโดมโค้งนั้น มีการเขียนจิตรกรรมรูปหลวงพ่อสดล้อมรอบด้วยเทพชุมนุม

โดยรอบมีระเบียงคด ซึ่งสำหรับที่นี่เรียกว่าเป็นพระวิหาร เก็บรักษาพระไตรปิฎกหินอ่อนจารึกพระไตรปิฎกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวนมากถึง 1,418 แผ่น จารึกเป็นภาษาบาลี 

การสร้างแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนแบบนี้ ชวนให้นึกถึงแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนทั้ง 729 แผ่น ที่วัดกุโสดอหรือวัดโลกมารชิน เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาเลยครับ แต่ของที่วัดกุโสดอจะประดิษฐานแผ่นจารึกเหล่านี้เอาไว้ในเจดีย์ที่อยู่ล้อมรอบเจดีย์ประธานของวัดแทน ไม่รู้ว่าของพุทธมณฑลเราได้แรงบันดาลใจจากที่นี่รึเปล่า แต่ที่แตกต่างกันแน่ๆ คือ ที่พุทธมณฑลมีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ด้วย โดยเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และการสังคายนาพระไตรปิฎกทุกครั้ง 

ส่วนวิหารพุทธมณฑลนั้นตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุด เห็นได้จากถนนเลยครับ ถ้ามองดีๆ เราจะเห็นว่า อาคารหลังนี้ได้แรงบันดาลใจจากพระอุโบสถของวัดราชาธิวาส แต่ดัดแปลงให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น หน้าบันด้านหน้ามีทั้งรูปพระพุทธเจ้าและธรรมจักร ภายในซุ้มแต่ละซุ้มจะประดิษฐานพระประธาน 

หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับวิหารหลังนี้ ก็คือจารึกที่อยู่ด้านหน้าวิหารพุทธมณฑล บอกเล่าถึงประวัติของอาคารหลังนี้ ทั้งปีที่เริ่มสร้าง งบประมาณในการสร้าง ผู้ออกแบบ คือ นายจิตร บัวบุศย์ ประวัติการปรับปรุงแก้ไขและพระประธานภายในวิหารหลังนี้ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ที่ได้แรงบันดาลใจจากพระประธานของพุทธมณฑลด้วยครับ

งานศิลปกรรมภายในพุทธมณฑลแห่งนี้ ทำให้ที่นี่นอกจากเป็นสถานที่จัดกิจกรรมและประเพณีทางพุทธศาสนา เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สำหรับให้คนไปพักผ่อนออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่นำพาศิลปะโบราณอายุหลายร้อยปีมาพบกับศิลปะสมัยใหม่ แล้วผสมผสานกันจนกลมกล่อม เกิดเป็นงานศิลปกรรมชิ้นใหม่ ที่ยังเหลือกลิ่นอายความงามตามอุดมคติแบบโบราณ แต่ก็มีความทันสมัยด้วยในตัว ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญที่จะช่วยพาศิลปะไทยให้ไปข้างหน้าได้โดยไม่ย่ำอยู่กับที่ สถานที่แห่งนี้จึงมีความน่าสนใจ เหมาะกับทั้งคนที่จะไปเพื่อออกกำลังกายและชื่นชมงานศิลปะ หรือจะแค่ไปชื่นชมงานศิลปะเฉยๆ ก็ยังได้ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ถ้าใครสนใจเดินทางไปชมพุทธมณฑล ผมแนะนำให้ใช้รถส่วนตัว จะจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ก็ได้ เพราะจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งค่อนข้างไกลกันพอสมควร ถ้าไม่คิดจะไปออกกำลังกายไปชมไป มีรถส่วนตัวไว้จะเป็นการดีกว่าครับ
  2. ถ้าใครสนใจเรื่องราวของพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ที่กลายเป็นต้นแบบของวิหารพุทธมณฑล ผมเคยเขียนเรื่องราวของวัดนี้ไว้แล้วที่นี่
  3. นอกจาก พุทธมณฑล ที่จังหวัดนครปฐมแล้ว ในประเทศไทยยังมีพุทธมณฑลอยู่ในจังหวัดอื่นด้วยนะครับ ซึ่งพุทธมณฑลแต่ละที่จะมีจุดร่วมกัน คือมีพระพุทธรูปไม่ก็เจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง เช่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดขอนแก่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดมหาสารคาม พุทธมณฑลจังหวัดชลบุรี พุทธมณฑล จังหวัดนราธิวาส และพุทธมณฑล จังหวัดเชียงใหม่
  4. สำหรับคนที่ชอบผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรืออยากชมผลงานต้นแบบทั้งพระประธานที่พุทธมณฑลและประติมากรรมอื่นๆ ขอเชิญที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรีและหอประติมากรรมต้นแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ แค่ 2 ที่นี้ก็บอกเล่าเรื่องราวและผลงานของ อ.ศิลป์ ได้เป็นอย่างดีแล้วครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load