เนื่องจากวันที่ 15 กันยายนเป็นวันศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย วันนี้เลยจะพาไปชมหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของ อ.ศิลป์ พีระศรี ครับ

 หลายคนพอพูดถึงผลงานของ อ.ศิลป์ ก็จะนึกถึงบรรดาอนุสาวรีย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช พระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จริงๆ แล้วในบรรดาผลงานทั้งหมดของ อ.ศิลป์ มีพระพุทธรูปอยู่ด้วยหนึ่งองค์ ซึ่งเป็นองค์ใหญ่มากๆ ซะด้วย นั่นก็คือพระประธานของ ‘พุทธมณฑล’ จังหวัดนครปฐมนั่นเอง วันนี้เลยจะชวนไปเดินเล่นออกกำลังกาย พร้อมกับชมงานศิลปกรรมที่งดงามที่พุทธมณฑลกันสักหน่อยครับ

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

จริงๆ แล้วโปรเจกต์การสร้างพุทธมณฑลครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างที่นครปฐมนะครับ แต่เป็นที่จังหวัดสระบุรี โดยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2487 แต่สุดท้ายไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลหลังยุคจอมพลได้ยกเลิกโปรเจกต์นี้ไป จนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบใน พ.ศ. 2495 จึงได้ปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดความคิดที่จะสร้างปูชนียสถานเพื่อเป็นพุทธบูชาและพุทธานุสรณียสถาน เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบ 2500 ปี ว่าง่ายๆ ก็คือสร้างขึ้นเพื่อฉลองวาระกึ่งพุทธกาลใน พ.ศ. 2500 นั่นเอง ในโอกาสนี้รัฐบาลยังได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์สร้างพุทธมณฑล ณ บริเวณที่ก่อสร้างพระประธานของพุทธมณฑล ซึ่งการก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2500 มีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การก่อสร้างชะลอตัวลงเพราะปัญหาด้านงบประมาณ

ต่อมาใน พ.ศ. 2521 รัฐบาลของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้รื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง และกลายเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยโอนภาระงานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ มีกรมศาสนาเป็นเจ้าของงบประมาณ ซึ่งมาจากทั้งรัฐและเงินบริจาคของประชาชน อีกทั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังได้รับงานก่อสร้างพุทธมณฑลไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้การก่อสร้างคืบหน้าไปมาก 

การก่อสร้างมาเสร็จสมบูรณ์ในรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลังจากที่พระประธานของพุทธมณฑลสร้างเสร็จ โดยรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศขณะนั้น) เสด็จประกอบพิธีสมโภชในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ใช้เวลาในการสร้างทั้งสิ้น 25 ปีด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ยาวนานมากๆ เลย

แน่นอนว่า ถ้าผมพูดถึงพุทธมณฑล สิ่งแรกที่ทุกคนจะนึกถึง ก็คือพระประธานองค์ใหญ่ที่มีชื่อสุดยาวว่า ‘พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์’ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูงถึง 15.875 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปปางลีลาหล่อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์เลยครับ 

และด้วยขนาดใหญ่นี้ ปริมาณสำริดที่ใช้จึงมากถึง 17,543 กิโลกรัม และต้องหล่อแยกชิ้นส่วนถึง 137 ชิ้นก่อนนำมาประกอบกับโครงเหล็ก และปรับแต่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน เกิดเป็นพระพุทธรูปลีลาที่มีรัศมีเป็นเปลวสูง ครองจีวรแบบมีสังฆาฏิพาด ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้น ขณะที่พระหัตถ์ขวาห้อยลง พระบาทขวากำลังอยู่ในเยื้องย่างโดยอยู่บนฐานบัว ซึ่งมีชื่อของพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ฐานล่างสุด

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ พีระศรี ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะสุโขทัย ภายในระเบียงคดของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่ออกแบบให้สมจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นริ้วจีวรที่มีสังฆาฏิพาดทับจีวร และมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ซึ่งการทำกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะไทย และพบที่พระพุทธรูปองค์นี้เพียงองค์เดียวอีกด้วย 

ก่อนจะสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ ได้สร้างองค์ต้นแบบที่มีความสูง 2.14 เมตรขึ้น ก่อนจะขยายเป็น 15.875 เมตร ซึ่งเท่ากับ 2,500 กระเบียด (1 กระเบียด = ¼ นิ้ว) ตรงกับงานฉลองกึ่งกลางพุทธกาล 2500 ปีพอดิบพอดี ทำให้พระพุทธรูปองค์นี้ใหญ่กว่าต้นแบบถึง 7.5 เท่า 

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

แต่พระประธานพุทธมณฑลไม่ใช่ทั้งหมดของที่นี่นะครับ ภายในพุทธมณฑลยังมีจุดควรชมอีกหลายจุด แถมแต่ละจุดยังอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑลนี้ด้วยครับ ไม่ว่าจะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน และวิหารพุทธมณฑล

สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตั้งอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑล โดยทิศที่สังเวชนียสถานแต่ละแห่งตั้งอยู่นั้นอ้างอิงจากในพุทธประวัติ มีพระประธานของพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสังเวชนียสถานนั้น หากแปลตรงตัวจะมีความหมายว่า ‘สถานที่ควรสังเวช’ เป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้แสวงบุญเกิดความสังเวชในความอนิจจัง ไม่มีอะไรยั่งยืนแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ตาม 

สังเวชนียสถานทั้ง 4 ประกอบไปด้วยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้านี้ ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับทัวร์แสวงบุญประเทศอินเดียที่คนไทยนิยมเดินทางไปกัน และที่พุทธมณฑลแห่งนี้ก็ได้จำลองสถานที่ทั้ง 4 มาได้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากไปไกลถึงอินเดีย มาชมที่พุทธมณฑลนี้ก่อนได้เลยครับ

ความน่าสนใจและเป็นจุดร่วมของสังเวชนียสถานทั้ง 4 ก็คือ ไม่มีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเอาไว้เลยแม้แต่องค์เดียว แต่มีการเลือกใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อแทนเหตุการณ์ทั้ง 4 แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศิลป์ในระยะแรกเคยทำมาก่อนแล้ว เพราะในยุคที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ การจะบอกเล่าพุทธประวัติลงไปบนภาพสลักจะใช้วิธีการนี้เช่นกัน แต่ที่พุทธมณฑลมีการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างน่าสนใจมากทีเดียว

เริ่มจากสถานประสูติ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเหนือเฉียงเหนือก่อนนะครับ ที่นี่แสดงเหตุการณ์ตอนประสูติโดยหยิบเอาฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเดิน 7 ก้าว เทียบได้กับองค์ประกอบของการตรัสรู้ เรียกว่า โพชฌงค์ 7 ดังนั้น ณ ตำบลประสูติแห่งนี้จึงมีดอกบัวอยู่ทั้งสิ้น 7 ดอกด้วยกัน มี 1 ดอกอยู่ตรงกลางและอีก 6 ดอกล้อมรอบ บนดอกบัวแต่ละดอกจะมีรูปรอยพระพุทธบาทเอาไว้ดอกละ 1 รอย แต่ละรอยจะมีชื่อแคว้นทั้ง 7 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรม ประกอบด้วย กาสี โกศล มคธ อังคะ วัชชี มัลละ สักกะ กุรุ และวังสะ โดยที่ขอบของรอยพระพุทธบาทแต่ละรอยจะจารึกด้วยอาสภิวาจาของพระพุทธเจ้าที่ทรงเปล่งในวันนั้นว่า

“อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐ เสฏโฐหะมัสมิอะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว”

แปลว่า ในโลกนี้เราเป็นหนึ่ง เราเป็นยอด เราเป็นเลิศประเสริฐที่สุด การเกิดครั้งนี้ของเรา เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปอีกไม่มีสำหรับเรา

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ถัดมาคือสถานที่ตรัสรู้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าเหตุการณ์สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และที่ตำบลตรัสรู้นี้ก็แสดงฉากนี้ครับ โดยแสดงเป็นพุทธบัลลังก์ดอกบัวทรงสามเหลี่ยมปลายมนว่างเปล่า อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2536 ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ตำบลตรัสรู้ ที่นี่มีจารึกพระคาถาเอาไว้ที่พุทธบัลลังก์ เป็นข้อความอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ต่อมาคือสถานปฐมเทศนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใต้ และก็เช่นเดียวกับที่สถานตรัสรู้ ฉากสำคัญของเหตุการณ์ย่อมเป็นฉากที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และตำบลปฐมเทศนาได้แสดงฉากนี้เอาไว้ด้วยธรรมจักรขนาดใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมจักรในศิลปะทวารวดี ตั้งอยู่บนฐาน ด้านหน้ามีแท่นอยู่ 5 แท่น แทนปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยแต่ละแท่นจะมีรูปดอกบัวอยู่ 1 ดอกแต่ไม่มีชื่อปัญจวัคคีย์แต่ละรูปกำกับเอาไว้ 

และปิดท้ายที่สถานปรินิพพาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่แสดงฉากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ ทำเป็นแท่นพุทธบัลลังก์อยู่ระหว่างต้นสาละ 2 ต้น โดยมีแท่นเล็กๆ ของพระอานนท์อยู่ข้างหนึ่ง 

ซึ่งต้นสาละทั้ง 2 ต้นเป็นคนละสายพันธุ์กันนะครับ ต้นสาละต้นที่ใหญ่กว่าเป็นต้นสาละลังกา เป็นต้นสาละที่พบได้ทั่วไปตามวัดในเมืองไทย มีเอกลักษณ์คือดอกสีชมพูและมีผลเป็นลูกกลมคล้ายปืนใหญ่ ส่วนอีกต้นซึ่งเล็กกว่านั้นเป็นต้นสาละอินเดียที่หาชมได้ยาก มีดอกเป็นช่อสีขาวหรือเหลืองอ่อน (แต่ที่พุทธมณฑลนี้ปักป้ายสลับกันนะครับ ใครไปอ่านป้าย อย่าเผลอเชื่อตามป้ายนะครับ) 

ส่วนแท่นพุทธบัลลังก์เป็นฐานบัวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนแกะสลักเป็นรูปดอกบัวเรียงกัน 3 ดอก ส่วนที่ผ้าทิพย์แกะสลักเป็นลายใบไม้ร่วง พร้อมจารึกข้อธรรมว่า

โย โว อานนฺท มยาธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา หันททานิ ภิกขะเว อามันตะยามิโว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ

แปลว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไป 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงล้วนมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด อันเป็นปัจฌิมโอวาทของพระพุทธองค์

ที่นี่เราลองมาดูอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง เริ่มกันด้วยพระวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยวัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้บริจาคเงินในการจัดสร้างทั้งหมด เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสที่เจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ และใช้เวลา 9 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2541 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200 ล้านบาท

ตรงกลางมีพระเจดีย์มหารัชมังคลาจารย์ เป็นเจดีย์ 9 ยอดตั้งอยู่กลางอาคารทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม บนหลังคามีเจดีย์ทรงระฆังอยู่ 9 องค์ องค์ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก ภายในเจดีย์แต่ละองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระสิวลี รวมถึงพระผงวัดปากน้ำเอาไว้ด้วย ภายในประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ตั้งอยู่ตรงกลาง โดยที่บนหลังคาทรงโดมโค้งนั้น มีการเขียนจิตรกรรมรูปหลวงพ่อสดล้อมรอบด้วยเทพชุมนุม

โดยรอบมีระเบียงคด ซึ่งสำหรับที่นี่เรียกว่าเป็นพระวิหาร เก็บรักษาพระไตรปิฎกหินอ่อนจารึกพระไตรปิฎกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวนมากถึง 1,418 แผ่น จารึกเป็นภาษาบาลี 

การสร้างแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนแบบนี้ ชวนให้นึกถึงแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนทั้ง 729 แผ่น ที่วัดกุโสดอหรือวัดโลกมารชิน เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาเลยครับ แต่ของที่วัดกุโสดอจะประดิษฐานแผ่นจารึกเหล่านี้เอาไว้ในเจดีย์ที่อยู่ล้อมรอบเจดีย์ประธานของวัดแทน ไม่รู้ว่าของพุทธมณฑลเราได้แรงบันดาลใจจากที่นี่รึเปล่า แต่ที่แตกต่างกันแน่ๆ คือ ที่พุทธมณฑลมีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ด้วย โดยเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และการสังคายนาพระไตรปิฎกทุกครั้ง 

ส่วนวิหารพุทธมณฑลนั้นตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุด เห็นได้จากถนนเลยครับ ถ้ามองดีๆ เราจะเห็นว่า อาคารหลังนี้ได้แรงบันดาลใจจากพระอุโบสถของวัดราชาธิวาส แต่ดัดแปลงให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น หน้าบันด้านหน้ามีทั้งรูปพระพุทธเจ้าและธรรมจักร ภายในซุ้มแต่ละซุ้มจะประดิษฐานพระประธาน 

หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับวิหารหลังนี้ ก็คือจารึกที่อยู่ด้านหน้าวิหารพุทธมณฑล บอกเล่าถึงประวัติของอาคารหลังนี้ ทั้งปีที่เริ่มสร้าง งบประมาณในการสร้าง ผู้ออกแบบ คือ นายจิตร บัวบุศย์ ประวัติการปรับปรุงแก้ไขและพระประธานภายในวิหารหลังนี้ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ที่ได้แรงบันดาลใจจากพระประธานของพุทธมณฑลด้วยครับ

งานศิลปกรรมภายในพุทธมณฑลแห่งนี้ ทำให้ที่นี่นอกจากเป็นสถานที่จัดกิจกรรมและประเพณีทางพุทธศาสนา เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สำหรับให้คนไปพักผ่อนออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่นำพาศิลปะโบราณอายุหลายร้อยปีมาพบกับศิลปะสมัยใหม่ แล้วผสมผสานกันจนกลมกล่อม เกิดเป็นงานศิลปกรรมชิ้นใหม่ ที่ยังเหลือกลิ่นอายความงามตามอุดมคติแบบโบราณ แต่ก็มีความทันสมัยด้วยในตัว ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญที่จะช่วยพาศิลปะไทยให้ไปข้างหน้าได้โดยไม่ย่ำอยู่กับที่ สถานที่แห่งนี้จึงมีความน่าสนใจ เหมาะกับทั้งคนที่จะไปเพื่อออกกำลังกายและชื่นชมงานศิลปะ หรือจะแค่ไปชื่นชมงานศิลปะเฉยๆ ก็ยังได้ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ถ้าใครสนใจเดินทางไปชมพุทธมณฑล ผมแนะนำให้ใช้รถส่วนตัว จะจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ก็ได้ เพราะจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งค่อนข้างไกลกันพอสมควร ถ้าไม่คิดจะไปออกกำลังกายไปชมไป มีรถส่วนตัวไว้จะเป็นการดีกว่าครับ
  2. ถ้าใครสนใจเรื่องราวของพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ที่กลายเป็นต้นแบบของวิหารพุทธมณฑล ผมเคยเขียนเรื่องราวของวัดนี้ไว้แล้วที่นี่
  3. นอกจาก พุทธมณฑล ที่จังหวัดนครปฐมแล้ว ในประเทศไทยยังมีพุทธมณฑลอยู่ในจังหวัดอื่นด้วยนะครับ ซึ่งพุทธมณฑลแต่ละที่จะมีจุดร่วมกัน คือมีพระพุทธรูปไม่ก็เจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง เช่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดขอนแก่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดมหาสารคาม พุทธมณฑลจังหวัดชลบุรี พุทธมณฑล จังหวัดนราธิวาส และพุทธมณฑล จังหวัดเชียงใหม่
  4. สำหรับคนที่ชอบผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรืออยากชมผลงานต้นแบบทั้งพระประธานที่พุทธมณฑลและประติมากรรมอื่นๆ ขอเชิญที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรีและหอประติมากรรมต้นแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ แค่ 2 ที่นี้ก็บอกเล่าเรื่องราวและผลงานของ อ.ศิลป์ ได้เป็นอย่างดีแล้วครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

มนุษย์เราต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บมาตั้งแต่โบราณเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่โรคเรื้อน โรคห่ามาถึงโรคซาร์ส ล่าสุดก็คือโควิด-19 ที่เราอยู่กับมันมามากกว่า 1 ปีแล้ว และสิ่งที่คู่กับโรคภัยก็คือสถานที่รักษาโรคหรือสถานพยาบาล ซึ่งในวัฒนธรรมขอมโบราณได้สร้างอาคารประเภทหนึ่งขึ้นมา เพื่อเป็นสถานที่รักษาทั้งโรคทางกายและโรคทางใจของประชาชนเรียกว่า ‘อโรคยศาล’

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาล แปลตามตัวอักษรได้ว่า ศาลาไร้โรค หรือก็คือสถานพยาบาลนั่นละครับ สร้างขึ้นตามพระราชดำริของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยบันทึกเอาไว้ในจารึกปราสาทตาพรหมว่า ทรงให้สร้างขึ้นมากถึง 102 แห่งในแต่ละวิษัยหรือเมือง ในจำนวนนั้นอยู่ในประเทศไทยถึง 30 แห่งด้วยกัน กระจายตัวอยู่ใน 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ขอนแก่น มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ 1 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ปราจีนบุรี รวมทั้งสิ้น 9 จังหวัด

อโรคยศาลบางแห่งยังพบจารึกด้วย ซึ่งจารึกนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับอโรคยศาลเอาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งพระราชปณิธานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในการสร้างอโรยคศาลว่า

“โรคทางร่างกายของประชาชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ของราษฎร แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นทุกข์ของเจ้าเมือง”

ไม่เพียงเท่านั้น ในจารึกยังมีการให้รายละเอียดอื่นๆ ของอโรคยศาลด้วย ทั้งรูปเคารพเจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาล ซึ่งแจกแจงทั้งจำนวนและหน้าที่เอาไว้เสร็จสรรพ ทั้งแพทย์ ผู้จดสถิติ ผู้ดูแลทรัพย์ ผู้หาข้าวเปลือก ผู้หาฟืน ผู้ตำข้าว ผู้หุงต้ม ผู้จ่ายยา ผู้โม่ยา โหราจารย์ และผู้ประกอบพิธี โดยจะมีจำนวนบุคลากรตั้งแต่ 50 ไปจนถึง 98 คนต่อหนึ่งสถานพยาบาลเลยครับ และยังให้รายละเอียดของสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคเอาไว้ด้วย เช่น น้ำผึ้ง พริกไทยขาว จันทน์เทศ มหาหิงค์ กระวาน การบูร บุนนาค ขิง เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ก็ยังคงใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณมาจนถึงปัจจุบัน

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาลเมื่อครั้งยังสมบูรณ์จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือสถานพยาบาลสร้างด้วยไม้ ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วยจริงๆ และส่วนที่สองคือเทวาลัยหรือวัดในสถานพยาบาล แต่ก็แน่นอนครับ ด้วยสภาพอากาศแบบร้อนชื้นเช่นประเทศไทยของเรา อาคารไม้ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อกว่า 800 ปีก่อน ย่อมสูญสลายไปตามกาลเวลา คงเหลือเพียงศาสนสถานประจำสถานพยาบาลหรือสุคตาลัยเท่านั้น (สุคตาลัย แปลว่า ที่ประทับของพระสุคต ซึ่งเป็นอีกพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้าครับ) และอาคารนี้แหละครับที่เราเรียกกันว่า ‘อโรคยศาล’

จุดเด่นอย่างหนึ่งของอโรคยศาล (ขออนุญาตเรียกอโรคยศาลแทนสุคตาลัย เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันนะครับ) ซึ่งสร้างขึ้นในศิลปะขอมแบบบายน ก็คือหน้าตาของอโรคยศาลที่เหมือนกันหมด ทั้งแผนผัง ทั้งอาคาร ราวกับว่าสร้างโดยมีพิมพ์เขียวเดียวกันเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นอโรคยศาลที่อยู่ในประเทศกัมพูชา เช่น ปราสาทเลียคเนียง (Prasat Leak Neang) เมืองเสียมเรียบ หรือในประเทศไทย เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ด จังหวัดสุรินทร์ ก็ล้วนแต่หน้าตาเหมือนกัน มีองค์ประกอบเดียวกัน ซึ่งถ้าเราจำได้ เวลาเราไปอโรคยศาลที่เราไม่เคยไป ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเป็นอโรคยศาลครับ

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : โอภาส จริยพฤติ
อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อโรคยศาลจะมีปราสาทประธานองค์เดียว หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบรรณาลัยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาท หันหน้ามายังปราสาทประธาน และมีกำแพงล้อมรอบอาคารทั้งหมดเอาไว้ โดยที่มีซุ้มประตูทางเข้าหรือโคปุระอยู่ทางด้านหน้า บางครั้งจะมีประตูเล็กๆ อยู่ข้างโคปุระเป็นเหมือนทางเข้าออกรองด้วยครับ นอกกำแพงมีสระน้ำอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : www.gotoknow.org/posts/608722
อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม อโรคยศาลในประเทศกัมพูชาและประเทศไทยก็ยังมีความต่างกันอยู่นะครับ แม้ว่าแผนผังจะเหมือนกัน หน้าตาอาคารเหมือนกัน แต่วัสดุที่ใช้สร้างในสองประเทศกลับใช้วัสดุคนละแบบกัน ในกัมพูชา อโรคยศาลสร้างด้วยหินทราย ซึ่งเป็นวัสดุแบบเดียวกับที่ใช้สร้างปราสาทหินแบบอื่นๆ ในศิลปะขอมโบราณแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้งานมีความละเอียดมากกว่า มีรายละเอียดมากกว่า

อโรคยศาล ศาลาคนไร้โรค สถานพยาบาลด้วยสมุนไพรที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างให้ประชาชน
ภาพ : โอภาส จริยพฤติ

แต่อโรคยศาลในไทยมักมีวัสดุหลักเป็นศิลาแลง ยกเว้นแต่ส่วนที่ต้องแกะสลัก เช่น หน้าบันหรือทับหลัง จะใช้หินทรายเพราะแกะสลักง่ายกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะจำเป็นต้องเร่งสร้างให้เสร็จทันกำหนดก็ได้

นอกจากนี้ อโรคยศาลหลายแห่งมักมีชิ้นส่วนหินทรายจากปราสาทหินหลังอื่น ซึ่งอาจจะร้างหรือพังไปแล้วมาใช้ใหม่ด้วย เช่น ปราสาทสระกำแพงน้อย จังหวัดศรีสะเกษ มีการนำเอาทับหลังศิลปะบาปวนจากปราสาทร้างหลังหนึ่งกลับมาใช้ แทนที่จะต้องแกะสลักทับหลังขึ้นใหม่

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

และเพราะเป็นวัดในสถานพยาบาล พระพุทธรูปประจำศาสนสถานนี้จึงต้องเป็นพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา พระพุทธเจ้าแห่งการแพทย์ ซึ่งมาพร้อมกับบริวารทั้งสองคือ พระโพธิสัตว์สุริยไวโรจนจันทโรจิ และพระโพธิสัตว์จันทรไวโรจนโรหิณีษะ ตามความที่ปรากฏในจารึกว่า

“ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระชินะ ผู้เป็นพระราชาแห่งรัศมี คือ พระไภษัชคุรุไวฑูรยะ เพราะพระองค์ จึงเกิดความเกษมและความไม่มีโรคแก่ประชาชน ผู้ฟังอยู่แม้เพียงชื่อ (ของพระองค์)

“พระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิและพระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะ ผู้ขจัดความมืดคือโรคของประชาชนขอจงชนะที่เชิงเขา คือ (พระบาทของ) พระพุทธเจ้า”

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม รูปลักษณะของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น กลับนำรูปแบบของพระวัชรธร พระอาทิพุทธเจ้าผู้สร้างพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ตามความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มาใช้แทนที่รูปของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ ทั่วไป ซึ่งจะแสดงปางสมาธิโดยที่มีหม้อน้ำอยู่ที่พระหัตถ์ที่ประสานกัน แต่รูปเคารพประธานที่พบในอโรคยศาลนั้นจะถือวัชระ (สายฟ้า) ที่พระหัตถ์ขวา และถือกระดิ่งที่พระหัตถ์ซ้าย โดยพระหัตถ์ขวาจะอยู่เหนือพระหัตถ์ซ้าย ยกขึ้นระดับพระอุระ 

แล้วทำไมถึงเชื่อว่ารูปของพระวัชรธรนี้คือพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภากันล่ะ ทั้งที่แทบไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยสักอย่างเดียว 

เพราะว่าประติมากรรมนี้มักจะพบร่วมกับประติมากรรมอีก 2 องค์ ซึ่งองค์หนึ่งจะถือหม้อน้ำที่มีพวย อีกองค์จะถือหม้อน้ำที่ไม่มีพวยเสมอ โดยหม้อนี้น่าจะเป็นหม้อใส่น้ำอมฤต ซึ่งก็หมายความว่า ประติมากรรมถือหม้อน้ำทั้งสอง ย่อมหมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งสองผู้รักษาโรคภัยของประชาชนด้วยโอสถ (น้ำอมฤต) นั่นเอง ดังนั้น แม้จะหยิบยืมลักษณะของพระวัชรธรมา แต่ประติมากรรมนี้ก็คือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาในแบบบายนสไตล์นั่นเองครับ

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย
ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

นอกจากนี้ ภายในบรรณาลัย ซึ่งหากแปลตามตัวอักษรจะแปลว่าห้องสมุด เพราะแต่เดิมสันนิษฐานกันว่าเป็นที่เก็บคัมภีร์ทางศาสนา แต่สำหรับบรรณาลัยของอโรคยศาลนั้น หลายแห่งพบว่าเป็นสถานที่ประดิษฐานประติมากรรมเหมือนกัน โดยจะประดิษฐานพระกาลทรงครุฑและพระยมทรงกระบือ ถ้าถามว่าทำไมถึงมีการบูชาพระยมและพระกาล ซึ่งต่างเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับความตาย นั่นก็น่าจะเป็นเพราะผู้ป่วยย่อมหวาดกลัวความตายเป็นธรรมดา การบูชาเทพเจ้าทั้งสององค์นี้อาจเพื่อให้ชีวิตรอดพ้นจากความตายก็เป็นได้

ศาลาคนไร้โรค หรือสถานพยาบาลแบบขอมโบราณ สถาปัตย์ 102 แห่งที่กษัตริย์ขอมสร้างไว้ในอาณาจักรก่อนล่มสลาย

เชื่อกันว่าการที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างอโรคยศาลทั่วทั้งพระราชอาณาจักร อาจเป็นเพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะบำเพ็ญโพธิสัตว์บารมีช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ หรืออาจต้องการปฏิบัติพระองค์เป็นดั่งธรรมราชาเช่นเดียวกับ พระเจ้าอโศกมหาราช หรืออาจจะเป็นทั้งสองเหตุผลก็ได้ เพราะนอกจากจะทรงสร้างอโรคยศาลแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังทรงสร้าง ‘บ้านมีไฟ’ หรือ วหนิคฤหะ หรือที่นิยมเรียกกันว่า ‘ธรรมศาลา’ จำนวนถึง 121 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโบราณสู่เมืองพระนคร (ยโสธรปุระ) ที่รู้จักกันในชื่อ ‘ราชมรรคา’ ครับ

แม้ภายหลังจากสิ้นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว อโรคยศาลก็ยังคงทำหน้าที่ต่อเนื่องไปอีกสักพักหนึ่ง จนกระทั่งขาดการสนับสนุนจากส่วนกลาง หลังจากพ่ายแพ้ต่อกองทัพของอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1974 การดำเนินการรักษาพยาบาลต่างๆ จึงสิ้นสุดลง คงเหลือเพียงหน้าที่ของศาสนสถานประจำอโรคยศาล ที่บางแห่งยังทำหน้าที่ในฐานะศาสนสถานประจำชุมชนต่อมา กลายเป็นวัดเนื่องในศาสนาพุทธแบบเถรวาท บางแห่งกลายเป็นศาลบรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม อีกหลายแห่งได้พังทลายลง คงเหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น 

ปัจจุบัน อโรคยศาลหลายแห่งก็ยังคงทำหน้าที่เหล่านั้นอยู่เช่นเดิม ในขณะที่อีกหลายแห่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยกรมศิลปากร ทำให้เราได้เห็นรูปร่างที่แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นความทรงจำจากอดีตของสถานพยาบาลและวัดประจำสถานพยาบาลนั้นที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบันครับ

สุดท้ายนี้ จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เราอาจจะต้องอยู่กับโควิด-19 กันอีกนาน ก็ขอให้ผู้อ่านทุกคนรักษาสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างให้ดีนะครับ ขอให้พระไภษัชยคุรุฯ อวยพรให้ทุกท่านปลอดจากโรคภัยใดๆ ครับผม

เกร็ดแถมท้าย

  1. อโรคยศาลในประเทศไทยที่มีกว่า 30 แห่งนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพังทลาย ที่ยังสมบูรณ์และน่าไปชมจริงๆ ยังมีอีกหลายที่นะครับ นอกจากปราสาทตาเมือนโต๊ด จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทสระกำแพงน้อย จังหวัดศรีสะเกษ ที่ผมได้นำภาพมาให้ชมแล้ว ก็จะมีปรางค์กู่ จังหวัดชัยภูมิ หรือกุฏิฤๅษีบ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น
  2. นอกจากอโรคยศาลแล้ว ธรรมศาลาก็เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมในศิลปะบายนที่น่าสนใจและมีพิมพ์เขียวเดียวกันหมดเช่นกัน และหลายครั้งที่ศาสนสถานทั้งสองประเภทมักตั้งอยู่ในระยะไม่ได้ไกลกันนัก เช่น ปราสาทตาเมือนโต๊ดและปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์
  3. จริงๆ แล้วในสมัยหลัง พุทธศาสนายังได้มีการออกแบบพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกปางหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเช่นกัน นั่นก็คือ พระพุทธรูปปางพยาบาลภิกษุอาพาธ ซึ่งผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว ใครสนใจตามไปอ่านกันได้นะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load