“มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ก่อนผ่าตัดใหญ่”

ผู้ร่วมทริป Walk with The Cloud 25 : The Custom House คนหนึ่งเล่าความรู้สึก ก่อนเราทั้งหมดเข้าไปสำรวจโรงภาษีร้อยชักสามเป็นครั้งสุดท้าย ช่างเป็นประโยคที่แทนใจผู้คนที่ร่ำลาอาลัย ‘ศุลกสถาน’ ได้เป็นอย่างดี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ไม่ว่ามาเยี่ยมชมงานแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เทศกาล Bangkok Design Week 2020 หรือมาอำลาสถาปัตยกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยืนหยัดมากว่า 130 ปี เราต่างประทับใจอาคารโบราณแสนสวยเปี่ยมมนต์ขลัง แต่ก็รู้ว่าญาติผู้ใหญ่ของเราสุขภาพร่อแร่เต็มที 

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

เพื่อให้พื้นที่ประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ต่อไป การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น โดยศุลกสถานจะรีโนเวตใหม่เป็นเวลา 6 ปีเต็ม 

ก่อนเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนในอนาคต ลองมาทำความรู้จักคุณย่าทวดคนงามนามโรงภาษีร้อยชักสาม โดยผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาคารโบราณ และ ลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล ผู้เชี่ยวชาญและทำงานอนุรักษ์อาคารโรงภาษีร้อยชักสาม จากบานาน่า สตูดิโอ ผู้เป็นวิทยากรถ่ายทอดเรื่องราวดังนี้

โรงภาษีแห่งเจริญกรุง

ศุลกสถานเป็นหนึ่งในไม่กี่อาคารในย่านเจริญกรุงที่ยังคงสภาพเหมือนร้อยกว่าปีที่แล้ว ในอดีตสถานที่นี้มีทำเลงดงามริมน้ำเจ้าพระยา ทางใต้เป็นสถานทูตฝรั่งเศส ทางเหนือเป็นกงสุลอังกฤษ นับเป็นอาคารสำคัญในย่านบางรัก ย่านเศรษฐกิจปากแม่น้ำที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัย

ก่อนทำความเข้าใจความสำคัญของโรงภาษี ขอเท้าความถึงระบบภาษีไทยแบบคร่าวๆ 

ตั้งแต่สมัยอยุธยา ระบบการเก็บภาษีของสยามเป็นการเก็บ ‘จังกอบ’ และ ‘อากร’ โดยจังกอบมีลักษณะเหมือนภาษีศุลกากร เก็บภาษีปากเรือ ส่วนอากรเป็นภาษีการผลิต เช่น อากรจับปลา อากรพืชสวน

เมื่อมีการค้าขายกับต่างชาติ รัฐตั้งกรมพระคลังสินค้า เพื่อควบคุมไม่ให้ค้าขายกับคนในประเทศโดยตรง พระคลังสินค้ารวมสินค้าไทยมาขายต่อให้กับพ่อค้าต่างชาติ และเก็บส่วนต่างไว้เป็นผลประโยชน์เข้าแผ่นดิน ระบบนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะการซื้อขายทั้งหมดต้องผ่านเข้าส่วนกลาง

เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 การค้ากับต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศจีน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีและการควบคุมระบบการผลิต เพื่อนำเงินมาเข้าพระคลังและเตรียมทำสงครามกับเวียดนาม และเพื่อให้รู้กำลังการผลิต เกิดระบบเจ้าภาษีนายอากร มีนายอากรเป็นผู้ตรวจสอบธุรกิจ และเป็นผู้เก็บภาษีส่งหลวง

ยุคสมัยนี้เองที่ เฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) (ชาวสยามเคยเรียกเขาว่า หันตรีบารนี) นักเดินทางและนักการทูตจากอังกฤษเข้ามาทำสนธิสัญญาเบอร์นี เป็นสัมพันธไมตรีและการค้า โดยสัญญาหลักๆ ระบุว่าการซื้อขายต้องเสียภาษีตามระบบของแต่ละประเทศ เช่น พ่อค้าอังกฤษมาบางกอก ย่อมต้องเสียภาษีตามระบบที่บางกอกจัดเก็บ หากชาวสยามไปค้าขายในดินแดนอื่น ย่อมต้องจ่ายภาษีตามที่ดินแดนนั้นกำหนด

เซอร์ จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) หรือ พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ เข้ามาเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สิ่งที่นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ทำมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ว่าด้วยเรื่องภาษี 100 ส่วน เก็บภาษี 3 ส่วน (ภาษีร้อยชักสาม) หรือชำระเงินเท่ากับราคาของสามส่วนนั้น ในสนธิสัญญาระบุว่าชาวสยามต้องตั้งโรงภาษีเป็นเรื่องเป็นราวตามจุดสำคัญอย่างปากน้ำ

โรงภาษีของหลวงแห่งแรกในกรุงเทพฯ อยู่ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษม (บริเวณอาคาร River City ในปัจจุบัน) ในยุคที่ จอห์น บุช (John Bush) หรือ พระวิสูตรสาครดิฐ ชาวอังกฤษ เป็นเจ้าท่ายุโรปคนแรกของกรมเจ้าท่า 

ต่อมาได้ย้ายมาที่อยู่ปัจจุบัน เนื่องจากเจริญกรุงเป็นย่านการค้า พื้นที่ริมน้ำนี้จึงได้รับเลือกให้เป็นศูนย์กลางด้านภาษี ทั้งขาเข้าและส่งออก 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ตึกคลาสสิกของกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสามออกแบบโดย โยอาคิม กราซซี (Joachim Grassi) สถาปนิกชาวอิตาเลียน ผู้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 และเข้ามาทำงานในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 

กราซซี มีชีวิตโลดโผนน่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักประวัติเขามากนัก เขาเกิดที่ Capodistria เมืองในอิตาลีซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิออสเตรียฮังการี และปัจจุบันเป็นเมืองท่าของสโลวีเนีย เมื่อกราซซีอายุได้ 20 ปีก็ออกเดินทางทางทะเล เริ่มผจญภัยที่เซี่ยงไฮ้ ทำงานในบริษัทค้าไม้สัก แล้วมาบางกอกใน พ.ศ. 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 ใช้ชีวิตจนถึงช่วงเหตุการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เริ่มจากการเป็นใครก็ไม่รู้ในแผ่นดินของคนแปลกหน้า จนเป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่ร่ำรวยที่สุดในสยาม

ช่วงเวลานั้น รัชกาลที่ 5 เสด็จทอดพระเนตรความเจริญจากสิงคโปร์ ชวา อินเดีย จึงมีพระราชดำริอยากให้พระนครมีความทันสมัย ประจวบเหมาะกับการเข้ามาของกราซซี เขาเปิดบริษัทกับน้องชายอีก 2 คน เป็นทั้งวิศวกร สถาปนิก และผู้รับเหมา ครบอยู่ในเจ้าเดียว ใช้รูปแบบการก่อสร้างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ผลงานช่วงแรกคือพระราชวังต่างๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ และผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือพระที่นั่งในพระราชวังบางปะอิน จุดเด่นของผลงานกราซซีคือรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก ใช้เสากลม ประตูและหน้าต่างโค้ง นอกจากนี้กราซซียังออกแบบวัด โบสถ์ ทั้งแบบคลาสสิกและโกธิก ไปจนถึงตึกเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญ คุกมหันตโทษ ฯลฯ ต่อมากราซซียังไปลงทุนทำเหมือง และร่วมทำโครงการขุดคลองรังสิตอีกด้วย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ความขัดแย้งระหว่างไทยและฝรั่งเศสส่งผลกระทบต่องานและทรัพย์สินชาวต่างชาติ กราซซีขายบริษัทของเขาและกลับไปเป็นผู้รับเหมายัง Capodistria บ้านเกิด และไม่เคยกลับมาเมืองไทยอีกเลย

แต่ชื่อของเขายังอยู่ยืนยง ผลงานบางส่วนของเขาผุพัง บ้างถูกทุบทิ้ง บ้างได้รับการต่อเติมปรับปรุงใหม่ 

เพียงตึกเดียวที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงแรกที่ก่อสร้างคือศุลกสถาน ซึ่งสร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือ พ.ศ. 2429 – 2433 รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิคแบบพัลลาเดียน (Palladianism) มีลักษะเด่นคือความสมมาตรของอาคาร เน้นความสำคัญของส่วนโถงหลักในอาคารให้มีความโอ่โถงยิ่งใหญ่ และใช้องค์ประกอบการตกแต่งแบบกรีก-โรมันในสัดส่วนที่งดงามลงตัว 

บ้านจีนในศุลกสถาน

บุคคลสำคัญอีกคนที่ผลักดันให้ศุลกสถานกำเนิดขึ้น คือ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) บุตรของสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) พระยาภาสกรวงศ์เป็นข้าราชการคนสำคัญ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรด และเรียกตัวเข้ามาใช้ในกิจการงานต่างๆ ตั้งแต่ต้นรัชกาล 

ใน พ.ศ. 2416 รัชกาลที่ 5 ทรงก่อตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ สร้างระบบเก็บภาษี รวมท้งภาษีศุลกากร ให้ส่งเงินเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยให้พระยาภาสกรวงศ์เป็นผู้ดูแลการปฏิรูปภาษี พระยาภาสกรวงศ์นี่เองที่เป็นผู้เขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 5 ว่า

“โรงภาษีที่จะทำขึ้นใหม่นี้เปนการจำเปนจะต้องมีโดยแท้…เพราะโรงภาษีขาเข้าขาออกนี้ เปนที่ต้องตาของคนยุโรปที่จะดูเมื่อแรกเข้ามาถึง อย่างหนึ่งผลประโยชน์แผ่นดินก็เกิดจากที่นี้มาก ทั้งเปนการรักษาบ้านเมืองด้วย”

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ใจความของจดหมายชี้แจงว่าควรสร้างตึกที่สวยงามให้เป็นหน้าบ้านของกรุงเทพฯ สำหรับคนที่เดินทางมาทางเรือ ช่วงเวลานั้นพื้นที่ตึกหลักของศุลกสถานปัจจุบัน แต่เดิมมีบ้านจีนอยู่สองหลัง เจ้าของเดิมคือ เจ้าพระยาพลเทพ ต้นสกุลบุญ-หลง ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้พบเห็น นอกจากแนวโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดินซึ่งทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีเอกชนร่วมกับกรมศิลปากรร่วมสืบประวัติและขุดค้น ดูจากฐานอาคารจีนยุคเก่าแล้วอนุมานหน้าตาได้ว่าคงคล้ายบ้านโซว เฮง ไถ่ ย่านตลาดน้อย 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

อาคารเหล่านี้ตกเป็นสมบัติของหลวงอุปการโกษากร (เวท วัชราภัย) ซึ่งตัดสินใจยกอาคารและที่ดินให้เป็นของหลวงใน พ.ศ. 2426 พระยาภาสกรวงษ์จึงให้กราซซีออกแบบโรงภาษีใหม่ โดยใช้บ้านจีนเป็นที่ทำการชั่วคราว สร้างตึกใหม่ขึ้น 2 หลัง คือ ตึกเหนือ เป็นออฟฟิศสำหรับภาษีขาเข้า-ขาออก และตึกใต้ เป็นออฟฟิศภาษีเข้า และต่อมากลายเป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขแห่งที่สองของไทย (แห่งแรกคือไปรษณียาคารข้างสะพานพุทธ) 

ภายหลังจึงรื้อบ้านจีนลง สร้างตึกใหญ่ขนาด 4 ชั้นขึ้นแทน มีสะพานไม้เชื่อมต่อตึกเหนือ ตึกใต้ กับตึกหลัก ที่ชั้นสอง

อดีตอันเรืองรอง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

จุดเด่นของอาคารโรงภาษีร้อยชักสามในปัจจุบัน คือรูปทรงเรียบง่าย คล้ายกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีกันสาด หลังคาแบบกระเบื้องจีน ด้านตะวันตกเป็นทางเดิน แดดส่องไม่ถึงห้องด้านใน ส่วนตรงกลางขึ้นไปถึงชั้นสี่ ห้องภายในแบ่งเป็นห้องเล็ก-ใหญ่-เล็ก สลับไปเรื่อยๆ 

สภาพปัจจุบันของอาคาร อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลือยให้เห็นเนื้อแท้ของสภาพอาคารมากที่สุดแต่ยังคงร่องรอยการใช้งานของแต่ละยุคสมัย ทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เปิดพื้นผิวแสดงให้เห็นส่วนฐานของผนังรับน้ำหนักที่มีความหนาก่อด้วยอิฐ (Wall Bearing System) ไม้ตงขนาดใหญ่รับน้ำหนักแผ่นไม้พื้นหนาที่สภาพโดยรวมยังค่อนข้างดีมากทุกชั้น

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แต่สิ่งที่เลือนหายไป คือการเซาะร่องในปูนปั้นฉาบผนัง โดยปกติอาคารอื่นๆ จะทำแต่ชั้นล่าง แต่ที่นี่ กราซซีเลือกทำตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นขอบหลังคา รูปถ่ายสำคัญโด่งดังของศุลกสถาน คือภาพการตกแต่งพลับพลาท่าเรือรับเสด็จริมน้ำอย่างสวยงามดูเอิกเกริก เป็นสถานที่ที่ข้าราชการ พ่อค้า และราษฎรเฝ้ารับเสด็จ เมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการประพาสทวีปยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2450

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

บนยอดสุดของหลังคาจั่วมุขหน้าอาคารศุลกสถาน ยังคงปรากฏตราแผ่นดินของสยามที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปแบบยุโรปและเป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้องค์ประกอบจะผุกร่อนทรุดโทรมไปบ้าง แต่พอเห็นได้ว่าเป็นรูปราชสีห์ คชสีห์ เชิญฉัตร 7 ชั้น และยังมีเสาธงซึ่งในอดีตคงต้องมีคนทำหน้าที่เปิดประตูจากห้องใต้หลังคาขึ้นเชิญธงช้างเผือกประดับยอดเสาทุกวัน 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ย้ายออก ย้ายเข้า

มีการพบแปลนโรงภาษีใหม่ริมถนนเจริญกรุง ซึ่งกราซซีออกแบบและวางแผนจะสร้างในช่วง พ.ศ. 2427 – 2429 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายกับอาคารโรงภาษีร้อยชักสาม แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้สร้าง

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

หลังสงครามโลกครั้งที่สองช่วงประมาณ พ.ศ. 2492 กรมศุลกากรย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่บริเวณท่าเรือคลองเตย ซึ่งก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของการค้าและขนส่งทางเรือ ศุลกสถานเปลี่ยนการใช้งานเป็นที่ทำการกองบังคับการตำรวจน้ำ และสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก อีกทั้งเป็นที่พักอาศัยแบบดัดแปลงให้กับครอบครัวตำรวจดับเพลิงต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนโยกย้ายกันออกไป และยังไม่ได้มีการพัฒนาหรือดำเนินการใดอีกเลย

 อาคารกลุ่มนี้ร้างการใช้งานมานานถึงสิบกว่าปี ก่อน ยู ซิตี้ จัดหาทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เข้ามาดำเนินการสำรวจและปรับสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งพบว่าบนผนังปูนภายในหลายจุดยังคงมีร่องรอยขีดเขียนตัวหนังสือจากกลุ่มคนที่เคยอยู่อาศัยใช้ชีวิต สะท้อนภาพความเป็นอยู่ผู้คนที่ได้เข้ามาใช้งานอาคารประวัติศาสตร์ที่ทรุดโทรมลง มรดกความทรงจำหลายทศวรรษในช่วงเวลานี้ ก็คงจะเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าอันหลากหลายของศุลกสถานในอนาคตต่อไป 

อนาคตอาคาร

อีก 6 ปีข้างหน้า อาคารแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม แต่ไม่ได้เป็นห้องพัก มีห้องจัดเลี้ยง และพื้นที่จัดแสดงประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัย และสถาปัตยกรรมโบราณฝีมือกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แนวทางการทำงานของทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดี ใช้วิธีการหลากหลายและมีวิธีคิดแบบเต็มที่กับงานที่ผ่านมา ทั้งการสำรวจตามมาตรฐาน ไปจนถึงใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย เช่น การสแกนแบบสามมิติในทุกซอกมุมของอาคารด้วยการใช้เครื่องแสกนแบบตั้งพื้นและโดรน กล่าวเฉพาะงานด้านอนุรักษ์อาคารทางทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์ยังได้เชิญกลุ่มเวอร์นาด็อก (Vernadoc) ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับบริษัท ยู ซิตี้ ผู้ได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่เช่าจากกรมธนารักษ์ มาจัดเวิร์กช็อปและนิทรรศการ เก็บข้อมูลสำรวจอาคารในรูปแบบวาดเขียนลายเส้นขาวดำด้วยมือแบบเสมือนจริง เพื่อบันทึกร่องรอยอาคารที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านเนื้องานจัดแสดงในสถานที่จริงที่มีความเป็นศิลปะ และด้านกระบวนการที่เข้าถึงชุมชนโดยรอบกับสังคมผู้สนใจอาคารประวัติศาสตร์ในวงกว้าง ให้มีโอกาสเข้าถึงและทำความเข้าใจสถานการณ์ พร้อมกับเปิดมุมมองคุณค่าของอาคารที่ดูเสื่อมสภาพ แต่เปี่ยมคุณค่าและความทรงจำผ่านช่วงเวลาหลายยุคสมัย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ในช่วงปิดปรับปรุง ทีมนักออกแบบปรับการใช้สอยต้องประสานกับทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีต่อไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี ความท้าทายในอนาคตที่รออยู่ยังมีอีกมาก เช่น การปรับปรุงอาคารเพื่อการใช้งานรูปแบบใหม่ (Adaptive Reuse) การออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ การจัดทำส่วนจัดแสดงที่แสดงร่องรอยทางสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างในอาคารรูปแบบใหม่ และการประสานไปยังกรมศิลปากรเพื่อขอยืมโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในสถานที่เพื่อนำกลับมาจัดแสดง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ทางยู ซิตี้ จ้างทีมสำรวจและอนุรักษ์ศุลกสถานเพื่อนำไปสู่การต่อยอดเป็นกิจการโรงแรมในอนาคต ได้ติดต่อช่างซ่อมนาฬิกาชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีผลงานอนุรักษ์นาฬิกาที่วัดนิเวศธรรมประวัติฯ ซึ่งน่าจะเป็นนาฬิการุ่นเดียวกันกับที่ด้านหน้ามุขของศุลกสถาน และสืบหาร่องรอยโคมไฟจากฐานแชนเดอเลียร์บางส่วนบนฝ้าเพดานในห้องเต้นรำชั้นสามที่ยังเก็บไว้ดูเป็นหลักฐาน ทั้งยังตรวจสอบโครงสร้างไม้ โครงสร้างหน้าต่าง ขนาดและวัสดุเนื้ออิฐเพื่อหาที่มาและวิธีการผลิต วัสดุปูนฉาบ สีและลวดลายผนังดั้งเดิม กระเบื้องจีนที่ใช้มุงหลังคา ฯลฯ เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าให้สมบูรณ์ที่สุด และสอดคล้องกับการใช้งานในอนาคต

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

ขอบคุณข้อมูลจาก

ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทีมสถาปนิกอนุรักษ์ ทีมงานขุดค้นโบราณคดี 

คุณปิยพร พรรณเชษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน)

Writers

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ

ผศ.ดร.จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิบัติวิชาชีพเป็นนักผังเมือง ชอบศึกษาและวิจัยด้านมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

28 พฤศจิกายน 2563
1 K

The Cloud x KIATNAKIN PHATRA

รู้ไหม นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ชื่อ ‘บางกอก’ ถูกตั้งตามลักษณะพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะกอกน้ำริมเจ้าพระยาในอดีต 

มองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ ต้นไม้คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับการก่อร่างสร้างกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้น นอกจากศิลาจารึก โบราณวัตถุ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่าแล้ว เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการเติบโตและคงอยู่ของต้นไม้ได้เช่นกัน

วันเวลาล่วงเลย จากเวนิสตะวันออกที่เต็มไปด้วยคูคลอง สู่เมืองบกที่การพัฒนารุดหน้าและเติบโต ต้นไม้โบราณที่เติบโตมาพร้อมกับเมืองหลงเหลืออยู่น้อยแทบจะนับต้นได้ เราจึงชักชวนผู้อ่านร่วมแกะรอยประวัติศาสตร์ ผ่านการเยี่ยมชมต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านผ่านร้อนหนาวมานับร้อยปี ในย่านเก่าแก่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวการผันเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมไปตามยุคสมัย ภายในคลองรอบกรุง ในทริป Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees เมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

จากความตั้งใจของ The Cloud และกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ร่วมด้วย BIG Trees กลุ่มคนที่ต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง โดยเราได้ ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ผู้อำนวยการกลุ่มภูมิสถาปัตยกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ดร.วิภากร ธรรมวิมล ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ชนัตฎา ดำเงิน รุกขกร อรยา สูตะบุตร และ สันติ โอภาสปกรณ์กิจ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม BIG Trees มาเป็นวิทยากรประจำทริป

แม้สายฝนจะโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้ ตลอดจนบรรยากาศและความสนุกสนานของทริปลดน้อยลงเลย เตรียมหมวกและน้ำดื่มให้พร้อม นี่คือ 20 เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจของชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์จากอดีต ที่มีลมหายใจและเติบโตมาพร้อมกับเมืองจนถึงปัจจุบันไปพร้อมกัน

01 

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ในแง่ภูมิทัศน์เมือง ต้นไม้ใหญ่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะแสดงถึงการตั้งอยู่ของชุมชนหรือสถานที่สำคัญที่มีความหมาย เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในประกอบไปด้วยพระบรมมหาราชวัง และวังของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ ตั้งแต่ในอดีตมีการปลูกต้นไม้และจัดภูมิทัศน์ไว้อย่างดี

ต่อมาเมื่อสยามเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วังบางส่วนเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานไปตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง อย่างวังหน้าที่ถูกปรับพื้นที่เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ 

ต้นไม้เก่าแก่และการทำภูมิทัศน์โบราณรูปแบบต่างๆ จึงตกทอดกลายเป็นมรดกจากยุคเก่าที่ติดมากับพื้นที่ บางต้นยังคงอยู่ แต่บางต้นล้มหายตายจากไปตามสภาพการดูแลและเวลาที่ล่วงไป

ต้นโพธิ์ บริเวณลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คือหนึ่งในต้นไม้เก่าแก่ประจำวังหน้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในบริเวณที่มีชัยภูมิเป็นที่นัดหมายและชุมนุมทางการเมืองของนักศึกษามายาวนาน ในสมัยแรกเริ่ม ตึกโดมมีปีกซ้ายขวา ขนาดอาคารยาวกว่าที่เห็นในปัจจุบันมาก แต่หลังจากเหตุการณ์ช่วง พ.ศ. 2519 ตึกโดมถูกตัดส่วนปีกซ้ายขวาออกไปเหลือเท่าที่เราเห็นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ต้นโพธิ์ต้นนี้เคยเป็นที่เซ่นไหว้หัวหมูขอพรสำหรับการสอบของเหล่านักศึกษา แต่ถูกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สั่งห้าม เพราะมองว่าเป็นความงมงายและติดสินบนเจ้าที่ ในปัจจุบันต้นโพธิ์จึงกลายเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของธรรมศาสตร์แทน 

02

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นกร่างที่ตั้งอยู่หน้าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นเสมือนจิตวิญญาณของเด็กศิลปากรที่ยุคหนึ่งผูกพันกับมันมากจนถึงขั้นเรียกต้นไม้ต้นนี้ว่าคุณปู่กร่าง ถ้าเทียบตามรูปภาพโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 เราจะเห็นยอดของต้นกร่างต้นนี้สูงขึ้นมาเหนือหลังคาตึก ทำให้อนุมานได้ว่า คุณปู่ต้นนี้มีอายุมากเกิน 100 ปีแล้ว 

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

แม้ว่าทั้งต้นกร่างที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและต้นโพธิ์ที่ลานโพธิ์ของธรรมศาสตร์จะดูสวยงาม แผ่กิ่งก้านใบออกเป็นร่มเงาให้กับเรา แต่ในความจริงนั้น ทั้งสองต้นโตขึ้นได้มากกว่านี้ แต่เพราะสภาพพื้นที่ที่ถูกอาคารปิดล้อม ทำให้เราไม่สามารถชื่นชมความงามของต้นไม้ทั้งสองต้นอย่างเต็มที่ 

03

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ในอดีต บริเวณพื้นที่ของกรมศิลปากรเคยเป็นที่ตั้งของวังมาก่อน ซึ่งมีถึง 3 วังด้วยกัน และมีต้นไม้โบราณที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน คือต้นกร่างและต้นยางอินเดีย ซึ่งนอกจากสองต้นนี้แล้ว ยังมีต้นจันทร์อีกต้นหนึ่งแทรกตัวอยู่ข้างหลังพิพิธภัณฑ์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ตึกที่เคยเป็นท้องพระโรงเก่ามาก่อน ต้นจันทร์นับเป็นต้นไม้ใหญ่อีกต้นที่ถูกลืมเลือนไป ถ้าใครมีโอกาสแวะไปกรมศิลป์ ก็เดินไปแวะทักทายคุณปู่ต้นไม้ต้นนี้กันได้นะ 

04

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

เคยได้ยินคำว่า ‘โพธิ์ไทรไกรกร่าง’ กันไหม 4 ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ คือต้นไม้ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์และพระพุทธประวัติ นอกจากแสดงฐานานุศักดิ์ของเจ้านายแล้ว ต้นไม้เหล่านี้ต้องใช้พื้นที่ในการเติบโตแผ่กิ่งก้านออกไปรอบด้าน จึงเหมาะให้ร่มเงากับพื้นที่ที่มีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นที่นิยมปลูกกันมากในวัดและวังสมัยก่อน

05

แนวคิดในการปลูกต้นไม้และการออกแบบภูมิทัศน์โบราณของไทย ได้อิทธิพลมาจากประเทศอินเดียและจีนเป็นหลัก แนวคิดแบบอินเดียมีความเชื่อมโยงกับพุทธประวัติ ความเชื่อ และความศรัทธา มองต้นไม้เป็นแหล่งอาหารและยารักษาโรค ในขณะที่แนวคิดแบบจีน นิยมใช้ตกแต่งสวนเพื่อความสวยงาม และถือเป็นการบำบัดจิตใจชนิดหนึ่ง มักพบเห็นได้ในรูปแบบของเขามอและต้นไม้สวยงามในวัง

ดังนั้น ต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในจึงจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือไม้มงคลและไม้ผล ไม้มงคลมักปลูกในพื้นที่วัง ส่วนไม้ผลมักปลูกริมคูคลอง เพื่อให้ประชาชนเก็บดอกผลรับประทานได้

06

นอกจากการปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงามและประโยชน์ คนไทยสมัยก่อนก็นิยมปลูกต้นไม้ในเชิงสัญลักษณ์ด้วย เช่น การปลูกต้นยางนาที่โตสูงชะลูดจนมองเห็นจากที่ไกลๆ ไว้ในบริเวณวัด ทำให้คนที่เดินทางมาสังเกตเห็นต้นยางนาแล้วรู้ได้ทันทีว่าใกล้จะเข้าถึงเขตวัดแล้ว 

ในบริเวณภาคเหนือ เช่นเชียงตุงและเชียงใหม่ ก็มีการปลูกต้นไม้ในลักษณะนี้เหมือนกัน เรียกว่าไม้หมายเมืองเพื่อสัญลักษณ์ให้ผู้คนที่กำลังเดินทางเข้ามารับรู้ว่ากำลังใกล้ถึงเมืองแล้ว ต้นไม้จึงเป็นเหมือนจุดเช็กอินในสมัยก่อน

07

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นยางอินเดียที่เรานิยมปลูกกันอยู่ตอนนี้ สามารถเจริญเติบโตจนใหญ่มาก ขนาดที่ว่าในสมัยก่อนเราใช้ลำต้นของมันผูกล่ามช้างได้เป็นสิบๆ เชือก ดังนั้น ถ้าใครมีต้นยางอินเดียอยู่ที่บ้านและคิดจะนำมันลงกระถาง อย่าลืมหาพื้นที่กว้างๆ ให้รากและกิ่งก้านได้แผ่ออกไป และไม่ควรปลูกใกล้ตัวอาคารก่อสร้างเด็ดขาด 

08

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ถ้าเดินเลียบคลองคูเมืองเดิมต่อไปจะเจอกับกลุ่มต้นตะเคียน 4 – 5 ต้นที่หน้าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นต้นไม้ชุดดั้งเดิมที่รัชกาลที่ 1 ทรงปลูก เพื่อใช้ในการสร้างเรือ อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของกรุงรัตนโกสินทร์ จากภาพถ่ายโบราณที่หลงเหลืออยู่ เห็นได้ว่าต้นตะเคียนเคยถูกปลูกมากในบริเวณนี้ เพื่อสร้างความเขียวชอุ่มให้กับผู้คนที่ผ่านไปมา

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

นักประวัติศาสตร์ค้นพบผังภูมิทัศน์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ระบุตำแหน่งและชนิดต้นไม้ที่ปลูกริมคลองคูเมืองเดิม ทั้งต้นพิกุล จำปี มะม่วง และขนุน แต่ปัจจุบันต้นไม้ดั้งเดิมแทบทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยต้นไม้ชุดใหม่ จากการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะริมคลองหลายครั้ง รวมถึงการสร้างสิ่งปลูกสร้าง อย่างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่จำเป็นต้องก่อสร้างทับคลองคูเมืองเดิมทิศเหนือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เมื่อระบบถนนกลายเป็นการสัญจรหลัก

ข้างๆ กันนั้น เราจะเจอสะพานหก ซึ่งยกขึ้นลงได้สำหรับเรือสัญจรผ่านไปมา แต่เป็นอันจำลองที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ส่วนของจริงผุพังลงไปมากแล้ว สันนิษฐานว่าเคยตั้งอยู่ที่แถวโรงสี ข้างอนุสาวรีย์สหแห่งชาติหรืออนุสาวรีย์หมู ไม่ไกลกันเท่าไรจากตำแหน่งปัจจุบัน

09

ถัดจากเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในออกมาเพียงข้ามฝั่งคลองคูเมืองเดิม คือแพร่งภูธร แพร่งนรา และแพร่งสรรพศาสตร์ จุดเริ่มต้นการค้าที่เชื่อมต่อไปยังเยาวราชและเจริญกรุง สถาปัตยกรรมเก่าบริเวณนี้ได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเศสที่เป็นห้องแถวล้อมรอบคอร์ทสี่เหลี่ยม หากสังเกตดีๆ จะเห็นต้นไม้ใหญ่เหลือรอดอยู่บ้างในบางคอร์ท

คลองคูเมืองเดิมจึงเป็นเหมือนเส้นแบ่งเขตของรัตนโกสินทร์ชั้นนอกและในออกจากกัน จากการสำรวจพื้นที่ยังขุดเจอโบราณสถานต่างๆ เช่น กำแพงเมืองเดิม ร่องรอยของรถรางต่างๆ ภูมิสมาคมสถาปัตยกรรมแห่งประเทศไทยและกรมศิลปากร จึงเริ่มโครงการปรับภูมิทัศน์และ Live Museum เพื่อให้เป็นอีกสถานที่หนึ่งสำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ 

10

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นมะฮอกกานีต้นใหญ่บริเวณหลังกระทรวงกลาโหม กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของพื้นที่บริเวณนี้ เพราะความสวยงามของใบและกิ่งที่แผ่ออกเห็นเด่นชัดมาแต่ไกล ครั้งหนึ่งเคยเกือบถูกเปลี่ยนให้เป็นต้นขนุนเพราะความเข้าใจผิดแต่มีเอกสารเก่ายืนยันถึงที่มาของต้นไม้ได้ จึงได้รับการดูแลแทนการขุดทิ้งไป ซึ่งทั้งหมดเป็นความร่วมมือกันจากหน่วยงานของภาครัฐ ทหาร และภาคประชาชน ทำให้ต้นไม้นี้กลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง 

09

เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองใหญ่ในต่างประเทศ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความศิวิไลซ์ในการวางผังและการจัดการพื้นที่เมือง จึงดำริให้สร้างสนามหลวงอย่างพลาซ่าในยุโรปและปรับปรุงถนน พร้อมปลูกต้นไม้อย่างเป็นระเบียบสวยงามเช่นถนนฌ็องเซลิเซ่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

โดยประยุกต์แนวคิดการปลูกไม้ผลอย่างต้นมะขามเข้าไป เพราะต้นมะขามเป็นพืชสารพัดประโยชน์ ประชาชนเก็บใบ เปลือก ผล ไปรับประทานได้ และที่สำคัญคือใบละเอียด เช่นเดียวกับต้นมะฮอกกานี ไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาได้ดีแม้มีใบขนาดเล็ก เพราะใบเล็กละเอียดเหล่านี้ปลิวไปได้และทำความสะอาดง่าย ไม่อุดตันท่อระบายน้ำ ไม่ทำให้บ้านเมืองสกปรก 

นอกจากนั้น ท่านยังคิดชื่อต้นมะขามด้วยเองสื่อถึงความน่าเกรงขาม แต่ในปัจจุบันนั้นหลงเหลือต้นมะขามที่อยู่มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มเพียงประมาณ 20 – 30 ต้นเท่านั้น 

10

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

เมื่อก่อนต้นมะขามตรงสนามหลวงเคยสุขภาพแข็งแรงมาก จนกระทั่งช่วงที่เป็นตลาดนัดสนามหลวง ทำให้มะขามถูกใช้เป็นเสาผูกผ้าใบกางเต็นท์ของแม่ค้า บ้างก็ถูกเทน้ำร้อนราด ทำให้ไม่เจริญเติบโต แต่ในปัจจุบันกำลังถูกฟื้นฟูจากความร่วมมือกันของภาครัฐและกลุ่ม BIG Trees 

11

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

อุทยานพระราชวังสราญรมย์สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นที่ประทับปลายรัชสมัยของพระองค์ แต่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อน ภายหลังรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้จัดสวนของตามแบบสวนอังกฤษ และทรงใช้อุทยานแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างชาติ มีการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมและตกแต่งอุทยานด้วยสระน้ำพุ สวนดอกไม้ โดยเฉพาะกุหลาบแดง ไม้ดอกที่ทรงโปรดปราน เรื่อยมาจนถึงการจัดงานฤดูหนาวในสมัยรัชกาลที่ 6

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 ทรงโปรดเกล้าฯ มอบอุทยานแห่งนี้ให้รัฐบาล จากนั้นจึงมีการปรับปรุงและเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกๆ ของสยาม และหลังจากปลี่ยนมือมาอยู่ในการดูแลของคณะราษฎร จึงมีการสร้างสำนักงานของคณะราษฎรไว้ภายในพื้นที่อีกด้วย 

แม้ที่นี่จะมีพันธุ์ไม้หายากมากมายที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้นำมาปลูกไว้ แต่ต้นจามจุรีและมะขาม สองไม้ยืนต้นเก่าแก่ในไทยก็ยังคงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่นี่ตลอดมา

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

12

ภายในสวนสราญรมย์ยังมีอนุสาวรีย์ของพระนางเรือล่ม หรือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หนึ่งในพระราชินีของรัชกาลที่ 5 ที่เสด็จประพาสบางปะอิน ก่อนเกิดเหตุการณ์เรือล่มและไม่มีใครช่วยเหลือพระนางได้ เนื่องจากกฎมณเฑียรบาลในสมัยก่อน รัชกาลที่ 5 จึงทรงมีรับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์นี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อพระนาง

13

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ย้อนกลับไปช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พื้นที่บริเวณมิวเซียมสยามเคยเป็นวังที่พระทับของเจ้านายถึง 5 พระองค์ เรื่อยมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์มีพระบรมราชโองกางให้จัดตั้งกระทรวงพาณิชย์ขึ้นที่นี่ เนื่องจากอยู่ใกล้ย่านการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

นอกจากอาคารกระทวงพาณิชย์ที่ต่อมาถูกปรับปรุงเป็นมิวเซียมสยาม จะเป็นสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าที่ออกแบบและก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคนั้นแล้ว ยังมีต้นไทรเก่าแก่อีก 2 ต้นที่เติบโตมาพร้อมกับอาคารตั้งแต่ยังเป็นกระทรวงพาณิชย์

14

เนื่องจากไม่มีการบันทึกเรื่องราวแรกเริ่มของต้นไทรคู่นี้เอาไว้ จึงคาดว่าอาจมีจุดเริ่มต้นได้ 2 กรณี คือ ตั้งใจปลูก เพราะเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางพุทธประวัติ จึงนำมาปลูกไว้ในสถานที่สำคัญ หรือเติบโตขึ้นเองจากการทิ้งเมล็ดของนกที่บินมาบริเวณนี้ เนื่องจากต้นไทรเป็นไม้ยืนต้นที่ทนทานและมีระบบรากแข็งแรงมาก 

ความน่าสนใจคือ ในช่วงปรับปรุงอาคารและภูมิทัศน์เป็นมิวเซียมสยาม นักประวัติศาสตร์และนักออกแบบต้องร่วมมือกันประเมินคุณค่าของต้นไม้และองค์ประกอบต่างๆ โดยรอบพื้นที่ ต้นไทรใหญ่คู่นี้ทรงคุณค่าทั้งทาง Tangible และ Intangible ระบบก้านใบและรากค้ำจุนพื้นที่มาเนิ่นนาน พอๆ กับความเคารพศรัทธาที่ผู้คนมอบให้อย่างไม่เสื่อมคลาย

15

เคยมีโครงการสำรวจต้นไม้เก่าแก่ของประเทศไทยตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ค้นพบว่า ความเชื่อเรื่องผีของคนไทยมีส่วนช่วยในการรักษาต้นไม้ จากการศึกษาพบว่า ต้นไม้เก่าแก่ส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่มักถูกปลูกอยู่ตามบริเวณอาณาเขตวัด ซึ่งต้นไม้ที่โตสมบูรณ์และแข็งแรงที่สุดมักอยู่ตามป่าช้าที่ไม่มีใครกล้าไปรบกวน

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเกร็ดความรู้ที่เราได้รับจาก Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees สัปดาห์หน้า เตรียมพบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าผ่านต้นไม้โบราณ ที่ชี้ให้เห็นรูปแบบการดำรงชีวิต ความศรัทธา การเปลี่ยนแปลงของเมืองและสังคมในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่เรื่องราวการวางผังเมืองโบราณ วิสัยทัศน์เกี่ยวกับการปลูกต้นในเมืองของเจ้านายหลายพระองค์ในอดีต เรื่อยมาจนถึงเรื่องราวการเคลื่อนไหวของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในปัจจุบัน เพื่ออนุรักษ์ต้นไม้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ 

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load