หลังจากมหากาพย์แฟนตาซีศึกชิงบัลลังก์ Game of Thrones จบไปเมื่อปี 2019 ที่ 8 ซีซั่น ไม่ว่าชื่อเสียงเรียงนามซีซั่นสุดท้ายจะเป็นที่โจษจันเพียงใด ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าเราคิดถึงซีรีส์เรื่องนี้ไม่น้อยและโหยหาอะไรที่มี ‘ความ Game of Thrones’ อีก

ทำให้หลังจากเวลาผ่านไปปีสองปี ช่อง HBO ก็ประกาศพัฒนาภาคแยกหลายเรื่องโดยให้ผู้แต่ง A Song of Ice and Fire (นิยายต้นฉบับ) อย่าง George R.R. Martin เป็นผู้คุมทีม ผลลัพธ์คือซีรีส์ 1 เรื่องจาก 5 เรื่องได้ถูกหยิบมาทำตอนไพล็อต (อีพีแรกเพื่อให้เห็นภาพและช่องอนุมัติสร้างทั้งซีซั่น) ในขณะที่เรื่องอื่นยังพัฒนาอยู่จนถึงตอนนี้ 

เรื่องที่ถูกคัดเลือกให้ทำคือ ‘The Long Night’ หรือ ‘Bloodmoon’ ที่ว่าด้วยยุคของวีรบุรุษและเรื่องราวต้นกำเนิด White Walkers หน่วยอีกา และตระกูล Stark (หมาป่า) และมีนักแสดงนำคือดาราเบอร์ใหญ่อย่าง Naomi Watts กับ Jamie Campbell Bower (Vecna จาก Stranger Things) แต่น่าเสียดายครับ หลังจากที่ถ่ายทำตอนแรกเสร็จเรียบร้อย และช่องทุ่มทุนไปถึง 30 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว ๆ 1 พันล้านบาทไป ซีรีส์โดนลงดาบประหารและไม่ได้มีชีวิตไปต่อ

และเรื่องราวที่ไม่ได้คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น หลังจาก The Long Night ถูกแคนเซิลไปไม่นาน จู่ ๆ HBO ก็ประกาศว่าจะสร้าง ‘House of the Dragon’ เรื่องราวของบ้านมังกรตระกูล Targaryen เมื่อราว ๆ 200 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Game of Thrones ที่ดัดแปลงจาก ‘Fire & Blood’ หนังสือนอกเวลาของ George R.R. Martin ที่จบไปแล้วและโครงเรื่องชัดเจน แบบที่มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับซีซั่น 8 

House of the Dragon มาพร้อมกับการประกาศสร้างฟูลซีซั่น ซีซั่นแรกมี 10 อีพี โดยที่ไม่ต้องถ่ายทำตอนไพล็อตแต่อย่างใด และนั่นแหละครับ คำถามคืออะไรทำให้ HBO มั่นใจถึงเพียงนี้ และอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนที่ทั้งเป็นแฟน Game of Thrones และไม่เคยดูมาก่อน ควรดูซีรีส์เรื่องนี้ จะขอไล่เรียงตั้งแต่สิ่งที่อยากให้รู้เกี่ยวกับซีรีส์ รวมไปถึงพรีวิวคร่าว ๆ จากผมที่ได้มีโอกาสชมอีพีแรกของซีรีส์เรื่องนี้ล่วงหน้าแล้วแบบไม่สปอยล์ครับ

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

“นี่คือเรื่องราว 172 ปี ก่อนเหตุการณ์กบฏโรเบิร์ตและ Daenerys Targaryen จะถือกำเนิด เรื่องตระกูล Targaryen ที่เป็นเจ้าของบัลลังก์เหล็กและมังกร ผู้ไม่มีผู้ใดโค่นล้มพวกเขาได้นอกจากพวกเขาเอง”

เรื่องราวในหนังสือ Fire & Blood บอกเล่าผ่านบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแห่งมหาทวีป Westeros ของ Archmaester แห่ง Citadel ที่เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ทาร์แกเรี่ยนกับบัลลังก์เหล็กถูกหลอมโดย Aegon Targaryen ที่ 1 สมัญญานามผู้พิชิต และ Aegon ที่ 3 สมัญญานามผู้ทำลายมังกร (และมรดกที่ Aegon คนแรกสร้างมา) 

House of the Dragon บอกเล่าเรื่องราวที่กินคาบหลายปี ในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีการลงรายละเอียดแบบฉายภาพย้อนความ บ่งบอกว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ตัวละครในเรื่องเล่าในหนังสือ แต่เป็นมนุษย์ผู้มีมิติ ชีวิตจิตใจ และความปรารถนาในใจที่นำไปสู่การกระทำนั้น ๆ โดยที่ไม่มีใครเป็นคนดี 100 เปอร์เซ็นต์ และใครก็ตายได้ ตามสัจธรรมแห่งโลก Game of Thrones

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

ซีรีส์ไม่ได้เริ่มต้นจากต้นกำเนิดตั้งแต่ Aegon ที่ 1 นะครับ แต่เลือกเล่าจากกลางทางที่ ‘ต้นกำเนิดของจุดจบ (The Beginning of The End)’ แทน ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวของลูกหลาน Targaryen ในยุคที่มังกรบินยั้วเยี้ยถึง 9 ตัวในซีซั่นเดียว (จากที่เราจะได้เห็นทั้งหมด 17 ตัวสำหรับทั้งเรื่อง) จนนำไปสู่ยุคมังกร 0 หลังจากเหตุการณ์มังกรเริงระบำ

House of the Dragon เริ่มต้นตั้งแต่การประกาศแต่งตั้งรัชทายาทของ Jaeharys Targaryen ที่ 1 ที่เลือก Viserys เป็นกษัตริย์คนต่อไป แทนที่จะเป็นพี่สาวคนโตอย่าง Rhaenys Targaryen เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง จากนั้นต่อมาเมื่อถึงเวลาต้องเลือกรัชทายาท กษัตริย์ Viserys Targaryen ที่ 1 แหวกขนบเดิม ๆ ด้วยการเลือกลูกสาวอย่าง Rhaenyra Targaryen แทนที่จะเป็น Daemon น้องชายของเขา นำไปสู่การแตกหักระหว่างเพื่อนรักตั้งแต่เด็ก และการเล่นเกมระหว่างผู้มีมังกร ตระกูล Targaryen กับตระกูล Hightower ผู้ไม่มีมังกรแต่มีกองทัพ ผู้สนับสนุน และบุตรสาวของตระกูลมีลูกให้ Targaryen เยอะกว่า 

นำไปสู่การลงเอยด้วยเปลวเพลิง ซากศพผู้คน และซากศพมังกร ซึ่งจากที่เห็นในซีซั่นแรก เราจะได้เป็นพยานเหตุการณ์ในซีรีส์ตั้งแต่ Rhaenyra เป็นเด็ก โตจนมีลูก และลูกของคนรุ่นเธอเติบโต

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

ทีมผู้สร้างเรื่องนี้คือ George R.R. Martin หรือผู้แต่งมาเอง กับ Ryan J. Condal ผู้เขียนบทหนัง Rampage และ Hercules อีกทั้งยังได้ Miguel Sapochnik ผู้กำกับอีพีที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพและความเล่นใหญ่จนทำโลกฮือฮาอย่าง Hard Home, The Battle of the Bastards, The Winds of Winter และ The Long Night โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ขาดไม่ได้คือ Ramin Djawadi ผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบสุด Epic ของ Game of Thrones ที่เราได้ยินจนติดหู และบางคนฟังวนซ้ำแม้ซีรีส์จะจบไปแล้ว รวมถึงสกอร์ดนตรีประกอบซีรีส์ Westworld ด้วย

ก่อนสร้างทาง HBO กับผู้สร้าง ผู้กำกับเองออกมาพูดว่า พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้ว และตั้งใจจะทำให้ออกมาดีที่สุด จากที่ได้ดูไปก็เหมือนพวกเขาทำได้จริงครับ ต้องพูดว่าถ้าตัวอย่างและภาพที่ปล่อยออกมาดูดียังไง ของจริงก็ทำได้คุณภาพออกมาเช่นเดียวกัน

ดูเหมือนคำถามสำคัญกับทางฝั่งผู้ผลิตก่อนที่จะสร้างซีรีส์เรื่องนี้จะเป็น “อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนดูชอบ Game of Thrones” 

มังกรไฟ ใช่ ซีจีกับฉากอลังการ ใช่ White Walkers ก็ใช่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ทำให้คนหลงรัก Game of Thrones ตั้งแต่แรกไม่ใช่สิ่งที่ได้จากงบประมาณมหาศาลเหล่านี้ซะทีเดียว (แม้ไม่ปฏิเสธว่าองค์ประกอบแฟนตาซีอย่างมังกร ซอมบี้น้ำแข็ง เทพไร้หน้า และอื่น ๆ จะเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยที่มีอิทธิพลให้สนใจและอยากดูต่อก็ตาม) 

แต่คือ หนึ่ง ความสีเทาของตัวละคร ไม่มีใครดีใครชั่ว 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนเป็นมนุษย์ สอง บทสนทนาและการดำเนินเรื่องที่ทั้งคมคาย ตลกร้าย เข้มข้น และสนุกเพลิดเพลิน แม้ดูตัวละครเฉย ๆ สาม ความถึงลูกถึงคนด้านภาพและเนื้อหา สี่ ความสมจริงที่ว่าโลกไม่ปราณีใคร และไม่มีใครเป็นตัวเอก ทุกคนตายได้

การกลับไปตั้งคำถามนี้นำไปสู่การสร้าง House of the Dragon ให้เป็นซีรีส์เกมการเมืองอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะนำมังกรและบ้านมังกรออกมาขายโต้ง ๆ เสมือนคำสัญญาว่าเราจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่เสน่ห์ของ House of the Dragon ยังคงอยู่ที่การเล่นเกม การเดินหมากคำพูดและกระทำที่อาจพลิกสถานการณ์ได้ตลอดเวลา และมีคนเป็นผู้เล่นหลัก 

ถึงแม้ในหนังสือ Fire & Blood ตระกูล Targaryen มีมังกรไฟที่ดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตประเภท ‘อำนาจสูงสุดในกำมือ’ แล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะง่าย House of the Dragon เล่าเรื่องในยุคที่โชติช่วงที่สุดของตระกูลมังกร เหมือนในช่วงที่กรุงโรมรุ่งเรืองที่สุด ก่อนเดินทางไปสู่การล่มสลายเพราะอำนาจที่ไม่อาจควบคุมได้และมากเกินไป จนเกิดกระบวนการต่อต้านทั้งจากภายในและภายนอก และดับสูญด้วยตัวเอง

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

ผู้สร้าง Ryan J. Condal นิยามว่าซีรีส์ House of the Dragon เป็น ‘ละครดราม่าครอบครัวสุดซับซ้อนที่มีความเชกสเปียร์ (Complex Shakespearean Family Drama)’ ดูเป็นคำบรรยายที่เที่ยงตรงมากที่สุดครับ และผมจะขอเสริมให้อีกนิดว่า มันคือซีรีส์ Succession ของช่องเดียวกันที่มาในตระกูล Medieval-Fantasy 

เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว เมื่อถอดฟิลเตอร์แฟนตาซีออก House of the Dragon มีความเป็น (Dysfunctional) Family Drama เพียว ๆ เลยครับ แต่เมื่อนำมันไปซ้อนหน้าเลนส์แล้ว มันว่าด้วยเรื่องของคนที่เกิดมาโดนไฟเผาไม่ไหม้ และมีสิทธิ์ครองบัลลังก์กับมังกรที่ยังสนิทชิดเชื้อและญาติดีกันเองไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับความสัมพันธ์ของผู้ที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งมีอาวุธ ชุดเกราะ และกองทัพพร้อมจะโค่นล้มในวันที่พวกเขาอ่อนแอที่สุด

ในช่วงที่ผมได้มีโอกาสกับภาษณ์ผู้กำกับผู้สร้างด้วยตัวเอง ผมได้ถามคำถามที่สงสัยใคร่รู้มาก ๆ ว่า ในหนังสือมีเหตุการณ์ที่ย้อนกลับไปถึง 300 ปี และมีวัตถุดิบมากมาย ทำไมถึงเลือกที่จะเล่าเรื่องในช่วง 200 ปีก่อน Game of Thrones ครับ 

Ryan J. Condal กับ Miguel Sapochnik ทั้งสองคนตอบผมว่า “เพราะในสมัยนั้นมีแต่มังกร และอำนาจของพวกเขาล้นพ้นจนแทบแตะต้องไม่ได้ แต่ในยุคสมัยนี้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนมากกว่า ทั้งคนที่มีมังกรและคนที่ไม่มีมังกร สามารถโค่นอีกฝ่ายเพื่อชิงบัลลังก์เหล็กได้”

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

นั่นดูจะเป็นคำตอบที่ค่อนข้างชัดว่า ‘ซีรีส์เรื่องนี้ต้องการเน้นไปที่ตัวละคร’ (ขอแสดงความยินดีกับคนชอบ Game of Thrones เพราะเหตุนี้ด้วยนะครับ) โดยทั้งสองคนอธิบายว่าตัวละครจะแตกต่างกัน ตรงที่เรื่องนี้จะไม่มีคนดี และตัวละครที่เราจะรักได้สุดอย่าง Arya Stark เลย ทุกตัวละครเป็นมนุษย์ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ความอิจฉาริษยา ความหลงผิด และความเห็นแก่ตัวในทางใดทางหนึ่งทั้งสิ้น แม้กระทั่งความห่วยแตกและผิดพลาดในฐานะมนุษย์ที่เป็นเหตุผลให้มนุษย์เป็นมนุษย์นั่นเองครับ

ตัวละครหลักใน House of the Dragon เป็นตัวแปรสำคัญประกอบไปด้วย Viserys ที่ 1 ชายผู้เป็นคนดีแต่ไม่ใช่กษัตริย์ที่ยอดเยี่ยม เจ้าหญิงและองค์ชายรัชทายาท Rhaenyra และ Daemon Targaryen (คู่รักหลานอาอีกคู่) กับฝั่งของตระกูล Hightower ที่ประกอบไปด้วย Otto และ Alicent Hightower มือขวากษัตริย์และลูกสาว ผู้เป็นเครื่องมือในการเล่นเกมชิงบัลลังก์กับอดีตเพื่อนสนิท รวมไปถึงฝั่งของ Velarion ที่เป็นสืบทอดเชื้อสาย Valyria นำโดย Corlys Velarion กับ Rhaenys Targaryen ที่มีฉายา ‘The Queen Who Never Was’

ตัวละครเหล่านี้ฟาดฟันและเดินหมากกัน โดยทั้งหมดโคจรอยู่กับเรื่องอำนาจ โลหิต มังกร และอัคคี ตามสโลแกนที่พาดหัวไว้ตอนต้น กับยังชูประเด็นที่น่าสนใจอย่าง ‘ปิตาธิปไตย’ หรือลัทธิชายเป็นใหญ่ และการโค่นล้มมันหรือความเชื่อที่จะสนับสนุนมัน ด้วยตัวละครหญิงสุดแกร่งอย่าง Rhaenyra และ Alicent ด้วยอำนาจของความแกร่ง โดยไม่เกี่ยวข้องกับเพศและอำนาจแห่งความเป็นมารดา 

ถึงแม้เราจะไม่ได้ชอบใครสุดในแง่ตัวละครโปรด ก็เชื่อว่าเราจะได้ชอบแต่ละตัวละคร ในแง่มุมที่เป็นตัวเองได้อย่างสมจริง มีมิติ และมีแนวโน้มจะเกิดการแยกข้างกันไม่น้อยครับ ในฐานะคนดูที่เป็นพยานเหตุการณ์ เพราะแม้แต่ตัวละครที่ถ่ายทอดความน่ารังเกียจ ชั่วร้าย น่าขยะแขยงอย่าง Daemon Targayen ของ Matt Smith การแสดงของเขากับมิติตัวละครที่เผยให้เห็น ทำให้เขาเป็นตัวละครที่ผมชอบที่สุดจากที่ได้ดูอีพีแรก

House of the Dragon ซีรีส์ภาคก่อน Game of Thrones เพื่ออรรถรสเต็มเปี่ยม มังกรเริงระบำ อัคคี และโลหิต เพื่อหนึ่งบัลลังก์เหล็ก

จากที่ได้ดูไป House of the Dragon ค่อนข้างจะมีกลิ่นอายที่แตกต่างจาก Game of Thrones พอสมควรครับ ตรงที่เนื้อเรื่องและผู้คน/ตัวละครข้างในนั้น มีความเข้มข้นและซีเรียสกว่ามาก

ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเนื้อเรื่องไม่มีตัวละครสไตล์สร้างสีสันอย่าง Tyrion Lannister, Lord Varys และ Littlefinger แต่ส่วนหนึ่งคิดว่าเพราะตัวละครที่เลือกใช้เล่าเรื่อง กับรสมือการกำกับและตัวบทที่แม้จะเป็นการพากลับสู่โลกของ Game of Thrones แต่ก็ยังมีองค์ประกอบที่ทั้งเหมือนทั้งต่างปน ๆ กันไป เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่พูดได้ คือซีรีส์ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และความขลังอยู่ครบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพาเรากลับไปยังสถานที่เดิมที่คุ้นตา แต่แตกต่างไปในช่วงเวลา ให้ได้เห็นได้เทียบการเปลี่ยนแปลงชัดเจน 

ไปจนถึงเพลงประกอบชวนขนลุกและการอ้างอิงถึงตระกูลที่เราคุ้นเคย ส่วนที่ขาดไม่ได้ก็คือฉากโหด คำหยาบ กับฉากเซ็กส์อย่างโจ่งแจ้งไม่เซ็นเซอร์ รวมไปถึงบรรยากาศที่ทุกตัวละครตายได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลักหรือรองหรือตัวประกอบ เพราะนั่นคือซิกเนเจอร์ของซีรีส์ HBO กับ Game of Thrones กับวิถีทางในการถ่ายทอดความดิบเถื่อนและเรียลอย่างโหดร้ายสู่สายตาผู้ชมครับ

สำหรับอีพีแรกถือว่า Promising ผมอาจไม่ได้ใช้คำว่า ‘ดีมาก’ หรือ ‘ดีแน่นอน’ นะครับ แต่ที่พอจะพูดได้ มันเป็นคำสัญญิงสัญญาที่น่าเชื่อถือเลยทีเดียวครับ ว่าเรากำลังจะได้ดู The Next Game of Thrones เวอร์ชั่นมีมังกรมากกว่า มีดีในแบบของตัวเองด้วยรูป รส กลิ่น เสียง ที่แตกต่าง แต่รู้สึกคุ้นเคยอย่างมากในเวลาเดียวกัน 

ค่อนข้างน่าสนใจตรงที่พอมีโครงต้น กลาง ปลายครบจบจากหนังสือ Fire & Blood อีกทั้งยังบอกว่า มีบางจุดที่ซีรีส์จะไม่เหมือนหนังสือในรายละเอียด ผู้สร้างและ George R.R. Martin จะถ่างโครงเรื่องเหล่านั้นออก แล้วเสริมเติมแต่ง ดัดแปลง อย่างไรให้เหมือนและแตกต่าง โดยที่คนที่ได้ชมเรื่องราวที่มีปลายทางแน่นอนแล้ว (โดยเฉพาะผู้อ่านหนังสือมาแล้ว) สามารถตื่นเต้นและเอ็นจอยไปกับมันได้ครับ

รับชม House of the Dragon ซีซั่น 1 ได้ในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ทาง HBO GO ครับ

Writer

Avatar

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

“จุนจิ อิโต้ คือนักเล่าเรื่องสยองขวัญผู้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ความดุดัน ความละเอียดถี่ถ้วน และความน่าสะพรึงกลัวของเขานั้นช่างวิเศษ ควรค่าแก่การรับชมเป็นอย่างยิ่ง เขาคือปรมาจารย์ตัวจริงผู้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ สตีเวน คิง อลันโพ และ อุเมซุ คาซึโอะ เลยทีเดียว” กิเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ผู้กำกับชื่อดังกล่าวชมชายที่ชื่อ จุนจิ อิโต้ (Junji Ito)

จำได้ว่าตื่นเต้นมาก ๆ ครับเมื่อรู้ว่าเรื่องสั้นที่คัดสรรโดยอาจารย์จุนจิ อิโต้ จะดัดแปลงเป็นอนิเมะลง Netflix และในที่สุดก็ได้ชมเรียบร้อย Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre คือผลงานที่ประกอบไปด้วย 20 เรื่องสั้น ใน 12 อีพี มีทั้งแบบเต็มอีพีหรือตอนละ 20 กว่านาที และ 2 ตอนต่อ 1 อีพี (ตอนละ 10 กว่านาที) โดยเรื่องสั้นส่วนใหญ่มาจาก คลังสยองขวัญลงหลุม เล่มต่าง ๆ มีมาจาก เศษซากอสูร และเล่ม เจาะลึก อิโต้ จุนจิ ด้วยเช่นกัน

ซีรีส์ประกอบไปด้วยตอนสั้นขนาดยาว อย่าง พี่น้องฮิคิซึริป่วนพิสดาร ลูกโป่งหัวมนุษย์ เมืองแห่งป้ายสุสาน โทมิเอะ: รูปถ่าย และตอนสั้นขนาดสั้น อย่าง อุโมงค์พิศวง รถไอศกรีม ห้องสี่ชั้น ห้องแห่งนิทรา ผู้บุกรุก ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา รา กองหนังสือหลอน สยองหลายชั้น เกยตื้น ทางวงกตสุดจะทนไหว เด็กขี้แกล้ง ข้างหลังตรอก รูปปั้นไร้หัว หญิงกระซิบ และ สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ ทั้งหมดนี้สร้างสรรค์ผลงานโดยที่เคยทำ Junji Ito Collection ไปเมื่อปี 2018 

ก่อนจะเล่าถึงภาพรวมและแสดงความเห็นเกี่ยวกับบางตอน ถือเป็นโอกาสดีที่จะพูดถึงตัวตนของอาจารย์จุนจิ แรงบันดาลใจ เบื้องหลังไอเดีย และประสบการณ์ก่อนมาเป็นปรมาจารย์และมังงะสยองขวัญอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ **

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

จุดกำเนิด จุนจิ อิโต้ 

พูดถึงปรมาจารย์สยองขวัญของญี่ปุ่น 2 คนที่ผมนึกถึงและชื่นชอบผลงานมาก คือ อุเมซุ คาสึโอะ (Umezu Kazuo) ผู้แต่ง ฝ่ามิตินรก และ 14 อาถรรพ์ปริศนา กับ อาจารย์จุนจิ อิโต้ ที่ปลูกฝังให้ผมชอบความสยองลึกลับตั้งแต่สมัยมีร้านเช่าการ์ตูน ซึ่งไม่เคยนึกเลยครับว่าคนแรกจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับคนหลัง และเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมสนใจด้านนี้ของ จุนจิ อิโต้

จุนจิ อิโต้ เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ปี 1963 การเข้าสู่โลกแห่งความสยองของเขาเริ่มตั้งแต่ 4 – 5 ขวบจากการอ่านนิยายเล่มแรกคือ Mummy Teacher ของ อุเมซุ คาซึโอะ ในนิตยสารตามพี่สาว 2 คน นอกจากนี้การเติบโตมาในต่างจังหวัดที่เมืองนากัตสึงาวะมีส่วนในการหล่อหลอมเขาเช่นกัน 

ด้วยความที่ห้องน้ำของบ้านเขาอยู่ใกล้กับอุโมงค์ใต้ดิน เขาจึงโตมากับสิงสาราสัตว์จำพวกแมลง เช่น จิ้งหรีดถ้ำ ตะขาบ กิ้งกือ แมงมุม และแมลงสาบ ซึ่งเขาบอกว่าตัวเองกลัวอะไรพวกนี้กับห้องน้ำบ้านตัวเองยิ่งกว่ามังงะหรือหนังสยองซะอีกครับ แต่วันหนึ่งรู้ตัวอีกทีก็ชินแล้ว (แต่ก็ยังไม่ชอบและเจอทีไรก็สะดุ้งอยู่ดี) และด้วยบรรยากาศที่ขมุกขมัวของห้องน้ำสมัยนั้น กับอุโมงค์ดิน ไม่ใช่คอนกรีตเหมือนทุกวันนี้ รวมกันทั้งหมดจึงกลายเป็นรากฐาน Mood & Tone และแรงบันดาลใจในงานของอาจารย์

อาจารย์จุนจิเริ่มเขียนมังงะตั้งแต่ 4 ขวบ ด้วยการวาดตามลายเส้นอาจารย์อุเมซุ ซึ่งเริ่มแรกอาชีพของเขาไม่ใช่นักเขียนมังงะอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เขาเป็นช่างทันตกรรมมาก่อน แต่ก็ไม่เคยละทิ้งความชอบของตัวเอง จึงทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป

จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1987 เขาส่งมังงะตอนสั้นส่งประกวดในนิตยสาร Gekkan Halloween และได้รับรางวัลชมเชย ความน่ายินดีปรีดาอยู่ตรงที่หนึ่งในผู้ตัดสินรางวัล คือ อาจารย์อุเมซุ คาสึโอะ ไอดอลและแรงบันดาลใจที่มอบจุดเริ่มต้นให้เขา ต่อมามังงะตอนสั้นนั้นได้ถูกตีพิมพ์ กลายมาเป็นซีรีส์ขนาดยาวและหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของจุนจิ อิโต้ เรื่องนั้นคือ โทมิเอะ หลังจากที่เขียนเป็นเรื่องเป็นราวได้ประมาณ 3 ปี โดยทำงานด้านทันตกรรมไปด้วย เขาก็ออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

แรงบันดาลใจและสไตล์ของ จุนจิ อิโต้

แน่นอนว่า อุเมซุ คาสึโอะ เป็นหนึ่งในนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการเล่าเรื่อง ความสยอง และลายเส้นที่ลงเส้นแบบเข้ม ๆ มีน้ำหนัก ให้อารมณ์ดิบ ๆ อาจารย์กล่าวว่า ฝ่ามิตินรก (The Drifting Classroom) เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่เขารู้สึกผูกพันตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน เหมือนเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างไรอย่างนั้น นอกเหนือจากนี้ยังมี ฮิเดชิ ฮิโนะ, ชินอิจิ โคกะ, ยะสุทากะ สึสึอึ ผู้แต่งนิยาย Paprika และ เอโดงาวะ รัมโปะ อีกด้วย

ด้วยความที่อาจารย์จุนจิชอบเสพผลงานอย่างกว้างขวาง แรงบันดาลใจของเขาจึงมาจากซีกโลกตะวันตกด้วย นั่นคือปรมาจารย์ด้าน Cosmic Horror อย่าง เอช. พี. เลิฟคราฟต์ (H.P. Lovecraft) เลิฟคราฟต์ทำให้เขาสนใจเกี่ยวกับชีวิตนอกโลก ซึ่งไม่ใช่คนหรือสัตว์ที่เราเคยพบเจอ ความสยองถึงแก่น เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์เหนือความเข้าใจ สภาวะจนมุมของตัวละคร การจบแบบสิ้นหวังหรือการตายทั้งเป็น และการตายศพไม่สวย เป็นต้น

เอช. อาร์. ไกเกอร์ (H.R. Giger) ผู้ออกแบบงานศิลป์สุดพิสดารอันเป็นเอกลักษณ์ประเภท Biomechanical อย่าง Xenomorph และองค์ประกอบอื่น ๆ ในหนัง Aliens (1979) กับศิลปินชื่อดังอย่าง ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) ก็เป็นแรงบันดาลใจของเขาเช่นกัน กับหนังสยองขวัญคลาสสิกอย่าง Dracula และ Frankenstein และไม่เพียงแค่ผลงานส่วนบุคคล บางผลงานของอาจารย์ยังปรากฏองค์ประกอบของงานศิลป์ในยุคบาโรกและอิมเพรสชันนิสม์ฝรั่งเศสอยู่ด้วย 

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

สไตล์งานของอาจารย์จุนจิจัดอยู่ในประเภท Cosmic Horror และ Body Horror หรือความสยองเชิงกายวิภาคที่ดูสะอิดสะเอียน ซึ่งเป็นงานประเภทเดียวกับ เอช. พี. เลิฟคราฟต์ อีกส่วนคืออาจารย์ศึกษาเรื่องกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และการทำงานของร่างกายจากหนังสือกายวิภาคสำหรับนักเรียนแพทย์ จึงนำมันมาต่อยอด อีกทั้งการเป็นช่างทันตกรรม น่าจะมีส่วนในการหล่อหลอมสไตล์ของเขา

แต่ถึงจะมีคำว่า ‘Horror’ แปะอยู่ ก็ไม่ใช่แนวสยองขวัญเพียว ๆ ซะทีเดียวครับ เพราะที่จริงเขาเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบไซไฟและเรื่องลี้ลับเหนือความเข้าใจเอามาก ๆ นอกจากหนัง หนังสือ และมังงะสยองขวัญ อาจารย์จุนจิยังโตมากับการอ่านเรื่องสั้นไซไฟแบบรวมเล่มและดูหนังไซไฟด้วยเช่นกัน ผลงานของเขาจึงเห็นได้ชัดว่าผสมสานระหว่างความสยองกับไซไฟ จนออกมาเป็น ‘สไตล์ จุนจิ อิโต้’ ดังเช่นที่เราจะเห็นเรื่องราวที่สอดแทรกไปด้วยเรื่องโลกคู่ขนาน เอ็กโทพลาสซึม รังสีคอสมิก ฯลฯ นอกจากนี้บางตอนยังมีความตลกร้ายและคอเมดี้ ซึ่งเป็นไปตามสไตล์ของแกอยู่ดี

จุนจิ อิโต้ มองว่าผลงานของตัวเองไม่ใช่เรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญ แต่เป็นแนวมอนสเตอร์กับ Supernatural มากกว่า และคำว่ามอนสเตอร์ไม่จำเป็นต้องมาในรูปสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวและหลอกหลอนเสมอไป เราจึงได้เห็นทั้งงานแนวนี้กับแนวที่เป็นเรื่องราวของคนล้วน ๆ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อ-ผู้ล่า ความหมกหมุ่นและหลงผิดจนเลยเถิด การสูญสิ้นศรัทธาในมนุษยชาติ การเป็นเหยื่อของปรากฏการณ์พิสดารที่หาคำตอบไม่ได้ จนได้พบจุดจบอย่างน่าอนาถและไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะรอด การถูกลงโทษจากบาป และความกลัวสุดขีด โดยอาจารย์เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้อยากให้ตัวละครตายและหลายครั้งพยายามช่วยตัวละคร แต่เขียนไปเขียนมาแล้วหาทางออกให้ไม่ได้ ผลลัพธ์คือตัวละครตายกันเป็นเบืออย่างที่เห็นนั่นเอง โดยเฉพาะเมื่อเขียนไปเขียนมาแล้วหน้าหมด ชะตากรรมตัวละครต้องขาดอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

แต่ถึงแม้จะเป็นเจ้าความสยองขวัญและชื่อดังแค่ไหน อาจารย์ก็พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่คิดว่าตัวเองเหมาะกับการเขียนเรื่องยาวสักเท่าไหร่ครับ เขาถนัดเขียนเรื่องสั้น เขารู้สไตล์ตัวเองว่าทำได้ ทำง่ายกว่า และเอ็นจอยในการสำรวจไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ ด้วยการสร้างเนื้อเรื่องก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าตัวละครแบบไหนถึงเหมาะกับเนื้อเรื่องนั้น ๆ โดยทุกตอนโฟกัสไปที่ ‘ความพิลึก’ ส่วน ‘ความน่ากลัว’ เป็นเรื่องรอง

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

เปลี่ยนความกลัวเป็นผลงาน

อาจารย์จุนจิ อิโต้ เคยให้สัมภาษณ์ว่า การที่เขาดูเป็นคนสนใจและเต็มไปด้วยผลงานสยองชวนแหวะ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่กลัว แต่วิธีการคือเขานำความกลัวเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นผลงาน และสารภาพตรง ๆ ว่านิสัยชอบสงสัยใคร่รู้ของตัวเองมีมากกว่าความกลัว นั่นทำให้เขาอยากสำรวจปริศนาว่ามีความเป็นไปได้อะไรบ้างจากไอเดียตั้งต้นของตัวเอง และลองให้คำตอบกับมันดู

ความหวาดกลัวหลัก ๆ ของอาจารย์คือแมลงอย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ความตายที่ใกล้เข้ามา สงคราม การแอบซุ่ม การถูกจับตามอง และความรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาเปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้ผู้อ่านสัมผัสได้เช่นกัน เพราะเชื่อว่าเป็นการดีที่สุดหากจะถ่ายทอดเรื่องที่ตัวเองอิน

ความกลัวและความปรารถนาบางประการของเขาถูกนำมาสร้างเป็นผลงาน เช่น โทมิเอะ ลูกโป่งหัวมนุษย์ หรือ Gyo มังงะ ปลามรณะ ที่มาจากหนังเรื่อง Jaws และประสบการณ์ของพ่อแม่สมัยสงครามโลก ซึ่งสมมุติว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากความกลัวในทะเลตามมาบนบกได้ และ ฝันยาว (Long Dream) ที่มาจากบทสนทนากับพี่สาว ฯลฯ

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre

ก่อนหน้าจะเป็นอนิเมะรวมผลงานชุดนี้ เรื่องที่เคยสร้างเป็นผลงานภาพเคลื่อนไหวสุดติดตามาแล้วคือ ปลามรณะ และ Junji Ito Collection ในปี 2018 เป็นการรวมผลงานจากมังงะสยองเป็น 12 อีพี ประกอบไปด้วย 24 ตอน กับ 2 OVA ของ โทมิเอะ มาถึงเรื่องนี้ ไม่ผิดนักครับถ้าจะเรียกว่าเป็น ‘Junji Ito Collection ซีซั่น 2’ เพราะทำโดยสตูดิโอเดียวกัน ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันกับเรื่องก่อนหน้า แตกต่างกันตรงที่ชุดนี้มีลายเส้นที่เปลี่ยนไปและหาดูบน Netflix ได้ 

สำหรับความเห็นของผม ทั้ง Junji Ito Collection และ Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre (หลังจากนี้ขอเรียกสั้น ๆ ว่า Junji Ito Maniac แทนนะครับ) ยังถ่ายทอดความสยองจากทั้งลายเส้นและความรู้สึกแบบเปิดอ่านจากหน้ากระดาษไม่ได้ พูดง่าย ๆ และอาจดูแรงไปหน่อยคือ ยัง ‘ทำได้ไม่ถึง’ ทั้งด้วยลายเส้น การนำเสนอ การลดทอนรายละเอียด และข้อจำกัดเรื่องเวลา โดยเฉพาะอย่างหลังสุด เพราะอาจารย์เคยกล่าวว่า เขาเขียนบางงานแบบจบไม่ลง หรือรู้ตัวอีกทีหมดหน้าก่อนเลยเลือกจบมันแบบนั้น แต่อนิเมะเรื่องนี้บางเรื่องมีเวลาเพียงแค่ประมาณ 12 นาที จึงต้องตัดให้สั้นลงไปอีก ผลลัพธ์คือบางตอนดูห้วน ๆ ไปมาก และดูแล้วรู้สึกไม่ครบถ้วนเท่าไหร่นัก

ถึงอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ชอบนะครับ ในขั้นต้นอนิเมะเรื่องนี้ทำหน้าที่ขยายฐานแฟนให้อาจารย์มากขึ้น และในมุมของตัวมันเอง มีหลายตอนที่นับคร่าว ๆ น่าจะเกินครึ่งที่มองว่าทำได้ในระดับโอเคถึงดีในการสร้างความบันเทิง แต่ก็แอบสับสนว่า ที่ชอบเพราะเนื้อเรื่องดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือเพราะการนำเสนอของอนิเมะ

จะเสียดายก็ตรงลายเส้นดิบ ๆ ของมังงะหายไป แต่ข้อดีคือ บางตอนอย่าง เขาวงกตสุดจะทนไหว รา และ ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา มีการวาดลายเส้นที่ดูใหม่และทันสมัยขึ้น และเมื่อนำไปเทียบกับ Junji Ito Collection แล้ว ถือว่ามีพัฒนาการ แม้จะรู้สึกว่าลายเส้นนั้นมีเสน่ห์ในทางหนึ่งเหมือนกัน แต่ Junji Ito Maniac นำเสนอได้สมูทกว่า (ปนการใช้ Transition ที่งง ๆ อยู่หลายจังหวะ และแอบรู้สึกว่าเลือกตอนเปิดที่เซต Mood & Tone ได้ไม่ดีเท่าไหร่) และบางตอนถือว่ารวบประเด็นกับสรุปจบได้ดีในระยะเวลาของตอนที่มีเพียงเท่านั้น เพียงแต่ดูแล้วยังคงไม่เปลี่ยนใจครับว่า การ ‘อ่าน’ ยังคงเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเสพผลงานของจุนจิ อิโต้

พูดถึงรายละเอียดปลีกย่อย จากการสังเกตพบว่า ตอนส่วนใหญ่ที่จัดอยู่ในประเภทสนุก คือตอนที่มีความยาว 24 นาที หรือตอนที่เป็น 1 : 1 ไม่ว่าจะเป็น พี่น้องฮิคิซึริป่วนพิสดาร แนวสนุก ๆ ที่ชวนนึกถึง The Addams Family ไม่น้อย เมืองแห่งป้ายสุสาน เป็นตอนนึงที่ดาร์กที่สุด ด้วยเนื้อเรื่องแนวกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับการทำ ‘บาป’ และ ‘ความรู้สึกผิด’ โทมิเอะ: รูปถ่าย ที่เป็นตัวชูโรงของอาจารย์ และ ลูกโป่งหัวมนุษย์ ซึ่งผมมองว่าทำได้ดีที่สุดในอนิเมะชุดนี้ โดยตอนที่อยากพูดถึงแบบไฮไลต์คือ 2 ตอนหลัง

สำหรับ ลูกโป่งหัวมนุษย์ เป็น 1 ใน 3 ตอนที่อาจารย์จุนจิชอบที่สุด เขาได้รับแรงบันดาลใจจากความฝันวัยเด็ก จนกลายเป็นหนึ่งในตอนที่น่ากลัวและ Iconic ที่สุดเมื่อพูดถึงผู้เขียนมังงะคนนี้กับ Adaptation อนิเมะชุดนี้จึงขาดเรื่องนี้กับซิกเนเจอร์อย่าง โทมิเอะ ไปไม่ได้ อีกอย่างคือการเติบโตมาในแถบชนบทและเข้าเมืองเป็นครั้งคราว ทำให้เขาเห็นบอลลูนลอยฟ้าเหนืออาคารบ้านเรือนและฉุกคิดขึ้นได้ว่าบอลลูนพวกนี้เหมือนเป็นตัวแทนเหล่าชีวิตในเมืองใหญ่ บวกกับความชอบในเรื่องลี้ลับอย่าง UFO กับวัตถุประหลาดบนฟากฟ้า เขาจึงรวมองค์ประกอบเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นลูกโป่งหัวมนุษย์

จุนจิ อิโต้ คิดพล็อตเรื่องนี้ด้วยไอเดียกับความฝันที่ว่า ให้มีลูกโป่งลอยอยู่บนท้องฟ้าทั่วโลก แล้วลูกโป่งแต่ละลูกจะมีเชือกผูกศพห้อยต่องแต่งไปมา ซึ่งในตอนแรกเป็นเพียงลูกโป่งเฉย ๆ แต่พอขบคิดแล้วว่าจะทำให้มันประหลาดยังไง จึงเกิดเป็นไปเดียลูกโป่งโจมตีคนขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าขาดบางอย่าง องค์ประกอบสุดท้ายที่นึกขึ้นได้คือ “ถ้างั้นก็ให้ลูกโป่งเป็นหน้าคน ๆ นั้นซะเลยสิ” ตรงนี้มาจากแนวคิดของอาจารย์เองที่ว่า บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือตัวเราเอง เหมือนกับโอชิคิริตอนตัวเองจากอีกโลก และโทมิเอะกับการตั้งคำถามว่าอะไรคือตัวเรา และการกลัวการส่องกระจกของอาจารย์เอง เลยออกมาเป็นลูกโป่งหน้าคนที่พุ่งเอาเชือกมาแขวนคอตัวละครอย่างที่เห็นครับ

เจาะลึกปรมาจารย์ความสยอง จุนจิ อิโต้ กับเรื่องเขย่าขวัญฉบับอนิเมะใน Junji Ito Maniac

สำหรับ โทมิเอะ ซึ่งเป็นผลงานเดบิวต์และเป็นเหมือนมาสคอตของจุนจิ อิโต้ มาตลอด (พอ ๆ กับปลาและหอย) อาจารย์ไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ แต่ต้นกำเนิดมาจากการเป็นอมนุษย์ที่ถูกฆ่าตายแล้วเหมือนไม่ตาย ไม่ว่ากี่ครั้งก็จะกลับมา มาจากการที่เขาสูญเสียเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งสมัย ม.ต้น จากอุบัติเหตุรถชน อาจารย์อธิบายว่ามันเป็นความรู้สึกแปลกที่วันหนึ่ง คน ๆ หนึ่งก็หายตัวไปจากโลก และเขาคาดหวังว่าจู่ ๆ เพื่อนคนนั้นจะกลับมาปรากฏตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงถ่ายทอดความรู้สึกนี้มาสู่มังงะ และถ่ายทอดมันผ่านตัวละครโทมิเอะ 

จุนจิ อิโต้ ใส่ความปรารถนาของมนุษย์ลงไปในตัวโทมิเอะ ทั้งความเป็นอมตะ (จะเรียกแบบนี้ก็ได้) ไม่มีวันตาย แถมยังเพิ่มจำนวนได้ เป็นที่ต้องการเสมอ ชีวิตสมปรารถนา มักได้ในสิ่งที่ต้องการ มีเสน่ห์เย้ายวน น่าดึงดูด บริวารรายล้อมเหมือนราชินี แต่ในเวลาเดียวกันก็อันตรายและน่าสะพรึง สิ่งที่โทมิเอะมีคือทุกอย่างและความสามารถจะทำอะไรก็ได้ตามชอบ เพื่อความสนุก สะใจ ยั่วยวนด้วยการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศตัวละครชาย ยั่วยวนให้คนมัวเมาในกิเลส จนทำเรื่องบ้า ๆ แล้วพบกับความวินาศ ส่วนเธอนั้นหัวเราะคิกคัก แม้กระทั่วยั่วยวนให้ผู้อื่นฆ่าตัวเอง เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดของการมีเพียงชีวิตเดียว

การวาดโทมิเอะคืออีกหนึ่งผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอดอลอย่าง อุเมซุ คาสึโอะ เพราะในมังงะของอาจารย์คาสึโอะมีแนวทางการวาดที่เรียกว่า ‘สาวงามกับอสูร’ อยู่ครับ ก็คือการวาดให้สิ่งมีชีวิตดูสวยงามและอัปลักษณ์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากและท้าทาย แต่ท้ายที่สุดจุนจิก็สร้างตัวละครนี้โดยมองว่าโทมิเอะมีคุณสมบัตินี้อยู่ นอกจากนี้เธอยังเป็น ‘ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก’ สำหรับเขาด้วย ตัวละครหญิงอื่น ๆ จึงพยายามไม่วาดให้คล้ายโทมิเอะมากเกินไป แต่พอจะต้องวาดให้ออกมาสวย วาดไปวาดมาดันไปคล้ายกับโทมิเอะอีก

สำหรับตอนรูปถ่ายที่อยู่ใน Junji Ito Maniac ตอนนี้นับเป็นตอนที่สะท้อนธีมของโทมิเอะและความตั้งใจของอาจารย์จุนจิเต็ม ๆ คือใช้ความสวยเล่นสนุกด้วยการปั่นหัวตัวเอกหญิงที่ชื่อสึกิโกะ จากนั้นปล่อยให้สึกิโกะถ่ายรูป จนออกมาเป็นรูปที่สวยด้วยใบหน้าด้านหน้า และน่าเกลียดน่ากลัวจากหน้าที่งอกออกมาข้างหลัง ซึ่งนั่นคือความอัปลักษณ์ภายใต้ความสวยงามของตัวละครนี้ 

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

สำหรับตอนสั้นที่ความยาว 10 กว่านาที ต้องพูดว่าคละคุณภาพกันไปครับ

ตอนที่ดูจบแล้วเฉย ๆ หรือสนุก แต่รู้สึกว่าจบแบบค้างคาเกินไปหรือไม่ครบถ้วน คือตอน รา ทางวงกตสุดจะทนไหว รถไอศกรีม เกยตื้น ผู้บุกรุก และ ตอนอุโมงค์พิศวง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอุโมงค์บ้านเกิดของอาจารย์จุนจิที่นาคัตสึงาวะ ตอนเหล่านี้บางตอนถือว่าเพียงพอ แต่บางตอนก็ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า หากดูจบแล้วไปอ่านมังงะหรือยังไม่ได้ดูแล้วอ่านมังงะเลย จะได้รายละเอียดครบถ้วนและมีน้ำหนักกว่า การลำดับเรื่องที่แตกต่างแบบลงตัวกว่าครับ แต่ก็นับว่าทำได้ดีไม่น้อยสำหรับบางตอนที่แม้จะตัดให้สั้นลงแต่สารยังครบถ้วน กับบางตอนมีการลำดับใหม่ได้ดีกว่ามังงะ

ต่อมาเป็นตอนที่ขอนิยามว่า จดจำแบบฝังลึกลงไปในจิตใจ ได้แก่ ตอน ห้องแห่งนิทรา กองหนังสือหลอน รูปปั้นไร้หัว ผมยาวแห่งห้องใต้หลังคา และ ข้างหลังตรอก ที่เคยได้คะแนนอันดับ 1 และเป็นที่นิยมมาก ถึงแม้อาจารย์จะยังรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่เต็มที่ก็ตาม และตอน เด็กขี้แกล้ง ที่ไม่มีสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ขับเน้นความน่ากลัวของมนุษย์ออกมาได้ดี ทุกตอนที่กล่าวไปในประเภทนี้อนิเมะทำได้ในขั้นดี 

สำหรับประเภทจำฝังลึกยังมีอีก ซึ่งผมเลือกแยกมาพูดถึง คือ หญิงกระซิบ จากเล่ม เศษซากอสูร และ สยองหลายชั้น ที่ตีพิมพ์เป็นฉบับพิเศษในหนังสือ เจาะลึก อิโต้ จุนจิ หญิงกระซิบ เป็นตอนที่ต้องชมว่าอนิเมะถือว่าทำได้ดี เพราะถ่ายทอดเสียงทั้งพากย์และอารมณ์ความรู้สึกจากมังงะออกมาแทบครบ รวมถึงเป็นตอนที่ไม่รู้เหมือนกันว่าควรรู้สึกยังไงดี (ในแง่ดี และรู้แต่ว่าตอนนี้ดี) 

ส่วน สยองหลายชั้น ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ค้นพบว่าตัวเองมีหลายชั้นเหมือนวงปีต้นไม้ ก็เป็นอะไรที่สยองและเป็นหนึ่งในตอนที่ดีกับจำฝังตาฝังใจที่สุดเช่นกัน และถ่ายถอดความรู้สึกหดหู่ชวนอึ้งผ่านงานด้านภาพได้อย่างดีทั้งฉบับอนิเมะและมังงะ 

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

ในขณะที่ตอน ห้องสี่ชั้น และ สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เป็นตอนที่ดูสนุก ๆ เบาสมอง ซึ่งถือว่าอาจารย์จุนจิเลือกมาเพื่อตัดมู้ดกับตอนหนัก ๆ ได้ค่อนข้างดี เด็กหนุ่มคาบตะปูตัวแสบสายปั่นอย่างโซอิจิ ที่ชอบสาปคนอื่นและมาพร้อมกับวลี “เดี๋ยวแกได้เจอความสยองขวัญแน่” ในแง่หนึ่งแม้ออกจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มาก ๆ และพอเข้าใจได้เลยครับว่า ทำไมนอกจาก โทมิเอะ แล้ว โซอิจิ ถึงเป็นซีรีส์ยาวและเป็นที่นิยมในหมู่ผู้อ่านผลงานอาจารย์จุนจิ อิโต้ 

อาจารย์เคยเล่าตอนให้สัมภาษณ์ว่า โซอิจิเป็นเหมือนร่างแยกของอาจารย์ และมีองค์ประกอบบางอย่างของอาจารย์อยู่ในตัว แม้นิสัยจะไม่เหมือนกันเป๊ะ ซึ่งเดิมที โซอิจิไม่ใช่ตัวเอก แต่ตั้งใจให้เป็นแค่ตัวละครสุดเกรียนที่ไปป่วนทริปหน้าร้อนคนอื่น ในขณะที่ มิจินะ ที่เป็นญาติคือตัวเอกดั้งเดิม แต่หลังจากที่เขียนไปเขียนมา หมอนี่ก็ดูมีเอกลักษณ์และน่าจดจำ จนกลายเป็นเหมือนพระเอกของจักรวาลจุนจิ อิโต้ ไปซะอย่างนั้นเลยครับ ส่วนตอน สัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เราก็จะได้เห็นความเป็นทาสแมวของปรมาจารย์สยองขวัญท่านนี้ด้วยเช่นกัน

แรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นความสยองใน Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre ของ จุนจิ อิโต้

โดยรวมแล้วใช้คำว่า Junji Ito Maniac: Japanese Tales of the Macabre เป็นผลงานประเภท ‘ดีที่มี’ แล้วกันครับ อาจจะยังไม่สมบูรณ์ทางความรู้สึก แต่หากพูดถึงหน้าที่ของมันที่ทำแฟน ๆ ซึ่งลืมไปแล้วเพราะเคยอ่านล่าสุดตอนมัธยมต้นอย่างผม คนที่อ่านอยู่บ่อย ๆ และรอดูอนิเมะด้วย กับคนไม่รู้จักและไม่เคยดูมาก่อน หันมาชื่นชอบหรือชวนกลับไปอ่านและสนใจงานอาจารย์จุนจิ อิโต้ อีกครั้งได้ ก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเลยครับ ยิ่งติดอันดับแรก ๆ ในหลายประเทศทั่วโลกด้วยแล้ว ส่วนสำหรับผมถือว่าเพลิดเพลิน ดูแล้วอยากไปไล่อ่านผลงานอาจารย์ทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

พอมานึก ๆ ดู ถึงตอนนี้ก็คงพูดได้แล้วล่ะครับว่า หลังจากที่อาจารย์จุนจิ อิโต้ มีศิลปินหลายคนเป็นไอดอล มาวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนมังงะคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของวงการและของฝั่งซีกโลกตะวันออก เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการประกาศสร้างผลงานหรือหยิบผลงานเก่า ๆ ที่เคยตีพิมพ์มาบอกเล่าในอีกฟอร์ม มักจะมีกระแสตอบรับที่ดีและผู้คนรอคอยกันเสมอ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นเมื่อดูจากปฏิกิริยาของผู้คนตอนลงข่าวเกี่ยวกับอนิเมะเรื่องนี้

ขอปิดท้ายด้วยการพูดถึงผลงานของจุนจิ อิโต้ นอกเหนือจากนี้และที่กำลังจะมาหลังจากนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้โปรเจกต์เกม Silent Hills ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างตัวเทพที่ยกย่องและนับถือกันและกันอย่างอาจารย์จุนจิ, กิเยร์โม, เดล โตโร และ ฮิเดโอะ โคจิม่า (Hideo Kojima) จะถูกพับไป แต่เราก็กำลังจะได้ดู Uzumaki หรือ ก้นหอยมรณะ ที่จะสร้างเป็นอนิเมะขาวดำภาพดิบ ๆ แบบต้นฉบับ ออนแอร์ทางช่อง Adult Swim (ช่องที่มี Rick and Morty) กับ โทมิเอะฉบับ Live-action ของฝั่งฮอลลีวูดครับ และหวังอย่างยิ่งว่าจะได้ดูผลงานดัดแปลงจากมังงะเรื่องอื่น ๆ ของอาจารย์อีก ในคุณภาพที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • เจาะลึก อิโต้ จุนจิ
  • www.youtube.com
  • grapee.jp
  • www.mentalfloss.com
  • www.cbr.com
  • sabukaru.online
  • netflixlife.com

Writer

Avatar

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load