22 ปี กับ 1,017 คือระยะเวลาการออกอากาศ และจำนวนตอนของ ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

สำหรับใครหลายคน ละครเรื่องนี้เปรียบเสมือนเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตัวละครหลายรุ่น เปลี่ยนฉากจากโรงเรียนในยุค ‘6/16 ร้ายบริสุทธิ์’ มาสู่รั้วมหาวิทยาลัยบางกอกบัณฑิต ก่อนวกกลับมานำเสนอเรื่องโรงเรียนอีกรอบ

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ส่วนหนึ่งคงเพราะเนื้อหาที่ถูกถ่ายทอด ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัววัยรุ่น ทั้งครอบครัว ความรัก การเรียน เพื่อนฝูง หรือความเชื่อ แถมยังผนวกกับสถานการณ์บ้านเมือง ตั้งแต่ยาเสพติด ท้องในวัยเรียน การเลือกตั้ง จนถึงสึนามิ ส่งให้ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมต่อเนื่อง และถูกยกให้เป็นบันทึกเรื่องราววัยรุ่นไทยตลอด 2 ทศวรรษที่สมบูรณ์ที่สุดฉบับหนึ่ง

ที่สำคัญ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักแสดงมืออาชีพหลายคน อาทิ เขตต์ ฐานทัพ, อ้น-สราวุธ มาตรทอง, ซาร่า มาลากุล เลน, จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม, หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ, แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์, เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล, โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์ หรือ บีม-ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์ ฯลฯ

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน หน่องอรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลัง 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ และ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มาร่วมพูดคุยถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมด้วยความฝันและแรงบันดาลใจ จนกลายเป็นละครประวัติศาสตร์ที่ออกอากาศยาวนานที่สุดของประเทศไทย 

01

เรื่องแสบๆ ของเด็กห้องบ๊วย 

ย้อนกลับไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2539 เป็นครั้งแรกที่คนไทยได้รู้จักกับแก๊งเด็กหนุ่มสุดแสบจากห้อง 6/16 แห่งโรงเรียนศาสตราวิทย์ แม้ไม่ใช่ละครวัยรุ่นเรื่องแรก แต่ด้วยความกวนโอ๊ย สรรหาเรื่องวุ่นๆ มาให้บรรดาครูต้องกุมขมับอยู่เสมอ ก็ทำให้เรื่องราวของพวกเขาเข้ามาอยู่ในใจของผู้ชมได้ไม่ยาก

จุดเริ่มต้นของ 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ มาจากตอนนั้นบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ได้เวลาช่วงบ่ายโมงมาจากไทยทีวีสีช่อง 3 และเห็นว่า เด็กวัยนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การกระทำบางอย่างอาจไม่ตรงกับความคาดหวังของสังคม และถูกมองว่าเป็นปัญหา เป็นเรื่องอื้อฉาว เพราะฉะนั้น หากมีละครที่เข้ามาช่วยเป็นสื่อกลาง ให้ข้อคิด และเสริมความเข้าใจที่มีต่อวัยรุ่นมากขึ้นก็คงเป็นเรื่องดี

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

“เรารู้สึกว่า ม.6 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นปีสุดท้ายก่อนเข้ารั้วมหาวิทยาลัย เป็นวัยที่รักเพื่อน เชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่หรือครูด้วยซ้ำไป เราก็เลยอยากจะทำละครที่สะท้อนสามส่วนด้วยกันคือ ครอบครัว ตัวเด็กเอง แล้วก็มุมมองของครู เป็นสามเหลี่ยมที่ทุกคนดูแล้วเข้าใจได้ ครูดูแล้วเข้าใจนักเรียน พ่อแม่ดูแล้วเข้าใจลูก หรือลูกดูแล้วเข้าใจพ่อแม่”

โจทย์หนึ่งที่ผู้ผลิตต้องการฉายภาพให้เห็นคือ วัยรุ่นไม่ได้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่เป็นวัยที่อยากรู้ อยากเท่ อยากลอง อยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ต้องการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ตัวเองไม่ใช่เด็กแล้ว เพียงแต่การกระทำบางอย่างนั้นอาจผิดที่ผิดทาง ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดปัญหาตามขึ้นมาบ้าง

แน่นอนผู้ใหญ่บางคนจะตีความว่า เด็กเหล่านี้เป็นพวกตัวร้าย เป็นพวกหัวรุนแรง ที่ต้องหาทางปราบให้อยู่หมัด แต่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ใช่คนเลวหรือคนชั่ว บางทีการปล่อยให้เรียนรู้จากความผิดพลาด ก็อาจช่วยให้พวกเขาเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไปก็ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ร้ายบริสุทธิ์’ ซึ่งอยู่คู่กับละครมาตั้งแต่ต้น

หากแต่ความท้าทาย คือจะนำเสนออย่างไร ไม่ให้ดูเป็นการสอนจนเกินไป

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ทีมงานจึงออกแบบฉากหลังของละครให้เป็นห้องบ๊วยในโรงเรียนชายล้วน ซึ่งเต็มไปด้วยนักเรียนเกเร สุดเฮี้ยว เป็นหัวโจกที่คอยทำเรื่องวุ่นตลอดเวลา แต่ภายใต้ความร้ายนั้นก็มีความแตกต่าง ทั้งนิสัย บุคลิกภาพ พื้นเพของครอบครัว ตลอดจนความใฝ่ฝันในอนาคต ไม่ต่างจากสังคมที่รวบรวมคนหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน

ครั้งนั้น หน่องได้ชักชวน หมี-โชติรัตน์ รักเริ่มวงษ์ ผู้กำกับภาพยนตร์มือดี ซึ่งเคยมีผลงานอย่าง พรหมจารีสีดำ, หนุ่มสาว, นางกลางไฟ และ แรงเทียน มากำกับละครเป็นครั้งแรก ส่วนบทโทรทัศน์นั้นได้ โอ๊ทส์-เสนีย์ จิตสุวรรณวัฒนะ กับ พิง ลำพระเพลิง สองนักเขียนจากสำนักศิษย์สะดือมารับผิดชอบ ซึ่งลูกเล่นบางอย่าง เช่น โรงเรียนชายล้วน หรือ ห้อง ม.6/16 ก็มาจากประสบการณ์ตรงของโอ๊ทส์นั่นเอง

ในปีแรก ละครเลือกฉายภาพชีวิตของแก๊งเด็กแสบ 7 คน นำทีมโดย อาวุธ หัวหน้าห้อง 6/16 รับบทโดย เขตต์ ฐานทัพ ตัวละครนี้ค่อนข้างแรง พร้อมพุ่งชนทุกอย่างที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความยากลำบากมาตลอด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นศูนย์กลางที่คอยเชื่อมร้อยเพื่อนๆ ทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

ขจร ผู้มีฐานะดีสุดในกลุ่ม ฝันอยากเป็นนักธุรกิจเหมือนพ่อ แสดงโดย เอ้-ศตวรรษ เมทะนี, ธราดล จอมกวนประจำห้อง ซึ่งมีเอกลักษณ์คือ ชอบแซวสาว ชอบแต่งตัวเท่ๆ โดยเฉพาะการยกปกคอเสื้อ รับบทโดย แม็กกี้-จีรโรจน์ หทัยพงศคุณ ทะเล เด็กหนุ่มพูดเพราะ เรียกเพื่อนว่า ‘คุณ’ ทุกคำ รับบทโดย ดามพ์-ณภพภัทร รัชชานนท์กุล

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’
บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

สาธิต หรือ ซี หนุ่มหล่อประจำห้องซึ่งฝันจะเป็นนักดนตรี แสดงโดย อ้น-สราวุธ มาตรทอง, อรรถ จอมลุยผู้อยากเป็นนักมวยอาชีพ รับบทโดย โตโต้-สมชาติ สุคนธ์ และสุดท้าย กมล หรือ หมู หนุ่มอ้วนที่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจ แสดงโดย เอ็ดดี้-วิสูตร สิงหเสนี

สำหรับนักแสดงที่มารับบทนักเรียน อย่างเขตต์ แม็กกี้ อ้น ดามพ์ และโตโต้ เติบโตมาจากเวที Dutchie Boys & Girls ซึ่งเป็นเวทีสรรหาดาวดวงใหม่ที่โดดเด่นทั้งเรื่องการร้อง การเต้น และการแสดง บางคนเคยผ่านงานหน้าจอมาแล้วบ้าง แต่โดยรวมๆ ก็ถือว่าเป็นดาราหน้าใหม่อยู่ดี ส่งผลให้ผู้ชมซึมซับและเชื่อในความสัมพันธ์ของตัวละครได้ไม่ยาก

“เราพยายามวางคาแรกเตอร์ตัวละครให้สอดคล้องกันนักแสดง อย่างแม็กกี้ ดูกวนๆ หน่อย เพราะฉะนั้น ตอนคุยกับผู้กำกับ เราก็คิดว่าเขาเหมาะกับบทธราดล ซึ่งในเรื่องก็จะเป็นตัวเฮี้ยวๆ ซ่าๆ หรือบทของซี เป็นตัวละครที่มีความสามารถด้านดนตรี ซึ่งตัวอ้นเองก็มีความสามารถด้านนี้จริงๆ เหมือนกัน”

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

เช่นเดียวกับบทครู ก็มีความหลากหลายไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ ครูเจนจิรา อาจารย์ที่ปรึกษาห้อง 6/16 ซึ่งใกล้ชิดกับแก๊งเด็กแสบที่สุด รับบทโดย สุ่ย-พรนภา เทพทินกร เป็นตัวแทนของครูรุ่นใหม่ที่เข้าใจเด็ก และไม่ได้เป็นครูเฉพาะในห้องเรียน แต่ยังสนใจถึงสารทุกข์สุขดิบของนักเรียนแต่ละคน พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหา แม้บางครั้งจะถูกเด็กๆ ต่อต้านหรือมองไม่เห็นความหวังดีก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีอาจารย์รุ่นใหญ่ ซึ่งแม้จะวางตัวห่างจากนักเรียนไปบ้าง แต่ก็มีจิตวิญญาณความเป็นครูเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์วิภา ครูสอนภาษาอังกฤษ รับบทโดย พิมพ์พรรณ บูรณะพิมพ์ เป็นครูที่เฮี้ยบและหัวโบราณ แต่ก็เป็นที่ปรึกษาที่ดีของครูเจนจิรา หรือ ผอ.กิตติ แสดงโดย ญาณี ตราโมท เป็นครูที่ค่อนข้างดุ คอยรักษากฎระเบียบของโรงเรียนอย่างเคร่งครัด แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนใจดี และคอยช่วยหาทางออกให้นักเรียน เวลาที่ทำอะไรผิดพลาด

นอกจากนี้ยังมีตัวละครผู้หญิงที่เข้ามาช่วยสร้างสีสัน คือ พิม ลูกสาวผู้อำนวยการ รับบทโดย จิ๊กกี้-จุฑามาศ จันทศร คล้ายๆ เป็นนางเอกของเรื่อง กับเพื่อนสนิทชื่อ จอย รับบทโดย ลูกตาล-ศุภมาศ พะหุโล

เมื่อวางโครงสร้างคร่าวๆ เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงเนื้อหาในละคร ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องความขัดแย้งใกล้ตัววัยรุ่น

บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตวัยรุ่นไทย ผ่านซีรีส์ในตำนาน ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’

อย่าง ทะเล ซึ่งฝันอยากเป็นจิตรกร แต่ถูกพ่อคัดค้าน เพราะมองว่าไม่มั่นคง และพยายามบังคับให้เป็นนักธุรกิจเหมือนตัวเอง หรือ กมล หนุ่มอ้วนซึ่งไม่มั่นใจรูปร่างของตัวเอง จนถึงขั้นให้อาวุธสวมรอยเป็นตน เพื่อคืนโทรศัพท์มือถือที่เก็บได้ให้สาวสวยที่แอบปลื้มอยู่ บางครั้งก็เป็นพฤติกรรมกลุ่ม เช่น นัดโดดเรียนยกห้อง แกล้งครูแรงๆ ถึงขั้นเอาน้ำสาด ชกต่อยกับนักเรียนโรงเรียนอื่น พยายามแสดงให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองแข็งแกร่ง เพื่อจะได้รับการยอมรับจากคนอื่น

“เรารีเสิร์ชข้อมูลค่อนข้างเยอะ พูดคุยกับนักเรียนจริงๆ ถึงความรู้สึกของพวกเขาเวลาอยู่ในโรงเรียน ความรู้สึกที่มีต่อครู ต่อครอบครัว ต่อเพื่อน รวมทั้งยังทำวิจัยเกี่ยวกับอาจารย์ด้วยว่า เวลาสอนเด็กนักเรียน โดยเฉพาะมัธยมปลาย เขามีประสบการณ์หรือมุมมองอย่างไร ตอนนั้นเราพยายามคิดพล็อตจากปัญหา ทั้งเพื่อน พ่อแม่ ความรัก หรือการแข่งขันเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วค่อยฉายให้เห็นว่า การกระทำแต่ละอย่างสะท้อนอะไรบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน เพราะต้องการให้ผู้ชมไปคิดต่อเองว่า หากเกิดปัญหาแบบนี้ เขาควรจะทำอย่างไรดี”

ขณะเดียวกันก็ผสมผสานเหตุบ้านการเมืองที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนั้นลงไป ทั้งยาเสพติด ท้องในวัยเรียน ลักเด็ก หรือแม้แต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนหลายคนบอกว่า หากชมละครแล้ว แทบไม่ต้องติดตามข่าวเลย เพราะทีมผู้สร้างได้นำประเด็นสำคัญๆ มาถ่ายทอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ด้วยเหตุนี้ 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ จึงได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมองว่าละครเรื่องนี้คือกระบอกเสียงของพวกเขาที่ช่วยถ่ายทอดความคิด และตัวตนให้สังคมภายนอกได้รับทราบ หรือผู้ใหญ่ซึ่งก็ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงพฤติกรรมและการแสดงออกของคนรุ่นใหม่มากขึ้นเช่นกัน

“หลายคนบอกว่า ก่อนออกจากบ้านต้องดูละครของเราก่อน หรืออย่างบางเรื่องก็เป็นกระแสสังคม จำได้ว่า ช่วงหนึ่งหนังสือพิมพ์เคยลงว่า ทำไมตัวละครของแม็กกี้ถึงต้องยกปกเสื้อด้วย คือเนื้อหามันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ยกปกก็จะดูเรียบร้อยหน่อย ซึ่งพอถึงวันนี้ ประเด็นแบบนี้คงเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว แต่ตอนนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก”

แม้ต่อมาจะมีการปรับองค์ประกอบบางอย่าง เช่น นักแสดงบางคนติดภารกิจ จึงมีความจำเป็นต้องขอถอนตัวออกไป โดยช่วงปีที่ 2 ของละคร เหลือนักเรียนหลักเพียง 4 คนเท่านั้น คือ อาวุธ ขจร ธราดล และทะเล แต่ความนิยมของละครก็ไม่ได้ลดลงเลย

ที่สำคัญ ทีมงานยังพยายามสรรหาปมใหม่ๆ เข้ามาเสริมให้ละครมีมิติและความเข้มข้นขึ้น เช่นการเพิ่มตัวละครอย่าง สมโทน แสดงโดย เอก-วิชัย จงประสิทธิ์พร เด็กต่างจังหวัดที่มาเรียนต่อในกรุงเทพฯ จึงถูกชักจูงจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ง่าย ซึ่งในบทก็จะมีฉากที่เขาโดดเรียนตามเพื่อน หรือตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

หรืออย่าง ครูเมลินี อาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่ แสดงโดย นาตาชา คอฟแมน ซึ่งมารับหน้าที่แทน ครูเจนจิรา ที่ได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยตามบทแล้ว เธอต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ ทั้งการยอมรับของนักเรียนซึ่งผูกพันกับครูคนเดิมมาก และยังมีคุณแม่มหาเศรษฐี ซึ่งพยายามบอกให้ลูกสาวลาออก เพราะไม่อยากให้ลำบากมาเป็นครูที่ต้องรับมือกับเด็กสุดแสบกลุ่มนี้ ทำให้ผู้ชมยังคงสนุกและอยากติดตามเรื่องราวในห้องเล็กๆ นี้ต่อไป

6/16 ร้ายบริสุทธิ์ ออกอากาศอยู่นาน 2 ปีเต็ม จนหลายคนมองว่า วัยของนักแสดงอาจโตเกินกว่าจะรับบทนักเรียนมัธยมแล้ว ทว่าด้วยความผูกพันที่ผู้ชมมีตัวละคร หน่องและทีมงานจึงตัดสินใจต่อยอดเรื่องราวออกไป

“พอเขาเติบโตขึ้น ทุกคนก็อินไปกับเขา อยากรู้ว่าจะเอ็นทรานซ์ได้ที่ไหน ต่อไปเขาเจออะไร ทำให้เราไม่สามารถทิ้งตัวละครได้ เลยคิดว่าถ้าเขาจะก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย เราก็อยากตามไปด้วย”

นั่นเองที่นำมาสู่ตำนานบทใหม่อย่าง ‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เมื่อ พ.ศ. 2541

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
02

เรื่องวุ่นๆ ของเด็กใหม่

แม้จะมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่ทุกคนล้วนมีฝันและทางเดินของตัวเอง

หลังเรียนจบชั้น ม.6 ตัวละครหลักทั้ง 4 คนสอบเข้ามหาวิทยาลัยบางกอกบัณฑิตได้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็แยกย้ายไปเรียนตามคณะที่สนใจ ขจร เลือกเรียนบัญชี ทะเล เรียนศิลปกรรมศาสตร์ ส่วน อาวุธ กับ ธราดล เรียนต่อที่คณะนิเทศศาสตร์ แต่ถึงตัวจะห่างกัน ความสัมพันธ์ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ทีมงานได้สร้างสังคมใหม่ขึ้นมา โดยให้สมาชิก 6/16 เจอเพื่อนซี้คนใหม่ อย่าง ชาลี ซึ่งรับบทโดย อ้น-ทรงวุฒิ ศรีเชิดชูธรรม ได้รู้จักเพื่อนผู้หญิงจริงจังเป็นครั้งแรก หลังอยู่โรงเรียนชายล้วนมาตลอด นั่นคือ วัสสา แสดงโดย ซาร่า มาลากุล-เลน ได้เจอคู่ปรับที่เป็นทั้งเพื่อนและไม้เบื่อไม้เมา อย่าง ภาณุ รับบทโดย อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ และ เอ็ม แสดงโดย โอ๊ต-นิติ ลออธรรม ได้เจอรุ่นพี่ที่ยังเรียนอยู่ อย่าง พี่ช้าง ประธานนักศึกษา รับบทโดย เกริก ชิลเลอร์ และรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว แต่ก็ยังวนเวียนมาเยี่ยมรุ่นน้อง คือ พี่เบิ้ม รับบทโดย ตี๋อ้วน-นำชัย จรรยาฐิติกุล

เช่นเดียวกับอาจารย์ซึ่งอาจไม่ได้ใกล้ชิดเหมือนกับครูมัธยม แต่ก็มีบทบาทชี้แนะแนวทางการใช้ชีวิตในรั้วอุดมศึกษามากเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น อ.มาติกา อาจารย์ที่ปรึกษาชั้นปี 1 รับบทโดย แหม่ม-จรียา ทิพยวัฒน์ หรือ อ.เจตต์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนักศึกษา ซึ่งแสดงโดย ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

หากแต่โจทย์ที่หินสุดของทีมงาน คือการทำอย่างไรให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินไปอย่างไร้รอยต่อที่สุด

“ตอนนั้นเราคิดตามเวลาจริงเลยว่า ถ้าเขาไปแล้วเขาจะต้องเจออะไรบ้าง ตอนนั้นเราก็ต้องรีเสิร์ชข้อมูลใหม่หมดว่า การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยต่างจากตอนมัธยมยังไง แต่ละคณะแตกต่างกันอย่างไร ปีหนึ่ง สอง สาม จะเจออะไรบ้าง มีเรื่องเข้าชมรม มีการรับน้อง พูดง่ายๆ เหมือนเป็นติวเตอร์ที่แนะแนวการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยให้เด็กๆ ได้เลย”

ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของละครเอาไว้ด้วย นั่นคือ การอิงกับสถานการณ์และกระแสสังคม โดยบุคคลที่มีบทบาทที่สุด คงต้องยกให้ ซูโม่แห้ว-บำเพ็ญ ชำนิบรรณการ ซึ่งเข้ามากำกับละคร น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เต็มตัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 – 2554 

“พี่หน่องรู้จักกับพี่แห้วมานานมาก ตั้งแต่สมัยทำซูโม่สำอาง ตอนนั้นพี่หน่องเป็นผู้กำกับรายการ ส่วนพี่แห้วเป็นคนเขียนบทและแสดงด้วย ก็เลยรู้ทางกัน พอมาทำ น้องใหม่ฯ พี่แห้วก็เลยทั้งเขียนบทด้วย กำกับด้วย ตัดต่อด้วย ซึ่งจุดเด่นของพี่แห้ว คือการทำให้เนื้อหาให้อัปเดตตลอดเวลา

“อย่างช่วงหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ปาหินขึ้น ซึ่งเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ว่ามันมีคนตายเลยนะ หรือการวางยานอนหลับในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด คือเอายาไปป้ายที่หลอด พอเด็กผู้หญิงหยิบหลอดก็มีคนเข้ามาประกบแล้ว บอกว่าเป็นอา น้องไม่สบายจะเป็นลม แล้วก็พาออกไปทำไม่ดี ซึ่งหลายครั้งมีข่าววันพุธ พอวันรุ่งขึ้นบทเสร็จแล้ว พร้อมถ่ายทำเพื่อออกอากาศวันเสาร์-อาทิตย์ ได้เลย”

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

นอกจากนี้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ยังค่อนข้างยืดหยุ่นกับตัวละคร ไม่ได้ผูกติดกับนักแสดงเดิมจาก 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ เพราะหลังออกอากาศได้ราว 3 ปี ทีมงานได้เสริมตัวละครรุ่นใหม่ๆ เข้ามา ในบทของน้องปี 1 เช่น แอม-ธัญวิสิฎฐ์ เสียงหวาน รับบทเป็น แทนไท อุ๋ม-รุษยา เกิดฉาย รับบทเป็น อัญชลิกา ย้ง-ธรากร สุขสมเลิศ รับบทเป็น แคน หรือ แอม-ณัฏฐา ชาญเลขา รับบทเป็น แอ้ม เพื่อทดแทนบทของรุ่นพี่ซึ่งกำลังจะจบการศึกษาออกไป

“เราเริ่มจะตามไม่ไหวแล้ว เลยใช้วิธีเปลี่ยนรุ่นน้องใหม่แต่ละปีเข้ามาแทน แน่นอนว่าย่อมมีผลกระทบ เพราะผู้ชมส่วนใหญ่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร เพราะฉะนั้น เวลาที่ต้องปิดตัวละครใด เราก็จะมีบท Farewell เหมือนต้องจากลาตัวละครนั้นจริงๆ ให้เหมือนว่าเขาเป็นผ้าผืนหนึ่งที่ถูกแต่งแต้มสีแล้ว เข้าใจชีวิตเยอะขึ้น และพร้อมจะออกไปสู่สังคมภายนอก ขณะเดียวกัน เราก็ต้องหาวิธีทำให้ผู้ชมรักตัวละครชุดใหม่ ด้วยการทำบทให้สนุกและน่าติดตาม”

ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มีการผลัดรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยนักแสดงส่วนใหญ่ก็มาจากสายประกวดต่างๆ อย่าง The Star, Academy Fantasia, LG Star Talent รวมถึง Dutchie Boys & Girls

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

เมื่อ พ.ศ. 2546 ได้เสริมตัวละครอย่าง ดิน รับบทโดย กระหล่ำ-ภูวดล ลายสนิท, สะหลิ่ม รับบทโดย ภาณุพงศ์ วราเอกศิริ, หมอกี รับบทโดย บุ๊คกี้พิมพลอย ปัจชัยโย และ สายขวัญ รับบทโดย จ๊ะจ๋า-พริมรตา เดชอุดม 

ต่อมาใน พ.ศ. 2548 ก็ได้เพิ่มกลุ่มของ มัดหวาย แสดงโดย ต๊อด-ศิณะ อุ่นทรพันธุ์, แล้วแต่ รับบทโดย แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์, เอ้อระเหย รับบทโดย เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์, หนามเตย รับบทโดย แพรว-หัสสยา อิสริยะเสรีกุล, อินฟินิตี้ รับบทโดย วรนันท์ จันทรัศมี และ มะพร้าว รับบทโดย สน-สนธยา ชิตมณี 

และสุดท้าย พ.ศ. 2551 เพิ่มตัวละครอย่าง ตังค์ทอน รับบทโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ จันทร์เต็ม, นาโน รับบทโดย โบ-ทิตชญา ภูดิทกุลกานต์, ลอยแก้ว รับบทโดย มิ้น-มิณฑิตา วัฒนกุล, หลินฮุ่ย รับบทโดย ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, ธรรมดา รับบทโดย รอน-ภัทรภณ โตอุ่น, ตามตะวัน รับบทโดย ปาล์ม-ศุภชัย สุวรรณอ่อน และ ราดหน้า รับบทโดย ต่อ เตชธุวานันท์

จุดเด่นหนึ่งที่หลายคนมักพูดถึงก็คือ ชื่อของตัวละครที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหน่องอธิบายว่า เป็นความตั้งใจของซูโม่แห้วที่ต้องการสะท้อนอัตลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัว

“อย่างตัวละครที่ชื่อ แล้วแต่ ตามบทคือพ่อออกจากบ้านตั้งแต่เกิด แล้วหลังจากนั้นแม่ก็ตาย ส่วนลูกที่เกิดมาก็ไม่มีใครเลี้ยง ต้องอยู่กับหมา ผ่านมาห้าวัน ญาติถึงเพิ่งมาเจอ แต่ไม่มีใครอยากรับไปเลี้ยง เกี่ยงกันว่าแล้วแต่เธอแล้วกัน เด็กคนนี้ก็เลยชื่อแล้วแต่ และพอโตขึ้น เขาจึงเป็นตัวละครที่เข้มแข็งมาก เพราะต้องต่อสู้มาตั้งแต่เกิด”

เช่นเดียวกับบทอาจารย์ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ใช่ครูที่เคร่งครัดตลอดเวลา แต่ก็ยังสามารถที่ปรึกษาและคอยชี้แนะแนวที่ดีให้เด็กๆ ได้ เช่น อาจารย์พอดี ซึ่งรับบทโดย ซูโม่เอ๋-เกรียงไกร อมาตยกุล หรือ อาจารย์เกริกชาย ซึ่งรับบทโดย ก้อง-ปิยะ เศวตพิกุล

“ครูส่วนใหญ่จะเห็นว่าหนักไปทางตลก ไม่ค่อยซีเรียสมาก เพราะเราไม่อยากให้ทัศนคติที่มีต่อครู ซีเรียสจนเกินไป แต่ก็เป็นครูที่หลากหลายรูปแบบ อย่างอาจารย์เกริกชายก็จะเป็นมาดพี่ก้องเลย ค่อนข้างแหวกแนว มีคาแรกเตอร์โดดเด่น และที่สำคัญคือต้องทันเด็ก ไม่ให้ถูกนักเรียนหลอก”

อย่างไรก็ดี แม้จะเปลี่ยนนักแสดงอยู่ตลอด แต่เพื่อไม่ให้ละครสะดุด ทีมงานจึงให้ตัวละครบางตัวร่วมแสดงต่อไป เช่น เป็นไท ซึ่งหลังเรียนจบก็ร่วมหุ้นเปิดร้านกาแฟกับ พี่ช้าง เพื่อเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง หรือตัวละครอย่าง สายขวัญ ก็ยังมีบทบาทเคียงข้างรุ่นน้องอย่าง แล้วแต่ กับ หนามเตย อีกนานหลายปี

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ไม่เพียงแค่นั้น นอกจากฉากมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2546 ซูโม่แห้วยังหยิบเอาตัวละครนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนอัจฉริยวิทย์ ในละครเรื่อง ทีเด็ด ครูพันธุ์ใหม่ จิตพิสัยเดือด มาประกบควบคู่แก๊งเด็กมหาวิทยาลัย โดยมีร้านกาแฟของ เป็นไท เป็นจุดเชื่อมโยงคน 2 กลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ละครมีมิติที่กว้างขึ้น ซึ่งตัวละครมัธยมที่โดดเด่น และมีสีสันมาก คือ ปักเป้า แสดงโดย หม่อมเอ็ม-อรรถพล เทศะวงศ์ และ มะยม รับบทโดย หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ ซึ่งมักมาขอคำปรึกษาจากพี่ๆ ทั้งเรื่องการเรียน และชีวิตส่วนตัว

กว่าสิบปีที่ซูโม่แห้วดูแลการผลิต ต้องถือว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ มีพัฒนาการสูงสุด ทั้งตัวละครซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง รวมไปถึงประเด็นที่นำเสนอ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องอ่อนไหวมาก แต่ก็จำเป็นต้องนำเสนอ เช่น ตอนดอกไม้ที่ยังไม่บาน ซึ่งเขาหยิบเอาเรื่องท้องในวัยเรียนของคู่รักมัธยม พีกับนิจิ มาถ่ายทอดเป็นซีรีส์เรื่องยาว 17 ตอน

“ตอนนี้เป็นเรื่องจริง มีคนส่งข้อมูลมา ซึ่งถามว่าประเด็นนี้แรงไหม… แรงมาก จนเรากลัวว่าฝ่ายเซ็นเซอร์ของช่องจะยอมให้ผ่านหรือเปล่า แต่ด้วยความที่เราทำละครวัยรุ่น ก็ควรกล้าสะท้อนเรื่องแบบนี้ออกมา เพียงแต่เราก็ต้องพยายามทำบทให้ชัดเจนที่สุด เสนอทั้งปัญหาและวิธีการแก้ไข โดยเฉพาะครอบครัว ซึ่งต้องเข้าใจก่อนเป็นลำดับแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องมิตรภาพของเพื่อนที่คอยช่วยเหลือให้เขาผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้”

ความกล้านำเสนอสิ่งที่แตกต่างนี้เอง ทำให้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ได้รับการพูดถึงในฐานะของละครน้ำดีที่ช่วยยกระดับสังคมให้ดีขึ้น จนกวาดรางวัลจากสถาบันต่างๆ มามากมายเกือบสามสิบรางวัล

03

กลับสู่รั้วโรงเรียน

หลังถ่ายทอดเรื่องชีวิตของเด็กมหาวิทยาลัยมาต่อเนื่องนับสิบปี ใน พ.ศ. 2556 ก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ คือการกลับมาดำเนินเรื่องในโรงเรียนมัธยมอีกครั้ง เพราะสามารถฉายภาพวัยหัวเลี้ยวหัวต่อได้ชัดเจนกว่า เช่นเดียวกับตัวผู้กำกับ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ผลัดใบจาก ซูโม่แห้วมาเป็น พุ-เหมันต์ เชตมี ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง เซ็กส์โฟน คลื่นเหงา สาวข้างบ้าน

ครั้งนั้น บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ได้จัดทำโครงการ ‘คริสตัล ตามล่า…น้องแก๊งใหม่ Freshy Gang Hunting’ เพื่อเฟ้นหาหนุ่มสาวจากทั่วประเทศ มาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในละครน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เนื่องจากช่วงหลังๆ เวทีประกวดน้อยลงมาก อีกทั้งยังถือเป็นการเช็กกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อละครด้วย

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“เราคิดว่าอยากให้มีตัวแทนภาคต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน แล้วก็มีคณะกรรมการไปคัดทุกภาคเลย จำได้ว่ามีคนมาสมัครเป็นพันเลย จากนั้นก็มาคัดต่อจนเหลือรอบสุดท้าย ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเรา และยังเป็นโอกาสได้เจอเด็กรุ่นใหม่ที่รักการแสดงอีกด้วย”

สำหรับในฉากใหม่นี้ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอารยะวิทย์ ผ่านตัวละคร 8 ตัว คือ ภูผา รับบทโดย โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์, น้ำขิง รับบทโดย มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล, ปราบภัย รับบทโดย บีม-ปภังกร ฤกษ์เฉลิมพจน์, ดีจัง รับบทโดย นารา เทพนุภา, คีตะ รับบทโดย เจสซี่-เมฆ เมฆวัฒนา, คอนเน็ค รับบทโดย ภีมส์-ภาคิน บวรศิริลักษณ์, พอเพียง รับบทโดย เกมส์-ทิชากร คุปตวาณิชย์ และ มังกร รับบทโดย จิมมี่-ศศินทร์ เชาว์ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีทักษะความสามารถทางด้านดนตรี ทั้งร้อง เล่น และเต้น และมีความฝันที่จะรักษาชมรมดนตรีที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนมาทุกปี หลังเข้าสู่ยุคมืดไม่มีใครสนใจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าสอบมหาวิทยาลัยควบคู่ไปด้วย

โดยนอกจากนี้ยังมีตัวละครชุดเดิม อย่าง ปักเป้า ซึ่งย้ายมาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับทั้ง 8 คน และรุ่นพี่อีก 2 คน คือ ลอยแก้ว และ ราดหน้า ทำหน้าที่เชื่อมโลกสองใบเข้าไว้ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ละครจะมีธีมที่ชัดเจน แต่เนื้อหาในแต่ละสัปดาห์ก็ยังเกี่ยวพันกับชีวิตวัยรุ่น ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง การเรียน และความรัก ซึ่งในมุมหนึ่งหลายคนอาจมองว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ กำลังย่ำอยู่ในรอยเดิมหรือไม่ เนื่องจากประเด็นเหล่านี้ล้วนถูกนำเสนอในละครมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าสำหรับหน่องแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะแม้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่เมื่อต่างคน ต่างบริบท ต่างสถานการณ์ ก็ย่อมทำให้เรื่องเล่านั้นน่าสนใจได้ไม่ยาก

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“จริงๆ แล้วชีวิตมนุษย์เหมือนวนลูป บางอย่างรุ่นพี่เจอมาหมดเลย แต่น้องไม่เคยเจอ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ก็เลยไม่ต่างกันมาก แต่ด้วยสถานการณ์และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เลยทำให้เนื้อหาไม่เชย ก็เหมือนชีวิตมนุษย์ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยเปลี่ยนคือ การสะท้อนภาพของสังคมในแต่ละยุค สังคมเกิดอะไร ตัวละครก็เจอไปพร้อมๆ กัน ผู้ชมก็เลยรู้สึกใกล้ชิด เหมือนได้ติดตามคนรู้จักที่ผูกพันกัน”

ผู้อำนวยการผลิตยังอธิบายต่อด้วยว่า ปกติแล้วการทำงานของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะกำหนดทิศทางเป็นรายปี เช่นปีที่ผ่านมาเคยทำประเด็นสังคมเรื่องนี้ไปแล้ว ปีถัดมาก็อาจจะเลือกทำหัวข้อหนึ่งที่ฉีกออกไป แต่หากประเด็นเร่งด่วนหรือน่าสนใจก็สามารถสอดแทรกได้ตลอด เช่นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ ได้นำเสนอตอนพิเศษ หน้าที่ของลูก เพื่อรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมเชิญรุ่นพี่ๆ ที่เคยแสดงหลายสิบชีวิตมาร่วมเข้าฉากด้วย

ขณะเดียวกันก็ยังพยายามเสริมลูกเล่นใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ละครมีสีสัน ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ทีมงานใช้มาตลอด คือ การเพิ่มตัวละครใหม่ๆ อย่างเช่น มารีน่า นางแบบสาวที่อยากเอาชนะผู้ชาย รับบทโดย ศดานันท์ บาเล็นซิเอก้า ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นนางเอกของเรื่องคู่กับ ปราบภัย หลังจากพระเอก-นางเอกตัวจริง อย่าง ภูผา และ น้ำขิง ไปเรียนต่อเมืองนอก หรือ โชกุน เด็กติดเกมซึ่งเป็นตัวกวนประจำก๊วน รับบทโดย ไฮด์-ศรุญสธร ธนวัชรวัฒน์ รวมไปถึงแก๊งรุ่นน้อง อย่าง แดน-ฟลุท-สีน้ำ ซึ่งมีความคิดของตัวเอง จนบางครั้งก็กลายเป็นความไม่ลงรอยกับรุ่นพี่

หรืออย่างเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ทีมงานได้จัดทำตอนพิเศษ I AM YOU สู้เพื่อฝัน เป็นมินิซีรีส์ยาว 14 ตอน พร้อมกับปรับเปลี่ยนชื่อละครเป็น น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เดอะซีรีส์ โดยครั้งนั้นละครพูดถึง ยู ซึ่งแสดงโดย ก็อต-อิทธิพัทธ์ ฐานิต ศิลปินฝึกหัดจากเกาหลีใต้ ซึ่งถูกส่งตัวกลับบ้าน น้าชายผู้ผลักดัน จึงพยายามหาวิธีปลุกพลังของยูขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการส่งเขาไปดูแลวงดนตรีโนเนมของแก๊งน้องใหม่ ซึ่งต่อมาเขาก็เข้าใจและเรียนรู้ถึงความฝันและความต้องการของตัวเองว่าคืออะไรกันแน่

‘น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์’ เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์
น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“เราตั้งใจให้ เดอะซีรีส์ฯ เป็นเหมือนการเจาะลึกประเด็นลงไปเลย ซึ่งอย่างในตอนนั้น กระแสเกาหลีกำลังฮอตมาก เด็กไทยหลายคนอยากเดบิวต์ อยากเป็นศิลปินเกาหลี พ่อแม่บางคนก็พยายามผลักดันลูกเต็มที่ แต่บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดี อาจไม่ใช่สิ่งที่ชอบหรืออยากเป็นจริงๆ ซึ่งในเรื่อง ก็อตเองก็ไม่ได้อยากทำ แต่ถูกน้าชายบังคับ คำถามคือแล้วความฝันจริงๆ ของเขาคืออะไร อยู่ตรงไหน เราก็ทำเป็นเรื่องยาวเลย ถือเป็นการพัฒนาอีกขั้นหนึ่งของ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

นี่เองที่เป็นเครื่องยืนยันว่า ถึงจะออกอากาศมานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่ละครเรื่องนี้ก็ไม่เคยตกยุค และสามารถเป็นตัวแทนของวัยรุ่นไทยอย่างแท้จริง

04

เป็นยิ่งกว่ามิตรภาพ

“ตอนเริ่มต้นละครเคยคุยกับเขตต์กับอ้นว่า ขอบคุณที่ร่วมแสดงกัน พี่คิดว่าอยากจะทำละครสักสี่ร้อยตอน แล้วก็รีบบอกว่า พี่พูดเล่นนะ”

ตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่า คำพูดสนุกๆ ที่หน่องเอ่ยกับนักแสดงรุ่นบุกเบิกจะกลายเป็นจริง แถมยังมากกว่าที่คาดไว้เกือบ 3 เท่า เพราะสำหรับเธอแล้ว น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เป็นเสมือนกิจวัตรของบริษัท ที่ยังคงสนุกและมีแรงบันดาลใจอยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ

“เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำมายี่สิบปีแล้วเหรอ ก็ทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร เหมือนชีวิตของคนแต่ละรุ่น คนเก่าไป คนใหม่มา เราก็เลยรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหม่ตลอด ถึงแม้เรื่องต่างๆ จะเชื่อมต่อกันก็ตาม”

แต่แล้วหน่องก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการยุติละคร น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ แม้ใจจริงจะไม่อยากเลิกเลยก็ตาม

น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

“ความจริงแล้ว น้องใหม่ฯ มันพัฒนาได้ แต่ตอนหลังมีทีวีดิจิทัลเกิดขึ้น แล้วก็มีความหลากหลายของช่องทางในการชม บวกกับภาวะที่หลายๆ รายการต้องเจอ คือค่าโฆษณาที่ถูกมาก จนประคับประคองค่าผลิตไปไม่ได้ เพราะการทำละครเรื่องหนึ่ง ต้องเตรียมงาน ต้องใช้บุคลากรเยอะ ทั้งทีมเขียนบท นักแสดง ถ่ายทำ ตัดต่อ กว่าจะออกมาได้ 

“ยิ่งตอนหลังละครเราแค่ครึ่งชั่วโมงเอง แต่โปรดักชันเราเท่ากับหนึ่งชั่วโมง ก็ต้องใช้คำว่าอดทนอยู่มาได้หลายปี ซึ่งตอนจะเลิกทุกคนก็ใจหาย รู้สึกเสียดาย เพราะ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ อยู่กับวัยรุ่นไทยมายาวนานมาก แต่เมื่อถึงวันนี้งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา”

ครั้งนั้นทีมงานเริ่มต้นจากการส่ง 2 ตอนพิเศษ คือ #REUNION .. เพื่อนเก่า และ #REUNION .. เพื่อนผู้หวังดี พร้อมชักชวนน้องใหม่ตั้งแต่รุ่นแรกมาร่วมรำลึกความหลัง ถึงชีวิตหลังก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไป ซึ่งแต่ละคนก็มีเส้นทางของตัวเองไม่เหมือนกัน บางคนก็ได้เดินตามที่คาดหวังแต่แรก แต่หลายคนชีวิตพลิกผันไปอีกทาง หากสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป ก็คือมิตรภาพของเพื่อนที่ผูกพันกันมานาน

ก่อนที่เรื่องราวจะวกกลับมายังโรงเรียนอารยวิทย์อีกครั้ง ใน 3 ตอนสุดท้าย คือ Farewell….วันสุดท้าย 1-2 และ Farewell….เก็บไว้ในความทรงจำ ซึ่งสำหรับตอนจบนั้น ออกอากาศในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เล่าเส้นทางของแก๊งน้องใหม่แต่ละคน เช่น มังกร ประธานนักเรียน ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ โชกุน สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด แต่ไม่เคยหยุดคิดที่จะเป็นเกมเมอร์ เช่นเดียวกับ ปราบภัย และ มารีน่า ที่ตัดสินใจหยุดเรียนเพื่อทุ่มเทกำลังให้ความฝันอย่างเต็มที่

“ต้องยอมรับว่าการจบนั้นไม่ง่ายเลย เพราะทั้งหมดเป็นตัวละครที่เราและผู้ชมผูกพัน เมื่อถึงเวลาต้องบอกลา ก็คุยกับทางผู้กำกับว่า อยากจะปิดตัวละครให้มันสวยงาม แม้เขาจะจบการศึกษาไปแล้ว แต่ก็อยากให้รู้ว่า หนทางของเขาที่จะก้าวไปสู่โลกกว้างนั้นยังมีอะไรอีกมากมาย เหมือนกับชีวิตคนจริงๆ นั่นเอง”

น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์เรื่องราววัยรุ่นในละครโทรทัศน์ที่อายุยาวนานที่สุดของเมืองไทย ผ่านมุมมองของ อรุโณชา ภาณุพันธุ์

ตลอดระยะเวลา 22 ปี นอกจากจะบันทึกสังคมไทยผ่านเรื่องราวของวัยรุ่นแล้ว ละครเรื่องนี้ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักแสดงมากมาย หลายคนเริ่มต้นแสดงละครที่นี่

อย่าง หนูนา หนึ่งธิดา ก็แสดงเป็นมะยม เด็กมัธยมที่คอยหาเรื่องป่วนรุ่นพี่มหาวิทยาลัยนานถึง 5 ปี ก่อนจะกลายเป็นนางเอกภาพยนตร์ กวน มึน โฮ หรือ โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร ก่อนจะโด่งดังในฐานะดูโอ้ โฟร์-มด เธอก็เคยแสดงละครในบทชื่อ ผัดฉ่า หนึ่งในแก๊งดอกไม้เหล็ก ของโรงเรียนอัจฉริยวิทย์ หรืออย่าง ปราง กัญญ์ณรัณ ก่อนที่ทุกคนจะรู้จักในชื่อแม่หญิงจันทร์วาดใน บุพเพสันนิวาส เธอก็คือ หลินฮุ่ย สาวสุพรรณ นั่นเอง 

ไม่แปลกเลย ทำไมนักแสดงหลายคนจึงบอกตรงกันว่า ละครเรื่องนี้เป็นเสมือนโรงเรียนที่สอนทุกอย่าง ทั้งการแสดง ระเบียบวินัยการทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม ได้มาสัมผัสข้อคิดดีๆ และหลายคนก็ได้รู้จักตัวเองว่ารักการแสดง

แม้วันนี้ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะเป็นเพียงแค่อดีต แต่สำหรับคนเบื้องหลังอย่างหน่องแล้ว นี่คือความทรงจำที่สวยงาม และรู้สึกภาคภูมิใจเสมอที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ละครน้ำดี

“ครั้งหนึ่งพี่หน่องเจอผู้ชมเดินจูงลูก เข้ามาสวัสดีบอกว่า ดูตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนแต่งงานมีลูกแล้ว แสดงว่ามันไม่ใช่แค่ละคร แต่มันเป็นความผูกพันระหว่างผู้ผลิต ตัวนักแสดง แล้วก็ผู้ชม ส่วนตัวแล้วคิดว่า ละครเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว การที่เราได้มีโอกาสทำสื่ออะไรสักอย่างที่ให้คุณค่าสู่สังคม นี่คือความภูมิใจหนึ่งที่ผู้ผลิตอย่างพี่หน่องและบรอดคาซท์เลย 

“ที่สำคัญ เราจะมาถึงจุดนี้ไม่ได้เลย หากไม่ได้บุคลากรทุกคนที่มาร่วมงาน ทั้งผู้กำกับ นักแสดง คนเขียนบท รวมถึงวัยรุ่นทุกท่านด้วยที่ติดตาม เพราะถ้ามีแต่คนทำแล้วไม่มีคนดู ก็คงอยู่ไม่ได้”

สำหรับอนาคต คงตอบไม่ได้ว่า น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ จะได้หวนคืนสู่หน้าจอโทรทัศน์อีกหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือ เรื่องราวของกลุ่มคนเล็กๆ ในซีรีส์ชุดนี้ จะยังคงอยู่ในใจและความทรงจำของใครหลายคนไปอีกนานแสนนาน

ขอบคุณภาพประกอบจาก บริษัทบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด และคุณแม็กกี้-จีรโรจน์ หทัยพงศคุณ

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– สัมภาษณ์คุณอรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2564

– นิตยสาร FILMMAKER & FEATURES ฉบับที่ 39 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558

– เว็บไซต์ NONGMAICLUB.COM

– ละครเรื่อง 6/16 ร้ายบริสุทธิ์ และ น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์

– สารนิพนธ์ กระบวนการผลิตละครชุดทางโทรทัศน์เรื่อง “น้องใหม่ ร้ายบริสุทธิ์” โดย สุพรรษา แซ่ตั้ง คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2541

– สารนิพนธ์ การสะท้อนความเป็นผู้หญิงไทยในตัวละครเพศหญิงของรายการซิทคอม: กรณีศึกษาเฉพาะเรื่อง น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ โดย มานิตา ชอบชื่น คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2556

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load