ปารากวัย vs ฝรั่งเศส วันที่ 4 กรกฎาคม 2026 ซึ่งตรงกับวันชาติสหรัฐอเมริกาครบรอบ 250 ปี Lincoln Financial Field เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 กลายเป็นเวทีของเกมที่ดุเดือดที่สุดนัดหนึ่งของรอบ 16 ทีม ฝรั่งเศสเอาชนะปารากวัย 1-0 ด้วยจุดโทษของ กีลีอัน เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 70 ท่ามกลางอุณหภูมิที่เกิน 38 องศาเซลเซียส และความชื้นที่กดดันนักเตะทั้งสองฝ่ายอย่างหนัก
นี่คือเกมที่ยากที่สุดสำหรับฝรั่งเศสตลอดทัวร์นาเมนต์นี้ ปารากวัยซึ่งล้มเยอรมนีในการดวลจุดโทษในรอบก่อนหน้า พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่แค่โชคชะตา แต่เป็นทีมที่มีระเบียบวินัยและความแข็งแกร่งทางยุทธวิธีอย่างแท้จริง
ฝรั่งเศสเข้าสู่เกมนี้ในฐานะทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ด้วย 13 ประตู และไม่เคยแพ้ใครเลยในห้านัดที่ผ่านมา โดยชนะทุกนัดด้วยสกอร์ห่างสามประตูเสมอ ข่าวบอลโลก2026
ครึ่งแรก — ความร้อนกดดัน กิลวีรบุรุษ กองหน้าฝรั่งเศสล้มเหลว

ความร้อนของฟิลาเดลเฟียกลายเป็นตัวละครหลักอีกตัวในเกมนี้ อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียสที่เริ่มต้นตั้งแต่เตะออก ทำให้ทั้งสองทีมต้องบริหารพลังงานอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วง 15 นาทีแรกที่ทั้งสองทีมดูเชื่องช้ากว่าปกติ
ทั้งฝรั่งเศสและปารากวัยต่างดูเฉื่อยชาในช่วง 15 นาทีแรก ก่อนที่เกมจะค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้น
ฝรั่งเศสครองบอลในครึ่งแรก แต่ ออร์แลนโด กิล ผู้รักษาประตูปารากวัยกลายเป็นกำแพงเหล็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อ เอ็มบัปเป้พุ่งตัดเข้ากรอบโทษและโค้งบอลไปยังมุมไกล แต่กิลกางมือออกสกัดได้อย่างน่าทึ่ง รักษาประตูให้ปารากวัยปลอดภัยได้ในหลายจังหวะที่อันตราย
ฝรั่งเศสพลาดหัวหอกสำคัญในเกมนี้เมื่อ ออเรเลียง ชัวเมนี ต้องพลาดนัดนี้เนื่องจากบาดเจ็บกล้ามเนื้อส่วนเพิ่ม โค้ช ดีดิเยร์ เดส์ช็องส์ จึงเลือกใช้ มานู โคเน จากโรมา ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางรับแทน
ปารากวัยไม่ได้แค่รับมือ แต่ยังพยายามโต้กลับผ่าน มิเกล อัลมิรอน ที่ลงสนามในเกมนี้หลังพักในรอบก่อนหน้า และ ฆูลิโอ เอนซิโซ ที่ขับเคลื่อนบอลผ่านกลางสนามได้ดี แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างโอกาสที่อันตรายจริงๆ ได้
ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ท่ามกลางความร้อนที่เพิ่มขึ้นทั้งบนสนามและในอัฒจันทร์ที่เต็มไปด้วยแฟนบอลที่เหงื่อท่วมตัว ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026
ครึ่งหลัง — ดาร์เต้โค้นเสา อูปาเมกาโนถูกเห็น เอ็มบัปเป้ยิงจุดโทษตัดสิน

ครึ่งหลังเปิดฉากด้วยการเปลี่ยนตัวของทั้งสองฝ่าย ฝรั่งเศสส่ง เดซีเร ดูเอ ลงแทน แบรดลีย์ บาร์โกลา เพื่อเพิ่มความคม ขณะที่ปารากวัยส่ง กาเบรียล กาบาเยโร ลงเสริมแนวรุก
ดราม่าเกิดขึ้นในนาทีที่ 58 เมื่อ โอมาร์ อัลเดเรเต ของปารากวัยถูกเปลี่ยนตัวออก แทนที่ด้วย โฆเซ่ คานาเล วีรบุรุษจุดโทษจากนัดที่แพ้เยอรมนี
ในนาทีที่ 61 ปารากวัยสร้างโอกาสทองที่สุดของเกม เมื่อ มิเกล อัลมิรอน ส่งบอลให้ เอนซิโซ ทะลุแนวรับฝรั่งเศส แต่ อัลมิรอนถูกเปลี่ยนออกไปพร้อมกับเอนซิโซในนาทีที่ 61 และ 71 ตามลำดับ
จุดเปลี่ยนของเกมมาถึงในนาทีที่ 70 เมื่อ ดายอต อูปาเมกาโน กองหลังฝรั่งเศสพุ่งเข้าปะทะ กุสตาโว เบลาซเกซ ในเขตโทษอย่างรุนแรง ผู้ตัดสินชี้จุดโทษทันที
เอ็มบัปเป้ก้าวขึ้นยิงจุดโทษอย่างเย็นเยือก ส่งบอลเข้ามุมล่างซ้ายอย่างแม่นยำ ทำให้ฝรั่งเศสขึ้นนำ 1-0 สร้างความโล่งอกให้กับแฟนบอลฝรั่งเศสที่รอคอยมาตลอดทั้งเกม
ปารากวัยพยายามสู้กลับในช่วงท้าย ส่ง กุสตาโว อาบาลอส ลงมาเพิ่มแรงกดดัน แต่แนวรับฝรั่งเศสที่มี วิลเลียม ซาลิบา เป็นแกนกลางยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
โรฮัน เชอร์กี ลงมาแทนเดมเบเลในนาทีที่ 84 เสริมความสดในช่วงท้ายเกม และฝรั่งเศสจัดการบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาด จนหมดเวลาด้วยสกอร์ 1-0 ผลการแข่งขันบอลโลก
สรุปผลการแข่งขัน
ปารากวัย vs ฝรั่งเศส ฝรั่งเศสผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการชนะ 5 นัดติดต่อกัน ยิงรวม 14 ประตูและเสียเพียง 2 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ และจะพบกับ โมร็อกโก ที่บอสตันในวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการรีแมตช์นัดรอง 4 ทีมของบอลโลก 2022 ที่ฝรั่งเศสชนะ 2-0
สำหรับปารากวัย แม้การเดินทางสุดมหัศจรรย์จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การล้มเยอรมนีในรอบก่อนหน้าและการต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรีกับฝรั่งเศสในวันนี้ จะถูกจดจำในประวัติศาสตร์ฟุตบอลปารากวัยตลอดไป กิลผู้รักษาประตูคือวีรบุรุษแท้จริงของทีมชาติในทัวร์นาเมนต์นี้
และสำหรับ เอ็มบัปเป้ ประตูจุดโทษในวันนี้ทำให้เขามี 7 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ นำโด่งในการแข่งขัน Golden Boot ขณะที่ฝรั่งเศสส่งสัญญาณชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมคว้าแชมป์โลกใบที่สาม! สรุปข่าวฟุตบอลโลก2026
