Move To Heaven (2021)

Directed : Kim Sung-ho

Written : Yoon Ji-ryeon 

Starring : Lee Je-hoon, Tang Jun-sang, Ji Jin-hee, Hong Seung-hee

Country : South Korea

Episode : 10

Original Network : Netflix

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ 

‘ความตาย คือการสิ้นสภาพของการมีชีวิต’ 

นี่คือข้อความซึ่งเปรียบเสมือนหน่วยความจำพื้นฐาน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็คงให้นิยามคำว่า ‘ตาย’ ไม่ต่างกัน เราเองก็คิดเช่นนั้นมาตลอด จนได้พบกับ Move To Heaven ซีรีส์เกาหลีที่ปลุกให้คุณตั้งคำถามกับความตาย ว่าหากนั่นคือกริยาอาการหนึ่งที่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ต้องประสบ แล้วความตายจะเป็นเพียงจุดสิ้นสุดในชีวิตนั้นๆ จริงหรือ

ซีรีส์สัญชาติเกาหลีเรื่องนี้เป็นผลงาน Netflix Original เล่าเรื่องครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ลูกชายคนเดียวของเขาป่วยเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ (Asperger) อาการที่เด่นชัดของโรคคือ มีปัญหาในการเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น รวมถึงไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเช่นคนทั่วไป 

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

แต่ในความอาภัพก็ยังไม่อับโชค เพราะฮันกือรู (รับบทโดย ทังจุนซัง) วัย 20 ปีมีสายตากว้างไกลและจดจำทุกสิ่งที่เห็นได้ยอดเยี่ยมราวโปรแกรมในปัญญาประดิษฐ์ ฮันจองอู (รับบทโดย จีจินฮี) ผู้เป็นพ่อจึงบอกใครต่อใครด้วยความภูมิใจ ว่าลูกชายของเขาไม่ใช่คนผิดปกติ แต่เป็นมนุษย์ที่พิเศษสุดๆ ต่างหาก

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

สองพ่อลูกตระกูลฮันมีธุรกิจขนาดย่อมเป็นของตัวเองในนาม Move To Heaven ทำหน้าที่เก็บกวาดที่เกิดเหตุกรณีมีคนตาย แม้ใครต่อใครมักเรียกงานของพวกเขาอย่างผิดๆ ว่าเป็นคนเก็บศพบ้าง คนเก็บขยะบ้าง แต่ทั้งสองก็เชื่อมั่นเสมอว่าทุกความตายมีเรื่องเล่า และเราจะเข้าถึงชีวิตของผู้ตายผ่านข้าวของของพวกเขา ฮันจองอูและฮันกือรูจึงตั้งใจขนย้ายสัมภาระทุกชิ้นของผู้ตายด้วยหัวใจ แถมยังมอบบริการสุดพิเศษให้ลูกค้า (ที่ไม่ใช่ผู้ว่าจ้าง) เป็นการกล่าวคำลาหรือแม้แต่กระทำตามคำขอ (ที่ไม่ได้เอ่ยคำขอ) ครั้งสุดท้าย ก่อนพวกเขาจะละทิ้งทุกสิ่งไปยังอีกภพภูมิ 

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

เคราะห์ร้าย พ่อผู้เป็นอีกครึ่งชีวิตของฮันกือรูด่วนจากไปอย่างกะทันหัน พร้อมกับทิ้ง โจซังกู (รับบทโดย อีเจฮุน) ชายแปลกหน้าที่มีศักดิ์เป็นญาติเพียงคนเดียวไว้ในฐานะผู้ปกครอง มนุษย์สุดพิเศษอย่างฮันกือรูจึงต้องประคับประคองทั้งหัวใจอันบอบช้ำจากความสูญเสีย และขยับหน้าที่จากผู้ช่วยมาสู่หัวหน้างาน เพื่อสานต่อธุรกิจ Move To Heven ที่เป็นความทรงจำแสนล้ำค่าของครอบครัว พร้อมกับพยายามทลายกำแพงระหว่างเขากับอาที่มีงานหลักเป็นนักสู้ข้างถนน แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างพักชั่วคราว เพราะเขากลายเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ 

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

ในขณะที่เส้นเรื่องฟากหนึ่งดำเนินต่อด้วยการประกอบเศษซากความสูญเสีย เพื่อใช้ชีวิตในบทถัดไปของฮันกือรู อีกฝั่งหนึ่งของเรื่องก็พาเราไปพบกับความตายในรูปแบบต่างๆ ผ่าน ‘คำขอ’ จากผู้ว่าจ้างให้ไปเก็บกวาดที่เกิดเหตุ ซึ่งมีทั้งการตายโดยอุบัติเหตุ ฆาตกรรม ไปจนถึงการตายโดยตั้งใจ 

ซีรีส์มีความยาว 10 ตอน แต่ละตอนจะนำเสนอเรื่องราวของลูกค้า (ที่ไม่ใช่ผู้ว่าจ้าง) ไล่เรียงไปทีละคน ทันทีที่ได้รับการว่าจ้าง นอกจากพวกเขาจะจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินธุรกิจนี้ คือกล่องกระดาษสีเหลืองสด มุมล่างขวาเว้นช่องสำหรับลงชื่อ พร้อมข้อความระบุว่า ‘ขอให้ไปสู่สุคติ’ 

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

ฟังก์ชันการใช้งานของกล่องนี้มีไว้เพื่อจัดเก็บสิ่งที่ผู้ตายให้ความสำคัญ รวมถึงสิ่งของที่ผู้ตายอยากมอบให้ใครสักคน พ่อของฮันกือรูสอนลูกชายคนพิเศษเสมอว่า หน้าที่ของพวกเขาไม่เพียงปัดกวาดข้าวของเพื่อโยนทิ้ง ประหนึ่งว่าไม่เคยมีใครอยู่ที่นี่ แต่เขาต้องทำความรู้จักกับผู้ตาย ต้องรู้ให้ได้ว่าเขาคือใคร ใช้ชีวิตมาอย่างไร และความปรารถนาครั้งสุดท้ายของเขาคืออะไร นั่นจึงจะเป็นการเก็บกวาดทั้งสถานที่และจิตใจให้ผู้ตายอย่างแท้จริง นั่นเป็นเหตุผลที่ Move To Heaven บรรจงคัดเลือกบางสิ่งเพื่อบรรจุลงกล่อง และส่งต่อให้กับใครสักคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายต่อไป 

แต่ก็ใช่ว่าทุกการตายจะมีพวงหรีดส่งมาแสดงความเสียใจ ใช่ว่าทุกการตายจะมีใครสักคนรอรับสิ่งของและคำบอกลา เพราะการตายตามลำพังอย่างโดดเดี่ยวพบมากจนน่าใจหาย การได้ขนย้ายสัมภาระชุดสุดท้ายของชีวิตให้กับใครก็ตามที่ยืดอกยอมรับความสัมพันธ์กับผู้ตาย จึงเปรียบเสมือนโบนัสก้อนใหญ่ที่ชาว Move To Heaven ภาวนาทุกเช้าก่อนตอกบัตรเข้างาน

 เรื่องราวการจัดเก็บสัมภาระชุดสุดท้ายของชีวิตและภารกิจพูดแทนคนตาย ของบริษัทที่มี Core Value องค์กรคืออยากให้ลูกค้าไปสู่สุคติ

คิมซอนอู เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม เขาเพิ่งจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย มีความฝันคือเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและต้องมีงานประจำให้ได้ แต่ด้วยฐานะทางบ้านยากจน จึงพับฝันการเรียนต่อไว้ก่อน และทำงานหนักเพื่อหาเงินส่งกลับไปให้บุพการี

อียองซุน หญิงชราที่มีอาการสมองเสื่อม พบเป็นศพหลังเสียชีวิตมาแล้วนับเดือนที่ห้องเช่าเล็กๆ ตอนมีชีวิตอยู่ เธอจะไปธนาคารทุกวันทำการในเวลาเดิม เพื่อถอนธนบัตรใบใหม่คราวละ 50,000 วอน และโทรศัพท์ไปที่แห่งหนึ่ง แต่เธอไม่เคยกล้าเอ่ยทักทายไปยังปลายสายสักครั้ง 

อีซอนยอง ครูอนุบาลผู้เป็นที่รักของเด็กๆ เธอเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมโดยแฟนหนุ่ม อาวุธสังหารคือมีดทำครัว ตำรวจสรุปสาเหตุว่าเป็นการทะเลาะวิวาท ฝ่ายชายจึงพยายามป้องกันตัว ผู้ว่าจ้างให้รีบเก็บกวาดข้าวของของเธอคือเพื่อนบ้าน เพราะกลัวว่าข่าวเสียหายจะทำให้บ้านของตนราคาตกไปด้วย

 เรื่องราวการจัดเก็บสัมภาระชุดสุดท้ายของชีวิตและภารกิจพูดแทนคนตาย ของบริษัทที่มี Core Value องค์กรคืออยากให้ลูกค้าไปสู่สุคติ

นี่คือตัวอย่างการเก็บกวาดของซีรีส์ ใน 3 ตอนแรกซึ่งชวนให้เราตั้งคำถามกับคำว่า ‘ความตาย’ จากเดิมที่คิดว่าความตายก็เหมือนการกดปุ่มปิดสวิตช์ เป็นความคิดที่อยากจะพิถีพิถัน และให้ความสำคัญกับทุกๆ วันของชีวิตยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อลดทอนความเสียดาย ว่ายังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากทำ 

 เรื่องราวการจัดเก็บสัมภาระชุดสุดท้ายของชีวิตและภารกิจพูดแทนคนตาย ของบริษัทที่มี Core Value องค์กรคืออยากให้ลูกค้าไปสู่สุคติ

อีกหนึ่งความเก่งกาจของซีรีส์ Move To Heaven อยู่ตรงวิธีประสานเส้นเรื่องจากทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน คือทุกครั้งของการจัดการที่เกิดเหตุ คำพูดโดยคนตายที่ฉายผ่านสิ่งของในกล่องสีเหลือง หากไม่กระทบโครมใหญ่ ก็จะคดเคี้ยวและเลี้ยววนกลับไปสู่ความคิดและจิตใจของตัวละคร ซึ่งเรื่องเหล่านั้น ยังเป็นค้อนอันเล็กแต่ทรงพลัง ค่อยๆ กะเทาะกำแพงหนาที่ขวางกั้นฮันกือรูกับโจซังกู คนแปลกหน้าที่กลายมาเป็นครอบครัวให้เข้ากันได้ดียิ่งขึ้น 

Move To Heaven เป็นซีรีส์เล่าเรื่องคนตายแต่ไม่มีผี ด้วยเรต 18+ จึงอาจมีฉากสะกิดจิตใจและต่อมน้ำตาเล็กน้อยถึงปานกลาง แนะนำให้สำรองทิชชูไว้ข้างตัว แต่เชื่อเถอะว่า เรื่องราวการเก็บกวาดทั้งสถานที่และจิตใจให้คนตายของพวกเขา จะพาเราไปสู่ความคิดและมุมมองต่อจุดสิ้นสุดของชีวิตที่ต่างไปจากเดิม 

รับชม Move To Heaven จำนวน 10 ตอนได้ทาง Netflix

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

เคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าสตรีมมิ่งแต่ละเจ้ามาแข่งขันหรือชนกันให้รู้แล้วรู้รอด กำไรมีแต่จะตกมาถึงคนดู ทำให้ “นี่มันเป็นปีที่ดีอะไรเช่นนี้ (What a lovely year)” คงเป็นวลีเหมาะสมที่สุดแล้วล่ะครับที่เราจะใช้บรรยายปี 2022 หากต้องการนิยามถึงการแข่งขันกันของอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสตรีมมิ่ง เพราะเป็นปีที่ทุกค่ายต่างงัดไม้เด็ดของตัวเองออกมาสู้บนเวทีอย่างไม่มีใครยอมใคร คนเดียวที่จะยอมก็คือเราที่ยอมควักเงินจ่ายมันทุกเจ้า

เพราะในปีนี้เรามีทั้ง Stranger Things ซีซั่น 4, 1899 (จากผู้สร้าง Dark), The Midnight Club (จากผู้สร้าง The Haunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Midnight Mass) และ The Sandman มหากาพย์ดาร์กแฟนตาซีของ Netflix, ฝั่ง Disney+ มีซีรีส์จักรวาล Star Wars ที่น่าจับตาอย่าง Andor และการกลับมาของตัวละครในตำนานใน Obi-Wan Kenobi กับซีรีส์ Marvel หลายเรื่อง ฝั่ง Apple TV+ ก็ปล่อยของไม่หยุดไม่หย่อน และฝั่งยักษ์ใหญ่ประจำวงการอย่าง HBO มีทั้ง Westworld ซีซั่น 4, Euphoria ซีซั่น 2 กับซีรีส์ที่คนดูมากที่สุดในปีนี้อย่าง House of the Dragon ภาค Prequel ตระกูลมังกรของ Game of Thrones ที่กระแสตอบรับและคำวิจารณ์ดีถล่มทลาย

และหลังจากที่มี The Boys ซีซั่น 3 เป็นตัวชูโรงเรียกเสียงฮือฮาไปได้ตลอดการออนแอร์ Prime Video อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่เพิ่งเปิดตัวในไทยไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้ส่งผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไม่ใหม่อย่าง ‘The Lord of the Rings: The Rings of Power’ เข้าสู่สังวียน ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นน่าจับตามองที่สุดในปี รวมถึงโค้ชของผู้เล่นคนนี้ (ผู้สร้างซีรีส์) ก็ได้รับแรงกดดันมากที่สุดในเวทีนี้เช่นกัน เพราะจะต้องสร้างซีรีส์จากจักรวาลแฟรนไชส์ที่มีคนหลงรักมากที่สุดในโลก

บทความนี้จะเป็นการกางข้อมูลให้กับทุกคนที่สนใจชมซีรีส์ถึงที่มาที่ไป แนวคิดผู้กำกับ ความแตกต่าง และทุกสิ่งที่ควรทราบก่อนการรับชมครับ ทั้งสำหรับแฟนนิยาย J. R. R. Tolkien และผู้ที่สนใจซีรีส์​ The Rings of Power

The Rings of Power ซีรีส์ทุนสร้างสูงที่สุดในโลก 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ปี 2017 มีการประมูลสุดดุเดือดระดับภูเขาไฟเกิดขึ้น นั่นก็คือการประมูลลิขสิทธิ์สร้างซีรีส์จากภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit ของ Warner Bros. มีตัวเก็งที่ใส่สูทนั่งทำหน้าเข้ม และสปอตไลต์ฉายแสงบ่อยที่สุดคือ Prime Video, Netflix และ HBO โดยเป็นการเริ่มต้นที่ 200 ล้านดอลลาร์ฯ และด้วยความที่ Jeff Bezos หนึ่งในชายที่รวยที่สุดในโลก และเคยอยู่อันดับหนึ่งเป็นเจ้าของ Amazon Prime Video เรื่องเลยจบลงที่ 250 ล้านดอลลาร์ฯ และใช่ครับ นี่แค่ค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น

ซีรีส์ The Ring of Power ใช้ทุนสร้างราว ๆ 500 ล้านดอลลาร์ฯ (จะให้ถูกคือ 465 ล้านดอลลาร์ฯ บวกค่าโปรโมตทำการตลาด) ต่อแค่ 1 ซีซั่นเท่านั้นครับ นั่นทำให้ซีรีส์เรื่องนี้คือซีรีส์ที่ดูก็รู้ว่าผู้ออกทุนกระเป๋าหนักที่สุดในโลก 

Jeff Bezos เองก็เป็นหนึ่งในแฟนของ The Lord of the Rings รวมถึงลูกชายของเขาที่พูดกับพ่อตรง ๆ ว่า “พ่อ อย่าทำมันพังนะครับ ผมไหว้ล่ะ” เขาเลยอัดฉีดให้กับซีรีส์เต็มที่ เพื่อขยับขยายและทำให้ Prime Video เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยเรื่องที่มั่นใจได้ว่าคนทั่วโลกให้ความสนใจ และทุนสร้างนี้ถูกนำไปใช้เนรมิตให้ภาพและฉากต่าง ๆ ออกมาอลังการงานสร้างที่สุด ตั้งแต่ฉากที่โชว์นาน ไปจนถึงฉากกับช็อตที่โผล่มาสั้น ๆ ซึ่งทำเอาคนดูคิดในใจว่า ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นก็ได้มั้ง แต่ก็ยังทำภาพรวมออกมาได้ราวกับภาพยนตร์มากที่สุด และถ้าจะให้เทียบ The Rings of Power ค่อนข้างมีภาพคล้ายกับ The Hobbit ครับ โดยที่เมกอัพทำระดับเดียวกับ The Lord of the Rings

นอกจากพร็อพ คอสตูม การเนรมิตฉากต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่โชว์ออฟว่า The Rings of Power เล่นใหญ่เกินคำว่าซีรีส์คือซีจีที่จัดเต็มถึงขั้นใช้ 20 สตูดิโอในการทำ ศิลปินกว่า 1,500 คน และมีช็อตที่ใช้ซีจีเกือบหมื่นช็อตเลยทีเดียว และอะไรพวกนี้คือผลลัพธ์จากทุนสร้างมหาศาล 

ที่มาในการดัดแปลงและทีมผู้สร้าง 

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

คำถามที่ขับเคลื่อนซีรีส์เรื่องนี้คือ “เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสรรสร้างเรื่องราวที่ Tolkien ไม่เคยเขียน และทำเป็นซีรีส์ระดับมหึมาอลังการงานสร้าง ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นในตอนนี้ ยุคนี้ ช่วงเวลานี้เท่านั้น”

ซีรีส์อำนวยการสร้างโดย John D. Payne กับ Patrick McKay กำกับโดย J.A. Bayona จากภาพยนตร์ The Impossible (2012) และ A Monster Calls (2016) ทั้งผู้สร้างและผู้กำกับต่างได้รับแรงกดดันจากการที่ต้องมากุมบังเหียนซีรีส์ที่มีฐานแฟนเยอะที่สุดในโลกครับ โดยผู้สร้าง John D. Payne ตั้งใจทำออกมาให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี มีกลิ่นอายความผจญภัยสนุก ๆ ที่บางครั้งก็มีอะไรให้กลัว ให้รู้สึกถึงความดาร์ก ความซับซ้อน และความคมคายในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ยังประกาศแน่วแน่ว่าจะทำให้มันเล่นใหญ่ และเล่นเล็กอย่างเล่นใหญ่ไปพร้อม ๆ กัน เช่น จากปกติที่เราได้เห็นออร์คในสงครามเป็นร้อยเป็นพัน ผู้สร้างกลับนำมาคิดอีกมุมว่า จะเป็นอย่างไรหากเราต้องสู้กับออร์คเพียงตัวเดียวในสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งดูเป็นเรื่องใหญ่ไม่ต่างจากในสงคราม

ประเด็นไม่เคารพต้นฉบับ

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

The Rings of Power มีประเด็นไม่เคารพต้นฉบับตั้งแต่ปล่อยภาพนิ่งกับตัวอย่างออกมา เกี่ยวข้องตั้งแต่ชุด ฉาก หน้าตาตัวละคร ทรงผม และสีผิว จนเกิดการตั้งคำถามมากมาย (ไหนจะเรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The Hobbit อย่าง Peter Jackson ถูกชวนให้มาเกี่ยวข้อง แต่พอถามถึงบทก่อนค่อยว่ากัน แล้วสตูดิโอบอกว่าจะส่งบทให้ Peter อ่าน จากนั้น Peter ก็ไม่ได้รับการติดต่อหรือมีส่วนด้วยเลยนับตั้งแต่วันนั้นอีก) สาเหตุเรื่องนี้ค่อนข้างเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องลิขสิทธิ์และแนวคิดในการสร้าง ที่ต้องการสำรวจและนำอะไรใหม่ ๆ มาสู่จักรวาล Tolkien ในแบบฉบับของตัวเองครับ 

นั่นก็เพราะ Prime Video ได้ลิขสิทธิ์แค่ The Fellowship of the Ring, The Two Towers, The Return of the King และ The Hobbit ซึ่งเป็นเรื่องราวในยุคที่ 3 แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือดัดแปลงจากที่มาสำคัญอย่าง The Silmarillion, Unfinished Tales, The History of Middle-earth และหนังสือเล่มอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะ Akallabêth ซึ่งเป็นที่มาที่ขาดไม่ได้ของ Sauron และอาณาจักร Númenor ด้วยข้อจำกัดตรงที่ต้องวาดภาพเองจากเรื่องราวต้นฉบับที่เป็น Sequel และห่างไกลหลายพันปี บวกกับวิชั่นของผู้สร้างที่อยากเติมอะไรใหม่ ๆ เข้าไป หลายอย่างก็เลยเป็นการตีความและคิดเรื่องราวขึ้นมาเอง โดยทำให้บรรยากาศกับกลิ่นอายใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับมากที่สุด แต่ก็จงใจทำให้แตกต่างเพื่อเลี่ยงข้อเปรียบเทียบและคอนเนกชันที่ดูชัดเกินไปจนตีกรอบซีรีส์เกินความจำเป็น และนั่นส่งผลให้ซีรีส์ถูกมองว่าตีความใหม่โดยออกแนวบิดเบือน จนถึงการถูกวิจารณ์ว่าเป็น ‘แฟนฟิกชัน’

เรื่องผิดถูกอาจพูดยากกว่าถูกใจไม่ถูกใจ หรือเคารพไม่เคารพ แต่ถ้าถามความเห็นจากผู้ประพันธ์อย่าง J.R.R. Tolkien เขาเคยกล่าวไว้ในปี 1951 ว่า 

“ความตั้งใจของผมคือการเขียนวาดเรื่องราวเป็นวงกลมวงใหญ่ที่ยังสเก็ตช์และสร้างผังไม่เสร็จดี วงกลมที่เมื่อนำไปก่อร่างสร้างต่อจะเป็นภาพรวมที่ยอดเยี่ยม ตื่นตาตื่นใจ ถึงกระนั้นก็ทิ้งที่เหลือไว้ให้กับมือและความคิดของผู้อื่น ในการที่จะวาดภาพระบายสี ใส่เพลงประกอบ และแต่งเติมเรื่องราว สถานการณ์ และตัวละครให้กับมัน”

บอกเล่าเรื่องราวในยุคสอง

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

เรื่องราวใน Middle-earth หรือมัชฌิมโลกของ J.R.R. Tolkien กว้างใหญ่ไพศาลและกินระยะเวลายาวนานถึง 9,000 ปี แบ่งเป็น 4 ยุค คือยุคแรกคือยุคแห่งการสร้างโลกที่มีวายร้ายหลักคือ Melkor หรือ Morgoth ในสมัยที่ Sauron ยังเป็นลูกกระจ๊อก ยุคสองคือยุคที่ Sauron ขึ้นสู่อำนาจและเรืองอำนาจ กับยุคที่แหวนถูกสร้างขึ้น ยุคสามคือยุคของเหตุการณ์ในฉบับภาพยนตร์ และยุคที่สี่คือ Age of Men ช่วงเวลาสงบสุขหลังจากสงครามแหวนจบลง

และ The Rings of Power ดัดแปลงจากยุคที่สอง กินระยะเวลานานถึง 3,441 ปี และเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในยุคสามของภาพยนตร์ราว ๆ 4,900 ปีเลยทีเดียวครับ The Ring of Power คือการนำเอาเนื้อหาใน 5 นาทีแรกของ The Followship of the Rings (The Lord ภาคแรก) ที่กล่าวถึงแหวน 20 วง ที่ 3 วงครอบครองโดยเอลฟ์ 7 วงครอบครองโดยคนแคระ 9 วงครอบครองโดยมนุษย์ และ 1 วงที่มีอำนาจเหนือแหวนทั้งหมด (One Ring to Rule Them All) มาขยายเป็น 5 ซีซั่น นี่จึงเป็นเรื่องราวที่จะมีทั้งมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ เป็นตัวละครหลัก รวมไปถึงเล่าจุดกำเนิดของแหวนเอกธำมรงค์และยุคที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงจุดการล่มสลายของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Númenor 

จอมมาร Sauron

ทุกข้อควรรู้ของ LOTR: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกแฟนตาซีแห่ง Middle-earth

จอมมาร Sauron ในซีรีส์เรื่องนี้ หลังจากพ่ายแพ้ ถูกโค่นจนต้องหลบซ่อนตัวและรอดเร้นมาจนถึงยุคที่สอง ก็ได้อาศัยความเป็นนักเวทย์และจอมแปลงร่าง หลบอยู่ในกายหยาบนาม Annatar เพื่อสอนและหลอกลวงเอลฟ์ชื่อ Celebrimbor ในการสร้างแหวน 19 วงขึ้นมา และ Sauron เองได้แอบสร้างแหวนเอกธำมรงค์เพื่อใช้ควบคุมผู้สวมแหวนทุกวง และสร้างกองทัพออร์คกับโทรลเพื่อมาต่อกรกับมนุษย์และเอลฟ์ จึงกล่าวได้ว่าแม้เราจะไม่ได้เห็นต้นกำเนิดของ Sauron แต่ในแง่หนึ่งนี่ก็คือต้นกำเนิดของ Sauron ที่พ่วงกับเรื่องราวของแหวนด้วยครับ

รู้จักตัวละครหลักและตัวละครหน้าคุ้น

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

ว่าด้วยตัวละครเก่าก่อน นอกจาก Sauron ตัวละครหน้าคุ้นของเรื่องนี้คือเอลฟ์ทั้งสามอย่างท่านหญิง Galadriel รับบทโดย Morfydd Clark กับ Elrond รับบทโดย Robert Aramayo (Ned Stark วัยหนุ่มในซีรีส์ Game of Thrones) ที่ในต้นฉบับเป็นลูกเขยและแม่ยาย แต่เรื่องนี้เป็นเพื่อน และราชาเอลฟ์ Gil-galad ที่แน่นอนว่าเปลี่ยนนักแสดง รวมถึงตัวละคร Isildur ผู้ตัดนิ้ว Sauron ที่เป็นบรรพบุรุษของ Aragorn ตัวละครหลักในไตรภาค The Lord of the Rings อีกด้วยครับ 

และยังมีตัวละใหม่เผ่าเอลฟ์/ตัวละครเอลฟ์ที่ไม่เคยเห็น ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญอย่าง Celebrimbor กับเอลฟ์ทหารที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน อย่าง Arondir (เอลฟ์ผมเกรียนผิวสีที่เด่น ๆ ในตัวอย่าง) ด้วยเช่นกัน

ทางด้านเผ่า Hobbit ที่ปกติขาดไม่ได้ เนื่องจากตามตำนานไม่เคยมีบทบาทสำคัญอะไรก่อนยุคที่ 3 เราจึงไม่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา แต่จะเป็นเรื่องราวเผ่าบรรพบุรุษอย่าง Harfoot แทนครับ และซีรีส์ใช้ตัวละคร Elanor ‘Nori’ Brandyfoot กับ Poppy Proudfellow ที่คล้าย Frodo และ Sam มาขับเคลื่อนเรื่องราว

Durin IV เป็นตัวละครสำคัญฝั่งคนแคระ กับภรรยา องค์หญิง Disa

ส่วนเผ่ามนุษย์มี Bronwyn กับ Theo ลูกชายที่ค้นพบดาย ดูจะเกี่ยวข้องบางอย่างกับ Sauron และอำนาจมืด Halbrand ผู้ช่วยชีวิต Galadriel และตัวละครปริศนาที่ดูจะเป็นอีกหนึ่งใจกลางของเรื่องราวนี้ ซึ่งถูกเรียกว่า The Stranger 

คู่มือฉบับสมบูรณ์ของ The Lord of the Rings: The Rings of Power ต้อนรับการหวนคืนสู่โลกมหากาพย์แฟนตาซีแห่ง Middle-earth

มีกี่อีพี กี่ซีซั่น และรับชมได้ทางไหน

ซีรีส์ The Rings of Power ได้รับการอนุมัติซีซั่นแรกและซีซั่นสองล่วงหน้าแล้วครับ และถูกวางโครงเรื่องล่วงหน้าไว้แล้ว 5 ซีซั่นด้วยกัน สำหรับซีซั่น 1 ของซีรีส์เรื่องนี้จะมี 8 อีพี 2 อีพีแรกรับชมได้แล้ววันนี้ทาง Prime Video และอีพีต่อ ๆ ไป จะมาทุกวันศุกร์ เวลา 11.00 น.

ข้อมูลอ้างอิง 

www.vanityfair.com/hollywood/2022/02/amazon-the-rings-of-power-series-first-look

www.vulture.com/article/lord-of-the-rings-the-rings-of-power-plot-explained.html

collider.com/how-rings-of-power-ties-into-lord-of-the-rings/

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load