Move To Heaven (2021)

Directed : Kim Sung-ho

Written : Yoon Ji-ryeon 

Starring : Lee Je-hoon, Tang Jun-sang, Ji Jin-hee, Hong Seung-hee

Country : South Korea

Episode : 10

Original Network : Netflix

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ 

‘ความตาย คือการสิ้นสภาพของการมีชีวิต’ 

นี่คือข้อความซึ่งเปรียบเสมือนหน่วยความจำพื้นฐาน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็คงให้นิยามคำว่า ‘ตาย’ ไม่ต่างกัน เราเองก็คิดเช่นนั้นมาตลอด จนได้พบกับ Move To Heaven ซีรีส์เกาหลีที่ปลุกให้คุณตั้งคำถามกับความตาย ว่าหากนั่นคือกริยาอาการหนึ่งที่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ ก็ต้องประสบ แล้วความตายจะเป็นเพียงจุดสิ้นสุดในชีวิตนั้นๆ จริงหรือ

ซีรีส์สัญชาติเกาหลีเรื่องนี้เป็นผลงาน Netflix Original เล่าเรื่องครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ลูกชายคนเดียวของเขาป่วยเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ (Asperger) อาการที่เด่นชัดของโรคคือ มีปัญหาในการเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น รวมถึงไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเช่นคนทั่วไป 

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

แต่ในความอาภัพก็ยังไม่อับโชค เพราะฮันกือรู (รับบทโดย ทังจุนซัง) วัย 20 ปีมีสายตากว้างไกลและจดจำทุกสิ่งที่เห็นได้ยอดเยี่ยมราวโปรแกรมในปัญญาประดิษฐ์ ฮันจองอู (รับบทโดย จีจินฮี) ผู้เป็นพ่อจึงบอกใครต่อใครด้วยความภูมิใจ ว่าลูกชายของเขาไม่ใช่คนผิดปกติ แต่เป็นมนุษย์ที่พิเศษสุดๆ ต่างหาก

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

สองพ่อลูกตระกูลฮันมีธุรกิจขนาดย่อมเป็นของตัวเองในนาม Move To Heaven ทำหน้าที่เก็บกวาดที่เกิดเหตุกรณีมีคนตาย แม้ใครต่อใครมักเรียกงานของพวกเขาอย่างผิดๆ ว่าเป็นคนเก็บศพบ้าง คนเก็บขยะบ้าง แต่ทั้งสองก็เชื่อมั่นเสมอว่าทุกความตายมีเรื่องเล่า และเราจะเข้าถึงชีวิตของผู้ตายผ่านข้าวของของพวกเขา ฮันจองอูและฮันกือรูจึงตั้งใจขนย้ายสัมภาระทุกชิ้นของผู้ตายด้วยหัวใจ แถมยังมอบบริการสุดพิเศษให้ลูกค้า (ที่ไม่ใช่ผู้ว่าจ้าง) เป็นการกล่าวคำลาหรือแม้แต่กระทำตามคำขอ (ที่ไม่ได้เอ่ยคำขอ) ครั้งสุดท้าย ก่อนพวกเขาจะละทิ้งทุกสิ่งไปยังอีกภพภูมิ 

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

เคราะห์ร้าย พ่อผู้เป็นอีกครึ่งชีวิตของฮันกือรูด่วนจากไปอย่างกะทันหัน พร้อมกับทิ้ง โจซังกู (รับบทโดย อีเจฮุน) ชายแปลกหน้าที่มีศักดิ์เป็นญาติเพียงคนเดียวไว้ในฐานะผู้ปกครอง มนุษย์สุดพิเศษอย่างฮันกือรูจึงต้องประคับประคองทั้งหัวใจอันบอบช้ำจากความสูญเสีย และขยับหน้าที่จากผู้ช่วยมาสู่หัวหน้างาน เพื่อสานต่อธุรกิจ Move To Heven ที่เป็นความทรงจำแสนล้ำค่าของครอบครัว พร้อมกับพยายามทลายกำแพงระหว่างเขากับอาที่มีงานหลักเป็นนักสู้ข้างถนน แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างพักชั่วคราว เพราะเขากลายเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ 

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

ในขณะที่เส้นเรื่องฟากหนึ่งดำเนินต่อด้วยการประกอบเศษซากความสูญเสีย เพื่อใช้ชีวิตในบทถัดไปของฮันกือรู อีกฝั่งหนึ่งของเรื่องก็พาเราไปพบกับความตายในรูปแบบต่างๆ ผ่าน ‘คำขอ’ จากผู้ว่าจ้างให้ไปเก็บกวาดที่เกิดเหตุ ซึ่งมีทั้งการตายโดยอุบัติเหตุ ฆาตกรรม ไปจนถึงการตายโดยตั้งใจ 

ซีรีส์มีความยาว 10 ตอน แต่ละตอนจะนำเสนอเรื่องราวของลูกค้า (ที่ไม่ใช่ผู้ว่าจ้าง) ไล่เรียงไปทีละคน ทันทีที่ได้รับการว่าจ้าง นอกจากพวกเขาจะจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำเนินธุรกิจนี้ คือกล่องกระดาษสีเหลืองสด มุมล่างขวาเว้นช่องสำหรับลงชื่อ พร้อมข้อความระบุว่า ‘ขอให้ไปสู่สุคติ’ 

Move To Heaven บริษัทเก็บกวาดที่เกิดเหตุกับบริการพิเศษ 'ทำตามคำขอ ที่คนตายไม่ได้ขอ'

ฟังก์ชันการใช้งานของกล่องนี้มีไว้เพื่อจัดเก็บสิ่งที่ผู้ตายให้ความสำคัญ รวมถึงสิ่งของที่ผู้ตายอยากมอบให้ใครสักคน พ่อของฮันกือรูสอนลูกชายคนพิเศษเสมอว่า หน้าที่ของพวกเขาไม่เพียงปัดกวาดข้าวของเพื่อโยนทิ้ง ประหนึ่งว่าไม่เคยมีใครอยู่ที่นี่ แต่เขาต้องทำความรู้จักกับผู้ตาย ต้องรู้ให้ได้ว่าเขาคือใคร ใช้ชีวิตมาอย่างไร และความปรารถนาครั้งสุดท้ายของเขาคืออะไร นั่นจึงจะเป็นการเก็บกวาดทั้งสถานที่และจิตใจให้ผู้ตายอย่างแท้จริง นั่นเป็นเหตุผลที่ Move To Heaven บรรจงคัดเลือกบางสิ่งเพื่อบรรจุลงกล่อง และส่งต่อให้กับใครสักคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายต่อไป 

แต่ก็ใช่ว่าทุกการตายจะมีพวงหรีดส่งมาแสดงความเสียใจ ใช่ว่าทุกการตายจะมีใครสักคนรอรับสิ่งของและคำบอกลา เพราะการตายตามลำพังอย่างโดดเดี่ยวพบมากจนน่าใจหาย การได้ขนย้ายสัมภาระชุดสุดท้ายของชีวิตให้กับใครก็ตามที่ยืดอกยอมรับความสัมพันธ์กับผู้ตาย จึงเปรียบเสมือนโบนัสก้อนใหญ่ที่ชาว Move To Heaven ภาวนาทุกเช้าก่อนตอกบัตรเข้างาน

 เรื่องราวการจัดเก็บสัมภาระชุดสุดท้ายของชีวิตและภารกิจพูดแทนคนตาย ของบริษัทที่มี Core Value องค์กรคืออยากให้ลูกค้าไปสู่สุคติ

คิมซอนอู เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม เขาเพิ่งจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย มีความฝันคือเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและต้องมีงานประจำให้ได้ แต่ด้วยฐานะทางบ้านยากจน จึงพับฝันการเรียนต่อไว้ก่อน และทำงานหนักเพื่อหาเงินส่งกลับไปให้บุพการี

อียองซุน หญิงชราที่มีอาการสมองเสื่อม พบเป็นศพหลังเสียชีวิตมาแล้วนับเดือนที่ห้องเช่าเล็กๆ ตอนมีชีวิตอยู่ เธอจะไปธนาคารทุกวันทำการในเวลาเดิม เพื่อถอนธนบัตรใบใหม่คราวละ 50,000 วอน และโทรศัพท์ไปที่แห่งหนึ่ง แต่เธอไม่เคยกล้าเอ่ยทักทายไปยังปลายสายสักครั้ง 

อีซอนยอง ครูอนุบาลผู้เป็นที่รักของเด็กๆ เธอเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมโดยแฟนหนุ่ม อาวุธสังหารคือมีดทำครัว ตำรวจสรุปสาเหตุว่าเป็นการทะเลาะวิวาท ฝ่ายชายจึงพยายามป้องกันตัว ผู้ว่าจ้างให้รีบเก็บกวาดข้าวของของเธอคือเพื่อนบ้าน เพราะกลัวว่าข่าวเสียหายจะทำให้บ้านของตนราคาตกไปด้วย

 เรื่องราวการจัดเก็บสัมภาระชุดสุดท้ายของชีวิตและภารกิจพูดแทนคนตาย ของบริษัทที่มี Core Value องค์กรคืออยากให้ลูกค้าไปสู่สุคติ

นี่คือตัวอย่างการเก็บกวาดของซีรีส์ ใน 3 ตอนแรกซึ่งชวนให้เราตั้งคำถามกับคำว่า ‘ความตาย’ จากเดิมที่คิดว่าความตายก็เหมือนการกดปุ่มปิดสวิตช์ เป็นความคิดที่อยากจะพิถีพิถัน และให้ความสำคัญกับทุกๆ วันของชีวิตยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อลดทอนความเสียดาย ว่ายังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากทำ 

 เรื่องราวการจัดเก็บสัมภาระชุดสุดท้ายของชีวิตและภารกิจพูดแทนคนตาย ของบริษัทที่มี Core Value องค์กรคืออยากให้ลูกค้าไปสู่สุคติ

อีกหนึ่งความเก่งกาจของซีรีส์ Move To Heaven อยู่ตรงวิธีประสานเส้นเรื่องจากทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน คือทุกครั้งของการจัดการที่เกิดเหตุ คำพูดโดยคนตายที่ฉายผ่านสิ่งของในกล่องสีเหลือง หากไม่กระทบโครมใหญ่ ก็จะคดเคี้ยวและเลี้ยววนกลับไปสู่ความคิดและจิตใจของตัวละคร ซึ่งเรื่องเหล่านั้น ยังเป็นค้อนอันเล็กแต่ทรงพลัง ค่อยๆ กะเทาะกำแพงหนาที่ขวางกั้นฮันกือรูกับโจซังกู คนแปลกหน้าที่กลายมาเป็นครอบครัวให้เข้ากันได้ดียิ่งขึ้น 

Move To Heaven เป็นซีรีส์เล่าเรื่องคนตายแต่ไม่มีผี ด้วยเรต 18+ จึงอาจมีฉากสะกิดจิตใจและต่อมน้ำตาเล็กน้อยถึงปานกลาง แนะนำให้สำรองทิชชูไว้ข้างตัว แต่เชื่อเถอะว่า เรื่องราวการเก็บกวาดทั้งสถานที่และจิตใจให้คนตายของพวกเขา จะพาเราไปสู่ความคิดและมุมมองต่อจุดสิ้นสุดของชีวิตที่ต่างไปจากเดิม 

รับชม Move To Heaven จำนวน 10 ตอนได้ทาง Netflix

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load