เจเจ มาถึงแล้ว และนั่งหลับอย่างเหนื่อยอ่อนอยู่ในห้องรอสัมภาษณ์

ด้วยคิวและตารางซ้อมแน่นเอี้ยด ทำให้ทุกวันนี้ นักแสดงหนุ่มน้อย เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม มีเวลานอนแค่วันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่กี่นาทีต่อมาเขาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย เขย่าหัวสองสามที แล้วรอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แทบไม่เหลือความอ่อนล้าให้เห็น

หากถอดภาพในวงการบันเทิงออก เจเจก็คือวัยรุ่นคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลัง ความกระตือรือร้น และเยาว์วัย ทำให้บทบาทที่เขาได้รับ ไม่ว่าจะเป็น ท็อป ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์ หรือ ไทเกอร์ I Hate You, I Love You ที่เราเห็นกันก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นบทบาทที่ใกล้เคียงกับภาพลักษณ์ หนุ่มน้อยหน้าตี๋อย่างเขาอย่างไม่มีข้อสังสัย

จนกระทั่ง เลือดข้นคนจาง ออกอากาศ ทั้งประเทศจึงได้เห็นเจเจในเวอร์ชั่นที่โตและซับซ้อนขึ้น เมื่อต้องมารับบท ‘พีท’ ตั่วซุงของตระกูลมหาเศรษฐีที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ ผู้สูญเสียพ่อไปอย่างมีเงื่อนงำ และตัวเขาเองก็เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยบุคคลมากมายรอบตัว

‘พีท’ และ ‘เจเจ’ มีบางอย่างที่เป็นเงาสะท้อนของกันและกัน

สิ่งเหล่านั้นคืออะไร ให้บทสนทนากับหนุ่มน้อยคนนี้ ตอบข้อสงสัยให้กับคุณ

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คุณเป็นคนจีนหรือเปล่า

ผมเป็นคนจีนครับ ประมาณ 50% ฝั่งแม่ผม อากงเป็นคนจีนแท้ๆ เลย บ้านผมก็จะคล้ายๆ กับในเรื่อง เลือดข้นคนจาง คือมีการนัดกินข้าวกันบ่อย แต่ไม่ถึงขนาดบ้านตั้งติดกันอยู่ในซอยที่เป็นชื่อตระกูล (หัวเราะ)

ก่อนมาเล่น เลือดข้นคนจาง คุณเข้าใจคำว่ากงสีแค่ไหน     

ผมก็เข้าใจว่าแชร์เงินกันครับ (หัวเราะ) ผมคิดว่ามันคือธุรกิจของพ่อหรือแม่ในอดีตที่ตอนนี้มันยังมีอยู่ พอมันถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว มันกลายเป็นต้องแบ่งกันดูแล แบ่งผลประโยชน์กันระหว่างพี่น้อง จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้เลยนะว่ามันคืออะไร จนพอมาถ่ายเรื่อง เลือดข้นคนจาง ผมก็เพิ่งรู้ว่าบ้านฝั่งแม่ตัวเองก็มีกงสีเหมือนกัน คือมีธุรกิจแล้วลูกๆ หลานๆ มาช่วยกันบริหาร

คุณเอาความเป็นจีนของตัวเองมาใส่ลงไปในคาแรกเตอร์นี้ยังไงบ้าง

น่าจะเป็นเรื่องลำดับศักดิ์ ในเรื่องพีทจะเป็นตั่วซุง คือเป็นลูกของลูกชายคนโต หลานชายคนแรกของตระกูล มีศักดิ์นับเป็นลูกชายคนสุดท้องของอากง ในชีวิตจริงผมไม่ได้เป็นตั่วซุงนะ แต่ด้วยนามสกุลของเรา เราจึงเหมือนแบกความรับผิดชอบอะไรบางอย่างอยู่ด้วย จะคิดถึงตัวเองไม่ได้ ผมจะโดนปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าจะพูดหรือทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ ให้รอบคอบ

พอรู้ว่าต้องรับบทพีท คุณทำการบ้านอะไรเพิ่มเติมสำหรับบทบาทนี้บ้าง

โจทย์แรกเลยคือโตขึ้นครับ ด้วยความที่พีทในเรื่องเป็นคนเรียนจบแล้วไปเรียนต่อโทที่ฮ่องกง ทำให้พีทโตและมีความคิดค่อนข้างจะผู้ใหญ่ เพราะว่าพีทจะเป็นคนที่โดนปลูกฝัง ถูกเลี้ยงดู มาอย่างดี แม่ประคบประหงมมากๆ แต่ก็ไม่ได้โดนสปอยล์นะครับ แค่ได้รับการสอนที่ดี ทำให้ทุกอย่างหล่อหลอมตัวพีทให้เป็นคนดีและมีหัวคิด

ที่ผ่านมา ตัวผมได้รับบทบาทของคนในช่วงวัยรุ่นมาตลอด พอมารับบทพีท พี่ย้งก็เลยอยากให้มันแตกต่างและดูโตขึ้น เราก็เลยเวิร์กกับการโตขึ้น โดยมาตีความว่าการโตขึ้นมันเป็นอะไรได้บ้าง

ที่ปรับหลักๆ ก็น่าจะเป็นหลัง การเดิน อะไรพวกนี้เป็นหลัก เพราะปกติผมเป็นคนที่หลังค่อมเวลาเผลอ ผมก็ต้องดูแลบุคลิกภาพตัวเองมากขึ้น เวลาพูดก็ต้องพูดให้ช้าลง ให้ชัดขึ้น เพื่อให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คนที่สำคัญที่สุดของตระกูลในรุ่นถัดไป มีธุรกิจพันล้านอยู่ในมือ เขาจะเป็นคนที่คิดยังไง

พีทเป็นเหมือนตัวแทนของชีวิตที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง จนมาวันหนึ่งมันเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาตระหนักได้ถึงสิ่งที่เขาคิดมาโดยตลอดว่ามันไม่ใช่แบบนั้น เหมือนยิ่งตัวเองเจอเรื่องราว เจอเบาะแส มากเท่าไหร่ ตัวเองยิ่งเรียนรู้ว่าความจริงคืออะไร

ผมว่าตัวพีทน่าสงสาร ตอนที่ตัวเองเล่นยังไม่สงสารเท่าตอนมาดู (ยิ้ม) ผมรู้สึกว่าคนคนนี้รับอะไรมาหนักมากเลยในชีวิต พ่อตาย รู้ว่าพ่อมีเมียน้อย แถมยังมีลูกชายอีกคน และยังจะมีความเคลือบแคลงสงสัยแม่ตัวเอง

ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนเราดู Turning Point ของพีทที่เรียงต่อกันจนจบเรื่อง

พีทยังมี Turning Point อีกหรอเนี่ย

มีครับ ต้องรอดูครับ

ถ้าในชีวิตจริงคุณเจอเหตุการณ์แบบพีท

โอ้โห ผมคิดว่าผมคงจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้เท่าพีท เพราะมันเป็นเรื่องราวที่หนักและซับซ้อนมาก เรารักแม่ แต่ในขณะเดียวกันเราก็สงสัยแม่ด้วย เราเกลียดบ้านเล็ก แต่พอเราไปคุย เราได้ไปรู้จัก เรากลับรู้สึกว่าเราเข้าใจเหตุผลการกระทำต่างๆ ของบ้านเล็กมากกว่าแม่เรา

ตอนที่รู้ว่าต้องเล่นเป็นลูกชายของ เจี๊ยบ โสภิตนภา คุณสื่อสารกันยังไงบ้าง

ก่อนหน้าที่จะเริ่มเปิดกล้องผมเวิร์กช็อปกับพี่เจี๊ยบและพี่กบแค่รอบเดียว (ยิ้ม) เหมือนพี่ๆ เขามาฟิตติ้ง แล้วหลังจากนั้นก็มานั่งคุยกันในห้องประชุมว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกบ้านนี้เป็นยังไง ก็ได้ทำเวิร์กช็อปคร่าวๆ เป็นสถานการณ์ที่พี่กบ พี่เจี๊ยบ และผม กำลังจะไปงานเลี้ยงสักงานหนึ่งแล้วพีทขอไปเรียนต่อ แต่ว่าป๊าไม่ให้ไป เพราะป๊าอยากให้กลับมาช่วยดูแลโรงแรมแล้ว พี่ย้งโยนโจทย์มาประมาณนี้

แล้วเป็นยังไง

ผมเขินมาก ไปไม่เป็นเลยครับ คือผมเป็นผู้ชาย กับที่บ้านในชีวิตจริง ผมก็จะค่อนข้างเขินเวลากอดหรือแสดงความรักกับพ่อ ตอนที่เวิร์กช็อปแล้วผมต้องเข้าไปอ้อนพี่กบผมหูแดง หน้าร้อน เลยครับ (หัวเราะ)

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

แล้วกับแม่ล่ะ ชีวิตจริงคุณสนิทกับแม่ไหม

ผมสนิทกับแม่ครับ ช่วงเด็กๆ ผมอยู่กับแม่มากกว่า เพราะพ่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด ผมจะรู้ทุกความเคลื่อนไหวของแม่

พี่เจี๊ยบสอนอะไรบ้าง

ผมรู้สึกว่าพี่เจี๊ยบค่อนข้างให้เกียรติผมในฐานะเพื่อนร่วมงาน เขาจะชวนเล่น ชวนคุยปกติ แต่พอถึงการแสดงแรกๆ พี่เจี๊ยบเขาจะไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ เหมือนให้เกียรติผมให้แสดงมันออกมาด้วยตัวเอง

แรกๆ เวลาเข้าซีนกับพี่เจี๊ยบผมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง (หัวเราะ) มีอยู่ซีนหนึ่ง มันเป็น Medium Shot ของผมกับพี่เจี๊ยบ เป็น Two Shot ตอนแสดงอยู่ ผมรู้สึกว่าตัวเองเล่นเยอะมาก ใส่พลังเข้าไปเยอะมาก ตอนเล่นเรารู้เลยว่าเรารู้สึกกับสถานการณ์นี้มากเลย มันน่าจะโอเค

แต่พอมาดูหน้ามอนิเตอร์ปุ๊บ อื้อหือ หายไปจากซีนเลย พี่เจี๊ยบกลบผมมิดเลย พี่เจี๊ยบเล่นดีมาก ทั้งทางกายภาพและอินเนอร์ พอจบจากเทคนั้นปุ๊บผมก็ไปนั่งดูหน้ามอนิเตอร์แล้วถามพี่เจี๊ยบเลยว่านี่มันคืออะไร พี่เจี๊ยบเล่นยังไหรอครับมันถึงดูรู้สึกขนาดนั้น เห็นถึงความแตกต่างทางการแสดงได้ชัดขนาดนั้น

ตอนนั้นพี่เจี๊ยบก็บอกผมว่า เราต้องขุนอินเนอร์ข้างในให้รู้สึกมากๆ ลึงลงไปอีกๆ เพราะบางทีถ้าเราแสดงอารมณ์ ท่าที ด้วยอินเนอร์ระดับแค่ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เวลาอยู่ในกล้องมันส่งพลังออกมาไม่พอ

ซึ่งมันก็ถูกอย่างที่พี่เจี๊ยบบอกจริงๆ ครับ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานแสดง ความโปร ความเก๋า มันเลยเป็นข้อเปรียบเทียบประมาณนี้แหละ (หัวเราะ) แต่ตอนหลังก็ดีขึ้นครับ พี่เจี๊ยบก็ช่วยคุย ช่วยสอน พี่เจี๊ยบเหมือนเป็นทั้งแม่ เพื่อน และครูในกอง และโคตรจะมีพลังของความเป็นวัยรุ่น พร้อมจะเล่นสนุกกับพวกผม

ถ้าให้นิยามความสนุกในกองถ่ายละคร เลือดข้นคนจาง ด้วยคำหนึ่งคำ

คำว่าครอบครัวครับ ความสนุกของกองถ่าย เลือดข้นคนจาง คือคนเยอะมาก แล้วมันไม่ใช่แค่พวกรุ่นเด็กๆ อย่างพวกผมนะ แต่เป็นเหมือนครอบครัวจริงๆ มีคนทุกวัยอยู่ในกองถ่าย เวลาพี่เจี๊ยบ พี่อุ๋ม พี่แท่ง มากอง พี่ๆ จะมาพร้อมขนมเสมอ กินขนมไปนั่งคุยกันสนุกสนาน มันเลยให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่กับพี่น้องในครอบครัวใหญ่

อย่าง ครูเล็ก ภัทราวดี ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมแสดงกับท่าน ครูเล็กไม่ถือตัวเลยครับ ท่านชอบเล่าเรื่องการทำงานในอดีต หรือแม้แต่ชีวิตวัยรุ่นของท่าน ผมรู้สึกเหมือนคุยกับญาติผู้ใหญ่ ที่พีกคือผมเพิ่งรู้ว่าครูเล็กเป็นเป็นศิลปินแห่งชาติตอนวันเลี้ยงปิดกล้อง ผมอึ้งไปเลย แต่อีกใจก็รู้สึกว่าดีแล้วที่เพิ่งรู้ ไม่งั้นผมจะต้องเกร็งมากแน่ๆ เวลาเข้าฉากกับท่าน

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

พีทกับเจเจก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ตัวตนของคุณกับพีทเหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง

ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องความถูกต้องมั้งครับ พีทเป็นคนที่เวลาทำอะไรจะคิดถึงความถูกต้องก่อนเสมอ ว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ไปแล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งผมก็เป็นนะ เวลาผมจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง พอผมทำไปแล้ว บางครั้งมันเกิดผลของการกระทำที่ทำให้เราคิดว่า เราไม่น่าทำสิ่งนั้นลงไปเลยว่ะ แล้วมันก็จะส่งผลให้เหตุการณ์ต่อไปผมต้องเดินไปขอโทษต่อสิ่งที่ผมทำ

เป็นคนดีนะเนี่ย

(หัวเราะ) ก็แล้วแต่สถานการณ์ครับ

เคยถามพี่ย้งไหมว่าทำไมต้องเลือกคุณมารับบทนี้

นั่นสิครับ เขาไม่เคยบอกผมเลย (หัวเราะ) แต่จากที่ไปแอบเห็นบทสัมภาษณ์ของพี่ย้งนะ เลือดข้นคนจาง มันเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ 9×9 ของ GDH559 พี่ย้งต้องการพัฒนาพวกผมทั้งเก้าคนในเรื่องการแสดง เลยจับพวกผมมาชนกับพี่ๆ นักแสดงรุ่นใหญ่ เพื่อที่จะได้เรียนรู้งาน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางด้านการแสดง

ผม เจมมี่เจมส์ และพี่ต่อ ที่จะได้รับบทที่มันแปลกออกไปหน่อย เพราะเรา 3 คนเคยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมาอยู่แล้ว แต่ว่าน้องๆ อีก 6 คนจะได้รับบทที่มันใกล้เคียงกับตัวเอง แต่ทำไมผมได้บทพีท แทนที่จะได้บทอี้หรือเวกัสผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

พี่ย้งน่าจะเห็นความเป็นพีทในตัวผม

คุณมีส่วนช่วยออกแบบตัวละครพีทมากน้อยแค่ไหน

ตัวพีทมีคาแรกเตอร์ที่จับต้องไม่ได้แน่นอน ไม่ได้มีคาแรกเตอร์ที่โดดออกมาอย่างบทของพี่ต่อที่เป็นออทิสติกใน Side by Side หรือเจมมี่เจมส์ใน SOS skate ซึม ซ่าส์ ที่เล่นเป็นคนที่เป็นโรคซึมเศร้า พีทมีความเป็นมนุษย์ ซึ่งความเป็นมนุษย์โดยปกติทั่วไปคือความกลม ไม่มีขาวล้วน ดำล้วน ทุกคนล้วนเป็นสีเทา

ตอนแรกผมก็เครียดว่าจะเล่นยังไงให้มันแตกต่าง สุดท้ายก็เลิกคิดมากแล้วลุยไปเลยเต็มที่

พีทเป็นตัวละครที่แสดงอารมณ์ผ่านสายตาเยอะมาก คุณตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

ตั้งใจครับ มันมีบางซีนที่พอเราเล่นแล้วรู้สึกว่าอินเนอร์มันยังไม่พอ เราก็กลัวอารมณ์มันจะดร็อป ยิ่งเวลาเข้าฉากกับนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ ผมก็เลยยิ่งเค้นอารมณ์ จนบางทีอาจจะดูเหมือนเบิกตามากไปด้วย พอสั่งคัตทีไรปวดตาทุกที (หัวเราะ)

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

นอกจากสายตา คุณมีการใช้ส่วนอื่นๆ ของร่างกายช่วยในการแสดงอารมณ์อีกหรือเปล่า

หลักๆ น่าจะเป็นการหายใจครับ คือการแสดงอารมณ์ทุกอย่างมันจะถูกกำหนดด้วยจังหวะหายใจ เวลาเราโกรธ สงสัย หรืออึดอัดกับสถานการณ์ตรงหน้า การหายใจจะไม่เหมือนกันเลย ถือเป็นทักษะทางการแสดงที่คงต้องฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ ครับ

แต่เอาจริงๆ เรื่องทางกายภาพอื่นๆ ที่ใช้ในการแสดงผมยังไม่เก่งเลยครับ เพราะผมไม่รู้ว่าจะจัดการกับร่างกายยังไง วางมือ เหวี่ยงแขน หมุนตัวยังไง ไม่ให้รู้สึกว่าเราพยายามแสดงมากเกินไป

จากการแสดงเรื่องแรกมาจนถึงเรื่องนี้ คุณคิดว่าตัวเองพัฒนามาไกลแค่ไหน

ผมพัฒนาขึ้นเยอะมาก (ลากเสียงยาว) ผมเล่นหนังเรื่องแรกคือ เกรียน ฟิคชั่น เรื่องนี้ผมกลับไปดูล่าสุดแล้วผมคิดว่าการแสดงของตัวเองมันแปลกมากเลย แล้วตอนนั้นเวลาพูดผมยังติดสำเนียงเหนืออยู่เลยครับ (หัวเราะ) พูดภาษากลางนะ แต่มีความซึมเหนืออยู่ในสำเนียงแรงมาก และเล่นค่อนข้างแข็ง

พอมา ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ก็ดีขึ้นครับ เพราะช่วงเวลาจาก เกรียน ฟิคชั่น มาจนถึง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ผมผ่านงานมาเยอะพอสมควรแล้ว ทั้งเล่นซิตคอม เล่นเอ็มวี เล่นหนังสั้น เล่นซีรีส์ เล่นละคร ทุกอย่างมันถูกสะสมและพัฒนาจนมาเป็นผมตอนเล่น ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์

นี่เป็นปีที่ 6 ที่ผมทำงาน ก่อนหน้านี้ผมทะเยอทะยาน แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จนได้รับโอกาสตอนเล่น ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ มันเลยทำให้เราเจอทีมงานและนักแสดงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่วิธีการทำงานของเขาเป็นมืออาชีพ ประกอบกับผมเองก็โต จริงจังกับเส้นทางนี้มากขึ้น

พอหมดสัญญากับที่เก่า ผมมีโอกาสได้มาเซ็นสัญญากับนาดาวบางกอก พอมาอยู่ที่นี่เราก็ได้เล่นเรื่อง I HATE YOU I LOVE YOU  ได้เล่นกับปันปัน พี่โอบ และพี่ฝน ซึ่งทุกคนเก่งมาก มีประสบการณ์อยู่แล้ว จากนั้นก็ได้เล่นหนังเรื่อง 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น เจอ พี่ใหม่ ดาวิกา กับ พี่ก้อง สหรัถ ผมรู้สึกโชคดีที่ได้รับโอกาสและได้ทำงานกับคนเก่งๆ อยู่ตลอดเวลา มันก็เลยทำให้ผมเรียนรู้และพัฒนาเร็ว

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คุณรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าอยากทำงานในวงการบันเทิง

ผมขอใช้คำว่าโชคช่วยละกันนะครับ โชคชะตามันพาเราไปแต่ละจุด แล้วพอเราทำมันไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกสนุกกับมัน ตอนแรกคิดว่าเราจะทำมันเป็นงานอดิเรก แต่พอจบงานนี้ก็มีงานนั่นโน่นต่อไปเรื่อยๆ จนมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว

คุณเป็นเด็กเชียงใหม่แบบไหน

ค่อนข้างแสบ เพื่อนผมจะเป็นพวกเด็กแสบที่ทั้งชั้นไม่ค่อยมีใครกล้ายุ่ง แต่ไม่ได้เกเรนะครับ เป็นแก๊งนักกีฬา แม้ว่าผมจะไม่ใช่นักกีฬาก็ตาม (หัวเราะ)

ในวัย 22 ปี คุณมีโอกาสได้ทำหลากหลายบทบาทในวงการ ยังมีอะไรที่อยากทำอีกไหมแต่ยังไม่ได้ทำอีกไหม

ตอนนี้ผมอยากทำเพลงมากเลยครับ ผมชอบเพลงฮิปฮอป ที่มาที่ไปมันเริ่มจากตอนอายุประมาณ 14 ปี ผมมีโทรศัพท์เครื่องแรก ตอนนั้นผมคิดว่าเราต้องใช้ของที่ถูกลิขสิทธิ์เท่านั้น ก็เลยเข้าไปโหลดเพลงถูกลิขสิทธิ์มาอัลบั้มหนึ่งของ Kid Ink มา เป็นศิลปินฮิปฮอปอเมริกัน ถือป็นอัลบั้มแรกที่เราจ่ายเงินซื้อ เพื่อความคุ้มเราเลยฟังแต่อัลบั้มนั้นแหละวนไปเรื่อยๆ จนเพลงมันซึมเข้าไปในหัว และกลายเป็นชอบฮิปฮอปไปเลย (หัวเราะ) หลังจากนั้นพอผมเริ่มทำงานหาเงินเองได้ผมก็โหลดพวกอัลบั้มฮิปฮอปอเมริกันแหลกเลยครับ

งั้นลองแรปให้ฟังหน่อย

ผมเขินอะครับ อย่าเลย

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

เคยคิดจะทำงานเบื้องหลังไหม

ผมไม่อยากทำงานเบื้องหลังเลยครับ (หัวเราะ) ตอนแรกที่เข้าวงการมา ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจความเหนื่อยของพี่ๆ เบื้องหลัง จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้ผมเรียนอยู่ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว. สาขาภาพยนตร์ ปี 3 ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ความยากของทีมงานเบื้องหลัง

ช่วงที่เรียนมันก็มีวิชาที่ผมต้องไปออกกองทำเบื้องหลังกับเพื่อน โอ้โห เหนื่อยมาก หน้าที่ผมในกองก็จะไม่ใช่หน้าที่ตายตัว ต้องวิ่งไปวิ่งมา พยายามช่วยทุกส่วนเท่าที่ทำได้ ผมก็เลยตัดสินใจเลยครับว่าขออยู่เบื้องหน้า แต่เป็นคนเบื้องหน้าที่เข้าใจและพร้อมจะทำงานไปกับทีมงานเบื้องหลังดีกว่า เพราะพอผมรู้ระบบการถ่ายทำมากขึ้น มันทำให้เวลาเราแสดงอยู่หน้ากล้องเราสามารถจัดการตัวเองเพื่อช่วยให้งานของคนอื่นๆ มันง่ายขึ้นได้ ไม่เป็นภาระของทีมเบื้องหลัง

ปีหน้าขึ้นปี 4 แล้ว คิดไว้หรือยังว่าจะทำโปรเจกต์จบเรื่องอะไร

ด้วยความที่ผมเป็นนักแสดง เวลาเราเข้าไปในคณะแรกๆ เราก็จะได้รับความคาดหวังจากคณะอาจารย์ ทีนี้การทำโปรเจกต์จบของคณะผม ทุกคนจะต้องเขียนบทส่ง แล้วถ้าของใครผ่านก็จะมีสิทธิ์เลือกเพื่อนเข้ามาเป็นทีมในการทำหนังเรื่องนั้น ตั้งแต่ผู้กำกับไปจนถึงตัวแสดง อาจารย์ก็จะพูดกรอกหูผมตลอดว่า เจเจ ยังไงเธอต้องเขียนบทให้ผ่านนะ กดดันมาก (หัวเราะ)

อาจารย์ฝากความหวังไว้ขนาดนี้ แสดงว่าคุณเขียนบทเก่งใช้ได้

ก็พอได้ครับ อย่างใน เลือดข้นคนจาง เองก็จะมี 4 ซีนที่ผมกับพี่ต่อช่วยกันเขียนบทเอง พวกฉากที่พีทกับอี้ต้องปะทะคำพูดกัน ก็จะมีซีนที่ร้านตัดผม ซีนตรงหน้าห้องน้ำ และอีก 2 ซีนขอเก็บไว้ก่อนนะครับ อยากให้ลองไปทายกันเอง พีกแน่นอน (ยิ้ม)

สาเหตุที่พี่ย้งให้เราเขียนบทเอง คือพอเราถ่ายทำมาเรื่อยๆ ซีนหลังๆ พี่ย้งเขารู้สึกว่าทำไมอินเนอร์ตัวละครมันคล้ายๆ กันไปหมดเลย เพราะพี่ย้งเขาเขียนบทเอง เขาเลยให้ผมกับพี่ต่อที่เริ่มเข้าใจตัวละครดีแล้วลองสวมบทเป็นตัวละคร แล้วคิดว่าพีทกับต่อจะพูดอะไรในสถานการณ์เหล่านั้น โดยพี่ย้งเขาจะให้จุดเริ่มต้นและตอนจบที่เขาอยากให้สถานการณ์มันเป็น

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

ภาพ มณีนุช บุญเรือง

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load