เจเจ มาถึงแล้ว และนั่งหลับอย่างเหนื่อยอ่อนอยู่ในห้องรอสัมภาษณ์

ด้วยคิวและตารางซ้อมแน่นเอี้ยด ทำให้ทุกวันนี้ นักแสดงหนุ่มน้อย เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม มีเวลานอนแค่วันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่กี่นาทีต่อมาเขาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย เขย่าหัวสองสามที แล้วรอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แทบไม่เหลือความอ่อนล้าให้เห็น

หากถอดภาพในวงการบันเทิงออก เจเจก็คือวัยรุ่นคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลัง ความกระตือรือร้น และเยาว์วัย ทำให้บทบาทที่เขาได้รับ ไม่ว่าจะเป็น ท็อป ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์ หรือ ไทเกอร์ I Hate You, I Love You ที่เราเห็นกันก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นบทบาทที่ใกล้เคียงกับภาพลักษณ์ หนุ่มน้อยหน้าตี๋อย่างเขาอย่างไม่มีข้อสังสัย

จนกระทั่ง เลือดข้นคนจาง ออกอากาศ ทั้งประเทศจึงได้เห็นเจเจในเวอร์ชั่นที่โตและซับซ้อนขึ้น เมื่อต้องมารับบท ‘พีท’ ตั่วซุงของตระกูลมหาเศรษฐีที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ ผู้สูญเสียพ่อไปอย่างมีเงื่อนงำ และตัวเขาเองก็เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยบุคคลมากมายรอบตัว

‘พีท’ และ ‘เจเจ’ มีบางอย่างที่เป็นเงาสะท้อนของกันและกัน

สิ่งเหล่านั้นคืออะไร ให้บทสนทนากับหนุ่มน้อยคนนี้ ตอบข้อสงสัยให้กับคุณ

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คุณเป็นคนจีนหรือเปล่า

ผมเป็นคนจีนครับ ประมาณ 50% ฝั่งแม่ผม อากงเป็นคนจีนแท้ๆ เลย บ้านผมก็จะคล้ายๆ กับในเรื่อง เลือดข้นคนจาง คือมีการนัดกินข้าวกันบ่อย แต่ไม่ถึงขนาดบ้านตั้งติดกันอยู่ในซอยที่เป็นชื่อตระกูล (หัวเราะ)

ก่อนมาเล่น เลือดข้นคนจาง คุณเข้าใจคำว่ากงสีแค่ไหน     

ผมก็เข้าใจว่าแชร์เงินกันครับ (หัวเราะ) ผมคิดว่ามันคือธุรกิจของพ่อหรือแม่ในอดีตที่ตอนนี้มันยังมีอยู่ พอมันถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว มันกลายเป็นต้องแบ่งกันดูแล แบ่งผลประโยชน์กันระหว่างพี่น้อง จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้เลยนะว่ามันคืออะไร จนพอมาถ่ายเรื่อง เลือดข้นคนจาง ผมก็เพิ่งรู้ว่าบ้านฝั่งแม่ตัวเองก็มีกงสีเหมือนกัน คือมีธุรกิจแล้วลูกๆ หลานๆ มาช่วยกันบริหาร

คุณเอาความเป็นจีนของตัวเองมาใส่ลงไปในคาแรกเตอร์นี้ยังไงบ้าง

น่าจะเป็นเรื่องลำดับศักดิ์ ในเรื่องพีทจะเป็นตั่วซุง คือเป็นลูกของลูกชายคนโต หลานชายคนแรกของตระกูล มีศักดิ์นับเป็นลูกชายคนสุดท้องของอากง ในชีวิตจริงผมไม่ได้เป็นตั่วซุงนะ แต่ด้วยนามสกุลของเรา เราจึงเหมือนแบกความรับผิดชอบอะไรบางอย่างอยู่ด้วย จะคิดถึงตัวเองไม่ได้ ผมจะโดนปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าจะพูดหรือทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ ให้รอบคอบ

พอรู้ว่าต้องรับบทพีท คุณทำการบ้านอะไรเพิ่มเติมสำหรับบทบาทนี้บ้าง

โจทย์แรกเลยคือโตขึ้นครับ ด้วยความที่พีทในเรื่องเป็นคนเรียนจบแล้วไปเรียนต่อโทที่ฮ่องกง ทำให้พีทโตและมีความคิดค่อนข้างจะผู้ใหญ่ เพราะว่าพีทจะเป็นคนที่โดนปลูกฝัง ถูกเลี้ยงดู มาอย่างดี แม่ประคบประหงมมากๆ แต่ก็ไม่ได้โดนสปอยล์นะครับ แค่ได้รับการสอนที่ดี ทำให้ทุกอย่างหล่อหลอมตัวพีทให้เป็นคนดีและมีหัวคิด

ที่ผ่านมา ตัวผมได้รับบทบาทของคนในช่วงวัยรุ่นมาตลอด พอมารับบทพีท พี่ย้งก็เลยอยากให้มันแตกต่างและดูโตขึ้น เราก็เลยเวิร์กกับการโตขึ้น โดยมาตีความว่าการโตขึ้นมันเป็นอะไรได้บ้าง

ที่ปรับหลักๆ ก็น่าจะเป็นหลัง การเดิน อะไรพวกนี้เป็นหลัก เพราะปกติผมเป็นคนที่หลังค่อมเวลาเผลอ ผมก็ต้องดูแลบุคลิกภาพตัวเองมากขึ้น เวลาพูดก็ต้องพูดให้ช้าลง ให้ชัดขึ้น เพื่อให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คนที่สำคัญที่สุดของตระกูลในรุ่นถัดไป มีธุรกิจพันล้านอยู่ในมือ เขาจะเป็นคนที่คิดยังไง

พีทเป็นเหมือนตัวแทนของชีวิตที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง จนมาวันหนึ่งมันเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาตระหนักได้ถึงสิ่งที่เขาคิดมาโดยตลอดว่ามันไม่ใช่แบบนั้น เหมือนยิ่งตัวเองเจอเรื่องราว เจอเบาะแส มากเท่าไหร่ ตัวเองยิ่งเรียนรู้ว่าความจริงคืออะไร

ผมว่าตัวพีทน่าสงสาร ตอนที่ตัวเองเล่นยังไม่สงสารเท่าตอนมาดู (ยิ้ม) ผมรู้สึกว่าคนคนนี้รับอะไรมาหนักมากเลยในชีวิต พ่อตาย รู้ว่าพ่อมีเมียน้อย แถมยังมีลูกชายอีกคน และยังจะมีความเคลือบแคลงสงสัยแม่ตัวเอง

ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนเราดู Turning Point ของพีทที่เรียงต่อกันจนจบเรื่อง

พีทยังมี Turning Point อีกหรอเนี่ย

มีครับ ต้องรอดูครับ

ถ้าในชีวิตจริงคุณเจอเหตุการณ์แบบพีท

โอ้โห ผมคิดว่าผมคงจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้เท่าพีท เพราะมันเป็นเรื่องราวที่หนักและซับซ้อนมาก เรารักแม่ แต่ในขณะเดียวกันเราก็สงสัยแม่ด้วย เราเกลียดบ้านเล็ก แต่พอเราไปคุย เราได้ไปรู้จัก เรากลับรู้สึกว่าเราเข้าใจเหตุผลการกระทำต่างๆ ของบ้านเล็กมากกว่าแม่เรา

ตอนที่รู้ว่าต้องเล่นเป็นลูกชายของ เจี๊ยบ โสภิตนภา คุณสื่อสารกันยังไงบ้าง

ก่อนหน้าที่จะเริ่มเปิดกล้องผมเวิร์กช็อปกับพี่เจี๊ยบและพี่กบแค่รอบเดียว (ยิ้ม) เหมือนพี่ๆ เขามาฟิตติ้ง แล้วหลังจากนั้นก็มานั่งคุยกันในห้องประชุมว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกบ้านนี้เป็นยังไง ก็ได้ทำเวิร์กช็อปคร่าวๆ เป็นสถานการณ์ที่พี่กบ พี่เจี๊ยบ และผม กำลังจะไปงานเลี้ยงสักงานหนึ่งแล้วพีทขอไปเรียนต่อ แต่ว่าป๊าไม่ให้ไป เพราะป๊าอยากให้กลับมาช่วยดูแลโรงแรมแล้ว พี่ย้งโยนโจทย์มาประมาณนี้

แล้วเป็นยังไง

ผมเขินมาก ไปไม่เป็นเลยครับ คือผมเป็นผู้ชาย กับที่บ้านในชีวิตจริง ผมก็จะค่อนข้างเขินเวลากอดหรือแสดงความรักกับพ่อ ตอนที่เวิร์กช็อปแล้วผมต้องเข้าไปอ้อนพี่กบผมหูแดง หน้าร้อน เลยครับ (หัวเราะ)

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

แล้วกับแม่ล่ะ ชีวิตจริงคุณสนิทกับแม่ไหม

ผมสนิทกับแม่ครับ ช่วงเด็กๆ ผมอยู่กับแม่มากกว่า เพราะพ่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด ผมจะรู้ทุกความเคลื่อนไหวของแม่

พี่เจี๊ยบสอนอะไรบ้าง

ผมรู้สึกว่าพี่เจี๊ยบค่อนข้างให้เกียรติผมในฐานะเพื่อนร่วมงาน เขาจะชวนเล่น ชวนคุยปกติ แต่พอถึงการแสดงแรกๆ พี่เจี๊ยบเขาจะไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ เหมือนให้เกียรติผมให้แสดงมันออกมาด้วยตัวเอง

แรกๆ เวลาเข้าซีนกับพี่เจี๊ยบผมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง (หัวเราะ) มีอยู่ซีนหนึ่ง มันเป็น Medium Shot ของผมกับพี่เจี๊ยบ เป็น Two Shot ตอนแสดงอยู่ ผมรู้สึกว่าตัวเองเล่นเยอะมาก ใส่พลังเข้าไปเยอะมาก ตอนเล่นเรารู้เลยว่าเรารู้สึกกับสถานการณ์นี้มากเลย มันน่าจะโอเค

แต่พอมาดูหน้ามอนิเตอร์ปุ๊บ อื้อหือ หายไปจากซีนเลย พี่เจี๊ยบกลบผมมิดเลย พี่เจี๊ยบเล่นดีมาก ทั้งทางกายภาพและอินเนอร์ พอจบจากเทคนั้นปุ๊บผมก็ไปนั่งดูหน้ามอนิเตอร์แล้วถามพี่เจี๊ยบเลยว่านี่มันคืออะไร พี่เจี๊ยบเล่นยังไหรอครับมันถึงดูรู้สึกขนาดนั้น เห็นถึงความแตกต่างทางการแสดงได้ชัดขนาดนั้น

ตอนนั้นพี่เจี๊ยบก็บอกผมว่า เราต้องขุนอินเนอร์ข้างในให้รู้สึกมากๆ ลึงลงไปอีกๆ เพราะบางทีถ้าเราแสดงอารมณ์ ท่าที ด้วยอินเนอร์ระดับแค่ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เวลาอยู่ในกล้องมันส่งพลังออกมาไม่พอ

ซึ่งมันก็ถูกอย่างที่พี่เจี๊ยบบอกจริงๆ ครับ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานแสดง ความโปร ความเก๋า มันเลยเป็นข้อเปรียบเทียบประมาณนี้แหละ (หัวเราะ) แต่ตอนหลังก็ดีขึ้นครับ พี่เจี๊ยบก็ช่วยคุย ช่วยสอน พี่เจี๊ยบเหมือนเป็นทั้งแม่ เพื่อน และครูในกอง และโคตรจะมีพลังของความเป็นวัยรุ่น พร้อมจะเล่นสนุกกับพวกผม

ถ้าให้นิยามความสนุกในกองถ่ายละคร เลือดข้นคนจาง ด้วยคำหนึ่งคำ

คำว่าครอบครัวครับ ความสนุกของกองถ่าย เลือดข้นคนจาง คือคนเยอะมาก แล้วมันไม่ใช่แค่พวกรุ่นเด็กๆ อย่างพวกผมนะ แต่เป็นเหมือนครอบครัวจริงๆ มีคนทุกวัยอยู่ในกองถ่าย เวลาพี่เจี๊ยบ พี่อุ๋ม พี่แท่ง มากอง พี่ๆ จะมาพร้อมขนมเสมอ กินขนมไปนั่งคุยกันสนุกสนาน มันเลยให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่กับพี่น้องในครอบครัวใหญ่

อย่าง ครูเล็ก ภัทราวดี ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมแสดงกับท่าน ครูเล็กไม่ถือตัวเลยครับ ท่านชอบเล่าเรื่องการทำงานในอดีต หรือแม้แต่ชีวิตวัยรุ่นของท่าน ผมรู้สึกเหมือนคุยกับญาติผู้ใหญ่ ที่พีกคือผมเพิ่งรู้ว่าครูเล็กเป็นเป็นศิลปินแห่งชาติตอนวันเลี้ยงปิดกล้อง ผมอึ้งไปเลย แต่อีกใจก็รู้สึกว่าดีแล้วที่เพิ่งรู้ ไม่งั้นผมจะต้องเกร็งมากแน่ๆ เวลาเข้าฉากกับท่าน

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

พีทกับเจเจก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ตัวตนของคุณกับพีทเหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง

ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องความถูกต้องมั้งครับ พีทเป็นคนที่เวลาทำอะไรจะคิดถึงความถูกต้องก่อนเสมอ ว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ไปแล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งผมก็เป็นนะ เวลาผมจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง พอผมทำไปแล้ว บางครั้งมันเกิดผลของการกระทำที่ทำให้เราคิดว่า เราไม่น่าทำสิ่งนั้นลงไปเลยว่ะ แล้วมันก็จะส่งผลให้เหตุการณ์ต่อไปผมต้องเดินไปขอโทษต่อสิ่งที่ผมทำ

เป็นคนดีนะเนี่ย

(หัวเราะ) ก็แล้วแต่สถานการณ์ครับ

เคยถามพี่ย้งไหมว่าทำไมต้องเลือกคุณมารับบทนี้

นั่นสิครับ เขาไม่เคยบอกผมเลย (หัวเราะ) แต่จากที่ไปแอบเห็นบทสัมภาษณ์ของพี่ย้งนะ เลือดข้นคนจาง มันเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ 9×9 ของ GDH559 พี่ย้งต้องการพัฒนาพวกผมทั้งเก้าคนในเรื่องการแสดง เลยจับพวกผมมาชนกับพี่ๆ นักแสดงรุ่นใหญ่ เพื่อที่จะได้เรียนรู้งาน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางด้านการแสดง

ผม เจมมี่เจมส์ และพี่ต่อ ที่จะได้รับบทที่มันแปลกออกไปหน่อย เพราะเรา 3 คนเคยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมาอยู่แล้ว แต่ว่าน้องๆ อีก 6 คนจะได้รับบทที่มันใกล้เคียงกับตัวเอง แต่ทำไมผมได้บทพีท แทนที่จะได้บทอี้หรือเวกัสผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

พี่ย้งน่าจะเห็นความเป็นพีทในตัวผม

คุณมีส่วนช่วยออกแบบตัวละครพีทมากน้อยแค่ไหน

ตัวพีทมีคาแรกเตอร์ที่จับต้องไม่ได้แน่นอน ไม่ได้มีคาแรกเตอร์ที่โดดออกมาอย่างบทของพี่ต่อที่เป็นออทิสติกใน Side by Side หรือเจมมี่เจมส์ใน SOS skate ซึม ซ่าส์ ที่เล่นเป็นคนที่เป็นโรคซึมเศร้า พีทมีความเป็นมนุษย์ ซึ่งความเป็นมนุษย์โดยปกติทั่วไปคือความกลม ไม่มีขาวล้วน ดำล้วน ทุกคนล้วนเป็นสีเทา

ตอนแรกผมก็เครียดว่าจะเล่นยังไงให้มันแตกต่าง สุดท้ายก็เลิกคิดมากแล้วลุยไปเลยเต็มที่

พีทเป็นตัวละครที่แสดงอารมณ์ผ่านสายตาเยอะมาก คุณตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

ตั้งใจครับ มันมีบางซีนที่พอเราเล่นแล้วรู้สึกว่าอินเนอร์มันยังไม่พอ เราก็กลัวอารมณ์มันจะดร็อป ยิ่งเวลาเข้าฉากกับนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ ผมก็เลยยิ่งเค้นอารมณ์ จนบางทีอาจจะดูเหมือนเบิกตามากไปด้วย พอสั่งคัตทีไรปวดตาทุกที (หัวเราะ)

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

นอกจากสายตา คุณมีการใช้ส่วนอื่นๆ ของร่างกายช่วยในการแสดงอารมณ์อีกหรือเปล่า

หลักๆ น่าจะเป็นการหายใจครับ คือการแสดงอารมณ์ทุกอย่างมันจะถูกกำหนดด้วยจังหวะหายใจ เวลาเราโกรธ สงสัย หรืออึดอัดกับสถานการณ์ตรงหน้า การหายใจจะไม่เหมือนกันเลย ถือเป็นทักษะทางการแสดงที่คงต้องฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ ครับ

แต่เอาจริงๆ เรื่องทางกายภาพอื่นๆ ที่ใช้ในการแสดงผมยังไม่เก่งเลยครับ เพราะผมไม่รู้ว่าจะจัดการกับร่างกายยังไง วางมือ เหวี่ยงแขน หมุนตัวยังไง ไม่ให้รู้สึกว่าเราพยายามแสดงมากเกินไป

จากการแสดงเรื่องแรกมาจนถึงเรื่องนี้ คุณคิดว่าตัวเองพัฒนามาไกลแค่ไหน

ผมพัฒนาขึ้นเยอะมาก (ลากเสียงยาว) ผมเล่นหนังเรื่องแรกคือ เกรียน ฟิคชั่น เรื่องนี้ผมกลับไปดูล่าสุดแล้วผมคิดว่าการแสดงของตัวเองมันแปลกมากเลย แล้วตอนนั้นเวลาพูดผมยังติดสำเนียงเหนืออยู่เลยครับ (หัวเราะ) พูดภาษากลางนะ แต่มีความซึมเหนืออยู่ในสำเนียงแรงมาก และเล่นค่อนข้างแข็ง

พอมา ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ก็ดีขึ้นครับ เพราะช่วงเวลาจาก เกรียน ฟิคชั่น มาจนถึง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ผมผ่านงานมาเยอะพอสมควรแล้ว ทั้งเล่นซิตคอม เล่นเอ็มวี เล่นหนังสั้น เล่นซีรีส์ เล่นละคร ทุกอย่างมันถูกสะสมและพัฒนาจนมาเป็นผมตอนเล่น ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์

นี่เป็นปีที่ 6 ที่ผมทำงาน ก่อนหน้านี้ผมทะเยอทะยาน แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จนได้รับโอกาสตอนเล่น ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ มันเลยทำให้เราเจอทีมงานและนักแสดงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่วิธีการทำงานของเขาเป็นมืออาชีพ ประกอบกับผมเองก็โต จริงจังกับเส้นทางนี้มากขึ้น

พอหมดสัญญากับที่เก่า ผมมีโอกาสได้มาเซ็นสัญญากับนาดาวบางกอก พอมาอยู่ที่นี่เราก็ได้เล่นเรื่อง I HATE YOU I LOVE YOU  ได้เล่นกับปันปัน พี่โอบ และพี่ฝน ซึ่งทุกคนเก่งมาก มีประสบการณ์อยู่แล้ว จากนั้นก็ได้เล่นหนังเรื่อง 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น เจอ พี่ใหม่ ดาวิกา กับ พี่ก้อง สหรัถ ผมรู้สึกโชคดีที่ได้รับโอกาสและได้ทำงานกับคนเก่งๆ อยู่ตลอดเวลา มันก็เลยทำให้ผมเรียนรู้และพัฒนาเร็ว

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คุณรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าอยากทำงานในวงการบันเทิง

ผมขอใช้คำว่าโชคช่วยละกันนะครับ โชคชะตามันพาเราไปแต่ละจุด แล้วพอเราทำมันไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกสนุกกับมัน ตอนแรกคิดว่าเราจะทำมันเป็นงานอดิเรก แต่พอจบงานนี้ก็มีงานนั่นโน่นต่อไปเรื่อยๆ จนมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว

คุณเป็นเด็กเชียงใหม่แบบไหน

ค่อนข้างแสบ เพื่อนผมจะเป็นพวกเด็กแสบที่ทั้งชั้นไม่ค่อยมีใครกล้ายุ่ง แต่ไม่ได้เกเรนะครับ เป็นแก๊งนักกีฬา แม้ว่าผมจะไม่ใช่นักกีฬาก็ตาม (หัวเราะ)

ในวัย 22 ปี คุณมีโอกาสได้ทำหลากหลายบทบาทในวงการ ยังมีอะไรที่อยากทำอีกไหมแต่ยังไม่ได้ทำอีกไหม

ตอนนี้ผมอยากทำเพลงมากเลยครับ ผมชอบเพลงฮิปฮอป ที่มาที่ไปมันเริ่มจากตอนอายุประมาณ 14 ปี ผมมีโทรศัพท์เครื่องแรก ตอนนั้นผมคิดว่าเราต้องใช้ของที่ถูกลิขสิทธิ์เท่านั้น ก็เลยเข้าไปโหลดเพลงถูกลิขสิทธิ์มาอัลบั้มหนึ่งของ Kid Ink มา เป็นศิลปินฮิปฮอปอเมริกัน ถือป็นอัลบั้มแรกที่เราจ่ายเงินซื้อ เพื่อความคุ้มเราเลยฟังแต่อัลบั้มนั้นแหละวนไปเรื่อยๆ จนเพลงมันซึมเข้าไปในหัว และกลายเป็นชอบฮิปฮอปไปเลย (หัวเราะ) หลังจากนั้นพอผมเริ่มทำงานหาเงินเองได้ผมก็โหลดพวกอัลบั้มฮิปฮอปอเมริกันแหลกเลยครับ

งั้นลองแรปให้ฟังหน่อย

ผมเขินอะครับ อย่าเลย

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

เคยคิดจะทำงานเบื้องหลังไหม

ผมไม่อยากทำงานเบื้องหลังเลยครับ (หัวเราะ) ตอนแรกที่เข้าวงการมา ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจความเหนื่อยของพี่ๆ เบื้องหลัง จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้ผมเรียนอยู่ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว. สาขาภาพยนตร์ ปี 3 ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ความยากของทีมงานเบื้องหลัง

ช่วงที่เรียนมันก็มีวิชาที่ผมต้องไปออกกองทำเบื้องหลังกับเพื่อน โอ้โห เหนื่อยมาก หน้าที่ผมในกองก็จะไม่ใช่หน้าที่ตายตัว ต้องวิ่งไปวิ่งมา พยายามช่วยทุกส่วนเท่าที่ทำได้ ผมก็เลยตัดสินใจเลยครับว่าขออยู่เบื้องหน้า แต่เป็นคนเบื้องหน้าที่เข้าใจและพร้อมจะทำงานไปกับทีมงานเบื้องหลังดีกว่า เพราะพอผมรู้ระบบการถ่ายทำมากขึ้น มันทำให้เวลาเราแสดงอยู่หน้ากล้องเราสามารถจัดการตัวเองเพื่อช่วยให้งานของคนอื่นๆ มันง่ายขึ้นได้ ไม่เป็นภาระของทีมเบื้องหลัง

ปีหน้าขึ้นปี 4 แล้ว คิดไว้หรือยังว่าจะทำโปรเจกต์จบเรื่องอะไร

ด้วยความที่ผมเป็นนักแสดง เวลาเราเข้าไปในคณะแรกๆ เราก็จะได้รับความคาดหวังจากคณะอาจารย์ ทีนี้การทำโปรเจกต์จบของคณะผม ทุกคนจะต้องเขียนบทส่ง แล้วถ้าของใครผ่านก็จะมีสิทธิ์เลือกเพื่อนเข้ามาเป็นทีมในการทำหนังเรื่องนั้น ตั้งแต่ผู้กำกับไปจนถึงตัวแสดง อาจารย์ก็จะพูดกรอกหูผมตลอดว่า เจเจ ยังไงเธอต้องเขียนบทให้ผ่านนะ กดดันมาก (หัวเราะ)

อาจารย์ฝากความหวังไว้ขนาดนี้ แสดงว่าคุณเขียนบทเก่งใช้ได้

ก็พอได้ครับ อย่างใน เลือดข้นคนจาง เองก็จะมี 4 ซีนที่ผมกับพี่ต่อช่วยกันเขียนบทเอง พวกฉากที่พีทกับอี้ต้องปะทะคำพูดกัน ก็จะมีซีนที่ร้านตัดผม ซีนตรงหน้าห้องน้ำ และอีก 2 ซีนขอเก็บไว้ก่อนนะครับ อยากให้ลองไปทายกันเอง พีกแน่นอน (ยิ้ม)

สาเหตุที่พี่ย้งให้เราเขียนบทเอง คือพอเราถ่ายทำมาเรื่อยๆ ซีนหลังๆ พี่ย้งเขารู้สึกว่าทำไมอินเนอร์ตัวละครมันคล้ายๆ กันไปหมดเลย เพราะพี่ย้งเขาเขียนบทเอง เขาเลยให้ผมกับพี่ต่อที่เริ่มเข้าใจตัวละครดีแล้วลองสวมบทเป็นตัวละคร แล้วคิดว่าพีทกับต่อจะพูดอะไรในสถานการณ์เหล่านั้น โดยพี่ย้งเขาจะให้จุดเริ่มต้นและตอนจบที่เขาอยากให้สถานการณ์มันเป็น

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

ภาพ มณีนุช บุญเรือง

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load