เจเจ มาถึงแล้ว และนั่งหลับอย่างเหนื่อยอ่อนอยู่ในห้องรอสัมภาษณ์

ด้วยคิวและตารางซ้อมแน่นเอี้ยด ทำให้ทุกวันนี้ นักแสดงหนุ่มน้อย เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม มีเวลานอนแค่วันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่กี่นาทีต่อมาเขาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย เขย่าหัวสองสามที แล้วรอยยิ้มสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แทบไม่เหลือความอ่อนล้าให้เห็น

หากถอดภาพในวงการบันเทิงออก เจเจก็คือวัยรุ่นคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลัง ความกระตือรือร้น และเยาว์วัย ทำให้บทบาทที่เขาได้รับ ไม่ว่าจะเป็น ท็อป ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์ หรือ ไทเกอร์ I Hate You, I Love You ที่เราเห็นกันก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นบทบาทที่ใกล้เคียงกับภาพลักษณ์ หนุ่มน้อยหน้าตี๋อย่างเขาอย่างไม่มีข้อสังสัย

จนกระทั่ง เลือดข้นคนจาง ออกอากาศ ทั้งประเทศจึงได้เห็นเจเจในเวอร์ชั่นที่โตและซับซ้อนขึ้น เมื่อต้องมารับบท ‘พีท’ ตั่วซุงของตระกูลมหาเศรษฐีที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำ ผู้สูญเสียพ่อไปอย่างมีเงื่อนงำ และตัวเขาเองก็เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยบุคคลมากมายรอบตัว

‘พีท’ และ ‘เจเจ’ มีบางอย่างที่เป็นเงาสะท้อนของกันและกัน

สิ่งเหล่านั้นคืออะไร ให้บทสนทนากับหนุ่มน้อยคนนี้ ตอบข้อสงสัยให้กับคุณ

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คุณเป็นคนจีนหรือเปล่า

ผมเป็นคนจีนครับ ประมาณ 50% ฝั่งแม่ผม อากงเป็นคนจีนแท้ๆ เลย บ้านผมก็จะคล้ายๆ กับในเรื่อง เลือดข้นคนจาง คือมีการนัดกินข้าวกันบ่อย แต่ไม่ถึงขนาดบ้านตั้งติดกันอยู่ในซอยที่เป็นชื่อตระกูล (หัวเราะ)

ก่อนมาเล่น เลือดข้นคนจาง คุณเข้าใจคำว่ากงสีแค่ไหน     

ผมก็เข้าใจว่าแชร์เงินกันครับ (หัวเราะ) ผมคิดว่ามันคือธุรกิจของพ่อหรือแม่ในอดีตที่ตอนนี้มันยังมีอยู่ พอมันถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว มันกลายเป็นต้องแบ่งกันดูแล แบ่งผลประโยชน์กันระหว่างพี่น้อง จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้เลยนะว่ามันคืออะไร จนพอมาถ่ายเรื่อง เลือดข้นคนจาง ผมก็เพิ่งรู้ว่าบ้านฝั่งแม่ตัวเองก็มีกงสีเหมือนกัน คือมีธุรกิจแล้วลูกๆ หลานๆ มาช่วยกันบริหาร

คุณเอาความเป็นจีนของตัวเองมาใส่ลงไปในคาแรกเตอร์นี้ยังไงบ้าง

น่าจะเป็นเรื่องลำดับศักดิ์ ในเรื่องพีทจะเป็นตั่วซุง คือเป็นลูกของลูกชายคนโต หลานชายคนแรกของตระกูล มีศักดิ์นับเป็นลูกชายคนสุดท้องของอากง ในชีวิตจริงผมไม่ได้เป็นตั่วซุงนะ แต่ด้วยนามสกุลของเรา เราจึงเหมือนแบกความรับผิดชอบอะไรบางอย่างอยู่ด้วย จะคิดถึงตัวเองไม่ได้ ผมจะโดนปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าจะพูดหรือทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ ให้รอบคอบ

พอรู้ว่าต้องรับบทพีท คุณทำการบ้านอะไรเพิ่มเติมสำหรับบทบาทนี้บ้าง

โจทย์แรกเลยคือโตขึ้นครับ ด้วยความที่พีทในเรื่องเป็นคนเรียนจบแล้วไปเรียนต่อโทที่ฮ่องกง ทำให้พีทโตและมีความคิดค่อนข้างจะผู้ใหญ่ เพราะว่าพีทจะเป็นคนที่โดนปลูกฝัง ถูกเลี้ยงดู มาอย่างดี แม่ประคบประหงมมากๆ แต่ก็ไม่ได้โดนสปอยล์นะครับ แค่ได้รับการสอนที่ดี ทำให้ทุกอย่างหล่อหลอมตัวพีทให้เป็นคนดีและมีหัวคิด

ที่ผ่านมา ตัวผมได้รับบทบาทของคนในช่วงวัยรุ่นมาตลอด พอมารับบทพีท พี่ย้งก็เลยอยากให้มันแตกต่างและดูโตขึ้น เราก็เลยเวิร์กกับการโตขึ้น โดยมาตีความว่าการโตขึ้นมันเป็นอะไรได้บ้าง

ที่ปรับหลักๆ ก็น่าจะเป็นหลัง การเดิน อะไรพวกนี้เป็นหลัก เพราะปกติผมเป็นคนที่หลังค่อมเวลาเผลอ ผมก็ต้องดูแลบุคลิกภาพตัวเองมากขึ้น เวลาพูดก็ต้องพูดให้ช้าลง ให้ชัดขึ้น เพื่อให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คนที่สำคัญที่สุดของตระกูลในรุ่นถัดไป มีธุรกิจพันล้านอยู่ในมือ เขาจะเป็นคนที่คิดยังไง

พีทเป็นเหมือนตัวแทนของชีวิตที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง จนมาวันหนึ่งมันเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาตระหนักได้ถึงสิ่งที่เขาคิดมาโดยตลอดว่ามันไม่ใช่แบบนั้น เหมือนยิ่งตัวเองเจอเรื่องราว เจอเบาะแส มากเท่าไหร่ ตัวเองยิ่งเรียนรู้ว่าความจริงคืออะไร

ผมว่าตัวพีทน่าสงสาร ตอนที่ตัวเองเล่นยังไม่สงสารเท่าตอนมาดู (ยิ้ม) ผมรู้สึกว่าคนคนนี้รับอะไรมาหนักมากเลยในชีวิต พ่อตาย รู้ว่าพ่อมีเมียน้อย แถมยังมีลูกชายอีกคน และยังจะมีความเคลือบแคลงสงสัยแม่ตัวเอง

ซีรีส์เรื่องนี้เหมือนเราดู Turning Point ของพีทที่เรียงต่อกันจนจบเรื่อง

พีทยังมี Turning Point อีกหรอเนี่ย

มีครับ ต้องรอดูครับ

ถ้าในชีวิตจริงคุณเจอเหตุการณ์แบบพีท

โอ้โห ผมคิดว่าผมคงจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้เท่าพีท เพราะมันเป็นเรื่องราวที่หนักและซับซ้อนมาก เรารักแม่ แต่ในขณะเดียวกันเราก็สงสัยแม่ด้วย เราเกลียดบ้านเล็ก แต่พอเราไปคุย เราได้ไปรู้จัก เรากลับรู้สึกว่าเราเข้าใจเหตุผลการกระทำต่างๆ ของบ้านเล็กมากกว่าแม่เรา

ตอนที่รู้ว่าต้องเล่นเป็นลูกชายของ เจี๊ยบ โสภิตนภา คุณสื่อสารกันยังไงบ้าง

ก่อนหน้าที่จะเริ่มเปิดกล้องผมเวิร์กช็อปกับพี่เจี๊ยบและพี่กบแค่รอบเดียว (ยิ้ม) เหมือนพี่ๆ เขามาฟิตติ้ง แล้วหลังจากนั้นก็มานั่งคุยกันในห้องประชุมว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกบ้านนี้เป็นยังไง ก็ได้ทำเวิร์กช็อปคร่าวๆ เป็นสถานการณ์ที่พี่กบ พี่เจี๊ยบ และผม กำลังจะไปงานเลี้ยงสักงานหนึ่งแล้วพีทขอไปเรียนต่อ แต่ว่าป๊าไม่ให้ไป เพราะป๊าอยากให้กลับมาช่วยดูแลโรงแรมแล้ว พี่ย้งโยนโจทย์มาประมาณนี้

แล้วเป็นยังไง

ผมเขินมาก ไปไม่เป็นเลยครับ คือผมเป็นผู้ชาย กับที่บ้านในชีวิตจริง ผมก็จะค่อนข้างเขินเวลากอดหรือแสดงความรักกับพ่อ ตอนที่เวิร์กช็อปแล้วผมต้องเข้าไปอ้อนพี่กบผมหูแดง หน้าร้อน เลยครับ (หัวเราะ)

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

แล้วกับแม่ล่ะ ชีวิตจริงคุณสนิทกับแม่ไหม

ผมสนิทกับแม่ครับ ช่วงเด็กๆ ผมอยู่กับแม่มากกว่า เพราะพ่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด ผมจะรู้ทุกความเคลื่อนไหวของแม่

พี่เจี๊ยบสอนอะไรบ้าง

ผมรู้สึกว่าพี่เจี๊ยบค่อนข้างให้เกียรติผมในฐานะเพื่อนร่วมงาน เขาจะชวนเล่น ชวนคุยปกติ แต่พอถึงการแสดงแรกๆ พี่เจี๊ยบเขาจะไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ เหมือนให้เกียรติผมให้แสดงมันออกมาด้วยตัวเอง

แรกๆ เวลาเข้าซีนกับพี่เจี๊ยบผมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง (หัวเราะ) มีอยู่ซีนหนึ่ง มันเป็น Medium Shot ของผมกับพี่เจี๊ยบ เป็น Two Shot ตอนแสดงอยู่ ผมรู้สึกว่าตัวเองเล่นเยอะมาก ใส่พลังเข้าไปเยอะมาก ตอนเล่นเรารู้เลยว่าเรารู้สึกกับสถานการณ์นี้มากเลย มันน่าจะโอเค

แต่พอมาดูหน้ามอนิเตอร์ปุ๊บ อื้อหือ หายไปจากซีนเลย พี่เจี๊ยบกลบผมมิดเลย พี่เจี๊ยบเล่นดีมาก ทั้งทางกายภาพและอินเนอร์ พอจบจากเทคนั้นปุ๊บผมก็ไปนั่งดูหน้ามอนิเตอร์แล้วถามพี่เจี๊ยบเลยว่านี่มันคืออะไร พี่เจี๊ยบเล่นยังไหรอครับมันถึงดูรู้สึกขนาดนั้น เห็นถึงความแตกต่างทางการแสดงได้ชัดขนาดนั้น

ตอนนั้นพี่เจี๊ยบก็บอกผมว่า เราต้องขุนอินเนอร์ข้างในให้รู้สึกมากๆ ลึงลงไปอีกๆ เพราะบางทีถ้าเราแสดงอารมณ์ ท่าที ด้วยอินเนอร์ระดับแค่ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เวลาอยู่ในกล้องมันส่งพลังออกมาไม่พอ

ซึ่งมันก็ถูกอย่างที่พี่เจี๊ยบบอกจริงๆ ครับ ด้วยประสบการณ์ทางด้านงานแสดง ความโปร ความเก๋า มันเลยเป็นข้อเปรียบเทียบประมาณนี้แหละ (หัวเราะ) แต่ตอนหลังก็ดีขึ้นครับ พี่เจี๊ยบก็ช่วยคุย ช่วยสอน พี่เจี๊ยบเหมือนเป็นทั้งแม่ เพื่อน และครูในกอง และโคตรจะมีพลังของความเป็นวัยรุ่น พร้อมจะเล่นสนุกกับพวกผม

ถ้าให้นิยามความสนุกในกองถ่ายละคร เลือดข้นคนจาง ด้วยคำหนึ่งคำ

คำว่าครอบครัวครับ ความสนุกของกองถ่าย เลือดข้นคนจาง คือคนเยอะมาก แล้วมันไม่ใช่แค่พวกรุ่นเด็กๆ อย่างพวกผมนะ แต่เป็นเหมือนครอบครัวจริงๆ มีคนทุกวัยอยู่ในกองถ่าย เวลาพี่เจี๊ยบ พี่อุ๋ม พี่แท่ง มากอง พี่ๆ จะมาพร้อมขนมเสมอ กินขนมไปนั่งคุยกันสนุกสนาน มันเลยให้ความรู้สึกเหมือนเราอยู่กับพี่น้องในครอบครัวใหญ่

อย่าง ครูเล็ก ภัทราวดี ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมแสดงกับท่าน ครูเล็กไม่ถือตัวเลยครับ ท่านชอบเล่าเรื่องการทำงานในอดีต หรือแม้แต่ชีวิตวัยรุ่นของท่าน ผมรู้สึกเหมือนคุยกับญาติผู้ใหญ่ ที่พีกคือผมเพิ่งรู้ว่าครูเล็กเป็นเป็นศิลปินแห่งชาติตอนวันเลี้ยงปิดกล้อง ผมอึ้งไปเลย แต่อีกใจก็รู้สึกว่าดีแล้วที่เพิ่งรู้ ไม่งั้นผมจะต้องเกร็งมากแน่ๆ เวลาเข้าฉากกับท่าน

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

พีทกับเจเจก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ตัวตนของคุณกับพีทเหมือนหรือแตกต่างกันยังไงบ้าง

ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องความถูกต้องมั้งครับ พีทเป็นคนที่เวลาทำอะไรจะคิดถึงความถูกต้องก่อนเสมอ ว่าถ้าเราทำสิ่งนี้ไปแล้วมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งผมก็เป็นนะ เวลาผมจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง พอผมทำไปแล้ว บางครั้งมันเกิดผลของการกระทำที่ทำให้เราคิดว่า เราไม่น่าทำสิ่งนั้นลงไปเลยว่ะ แล้วมันก็จะส่งผลให้เหตุการณ์ต่อไปผมต้องเดินไปขอโทษต่อสิ่งที่ผมทำ

เป็นคนดีนะเนี่ย

(หัวเราะ) ก็แล้วแต่สถานการณ์ครับ

เคยถามพี่ย้งไหมว่าทำไมต้องเลือกคุณมารับบทนี้

นั่นสิครับ เขาไม่เคยบอกผมเลย (หัวเราะ) แต่จากที่ไปแอบเห็นบทสัมภาษณ์ของพี่ย้งนะ เลือดข้นคนจาง มันเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ 9×9 ของ GDH559 พี่ย้งต้องการพัฒนาพวกผมทั้งเก้าคนในเรื่องการแสดง เลยจับพวกผมมาชนกับพี่ๆ นักแสดงรุ่นใหญ่ เพื่อที่จะได้เรียนรู้งาน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางด้านการแสดง

ผม เจมมี่เจมส์ และพี่ต่อ ที่จะได้รับบทที่มันแปลกออกไปหน่อย เพราะเรา 3 คนเคยมีประสบการณ์ด้านการแสดงมาอยู่แล้ว แต่ว่าน้องๆ อีก 6 คนจะได้รับบทที่มันใกล้เคียงกับตัวเอง แต่ทำไมผมได้บทพีท แทนที่จะได้บทอี้หรือเวกัสผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

พี่ย้งน่าจะเห็นความเป็นพีทในตัวผม

คุณมีส่วนช่วยออกแบบตัวละครพีทมากน้อยแค่ไหน

ตัวพีทมีคาแรกเตอร์ที่จับต้องไม่ได้แน่นอน ไม่ได้มีคาแรกเตอร์ที่โดดออกมาอย่างบทของพี่ต่อที่เป็นออทิสติกใน Side by Side หรือเจมมี่เจมส์ใน SOS skate ซึม ซ่าส์ ที่เล่นเป็นคนที่เป็นโรคซึมเศร้า พีทมีความเป็นมนุษย์ ซึ่งความเป็นมนุษย์โดยปกติทั่วไปคือความกลม ไม่มีขาวล้วน ดำล้วน ทุกคนล้วนเป็นสีเทา

ตอนแรกผมก็เครียดว่าจะเล่นยังไงให้มันแตกต่าง สุดท้ายก็เลิกคิดมากแล้วลุยไปเลยเต็มที่

พีทเป็นตัวละครที่แสดงอารมณ์ผ่านสายตาเยอะมาก คุณตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

ตั้งใจครับ มันมีบางซีนที่พอเราเล่นแล้วรู้สึกว่าอินเนอร์มันยังไม่พอ เราก็กลัวอารมณ์มันจะดร็อป ยิ่งเวลาเข้าฉากกับนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ ผมก็เลยยิ่งเค้นอารมณ์ จนบางทีอาจจะดูเหมือนเบิกตามากไปด้วย พอสั่งคัตทีไรปวดตาทุกที (หัวเราะ)

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

นอกจากสายตา คุณมีการใช้ส่วนอื่นๆ ของร่างกายช่วยในการแสดงอารมณ์อีกหรือเปล่า

หลักๆ น่าจะเป็นการหายใจครับ คือการแสดงอารมณ์ทุกอย่างมันจะถูกกำหนดด้วยจังหวะหายใจ เวลาเราโกรธ สงสัย หรืออึดอัดกับสถานการณ์ตรงหน้า การหายใจจะไม่เหมือนกันเลย ถือเป็นทักษะทางการแสดงที่คงต้องฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ ครับ

แต่เอาจริงๆ เรื่องทางกายภาพอื่นๆ ที่ใช้ในการแสดงผมยังไม่เก่งเลยครับ เพราะผมไม่รู้ว่าจะจัดการกับร่างกายยังไง วางมือ เหวี่ยงแขน หมุนตัวยังไง ไม่ให้รู้สึกว่าเราพยายามแสดงมากเกินไป

จากการแสดงเรื่องแรกมาจนถึงเรื่องนี้ คุณคิดว่าตัวเองพัฒนามาไกลแค่ไหน

ผมพัฒนาขึ้นเยอะมาก (ลากเสียงยาว) ผมเล่นหนังเรื่องแรกคือ เกรียน ฟิคชั่น เรื่องนี้ผมกลับไปดูล่าสุดแล้วผมคิดว่าการแสดงของตัวเองมันแปลกมากเลย แล้วตอนนั้นเวลาพูดผมยังติดสำเนียงเหนืออยู่เลยครับ (หัวเราะ) พูดภาษากลางนะ แต่มีความซึมเหนืออยู่ในสำเนียงแรงมาก และเล่นค่อนข้างแข็ง

พอมา ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ก็ดีขึ้นครับ เพราะช่วงเวลาจาก เกรียน ฟิคชั่น มาจนถึง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ผมผ่านงานมาเยอะพอสมควรแล้ว ทั้งเล่นซิตคอม เล่นเอ็มวี เล่นหนังสั้น เล่นซีรีส์ เล่นละคร ทุกอย่างมันถูกสะสมและพัฒนาจนมาเป็นผมตอนเล่น ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์

นี่เป็นปีที่ 6 ที่ผมทำงาน ก่อนหน้านี้ผมทะเยอทะยาน แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จนได้รับโอกาสตอนเล่น ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ มันเลยทำให้เราเจอทีมงานและนักแสดงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่วิธีการทำงานของเขาเป็นมืออาชีพ ประกอบกับผมเองก็โต จริงจังกับเส้นทางนี้มากขึ้น

พอหมดสัญญากับที่เก่า ผมมีโอกาสได้มาเซ็นสัญญากับนาดาวบางกอก พอมาอยู่ที่นี่เราก็ได้เล่นเรื่อง I HATE YOU I LOVE YOU  ได้เล่นกับปันปัน พี่โอบ และพี่ฝน ซึ่งทุกคนเก่งมาก มีประสบการณ์อยู่แล้ว จากนั้นก็ได้เล่นหนังเรื่อง 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น เจอ พี่ใหม่ ดาวิกา กับ พี่ก้อง สหรัถ ผมรู้สึกโชคดีที่ได้รับโอกาสและได้ทำงานกับคนเก่งๆ อยู่ตลอดเวลา มันก็เลยทำให้ผมเรียนรู้และพัฒนาเร็ว

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

คุณรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าอยากทำงานในวงการบันเทิง

ผมขอใช้คำว่าโชคช่วยละกันนะครับ โชคชะตามันพาเราไปแต่ละจุด แล้วพอเราทำมันไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกสนุกกับมัน ตอนแรกคิดว่าเราจะทำมันเป็นงานอดิเรก แต่พอจบงานนี้ก็มีงานนั่นโน่นต่อไปเรื่อยๆ จนมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว

คุณเป็นเด็กเชียงใหม่แบบไหน

ค่อนข้างแสบ เพื่อนผมจะเป็นพวกเด็กแสบที่ทั้งชั้นไม่ค่อยมีใครกล้ายุ่ง แต่ไม่ได้เกเรนะครับ เป็นแก๊งนักกีฬา แม้ว่าผมจะไม่ใช่นักกีฬาก็ตาม (หัวเราะ)

ในวัย 22 ปี คุณมีโอกาสได้ทำหลากหลายบทบาทในวงการ ยังมีอะไรที่อยากทำอีกไหมแต่ยังไม่ได้ทำอีกไหม

ตอนนี้ผมอยากทำเพลงมากเลยครับ ผมชอบเพลงฮิปฮอป ที่มาที่ไปมันเริ่มจากตอนอายุประมาณ 14 ปี ผมมีโทรศัพท์เครื่องแรก ตอนนั้นผมคิดว่าเราต้องใช้ของที่ถูกลิขสิทธิ์เท่านั้น ก็เลยเข้าไปโหลดเพลงถูกลิขสิทธิ์มาอัลบั้มหนึ่งของ Kid Ink มา เป็นศิลปินฮิปฮอปอเมริกัน ถือป็นอัลบั้มแรกที่เราจ่ายเงินซื้อ เพื่อความคุ้มเราเลยฟังแต่อัลบั้มนั้นแหละวนไปเรื่อยๆ จนเพลงมันซึมเข้าไปในหัว และกลายเป็นชอบฮิปฮอปไปเลย (หัวเราะ) หลังจากนั้นพอผมเริ่มทำงานหาเงินเองได้ผมก็โหลดพวกอัลบั้มฮิปฮอปอเมริกันแหลกเลยครับ

งั้นลองแรปให้ฟังหน่อย

ผมเขินอะครับ อย่าเลย

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

เคยคิดจะทำงานเบื้องหลังไหม

ผมไม่อยากทำงานเบื้องหลังเลยครับ (หัวเราะ) ตอนแรกที่เข้าวงการมา ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจความเหนื่อยของพี่ๆ เบื้องหลัง จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้ผมเรียนอยู่ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว. สาขาภาพยนตร์ ปี 3 ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ความยากของทีมงานเบื้องหลัง

ช่วงที่เรียนมันก็มีวิชาที่ผมต้องไปออกกองทำเบื้องหลังกับเพื่อน โอ้โห เหนื่อยมาก หน้าที่ผมในกองก็จะไม่ใช่หน้าที่ตายตัว ต้องวิ่งไปวิ่งมา พยายามช่วยทุกส่วนเท่าที่ทำได้ ผมก็เลยตัดสินใจเลยครับว่าขออยู่เบื้องหน้า แต่เป็นคนเบื้องหน้าที่เข้าใจและพร้อมจะทำงานไปกับทีมงานเบื้องหลังดีกว่า เพราะพอผมรู้ระบบการถ่ายทำมากขึ้น มันทำให้เวลาเราแสดงอยู่หน้ากล้องเราสามารถจัดการตัวเองเพื่อช่วยให้งานของคนอื่นๆ มันง่ายขึ้นได้ ไม่เป็นภาระของทีมเบื้องหลัง

ปีหน้าขึ้นปี 4 แล้ว คิดไว้หรือยังว่าจะทำโปรเจกต์จบเรื่องอะไร

ด้วยความที่ผมเป็นนักแสดง เวลาเราเข้าไปในคณะแรกๆ เราก็จะได้รับความคาดหวังจากคณะอาจารย์ ทีนี้การทำโปรเจกต์จบของคณะผม ทุกคนจะต้องเขียนบทส่ง แล้วถ้าของใครผ่านก็จะมีสิทธิ์เลือกเพื่อนเข้ามาเป็นทีมในการทำหนังเรื่องนั้น ตั้งแต่ผู้กำกับไปจนถึงตัวแสดง อาจารย์ก็จะพูดกรอกหูผมตลอดว่า เจเจ ยังไงเธอต้องเขียนบทให้ผ่านนะ กดดันมาก (หัวเราะ)

อาจารย์ฝากความหวังไว้ขนาดนี้ แสดงว่าคุณเขียนบทเก่งใช้ได้

ก็พอได้ครับ อย่างใน เลือดข้นคนจาง เองก็จะมี 4 ซีนที่ผมกับพี่ต่อช่วยกันเขียนบทเอง พวกฉากที่พีทกับอี้ต้องปะทะคำพูดกัน ก็จะมีซีนที่ร้านตัดผม ซีนตรงหน้าห้องน้ำ และอีก 2 ซีนขอเก็บไว้ก่อนนะครับ อยากให้ลองไปทายกันเอง พีกแน่นอน (ยิ้ม)

สาเหตุที่พี่ย้งให้เราเขียนบทเอง คือพอเราถ่ายทำมาเรื่อยๆ ซีนหลังๆ พี่ย้งเขารู้สึกว่าทำไมอินเนอร์ตัวละครมันคล้ายๆ กันไปหมดเลย เพราะพี่ย้งเขาเขียนบทเอง เขาเลยให้ผมกับพี่ต่อที่เริ่มเข้าใจตัวละครดีแล้วลองสวมบทเป็นตัวละคร แล้วคิดว่าพีทกับต่อจะพูดอะไรในสถานการณ์เหล่านั้น โดยพี่ย้งเขาจะให้จุดเริ่มต้นและตอนจบที่เขาอยากให้สถานการณ์มันเป็น

เจเจ กฤษณภูมิ, เลือดข้นคนจาง

ภาพ มณีนุช บุญเรือง

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เราไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลาหลายสิบนาที แต่ดาว TikTok ที่เรานัดพบอย่าง ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ก็มาถึงก่อนเราแล้ว เธอนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสบาย ๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาท่องโลกออนไลน์ตามสไตล์สาวโซเชียลคนดังและหนึ่งในผู้สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคม

จำได้ว่าเราเคยอ่านประวัติชีวิตของซูซี่มาตั้งแต่หลายปีก่อน จากเด็กหญิงลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน ที่ตั้งคำถามกับตัวเองและคุณแม่ว่า ‘ทำไมเธอจึงไม่เกิดมาผิวขาว’ สู่ดาว TikTok ผู้ทลายกรอบความงามแบบเดิม เดินหน้าเพื่อความเปิดกว้าง และลดอคติที่มีต่อสีผิวและเชื้อชาติ

หากใครยังจำได้ ซูซี่เริ่มเป็นที่รู้จักจากการคัฟเวอร์คลิปลิปซิงก์ประโยคเด็ด “ส้มหยุด” ของ สิตางศุ์ บัวทอง นักแสดงและเน็ตไอดอลชื่อดัง หลังจากที่ซูซี่กลายมาเป็นที่สนใจของสังคม เธอรับรู้ได้ว่าประเด็นเชื้อชาติและสีผิวเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยไม่เข้าใจและยังไม่เปิดกว้างพอจะยอมรับ 

ดาว TikTok คนนี้จึงตั้งใจเดินหน้าโดยเริ่มช่วยเหลือและแนะนำคนใกล้ตัวทั้งลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่เข้ามาติดตามให้เริ่มรักตัวเองและกล้าจะโอบรับตัวตนมากขึ้น เพราะการมีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลายไม่เคยเป็นเรื่องผิด และไม่มีวันเป็นเรื่องผิดโดยเด็ดขาด!

เราชวนซูซี่พูดคุยถึงตัวตนและความเปลี่ยนแปลงของปัญหาที่เธอเผชิญมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน พร้อมแชร์เรื่องราวที่เข้าไปเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนรอบตัว รวมถึงปฏิบัติการ (อย่างไม่เป็นทางการ แต่จะทำเรื่อย ๆ) เพื่อทลายมาตรฐานความงามแบบเก่า สร้างมาตรฐานใหม่ให้ทุกคนดูดีและพร้อม Shine ในแบบของตัวเอง

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

01
ปัจจุบันแซ่บ ๆ แบบฉบับซูซี่

หลังจากที่คุณกลายเป็นดาว TikTok ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ ไปไหนมาไหนคนก็รู้จัก ทำอะไรคนก็เรียกซูซี่นั่น ซูซี่นี่ แฮปปี้ค่ะ นอกจากมาขอถ่ายรูปก็มีบางเคสที่มาขอบคุณ ขอบคุณที่เราเป็นที่รู้จักและทำให้เขามีความมั่นใจได้

คิดว่าแฟนคลับที่เข้ามาทักทายชื่นชอบอะไรในตัวคุณ

คิดว่าเขาน่าจะชอบตัวตนของซูซี่ เราอารมณ์ดี หัวเราะในแบบของตัวเอง มันทำให้คนติดตามมาตลอด บางคนติดตามทุกคลิปไม่พอนะคะ มีทวงคลิปด้วยว่าเมื่อไหร่จะลงอีก (หัวเราะ)

กลายเป็นดาวแล้ว ตัวตนเปลี่ยนไปบ้างไหม

ไม่เลยค่ะ เหมือนเดิมเลย ซูซี่ชอบที่ได้ทำงานที่รักโดยที่เรายังเป็นเรา ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ชอบแบบนี้

เคยรู้สึกเซอร์ไพรส์กับผลลัพธ์ที่ความเป็นตัวเองนำมาให้คุณไหม

เราคิดว่าการเป็นตัวตนของเรามันเป็นเรื่องปกติ เราเป็นผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสมานาน จนได้มาเป็นที่รู้จักเลยทำให้รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นมันอิมแพคคนได้มากขนาดนี้ สิ่งที่เราเป็นมันทำให้คนมีกำลังใจ เราเซอร์ไพรส์ตรงนี้มากกว่าที่การเป็นตัวเราทำให้หลายคนมีความสุข และได้เป็นตัวของเขาเองมากขึ้น

ตอนนี้หลายคนเห็นคุณเป็นสาวมั่น กล้าแสดงออก สมัยเด็กก็มั่นแบบนี้เลยไหม

ตอนเด็ก ๆ มั่นใจ แต่ไม่เท่านี้ เพราะเรายังเป็นเด็ก เราโดนล้อ โดนสังคมรอบข้างกดทับมาตลอดว่าความเป็นเราอยู่ตรงข้ามกับคำว่าสวย สวยของไทยต้องขาว แต่เราดำ! ฟันต้องชิด แต่เราห่าง! ผมต้องตรง แต่เราหยิก! มันตรงข้ามหมดเลย! ถึงเราร่าเริง แต่ข้างในก็แอบไม่มั่นใจอยู่ด้วย พอเราโตขึ้น เปลี่ยนสังคมเพื่อน ความมั่นใจเรากลับเพิ่มขึ้นมาก เราเริ่มเข้าใจว่าเราไม่ได้แปลกค่ะ

พอเป็นแบบนั้น เราเลยไม่คิดจะดัดฟัน ไม่ทำให้ตัวเองขาวขึ้น ไม่ยืดผม เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร ซูซี่พูดเสมอว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวเอง เราต้องเปลี่ยน เพราะไม่ชอบมันจริง ๆ เรามองแล้วไม่แฮปปี้ ทุกคนควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ ถ้าเรามองแล้วไม่มีความสุขก็ค่อยเปลี่ยน แต่ซูซี่มีความสุขเวลาที่หัวเราะและยิ้มในกระจก ก็เลยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

หลายคนมองว่าคนผิวดำ หัวเราะอร่อย มักจะต้องเป็นตัวตลก คุณคิดอย่างไร

ไม่เป็นค่ะ! เราเป็นหญิงสาวอารมณ์ดี! ไม่ใช่ตัวตลกนะคะ 

ซูซี่อยากให้คนไทยเข้าใจนะคะ Mindset สื่อละครที่ทำให้คนผิวแทน ผิวดำ ผมหยิกเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ เราไม่โอเค!

คุณเจอคนบูลลี่เรื่องอะไรเยอะที่สุด แล้วคุณผ่านมันมาได้อย่างไร

เจอเรื่องเหยียดเชื้อชาติเยอะมาก รูปลักษณ์ภายนอก ดำ ฟันห่าง เอาจริง ๆ มันยากนะคะที่จะมีความมั่นใจจนผ่านมาได้ แต่อย่าตัดสินไปก่อนว่า ฉันไม่มีวันทำได้ เราต้องกล้า ต้องหยุดกลัว หยุดฟังคำที่ทำให้เราหยุดพัฒนาตัวเอง 

ถ้าอยากแต่งตัว ยังไม่ต้องฟังเสียงที่บอกว่าไม่สวย อย่าไปกังวลกับเสียงของคนรอบข้างจนลืมความต้องการของตัวเอง ลองดูก่อน แล้วมองในกระจกเองว่าเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ถึงจะบอกว่าต้องกล้า แต่ไม่ต้องกล้าเว่อร์นะคะ ค่อย ๆ กล้าขึ้นในทุกวัน นี่คือวิธีของซูซี่ที่เวิร์กแน่นอน แต่มันใช้เวลา ความมั่นใจไม่ได้สร้างได้ในเดือนสองเดือนอยู่แล้ว อย่าตีกรอบตัวเองแคบเกินไป เพราะโลกใบนี้มันใหญ่มาก

ได้ยินว่าเพื่อนลูกครึ่งของคุณก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องทัศนคติจนไม่กล้าเป็นตัวเองเหมือนกัน คุณช่วยพวกเขาอย่างไร

จริง ๆ เยอะค่ะ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกครึ่ง เขาเครียดตลอดว่าใส่เสื้อผ้าจะดูหมองไหม เพราะเขาเป็นลูกครึ่งเหมือนกัน ซูซี่ก็จัดเลย เอา Mindset ที่เราได้รับมาบอกเขาไป ผิวอะไรใส่ไปเลย ดำก็ใส่สีแดงสวย ทำไมหรอ!? เพื่อนคนนั้นจากที่คอยยืดผมก็หยุด ยอมรับความเป็นตัวเองมากขึ้น

เรียกว่าคุณเป็นผู้ปกป้องเพื่อน ๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตอนเรียน เราปกป้อง เพราะเพื่อนเป็นเกย์ ถูกบูลลี่ เราไฟต์มาก เพราะไม่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วเรื่องการบูลลี่ ล้อเลียน มันไม่ควรเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็ต้องไม่มีซูซี่อยู่ในนั้น ถ้าอยู่ฉันจะปกป้องเพื่อนของฉัน! ซูซี่ยอมรับค่ะว่าเราแรงเหมือนกัน เพราะสิ่งที่เราเจอ มันทำให้เราซอฟต์ไม่ได้ สังคมมันโหดร้ายจริง ๆ นะ เราก็บอกเพื่อนด้วยว่าอย่าเงียบ ถ้าเธอเงียบเขาจะมาอีก แต่ช่วยเท่าไหร่ก็ไม่หมดค่ะ เด็กแต่ละคนถูกเลี้ยงดูต่างกัน

การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อหลอมให้เด็กเข้าใจคนอื่น

ถูกค่ะ เด็กบางคนไม่มีนิสัยบูลลี่เลย มันต้องย้อนกลับไปที่สถาบันครอบครัวด้วย ซูซี่พูดตลอด การที่พ่อแม่บูลลี่ให้เด็กดู เด็กก็เข้าใจว่าการไปตัดสินแล้วล้อเลียนเป็นเรื่องสนุก เพราะพ่อแม่ฉันก็ทำ ซูซี่มองว่าสถาบันครอบครัวเปลี่ยนสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้

หลัง ๆ คนชอบโทษโรงเรียน เอาบ้านก่อนเลย เพราะพ่อแม่คือตัวอย่างที่เด็กมักจะเลียนแบบ แต่ทั้งสองสถาบันสำคัญทั้งคู่ค่ะ ไม่งั้นแย่แน่ นิสัยแย่กันไปใหญ่

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

คุณเองก็มีครอบครัวแล้ว คุณบอกเล่าเรื่องเหล่านี้กับลูกบ้างไหม

แต่ก่อนไม่เข้าใจจริง ๆ ค่ะ แต่พอมีลูกแล้ว เราเข้าใจเลยว่าเราคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกเห็นว่าควรไปทางไหน กับเด็กคุณก็ไม่ต้องไปว่าเขานะ คุณว่าเขา เขาก็จะไม่มั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าทำกิจกรรม เราไม่ควรเห็นเด็กถูกกดทับด้วยเรื่องหน้าตา สีผิว หรือผม พวกเขาควรเข้าใจในความหลากหลายและความเป็นตัวเอง เขาควรรู้ว่าการที่เขาเป็นแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย ซูซี่สอนเรื่องพวกนี้ให้ลูกเสมอ

แล้วเวลาคุณเจอคนเดินเข้ามาว่า คุณทำอย่างไร

มีคนมาว่าก็สวนเลยค่ะ ปากแซ่บ เพราะว่าเกิดที่ไทย สกิลล์ปากต้องได้ แม่บอกว่าถ้าไม่ปกป้องตัวเองไม่มีใครช่วยนะ ปากเลยแซ่บมาแต่เด็ก (หัวเราะ)

หลายคนมองว่าเป็นคนดังไม่ต้องไปคุยกับคนที่มีอคติกับเราก็ได้ คุณคิดแบบนั้นไหม

ไม่ใช่ค่ะ ใครจะเงียบก็ได้ แต่ซูซี่ไม่เงียบ สวนหมดทุกดอก เพราะเรามองว่าการที่คุณเข้ามาคนหนึ่งคน มันเป็นเรื่องที่ผิดอยู่แล้ว คุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันผิด เราไม่ยอมให้เขามาว่าแล้วหายไปเลยหรอก ซูซี่จัดให้หมดค่ะ เขาไม่มีเหตุผลที่จะเข้ามาว่าเรา หรือว่าเขาชินกับการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ถ้าอย่างนั้นคุณก็มาถูกที่แล้ว จัดให้ เราจะค่อย ๆ กำจัดคนเหล่านี้ที่ชอบว่าคนอื่นออกไป ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือค่ะ 

มีการเหยียดแบบอื่นที่คุณเคยเจออีกไหม

มีคนถามว่า ผิวดำแบบนี้จะมีแฟนหรอ โอ้โห ซูซี่มีลูก มีสามีแล้วค่ะ (หัวเราะ) 

โอ๊ย! ซูซี่มีคำถามตลอดว่า ทำไมยังมีคนที่ถามแบบนี้อยู่อีก เพราะเราเจอคนบูลลี่แบบนี้ตอนเด็ก ไม่คิดเลยว่าอายุเท่านี้ยังจะเจอคนกลุ่มนี้ ตาต่อตาฟันต่อฟันไปเลย 

นั่นคือโลกของความเป็นจริงที่คุณเผชิญมาตลอด

ใช่ค่ะ ซูซี่อยู่กับความจริง โลกของความจริงมันเป็นแบบนี้ บางทีเหตุผลใช้กับคนเหล่านี้ไม่ได้ เขาไม่น่ารักเลยค่ะ

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

02
แซ่บด้วยกันบนรันเวย์ของตัวเอง

ก่อนที่คุณจะเป็นคนมั่นใจและพาคนอื่นมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้อย่างตอนนี้ ความรู้สึกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ไม่มีใครรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร เหมือนเราถูกตัดสิน เขาจะคิดว่าเราแปลกประหลาด ทั้ง ๆ ที่เราเป็นแค่สาวลูกครึ่งไทย-แอฟริกัน เดี๋ยวก่อน! เราไม่ได้เป็น Monster นะคะ (หัวเราะ) อย่างในโรงเรียนมีคนดำคนเดียวคือเรา เราก็คิดว่าตัวเองแปลกไม่เหมือนชาวบ้าน พอโตเปลี่ยนสังคมถึงจะรู้ เราไม่ได้แปลกค่ะ ไม่มีใครแปลก คนที่ไม่รู้และไม่เห็นความหลากหลายจึงปฏิบัติกับเราแบบนี้ จริง ๆ ในโลกอันแสนกว้างใหญ่ ไม่มีใครแปลก เราคือคนปกติค่ะ เป็นอะไรก็คือตัวตนของเรา ยอมรับตัวตนค่ะ

ได้ยินว่าอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของคุณคือการได้พบเจอกับเพื่อนต่างชาติ

เล่าแล้วจะเหมือนสาวนักเที่ยวไหม (หัวเราะ) คือเพื่อนของซูซี่เป็นชาวต่างชาติที่มาเรียนในประเทศไทย เราก็รู้จักกันเลยเอาเรื่องของเราไปแชร์ก็เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เขาเองก็อยากรู้ว่าการเป็นคนดำในประเทศไทยยากไหม เพราะเขาเป็นคนดำเหมือนกัน พอมาถึงประเทศเราก็เจอคนไทยมองแปลก ๆ เราเลยอธิบายให้เขาฟังว่ามันเป็นเพราะทัศนคติของคนในสังคม พอแชร์กันไปมา ซูซี่ก็เรียนรู้ว่าถ้าเราเปลี่ยน Mindset ของเรา ยังไงเราก็อยู่กับตัวตนของเราได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต่อให้เราย้ายไปอยู่ที่ใดในโลก ซูซี่ก็จะเป็นซูซี่แบบนี้

ถ้าเลือกได้จะย้ายไหม

(หัวเราะ) ตอนนั้นเพื่อนตกใจเรื่องบรรทัดฐานความงามของสังคมไทย เขาก็ถามว่าทำไมเราไม่ย้าย แต่เรามองว่า การย้ายไม่ใช่คำตอบสักเท่าไหร่ ซูซี่ขอบคุณตัวเองที่ยังอยู่นะคะ เพราะการที่เราได้อยู่ทำให้เราได้ช่วยเปลี่ยน Mindset ของใครหลายคนให้เขารักตัวเอง กล้ายิ้ม กล้าแต่งตัว และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

คุณก้าวไปข้างหน้า พาคนอื่นมั่นใจในตัวเอง ตอนนี้ขอบข่ายการช่วยเหลือของคุณขยายขึ้นบ้างไหม

เราก้าวไปมากกว่าแต่ก่อนมาก สมัยก่อนเราสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและเพื่อนอีกนิดหน่อยในวงเล็กนิดเดียว แต่ทุกวันนี้เราส่งออกไปกว้างมากและมันเวิร์ก บางคนเจอเราข้างนอก เขาบอกว่า หนูไม่เคยอยากแต่งหน้าแต่งตัวเลย จนหนูมารู้จักพี่ ซูซี่รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นมันช่วยได้เยอะขนาดนี้เลยหรอ ใจหนึ่งเราแอบเศร้าตรงที่ว่า ถ้าเราไม่เป็นที่รู้จัก เขาจะต้องอยู่ในโลกที่จำกัดไปอีกนานเท่าไหร่ ผิวดำทาปากแดงไม่สวย ใครบอก ห้ะ! (ทำตาโต) เราไม่อยากให้คนไทยกดคนไทยด้วยกันให้อยู่ภายใต้ความทรมานแบบนี้เลย

ซูซี่ ณัฐวดี ดาว TikTok ไทย-แอฟริกัน ผู้ผลักดันความหลากหลายให้ทุกคนเฉิดฉายในแบบตัวเอง

ในมุมมองของคุณ เวลาผ่านไป ปัญหายังมีเหมือนเดิม แต่สังคมไทยถือว่าก้าวหน้าขึ้นไหม

ซูซี่ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนะคะ แต่ถามว่าดีขึ้นมากไหม… (ทำท่าคิดแล้วหัวเราะ) มันไม่ได้เปลี่ยนแบบว้าว แต่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแน่ ๆ หลายคนออกมาแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนที่มีแต่สื่อโทรทัศน์ ตอนนี้มีโซเชียลมีเดีย ประเทศไทยเลยถือว่าก้าวหน้าไปในระดับที่เราก็แฮปปี้ แต่ถามว่าพอใจสุดไหม ก็ยัง เพราะยังมีอยู่ค่ะ ซูซี่ก็ยังโดนว่าทำไมไม่ดัดฟัน ทำไมไม่ยืดผม แต่ซูซี่ฟันห่างก็สวยได้ มั่นใจได้ค่ะ เด็กรุ่นใหม่เองก็เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ซูซี่ว่าต้องดีขึ้นแน่ ๆ 

หลายคนไม่อยากทำสวย เพราะคิดว่าสวยไปก็มีคนที่สวยกว่าที่จะได้รับโอกาสในสังคมมากกว่า คุณเห็นด้วยไหม

ทุกคนหน้าตาไม่เหมือนกันนะ หุ่นไม่เหมือนกัน คาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน ทำไมคนที่ดูดีกว่า สวยกว่าในนิยามของสังคมที่เห็น ๆ กันอยู่ถึงมีโอกาสมากกว่า ทั้งที่ทุกคนควรมีโอกาส การเปิดกว้างทำให้ผู้หญิงเก่งที่มีหน้าตา รูปร่างหลากหลายเฉิดฉายได้เหมือนกัน ผู้หญิงมีความสามารถก็ควรเปิดกว้างให้พวกเขาได้ Shine ค่ะ

ไม่อยากให้ใครก็ตามเอาหน้าตาไปเปรียบเทียบกัน แต่อยากให้เทียบที่ความสามารถ

เรื่อง Beauty Privilege ไม่ได้มีแค่ที่ไทย มันมีทั่วโลก เราอย่าไปเทียบกับเขา ถ้าเขาสบายใจจะสวยตรงตาม Beauty Standard นั่นเป็นความพึงพอใจของเขา แต่สำหรับเรา ถ้าเราพยายามแล้วเหนื่อย เรามาอยู่ในโลกของเราได้ค่ะ ประสบความสำเร็จเหมือนกัน ในโลกใบนี้ไม่ใช่คนสวยอย่างเดียวที่จะประสบความสำเร็จ อย่ายัดตัวเองลงไปในกรอบนั้น

ทุกอย่างมันอยู่ที่ Mindset และการปลูกฝัง แต่การปลูกฝังบ้านเรายังติดอยู่กับความงามแบบเดิม ๆ พอผู้หญิงเสพมาก ๆ เขาก็จะนอยตัวเองว่าไม่สวย ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่มั่นใจ เพราะไม่ตรงตาม Beauty Norm ที่ส่งต่อกันมา คนแบบซูซี่ยังมีไม่เยอะมาก ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ถือว่าน้อยนิด หลายคนดูแล้วมั่นใจ แต่หลายคนดูแล้วก็ยังไม่มี ซึ่งตรงนี้บังคับกันไม่ได้ แต่เราจะเดินหน้าด้วยกัน

ถ้ามาตรฐานความงามที่สังคมกำหนดมันเป็นปัญหา งั้นสร้างใหม่เป็นของตัวเองเลยได้ไหม

ได้เลย! ต้องแบบนั้นเลยค่ะ สร้างเอง ใครก็ดูดีได้ ไม่ต้องกลัว ผู้หญิงหลายคนโกนผมก็สวยได้ ไม่เห็นต้องใส่วิก เราไม่ได้หลอกตัวเองนะ ถ้าซูซี่หลอกตัวเองคงไม่ปล่อยให้ฟันห่างจนอายุ 26 หรอก เราคงจะดัดไปแล้ว แต่เราแฮปปี้กับตัวเราจริง ๆ

คุณคิดอย่างไรกับเทรนด์ที่เห็นกันบนโซเชียลอย่างการทำโมเดลเฟส หน้านิ่ง ไม่ยิ้ม 

ถ้าทำเพราะอยากเฟียสก็โอเคค่ะ เอาไว้ถ่ายรูป แต่ต้องไม่ทำเพราะอาย ไม่กล้ายิ้ม อย่านะ อย่าทำ การทำโมเดลเฟส เพราะไม่กล้ายิ้ม ฟันไม่สวย มันไม่ได้ค่ะ รอยยิ้มไม่เคยเป็นปัญหา สำหรับซูซี่ที่ฟันห่าง รอยยิ้มก็ไม่เคยเป็นปัญหา ซูซี่ฟันห่างเหมือนแม่และคุณยาย ซึ่งแม่ซูซี่ยิ้มม่วนมาก (หัวเราะ) แม่ไม่ดัดฟัน แต่ก็ยิ้มกว้าง นั่นคือเสน่ห์ที่คนมองเห็นเขาจดจำ

อีกอย่างคือ ซูซี่ชมตัวเองได้ไม่อายปากเลยว่า ฟันห่างเข้ากับหน้าซูซี่ เรายิ้มแล้วเราสวย เอาเป็นว่า เปลี่ยน Mindset ค่ะ การที่ไม่กล้ายิ้มเพราะมีฟันเหลืองหรือฟันห่าง มันเป็นเพราะคุณมีภาพอยู่ในหัวหรือเปล่าว่าต้องเป็นแบบไหน พอเป็นไม่ได้ คุณเลยไม่กล้ายิ้ม แล้วทำไมคุณต้องเป็นแบบนั้น

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

พอมีชื่อเสียงแล้ว คุณมีแผนการเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเรื่องการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ หรือการบูลลี่บ้างไหม

ถ้าเป็นการวางแผนเลยอาจจะไม่มี แต่เราจะเป็นตัวเราแบบนี้ตลอดไป ซูซี่จะทำให้คนเห็นผ่านคลิปแล้วซึมซับไปเรื่อย ๆ ให้เขารู้ว่ามันมีคนที่อาจจะไม่ได้สวยตามมาตรฐาน แต่สวยในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะผิวสีไหน หน้าตาเป็นอย่างไรก็ดูดีได้ อย่างน้อยก็ให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนความคิดในการมองความงามให้ต่างไปจากเดิม สาวพลัสไซส์ก็ออกมาแสดงจุดยืนกันมากขึ้น เราได้ขยายสังคม ได้เชื้อเชิญให้คนที่อยากแสดงความเป็นตัวเอง แต่ไม่ตรงกับมาตรฐานทั่วไป ออกมาแสดงจุดยืน มันเป็นอะไรที่ดีนะ ทำให้ Beauty Privilege ไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้น เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสเท่ากันหมด

อีกอย่างหนึ่งคือ เราเองต้องการกล้าพูดด้วยว่า เราไม่ชอบในบางสิ่งที่คนอื่นพูด กล้าเตือน กล้าบอกความรู้สึก เราไม่ควรจะทำร้ายจิตใจกัน การเคารพกันและกันมันง่ายมากเลยนะ สวยไม่สวยก็เป็นตัวตนที่เราต้องเคารพ บ้านเราไม่ค่อยชมกันสักเท่าไหร่ด้วย เปลี่ยนคำว่ากล่าวเป็นคำชมดีกว่า ถ้าทุกคนมั่นใจด้วยกัน เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ของตัวเองได้

ถ้าก้าวข้ามจุดที่ไม่มั่นใจไปได้ จะมีอะไรรออยู่

ความสุขของชีวิต ถ้าไม่มีความมั่นใจ เราจะเครียดคนเดียว ทุกคนมีความมั่นใจได้ อย่าไปเป็นอย่างคนอื่น ซูซี่ไม่เคยเอาตัวเองไปเทียบกับใครถึงได้เป็นตัวเองจนถึงทุกวันนี้

แต่ถ้าสุดท้ายคุณไม่มั่นใจจนอยากเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยน เพราะเราอยากให้เขามีความสุขที่สุด ซูซี่เคยอยู่ในจุดที่ไม่มั่นใจ ซูซี่รู้ว่าต่อให้เขาดูกี่สื่อ กี่แรงผลักดัน เขาก็ไม่มั่นใจ เพื่อความสุขที่มากขึ้นอาจจะออกกำลังกาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ดีต่อตัวเองและสร้างความมั่นใจ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ความสุขแรกที่ได้มาหลังจากความเหนื่อย ซูซี่ว่ามันคุ้มนะ

พอจะมีเคล็ดลับความดูดีง่าย ๆ ในแบบของตัวเองแนะนำไหม

ถ้าอย่างซูซี่ เราจะชอบตัวเองเวลาหัวเราะ เวลายิ้ม บางงานที่บรีฟให้ขรึม ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่เป็นตัวเราเท่าไหร่ คนรอบข้างเขาก็ฟินเวลาเราเป็นตัวเอง เพราะฉะนั้น ซูซี่ว่ารอยยิ้มนี่แหละเสน่ห์ ใครยิ้มก็ดูดี โลกสดใส มันคือการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา รอยยิ้มของใครก็ของคนนั้น ไม่มีใครเหมือน นี่คือความพิเศษ แล้วรอยยิ้มก็ไม่ต้องซื้อ บางทีทักทายกันก็ไม่ต้องพูด แค่ยิ้มให้กันก็แฮปปี้แล้ว

แต่หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดฟัน บางคนฟันเหลืองเลยไม่มั่นใจที่จะยิ้ม

ซูซี่ฟันห่างนะ (หัวเราะ) แต่มันทำให้เรายิ้มสวยในแบบของเรา มันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เรื่องฟันเหลืองมันมีทางแก้ เปลี่ยนยาสีฟันไหมคะ ใช้ Colgate ก็ได้ (หัวเราะ) ถ้าเรื่องใหญ่คือสุขภาพฟันมากกว่า ไม่ใช่สวยหรือไม่สวย ถ้าสุขภาพฟันไม่ดี แนะนำให้ไปหาหมอ ส่วนเรื่องสวยไม่สวย ไม่ต้องกลัว ยังไงมันก็เป็นเรา

คุณคิดว่าถ้าทุกคนช่วยกันจะรีเซ็ตความสวยแบบเดิม ๆ ได้บ้างไหม

ตอนนี้ซูซี่ร่วมกับ Colgate ในการทำสิ่งนั้น ซูซี่เชื่อว่าทำได้ การที่ Colgate เห็นว่าซูซี่ยิ้มอย่างมั่นใจทัั้งที่ฟันซูซี่ห่างแล้วเขายังเลือกซูซี่มา ก็หมายความว่าเขายอมรับในความงามอันหลากหลายจริง ๆ ขนาดเขาโฆษณายาสีฟัน แสดงว่าเรามีจุดยืนเหมือนกัน คนที่เห็น คนที่ดูควรทราบได้แล้วว่า ถ้าเธออยากจะสวย อยากจะดูดี อยากจะมั่นใจ เธอไม่ต้องมีฟันชิดก็สวยได้ เราทำให้คุณดูแล้ว

อยากให้อนาคตหลังแคมเปญนี้ออกไปเป็นอย่างไร

ทุกคนควร Smile Out Loud โดยไม่ต้องเขินอาย ซูซี่ก็เป็นแบบนั้น มันเป๊ะมากที่คนมีทัศนคติเหมือนกันอย่างเรา คุณแอนชิลี และ Colgate มาร่วมกันทำแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน มันจะช่วยสร้างสังคมอันหลากหลาย โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกกดทับกับความสวยแบบเดิม ๆ

อย่างที่ซูซี่พูดไปตั้งแต่ต้น การถูกกดทับด้วยมาตรฐานเดิม ๆ นิยามความงามแบบเดิม ๆ ควรถูกเปลี่ยนได้แล้ว คนรุ่นใหม่นี่แหละค่ะที่ช่วยกันยอมรับความงามในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลกับสายตาหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง เราต้องเปลี่ยนนิยามความสวยที่ใครก็ไม่รู้กำหนดไว้ รีเซ็ตให้เป็นของแต่ละคนไปเลย ทีนี้ ซูซี่เชื่อว่าเราจะโอบกอดความเป็นตัวเองมากขึ้น สนับสนุนให้กันและกันมีความมั่นใจ และใช้ความมั่นใจนั้นสร้างความสุขให้กับชีวิตตัวเองต่อไป

'ซูซี่ ณัฐวดี' เปลี่ยนการกดทับเป็นแรงผลักดันในการลดอคติทางเชื้อชาติ ปล่อยความสามารถให้เฉิดฉายอย่างเท่าเทียม

Colgate ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ในแคมเปญ Smile Out Loud เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ และสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง ผ่าน #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และพร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

ติดตามอ่านเรื่องราวของ แอชิลี สก๊อต-เคมมิส ได้ในวันพรุ่งนี้

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load